กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้มราคาสินค้า เตือนห้ามฉวยโอกาสปรับราคา พบดำเนินคดีทันที

กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้มราคาสินค้า เตือนห้ามฉวยโอกาสปรับราคา พบดำเนินคดีทันที

4 มี.ค. 2569 18:16 น.

กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้มราคาสินค้า เตือนห้ามฉวยโอกาสปรับราคา พบดำเนินคดีทันที

กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้ม หลังเกิดกระแสโซเชียลถึงราคาสินค้า ย้ำ ตลาด-ห้าง-ปั๊มน้ำมัน จำหน่ายปกติทั่วประเทศ เตือนห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา พบดำเนินคดีทันที

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดกระแสข่าวที่อาจสร้างความกังวลต่อประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาสินค้า กรมการค้าภายในได้สั่งการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ทันที โดยแบ่งชุดตรวจสอบออกเป็น 4 สาย นำโดยอธิบดีและรองอธิบดีกรมการค้าภายใน ลงตรวจสอบจุดจำหน่ายสินค้าจริงทั้งสถานีบริการน้ำมัน ห้างค้าส่งค้าปลีก โมเดิร์นเทรด ร้านค้า รวมถึงตลาดกลางค้าส่งสำคัญ เพื่อประเมินสถานการณ์ข้อเท็จจริงโดยตรง

สำหรับการลงพื้นที่ในวันนี้ อธิบดีกรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ ณ ตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ โดยจากการตรวจสอบพบว่า การจำหน่ายสินค้าเป็นไปตามปกติ ปริมาณสินค้าเพียงพอ และราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับปกติ อาจมีการปรับขึ้นลงบ้างตามกลไกอุปสงค์–อุปทาน แต่ยังไม่พบผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศแต่อย่างใด 

ด้านตลาดสี่มุมเมืองให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีสินค้านำเข้าสู่ตลาดเฉลี่ยวันละประมาณ 8,000 ตัน โดยปริมาณสินค้าและระดับราคายังคงทรงตัว ไม่พบการปรับขึ้นราคาอย่างมีนัยสำคัญ และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงจะรายงานให้กรมการค้าภายในทราบทันทีเพื่อพิจารณามาตรการดูแล

ขณะเดียวกันด้านรองอธิบดีกรมการค้าภายในที่มีการลงพื้นที่ตรวจสถานีบริการน้ำมัน 3 แห่งในเขตพื้นที่กรุงเทพและนนทบุรี ผลตรวจมีการเข้าใช้บริการอย่างคึกคัก และทางสถานีบริการน้ำมันก็ยืนยันว่าปริมาณน้ำมันยังคงมีเพียงพอและจะตรึงราคาตามนโยบายของรัฐบาลโดยจะไม่มีการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด ในส่วนของการจำหน่ายเป็นแกลลอนจะมีการพิจารณาตามความเหมาะสมสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นใช้ในภาคการเกษตรหรืออุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ 

ด้านห้างโมเดิร์นเทรดซึ่งเป็นห้างค้าส่งค้าปลีก อาทิ แม็คโคร ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต โลตัส และบิ๊กซี โดยทีมท่านรองอธิบดีได้รายงานผลการตรวจสอบพบว่าสถานการณ์ราคายังเป็นปกติ ปริมาณการจำหน่ายสินค้ายังมีสินค้าครบถ้วนและยังมีสต๊อกสินค้าในปริมาณที่สมควร โดยยืนยันว่าปัจจุบันสินค้ายังมีเพียงพอ เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ผลิตหลักในสินค้า ที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภค

ในส่วนของร้านค้ารายย่อย กรมการค้าภายในได้ส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าปลีกและร้านค้าขนาดเล็กเพิ่มเติม ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเฝ้าระวังการจำหน่ายสินค้าอย่างใกล้ชิด และป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในช่วงที่ประชาชนมีความกังวล

นายวิทยากร ยังกล่าวต่ออีกว่า “กรมการค้าภายในยังได้ติดตามสถานการณ์เชิงโครงสร้าง โดยจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบด้านต้นทุนสินค้าอย่างรอบด้าน อาทิ ผลกระทบจากราคาน้ำมันต่อราคาสินค้าแต่ละประเภท รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีและปุ๋ย เพื่อให้การกำกับดูแลราคาเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุนจริง

โดยในระยะต่อไป กรมการค้าภายในจะหารือร่วมกับผู้ประกอบการค้าปลีก เพื่อวางแผนบริหารจัดการทั้งด้านปริมาณและระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ส่วนสินค้าที่ต้องนำเข้า จะมีการตรวจสอบต้นทุนและสต็อกคงเหลืออย่างใกล้ชิด พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าที่นำเข้าก่อนต้นทุนเปลี่ยนแปลง

อธิบดีกรมการค้าภายในย้ำว่า ปัจจุบันยังไม่มีปัจจัยด้านต้นทุนที่ทำให้ต้องปรับขึ้นราคาสินค้า จึงขอเตือนผู้ประกอบการห้ามปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากตรวจพบการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสินค้ายังมีเพียงพอและการจำหน่ายเป็นไปตามปกติ พร้อมขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐหรือสื่อหลัก เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ และหากพบการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

รมว.อว.เตรียมแผนช่วยเหลือฉุกเฉิน นักศึกษา-บุคลากร ในอิหร่านและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

รมว.อว.เตรียมแผนช่วยเหลือฉุกเฉิน นักศึกษา-บุคลากร ในอิหร่านและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

4 มี.ค. 2569 17:21 น.

รมว.อว.เตรียมแผนช่วยเหลือฉุกเฉิน นักศึกษา-บุคลากร ในอิหร่านและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์สู้รบในประเทศอิหร่านและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักศึกษาและบุคลากรสถาบันอุดมศึกษาไทยที่กำลังศึกษา ฝึกงาน ทำวิจัย หรือฝึกอบรมอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงประเทศใกล้เคียงในภูมิภาคตะวันออกกลาง กระทรวง อว. ได้สั่งการให้ทุกสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานในสังกัดและกำกับ เร่งตรวจสอบข้อมูลและรายงานจำนวนนักศึกษาและบุคลากรที่พำนักอยู่ในพื้นที่เสี่ยงโดยด่วน

รมว.อว. กล่าวว่า จากข้อมูลล่าสุดที่ได้รับการประสานจากกระทรวงการต่างประเทศ (กองตะวันออกกลาง) พบว่าปัจจุบันมีนักศึกษาไทยพำนักอยู่ในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนี้ อิหร่าน 180 คน อิสราเอล 56 คน จอร์แดน 360 คน อียิปต์ 3,400 คน ซาอุดีอาระเบีย 425 คน เยเมน 120 คน และอิรัก 10 คน

ทั้งนี้ กระทรวง อว. ได้กำชับให้สถาบันอุดมศึกษาประสานงานกับนักศึกษาและบุคลากรในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตไทยในแต่ละประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านมาตรการดูแลความปลอดภัย และแผนรองรับกรณีจำเป็นต้องอพยพหรือเดินทางกลับประเทศไทย

“ขณะนี้กระทรวง อว.อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลที่เป็นปัจจุบันจากทุกสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงหรือขยายวงกว้างไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค กระทรวง อว. พร้อมดำเนินการตามแผนฉุกเฉินทันที โดยยึดความปลอดภัยของนักศึกษาและบุคลากรเป็นสำคัญ” นายสุรศักดิ์ กล่าว

“ทูตอิหร่าน” แถลงประณามการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล ประกาศปกป้องตัวเอง จนกว่าสงครามจะยุติ

"ทูตอิหร่าน" แถลงประณามการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล ประกาศปกป้องตัวเอง จนกว่าสงครามจะยุติ

4 มี.ค. 2569 17:13 น.

“ทูตอิหร่าน” แถลงประณามการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล ประกาศปกป้องตัวเอง จนกว่าสงครามจะยุติ

“ทูตอิหร่าน” ประณามการโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล มุ่งสังหารผู้นำและพลเรือน ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ประกาศปกป้องตัวเอง ในสภาวะสงครามเต็มรูปแบบ จนกว่าสงครามจะยุติ

วันที่ 4 มี.ค.69 ดร.นัสเชเรดดิน ไสดารี (H.E.Dr.Nassereddin HEIDARI) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านประจำราชอาณาจักรไทย แถลงข่าวเพื่อชี้แจงรายละเอียด และจุดยืนต่อเหตุการณ์ในตะวันออกกลางต่อสื่อมวลชนในไทย

โดยระบุว่า เหตุการณ์วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ในระหว่างเหตุการณ์การรุกรานระลอกใหม่ที่ไม่มีการยั่วยุและไม่มีความชอบธรรม ซึ่งกระทำต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน เป็นการละเมิดกฎหมายสากล การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดมาตรา 2(4) ของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างรุนแรงและชัดเจน

เป้าหมายของการโจมตี โดยสหรัฐอเมริกาและระบอบอิสราเอลได้จงใจมุ่งเป้าโจมตีไปที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของรัฐสมาชิกสหประชาชาติที่มีอธิปไตย ซึ่งก็คือผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน อายะตุลลอฮ์ เซเยด อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Seyed Ali Khamene’i)

นอกจากนี้ รายงานการโจมตีเป้าหมายพลเรือนถือเป็นอาชญากรรมสงคราม โดยภาพรวมสถานการณ์นับตั้งแต่เริ่มการรุกรานระลอกใหม่โดยสหรัฐฯ และระบอบอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 การโจมตีทางทหารได้มุ่งเป้าไปที่วัตถุพลเรือน สถานที่ที่ถูกโจมตีมีทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล อุปกรณ์และบุคลากรบรรเทาทุกข์ ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิต (Martyrdom) ของพลเรือนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก รวมถึงผู้หญิงและเด็ก และยังมีผู้บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก 

อิหร่านระบุว่านี่คือหลักฐานที่ชัดเจนของ “อาชญากรรมสงคราม” และ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” ซึ่งสหประชาชาติต้องเร่งดำเนินการเพื่อยุติเหตุการณ์และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ เป็นการเรียกร้องต่อ UN

สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น ประกอบด้วยโศกนาฏกรรมที่เมืองมีนับ (Minab) ในวันแรกของการรุกราน มีการทำลายโรงเรียนประถมศึกษาในเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่ามีนับในจังหวัดฮอร์โมซกาน ส่งผลให้นักเรียนหญิงผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตถึง 165 คน โดยมีการกู้ร่างขึ้นมาจากซากปรักหักพังหลังใช้ความพยายามบรรเทาทุกข์หลายชั่วโมง การโจมตีเมืองอื่น ๆ ในวันเดียวกันมีการโจมตีที่ส่งผลให้เหล่านักเรียนเสียชีวิตในเมืองอื่น ๆ เช่น ทางตะวันออกของเตหะราน และเมืองเอบแย็ก (Abyek) ในจังหวัดกัซวีน การโจมตีหน่วยงานสากล วันที่ 1 มีนาคม 2026 มีการโจมตีมุ่งเป้าไปที่อาคารของสภาเสี้ยววงเดือนแดง (Red Crescent) และโรงพยาบาลในเตหะราน อาห์วาซ และเมืองอื่น ๆ รวมถึงอาคารที่พักอาศัย วันที่ 2 และ 3 มีนาคม 2026 มีการยิงขีปนาวุธใส่ย่านที่พักอาศัยที่มีประชากรหนาแน่นในจังหวัดเคอร์ดิสถาน (Kurdistan Province) ทางตะวันตกของอิหร่าน

