เฮติส่งตัว 18 ผู้ต้องสงสัย ลอบสังหาร ปธน.โจเวเนล โมอีส ให้สหรัฐฯ ดำเนินคดี

เฮติส่งตัว 18 ผู้ต้องสงสัย ลอบสังหาร ปธน.โจเวเนล โมอีส ให้สหรัฐฯ ดำเนินคดี

21 ก.ย. 2569 12:30 น.

เฮติส่งตัว 18 ผู้ต้องสงสัย ลอบสังหาร ปธน.โจเวเนล โมอีส ให้สหรัฐฯ ดำเนินคดี

ทางการเฮติส่งตัวผู้ต้องสงสัย 18 คน ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีลอบสังหารประธานาธิบดีโจเวเนล โมอีส เมื่อปี 2021 ไปยังรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี ขณะที่อัยการสหรัฐฯ ระบุว่า มีผู้ถูกตั้งข้อหาแล้ว 30 คน และการดำเนินคดียังไม่สิ้นสุด

ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัย 18 คนในคดีลอบสังหารโจเวเนล โมอีส อดีตประธานาธิบดีเฮติ ถูกส่งตัวจากเฮติไปยังรัฐฟลอริดา เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในศาลสหรัฐฯ หลังเกิดเหตุลอบสังหารผู้นำเฮติเมื่อ 5 ปีก่อน

โจเวเนล โมอีส ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 53 ปี ถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้านพักส่วนตัวในกรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของเฮติ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2021 โดยกลุ่มมือปืนรับจ้างประมาณ 20 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตทหารรับจ้างชาวโคลอมเบียที่ผ่านการฝึกทางทหาร ขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดีไม่ได้เข้าขัดขวางเพื่อปกป้องเขา

เบรตต์ สไกลส์ เจ้าหน้าที่พิเศษของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า การจับกุมผู้ต้องสงสัยในหลายพื้นที่และหลายประเทศในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ FBI ในการนำผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในแผนการดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ด้านเจสัน เรดิง กีโญเนส อัยการรัฐบาลกลางประจำเขตตอนใต้ของรัฐฟลอริดา ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยทั้ง 18 คนถูกส่งตัวด้วยเครื่องบินทหารจากเฮติ เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของสหรัฐฯ ในเขตตอนใต้ของรัฐฟลอริดา พร้อมกล่าวว่า แม้ผ่านไป 5 ปี ทางการสหรัฐฯ ยังคงนำตัวจำเลยเข้าสู่ศาล และการดำเนินคดียังไม่เสร็จสิ้น โดยขณะนี้มีผู้ต้องสงสัยถูกตั้งข้อหาในคดีสังหารดังกล่าวแล้ว 30 คน

แหล่งข่าวรัฐบาลเฮติและตำรวจเฮติเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า หนึ่งในผู้ถูกส่งตัวครั้งนี้คือโจเซฟ เฟลิกซ์ บาดิโอ ผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดี และอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่อต้านการทุจริตของกระทรวงยุติธรรมเฮติ

กระทรวงการต่างประเทศโคลอมเบียออกแถลงการณ์ว่า กำลังติดตามสถานการณ์การส่งตัวพลเมืองโคลอมเบีย 17 คนจากเฮติไปยังสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด พร้อมระบุว่า รัฐบาลโคลอมเบียไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือกระบวนการที่นำไปสู่การส่งตัวพลเมืองของตน และเรื่องดังกล่าวอยู่ภายใต้เขตอำนาจของหน่วยงานที่มีอำนาจของประเทศที่เกี่ยวข้อง

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ศาลรัฐบาลกลางในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา มีคำพิพากษาลงโทษจำเลย 4 คนในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับแผนการลอบสังหารหรือจับตัวประธานาธิบดีโมอีส รวมถึงข้อหาสมคบคิดให้การสนับสนุนด้านวัตถุแก่แผนการดังกล่าว และละเมิดกฎหมายว่าด้วยความเป็นกลางของสหรัฐฯ จากการมีส่วนร่วมในปฏิบัติการทางทหารที่ผิดกฎหมายในต่างประเทศ

จำเลยทั้ง 4 คนอาจได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยอัยการรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ระบุว่า ทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกับบริษัท CTU ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการรักษาความปลอดภัยที่ตั้งอยู่ในรัฐฟลอริดา และถูกชักชวนเข้าร่วมแผนการด้วยความหวังว่าจะได้รับสัญญาว่าจ้างมูลค่าสูง หากโมอีสถูกปลดออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี

อัยการสหรัฐฯ กล่าวหาว่า การวางแผนและจัดหาเงินทุนสำหรับการลอบสังหารโมอีสเกิดขึ้นในรัฐฟลอริดา รวมถึงสาธารณรัฐโดมินิกันและเฮติ โดยศาลสหรัฐฯ มีเขตอำนาจพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับแผนการซึ่งถูกวางแผนในดินแดนสหรัฐฯ จนถึงขณะนี้ มีผู้ถูกตั้งข้อหาในศาลสหรัฐฯ แล้ว 11 คนที่เกี่ยวข้องกับคดีลอบสังหารดังกล่าว ขณะที่ผู้ต้องสงสัยบางรายที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหาร ถูกตำรวจเฮติยิงเสียชีวิตในช่วงเกิดเหตุ

อดีตทหารชาวโคลอมเบียที่ถูกกล่าวหาในคดีระบุว่า พวกเขาเป็นทหารรับจ้างที่ถูกชักจูงให้เชื่อว่ากำลังเข้าร่วมปฏิบัติการรัฐประหาร แต่ไม่ทราบว่ามีแผนสังหารประธานาธิบดีโมอีส

