กรุงไทยกระจายพอร์ตสินเชื่อ เจาะลูกค้า 18 จ.เศรษฐกิจชายแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ม.ค. 2560 11:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/846921


ธนาคารกรุงไทย เผยแผนธุรกิจปี 2560 รุกปล่อยสินเชื่อ 18 จังหวัดติดเขตการค้าชายแดน เน้นกระจายพอร์ตสินเชื่อในกลุ่มอื่นให้มากขึ้น จากเดิมที่กระจุกตัวในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่-เอสเอ็มอี พร้อมตั้งเป้ารายได้ค่าธรรมเนียมโตร้อยละ 10 จากปีที่ผ่านมา …

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยถึงแผนธุรกิจของธนาคารในปี 2560 ว่า ทางธนาคารมีการตั้งเป้าหมายรุกปล่อยสินเชื่อตามในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะ 18 จังหวัด ที่ติดกับเขตการค้าชายแดน หรือในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น จังหวัดเชียงราย

นายผยง ศรีวณิช

นอกจากนี้ จะเน้นรุกสินเชื่อของภาครัฐมากขึ้น จากปีที่ผ่านมาสินเชื่อภาครัฐหดตัว แต่ปีนี้ธนาคารคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนในโครงการต่างๆ ของภาครัฐประมาณ 4-5 แสนล้านบาท ธนาคารคาดว่า สัดส่วนสินเชื่อภาครัฐในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12 จากร้อยละ 10 ในปีก่อน

สำหรับการปล่อยสินเชื่อปีนี้ จะกระจายพอร์ตสินเชื่อในกลุ่มอื่นให้มากขึ้น จากเดิมที่กระจุกตัวในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ และเอสเอ็มอี รวมทั้งจะต้องตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยการดำเนินงานตามแผนปีนี้ จะผสมผสานทุกภาคส่วนของกรุงไทย หรือ วัน เคทีบี (One KTB)

นอกจากนี้ จะยกระดับการบริหารจัดการข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง พัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการให้ตอบโจทย์การลงทุน และรักษาธรรมาภิบาล เพื่อให้การทำงานของธนาคารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในส่วนของการเปิดใช้พร้อมเพย์ จะกระทบรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารหรือไม่ ยังไม่ประเมินผล คงต้องรอดูพฤติกรรมของผู้บริโภคว่าจะมั่นใจ และมาใช้พร้อมเพย์ได้เร็วแค่ไหน

ขณะที่ ในปี 2559 ที่ผ่านมา ธนาคารได้ลงทุนระบบไอที ประมาณ 2,500 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการ National e-Payment ของภาครัฐ ซึ่งธนาคารมีจุดแข็งในการให้บริการโอน-จ่ายเงิน กับเครือข่ายภาครัฐ แต่ในส่วนของภาคเอกชน และรายย่อย ยังคงต้องแข่งขันกับธนาคารอื่น ซึ่งถือเป็นความท้าทาย

ทั้งนี้ ในปี 2560 ธนาคารตั้งเป้าหมายรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตร้อยละ 10 จากปีที่ผ่านมา ที่มีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 699 ล้านบาท สำหรับรายได้ค่าธรรมเนียมในปีนี้ จะมาจากปริมาณการทำธุรกรรมที่มีมากขึ้น และผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ที่มาต่อยอด

 

บล.เคทีบี มองหุ้นไทยสัปดาห์นี้มีแนวโน้มพักตัว ให้กรอบ 1,566-1,610 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ม.ค. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/846810


บล.เคทีบี ประเมินตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มพักตัว ชี้ตลาดจับตาการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน และนโยบายประธานาธิบดีสหรัฐฯ กรอบมองดัชนีสัปดาห์นี้ผันผวนในกรอบ 1,566-1,610 จุด

