ทรัมป์ลั่น ไม่หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง แต่เล็งผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน

ทรัมป์ลั่น ไม่หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง แต่เล็งผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน

10 มี.ค. 2569 05:56 น.

ทรัมป์ลั่น ไม่หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง แต่เล็งผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเพราะสงครามกับอิหร่าน ในท้ายที่สุดจะทำให้ราคาลดลง อย่างไรก็ตาม เขาเผยด้วยว่ากำลังเตรียมผ่อนคลายการคว่ำบาตรน้ำมันในบางประเทศ เพื่อลดราคาพลังงาน

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าวที่เมืองโดรัล รัฐฟลอริดา โดยระบุว่า สหรัฐฯ มีความคืบหน้าอย่างมากในสงครามกับอิหร่าน โดยบ่งชี้ว่าปฏิบัติการครั้งนี้ “ค่อนข้างเสร็จสมบูรณ์”

“เรากำลังก้าวรุดหน้าไปอย่างมากในการบรรลุเป้าหมายทางการทหารของเรา และบางคนอาจพูดได้ว่าเป้าหมายเหล่านั้นค่อนข้างเสร็จสมบูรณ์” ทรัมป์กล่าว “เราได้กวาดล้างกองกำลังทุกหน่วยในอิหร่านออกไปอย่างราบคาบ”

นายทรัมป์บอกอีกว่า สหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายไปแล้วกว่า 5,000 แห่งนับตั้งแต่สงครามในอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. ซึ่ง “บางแห่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญมาก” แต่กองทัพสหรัฐฯ กำลังละเว้น “เป้าหมายที่สำคัญที่สุดบางแห่งไว้ภายหลัง ในกรณีที่เราจำเป็นต้องทำ”

“ถ้าเราโจมตีเป้าหมายเหล่านั้น พวกเขาจะต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าและสิ่งอื่น ๆ อีกมากมาย” เขากล่าวต่อ

ผู้นำสหรัฐฯ อ้างด้วยว่า อิหร่านยังคงแสดงความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง ในระหว่างการเจรจากับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นถึง 3 รอบซึ่งจบลงโดยที่ไม่มีการบรรลุข้อตกลงใด ๆ ก่อนที่สงครามจะปะทุ

“แม้จะมีโอกาสนับครั้งไม่ถ้วนในการละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ ซึ่งพวกเขาเพิ่งได้รับไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่พวกเขากลับบอกกับคุณวิตคอฟฟ์… พวกเขาพูดออกมาจริง ๆ ว่า ‘เราต้องการสร้างมันต่อไป’” เขาสรุปมุมมองของฝ่ายอิหร่านแบบสั้น ๆ ว่า “โดยพื้นฐานแล้ว สรุปง่าย ๆ เลยก็คือ ‘เราต้องการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป’”

ทรัมป์คาดการณ์ว่า หากสหรัฐฯ ไม่โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน “อิหร่านคงมีอาวุธนิวเคลียร์ไปแล้ว และคงจะใช้มันไปนานก่อนหน้านี้ และอย่างน้อยที่สุด อิสราเอลก็คงจะถูกกวาดล้างไปแล้ว”

โดนัลด์ ทรัมป์ ยังประณามอิหร่านว่า “โง่เขลาอย่างยิ่ง” ที่โจมตีประเทศเพื่อนบ้านเพื่อตอบโต้การโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล

เพื่อนบ้านของอิหร่าน “ส่วนใหญ่มีท่าทีเป็นกลาง หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้คิดจะเข้ามาข้องเกี่ยว” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่าหลังจากที่เตหะรานเริ่มเปิดฉากโจมตี “บรรดาประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้นก็หันมาเข้าพวกกับเรา และเริ่มโจมตี [อิหร่าน] ซึ่งจริง ๆ แล้วทำได้ค่อนข้างประสบความสำเร็จทีเดียว”

ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า การโจมตีอิหร่านครั้งนี้ เป็นการรักษาคำมั่นสัญญาที่เขาเคยให้ไว้เมื่อปี 2558 ว่าเขาจะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง

ทรัมป์อ้างด้วยว่า ในระยะยาว สงครามกับอิหร่านจะทำให้ราคาน้ำมันลดลง แม้ว่าขณะนี้ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นถึงระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับตัวลดลงมาเล็กน้อย เนื่องจากการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็ตาม

“ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปลอดภัย” เขากล่าวระหว่างการแถลงข่าว “เรากำลังจะกำจัดภัยคุกคามทั้งหมดนี้ให้สิ้นซากไปครั้งเดียวจบ และผลลัพธ์ที่ตามมาคือราคาน้ำมันและก๊าซที่ถูกลงสำหรับครอบครัวชาวอเมริกัน”

ทรัมป์ยังแสดงท่าทีไม่ยี่หระต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคชาวอเมริกันจากราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้น โดยยืนยันว่าภาวะขาดแคลนอุปทานนั้น “ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ มากกว่าสหรัฐฯ มาก”

“มันไม่ได้กระทบเราจริง ๆ หรอก” เขากล่าว “เรามีน้ำมันอยู่มหาศาล”

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกอีกว่า เขาเตรียมจะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันบางประการที่พวกเขาบังคับใช้ “เพื่อลดราคาน้ำมันลง” โดยไม่ระบุว่า เป็นมาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้กับประเทศใด บอกเพียงว่า “เรามีการคว่ำบาตรต่อบางประเทศอยู่ ซึ่งเราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย”

อนึ่ง อิหร่านและรัสเซียเป็นสองประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอย่างหนักหน่วงที่สุด และทั้งคู่ต่างเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันมหาศาล โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทรัมป์เพิ่งจะอนุมัติการยกเว้นให้แก่อินเดียในการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้พยายามกดดันแดนภารตะอย่างหนัก ให้เลิกนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปากีสถานรัดเข็มขัด รับมือราคาน้ำมันพุ่ง กองทัพคุ้มกันเส้นทางการค้า

ปากีสถานรัดเข็มขัด รับมือราคาน้ำมันพุ่ง กองทัพคุ้มกันเส้นทางการค้า

10 มี.ค. 2569 05:24 น.

ปากีสถานรัดเข็มขัด รับมือราคาน้ำมันพุ่ง กองทัพคุ้มกันเส้นทางการค้า

รัฐบาลปากีสถานประกาศมาตรการรัดเข็มขัดเข้มงวดหลายอย่าง เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่กองทัพเตรียมเริ่มปฏิบัติการทางทะเลเพื่อคุ้มกันเส้นทางการค้า

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 รัฐบาลปากีสถานประกาศมาตรการรัดเข็มขัดขั้นรุนแรงออกมาหลายประกาศ เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้อุปทานน้ำมันหยุดชะงัก

ในการแถลงการณ์ต่อหน้าประชาชนเมื่อวันจันทร์ นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ กล่าวว่า โรงเรียนจะปิดทำการเป็นเวลา 2 สัปดาห์ และสถาบันอุดมศึกษาจะเปลี่ยนไปใช้ระบบการเรียนการสอนออนไลน์โดยทันที

นอกจากนี้ พนักงานทั้งภาครัฐและเอกชนครึ่งหนึ่งจะต้องทำงานจากที่บ้าน (Work from home) และจะมีการเพิ่มวันหยุดให้พนักงานอีก 1 วันต่อสัปดาห์ เพื่อประหยัดการใช้เชื้อเพลิง

นายกรัฐมนตรียังประกาศมาตรการที่เข้มงวดต่อข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น การตัดลดโควตาน้ำมันสำหรับรถยนต์หลวงลงครึ่งหนึ่ง และการลดเงินเดือนบางส่วนเพื่อลดรายจ่ายของรัฐบาลและนำไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ประชาชน

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อวันจันทร์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี ก่อนที่ราคาจะทรงตัวอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์เพียงเล็กน้อย

นายชารีฟเน้นย้ำในการแถลงว่า เศรษฐกิจ ภาคการเกษตร และการขนส่งของปากีสถาน ล้วนต้องพึ่งพาอุปทานน้ำมันและก๊าซจากอ่าวเปอร์เซียเป็นหลัก

นอกจากนี้ หน่วยงานราชการจะถูกสั่งห้ามซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ เครื่องปรับอากาศ หรือวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ

นายชารีฟยังสั่งห้ามเจ้าหน้าที่ปากีสถานเดินทางไปต่างประเทศโดยเด็ดขาด รวมถึงตัวนายกรัฐมนตรีเองด้วย ยกเว้นเฉพาะการเดินทางที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน กองทัพปากีสถานก็ประกาศเปิดปฏิบัติการทางทะเล เพื่อปกป้องการค้าทางทะเลและการเดินเรือของชาติ

กองทัพระบุว่าสาเหตุของปฏิบัติการครั้งนี้มาจาก “สภาพแวดล้อมความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาคที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป และการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นกับเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ” โดยทางรัฐบาลระบุว่ากองทัพเรือกำลังทำหน้าที่คุ้มกันและควบคุมการเคลื่อนที่ของเรือพาณิชย์เพื่อให้เกิดความปลอดภัย

“เนื่องจากการค้าของปากีสถานประมาณ 90% ดำเนินการผ่านทางทะเล ปฏิบัติการนี้จึงมุ่งเป้าเพื่อให้แน่ใจว่าเส้นทางสายสำคัญเหล่านี้จะยังคงปลอดภัย มั่นคง และไม่หยุดชะงัก” ข้อความในแถลงการณ์จากฝ่ายประชาสัมพันธ์กองทัพปากีสถาน (ISPR) ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ออสเตรเลียเผย เตรียมให้วีซ่ามนุษยธรรม แก่ 5 นักฟุตบอลหญิงอิหร่าน

ออสเตรเลียเผย เตรียมให้วีซ่ามนุษยธรรม แก่ 5 นักฟุตบอลหญิงอิหร่าน

10 มี.ค. 2569 04:59 น.

ออสเตรเลียเผย เตรียมให้วีซ่ามนุษยธรรม แก่ 5 นักฟุตบอลหญิงอิหร่าน

รัฐมนตรีมหาดไทยของออสเตรเลียออกมายืนยันว่า ได้อนุมัติการให้วีซ่ามนุษยธรรมแก่ 5 นักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านที่ยื่นขอลี้ภัยแล้ว และเปิดกว้างให้คนอื่นๆ ในทีมทำแบบเดียวกันด้วย

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 นาย โทนี เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของออสเตรเลียบอกกับผู้สื่อข่าวว่า สมาชิก 5 คนของ ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่าน ที่ยื่นเรื่องขอสิทธิลี้ภัยในออสเตรเลีย จะได้รับวีซ่ามนุษยธรรม ท่ามกลางกระแสความกังวลว่า พวกเธอจะถูกลงโทษอย่างหนักหากเดินทางกลับประเทศ

เบิร์กกล่าวว่าเขาได้ลงนามอนุมัติใบคำร้องของพวกเธอแล้ว และกระบวนการทั้งหมดได้เสร็จสิ้นลงโดยกระทรวงฯ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา “ผมขอบอกกับสมาชิกคนอื่นๆ ในทีม (ฟุตบอลหญิง) ว่า โอกาสเดียวกันนี้ยังคงเปิดรออยู่ ออสเตรเลียได้รับเอาทีมฟุตบอลหญิงอิหร่านเข้ามาอยู่ในหัวใจของเราแล้ว”

รัฐมนตรีระบุว่า นักเตะทั้ง 5 คนถูกตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) เคลื่อนย้ายจากโรงแรมที่พักไปยัง “สถานที่ปลอดภัย” เรียบร้อยแล้ว

“ส่วนนักเตะที่เหลือยังคงพักอยู่ในสถานที่พักเดิมของทีม” เบิร์กกล่าว “แน่นอนว่าเรากำลังดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีโอกาสเพิ่มเติม หากใครต้องการยื่นคำร้องต่อเจ้าหน้าที่ออสเตรเลีย พวกเขาจะได้รับโอกาสนั้น”

ผู้คนพยายามปิดล้อมรถบัสที่บรรทุกนักเตะหญิงทีมชาติอิหร่าน หลังการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม A ระหว่างอิหร่านและฟิลิปปินส์ ณ สนามโกลด์โคสต์ สเตเดียม เมืองโกลด์โคสต์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569
ผู้คนพยายามปิดล้อมรถบัสที่บรรทุกนักเตะหญิงทีมชาติอิหร่าน หลังการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม A ระหว่างอิหร่านและฟิลิปปินส์ ณ สนามโกลด์โคสต์ สเตเดียม เมืองโกลด์โคสต์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569

ทั้งนี้ ปัจจุบันทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านกำลังอยู่ในออสเตรเลียเพื่อลงแข่งขันรายการฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย (Women’s Asian Cup) โดยเริ่มมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของพวกเธอหากต้องเดินทางกลับอิหร่าน หลังจากที่คนในทีม “ยืนสงบนิ่ง” ไม่ยอมร้องเพลงชาติก่อนการแข่งขันนัดแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน

ทีมฟุตบอลไม่ได้อธิบายสาเหตุของการกระทำดังกล่าว แต่กลุ่มเคร่งศาสนาหัวรุนแรงในอิหร่านตีความว่าเป็นสัญญาณของการทรยศชาติ

แหล่งข่าวบอกกับ CNN Sports ว่า เหล่านักเตะถูกบังคับให้ร้องเพลงชาติก่อนการแข่งขันนัดที่สองเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และในวันอาทิตย์ก่อนเกมที่พวกเธอพ่ายแพ้ให้กับฟิลิปปินส์ 2-0 พวกเธอก็ได้ร้องเพลงชาติอีกครั้งพร้อมกับทำท่าวันทยหัตถ์แบบทหาร

หลังการแข่งนัดสุดท้ายเมื่อวันอาทิตย์จบลงด้วยความพ่ายแพ้ บรรดากองเชียร์ต่างพากันรุมล้อมรถบัสของทีม พร้อมกับตะโกนบอกตำรวจให้ “ช่วยเด็กๆ ของพวกเราด้วย” ในขณะที่รถเคลื่อนตัวออกไป

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เรียกร้องให้ออสเตรเลียยอมให้เหล่านักฟุตบอลหญิงลี้ภัยในประเทศ

“ออสเตรเลียกำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในด้านมนุษยธรรม หากปล่อยให้ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านถูกบังคับให้กลับประเทศ ซึ่งพวกเธอมีโอกาสสูงที่จะถูกสังหาร อย่าทำแบบนั้นเลยท่านนายกรัฐมนตรี ให้สิทธิลี้ภัยแก่พวกเธอเถอะ สหรัฐฯ จะรับพวกเธอไว้เองหากคุณไม่ทำ” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์อ้าง สงครามกับอิหร่านใกล้เสร็จสิ้น เล็งเข้าคุมช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์อ้าง สงครามกับอิหร่านใกล้เสร็จสิ้น เล็งเข้าคุมช่องแคบฮอร์มุซ

10 มี.ค. 2569 04:36 น.

ทรัมป์อ้าง สงครามกับอิหร่านใกล้เสร็จสิ้น เล็งเข้าคุมช่องแคบฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า สงครามกับอิหร่านใกล้เสร็จสิ้นแล้ว เพราะปฏิบัติการรุดหน้ามากจากเดิมที่คิดว่าต้องใช้เวลา 4-5 สัปดาห์ และบอกด้วยว่าเขากำลังพิจารณาเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CBS News เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มี.ค. 2569 ว่า เขาเชื่อว่าสงครามกับอิหร่านนั้น “ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์มากแล้ว” และรัฐบาลวอชิงตันกำลังดำเนินการ “รุดหน้าไปไกลมาก” เมื่อเทียบกับกรอบเวลาที่เขาเคยคาดการณ์ไว้ในตอนแรกว่าต้องใช้เวลา 4-5 สัปดาห์

“ผมคิดว่าสงครามใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาก็ไม่เหลือกองทัพเรือ ไม่มีการสื่อสาร และไม่มีกองทัพอากาศอีกต่อไป” ทรัมป์บอกกับ CBS News

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับ ช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์กล่าวว่าขณะนี้เรือเริ่มกลับมาสัญจรได้แล้ว แต่เขากำลังพิจารณาที่จะเข้าไปควบคุมพื้นที่ดังกล่าว

อนึ่ง ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกสำหรับการขนส่งน้ำมัน โดยเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก ซึ่งสงครามที่เกิดขึ้นส่งผลให้เส้นทางเดินเรือที่สำคัญนี้แทบจะถูกปิดตาย

เมื่อถูกถามถึง โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ซึ่งเป็นบุตรชายของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนก่อนที่เพิ่งถูกสังหาร นายทรัมป์กล่าวว่า “ผมไม่มีข้อความใดๆ จะส่งถึงเขา” นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่าเขามีคนที่อยู่ในใจเพื่อที่จะให้มาเป็นผู้นำอิหร่านแล้ว แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่าเขาต้องการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกผู้นำของอิหร่าน ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ทางกรุงเตหะรานปฏิเสธ

อีกด้านหนึ่ง สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานว่าคณะบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์กำลังพิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย เพื่อช่วยบรรเทาภาวะ “ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น” อันเป็นผลจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน โดยแหล่งข่าว 3 รายระบุว่า อาจมีการประกาศเรื่องนี้เร็วที่สุดในวันจันทร์

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มอุปทานน้ำมันในตลาดโลก ท่ามกลางการหยุดชะงักอย่างหนักของการขนส่งในตะวันออกกลางจากความขัดแย้งที่ขยายตัว แต่ในขณะเดียวกัน การตัดสินใจนี้อาจทำให้ความพยายามของสหรัฐฯ ในการตัดรายได้ของรัสเซียที่ใช้ทำสงครามในยูเครนมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

แหล่งข่าวบอกรอยเตอร์สอีกว่า การหารืออาจครอบคลุมตั้งแต่การผ่อนปรนคว่ำบาตรในวงกว้างไปจนถึงทางเลือกเฉพาะจุด เพื่ออนุญาตให้บางประเทศ เช่น อินเดีย สามารถซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องบทลงโทษจากสหรัฐฯ รวมถึงภาษีนำเข้า

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สหรัฐฯ ได้อนุญาตให้อินเดียซื้อน้ำมันดิบของรัสเซียที่อยู่บนเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลเป็นการชั่วคราว เพื่อช่วยรับมือกับการขาดแคลนอุปทานจากตะวันออกกลาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กลุ่ม G7 ลั่น พร้อมใช้มาตรการที่จำเป็น เพื่อพยุงอุปทานพลังงานโลก

กลุ่ม G7 ลั่น พร้อมใช้มาตรการที่จำเป็น เพื่อพยุงอุปทานพลังงานโลก

10 มี.ค. 2569 02:15 น.

กลุ่ม G7 ลั่น พร้อมใช้มาตรการที่จำเป็น เพื่อพยุงอุปทานพลังงานโลก

กลุ่ม G7 ประชุมร่วมกับ IEA เพื่อหาทางรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะสงครามในตะวันออกกลาง โดยระบุว่า พร้อมใช้มาตรการที่จำเป็น แต่ยังไม่มีข้อตกลงระบายน้ำมันจากคลังสำรอง

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของกลุ่ม G7 และสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เสร็จสิ้นการประชุมร่วมกันแล้ว โดยพวกเขาระบุว่าพร้อมที่จะดำเนินการตาม “มาตรการที่จำเป็น” เพื่อสนับสนุนการจัดหาพลังงานทั่วโลก หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น

“เราพร้อมที่จะดำเนินมาตรการที่จำเป็น ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนอุปทานพลังงานโลก เช่น การระบายน้ำมันจากคลังสำรอง” แถลงการณ์หลังการประชุมของกลุ่ม G7 ระบุ

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้จบลงโดยไม่มีการทำข้อตกลงเรื่องการระบายน้ำมันดิบสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมา แม้ว่าราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันจันทร์ จากความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันที่อาจยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงด้วย

ในการประชุมดังกล่าว ตัวเลือกในการระบายน้ำมันจากคลังสำรองเป็นหนึ่งในหลายประเด็นที่มีการหารือกัน โดย ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการ IEA กล่าวว่า ตลาดน้ำมันโลก “มีสถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา”

“นอกเหนือจากความท้าทายในการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ปริมาณการผลิตน้ำมันจำนวนมหาศาลยังถูกระงับลง ซึ่งสิ่งนี้กำลังสร้างความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญและเพิ่มมากขึ้นต่อตลาดน้ำมัน” นายบิโรลกล่าว

อย่างไรก็ตามหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายโรลองด์ เลสคูร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฝรั่งเศสก็ออกมากล่าวถึงเรื่องระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินออกมาว่า “เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น”

อนึ่ง หากมีการระบายน้ำมันสำรองออกมาจริง จะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 หลังจากรัสเซียเริ่มการรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบ

ขณะที่ ราเชล รีฟส์รัฐมนตรีคลังของสหราชอาณาจักร กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า สหราชอาณาจักรได้ใช้การประชุมนี้เรียกร้องให้มีการ “ลดระดับความรุนแรงในตะวันออกกลางโดยทันที” พร้อมเรียกร้องให้มีการรับประกันความปลอดภัยแก่เรือขนส่งในภูมิภาค และเสริมว่า “ดิฉันพร้อมที่จะสนับสนุนการร่วมมือกันระบายน้ำมันสำรองของ IEA”

ทั้งนี้ การหยุดชะงักครั้งใหญ่ของอุปทานพลังงานจากภูมิภาคตะวันออกกลาง กำลังทำให้ราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นอาจส่งผลให้ธนาคารกลางต่าง ๆ ลดอัตราดอกเบี้ยน้อยลงกว่าที่คาดการณ์ไว้

โดยปกติแล้ว ประมาณ 1 ใน 5 ของอุปทานน้ำมันทั่วโลกจะถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่การจราจรผ่านช่องทางแคบ ๆ แห่งนี้แทบจะหยุดชะงักลงทั้งหมด นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝรั่งเศสเตรียมส่งเรือรบ-เรือบรรทุกเครื่องบิน ไปเมดิเตอร์เรเนียน-ทะเลแดง

ฝรั่งเศสเตรียมส่งเรือรบ-เรือบรรทุกเครื่องบิน ไปเมดิเตอร์เรเนียน-ทะเลแดง

10 มี.ค. 2569 01:18 น.

ฝรั่งเศสเตรียมส่งเรือรบ-เรือบรรทุกเครื่องบิน ไปเมดิเตอร์เรเนียน-ทะเลแดง

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเผย จะส่งเรือรบ 10 ลำ กับเรือบรรทุกเครื่องบินไปทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดง ย้ำส่งไปเพื่อช่วยป้องกันเท่านั้น ไม่ร่วมโจมตีอิหร่าน

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสกล่าวว่า ประเทศของเขาจะส่งเรือฟริเกต 8 ลำ, เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์สะเทินน้ำสะเทินบก 2 ลำ และเรือบรรทุกเครื่องบินชาร์ล เดอ โกล ไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกและทะเลแดง เพื่อเป็นมาตรการในการป้องกัน

“เป้าหมายของเราคือการรักษาจุดยืนในการป้องกันอย่างเคร่งครัด โดยยืนหยัดเคียงข้างทุกประเทศที่ถูกอิหร่านโจมตีตอบโต้ ทั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและมีส่วนร่วมในการลดระดับความรุนแรงในภูมิภาค” มาครงกล่าวที่ประเทศไซปรัส

ในเวลาต่อมา ขณะที่กล่าวต่อเหล่าทหารบนเรือชาร์ล เดอ โกล ประธานาธิบดีระบุว่าฝรั่งเศสจะทำงานเพื่อรักษาเสรีภาพในการเดินเรือ และอาจรวมถึงการฟื้นฟูเส้นทางสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซด้วย

“เราไม่ได้เข้าร่วมในความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ และเราปฏิบัติการภายใต้กรอบการทำงานนี้ การปรากฏตัวของพวกคุณที่นี่ในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของฝรั่งเศส ในฐานะมหาอำนาจแห่งความสมดุลและสันติภาพร่วมกับมิตรประเทศของเรา” มาครงกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กลุ่มสืบสวนอิสระชี้ สหรัฐฯ คือผู้โจมตีโรงเรียนอิหร่าน นักเรียนดับ 165 ศพ

กลุ่มสืบสวนอิสระชี้ สหรัฐฯ คือผู้โจมตีโรงเรียนอิหร่าน นักเรียนดับ 165 ศพ

10 มี.ค. 2569 00:53 น.

กลุ่มสืบสวนอิสระชี้ สหรัฐฯ คือผู้โจมตีโรงเรียนอิหร่าน นักเรียนดับ 165 ศพ

กลุ่มสืบสวนอิสระชี้ว่า ข้อมูลที่มีการเปิดเผยออกมาเพิ่มเติมยิ่งตอกย้ำว่า สหรัฐฯ คือผู้ที่โจมตีโรงเรียนประถมในอิหร่าน จนทำให้มีนักเรียนหญิงเสียชีวิตถึง 165 ศพเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน แม้โดนัลด์ ทรัมป์ จะปฏิเสธ

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 “เบลลิงแคท” (Bellingcat) กลุ่มนักข่าวสืบสวนอิสระซึ่งมีสำนักงานในเนเธอร์แลนด์ ออกมาเปิดเผยว่า ข้อมูลจากวิดีโอที่เพิ่งถูกเปิดเผยออกมาใหม่นั้น “ดูเหมือนจะขัดแย้ง” กับข้อกล่าวอ้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ว่าอิหร่านคือผู้โจมตีโรงเรียนประถมในเมืองมินาบ จนทำให้นักเรียนหญิงเสียชีวิตถึง 165 ศพ

ข้อมูลนี้ปรากฏขึ้นท่ามกลางหลักฐานที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ดำเนินการโจมตีดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. โดยระเบิดตกใส่โรงเรียนประถมหญิงล้วนซึ่งตั้งอยู่ติดกับฐานทัพกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ในเมืองมินาบ จังหวัดฮอร์โมซกัน ทางใต้ของอิหร่าน

ผู้เชี่ยวชาญให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Associated Press โดยอ้างอิงจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ระบุว่า โรงเรียนดังกล่าวน่าจะถูกโจมตีในช่วงที่มีการทิ้งระเบิดใส่พื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

ภาพวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ออกมานั้น แสดงให้เห็นระเบิดตกใส่ตัวอาคารเรียนส่งผลให้เกิดกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งขึ้นไปในอากาศ ผสมปนเปกับควันซึ่งน่าจะมาจากการโจมตีระลอกก่อนหน้าในบริเวณพื้นที่เดียวกัน

นายเทรเวอร์ บอล นักวิจัยจาก Bellingcat ได้ระบุพิกัดทางภูมิศาสตร์ของวิดีโอดังกล่าวว่าอยู่ใกล้กับบริเวณโรงเรียน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตรงกับการวิเคราะห์ของสำนักข่าว AP เช่นกัน

นายบอลระบุว่าอาวุธดังกล่าวคือ ขีปนาวุธร่อน “โทมาฮอว์ก” ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่มีไว้ในครอบครองในสงครามครั้งนี้ นี่จึงถือเป็นหลักฐานชิ้นแรกเกี่ยวกับชนิดของยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการโจมตี

สิ่งที่ทำให้การประเมินเหตุการณ์นี้ซับซ้อนยิ่งขึ้น คือการขาดแคลนภาพถ่ายเศษซากระเบิดจากจุดเกิดเหตุ และนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น ก็ยังไม่มีหน่วยงานอิสระใดสามารถเข้าไปยังพื้นที่เพื่อทำการตรวจสอบได้

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามกล่าวหาอิหร่านว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีโรงเรียนแห่งนี้ หลังนักข่าวถามว่าสหรัฐฯ ต้องรับผิดชอบต่อเหตุระเบิดที่คร่าชีวิตเด็กจำนวนมากนี้หรือไม่ โดยผู้นำสหรัฐฯ ตอบว่า “ไม่ ในความเห็นของผม จากสิ่งที่ผมได้เห็นมา นั่นเป็นการกระทำของอิหร่าน”

ทรัมป์กล่าวเสริมว่า อาวุธของอิหร่านขาดความแม่นยำอย่างมาก ก่อนที่นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะรีบกล่าวแทรกขึ้นมาว่าสหรัฐฯ กำลังดำเนินการสืบสวนเรื่องนี้อยู่

นอกจากนั้น ยังมีหลายปัจจัยที่บ่งชี้ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของสหรัฐฯ ประการหนึ่งคือการที่กองทัพสหรัฐฯ เริ่มกระบวนการประเมินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตามระเบียบของเพนตากอน เกี่ยวกับขั้นตอนการบรรเทาอันตรายต่อพลเรือน การประเมินจะเริ่มขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า กองทัพสหรัฐฯ อาจมีส่วนผิด

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งซึ่งไม่ขอเปิดเผยนาม บอกกับ AP ว่า การโจมตีดังกล่าวน่าจะเป็นฝีมือของสหรัฐฯ

อีกปัจจัยคือ ที่ตั้งของโรงเรียน ซึ่งอยู่ติดกับฐานทัพกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติฯ และใกล้กับค่ายทหารของหน่วยทหารเรือ ซึ่งกองทัพสหรัฐฯ มุ่งเน้นโจมตีไปที่เป้าหมายหลังนี้ และยอมรับด้วยว่า พวกเขาดำเนินการโจมตีในจังหวัดฮอร์โมซกันด้วย และจุดหนึ่งอยู่ใกล้โรงเรียนดังกล่าว

ทางด้านอิสราเอล ซึ่งปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ลงมือโจมตี ก็มุ่งเน้นโจมตีเป้าหมายในอิหร่านที่อยู่ใกล้กับอิสราเอลมากกว่า และไม่มีรายงานการโจมตีใดๆ ในพื้นที่ที่เลยเมืองอิสฟาฮาน ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนออกไปถึง 800 กิโลเมตร

ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังปฏิบัติการโดยใช้เรือรบในทะเลอาหรับ รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งอยู่ในระยะที่สามารถโจมตีโรงเรียนดังกล่าวได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์จี้ออสเตรเลีย ให้ทีมนักบอลหญิงอิหร่านลี้ภัย หวั่นกลับไปโดนประหาร

ทรัมป์จี้ออสเตรเลีย ให้ทีมนักบอลหญิงอิหร่านลี้ภัย หวั่นกลับไปโดนประหาร

9 มี.ค. 2569 23:29 น.

ทรัมป์จี้ออสเตรเลีย ให้ทีมนักบอลหญิงอิหร่านลี้ภัย หวั่นกลับไปโดนประหาร

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความเรียกร้องให้ออสเตรเลียอนุมัติให้นักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านลี้ภัยในประเทศ หวั่นถูกประหารชีวิตหากกลับไปอิหร่าน และว่าหากออสเตรเลียไม่รับสหรัฐฯ จะรับไว้เอง

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เรียกร้องให้ทางการออสเตรเลียอนุญาตให้ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านลี้ภัยในประเทศ หลังจากนักฟุตบอล 5 คนต้องออกจากโรงแรมที่พักของทีม ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย (Women’s Asian Cup) ในออสเตรเลีย

“ออสเตรเลียกำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในด้านมนุษยธรรม หากปล่อยให้ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านถูกบังคับให้กลับประเทศ ซึ่งพวกเธอมีโอกาสสูงที่จะถูกสังหาร อย่าทำแบบนั้นเลยท่านนายกรัฐมนตรี ให้สิทธิลี้ภัยแก่พวกเธอเถอะ สหรัฐฯ จะรับพวกเธอไว้เองหากคุณไม่ทำ” ทรัมป์ระบุ

โพสต์ของทรัมป์มีขึ้นท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ยับยั้งการเดินทางออกจากออสเตรเลียของเหล่านักเตะสาว เนื่องจากเกรงว่าพวกเธอจะถูกประหารหากกลับไปถึงอิหร่าน หลังจากในการแข่งขันนัดแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน บรรดานักเตะต่างยืนสงบนิ่งในช่วงที่มีการเปิดเพลงชาติอิหร่าน โดยไม่อธิบายเหตุผล แต่กลุ่มเคร่งศาสนาหัวรุนแรงในอิหร่านตีความว่าเป็นสัญญาณของการทรยศชาติ

แหล่งข่าวบอกกับ CNN Sports ว่า เหล่านักเตะถูกบังคับให้ร้องเพลงชาติก่อนการแข่งขันนัดที่สองเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และในวันอาทิตย์ก่อนเกมที่พวกเธอพ่ายแพ้ให้กับฟิลิปปินส์ 2-0 พวกเธอก็ได้ร้องเพลงชาติอีกครั้งพร้อมกับทำท่าวันทยหัตถ์แบบทหาร

หลังการแข่งนัดสุดท้ายเมื่อวันอาทิตย์จบลงด้วยความพ่ายแพ้ บรรดากองเชียร์ต่างพากันรุมล้อมรถบัสของทีม พร้อมกับตะโกนบอกตำรวจให้ “ช่วยเด็กๆ ของพวกเราด้วย” ในขณะที่รถเคลื่อนตัวออกไป

ฮาดี คาริมี นักรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนและสมาชิกชุมชนชาวอิหร่านในออสเตรเลียกล่าวว่า บรรดากองเชียร์ที่อยู่ด้านนอกรถบัสเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มีนักเตะอย่างน้อย 3 คนที่อยู่ข้างในรถ พยายามส่งสัญญาณมือสากลเพื่อขอความช่วยเหลือ

ต่อมา มีรายงานว่าสมาชิกในทีม 5 คนเดินทางออกจากโรงแรมที่พักในออสเตรเลียแล้ว และขณะนี้อยู่ในความดูแลของตำรวจอย่างปลอดภัย ซึ่งนายคาริมีกล่าวเพิ่มเติมว่า ยังคงมีความหวังว่านักเตะคนอื่นๆ จะตามไปสมทบกับเพื่อนร่วมทีมอีก 5 คนที่อยู่กับตำรวจในขณะนี้ พร้อมกับเสริมว่ามันเป็น “ข่าวที่น่ายินดีอย่างยิ่ง” ที่มีนักเตะบางส่วนสามารถหนีออกมาได้แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ตุรกียืนยัน อิหร่านยิงมิสไซล์ใส่ครั้งที่ 2 แต่นาโตช่วยสกัดเอาไว้ได้

ตุรกียืนยัน อิหร่านยิงมิสไซล์ใส่ครั้งที่ 2 แต่นาโตช่วยสกัดเอาไว้ได้

9 มี.ค. 2569 22:28 น.

ตุรกียืนยัน อิหร่านยิงมิสไซล์ใส่ครั้งที่ 2 แต่นาโตช่วยสกัดเอาไว้ได้

(ภาพจาก AFP PHOTO / DHA (DEMIROREN NEWS AGENCY))

รัฐบาลตุรกีเผยว่า อิหร่านยิงมิสไซล์เข้าใส่ประเทศของพวกเขาเป็นครั้งที่ 2 ในรอบไม่กี่วัน แต่ระบบป้องกันของนาโตสามารถยิงสกัดเอาไว้ได้

รัฐบาลตุรกียืนยันเมื่อวันจันทร์ที่ 9 มี.ค. 2569 ว่า ระบบป้องกันการโจมตีทางอากาศของนาโต (NATO) ยิงสกัดขีปนาวุธของอิหร่านที่เข้าสู่น่านฟ้าของตุรกีได้เป็นครั้งที่ 2 ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ เร่งกระตุ้นให้พลเมืองสหรัฐฯ ทั้งหมดเดินทางออกจากพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกีเนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคง

นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. เตหะรานก็ดำเนินการตอบโต้ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายทรัพย์สินและฐานกำลังของสหรัฐฯ

จนถึงขณะนี้ ดูเหมือนว่าตุรกีจะรอดพ้นจากการสูญเสีย แม้ว่าจะมีทหารสหรัฐฯ ประจำการอยู่ในฐานทัพหลายแห่งของประเทศก็ตาม ซึ่งรวมถึงฐานทัพอากาศอินเซิร์ลลิก (Incirlik) ที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองอาดานา (Adana) ทางตอนใต้ของประเทศ

แต่ในวันจันทร์ สถานทูตสหรัฐฯ ในตุรกีระบุว่าได้สั่งปิดสถานกงสุลในเมืองอาดานา และแนะนำให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่จำเป็นเดินทางออกจากพื้นที่ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้พลเมืองอเมริกันทุกคนออกจากพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกีโดยด่วน

เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงหลังจากสหรัฐฯ มีคำสั่งดังกล่าว กระทรวงกลาโหมของตุรกียืนยันว่า ขีปนาวุธที่ยิงมาจากอิหร่านถูกระบบป้องกันของนาโตสกัดเอาไว้ได้ในน่านฟ้าของตุรกี ซึ่งนี่นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 5 วันที่มิสไซล์ของอิหร่านถูกยิงเข้าใส่ตุรกี

ซากขีปนาวุธบางส่วนตกในพื้นที่โล่งของจังหวัดกาซีอันเท็ป (Gaziantep) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองอาดานาไปทางทิศตะวันออกประมาณ 200 กิโลเมตร โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

หลังเกิดเหตุ เบอร์ฮาเนตติน ดูรัน หัวหน้าฝ่ายสื่อสารประจำทำเนียบประธานาธิบดีตุรกี โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า ตุรกีจะไม่ลังเลที่จะปกป้องน่านฟ้าและความมั่นคงตามแนวชายแดนของตนเอง

“เราขอย้ำเตือนอย่างจริงจังอีกครั้งไปยังทุกฝ่าย โดยเฉพาะอิหร่าน ให้ละเว้นจากการกระทำใดๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงในภูมิภาคและทำให้พลเรือนตกอยู่ในความเสี่ยง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นายกฯ เลบานอนลั่น พร้อมกลับเข้าสู่การเจรจากับอิสราเอลอีกครั้ง

นายกฯ เลบานอนลั่น พร้อมกลับเข้าสู่การเจรจากับอิสราเอลอีกครั้ง

9 มี.ค. 2569 21:34 น.

นายกฯ เลบานอนลั่น พร้อมกลับเข้าสู่การเจรจากับอิสราเอลอีกครั้ง

(ภาพจาก AFP PHOTO / LEBANESE GOVERNMENT PRESS OFFICE)

นายกรัฐมนตรีเลบานอนยืนยันว่า รัฐบาลของเขาพร้อมที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจากับอิสราเอล หลังกองทัพอิสราเอลยกระดับการโจมตีเลบานอน โดยมีเป้าหมายไปที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์

เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มี.ค.2569 นายนาวาฟ ซาลาม นายกรัฐมนตรีเลบานอน ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า รัฐบาลของเขาพร้อมจะกลับเข้าสู่การเจรจากับอิสราเอลอีกครั้ง หลังจากอิสราเอลยกระดับการโจมตีเข้าใส่เลบานอนยิ่งขึ้นอีก นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับรัฐบาลยิวเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายซาลามบอกกับหนังสือพิมพ์ภาษาฝรั่งเศส L’Orient–Le Jour ว่า อิสราเอลยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของเลบานอนในการรื้อฟื้นการเจรจา “อย่างไรก็ตาม เราเปิดกว้างที่จะหารือในทุกวาระ ทุกรูปแบบ และทุกสถานที่ในการจัดทำข้อตกลงเหล่านั้น”

ขณะที่นายโจเฟซ อูน ประธานาธิบดีเลบานอน โพสต์ข้อความย้ำผ่าน X ว่า รัฐบาลได้แสดงความ “พร้อมอย่างเต็มที่” สำหรับการหารือเพื่อ “ยับยั้งอันตรายจากการยกระดับความรุนแรงของอิสราเอล” และอ้างด้วยว่า รัฐบาลได้รับการรับรองแล้วว่า อิสราเอลจะไม่โจมตีสนามบินเบรุตและถนนไปสู่สนามบินแห่งนี้

อนึ่ง กองทัพของอิสราเอลเปิดฉากโจมตีพื้นที่บางส่วนของเลบานอนอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ยิงขีปนาวุธเข้าไปในอิสราเอลเพื่อแสดงการสนับสนุนอิหร่าน

แม้ฝ่ายนิติบัญญัติของเลบานอนจะสั่ง แบน กิจกรรมทางการทหารของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ไปแล้ว และเรียกร้องให้กลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ยอมวางอาวุธ แต่ซาลามกล่าวว่ารัฐบาลไม่ต้องการเผชิญหน้ากับกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านกลุ่มนี้

ด้านกระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.เป็นต้นมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนแล้ว 394 ศพ รวมถึงเด็ก 83 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn