รวบ 3 คนไทยคาสนามบินเอกวาดอร์ ลักลอบขน “อีกัวนาทะเลกาลาปากอส” สัตว์หายาก

รวบ 3 คนไทยคาสนามบินเอกวาดอร์ ลักลอบขน "อีกัวนาทะเลกาลาปากอส" สัตว์หายาก

21 พ.ค. 2569 12:32 น.

รวบ 3 คนไทยคาสนามบินเอกวาดอร์ ลักลอบขน “อีกัวนาทะเลกาลาปากอส” สัตว์หายาก

ตำรวจเอกวาดอร์จับกุมชาวไทย 3 คน หลังถูกกล่าวหาลักลอบขนอีกัวนาทะเลหายาก จากหมู่เกาะกาลาปากอส จำนวน 12 ตัว เตรียมส่งออกไปยังเอเชีย โดยพบอีกัวน่าตาย 1 ตัว และอีกหลายตัวมีอาการบาดเจ็บจากการถูกมัดขาระหว่างขนส่ง

กระทรวงพลังงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศเอกวาดอร์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นสัญชาติไทยจำนวน 3 ราย หลังต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ โดยพยายามลักลอบนำ “อีกัวนาทะเลกาลาปากอส” ซึ่งเป็นสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์จำนวน 12 ตัว ออกนอกประเทศ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในระหว่างการตรวจสอบสัมภาระผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานนานาชาติโฮอากิน เด โอลเมโด ในเมืองกัวยาคิล เมืองท่าสำคัญของเอกวาดอร์ โดยสุนัขดมกลิ่นเคไนน์ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจค้นสัตว์ป่าโดยเฉพาะ ได้ส่งสัญญาณเตือนเมื่อดมกลิ่นกระเป๋าเดินทางกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีจุดหมายปลายทางมุ่งหน้าสู่ทวีปเอเชีย

จากการเปิดกระเป๋าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ต้องพบกับภาพที่น่าสลดใจ เนื่องจากพบอีกัวนาทะเลถูกอัดแน่นอยู่ภายใน โดยมีอีกัวนาตัวหนึ่งได้ล้มตายลงแล้ว ส่วนอีก 11 ตัวที่เหลืออยู่ในสภาพ “มีอาการบาดเจ็บทางร่างกาย” เนื่องจากพวกมันถูกผู้ต้องหามัดขาทั้งสี่ข้างเอาไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนาตลอดการขนส่ง

ล่าสุด ศาลเอกวาดอร์ได้มีคำสั่งให้ควบคุมตัวผู้ต้องหาชาวไทยทั้ง 3 รายไว้ในเรือนจำระหว่างรอนำตัวขึ้นศาล ในข้อหาลักลอบค้าสัตว์ป่าคุ้มครองและสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งภายใต้กฎหมายของประเทศเอกวาดอร์ ความผิดฐานดังกล่าวมีบทลงโทษจำคุกสูงสุดเป็นเวลา 3 ปี

สำหรับ “อีกัวนาทะเลกาลาปากอส” ถือเป็นสัตว์เฉพาะถิ่นที่สามารถพบได้เพียงแห่งเดียวในโลก ณ หมู่เกาะกาลาปากอส แหล่งมรดกโลกและสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังของเอกวาดอร์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิกออกไปราว 1,000 กิโลเมตร ความพิเศษของพวกมันคือ เป็นอีกัวนาเพียงชนิดเดียวในโลกที่มีความสามารถในการดำน้ำลงไปหากินใต้ทะเล โดยสามารถกลั้นหายใจและอยู่ใต้น้ำได้นานสูงสุดถึง 60 นาที

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเอกวาดอร์กำลังอยู่ระหว่างการขยายผลการสอบสวนอย่างเร่งด่วน เพื่อค้นหาเส้นทางลำเลียงที่ขบวนการนี้ใช้ในการลักลอบขนย้ายสัตว์ป่าออกมาจากหมู่เกาะกาลาปาโกส รวมถึงการตรวจสอบว่าผู้ต้องหาชาวไทยทั้ง 3 คน สามารถเล็ดลอดผ่านระบบการตรวจค้นและมาตรการควบคุมที่เข้มงวดของสนามบินประจำหมู่เกาะกาลาปากอสมาได้อย่างไร.

ที่มา AFP

เพลิงไหม้ “หอเปลวไฟนิรันดร์” อายุพันปี บนเกาะมิยาจิมะของญี่ปุ่น วอดทั้งหลัง

เพลิงไหม้ "หอเปลวไฟนิรันดร์" อายุพันปี บนเกาะมิยาจิมะของญี่ปุ่น วอดทั้งหลัง

21 พ.ค. 2569 12:16 น.

เพลิงไหม้ “หอเปลวไฟนิรันดร์” อายุพันปี บนเกาะมิยาจิมะของญี่ปุ่น วอดทั้งหลัง

เกิดเหตุเพลิงไหม้หอพุทธศาสนาเก่าแก่ในวัดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษา “เปลวไฟนิรันดร์” ที่ลุกไหม้มานานกว่า 1,000 ปี บนเกาะมิยาจิมะ จังหวัดฮิโรชิมา ทางตะวันตก โดยอาคารถูกไฟเผาวอดทั้งหลัง

ตำรวจท้องถิ่นเปิดเผยว่า เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นที่ “เรกะโด ฮอลล์” (Reikado Hall) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ภูเขามิเซ็น (Mount Misen) โดยมีผู้แจ้งเหตุเมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ผ่านมา

ภาพก่อนเกิดเหตุ
ภาพก่อนเกิดเหตุ

มีรายงานว่าหน่วยดับเพลิงระบุว่า เจ้าหน้าที่ราว 30 นาย ถูกส่งเข้าควบคุมสถานการณ์ และสามารถดับไฟได้สำเร็จในวันพฤหัสบดี แต่ตัวอาคารได้รับความเสียหายอย่างหนักจนพังถล่มทั้งหมด

เรกะโด ฮอลล์ เป็นส่วนหนึ่งของวัดพุทธไดโชอิน ซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะสถานที่ประดิษฐาน “เปลวไฟนิรันดร์” ที่เชื่อกันว่า ถูกจุดขึ้นครั้งแรกโดยพระคูไค หรือโคโบ ไดชิ พระสงฆ์ชื่อดังของญี่ปุ่น เมื่อกว่า 1,200 ปีก่อน

ถูกไฟเผาวอดทั้งหลัง
ถูกไฟเผาวอดทั้งหลัง

ตามตำนานท้องถิ่น เปลวไฟดังกล่าวถูกดูแลให้ลุกไหม้อย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายศตวรรษ และถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญทางศาสนาและประวัติศาสตร์ของพื้นที่

ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ และเจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้.

ที่มา : The Japantimes

“ทรัมป์” เตรียมต่อสายตรงคุยปธน.ไต้หวัน เรื่องขายอาวุธแสนล้าน เมินธรรมเนียมการทูตสหรัฐ-จีน

"ทรัมป์" เตรียมต่อสายตรงคุยปธน.ไต้หวัน เรื่องขายอาวุธแสนล้าน เมินธรรมเนียมการทูตสหรัฐ-จีน

21 พ.ค. 2569 11:59 น.

“ทรัมป์” เตรียมต่อสายตรงคุยปธน.ไต้หวัน เรื่องขายอาวุธแสนล้าน เมินธรรมเนียมการทูตสหรัฐ-จีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศเตรียมพูดคุยโดยตรงกับประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลงซื้อขายอาวุธมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการฉีกธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูตครั้งใหญ่ที่สหรัฐฯ ยึดถือมาตั้งแต่ปี 1979

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขามีแผนที่จะพูดคุยโดยตรงกับ นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการอนุมัติข้อตกลงขายอาวุธครั้งใหญ่ ซึ่งการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นการแหกกฎและธรรมเนียมทางการทูตอย่างรุนแรง เนื่องจากผู้นำของสหรัฐฯ และไต้หวัน ไม่เคยมีการเจรจาหรือติดต่อกันโดยตรงนับตั้งแต่ปี 1979 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน เพื่อหันไปรับรองรัฐบาลจีน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเขาวางแผนที่จะพูดคุยกับนายไล่ ก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องการขายอาวุธหรือไม่ ทรัมป์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมจะคุยกับเขา ผมคุยกับทุกคนอยู่แล้ว เราจะสะสางเรื่องนั้น ซึ่งก็คือปัญหาเรื่องไต้หวัน” พร้อมกันนี้ ทรัมป์ยังได้กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างเขากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนว่า “ยอดเยี่ยมมาก” หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดเป็นเวลา 2 วันที่กรุงปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ปัจจุบัน ทรัมป์ระบุว่าเขายังไม่ได้ตัดสินใจขั้นเด็ดขาดว่าจะอนุมัติแผนขายอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.57 แสนล้านบาท) ให้กับไต้หวันหรือไม่ ซึ่งตามรายงานระบุว่าแพ็กเกจอาวุธดังกล่าวรวมถึงอุปกรณ์ต่อต้านโดรนและระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ ทั้งนี้ ตามกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวันปี 1979 สหรัฐฯ มีข้อผูกพันทางกฎหมายในการจัดหาอาวุธเพื่อการป้องกันตนเองให้แก่เกาะไต้หวัน แต่ที่ผ่านมาต้องรักษาสมดุลอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน

ตามรายงานของสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลจีนกำลังชะลอการอนุมัติการเดินทางเยือนของนายเอลบริดจ์ โคลบี เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายนโยบายของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยจีนยื่นเงื่อนไขว่าจะยังไม่เปิดทางให้จนกว่าทรัมป์จะตัดสินใจอย่างชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรกับข้อตกลงอาวุธของไต้หวัน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเปิดเผยว่าเขาได้หยิบยกเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันขึ้นมาหารือ “ในรายละเอียดอย่างเจาะลึก” กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในระหว่างการพบกันที่ปักกิ่ง ซึ่งหากเรื่องนี้เป็นจริง จะถือเป็นการละเมิดนโยบายของสหรัฐฯ อีกหนึ่งข้อ นั่นคือ “หลักประกัน 6 ประการ” ปี 1982 ที่สหรัฐฯ เคยให้คำมั่นกับไต้หวันว่าจะไม่มีการปรึกษาหารือกับจีนก่อนการขายอาวุธให้ไต้หวัน อย่างไรก็ตาม เมื่อทรัมป์ถูกถามถึงข้อผูกพันในยุค 1980 ดังกล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน เขากลับตอบเพียงว่า “ช่วงปี 1980 มันผ่านมานานมากแล้ว” และย้ำว่า “ผมต้องคุยกับคนที่บริหารไต้หวันอยู่ในตอนนี้ คุณก็รู้ว่าเขาเป็นใคร”

ในการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางการจีนได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าประเด็นไต้หวันคือเรื่องที่เปราะบางที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ โดยปูตินและสีจิ้นผิงเคยเตือนว่าอาจเกิด “ความขัดแย้ง” หากจัดการปัญหานี้ไม่ดี แม้ว่าทรัมป์จะแสดงท่าทีลดทอนความเสี่ยงที่จะเกิดสงคราม แต่ยอมรับว่าประธานาธิบดีสีมีจุดยืนที่ “แข็งกร้าวมาก” ในเรื่องนี้ และตัวทรัมป์เองก็ยังไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาใดๆ กับฝั่งจีน

หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ด้านประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน ได้ออกแถลงการณ์ทันที โดยย้ำว่าไต้หวันเป็น “ประเทศประชาธิปไตยที่มีอธิปไตยและเอกราช” และสันติภาพในช่องแคบไต้หวันจะไม่ถูก “เซ่นสังเวยหรือใช้เป็นสิ่งของแลกเปลี่ยน” พร้อมเน้นย้ำว่าการซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ คือกุญแจสำคัญในการรักษาความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งภายใต้การนำของนายไล่ ไต้หวันได้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างมหาศาลเพื่อรับมือกับแรงกดดันทางทหารที่เพิ่มขึ้นจากจีน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนัลด์ ทรัมป์ ฉีกธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูต เพราะย้อนกลับไปในปี 2016 หลังชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใหม่ๆ เขาก็เคยต่อสายตรงพูดคุยกับ นางไช่อิงเหวิน ผู้นำไต้หวันในขณะนั้น จนทำให้รัฐบาลจีนยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการมาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ เพิ่งอนุมัติข้อตกลงขายอาวุธมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐให้ไต้หวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อตกลงที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และสร้างความไม่พอใจให้กับจีนเป็นอย่างมาก.

ที่มา BBC / Reuters

สหภาพแรงงานซัมซุง ระงับหยุดงานประท้วง 18 วัน หลังบรรลุข้อตกลงค่าจ้างชั่วคราว

สหภาพแรงงานซัมซุง ระงับหยุดงานประท้วง 18 วัน หลังบรรลุข้อตกลงค่าจ้างชั่วคราว

21 พ.ค. 2569 11:16 น.

สหภาพแรงงานซัมซุง ระงับหยุดงานประท้วง 18 วัน หลังบรรลุข้อตกลงค่าจ้างชั่วคราว

สหภาพแรงงานของบริษัทซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศระงับแผนประท้วงนัดหยุดงาน 18 วัน  “จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม” หลังการเจรจากับฝ่ายบริหารกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง โดยมีนายคิม ยองฮุน รัฐมนตรีแรงงานเกาหลีใต้ เข้าร่วมในการเจรจา ส่งผลให้หุ้นซัมซุงพุ่งรับข่าวทันที 6.5%

สหภาพแรงงานของบริษัทซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศระงับแผนนัดหยุดงานในเกาหลีใต้ “จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม” หลังการเจรจากับฝ่ายบริหารกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง โดยมีนายคิม ยองฮุน รัฐมนตรีแรงงานเกาหลีใต้ เข้าร่วมในการเจรจา

ก่อนหน้านี้ สหภาพแรงงานประกาศเตรียมหยุดงานตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. หลังการเจรจาเรื่องโบนัสล้มเหลว สร้างความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และห่วงโซ่อุปทานชิปทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ล่าสุดสหภาพแรงงานระบุว่า จะนำข้อตกลงค่าจ้างเบื้องต้นเข้าสู่การลงคะแนนเสียงของสมาชิกทุกคน ระหว่างวันที่ 23-28 พฤษภาคมนี้

รัฐมนตรีแรงงานเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงผ่านการเจรจาโดยสมัครใจ พร้อมขอบคุณที่ยังคงรักษาช่องทางการพูดคุยไว้จนถึงนาทีสุดท้าย

ด้านซัมซุงออกแถลงการณ์ขอโทษต่อความกังวลที่เกิดขึ้น พร้อมให้คำมั่นว่าจะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารและแรงงานให้มีความสร้างสรรค์และเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ลักษณะนี้อีก

การประท้วงครั้งนี้ถูกจับตามองว่าอาจมีขนาดใหญ่กว่าการนัดหยุดงานเมื่อปี 2024 ซึ่งมีพนักงานเข้าร่วมประมาณ 6,000 คน โดยสหภาพแรงงานระบุว่า มีสมาชิกเกือบ 50,000 คนเตรียมหยุดงานนาน 18 วัน หลังไม่พอใจระบบแบ่งโบนัสของบริษัท