สถานการณ์ในเฮติเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การลอบสังหารโมอีส และปัจจุบันประเทศยังไม่มีประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งจากการเลือกตั้ง โดยกลุ่มติดอาวุธมีอำนาจควบคุมพื้นที่ราว 80% ของกรุงปอร์โตแปรงซ์ ส่งผลให้ประชาชนเผชิญอาชญากรรมรุนแรง ทั้งการลักพาตัวเรียกค่าไถ่ การปล้นด้วยอาวุธ และการจี้ชิงรถยนต์ ขณะที่ระบบยุติธรรมของประเทศเผชิญข้อจำกัดอย่างหนักจากความรุนแรงและการควบคุมพื้นที่ของแก๊งอาชญากรรม

ข้อมูลจากสำนักงานบูรณาการของสหประชาชาติในเฮติระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,408 คน และได้รับบาดเจ็บ 656 คน ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายนปีนี้ จากสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศ

ขณะเดียวกัน เฮติกำลังเตรียมจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2016 รวมถึงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ หากสถานการณ์ด้านความมั่นคงเอื้ออำนวย

กองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ ซึ่งมีภารกิจช่วยเหลือตำรวจเฮติในการปราบปรามแก๊งอาชญากรรม คาดว่าจะยังไม่สามารถจัดกำลังได้ครบตามเป้าหมายภายในเดือนตุลาคมตามแผนเดิม ตามที่โฆษกของกองกำลังเปิดเผยเมื่อต้นเดือนนี้.

ที่มา BBC / AFP

ญี่ปุ่นเตรียมรับมือ “ไต้ฝุ่นตู้เจวียน” เข้าใกล้โตเกียว ลมแรง-ฝนถล่มหนัก สั่งยกเลิกเที่ยวบิน

ญี่ปุ่นเตรียมรับมือ "ไต้ฝุ่นตู้เจวียน" เข้าใกล้โตเกียว ลมแรง-ฝนถล่มหนัก สั่งยกเลิกเที่ยวบิน

21 ก.ย. 2569 11:52 น.

ญี่ปุ่นเตรียมรับมือ “ไต้ฝุ่นตู้เจวียน” เข้าใกล้โตเกียว ลมแรง-ฝนถล่มหนัก สั่งยกเลิกเที่ยวบิน

ญี่ปุ่นเตรียมรับมือไต้ฝุ่นตู้เจวียน ซึ่งเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออกของประเทศ คาดเคลื่อนผ่านใกล้คาบสมุทรโบโซ จังหวัดชิบะ ทางตะวันออกของกรุงโตเกียวในวันนี้ (21 ก.ย.) ส่งผลให้เที่ยวบินอย่างน้อย 275 เที่ยวถูกยกเลิก ระบบขนส่งได้รับผลกระทบ และทางการเตือนฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ น้ำท่วม และดินถล่ม

ญี่ปุ่นเตรียมรับมือไต้ฝุ่นตู้เจวียน ซึ่งเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออกของประเทศในวันจันทร์ โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) เตือนประชาชนให้ระวังฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง และดินถล่ม ขณะที่พายุส่งผลกระทบต่อการเดินทางและกิจกรรมต่าง ๆ ในหลายพื้นที่

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า ไต้ฝุ่นดูจวนจะเคลื่อนตัวผ่านใกล้คาบสมุทรโบโซ ในจังหวัดชิบะ ทางตะวันออกของกรุงโตเกียว ตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงช่วงดึกของวันจันทร์ (21 ก.ย.) โดยมีโอกาสเกิดฝนตกหนักจากกลุ่มฝนที่ก่อตัวเป็นแนวยาว  ในภูมิภาคคันโต-โคชิน ทางตะวันออก และภูมิภาคโทไก ทางตอนกลางของญี่ปุ่น

เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ ตามเวลาท้องถิ่น ไต้ฝุ่นลูกนี้อยู่ห่างจากเกาะฮาจิโจจิมะไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 110 กิโลเมตร และเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีความกดอากาศบริเวณศูนย์กลาง 960 เฮกโตปาสกาล และความเร็วลมกระโชกสูงสุด 198 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น

พายุลูกนี้นับเป็นไต้ฝุ่นลูกที่ 25 ของญี่ปุ่นในปีนี้ และเคลื่อนตัวเข้าประเทศในช่วงวันหยุดต่อเนื่อง 5 วัน ส่งผลให้การคมนาคมได้รับผลกระทบ รวมถึงมีการปิดทางหลวงบางส่วน และยกเลิกกิจกรรมหลายรายการ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนว่า ปริมาณฝนสะสมจนถึงวันอังคารอาจสูงกว่าปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดเดือนกันยายน ซึ่งอาจทำให้เกิดฝนตกหนักในระดับทำลายสถิติ โดยคาดการณ์ปริมาณฝนในช่วง 24 ชั่วโมงจนถึงเวลา 06.00 น. วันอังคาร ที่ภูมิภาคโทไก สูงสุด 350 มิลลิเมตร ส่วนภูมิภาคคันโตและหมู่เกาะอิซุ สูงสุด 300 มิลลิเมตร และภูมิภาคโทโฮกุ สูงสุด 200 มิลลิเมตร

ทางการเตือนถึงความเสี่ยงน้ำท่วมรุนแรงในพื้นที่ลุ่มต่ำ รวมถึงดินถล่ม โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่ง และขอให้ประชาชนติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด

ผลกระทบจากไต้ฝุ่นดูจวนทำให้สายการบินและระบบขนส่งทางรางในญี่ปุ่นต้องปรับลดหรือระงับการให้บริการ สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ ยกเลิกเที่ยวบินภายในประเทศ 120 เที่ยว และเที่ยวบินระหว่างประเทศ 15 เที่ยว ขณะที่สายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ส ยกเลิกเที่ยวบินภายในประเทศ 140 เที่ยว รวมเป็นอย่างน้อย 275 เที่ยวบิน

สายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ส ยังระงับเที่ยวบินเข้าและออกจากเกาะฮาจิโจจิมะ ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว ซึ่งเผชิญฝนตกหนักและลมแรง ขณะที่บริษัทเดินรถไฟเจอาร์ อีสต์ ระงับการให้บริการบางเส้นทางในจังหวัดชิบะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานนานาชาตินาริตะ นอกจากนี้ ผู้ให้บริการรถไฟในกรุงโตเกียวและพื้นที่ใกล้เคียงระงับการเดินรถบางเส้นทาง ขณะที่มีรายงานว่า ครัวเรือนกว่า 4,000 หลังคาเรือนในจังหวัดชิบะไม่มีไฟฟ้าใช้ในวันจันทร์

สภาพอากาศเลวร้ายยังส่งผลกระทบต่อการจัดงานและกิจกรรมสำคัญหลายรายการ โดยงาน Tokyo Game Show หนึ่งในงานแสดงสินค้าและนวัตกรรมวิดีโอเกมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเริ่มจัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี ถูกยกเลิกการจัดงานในวันนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงาน เนื่องจากสภาพอากาศที่ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่น ส่วนเทศกาลดนตรีกลางแจ้งขนาดใหญ่ในจังหวัดชิบะ รวมถึงการแข่งขันเบสบอลที่กำหนดจัดขึ้นในวันเดียวกัน ถูกยกเลิกเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ผู้จัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ซึ่งกำลังจัดขึ้นในจังหวัดไอจิและเมืองนาโกยา ทางตอนกลางของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากไต้ฝุ่นอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ประชาชนเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันเมื่อวันอาทิตย์น้อยลง โดยพบว่าที่นั่งบางส่วนในสนามกีฬาซึ่งรองรับผู้ชมได้ 30,000 คนว่างเปล่าอย่างเห็นได้ชัด

บริษัทเจอาร์ เซ็นทรัล ซึ่งให้บริการรถไฟความเร็วสูงสายโทไกโด ชินคันเซ็น เชื่อมต่อกรุงโตเกียวกับนครโอซากา เตือนว่า การให้บริการในช่วงบ่ายวันจันทร์อาจเกิดความล่าช้าหรือมีการยกเลิกเที่ยววิ่ง เนื่องจากสภาพอากาศที่ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่น

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า ฝนตกหนักและลมแรงอาจทวีความรุนแรงขึ้นก่อนที่พายุจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้พื้นที่ชายฝั่งทางตะวันออกของญี่ปุ่น พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่รุนแรง และติดตามคำแนะนำจากหน่วยงานท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา KYODO NEWS / The Japan Times / AFP

“ทรัมป์” เผยแผนสร้าง “ซุ้มประตูชัย” เปลี่ยนเป็นฐานทัพทหาร ติดตั้งโดรน-พลซุ่มยิง

"ทรัมป์" เผยแผนสร้าง "ซุ้มประตูชัย" เปลี่ยนเป็นฐานทัพทหาร ติดตั้งโดรน-พลซุ่มยิง

21 ก.ย. 2569 11:16 น.

“ทรัมป์” เผยแผนสร้าง “ซุ้มประตูชัย” เปลี่ยนเป็นฐานทัพทหาร ติดตั้งโดรน-พลซุ่มยิง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า โครงการสร้าง “ซุ้มประตูชัย” ใกล้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จะถูกปรับให้เป็นทั้งอนุสรณ์สถานและศูนย์ปฏิบัติการทางทหาร สามารถจัดเก็บและส่งกำลังโดรน รวมถึงรองรับพลซุ่มยิงบนหลังคาและพื้นที่ลานด้านหน้า โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อการใช้ห้วงอากาศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า โครงการก่อสร้างซุ้มประตูชัย ใกล้สะพานอาร์ลิงตัน เมโมเรียล บริเวณวงเวียนรีเซพทีฟ เซอร์เคิล ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำโพโทแมคจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และใกล้สุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน จะถูกปรับให้เป็นศูนย์บัญชาการทางทหารขนาดใหญ่ ควบคู่ไปกับการเป็นอนุสรณ์สถาน

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียลว่า เขาตัดสินใจปรับเปลี่ยนโครงการตามคำร้องขอจากกองทัพสหรัฐฯ และเพื่อวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงแห่งชาติ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า ซุ้มประตูชัยแห่งนี้จะเป็นศูนย์บัญชาการทางทหารระดับสูง สามารถจัดเก็บยุทโธปกรณ์ และรองรับการนำโดรนจำนวนมากรวมถึงพลซุ่มยิงออกมาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว โดยจะมีพื้นที่สำหรับพลซุ่มยิงทั้งบนหลังคาและบริเวณลานโดยรอบ นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดเก็บกระสุนสำหรับพลซุ่มยิงในปริมาณมาก

ทรัมป์กล่าวด้วยว่า “จะไม่มีศูนย์บัญชาการลักษณะนี้ที่ใดในโลก” แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบการก่อสร้างเพิ่มเติม กำหนดเวลาที่แน่นอน หรือระบุว่าโครงการที่ปรับเปลี่ยนใหม่นี้จำเป็นต้องได้รับอนุมัติเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่

โครงการซุ้มประตูชัยของทรัมป์มีความสูง 250 ฟุต หรือประมาณ 76 เมตร โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในเดือนกันยายนนี้ บริเวณวงเวียนใกล้สุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน ในพื้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ภาพจำลองการออกแบบที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นรูปปั้นเทพีเสรีภาพสีทองมีปีกอยู่บนยอดซุ้มประตู โดยมีรูปปั้นนกอินทรีสีทองสองตัวขนาบข้าง พร้อมข้อความ “One Nation Under God” และ “Liberty and Justice for All” สลักด้วยสีทองบริเวณด้านข้างของโครงสร้าง หากก่อสร้างตามแบบดังกล่าว ซุ้มประตูชัยจะมีความสูงมากกว่าอนุสรณ์สถานลินคอล์น ซึ่งมีความสูง 99 ฟุต และมีความสูงประมาณครึ่งหนึ่งของอนุสาวรีย์วอชิงตัน