อิหร่านระบุรายชื่ออาชญากรรมสงครามที่ยืดเยื้อของสหรัฐฯ และระบอบอิสราเอลต่อชนชาติอิหร่าน ถือเป็นการละเมิดหลักการกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) ที่จัดตั้งขึ้นมาอย่างร้ายแรง และเป็นการท้าทายต่อหลักสิทธิขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตของพลเรือนที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย “การกระทำเหล่านี้ถือเป็นการละเมิดหลักการกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และเป็นการเพิกเฉยต่อการพิจารณาด้านมนุษยธรรมขั้นพื้นฐานที่สุด โดยเฉพาะการเคารพต่อสิทธิในชีวิตของพลเรือน”

เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยระบุว่า อิหร่านเข้าร่วมกระบวนการทางการทูตด้วยความสุจริตใจและจริงจัง ทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม เป็นการแสดงความตั้งใจจริงในการป้องกันสงคราม อย่างไรก็ตาม สงครามรุกรานต่ออิหร่านก็ได้เกิดขึ้นแล้ว และการกระทำที่น่ารังเกียจที่สุดคือปฏิบัติการเพื่อลอบสังหารผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ส่งผลให้ในปัจจุบันอิหร่านอยู่ใน “สภาวะสงครามเต็มรูปแบบ” (State of all-out war) และเผชิญกับภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของชาติ ในฐานะรัฐที่เป็นเหยื่อของการรุกราน อิหร่านจึงมีสิทธิทุกประการที่จะป้องกันตนเองด้วยพละกำลัง ความเด็ดเดี่ยว และความมุ่งมั่น จนกว่าสงครามรุกรานนี้จะยุติลง

เอกอัครราชทูตอิหร่านกล่าวย้ำถึงสิทธิโดยชอบธรรมของอิหร่านในการประกาศสภาวะสงครามเต็มรูปแบบในขณะนี้ ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ได้ลดธงครึ่งเสาและภาพอดีตผู้นำสูงสุด คาเมเนอี เพื่อไว้อาลัย

รัฐบาลอังกฤษระงับออกวีซ่านักเรียน 4 ประเทศ หลังยื่นขอลี้ภัยพุ่งสูงผิดปกติ

รัฐบาลอังกฤษระงับออกวีซ่านักเรียน 4 ประเทศ หลังยื่นขอลี้ภัยพุ่งสูงผิดปกติ

4 มี.ค. 2569 16:52 น.

รัฐบาลอังกฤษระงับออกวีซ่านักเรียน 4 ประเทศ หลังยื่นขอลี้ภัยพุ่งสูงผิดปกติ

รัฐบาลอังกฤษสั่งระงับด่วนการออกวีซ่านักเรียนจาก 4 ประเทศ ได้เเก่ อัฟกานิสถาน แคเมอรูน เมียนมา ซูดาน หลังพบการละเมิดเงื่อนไขการขอวีซ่าที่เพิ่มสูงขึ้น

ซาบานา มาห์มูด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักร แถลงว่ามีเหตุจำเป็นในการสั่งระงับการออกวีซ่านักเรียนจาก 4 ประเทศ ได้เเก่ อัฟกานิสถาน แคเมอรูน เมียนมา และซูดาน เพราะมีรายงานว่ามีการละเมิดเงื่อนไขของวีซ่าอย่างแพร่หลายผ่านนักเรียนจากทั้ง 4 ประเทศ

โดยนักเรียนจาก 4 ประเทศนี้มีพฤติกรรมที่คล้ายกันในการละเมิดเงื่อนไขวีซ่าคือ เมื่อไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเเล้ว นักเรียนส่วนใหญ่มักจะยื่นขอเป็นผู้ลี้ภัยในประเทศอังกฤษ ซึ่งในช่วงปี 2021-2025 มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า 

โดยสัดส่วนการขอเป็นผู้ลี้ภัยของนักเรียนจาก 4 ประเทศนี้เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ เเละในปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนกว่า 16,000 คน จาก 4 ประเทศนี้อยู่ภายใต้การช่วยเหลือและดูแลของรัฐบาลอังกฤษ

รัฐบาลอังกฤษได้เปิดเผยข้อมูลว่าที่ผ่านมา นักเรียนกว่า 95% จากอัฟกานิสถานยื่นขอเป็นผู้ลี้ภัย ในส่วนของเมียนมามีนักเรียนยื่นขอเป็นผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้น 16 เท่าจากที่ผ่านมา ส่วนแคเมอรูนและซูดานเพิ่มขึ้นรวมกัน 330%  

เหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่ระบบผู้ลี้ภัยที่ไม่ยั่งยืนของสหราชอาณาจักร รัฐบาลจึงตัดสินใจใช้มาตรการเด็ดขาดโดยระงับการออกวีซ่าไปก่อน หวังลดจำนวนผู้อพยพที่เพิ่มขึ้นตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2026 รัฐบาลได้แถลงเพิ่มเติมว่า ระยะเวลาในการคุ้มครองผู้ลี้ภัยจะลดลงเหลือ 30 เดือน และทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติเมื่อรัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เเล้ว.

คลิกอ่าน ข่าวต่างประเทศ

ที่มา : BBC

ราคาน้ำมัน-ปุ๋ย-ไฟฟ้า จ่อขึ้นผลกระทบสงคราม คาดไทยสะเทือนหนัก 1 เดือน

ราคาน้ำมัน-ปุ๋ย-ไฟฟ้า จ่อขึ้นผลกระทบสงคราม คาดไทยสะเทือนหนัก 1 เดือน

4 มี.ค. 2569 16:45 น.

ราคาน้ำมัน-ปุ๋ย-ไฟฟ้า จ่อขึ้นผลกระทบสงคราม คาดไทยสะเทือนหนัก 1 เดือน

ราคาน้ำมัน-ปุ๋ย-ไฟฟ้า จ่อขึ้นผลกระทบสงคราม คาดไทยสะเทือนถ้าการรบยืดเยื้อเกิน 1 เดือน “นักวิชาการ” ประเมินต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น 5 – 10 บาท สินค้าเกษตรแพงขึ้น 10-15% เงินเฟ้อไทยพุ่ง เตือนถือเงินสดปลอดภัยสุด

สงครามโจมตีอิหร่าน ส่อส่งผลกระทบทั่วตะวันออกกลาง โดยเฉพาะราคาน้ำมันโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้น้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย ไม่สามารถออกมาสู่ตลาดโลกได้

คาดกระทบไทย หากสงครามยืดเยื้อไปถึง 1 เดือน ซึ่งตอนนี้มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย ที่ตลาดหุ้นร่วงรับความหวั่นวิตกด้านสงคราม จากการโจมตีของอิสราเอล และสหรัฐอเมริกา

สินค้าไทยจ่อปรับราคาสูงขึ้น ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ วิเคราะห์ว่า การโจมตีอิหร่าน และมีการตอบโต้โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และโจมตีฐานทัพของอเมริกาหลายแห่งในตะวันออกกลาง มีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อ ส่งผลสินค้าอุปโภค บริโภคของไทย ดังนี้

ราคาน้ำมัน  

มีแนวโน้มสูงขึ้นชัดเจน ส่งผลกระทบต่อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะทำให้มีราคาต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น เช่น ถ้าน้ำมันราคาสูงขึ้นถึง 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาต้นทุนสินค้าจะเพิ่มขึ้น 5 – 10 บาท ทำให้เงินเฟ้อของไทยพุ่งขึ้น 1-2% ส่งผลให้สินค้าที่จำหน่ายในไทยราคาขายเพิ่มขึ้นเกือบทุกตัว โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นเครื่องอุปโภค ที่ต้นทุนในการขนส่งและผลิตเพิ่มสูงขึ้น

ราคาปุ๋ย 

ที่เพิ่มสูงขึ้นจะมีผลต่อสินค้าเกษตร เพราะราคาปุ๋ยยังเป็นต้นทุนสินค้าเกษตรของไทยประมาณ30 – 40 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นสงครามตะวันออกกลางจะส่งผลต่อต้นทุนสินค้าเกษตรของไทย และทำให้ราคาข้าวสารแพงขึ้น ต้นทุนผลิตยางพารา ปาล์มน้ำมันสูงขึ้น ทำให้สินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้นประมาณ 10-15เปอร์เซ็นต์

ราคาค่าไฟฟ้า

ตอนนี้ก๊าซที่ผลิตไฟฟ้า ในตลาดอเมริกาเพิ่มขึ้นแล้ว 15 – 20 เปอร์เซ็นต์ มีแนวโน้มจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 1 – 1.50 บาท/หน่วย ซึ่งปัจจุบันคนไทยจ่ายค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3 บาท ไปจนถึง 4 บาทกว่าต่อหน่วย ถ้าต้นทุนผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ก็มีโอกาสที่คนไทยต้องจ่ายค่าไฟฟ้า 4 – 5 บาท/หน่วย

คาดว่าถ้าสงครามอิหร่านยืดเยื้อไปถึง 1 เดือน สินค้าในไทยที่จะปรับตัวสูงขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ราคาค่าไฟฟ้า และสินค้าเกษตร

การแก้ปัญหาของรัฐบาลไทย จะต้องตรึงราคาน้ำมัน ปุ๋ย และค่าไฟฟ้า หากสงครามในอิหร่านยืดเยื้อเกิน1 เดือน เช่นการชดเชยด้วยกองทุนน้ำมัน ขณะเดียวกันต้องไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสในการขึ้นราคา

ส่วนประชาชนคนไทย ต้องประหยัด โดยเฉพาะอะไรที่สิ้นเปลือง ก็ควรจะไม่ตัดสินใจซื้อในช่วงนี้ พยายามถือเงินสดให้มากที่สุด เพื่อจะต้องเก็บไว้ใช้สอยในอนาคต หากสงครามทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

ชาวเน็ตอเมริกันพร้อมอดีตผู้เขียนบท South Park เรียกร้องให้ปธน.สหรัฐฯส่งลูกชายร่วมสู้ในตะวันออกกลาง

ชาวเน็ตอเมริกันพร้อมอดีตผู้เขียนบท South Park เรียกร้องให้ปธน.สหรัฐฯส่งลูกชายร่วมสู้ในตะวันออกกลาง

4 มี.ค. 2569 16:44 น.

ชาวเน็ตอเมริกันพร้อมอดีตผู้เขียนบท South Park เรียกร้องให้ปธน.สหรัฐฯส่งลูกชายร่วมสู้ในตะวันออกกลาง

ชาวเน็ตอเมริกันรวมไปถึงอดีตผู้เขียนบทการ์ตูนเรื่อง South Park ร่วมกันพลักดันกระแสเรียกร้องให้ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ส่ง “บาร์รอน ทรัมป์” บุตรชาย ไปร่วมสู้รบในแนวหน้าในตะวันออกกลาง หลังมีทหารอเมริกันเสียชีวิตในการทำสงครามกับอิหร่าน

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงจนก้าวเข้าสู่สภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ภายใต้ปฏิบัติการ “Operation Epic Fury” ของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีการสูญเสียชีวิตของทหารอเมริกันกลุ่มแรกในสมรภูมิ จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึงความยุติธรรมในการส่งลูกหลานชนชั้นกลางไปสละชีพในสงครามที่เหล่าผู้นำก่อขึ้น จนเกิดกระแสเรียกร้องให้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่ง นายบาร์รอน ทรัมป์ บุตรชายคนเล็กของตนเองเข้าร่วมกองทัพเพื่อรับใช้ชาติและร่วมสู้ในสมรภูมิในตะวันออกกลาง