สหภาพแรงงานเรียกร้องให้ยกเลิกเพดานโบนัสที่กำหนดไว้ไม่เกิน 50% ของเงินเดือนต่อปี และต้องการให้บริษัทแบ่งกำไรจากการดำเนินงาน 15% มาเป็นโบนัสพนักงาน หลังซัมซุงได้รับอานิสงส์จากกระแสปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จนกำไรจากการดำเนินงานไตรมาสแรกพุ่งขึ้นราว 750% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมูลค่าตลาดทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม

สหภาพแรงงานยังเปรียบเทียบว่า พนักงานของบริษัทคู่แข่งอย่าง SK hynix ได้รับโบนัสสูงกว่าพนักงานซัมซุงมากกว่า 3 เท่า พร้อมระบุว่าความไม่โปร่งใสของระบบโบนัสเป็นสาเหตุที่ทำให้พนักงานจำนวนมากลาออกและหันมาเข้าร่วมสหภาพแรงงานเพิ่มขึ้น

แม้มีความกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ เนื่องจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็นประมาณ 35% ของมูลค่าการส่งออกเกาหลีใต้ แต่นักวิเคราะห์มองว่า หากเกิดการหยุดงานจริง ผลกระทบอาจจำกัดอยู่เฉพาะบางหน่วยธุรกิจ เนื่องจากโรงงานผลิตชิปหลักของซัมซุงมีระบบอัตโนมัติสูง

ด้านตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวก โดยหุ้นซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ พุ่งขึ้นสูงสุด 6.5% ในการซื้อขายช่วงเช้าวันพฤหัสบดี หลังนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการนัดหยุดงานครั้งใหญ่.

ที่มา AFP / Reuters

รัสเซียส่งเครื่องบินรบสกัดเครื่องบินสอดแนมอังกฤษเหนือทะเลดำในระยะประชิด

รัสเซียส่งเครื่องบินรบสกัดเครื่องบินสอดแนมอังกฤษเหนือทะเลดำในระยะประชิด

21 พ.ค. 2569 10:50 น.

รัสเซียส่งเครื่องบินรบสกัดเครื่องบินสอดแนมอังกฤษเหนือทะเลดำในระยะประชิด

กระทรวงกลาโหมอังกฤษ เปิดเผยว่า เกิดเหตุเครื่องบินรบของรัสเซีย 2 ลำ บินเข้าสกัดเครื่องบินสอดแนมไร้อาวุธของกองทัพอากาศอังกฤษ  โดยมีระยะห่างจากส่วนหัวของเครื่องบินอังกฤษเพียง 6 เมตร  อย่าง “อันตรายและเกิดขึ้นซ้ำหลายครั้ง” เหนือน่านฟ้าสากลบริเวณทะเลดำเมื่อเดือนที่ผ่านมา 

รายงานระบุว่า เครื่องบินขับไล่ Su-35 ของรัสเซียได้บินเข้ามาประชิดเครื่องบินลาดตระเวนและสอดแนมรุ่น ริเวต จอยต์ (Rivet Joint) ของอังกฤษ ในระยะที่ใกล้มากจนส่งผลให้ระบบเตือนภัยฉุกเฉินของเครื่องบินอังกฤษทำงาน และทำให้ระบบบินอัตโนมัติถูกตัดการทำงานในทันที นอกจากนี้ เครื่องบินขับไล่ Su-27 อีกหนึ่งลำของรัสเซีย ยังได้บินโฉบตัดหน้าเครื่องบินของอังกฤษถึง 6 ครั้ง โดยมีระยะห่างจากส่วนหัวของเครื่องบินอังกฤษเพียง 6 เมตร เท่านั้น

นายจอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอังกฤษ ได้กล่าวชื่นชม “ความเป็นมืออาชีพอย่างยอดเยี่ยม” ของนักบินและลูกเรืออังกฤษในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤต พร้อมทั้งประณามการกระทำของรัสเซียอย่างรุนแรง

นายฮีลีย์ กล่าวว่า “เหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของพฤติกรรมที่อันตรายและยอมรับไม่ได้โดยนักบินรัสเซีย ต่อเครื่องบินที่ไม่มีอาวุธซึ่งปฏิบัติการอยู่ในน่านฟ้าสากล การกระทำเหล่านี้สร้างความเสี่ยงร้ายแรงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ และอาจนำไปสู่การยกระดับความรุนแรงของสถานการณ์ได้” 

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษย้ำชัดว่า เหตุการณ์นี้จะไม่ลดทอนความมุ่งมั่นของสหราชอาณาจักรในการปกป้องนาโต รวมถึงพันธมิตรและผลประโยชน์ของประเทศจากความก้าวร้าวของรัสเซีย โดยในขณะที่เกิดเหตุ เครื่องบินริเวต จอยต์ กำลังปฏิบัติภารกิจบินลาดตระเวนตามปกติเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยบริเวณพื้นที่ชายแดนทางตะวันออกของนาโต ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษได้ติดต่อไปยังสถานทูตรัสเซียเพื่อเรียกร้องให้มีการประณามต่อเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว

กระทรวงกลาโหมอังกฤษระบุว่า พฤติกรรมก้าวร้าวของรัสเซียในภูมิภาคนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยก่อนหน้านี้เพิ่งมีการตรวจพบกิจกรรมที่ผิดปกติของเรือดำน้ำรัสเซีย บริเวณโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเลที่สำคัญของอังกฤษในทะเลเหนือ

เหตุการณ์ครั้งล่าสุดนี้ ยังมีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อเดือนกันยายน ปี 2022 ซึ่งในครั้งนั้น นักบินรัสเซียที่ฝ่าฝืนคำสั่ง ได้พยายามยิงขีปนาวุธจำนวน 2 ลูกใส่เครื่องบินริเวต จอยต์ ของอังกฤษลำเดียวกันนี้เหนือน่านฟ้าทะเลดำ โดยขีปนาวุธลูกแรกพลาดเป้าไป ซึ่งในเวลานั้นทางการรัสเซียอ้างว่าเกิดจาก “ระบบขัดข้องทางเทคนิค” และทางการอังกฤษก็ยอมรับคำชี้แจงนั้นต่อสาธารณชน แต่ในเวลาต่อมา แหล่งข่าวความมั่นคงระดับสูงของตะวันตก 3 รายได้เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า แท้จริงแล้วนักบินรัสเซียตั้งใจยิงขีปนาวุธหลังจากได้รับคำสั่งที่คลุมเครือจากสถานีภาคพื้นดินของรัสเซียเอง

สำหรับเครื่องบินรุ่น RC-135W ริเวต จอยต์ ลำที่เกิดเหตุ สังกัดฝูงบินที่ 51 ของกองทัพอากาศอังกฤษ โดยปกติจะประจำการอยู่ที่ฐานทัพในมณฑลลิงคอล์นเชียร์ เครื่องบินชนิดนี้ติดตั้งเซนเซอร์ขั้นสูงที่สามารถดักจับและวิเคราะห์สัญญาณต่าง ๆ ในระบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้สามารถส่งข้อมูลข่าวกรองเชิงกลยุทธ์และยุทธวิธีให้กับกองทัพได้แบบเรียลไทม์.

ที่มา BBC

หนุ่มเท็กซัสถูกจับ หลังขับ Cybertruck ลุยทะเลสาบทดลองโหมดลุยน้ำ แต่สุดท้ายรถจมน้ำ

 หนุ่มเท็กซัสถูกจับ หลังขับ Cybertruck ลุยทะเลสาบทดลองโหมดลุยน้ำ แต่สุดท้ายรถจมน้ำ

21 พ.ค. 2569 08:59 น.

หนุ่มเท็กซัสถูกจับ หลังขับ Cybertruck ลุยทะเลสาบทดลองโหมดลุยน้ำ แต่สุดท้ายรถจมน้ำ

หนุ่มชาวอเมริกันจากรัฐเท็กซัส ถูกตำรวจจับกุม หลังตั้งใจขับรถTesla Cybertruck ลงไปในทะเลสาบ เพื่อทดลองใช้งานฟังก์ชัน ลุยน้ำของรถ สุดท้ายรถเสียหายและจมน้ำบางส่วน จนต้องระดมเจ้าหน้าที่เข้าช่วย

ตำรวจเมืองเกรปไวน์ ทางตอนเหนือของรัฐเท็กซัส เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ให้เข้ากู้รถ Tesla Cybertruck คันหนึ่งที่ติดอยู่ภายในทะเลสาบเกรปไวน์ โดยคนขับและผู้โดยสารต้องพากันทิ้งรถและหนีออกมา เมื่อรถเริ่มมีน้ำไหลเข้าและไม่สามารถขับต่อได้

จากแถลงการณ์ของตำรวจระบุว่า คนขับยอมรับว่าตั้งใจขับรถลงน้ำเพื่อทดลองใช้โหมด Wade Mode ของ Cybertruck หรือโหมดที่ช่วยให้รถสามารถลุยน้ำได้ดีขึ้นชั่วคราว แต่ผลปรากฏว่ารถหยุดทำงานและเริ่มจมน้ำ

เจ้าหน้าที่จึงเข้าจับกุมชายคนดังกล่าว ในข้อหาขับรถเข้าไปในพื้นที่ปิดของทะเลสาบ รวมถึงกระทำผิดเกี่ยวกับอุปกรณ์ความปลอดภัยทางน้ำ

ภายหลัง ทีมกู้ภัยทางน้ำของหน่วยดับเพลิงเมืองเกรปไวน์ ต้องเข้าร่วมปฏิบัติการนำรถ Cybertruck ที่จมอยู่บางส่วนบริเวณชายฝั่งด้านใต้ของทะเลสาบขึ้นจากน้ำ