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับปรุงภูมิทัศน์และโฉมหน้ากรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของทรัมป์ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีการก่อตั้งสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเผชิญข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อทัศนียภาพของอนุสรณ์สถานสำคัญอื่น ๆ ในกรุงวอชิงตัน รวมถึงสุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน ตลอดจนความใกล้เคียงกับท่าอากาศยานแห่งชาติโรนัลด์ เรแกน วอชิงตัน

ทรัมป์ยืนยันถึงความจำเป็นของโครงการ โดยระบุว่า ในบรรดาเมืองและเมืองหลวงชั้นนำ 59 แห่ง กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นเมืองหลวงเพียงแห่งเดียวในโลกที่ยังไม่มีซุ้มประตูชัย พร้อมกล่าวว่า ซุ้มประตูชัยแห่งใหม่จะเป็นซุ้มประตูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ด้านสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ระบุว่า ซุ้มประตูชัยดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเที่ยวบินที่เดินทางเข้าและออกจากท่าอากาศยานแห่งชาติโรนัลด์ เรแกน วอชิงตัน อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตยังคงแสดงความกังวล โดยเห็นว่าโครงการอาจเพิ่มความซับซ้อนให้กับการบริหารจัดการน่านฟ้าในพื้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการปรับเปลี่ยนโครงการเมื่อได้รับการติดต่อขอความเห็น

นับตั้งแต่เริ่มดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่สอง ทรัมป์เดินหน้าหลายโครงการเพื่อปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงพื้นที่สำคัญในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงการตกแต่งห้องทำงานรูปไข่ หรือโอวัล ออฟฟิศ ด้วยสีทอง การก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ภายในทำเนียบขาว ซึ่งมีการประเมินค่าใช้จ่ายราว 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การปรับพื้นบริเวณสวนกุหลาบของทำเนียบขาว และการปรับปรุงสระสะท้อนน้ำหน้าอนุสรณ์สถานลินคอล์น

ซุ้มประตูชัยแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ทรัมป์ให้ความสำคัญในแผนปรับโฉมเมืองหลวงของสหรัฐฯ.

ที่มา BBC / New York Post

เกิดเหตุทุ่นระเบิดต้องสงสัยระเบิดในเขต DMZ เกาหลีใต้ บาดเจ็บ 3 รวมทหาร 2 นาย

เกิดเหตุทุ่นระเบิดต้องสงสัยระเบิดในเขต DMZ เกาหลีใต้ บาดเจ็บ 3 รวมทหาร 2 นาย

21 ก.ย. 2569 10:56 น.

เกิดเหตุทุ่นระเบิดต้องสงสัยระเบิดในเขต DMZ เกาหลีใต้ บาดเจ็บ 3 รวมทหาร 2 นาย

เกิดเหตุระเบิดต้องสงสัยจากทุ่นระเบิดระหว่างปฏิบัติการบริเวณเขตปลอดทหารเกาหลี เจ็บ 3 คน ในจำนวนนี้เป็นทหารเกาหลีใต้ 2 นาย

วันที่ 21 กันยายน 2569 สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดต้องสงสัยว่าเกิดจากทุ่นระเบิดภายในฝั่งเกาหลีใต้ของเขตปลอดทหาร หรือ DMZ ซึ่งแบ่งเขตแดนระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 คน ในจำนวนนี้เป็นทหารเกาหลีใต้ 2 นาย

ทางด้านสำนักข่าวยอนฮัปนิวส์ทีวี ของเกาหลีใต้รายงานว่า เหตุเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติการบริเวณชายแดน โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าแรงระเบิดอาจเกิดจากทุ่นระเบิดที่ฝังอยู่ในพื้นที่ อย่างไรก้ตามขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุที่แน่ชัดของการระเบิด รวมถึงอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 3 คน.

ที่มา Xinhua Yonhap

สหรัฐฯ เสนอจัดตั้งช่องทาง “การเจรจา AI” กับจีน ปูทางประชุมสุดยอดทรัมป์–สี จิ้นผิง

สหรัฐฯ เสนอจัดตั้งช่องทาง "การเจรจา AI" กับจีน ปูทางประชุมสุดยอดทรัมป์–สี จิ้นผิง

21 ก.ย. 2569 10:51 น.

สหรัฐฯ เสนอจัดตั้งช่องทาง “การเจรจา AI” กับจีน ปูทางประชุมสุดยอดทรัมป์–สี จิ้นผิง

สหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อเสนอเบื้องต้นในการสร้างกลไกสื่อสารด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมเตรียมจัดตั้งกลไกแจ้งเตือนภัยความมั่นคงร่วมกัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายเร่งเคลียร์ประเด็นการค้าและเทคโนโลยี เพื่อปูทางสู่การพบกันระดับผู้นำระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “สี จิ้นผิง” ที่ทำเนียบขาวในสัปดาห์นี้

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ และจีนหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งช่องทางสื่อสารด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI  โดยมีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่ทำเนียบขาวในวันที่ 24 ก.ย. นี้

การหารือมีขึ้นในช่วงที่ทั้งสองมหาอำนาจกำลังเผชิญความกังวลเพิ่มขึ้นว่าระบบ AI ที่มีความสามารถสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อมนุษยชาติ รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ แม้สหรัฐฯ และจีนกำลังแข่งขันกันเพื่อความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยหลังการหารือกับคณะผู้แทนจีนที่นำโดย เหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีนว่า การเจรจาด้านการค้าและ AI เป็นไปอย่างประสบความสำเร็จ

เบสเซนต์ระบุว่า สหรัฐฯ เสนอให้ทั้งสองประเทศจัดตั้งกลไกแจ้งเตือนระหว่างกัน สำหรับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งอาจยกระดับเป็นประเด็นด้านความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมเสนอให้จัดตั้งช่องทางการหารือที่เรียกว่า “การเจรจาด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีน”  โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะพบหารือกันอีกครั้ง

เบสเซนต์กล่าวว่า ทั้งสองประเทศจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกันเกี่ยวกับเป้าหมายและภัยคุกคาม พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเพิ่มความโปร่งใสระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีศักยภาพด้าน AI สูงที่สุดของโลก

การหารือจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของธนาคารเจพีมอร์แกน เชส ในนครนิวยอร์ก ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง โดยมีเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย แหล่งข่าวที่ทราบรายละเอียดระบุว่า เบสเซนต์และเหอ ลี่เฟิง ยังได้หารือกันเป็นการส่วนตัวด้วย

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า การหารือเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ลงลึกในรายละเอียด และสร้างสรรค์ โดยทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจและการค้าที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงการดำเนินการตามความเห็นพ้องจากการหารือครั้งก่อน และการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

กรีเออร์ระบุว่า การทำงานร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และจีนเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่ทั้งสองฝ่ายพยายามลดความตึงเครียดด้านการค้า เทคโนโลยี และประเด็นยุทธศาสตร์อื่น ๆ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือความเป็นไปได้ในการขยายระยะเวลาข้อตกลงพักรบทางการค้า และการกำหนดกรอบกำกับดูแลการพัฒนา AI

สำหรับข้อเสนอในการลดภาษีศุลกากรระหว่างกันสำหรับสินค้าบางประเภท กรีเออร์กล่าวว่า ทีมเจรจาของทั้งสองฝ่ายยังคงหารือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อพิจารณารายการสินค้าที่ไม่อ่อนไหวต่อประเด็นยุทธศาสตร์ หรือ “สินค้าที่ไม่ละเอียดอ่อน” ซึ่งอาจได้รับการพิจารณาแยกออกจากมาตรการทางการค้าในอนาคต สินค้าที่อาจอยู่ในข่ายดังกล่าว ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภคจากจีน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ อาจครอบคลุมสินค้าเกี่ยวกับพลังงาน สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์

นอกเหนือจากการหารือเรื่องสินค้าที่มีความอ่อนไหวน้อยกว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังต้องการให้มีการจัดส่งแม่เหล็กแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่มีความจำเป็นต่อภาคการผลิตของสหรัฐฯ

แหล่งข่าวระบุว่า การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาจดำเนินต่อไปจนถึงวันจันทร์ โดยประเด็นที่ต้องติดตามยังรวมถึงการปฏิบัติตามข้อตกลงก่อนหน้านี้ ซึ่งจีนให้คำมั่นว่าจะซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ อีกประเด็นที่อาจถูกหยิบยกขึ้นหารือคือแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเข้าสู่เดือนที่ 7 โดยจีนเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของอิหร่าน เป็นผู้ซื้อผลผลิตน้ำมันจำนวนมาก และให้การสนับสนุนทางการทูตแก่รัฐบาลเตหะราน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า ความคาดหวังต่อการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิงยังอยู่ในระดับต่ำ

นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่า ทรัมป์อาจเชิญสี จิ้นผิงเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือ G20 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนธันวาคม ที่รีสอร์ตโดรัลของทรัมป์ในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา

ด้านจอร์จ เฉิน หุ้นส่วนและประธานฝ่ายดิจิทัลของบริษัท The Asia Group กล่าวว่า การที่สหรัฐฯ และจีนเห็นพ้องที่จะเดินหน้าการเจรจาต่อไป ถือเป็นพัฒนาการที่มีความสำคัญ พร้อมระบุว่า ผลลัพธ์เบื้องต้นเกี่ยวกับกลไกแจ้งเตือนความเสี่ยงด้าน AI อาจเป็นแนวทางที่ประเทศอื่น ๆ นำไปใช้ต่อได้

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงคัดค้านข้อเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI โดยให้เหตุผลว่าการชะลอความก้าวหน้าดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้จีนไล่ตามบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ได้ทัน

การหารือครั้งนี้จึงสะท้อนความพยายามของทั้งสองประเทศในการสร้างช่องทางสื่อสารเกี่ยวกับความเสี่ยงจาก AI ควบคู่ไปกับการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดด้านการค้า และเตรียมความพร้อมสำหรับการพบกันของผู้นำสหรัฐฯ และจีนในสัปดาห์นี้.

ที่มา AFP / Reuters

ออสเตรเลียเตือนเข้าสู่วิกฤติประชากรสูงวัย คนตายจ่อแซงคนเกิดครั้งแรกในทศวรรษ 2060

ออสเตรเลียเตือนเข้าสู่วิกฤติประชากรสูงวัย คนตายจ่อแซงคนเกิดครั้งแรกในทศวรรษ 2060

21 ก.ย. 2569 10:22 น.

ออสเตรเลียเตือนเข้าสู่วิกฤติประชากรสูงวัย คนตายจ่อแซงคนเกิดครั้งแรกในทศวรรษ 2060

ออสเตรเลียเผยรายงานคาดการณ์ประชากรในระยะ 40 ปี เตือนสังคมสูงวัยและอัตราเกิดลดลง จนจำนวนผู้เสียชีวิตอาจแซงจำนวนเด็กเกิดใหม่เป็นครั้งแรกในทศวรรษ 2060 ขณะที่การเติบโตของประชากรชะลอตัวลง

กระทรวงการคลังออสเตรเลียเผยรายงาน Intergenerational Report ประเมินแนวโน้มประชากรและเศรษฐกิจในระยะ 40 ปีข้างหน้า โดยเตือนว่าออสเตรเลียกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรครั้งสำคัญ จากอัตราการเกิดที่ลดลง ประชากรสูงวัย และการย้ายถิ่นฐานจากต่างประเทศที่ชะลอตัวลง

รายงานคาดการณ์ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในออสเตรเลียจะมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่เป็นครั้งแรกในทศวรรษ 2060 ซึ่งจะทำให้การเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติของประชากร หรือส่วนต่างระหว่างจำนวนเกิดและจำนวนตาย ไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนการเพิ่มขึ้นของประชากรได้อีกต่อไป

ที่ผ่านมาออสเตรเลียอาศัยการย้ายถิ่นฐานจากต่างประเทศเป็นแรงสำคัญในการเพิ่มจำนวนประชากรและชดเชยอัตราการเกิดที่ลดลง แต่เมื่อการย้ายถิ่นฐานชะลอตัวลง ออสเตรเลียจึงกำลังเผชิญแนวโน้มเดียวกับประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี และเกาหลีใต้ ซึ่งจำนวนผู้เสียชีวิตแซงจำนวนเด็กเกิดใหม่ไปแล้ว

รายงานระบุว่า การเติบโตของประชากรออสเตรเลียมีแนวโน้มชะลอลงเหลือเฉลี่ย 0.9% ต่อปีในช่วง 40 ปีข้างหน้า จากที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.4% ต่อปีในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ขณะที่อัตราการเจริญพันธุ์มีแนวโน้มลดลง และการย้ายถิ่นฐานสุทธิจากต่างประเทศจะลดลงก่อนจะเริ่มทรงตัว

กระทรวงการคลังออสเตรเลียระบุว่า ประชากรของประเทศจะ สูงวัยเร็วขึ้นและเติบโตช้าลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจในช่วง 4 ทศวรรษข้างหน้า ยังรวมถึงการพัฒนาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคบริการมากขึ้น

การเข้าสู่สังคมสูงวัยยังหมายถึงความต้องการบริการด้านสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประชากรสูงวัยจำนวนมาก ซึ่งอาจเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคสาธารณสุขและการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันพึ่งพาแรงงานจากต่างประเทศอยู่มาก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลออสเตรเลียเพิ่งประกาศเข้มงวดกฎด้านการย้ายถิ่นฐาน ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองจากกระแสสนับสนุนพรรควันเนชัน ซึ่งมีนโยบายต้องการลดการย้ายถิ่นฐานลงอย่างมาก

รายงานยังระบุถึงความเป็นไปได้ของ การลดภาษีในงบประมาณในอนาคต ขณะที่รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนที่กำลังเผชิญเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน และราคาที่อยู่อาศัยที่อยู่ในระดับสูง.

ที่มา : channelnewsasia

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงคลังอาวุธกองทัพซีเรียใกล้เมืองอเลปโป บาดเจ็บอย่างน้อย 4 ราย

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงคลังอาวุธกองทัพซีเรียใกล้เมืองอเลปโป บาดเจ็บอย่างน้อย 4 ราย

21 ก.ย. 2569 10:20 น.

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงคลังอาวุธกองทัพซีเรียใกล้เมืองอเลปโป บาดเจ็บอย่างน้อย 4 ราย

เกิดระเบิดรุนแรงหลายครั้งที่คลังอาวุธของกองทัพซีเรียใกล้เมืองอเลปโป เจ็บอย่างน้อย 4 คน ทางการสั่งประชาชนอยู่ห่างพื้นที่ หลังระเบิดยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง

วันที่ 21 กันยายน 2569 สำนักข่าวซานา ของทางการซีเรียรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่คลังอาวุธของกองทัพซีเรีย บริเวณใกล้่เมืองอัล-อีส ทางตอนใต้ของเมืองอเลปโป ทางตอนเหนือของซีเรีย ก่อนเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นต่อเนื่องหลายครั้ง เหตุระเบิดครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดบริเวณฐานทัพใกล้เมืองอัล-อีส ก่อนจะเกิดระเบิดตามมาอีกหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 4 ราย โดยขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของเหตุการณ์

นายไฟซาล โมฮัมหมัด อาลี หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการป้องกันพลเรือนเมืองอเลปโป เปิดเผยว่า  เสียงระเบิดสามารถได้ยินไปไกลหลายกิโลเมตร โดยรถพยาบาลและรถดับเพลิงหลายคันเดินทางเข้าไปยังพื้นที่เกิดเหตุ ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถนำผู้บาดเจ็บ 4 คนออกจากพื้นที่ได้ แต่การระเบิดยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าถึงจุดเกิดเหตุได้อย่างเต็มที่ พร้อมเตือนประชาชนไม่ให้เข้าใกล้พื้นที่

ขณะเดียวกันผู้ว่าการอเลปโป ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านในช่วงนี้ โดยระบุว่าโรงพยาบาล รถพยาบาล และทีมฉุกเฉินอยู่ในภาวะเตรียมพร้อมเต็มที่ ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงภายในของอเลปโปสั่งปิดถนนที่มุ่งหน้าไปยังจุดเกิดเหตุ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

ทั้งนี้ เหตุระเบิดครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเหตุระเบิดที่คลังอาวุธและพื้นที่ทางทหารในซีเรียหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 18 กันยายน เกิดระเบิดที่สถานที่ทางทหารในจังหวัดเดียร์ อัซ ซอร์ ทางตะวันออกของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 11 ศพ.

ที่มา SANA

เปิดประมูลของใช้ส่วนตัว “บริดจิตต์ บาร์โดต์” นักแสดงในตำนาน ราคาตั้งต้นต่ำกว่า 100 ยูโร

เปิดประมูลของใช้ส่วนตัว "บริดจิตต์ บาร์โดต์" นักแสดงในตำนาน ราคาตั้งต้นต่ำกว่า 100 ยูโร

21 ก.ย. 2569 10:09 น.

เปิดประมูลของใช้ส่วนตัว “บริดจิตต์ บาร์โดต์” นักแสดงในตำนาน ราคาตั้งต้นต่ำกว่า 100 ยูโร

ของใช้ส่วนตัวของ “บริดจิตต์ บาร์โดต์” นักแสดงหญิงระดับตำนานชาวฝรั่งเศส ถูกนำออกประมูลในกรุงปารีส รวมเกือบ 300 รายการ ราคาตั้งต้นต่ำกว่า 100 ยูโร รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้มูลนิธิช่วยเหลือสัตว์

ของใช้ส่วนตัวของ บริดจิตต์ บาร์โดต์ (Brigitte Bardot) นักแสดงและนางแบบชาวฝรั่งเศสผู้ล่วงลับ ถูกนำออกประมูลที่ห้องประมูลดรูโอต์ ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมีสิ่งของเกือบ 300 รายการจัดแสดงให้แฟนๆ เข้าชม ก่อนเปิดประมูลในวันจันทร์

สิ่งของทั้งหมดมาจากบ้าน 2 หลังของบาร์โดต์ในเมืองแซ็งต์-โตรเป และอพาร์ตเมนต์ของเธอในกรุงปารีส ซึ่งบางส่วนถูกจำลองขึ้นมาเพื่อจัดแสดงในงานประมูล

แฟรงก์ กียู ผู้ที่เคยเป็นเลขานุการส่วนตัวของบาร์โดต์มายาวนาน กล่าวว่า สิ่งของแต่ละชิ้นล้วนสะท้อนเรื่องราว เหตุการณ์ ความสุข และช่วงเวลาต่างๆ ในชีวิตของเธอ จึงไม่ได้เป็นเพียงของสะสม แต่ยังบอกเล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่กลายมาเป็นตำนาน

บาร์โดต์เสียชีวิตเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ขณะมีอายุ 91 ปี โดยตลอดชีวิตเธอเป็นหนึ่งในบุคคลหญิงสำคัญของช่วงปลายศตวรรษที่ 20 จากการเป็นนางแบบและนักแสดงตั้งแต่ทศวรรษ 1950 จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหญิงยุคใหม่และการปฏิวัติทางเพศ ก่อนหันมาทุ่มเทให้กับการรณรงค์ด้านสิทธิสัตว์ในเวลาต่อมา

สำหรับสิ่งของไฮไลต์ในการประมูลครั้งนี้ มีทั้งเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า รูปปั้นทางศาสนา เครื่องครัว กระทะ ไฟแช็ก เครื่องประดับ และกีตาร์คลาสสิก รวมถึง เครื่องพิมพ์ดีดแบบใช้มือ ที่บาร์โดต์เคยใช้เขียนจดหมายและอัตชีวประวัติของตัวเอง

นอกจากนี้ยังมี จักรยาน Peugeot ของบาร์โดต์ และรองเท้าบัลเลต์หนัง Repetto 2 คู่ โดยบาร์โดต์เคยฝึกบัลเลต์มาก่อน และมีส่วนช่วยทำให้แบรนด์ Repetto ได้รับความนิยม หลังจากเธอขอให้บริษัทผลิตรองเท้ารุ่นที่สามารถสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้

ภายในงานยังมีภาพเหมือนของบาร์โดต์จำนวนมาก รวมถึงภาพแนวอีโรติก ตลอดจนเครื่องประดับ และหนังสือ กามสูตร ที่เป็นของส่วนตัวของเธอ

สิ่งของส่วนใหญ่มีราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 100 ยูโร หรือราว 3,800 บาท แต่เซซิล ดูปุย จากบริษัทประมูล Millon ซึ่งเป็นผู้จัดการประมูล คาดว่าราคาประมูลอาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากมีแฟนๆ ของบาร์โดต์และผู้สนับสนุนงานด้านสวัสดิภาพสัตว์ให้ความสนใจ

สิ่งของหลายชิ้นยังสะท้อนความรักที่บาร์โดต์มีต่อสัตว์ โดยในงานมีทั้งตุ๊กตาสัตว์จำนวนมาก รวมถึงปลอกคอที่เคยเป็นของสุนัขของเธอ

แฟรงก์ กียู กล่าวว่า บาร์โดต์ไม่สามารถใช้ชีวิตโดยไม่มีสัตว์อยู่รอบตัวได้ และเมื่อสัตว์เลี้ยงของเธอตาย เธอจะเสียใจอย่างมาก โดยสัตว์เลี้ยงทั้งหมดถูกฝังตามพิธีการอย่างเคร่งครัดในสวน และภาพถ่ายของพวกมันได้รับการจัดวางไว้ในจุดสำคัญภายในบ้าน

หลังบาร์โดต์เสียชีวิตในเดือนธันวาคม มรดกของเธอถูกแบ่งระหว่าง มูลนิธิ Brigitte Bardot Foundation และนิโกลาส์-ฌัก ชาร์ริเยร์ ลูกชายเพียงคนเดียวของเธอ ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์จากการประมูลครั้งนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงบั้นปลายชีวิต บาร์โดต์เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์จากการใช้ถ้อยคำเหยียดคนรักเพศเดียวกันและถูกปรับหลายครั้งจากการยุยงให้เกิดความเกลียดชังทางเชื้อชาติ.

ที่มา : BBC

ด่วน Facebook-Instagram ล่มทั่วโลก ผู้ใช้หลายประเทศเข้าใช้งานไม่ได้

ด่วน Facebook-Instagram ล่มทั่วโลก ผู้ใช้หลายประเทศเข้าใช้งานไม่ได้

21 ก.ย. 2569 09:29 น.

ด่วน Facebook-Instagram ล่มทั่วโลก ผู้ใช้หลายประเทศเข้าใช้งานไม่ได้

Facebook และ Instagram เกิดปัญหาขัดข้องทั่วโลก ผู้ใช้หลายประเทศ รวมถึงสิงคโปร์ สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และเม็กซิโก รายงานไม่สามารถเข้าใช้งานเว็บไซต์ได้ 

ผู้ใช้งาน Facebook และ Instagram ในหลายประเทศรายงานปัญหาไม่สามารถเข้าใช้งานแพลตฟอร์มได้ โดยในสิงคโปร์พบรายงานปัญหาช่วงเช้า ขณะที่เว็บไซต์ติดตามสถานะระบบขัดข้องอย่าง Downdetector พบรายงานปัญหาของ Facebook พุ่งสูงสุดราว 220 ราย และ Instagram ราว 120 ราย เมื่อเวลาประมาณ 09.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น

รายงานส่วนใหญ่ระบุว่า ไม่สามารถเข้าเว็บไซต์ของ Facebook และ Instagram ได้ ขณะที่ผู้ใช้งานในประเทศอื่นๆ เช่น ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก ก็พบปัญหาเช่นเดียวกัน สะท้อนว่าการขัดข้องครั้งนี้อาจเกิดขึ้นในวงกว้างทั่วโลก

ในสหรัฐฯ Reuters รายงานว่า มีผู้ใช้งานหลายพันรายแจ้งปัญหาผ่าน Downdetector โดย ณ เวลา 21.11 น. วันที่ 20 ก.ย. ตามเวลาสหรัฐฯ มีรายงานปัญหา Facebook มากกว่า 17,000 ราย และ Instagram มากกว่า 5,000 ราย

ทั้งนี้ ตัวเลขจาก Downdetector เป็นจำนวนรายงานที่ผู้ใช้งานส่งเข้ามา จึงไม่สามารถใช้ระบุจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจริงได้โดยตรง

Facebook และ Instagram เป็นแพลตฟอร์มในเครือ เมตา (Meta) และเคยเกิดเหตุขัดข้องในลักษณะเดียวกันมาแล้วหลายครั้งในปีนี้ โดยเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งสองแพลตฟอร์มเคยล่มในหลายประเทศ รวมถึงสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินเดีย ออสเตรเลีย แคนาดา และสหรัฐฯ ส่วนในเดือนก.ค.ก็เกิดปัญหาการใช้งานในสิงคโปร์อีกครั้ง โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการระบุสาเหตุของเหตุขัดข้องครั้งล่าสุดอย่างชัดเจน.

ที่มา :channelnewsasia

ญี่ปุ่นเผยประชากรวัย 65 ปีขึ้นไปแตะ 36.24 ล้านคน คิดเป็น 29.6% ของทั้งหมด สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ญี่ปุ่นเผยประชากรวัย 65 ปีขึ้นไปแตะ 36.24 ล้านคน คิดเป็น 29.6% ของทั้งหมด สูงสุดเป็นประวัติการณ์

21 ก.ย. 2569 08:55 น.

ญี่ปุ่นเผยประชากรวัย 65 ปีขึ้นไปแตะ 36.24 ล้านคน คิดเป็น 29.6% ของทั้งหมด สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ญี่ปุ่นเผยประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปแตะ 36.24 ล้านคน คิดเป็น 29.6% ของประชากรทั้งหมด สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ผู้สูงอายุทำงานก็เพิ่มเป็น 9.43 ล้านคน

วันที่ 21 กันยายน 2569 กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่นเผยข้อมูลการสำรวจประชากร ณ วันที่ 15 กันยายน พบว่าญี่ปุ่นมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปประมาณ 36.24 ล้านคน  เพิ่มขึ้นราว 20,000 คนจากปีก่อน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ชาย 15.71 ล้านคน และผู้หญิง 20.54 ล้านคน ข้อมูลระบุว่าประชากรสูงอายุคิดเป็น 29.6% ของประชากรญี่ปุ่นทั้งหมด เพิ่มขึ้น 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน และถือเป็นสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แบ่งเป็นผู้ชาย 26.3% และผู้หญิง 32.6%

พร้อมกันนี้ระบุว่า ญี่ปุ่นมีสัดส่วนประชากรสูงอายุสูงที่สุดในกลุ่ม 39 ประเทศที่มีประชากรมากกว่า 40 ล้านคน ตามข้อมูลคาดการณ์ขององค์การสหประชาชาติ 

การเปิดเผยข้อมูลมีขึ้นเนื่องในวันเคารพผู้สูงอายุ ซึ่งตรงกับวันจันทร์ที่ 21 กันยายน  ขณะเดียวกัน ผลสำรวจอีกชุดของกระทรวงพบว่า จำนวนผู้สูงอายุที่ยังทำงานอยู่ในญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้วเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.43 ล้านคน เพิ่มขึ้น 130,000 คนจากปีก่อน

โดยอัตราการมีงานทำของประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 26% เพิ่มขึ้น 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยเมื่อแยกตามช่วงอายุ พบว่า ผู้มีอายุ 65-69 ปี มีอัตราการทำงาน 54.5% อายุ 70-74 ปี อยู่ที่ 36.2% และผู้มีอายุ 75 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 12.6% ซึ่งทั้งหมดล้วนทำสถิติสูงสุดเช่นกัน ทางกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่นคาดว่า จำนวนผู้สูงอายุที่ยังทำงานอาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากหลายอุตสาหกรรมกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน ท่ามกลางจำนวนประชากรที่ลดลง.

ที่มา NHK