กระแสความไม่พอใจในครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการเปิดเผยชื่อทหารสหรัฐฯ 4 นายที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่าน ซึ่งประจำการอยู่ในประเทศคูเวต โดย นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้แถลงต่อชาวอเมริกันโดยยืนยันว่าทหารกลุ่มนี้เสียชีวิตจากการถูกโจมตีโดยกองกำลังอิหร่าน

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงเหตุการณ์นี้โดยระบุว่าอาจจะมีการสูญเสียเกิดขึ้นอีก ทำให้เกิดการวิพากวิจารณ์อย่างหนักจากสังคมออนไลน์ จนแฮชแท็ก #SendBarron ซึ่งเป็นแฮชแท็กที่ตั้งขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ นาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความรับผิดชอบด้วยการส่ง นายบาร์รอน ทรัมป์บุตรชายวัย 19 ปีของตนเองไปยังแนวหน้าของการสู้รบ ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งบนแพลตฟอร์ม X 

ขณะที่ สว.คริส เมอร์ฟี สมาชิกคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวุฒิสภา จากพรรคเดโมแครต ได้ตอกย้ำกระแสการเรียกร้องดังกล่าวผ่านรายการ “Face the Nation” ทางสถานีโทรทัศน์ CBS โดยระบุว่า สงครามครั้งนี้มีแนวโน้มจะกลายเป็นหลุมพรางหรือ “สภาวะตกหล่ม” (Quagmire) ที่จะคร่าชีวิตทหารอเมริกันจำนวนมหาศาล โดยนายเมอร์ฟีกล่าวว่า ผู้ที่จะต้องเสียชีวิตในสงครามครั้งนี้ไม่ใช่ลูกหลานมหาเศรษฐีของโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เป็นลูกหลานของครอบครัวชนชั้นกลางและคนยากจนทั่วประเทศที่ต้องกลายเป็นเบี้ยในกระดานการเมืองของผู้นำ

ด้าน นายโทบี มอร์ตัน อดีตผู้เขียนบทซีรีส์แอนิเมชันล้อเลียนการเมืองชื่อดัง “South Park” ก็ได้ทำการเปิดตัวเว็บไซต์ DraftBarronTrump.com เพื่อสนับสนุนกระแสการเรียกร้องให้ลูกชายคนเล็กของโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับการเกณฑ์ทหารเช่นกัน

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องสุขภาพของ นายบาร์รอน ทรัมป์ ได้กลายเป็นที่สนใจ เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตว่าเขาอาจได้รับการยกเว้นการเกณฑ์ทหารด้วยข้อจำกัดทางการแพทย์ เพราะเขามีส่วนสูงถึง 6 ฟุต 9 นิ้ว (ประมาณ 206 เซนติเมตร) ซึ่งเป็นส่วนสูงที่เกินกำหนดมาตรฐานของกองทัพสหรัฐฯ ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ที่มีการจำกัดส่วนสูงไว้ที่ 6 ฟุต 8 นิ้ว ขณะที่หน่วยนาวิกโยธินจำกัดไว้ที่ 6 ฟุต 6 นิ้ว เนื่องจากพื้นที่ภายในพาหนะทางยุทธวิธี เช่น รถถัง ห้องนักบิน หรือเรือดำน้ำ นั้นมีพื้นที่จำกัด

ทั้งนี้ หากนายบาร์รอนได้รับการยกเว้นการเกณฑ์ทหารจริง เขาจะไม่ใช่คนแรกของตระกูลทรัมป์ที่รอดพ้นจากการเป็นทหาร เนื่องจากในอดีต นายโดนัลด์ ทรัมป์ เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “โรคกระดูกงอกที่ส้นเท้า”  ซึ่งช่วยให้เขารอดพ้นจากการเกณฑ์ทหารในยุคสงครามเวียดนาม

มีรายงานว่า นพ.แลร์รี บรอนสไตน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเท้าในย่านควีนส์ ผู้เสียชีวิตไปเมื่อปี 2007 ได้ออกใบรับรองแพทย์ให้เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณแก่ เฟรด ทรัมป์ บิดาของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นเจ้าของอาคารที่ นพ.บรอนสไตน์ เช่าเป็นสำนักงาน

โดยบุตรสาวของ นพ. บรอนสไตน์ เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องเล่าที่รู้กันภายในครอบครัวว่าบิดาของเธอให้ความช่วยเหลือแก่ตระกูลทรัมป์เพื่อแลกกับการเข้าถึงผู้มีอิทธิพลอย่างเฟรด ทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้าที่จะได้รับการยกเว้นการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางการแพทย์นี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ เคยขอผ่อนผันการเกณฑ์ทหารมาแล้วถึง 4 ครั้งเพื่อศึกษาต่อ 

ทั้งนี้ทรัมป์ยืนยันว่าเขาไม่เคยเข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการกระดูกงอกดังกล่าว แต่อาศัยการทำกายภาพและใช้อุปกรณ์เสริมในรองเท้าแทน.

ที่มา Mirror UKThe Mercury News

อ่านข่าว สงครามตะวันออกกลาง

“ไม่เอาสงคราม” นายกฯ สเปนตอกกลับ “ทรัมป์” ลั่นไม่ยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดทำลายกฎหมายระหว่างประเทศ

"ไม่เอาสงคราม" นายกฯ สเปนตอกกลับ "ทรัมป์" ลั่นไม่ยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดทำลายกฎหมายระหว่างประเทศ

4 มี.ค. 2569 16:30 น.

“ไม่เอาสงคราม” นายกฯ สเปนตอกกลับ “ทรัมป์” ลั่นไม่ยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดทำลายกฎหมายระหว่างประเทศ

นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน แถลงการณ์สวนกลับคำขู่คว่ำบาตรของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ย้ำจุดยืน “ไม่เอาสงคราม” ชี้โลกไม่ควรแก้ปัญหาด้วยระเบิด พร้อมเตือนบทเรียนจากสงครามอิรักที่สร้างความหายนะให้คนนับล้าน ยันสเปนจะไม่ยอมก้มหัวให้คำขู่เพื่อแลกกับค่านิยมของประเทศ

นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ แห่งสเปน ได้ใช้เวลา 10 นาทีในการแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ เพื่อตอบโต้กรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะประกาศคว่ำบาตรทางการค้าต่อสเปนแบบเบ็ดเสร็จ โดยซานเชซระบุว่าจุดยืนของรัฐบาลสเปนสามารถสรุปสั้นๆ ได้เพียง 4 คำคือ “ไม่เอาสงคราม” 

“นี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ คุณไม่สามารถเล่นเกมรัสเซียนรูเล็ตต์กับชะตากรรมของคนนับล้านได้” ซานเชซกล่าว พร้อมย้ำว่าการตัดสินใจไม่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศมอโรนและฐานทัพเรือโรตาทางตอนใต้ของสเปนเพื่อโจมตีอิหร่านนั้น เป็นการตัดสินใจที่ยึดตามหลักจริยธรรมและผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าการยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในสิ่งที่ผิดเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกล้างแค้นทางการค้าจากใครบางคน

นายกรัฐมนตรีสเปนยังได้หยิบยกบทเรียนจากสงครามอิรักเมื่อปี 2003 ซึ่งเขามองว่าล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายและทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนเลวร้ายลง โดยเตือนว่าการโจมตีอิหร่านในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อคนนับล้านเช่นเดียวกัน

ซานเชซกล่าวเสริมว่า “มันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ หากประธานาธิบดีบางคนจะใช้ ‘หมอกควันแห่งสงคราม’ มาปกปิดความล้มเหลวของตนเอง” พร้อมระบุว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าสเปนเข้าข้างฝ่ายอยาตอลเลาะห์แห่งอิหร่านหรือไม่ เพราะไม่มีใครเข้าข้างอยู่แล้ว แต่คำถามสำคัญคือ “เราจะเลือกยืนอยู่ข้างสันติภาพและกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่”

ความสัมพันธ์ระหว่างสองพันธมิตรนาโต้ ตึงเครียดถึงขีดสุดหลังจากที่นายซานเชซออกมาประณามการทิ้งระเบิดใส่อิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบและผิดกฎหมาย ขณะที่ทรัมป์ได้กล่าวหาระหว่างการพบปะกับนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ แห่งเยอรมนีว่า “สเปนเป็นพันธมิตรที่แย่มาก” เนื่องจากไม่ยอมเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้ถึง 5% ของจีดีพี

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเยอรมนีได้ช่วยยืนยันต่อหน้าทรัมป์ว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถทำข้อตกลงแยกส่วนกับเยอรมนีหรือยุโรปโดยตัดสเปนออกไปได้ เนื่องจากสเปนคือส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป

ในตอนท้ายของการแถลงการณ์ นายกรัฐมนตรีซานเชซยืนยันว่ารัฐบาลสเปนกำลังศึกษามาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการคว่ำบาตร และย้ำว่าสเปนจะยึดมั่นในบรรทัดฐานเดียวกับที่ใช้ในกรณีของยูเครนและฉนวนกาซา คือการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด.

ที่มา BBC / Reuters

ศาลเกาหลีใต้จำคุก “หมอ-แม่” คดีฆาตกรรมทารก 36 สัปดาห์ หลังทำแท้งไม่สำเร็จแต่นำไปแช่แข็งจนตาย

ศาลเกาหลีใต้จำคุก "หมอ-แม่" คดีฆาตกรรมทารก 36 สัปดาห์ หลังทำแท้งไม่สำเร็จแต่นำไปแช่แข็งจนตาย

4 มี.ค. 2569 16:09 น.

ศาลเกาหลีใต้จำคุก “หมอ-แม่” คดีฆาตกรรมทารก 36 สัปดาห์ หลังทำแท้งไม่สำเร็จแต่นำไปแช่แข็งจนตาย

เกิดคดีสะเทือนสังคมเกาหลีใต้ หลังศาลตัดสินความผิดหญิงสาวและแพทย์ 2 รายในข้อหาฆาตกรรม หลังร่วมกันทำแท้งทารกอายุครรภ์ 36 สัปดาห์ แต่ทารกกลับรอดชีวิตจึงนำไปแช่แข็งจนเสียชีวิต คดีนี้กลายเป็นจุดชนวนวิพากษ์วิจารณ์ช่องโหว่ทางกฎหมายการทำแท้งในประเทศ

ศาลเกาหลีใต้มีคำพิพากษาตัดสินลงโทษหญิงสาวนามสมมติ “กวอน” (Kwon) วัย 20 ปีเศษ พร้อมด้วยศัลยแพทย์และผู้อำนวยการโรงพยาบาล ในข้อหาร่วมกันฆาตกรรมทารกที่เพิ่งลืมตาดูโลก โดยคดีนี้เริ่มเป็นที่สนใจของสาธารณชนในปี 2024 หลังจากควอนโพสต์วิดีโอลงยูทูบ เล่าประสบการณ์การทำแท้งเมื่ออายุครรภ์ได้ 36 สัปดาห์ จนนำไปสู่การตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุขและการดำเนินคดีอาญาในที่สุด

อัยการระบุว่า ในระหว่างการผ่าคลอดเพื่อทำแท้ง ทารกได้ลืมตาดูโลกและยังมีชีวิตอยู่ แต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลและศัลยแพทย์กลับนำทารกไปใส่ในตู้แช่แข็งจนเสียชีวิต จากนั้นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลได้ปลอมแปลงเวชระเบียนว่าเป็นการ “คลอดออกมาแล้วเสียชีวิต” เพื่อปกปิดความผิด

ผู้พิพากษาได้อ่านคำพิพากษาลงโทษผู้อำนวยการโรงพยาบาล วัย 81 ปี ระบุชื่อ “ยุน” จำคุก 6 ปี ส่วนศัลยแพทย์ผู้ลงมือ วัย 62 ปี  ระบุชื่อ “ชิม” จำคุก 4 ปี ขณะที่นางสาวควอน แม่ของทารก จำคุก 3 ปี แต่ให้รอลงอาญา

ศาลระบุว่า แม้ควอนจะอ้างว่าไม่ทราบถึงวิธีการสังหารเด็ก แต่หลักฐานชี้ชัดว่าเธอรับทราบจากแพทย์แล้วว่าทารกแข็งแรงดี และได้รับยินเสียงหัวใจจากการอัลตราซาวด์ รวมถึงรู้ดีว่าการผ่าคลอดในอายุครรภ์เท่านี้ทารกจะต้องรอดชีวิต อย่างไรก็ตาม ศาลได้ใช้ความเมตตาในการรอลงอาญาเนื่องจากพิจารณาถึงสภาวะที่ขาดการสนับสนุนจากสังคมและช่องโหว่ทางกฎหมาย

การสอบสวนยังพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า โรงพยาบาลแห่งนี้ได้รับเงินรวมกว่า 1,400 ล้านวอน (ประมาณ 30 ล้านบาท) จากการรับทำแท้งให้คนไข้มากกว่า 500 ราย โดยใช้ระบบ “นายหน้า” ในการส่งตัวลูกค้าเช่นเดียวกับกรณีของควอน

ทางด้านควอนให้การต่อศาลว่า เธอเพิ่งรู้ตัวว่าตั้งครรภ์เมื่ออายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ 7 และตัดสินใจทำแท้งเพราะไม่มีรายได้ที่มั่นคง รวมถึงเกรงว่าลูกจะเกิดมามีความผิดปกติเนื่องจากเธอทั้งดื่มสุราและสูบบุหรี่จัดตลอดช่วงที่ตั้งครรภ์

คดีนี้สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ในเกาหลีใต้ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยกเลิกกฎหมายห้ามทำแท้งในปี 2019 โดยมีผลตั้งแต่ปี 2021 แต่รัฐสภายังไม่สามารถตกลงข้อกฎหมายใหม่เพื่อมาควบคุมการทำแท้งได้เนื่องจากความเห็นที่ขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองและกลุ่มศาสนา

ภาวะ “สุญญากาศทางกฎหมาย” นี้ ทำให้ปัจจุบันไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าการทำแท้งสามารถทำได้ถึงอายุครรภ์กี่สัปดาห์ ส่งผลให้เกิดกรณีการทำแท้งระยะสุดท้ายที่รุนแรงจนกลายเป็นการฆาตกรรมดังเช่นในกรณีนี้.

ที่มา BBC / The Korea Herald 

สหรัฐฯ เผยชื่อทหารชุดแรกเสียชีวิตในสงครามอิหร่าน ยอดดับเพิ่มเป็น 6 นาย

สหรัฐฯ เผยชื่อทหารชุดแรกเสียชีวิตในสงครามอิหร่าน ยอดดับเพิ่มเป็น 6 นาย

4 มี.ค. 2569 15:38 น.

สหรัฐฯ เผยชื่อทหารชุดแรกเสียชีวิตในสงครามอิหร่าน ยอดดับเพิ่มเป็น 6 นาย

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้เปิดเผยรายชื่อทหาร 4 นายแรกที่เสียชีวิตจากการสู้รบกับอิหร่าน หลังพบทหาร 6 นายเสียชีวิต จากเหตุโดรนอิหร่านสามารถฝ่าระบบป้องกันภัยทางอากาศเข้าโจมตีศูนย์ปฏิบัติการทางยุทธวิธีของสหรัฐฯ บริเวณท่าเรือชูไอบา ประเทศคูเวต เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เดิมทีมีการรายงานผู้เสียชีวิตเพียง 3 นาย แต่ในวันจันทร์ที่ผ่านมา (2 มี.ค.) เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ายอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หลังจากมีทหารทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตเพิ่ม 1 นาย และเจ้าหน้าที่กู้ร่างขึ้นมาได้จากซากปรักหักพังอีก 2 นาย นับเป็นกลุ่มทหารอเมริกันกลุ่มเดียวที่มีการยืนยันการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่เริ่มทำสงครามกับอิหร่าน

กองทัพได้เปิดเผยรายชื่อกำลังพลสำรอง 4 ใน 6 นาย ประกอบด้วย:

  • ร้อยเอก โคดี้ คอร์ก วัย 35 ปี จากรัฐฟลอริดา ผู้มีประสบการณ์ประจำการในซาอุดีอาระเบีย กวนตานาโม และโปแลนด์
  • จ่าสิบเอก โนอาห์ ทิตเจนส์ วัย 42 ปี จากรัฐเนแบรสกา ผู้เคยมาประจำการในคูเวตมาแล้วถึง 2 ครั้ง
  • จ่าสิบเอก นิโคล อามอร์ วัย 39 ปี จากรัฐมินนิโซตา ผู้เคยผ่านภารกิจในคูเวตและอิรัก
  • จ่าสิบเอก เดแคลน โคดี้ วัย 20 ปี จากรัฐไอโอวา ซึ่งได้รับการปูนบำเหน็จเลื่อนยศหลังเสียชีวิต โดยเขาเพิ่งเข้าประจำการได้เพียง 3 ปีเท่านั้น

นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่าอาวุธที่อิหร่านใช้มีอานุภาพทำลายล้างสูงและโจมตีใส่ศูนย์ปฏิบัติการที่มีการเสริมความแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากกองทัพเปิดเผยกับสื่อพันธมิตรของบีบีซีว่า ทหารกลุ่มนี้ทำงานอยู่ในออฟฟิศชั่วคราวที่เป็นตู้คอนเทนเนอร์ แม้จะมีการล้อมด้วยกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 12 ฟุต แต่ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าฐานทัพดังกล่าวมีการป้องกันที่เพียงพอต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้หรือไม่

อิหร่านได้ตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซียที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในบาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และกาตาร์ ซึ่งปัจจุบันมีทหารอเมริกันประจำการอยู่ในคูเวตมากกว่า 13,000 นาย

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังยืนยันเหตุการณ์เครื่องบินขับไล่ 3 ลำตกร่วงลงสู่พื้นดินในคูเวตเมื่อวันจันทร์ โดยระบุว่าเป็นอุบัติเหตุจาก “การยิงกันเอง”  ซึ่งนักบินทั้งหมดสามารถดีดตัวออกมาได้ทันและรอดชีวิต แม้สื่อทางการอิหร่านจะอ้างว่ากองทัพอิหร่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยิงเครื่องบินเหล่านี้ตกก็ตาม

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ได้เตือนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านจะส่งผลให้ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตมากขึ้น เนื่องจากอิหร่านตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล

กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธมากกว่า 500 ลูก และโดรนมากกว่า 2,000 ลำ ในการโจมตีตอบโต้ทั่วตะวันออกกลางจนถึงขณะนี้

ขณะที่ความเสี่ยงต่อกองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางถูกหยิบยกขึ้นมาในการบรรยายสรุปแบบปิดต่อสมาชิกรัฐสภาโดยนายพีท เฮกเซธ, พลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม, นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการซีไอเอ และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ.

ที่มา BBC / Reuters

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ว่าที่ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ว่าที่ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

4 มี.ค. 2569 14:00 น.

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ว่าที่ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

โมจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลอย่างเงียบเชียบที่สุดคนหนึ่งในอิหร่าน เขาเป็นบุตรชายของ อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันของอิหร่าน แม้เขาจะไม่มีตำแหน่งทางการในรัฐบาล แต่ถูกมองว่าเป็น “ผู้กุมอำนาจหลังม่าน” และเป็นตัวเต็งที่มีโอกาสสืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อจากบิดา

1. ประวัติส่วนตัวและการศึกษา

  • เกิด: ปี 1969 ที่เมืองมัชฮัด (Mashhad) ประเทศอิหร่าน
  • การศึกษาทางศาสนา: เขาเข้ารับการศึกษาทางศาสนาระดับสูง (Hawza) ในเมืองกุม (Qom) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของนิกายชีอะห์ ปัจจุบันเขาดำรงสมณศักดิ์เป็น “อยาตุลเลาะห์” (ระดับสูง) ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญหากต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด
  • ครอบครัว: แต่งงานกับลูกสาวของ กอลามาลี ฮัดดัด-อาเดล (Gholam-Ali Haddad-Adel) อดีตประธานรัฐสภาที่มีอิทธิพล

2. บทบาทและผลงานในเชิงอำนาจ

โมจตาบาไม่ได้มีผลงานในเชิงนโยบายสาธารณะที่จับต้องได้เหมือนนักการเมืองทั่วไป แต่เขามีบทบาทสำคัญในโครงสร้างความมั่นคง:

  • การควบคุมกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ (IRGC): เขามีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากกับกองทัพ โดยเฉพาะหน่วย Basij(กองกำลังอาสาสมัคร) และมีบทบาทสำคัญในการสั่งการปราบปรามการประท้วง “Green Movement” ในปี 2009
  • การบริหารสำนักงานผู้นำสูงสุด (Beit-e Rahbari): เขาถือเป็นผู้ดูแลเครือข่ายความมั่นคงและเศรษฐกิจอันมหาศาลของบิดา ว่ากันว่าไม่มีการตัดสินใจสำคัญใดๆ ในอิหร่านที่จะผ่านไปได้โดยที่เขาไม่รับรู้
  • อิทธิพลทางการเมือง: เขาถูกวิจารณ์ว่ามีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ มาห์มุด อาห์มาดิเนจาด ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2005 และ 2009 ซึ่งสร้างความขัดแย้งกับกลุ่มสายปฏิรูปอย่างรุนแรง

3. สถานะปัจจุบัน: ตัวเต็งผู้นำสูงสุด

หลังจากการเสียชีวิตของประธานาธิบดี เอบราฮิม ไรซี (Ebrahim Raisi) ในอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อปี 2024 ชื่อของโมจตาบาก็ถูกจับตามองมากขึ้นทันที เนื่องจาก:

  1. คู่แข่งลดลง: ไรซีเคยถูกมองว่าเป็นคู่แข่งคนสำคัญในการสืบทอดอำนาจ
  2. ความไว้วางใจ: เขาได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากบิดาและกองทัพ IRGC
  3. การยอมรับทางศาสนา: การที่เขาได้รับอนุญาตให้สอนวิชาศาสนาระดับสูงในเมืองกุม เป็นการส่งสัญญาณว่าเขามีความพร้อมด้านหลักคำสอนที่จะเป็นผู้นำจิตวิญญาณ

ข้อควรระวัง: แม้เขาจะมีอิทธิพลสูง แต่การสืบทอดอำนาจแบบ “พ่อสู่ลูก” ยังคงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวในอิหร่าน เพราะขัดกับหลักการปฏิวัติอิสลามปี 1979 ที่ต้องการล้มล้างระบบกษัตริย์ (Monarchy)

สรุปผลงานสำคัญ

ด้านบทบาท/ผลงาน
ความมั่นคงมีอิทธิพลเหนือหน่วยข่าวกรองและกองกำลัง Basij
การเมืองผู้ประสานงานหลักระหว่างสำนักงานผู้นำสูงสุดและรัฐบาล
ศาสนาอาจารย์สอนวิชาเทววิทยาขั้นสูง (เป็นรากฐานความชอบธรรมในการปกครอง)