เมื่อวันที่ 30 ม.ค.60 ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ (30 ม.ค.-3 ก.พ.) จะเป็นช่วงของการพักตัวเพื่อรอดูว่านโยบายของสหรัฐฯ จะให้ผลไปในทางใดต่อเศรษฐกิจ-ประเทศคู่ค้า รวมถึงรอการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ที่จะทราบผลในช่วงกลางสัปดาห์ แรงซื้อจะกระจุกตัวในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ตลาดมีแนวโน้มพักตัวหรือ side way down มาจากการตอบรับของราคาหุ้นต่อข่าวบวกนั้นมีมาระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ราคาหุ้นถูกมองว่าแพงขึ้น

ทั้งนี้ หากไม่ได้ปัจจัยสนับสนุนหรือปัจจัยที่เอื้อต่อภาพรวมของตลาด จะทำให้นักลงทุกเลือกที่จะ take profit หรือ รอดู มากกว่า ดังนั้นคาดว่าดัชนีฯสัปดาห์นี้จะผันผวนในกรอบ 1,566-1,610 จุด และสัปดาห์ถัดไป (6-10 ก.พ.) มองว่าตลาดจะเสถียรมากขึ้นหลังทราบผลประชุม FOMC ไปแล้วและความชัดเจนของนโยบายประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจโลกจะชัดเจนมากขึ้นทำให้เรามองตลาดในสัปดาห์นี้เป็นบวกมากขึ้น

“ราคาหุ้นเริ่มดูว่าแพง และขาดปัจจัยหนุนจึงเหมาะกับการขายทำกำไรมากกว่า หรือ รอซื้อที่แนวรับ 1,580 หรือ 1,566 จุดการเข้าลงทุนจะเป็นลักษณะ selective เพราะเหลือหุ้นเล่นได้มาก เน้นหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ หุ้นเก็งงบไตรมาส 4 หุ้นจ่ายปันผลดี หรือหุ้นที่มีข่าวบวก ส่วนหุ้นในกลุ่มส่งออก อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นกลุ่มที่จะได้รับผลจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯโดยตรง การลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ จึงควรรอดูนโยบายการค้า หรือค่าเงินดอลลาร์ ให้วกกลับขึ้นไปก่อน”

สำหรับหุ้นที่คาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนได้แก่ หุ้นได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น ได้แก่ TOP , SPRC , IVL , STA , T-RUBB , TVO หุ้นรับผลบวกการลงทุน-ใช้จ่าย ภาครัฐ หรือ Domestic Play ได้แก่ BJC, LOXLEY , ITEL  หุ้นที่ราคาลงมามาก Laggard ได้แก่ ADVANC , MSC หุ้นที่มีประเด็นบวกอื่นๆ หรือราคาลงมามากคือ  MAJOR , CHO , SCN , BCH

 

ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,450

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ม.ค. 2560 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/846813


ทองเปิดตลาดวันที่ 30 ม.ค. ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,850 ขายออกบาทละ 19,950 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,495.76 ขายออกบาทละ 20,450 บาท …เมื่อวันที่ 30 ม.ค.60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,850.00 บาท ขายออกบาทละ 19,950.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,495.76 บาท ขายออกบาทละ 20,450.00 บาท.

 

ไทยคมจีบแคทลงทุนดาวเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ม.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/846696


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ได้เชิญชวนให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท ร่วมลงทุนในธุรกิจดาวเทียม โดยยื่นข้อเสนอให้แคทถือหุ้นในสัดส่วน 30% ส่วนไทยคมถือหุ้น 70% สำหรับสาเหตุที่ไทยคมเชิญชวนให้แคทเข้าร่วมทุนในธุรกิจดาวเทียมกับไทยคมในครั้งนี้ เนื่องจากไทยคมต้องการแก้ไขปัญหากรณีสัมปทานที่ใกล้จะสิ้นสุดลงในปี 2564 โดยแคทจะนำแผนการร่วมทุนกับไทยคมเสนอ คณะกรรมการกิจการอวกาศแห่งชาติ ที่มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณาในเร็วๆนี้

ทั้งนี้ แคทสนใจลงทุนธุรกิจดาวเทียมเพื่อต่อยอดธุรกิจตัวเอง เพราะการมีช่องสัญญาณดาวเทียมเองจะมีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดภาครัฐ ที่ปัจจุบันใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ดังนั้นหากแคททำธุรกิจให้บริการดาวเทียมด้วย แคทก็จะมีรายได้ปีละ 1,000 ล้านบาทเช่นกัน จากปัจจุบันแคทมีสถานีรับส่งสัญญาณดาวเทียม 3 แห่ง คือ จ.นนทบุรี ชลบุรี และอุบลราชธานี ขณะเดียวกัน แคทก็ได้เตรียมเม็ดเงินลงทุนในการพัฒนาธุรกิจของตัวเองอีกปีละ 5,000 ล้านบาท ส่วนการร่วมทุนกับไทยคมจะเป็นมูลค่าเท่าใด คงต้องรอผลการศึกษาที่ชัดเจนอีกครั้ง

สำหรับไทยคมมีแผนจะยิงดาวเทียมไทยคมดวงที่ 9 เร็วๆนี้ แต่ยังติดปัญหาการจองตำแหน่งวงโคจรกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยที่ผ่านมาไทยคมได้ยื่นขอใบอนุญาตดาวเทียม 7 และ 8 จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แต่ดาวเทียมไม่อยู่ในสัญญาสัมปทาน ทำให้ ดีอี ไม่สามารถเสียรายได้จากค่าจองวงโคจรได้ ดังนั้นไทยคมจึงเสนอให้รัฐใช้ช่อง 1 สัญญาณฟรี, ร่วมทุนกับรัฐ เพื่อให้รัฐมีดาวเทียมของตัวเอง และเข้าสู่ระบบสัมปทานแบบเดิม แต่การเจรจาร่วมทุนกับแคทเป็นแนวทางดีที่สุด เพราะนอกจากรัฐจะมีดาวเทียมของตัวเองแล้ว ยังได้ช่องสัญญาณฟรีด้วย

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดีอี กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดการร่วมทุน ต้องรอให้แคทเสนอเรื่องมาก่อน จึงจะให้ความเห็นได้ว่ามีข้อดี ข้อเสียต่อรัฐอย่างไร ส่วน พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่แคท กล่าวว่า เจรจากับไทยคมจริง แต่เปิดเผยไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของธุรกิจ และการสร้างรายได้ให้องค์กร.

 

ตัดโควตาหวยตลอดชีพ! จ่อขึ้นบัญชีดำพวกขายหวยชุดเกินราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ม.ค. 2560 05:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/846698


สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ดัดหลังพ่อค้า-แม่ค้าหวยขี้ฉ้อ! เตรียมตัดโควตา ขึ้นบัญชีดำตลอดชีวิต หากตรวจสอบพบทำหวยชุดออกมาขายราคาแพงเว่อร์ พร้อม เอาโควตามาให้คนทั่วไปขายเพิ่ม หวังลดปัญหาหวยชุดมีราคาแพง

นายธนวรรธน์ พลวิชัย โฆษกสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า วันที่ 30 ม.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยจะพิจารณาตัดโควตาบุคคลที่นำสลากกินแบ่งรัฐบาลไปขายรวมชุด จนทำให้ราคาสูงเกิน 80 บาท ซึ่งเบื้องต้นมีนับ 100 ราย ทั้งในโควตาของบุคคลธรรมดา และโควตาองค์กรการกุศล พร้อมกันนี้ จะเข้มงวดในการตรวจสอบการขายรวมชุด ทั้งลงโทษขั้นเด็ดขาดในการตัดโควตาตลอดชีวิต และขึ้นบัญชีดำ (แบล็กลิสต์) ไม่ให้เป็นคนขายสลากอีกต่อไป จากนั้นจะนำโควตาที่ยึดคืนมาไปขายให้แก่บุคคลทั่วไปผ่านระบบการสั่งซื้อสั่งจองทางตู้เอทีเอ็ม ที่ปัจจุบันนี้มียอดโควตาเพิ่มให้จากเดิม 60,000 คู่ เป็น 90,000 คู่ เพื่อทำให้ระบบเข้าสู่สมดุล

“ปัจจุบัน สลากราคาคู่ละ 80 บาท แต่บางงวดที่มีเลขเด็ด ซึ่งถือว่าเป็นความชอบส่วนบุคคล อาจมีราคาสูงขึ้น เพราะทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมีความตกลงร่วมกัน ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ในส่วนของการรวมชุดสลากแม้ว่าราคาจะเริ่มลดลงแล้ว ก็ถือว่ายังสูงเกินไป จากการที่ผู้ขายมีต้นทุนในการนำไปรวมเข้าชุด ขณะที่สำนักงานฯไม่มีกฎหมายห้ามการรวมชุด และปัจจุบันนี้ สถานการณ์การรวมชุดเริ่มดีขึ้น หลังจากที่สำนักงานสลากฯ เข้มงวดออกตรวจสอบ โดยเห็นระดับการรวม 5 ใบ ขายใบละไม่เกิน 100 บาท จากเดิมที่มีชุดรวม 10-15 ใบ ใบละ 120 บาท แต่ถ้ารวมชุดแล้วยังขายใบละ 80 บาท สำนักงานสลากฯ จะไม่ดำเนินการใดๆ ถือว่าเป็นการซื้อขายปกติ”

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สำนักงานสลากฯได้ตรวจสอบการรวมชุดเพียงงวดเดียว ในงวดวันที่ 30 ธ.ค.59 สามารถจับกุมได้กว่า 100 ราย แต่จากนี้ไปจะเข้มงวด ตรวจสอบการรวมชุดอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของบุคคลธรรมดา จะตัด โควตาตลอดชีวิตทันทีตั้งแต่ครั้งแรกที่ตรวจพบ ส่วนองค์กรการกุศล จะตัดโควตาในส่วนของสมาชิกที่ขายออกก่อน แต่หากตรวจพบผิดครบ 3 ครั้ง จะไม่ต่อสัญญากับองค์กรการกุศลนั้นๆด้วย เพราะในการได้โควตาได้ทำข้อตกลงสัญญาคุณธรรมไว้แล้ว โดยองค์กรการกุศลที่ได้รับโควตาจะต้องดูแลสมาชิกที่นำสลากไปจำหน่าย ให้ทำตามระเบียบของสำนักงานสลากฯด้วย

อย่างไรก็ตาม ในงวดที่ผ่านมา สำนักงานสลากฯ ได้ตรวจสอบการรวมชุดอีกครั้ง ซึ่งยังพบผิดกว่า 100 ราย ถ้าตรวจเข้มงวดอย่างต่อเนื่องทุกเดือน แล้วขึ้นแบล็กลิสต์ นำสลากชุดดังกล่าวมาขายให้บุคคลทั่วไป เชื่อว่าจะทำให้การรวมชุดลดลง และน่าจะทำให้ราคามีเสถียรภาพมากขึ้น ที่สำคัญการนำสลากมาขายเพิ่มให้บุคคลทั่วไปผ่านระบบการจองซื้อ มีแนวโน้มที่จะเพิ่มให้ถึงคนละ 10 ชุดได้ จากปัจจุบันที่ให้เพียง 5 ชุดเท่านั้น ซึ่งทำให้ได้ตัวผู้ขายที่แท้จริงมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ทำให้ราคามีเสถียรภาพ คาดว่าใน 6 เดือนจะเห็นผล และอนาคตจะทำให้คาดการณ์จำนวนความต้องการที่แท้จริงของสลากในตลาดได้ เพื่อผลิต ให้ตรงกับความต้องการ

ด้านพลตรีฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เพื่อสำรวจภาวะตลาดสลากและการจำหน่ายสลากล่าสุด ประกอบกับข้อมูลพฤติกรรมการขายสลากของผู้จำหน่ายในเชิงสถิติของการซื้อ-จองสลากล่วงหน้าในช่วง 2 รอบที่ผ่านมา พบว่าผู้จำหน่ายสลากรายย่อย ยังต้องการสลากเพื่อนำไปจำหน่ายด้วยตนเองเพิ่มจากที่ได้รับจัดสรรล่วงหน้ารายละ 5 เล่ม

ดังนั้น เพื่อเป็นการนำร่องทดสอบแนวทางในการมอบสลากให้ผู้จำหน่ายรับไปจำหน่ายรายละ 10 เล่ม และตอบสนองความต้องการของผู้จำหน่ายสลากรายย่อย ซึ่งมีอาชีพจำหน่ายสลากให้กับผู้บริโภคโดยตรง สำนักงานสลากฯ จึงได้กำหนดให้ สามารถจองสลากได้อีกรายละ 5 เล่ม ในวันที่ 2 ของการทำรายการจองล่วงหน้า เริ่มตั้งแต่การซื้อ- จองล่วงหน้ารอบนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ สำนักงานฯ ได้เปลี่ยนแปลงวันรับสลากจองจากเดิมเป็นวันที่ 5 และวันที่ 20 เพื่อให้ผู้ทำรายการมีเวลาในการจำหน่ายสลากมากขึ้น จากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว ผู้ที่ทำรายการจองสลากงวดวันที่ 16 ก.พ.60 จะสามารถรับสลากจากที่ทำการไปรษณีย์ได้ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.60 เป็นต้นไป.

 

กรมศุลฯรื้อเกณฑ์คุมนักช็อปของนอก เล็งขยับมูลค่าสินค้านำเข้าติดตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/846694


เพิ่มขึ้นจากเดิมให้ไม่เกิน 2 หมื่น

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรไปศึกษาความเป็นไปได้ในการเพิ่มมูลค่าของราคาสินค้าที่ติดตัวมาจากต่างประเทศ จากปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้บุคคลที่เดินทางเข้าประเทศสามารถซื้อของใช้ถือติดตัวเข้ามาภายในประเทศไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งจะศึกษาให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีงบประมาณปี 60 เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและราคาสินค้าในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป “การศึกษาของกรมศุลกากร ต้องมองถึงภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน เพราะตลอด 20-30 ปีที่ผ่านมา กรมศุลกากรไม่เคยปรับมูลค่าของสินค้าที่นำเข้าติดตัวมาจากต่างประเทศเลย ขณะที่สินค้าที่ส่งทางไปรษณีย์จากต่างประเทศก็กำหนดว่า ราคาต้องไม่เกิน 1,500 บาท หากเกินกว่า 1,500 บาท ต้องเปิดตรวจสินค้า”

นายกุลิศกล่าวว่า ที่ผ่านมากฎหมายของกรมศุลกากรใช้การควบคุมสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ มีหลักการมาจากการป้องกันประเทศเป็นหลักเช่น ปัญหายาเสพติด การนำเข้าสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์รวมถึงอาวุธสงคราม และอื่นๆ เช่นสินค้าเกษตรและวัตถุอันตราย เป็นต้น ดังนั้น กฎกติกาที่ตั้งอย่างเข้มงวดในอดีตจึงมีผลถึงปัจจุบันด้วย ซึ่งผลการศึกษาดังกล่าวต้องพิจารณาถึงผู้ประกอบการภายในประเทศด้วย หากปรับราคาขึ้นไปสูงมากๆ ก็จะทำให้ผู้ประกอบการภายในประเทศได้รับผลกระทบไปด้วยเช่น ผู้ผลิตกระเป๋า เครื่องหนังและคอสเมติกส์

นอกจากนี้ ในไตรมาสแรกปี 60 กรมศุลกากรจะออกร่างเงื่อนไขประกวดราคาเครื่องเอกซเรย์มูลค่าราว 600 ล้านบาท โดยจะนำไปติดตั้งที่สนามบินแห่งชาติ 3 แห่ง คือ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมืองและภูเก็ต เพื่อนำเครื่องเอกซเรย์ตรวจสอบกระเป๋าผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออก ซึ่งถือเป็นมาตรการที่เข้มงวดของกรมศุลกากร เพื่อควบคุมสินค้าที่ผิดกฎหมายลักลอกนำเข้าประเทศ “การติดตั้งเครื่องเอกซเรย์กระเป๋าเดินทางของนักท่องเที่ยว ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบการช็อปสินค้าของนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ แต่ต้องการตรวจสอบสินค้าที่ผิดกฎหมายหรือสินค้าต้องห้ามนำเข้าประเทศ เช่น ยาเสพติด ซากพืชซากสัตว์ที่ผิดอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส สารเคมีและวัตถุที่มีอันตราย เป็นต้น”

นายกุลิศกล่าวว่า ปัจจุบันการลักลอบขนยาเสพติดจากไทยไปต่างประเทศ และยาเสพติดจากต่างประเทศเข้าไทยมีหลายรูปแบบมาก ทำให้ การตรวจสอบหรือการใช้สายข่าวเพื่อจับกุมผู้กระทำผิดทำได้ยากลำบากมากขึ้น ดังนั้น การมีเครื่องเอกซเรย์จะทำให้งานของกรมศุลกากรง่ายขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่สามารถมองเห็นสิ่งของที่อยู่ในกระเป๋าได้ชัดเจน.

 

จับมือพาณิชย์-อุตสาหกรรม พัฒนาเอสเอ็มอีน้ำดีดันเข้าตลาดหุ้นเอ็มเอไอ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ม.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/846686


นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) เปิดเผยว่า เตรียมร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่นๆ พัฒนาศักยภาพธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ 500,000 ราย ให้มีความพร้อม ทั้งด้านการ บริหาร, ยอดขาย และเอสเอ็มอีที่มีแนวโน้มธุรกิจที่ดี ก่อนคัดเลือกให้เข้าระดมทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ และช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทย

“การร่วมกันพัฒนา และคัดเลือกเอสเอ็มอีเข้าตลาดเอ็มเอไอ จะทำให้บริษัทที่มีศักยภาพ สามารถระดมทุนได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันเอสเอ็มอีจำนวนมากมีแนวโน้มธุรกิจสดใส และต้องการเงินทุนขยายกิจการ คาดว่า เร็วๆ นี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะลงนามบันทึกความตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกัน สำหรับเอสเอ็มอี ที่มีความพร้อม เช่น ซอฟต์แวร์, รับเหมาก่อสร้าง, อสังหาริมทรัพย์, ธุรกิจบริการ, โลจิสติกส์, พลังงานทดแทน เป็นต้น”

นอกจากนี้ ขณะนี้ได้เจรจากับบริษัทในธุรกิจการบิน ที่เป็นสถาบันฝึกนักบิน ให้จดทะเบียนในตลาดเอ็มเอไอด้วย เพราะธุรกิจมีแนวโน้มขยายตัวดี ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประกอบกับสายการบินหลายแห่งเพิ่มจำนวนเครื่องบินตามเส้นทางต่างๆ ที่เปิดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ (สายการบินต้นทุนต่ำ) เบื้องต้นมีสถาบันสอนการบินในไทยที่โดดเด่น 4 แห่ง และพร้อมจดทะเบียนแล้ว 1 แห่ง คือ บางกอก เอวิเอชั่นเซ็นเตอร์ จำกัด หรือบีเอซี โดยใช้เวลาเตรียมตัวภายใน 2 ปี “ปัจจุบันสายการบินซื้อตัวนักบินที่เก่งๆ กันมาก เพื่อรองรับการแข่งขันของสายการบินที่รุนแรง ทำให้นักบินขาดแคลน ดังนั้น สถาบันฝึกนักบินจึงเป็นธุรกิจที่เติบโตได้ดีในอนาคต โดยบีเอซี มีแผนขยายสาขาเพิ่มและจะผลิตนักบินเพิ่มเป็นปีละ 400 คน จากปัจจุบันผลิตได้ปีละ 280 คน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันไทยมีนักบิน 2,500-3,000 คน โดยแต่ละปีธุรกิจการบินต้องการนักบินใหม่ 300-500 คน แต่สามารถผลิตนักบินได้เพียงปีละ 200-300 คนเท่านั้น ขณะที่ กลุ่มวิศวกรด้านการบิน และช่างอากาศยานมีทั้งสิ้น 8,000-9,000 คน โดยผลิตได้เพียงปีละ 300-400 คน จากความต้องการมากกว่าปีละ 400 คน.

 

ชานเมืองเฮ! รถไฟฟ้าเกยถึงบันไดบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/846682


ผู้สื่อข่าวรายงานจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ร.ฟ.ท.เตรียมเสนอโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองส่วนต่อขยาย 2 เส้นทาง มูลค่ารวม 26,638.94 ล้านบาท ให้คณะกรรมการ (บอร์ด) พิจารณาเห็นชอบภายใน 1-2 เดือนนี้ ประกอบด้วย รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอ่อนส่วนต่อขยายช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช และช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา ระยะทาง 20 กิโลเมตร วงเงิน 19,042 ล้านบาท และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้มช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ระยะทาง 10 กิโลเมตร วงเงิน 7,596.94 ล้านบาท โดยทั้ง 2 โครงการจะบรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วนปี 60 ของกระทรวงคมนาคมและจะเปิดประมูลไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

ด้านนายประเสริฐ อัตตะนันทน์ รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า บอร์ด ร.ฟ.ท. ได้เร่งรัดให้ดำเนินการในโครงการระบบรถไฟชานเมืองส่วนต่อขยายทั้ง 2 เส้นทางโดยเร็ว เนื่องจากส่วนต่อขยายทั้ง 2 ช่วงใช้เงินลงทุนไม่มากแต่มีความคุ้มค่า โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มที่จะถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต อย่างไรก็ตามในขณะนี้ ร.ฟ.ท.อยู่ในขั้นตอนออกแบบทั้ง 2 โครงการ และจะนำเสนอให้บอร์ดพิจารณาอนุมัติและจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อไป ทั้งนี้ รถไฟฟ้าชานเมืองสีแดงอ่อนช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน จะเดินรถได้ในปี 63 เมื่อรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-รังสิต ก่อสร้างแล้วเสร็จ เนื่องจากทั้ง 2 เส้นทาง ต้องใช้ระบบไฟฟ้าอาณัติสัญญาณด้วยกัน.

 

ก.แรงงาน-ไมโครซอฟท์ เปิดตัว “M-Powered Thailand” พาประเทศสู่ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ม.ค. 2560 19:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/846292


ก.แรงงาน จับมือกับบริษัท ไมโครซอฟท์ เปิดตัว “M-Powered Thailand” เป็นศูนย์พัฒนาอาชีพครบวงจรออนไลน์ เน้นการเพิ่มรายได้ การพัฒนาบุคลากรตามความต้องการของนายจ้างยุคใหม่ผ่านลิงก์ Smart Job นำพาประเทศไทยสู่ยุค 4.0…

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 60 นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะเป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัว “M-Powered Thailand” ซึ่งกระทรวงแรงงานได้ร่วมมือกับ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับ “M-Powered Thailand” เป็นศูนย์พัฒนาอาชีพครบวงจรออนไลน์ ที่มุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ไว้ในที่เดียว ตั้งแต่การพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถตรงตามความต้องการของนายจ้างยุคใหม่ผ่านลิงก์ Smart Job การเรียนรู้ด้วยตัวเองจากคอร์สอบรมออนไลน์ (Online Mentoring E-Learning) เพื่อเสริมทักษะที่จำเป็นในทุกสายอาชีพ รวมทั้งการรวบรวมองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์สำหรับคนทำงานและผู้ที่ต้องการเพิ่มรายได้ เช่น กฎหมายแรงงาน สิทธิประโยชน์ประกันสังคม สวัสดิการแรงงาน เพื่อสร้างโอกาสพัฒนาทักษะส่งเสริมอาชีพแก่ทุกคนในสังคมอย่างเท่าเทียม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการนำพาประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และยกขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมส่งเสริมยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) เพื่อสร้างความ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” แก่แรงงานไทยให้ก้าวสู่ยุค “ไทยแลนด์ 4.0”

ทั้งนี้ ภายในงานนอกจากจะมีการเปิดตัว M-Powered Thailand แล้วยังมีการออกบูธนิทรรศการให้ความรู้บริการออนไลน์ และเทคโนโลยีดิจิทัลจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน การเปิดให้ทดลองใช้ระบบ M-Powered Thailand การสาธิตเทคโนโลยีจากไมโครซอฟท์ อาทิ การออกแบบแอปพลิเคชัน โดยเยาวชนผู้ชนะการประกวดระดับโลก สาขาการพัฒนาเกมจากรายการ อิมเมจิ้น คัพ 2016 และการนำเทคโนโลยีมาเป็นสื่อกลางเพื่อการสื่อสารกับประชาชนอย่างอัจฉริยะ จึงขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมงานในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09.30-11.30 น. ณ ห้องประชุมจอมพล ป.พิบูลสงคราม ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน ถนนมิตรไมตรี ดินแดง กรุงเทพมหานคร

 

กกจ.เปิด 6 ศูนย์พิสูจน์สัญชาติ 5 จว. แจงล่าช้า รอประเทศต้นทางพร้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ม.ค. 2560 15:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/846209


กกจ.พร้อมเปิด 6 ศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว 5 จังหวัด เพื่อเข้าสู่ระบบจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย แจงเหตุล่าช้าต้องรอความพร้อมประเทศต้นทาง…

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 60 นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความสำคัญในการเร่งรัดการตรวจสัญชาติแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เข้าสู่ระบบจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมายภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยนายวิวัฒน์ จิระพันธุ์วานิช รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ได้รับแจ้งจากทางการเมียนมา พร้อมจะเปิดดำเนินการตรวจสัญชาติแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา จำนวน 6 ศูนย์ ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ 1. จังหวัดสมุทรสาคร ที่เทศบาลนครสมุทรสาคร และสถานีขนส่งจังหวัดสมุทรสาคร เทศบาลตำบลท่าจีน อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 2. จ.สมุทรปราการ เลขที่ 1467 หมู่ 1 ถนนเทพารักษ์ ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 3. จ.เชียงราย เลขที่ 9 ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย 4. จ.ตาก เลขที่ 298 หมู่ 2 ต.พระธาตุผาแดง อ.แม่สอด จ.ตาก 5. จ.ระนอง เลขที่ 89/150 ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระนอง

สำหรับขั้นตอนดำเนินการ ขอให้แรงงานต่างด้าวนำบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรสีชมพู) ยื่นชำระค่าธรรมเนียมผ่านทาง Counter Service ที่ 7-Eleven โดยสามารถเลือกสถานที่ที่ประสงค์จะไปตรวจสัญชาติได้และเดินทางไปตามกำหนด พร้อมทั้งนำใบเสร็จรับเงินที่ชำระ 7-Eleven และบัตรสีชมพูไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่ตรวจสัญชาติ ซึ่งจะเปิดให้บริการระหว่างวันจันทร์-เสาร์ เวลา 08.30-16.30 น. ขณะนี้ทางการเมียนมาแจ้งว่าอยู่ในระหว่างการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่จึงยังไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาปฏิบัติงาน

กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน จึงขอประชาสัมพันธ์ให้นายจ้างและแรงงานต่างด้าวทราบ ทั้งนี้แรงงานต่างด้าวที่ผ่านการตรวจสัญชาติแล้วจะได้รับเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทางเพื่อใช้ในการยื่นขอใบอนุญาตทำงาน และเข้าสู่ระบบการจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งแรงงานต่างด้าวจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรฐานสากล เช่น สิทธิด้านการประกันสังคม การคุ้มครองดูแลตามกฎหมายโดยยึดหลักความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน นอกจากนั้น รัฐบาลยังมีนโยบายให้จ้างแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมายโดยวิธีการนำเข้าภายใต้ “MOU” หากนายจ้างหรือสถานประกอบการใดจำเป็นต้องจ้างแรงงานต่างด้าว (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) สามารถดำเนินการด้วยวิธีการนำเข้า ซึ่งจะมีความสะดวก รวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ และสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694