ตามคู่มือออนไลน์ของ Tesla ระบุว่า “Wade Mode” เป็นฟังก์ชันที่ช่วยให้รถ Cybertruck สามารถขับผ่านแหล่งน้ำตื้น เช่น ลำธารหรือแม่น้ำ ได้ที่ระดับความลึกสูงสุดประมาณ 81.5 เซนติเมตร หรือ 32 นิ้ว โดยจะปรับยกความสูงตัวรถ หรือปรับระบบต่าง ๆ เพื่อขับผ่านน้ำลึกได้ 

อย่างไรก็ตาม Tesla ย้ำชัดว่า ผู้ขับขี่ต้องประเมินระดับความลึกของน้ำด้วยตัวเองก่อนขับลงไป และความเสียหายจากน้ำหรือการขับลุยน้ำ จะไม่อยู่ในการรับประกันของรถ

บริษัทระบุเพิ่มเติมว่า หากน้ำลึกเกินไป ผู้ขับควรรีบกลับเข้าสู่พื้นที่น้ำตื้นหรือพื้นดินทันที และไม่ควรขับรถในกระแสน้ำเชี่ยวหรือพื้นที่น้ำไหลแรง

ด้านตำรวจเมืองเกรปไวน์เตือนว่า แม้ตัวรถอาจสามารถ ขับลงน้ำตื้นได้ทางเทคนิค แต่ก็อาจสร้างปัญหาทั้งด้านกฎหมายและความปลอดภัย

คาทารีนา แกมโบอา เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองเกรปไวน์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า “เจ้าหน้าที่ไม่แนะนำให้ใครตั้งใจขับรถลงน้ำ เพราะไม่ใช่แค่เสี่ยงอันตราย แต่ยังอาจผิดกฎหมายด้วย”

สำหรับ Tesla Cybertruck เป็นรถกระบะไฟฟ้าดีไซน์ล้ำยุคของ Tesla ผลิตจากวัสดุเหล็กพิเศษคล้ายที่ใช้ในอุตสาหกรรมจรวด เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 และเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าในปี 2023 โดยมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นมากกว่า 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.5 ล้านบาท.

ที่มา : BBC

“สเปซเอ็กซ์” ยื่นขายหุ้น IPO ครั้งประวัติศาสตร์ เปิดทาง “อีลอน มัสก์” ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีล้านล้าน

“สเปซเอ็กซ์” ยื่นขายหุ้น IPO ครั้งประวัติศาสตร์ เปิดทาง “อีลอน มัสก์” ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีล้านล้าน

21 พ.ค. 2569 08:45 น.

“สเปซเอ็กซ์” ยื่นขายหุ้น IPO ครั้งประวัติศาสตร์ เปิดทาง “อีลอน มัสก์” ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีล้านล้าน

“สเปซเอ็กซ์” ของนายอีลอน มัสก์ ยื่นเอกสารเสนอขายหุ้น IPO ต่อสาธารณะครั้งแรก และเปิดข้อมูลการเงินครั้งใหญ่ คาดอาจเป็น IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ ดันมูลค่าบริษัททะลุ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 บริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของนายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของเทสลาและเอ็กซ์ ยื่นเอกสารเตรียมเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) อย่างเป็นทางการ ถือเป็นก้าวสำคัญของหนึ่งในบริษัทเอกชนด้านอวกาศที่ทรงอิทธิพลและถูกจับตามองมากที่สุดในโลก 

โดยเอกสารชี้ชวนความยาว 277 หน้า เปิดเผยข้อมูลภายในของบริษัทจำนวนมาก ทั้งรายชื่อคณะกรรมการ รายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร-ขาดทุน และแผนธุรกิจ โดยสเปซเอ็กซ์จะใช้ตัวย่อหุ้นว่า SPCX อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่ได้เปิดเผยว่าจะระดมทุนเท่าใด หรือประเมินมูลค่าบริษัทไว้ที่ระดับใด ซึ่งคาดว่าจะประกาศเพิ่มเติมก่อนเข้าตลาดหุ้น

นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า การเข้าตลาดครั้งนี้อาจกลายเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และอาจมีมูลค่าสูงกว่าการเข้าตลาดของบริษัทใหญ่ในอดีตหลายเท่า ขณะที่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังอาจผลักดันให้อีลอน มัสก์ กลายเป็นมหาเศรษฐีระดับ “ล้านล้านดอลลาร์” คนแรกของโลก ขณะที่ความเคลบื่อไหยเกาหลีมีความสนใจ

ในเอกสาร สเปซเอ็กซ์ระบุภารกิจระยะยาวของบริษัทว่า ต้องการสร้างเทคโนโลยีที่ทำให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตบนหลายดาวเคราะห์ เข้าใจธรรมชาติของจักรวาล และขยายอารยธรรมมนุษย์ไปสู่ดวงดาว บริษัทระบุว่าจะเดินหน้าขยายเครือข่ายดาวเทียมสตาร์ลิงก์ต่อไป รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนเป้าหมายสร้างฐานบนดวงจันทร์และเมืองบนดาวเคราะห์ดวงอื่นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แผนการอันทะเยอทะยานนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล แม้สเปซเอ็กซ์มีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2568 บริษัทมีรายได้ 18,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากปีก่อนหน้า แต่บริษัทกลับขาดทุนสุทธิ 4,900 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.79 แสนล้านบาท หลังจากเคยมีกำไร 791 ล้านดอลลาร์ในปี 2567

โดนเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 สเปซเอ็กซ์ขาดทุนแล้ว 4,300 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.57 แสนล้านบาท จากรายได้ 4,700 ล้านดอลลาร์ โดยค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เกิดจากการลงทุนด้าน AI ซึ่งปีที่แล้วใช้เงินสูงถึง 12,700 ล้านดอลลาร์ หรือราว 4.63 แสนล้านบาท

สเปซเอ็กซ์ประเมินว่า ตลาดรวมที่บริษัทต้องการเข้าไปแข่งขันมีมูลค่าสูงถึง 28.5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 1,040 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะธุรกิจ AI โครงสร้างพื้นฐานอวกาศ อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม และดาต้าเซ็นเตอร์ในอวกาศ.

อัยการเกาหลีใต้ขอศาลออกหมายจับเจ้าของช่องยูทูบ เผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับ “คิม ซูฮยอน”

อัยการเกาหลีใต้ขอศาลออกหมายจับเจ้าของช่องยูทูบ เผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับ “คิม ซูฮยอน”

21 พ.ค. 2569 08:30 น.

อัยการเกาหลีใต้ขอศาลออกหมายจับเจ้าของช่องยูทูบ เผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับ “คิม ซูฮยอน”

อัยการเกาหลีใต้ยื่นขอหมายจับนายคิม เซอี เจ้าของช่องยูทูบ “การอเซโร รีเสิร์ช อินสติติวต์” จากข้อกล่าวหาเผยแพร่ข้อมูลเท็จพาดพิง “คิม ซูฮยอน” รวมถึงข้อกล่าวหาใช้ AI ปลอมเสียง “คิม แซรน”

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ข่าว The Korea Times รายงานอ้างแหล่งข่าวด้านกฎหมายของเกาหลีใต้ที่เปิดเผยว่า สำนักงานอัยการกลางกรุงโซล ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับนายคิม เซอี หัวหน้าช่องยูทูบ “การอเซโร รีเสิร์ช อินสติติวต์” (Garosero Research Institute) ในข้อหาหมิ่นประมาท และความผิดตามกฎหมายคดีพิเศษเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศ รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อดิจิทัล และก่อนหน้านี้ สถานีตำรวจคังนัม ในกรุงโซล ได้ยื่นขอหมายจับในข้อหาเดียวกันเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา

โดยนายคิม เซอี ถูกกล่าวหาว่า เผยแพร่ข้อมูลเท็จผ่านรายการทางช่องยูทูบและช่องทางอื่น โดยอ้างว่า นายคิม ซูฮยอน นักแสดงชื่อดัง เคยคบหากับนักแสดงสาวผู้ล่วงลับ คิม แซรน ตั้งแต่ยังเป็นผู้เยาว์ รวมถึงกล่าวอ้างว่าปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเสียชีวิตของคิม แซรน มาจากแรงกดดันเรื่องการชำระหนี้จากฝั่งคิม ซูฮยอน 

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อกล่าวหาว่านายคิม เซอี ใช้เทคโนโลยี AI ดัดแปลงเสียงของคิม แซรน ก่อนเผยแพร่เนื้อหา ซึ่งอาจเข้าข่ายทำให้คิม ซูฮยอน เสียชื่อเสียง โดยรายงานข่าวระบุว่า การไต่สวนก่อนพิจารณาออกหมายจับของคิม เซอี มีกำหนดจัดขึ้นที่ศาลกลางกรุงโซล ในวันที่ 26 พฤษภาคมนี้ เวลา 10.30 น.

ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว คิม เซอี เคยจัดแถลงข่าวร่วมกับครอบครัวของคิม แซรน พร้อมเผยแพร่คลิปเสียงที่อ้างว่าเป็นหลักฐานยืนยันว่า คิม ซูฮยอนคบหากับคิม แซรนตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ อย่างไรก็ตาม ฝั่งพระเอกชื่อดังออกมาปฏิเสธ ยืนยันว่าไฟล์เสียงถูกสร้างขึ้นด้วย AI และได้ยื่นฟ้องคิม เซอี ในข้อหาหมิ่นประมาท.

ที่มา The Korea Times

รถระเบิดไฟลุกกลางแมนฮัตตัน สหรัฐฯ ผู้คนแตกตื่นหนีตาย

รถระเบิดไฟลุกกลางแมนฮัตตัน สหรัฐฯ ผู้คนแตกตื่นหนีตาย

21 พ.ค. 2569 08:25 น.

รถระเบิดไฟลุกกลางแมนฮัตตัน สหรัฐฯ ผู้คนแตกตื่นหนีตาย

ระทึกกลางย่านการเงินของนครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เมื่อรถคันหนึ่งเกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงบริเวณหน้าสถานีรถไฟใต้ดิน ส่งควันดำพวยพุ่งปกคลุมถนน ก่อนมีเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้นหลายครั้ง ผู้คนแตกตื่นหนีตาย

คลิปวิดีโอที่บันทึกโดยผู้เห็นเหตุการณ์ เผยให้เห็นรถคันหนึ่งถูกไฟลุกท่วมทั้งคัน บริเวณด้านหน้าสถานีรถไฟใต้ดินโบว์ลิง กรีน ในย่านการเงินและแหล่งท่องเที่ยว ในย่านแมนฮัตตันล่าง ของนครนิวยอร์ก เมื่อช่วงเย็นวันอังคารที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น

จากภาพจะเห็นเปลวไฟโหมลุกไหม้อย่างหนัก พร้อมกลุ่มควันดำขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าและลอยปกคลุมไปตามถนนบรอดเวย์ ขณะที่ระหว่างเกิดเหตุยังมีเสียงระเบิดขนาดเล็กดังขึ้นเป็นระยะ สร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนในบริเวณดังกล่าว

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า รถคันดังกล่าวคาดว่าเป็นรถที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานขนส่งมวลชนมหานครนิวยอร์ก หรือเอ็มทีเอ (MTA) แต่ยังไม่มีให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ด้านเจ้าหน้าที่ดับเพลิงนครนิวยอร์ก หรือเอฟดีเอ็นวาย (FDNY) สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้เมื่อเวลาประมาณ 19 นาฬิกา ตามเวลาท้องถิ่น เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน.

ที่มา :ABC7.com

ทรัมป์ลั่น พร้อมเปิดฉากโจมตีอิหร่าน หากไม่ได้รับคำตอบที่ใช่

ทรัมป์ลั่น พร้อมเปิดฉากโจมตีอิหร่าน หากไม่ได้รับคำตอบที่ใช่

21 พ.ค. 2569 06:25 น.

ทรัมป์ลั่น พร้อมเปิดฉากโจมตีอิหร่าน หากไม่ได้รับคำตอบที่ใช่

โดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า พร้อมเดินหน้าโจมตีอิหร่าน หากรัฐบาลเตหะรานไม่ให้คำตอบที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อตกลงยุติสงคราม และย้ำว่า เขาหวังว่าจะไม่ต้องทำเช่นนั้น

เมื่อ 20 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า สหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะเดินหน้าโจมตีกรุงเตหะรานเพิ่มเติม หากอิหร่านไม่ยอมตกลงในข้อตกลงสันติภาพ ทว่าได้ส่งสัญญาณว่ารัฐบาลวอชิงตันอาจยอมรออีก 2-3 วันเพื่อให้ได้ “คำตอบที่ถูกต้อง”

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า สถานการณ์ในเวลานี้ “อยู่บนเส้นคาบเกี่ยวพอดี” และอาจยกระดับความรุนแรงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ผ่านมา 6 สัปดาห์แล้ว หลังจากที่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เริ่มมีผลบังคับใช้ แต่การเจรจาเพื่อยุติสงครามกลับมีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินที่พุ่งสูงขึ้นเริ่มส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของตัวประธานาธิบดีทรัมป์

“เชื่อผมเถอะ ถ้าเราไม่ได้คำตอบที่ถูกต้อง ทุกอย่างจะเกิดขึ้นเร็วมาก พวกเราทุกคนพร้อมที่จะลุยแล้ว” ทรัมป์กล่าวที่ฐานทัพร่วมแอนดรูวส์ เมื่อถูกถามว่าจะยอมรอนานแค่ไหน ทรัมป์ตอบว่า “อาจจะเป็นเวลา 2-3 วัน แต่หลังจากนั้นมันอาจจะเกิดขึ้นเร็วมาก”

ทางด้านกองทัพอิหร่านออกมาเตือนเกี่ยวกับการโจมตีระลอกใหม่ โดยระบุว่า หากสหรัฐฯ หวนกลับมาโจมตีอีกครั้ง สงครามระดับภูมิภาคที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น จะขยายวงออกไปไกลกว่าภูมิภาคตะวันออกกลาง นอกจากนี้ อิหร่านยังประกาศจัดตั้งองค์กรใหม่ชื่อ “องค์การบริหารช่องแคบอ่าวเปอร์เซีย” (PGSA) เพื่อควบคุมช่องแคบฮอร์มุซด้วย

ทรัมป์ยังคงย้ำถึงความตั้งใจแน่วแน่ที่จะไม่ยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ “เรากำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายกับอิหร่านแล้ว มารอดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราอาจจะมีข้อตกลงร่วมกัน หรือไม่เราก็คงต้องทำบางสิ่งที่ค่อนข้างจะรุนแรง แต่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้น”

“ตามหลักการแล้ว ผมอยากเห็นคนเสียชีวิตให้น้อยที่สุด แทนที่จะเป็นจำนวนมาก แต่เราสามารถทำได้ทั้งสองทาง” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน

ขณะที่ทำเนียบประธานาธิบดีตุรกีเปิดเผยว่า ทรัมป์ได้ต่อสายตรงพูดคุยกับประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน แห่งตุรกี ซึ่งเอร์โดอันแสดงความยินดีต่อการขยายเวลาหยุดยิง และบอกกับทรัมป์ว่า เขาเชื่อว่า “แนวทางแก้ไขปัญหาที่สมเหตุสมผล” นั้นเป็นไปได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna