‘พาณิชย์’ ตั้งกรรมการสอบวินัย ‘รองอธิบดีมือฉกภาพ’ รอ 1 สัปดาห์ รู้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ม.ค. 2560 12:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/846188


‘พาณิชย์’ เผยติดต่อ ‘รองอธิบดีมือฉกภาพ’ ได้แล้ว เจ้าตัวยอมรับผิด เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิด และขอโทษผู้บังคับบัญชา เพื่อนข้าราชการ และคนไทยทุกคน ยันตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและวินัยแล้ว ตั้งเป้าให้แล้วเสร็จใน 1 สัปดาห์  ระหว่างนี้ มีคำสั่งให้มาช่วยงานสำนักงานปลัดพาณิชย์ก่อน พร้อมขอบคุณ “กต.” ช่วยเหลือดีทุกอย่าง

เมื่อวันที่ 29 ม.ค.60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับการประสานจากกระทรวงการต่างประเทศว่า ขณะนี้นายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้รับการปล่อยตัวจากอัยการของญี่ปุ่นแล้ว เพราะอัยการเห็นว่าคดีนี้ไม่ใช่คดีร้ายแรง เป็นการลักทรัพย์ที่ไม่ได้เตรียมการไว้ก่อนล่วงหน้า อีกทั้งข้าราชการคนดังกล่าวได้ยอมรับผิดและชดใช้ค่าเสียหายให้กับโรงแรมเจ้าของรูปภาพแล้ว

“ล่าสุดกระทรวงฯ ได้รับการติดต่อจากข้าราชการคนดังกล่าว และท่านได้กล่าวยอมรับ และแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งกล่าวขอโทษผู้บังคับบัญชา และเพื่อนข้าราชการ ตลอดจนคนไทยทุกคนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา ที่ได้เป็นธุระติดต่อประสานงานกับทางการของประเทศญี่ปุ่นตลอดระยะเวลาที่ข้าราชการคนดังกล่าวถูกควบคุมตัวอยู่

นางอภิรดี กล่าวอีกว่า ส่วนการสอบสวนข้อเท็จจริง และสอบวินัยข้าราชการคนดังกล่าวนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยมีกรรมการจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องครบถ้วน เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ถูกต้อง และได้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดทุกด้าน โดยตั้งเป้าหมายต้ัองตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จะเสนอผลการตรวจสอบต่อผู้บังคับบัญชา และจะดำเนินการตามขั้นตอนระเบียบราชการต่อไป

“ในกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากมีข้อสงสัยอะไร คณะกรรมการฯ สามารถเชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาให้คำปรึกษาหารือได้ เพื่อให้ได้ข้อมูล และผลการตรวจสอบที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมามากที่สุด” นางอภิรดีกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่คณะกรรมการอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น กระทรวงพาณิชย์ได้มีคำสั่งให้ข้าราชการคนดังกล่าว มาช่วยงานที่สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ไปพลางก่อน จนกว่าผลการตรวจสอบจะได้ข้อยุติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โทษทางวินัยตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มี 5 สถานคือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน และลดเงินเดือน ซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยเล็กน้อย ส่วนความผิดวินัยร้ายแรง มี 2 สถานคือ ปลดออก เป็นการลงโทษให้พ้นจากราชการ โดยได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนผู้นั้นลาออกจากราชการ และไล่ออก เป็นการลงโทษให้พ้นจากราชการโดยไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญ.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่

 

เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง แจกอั่งเปา ฉลองตรุษจีน ฤกษ์ดี ปีไก่ทอง ซื้อบ้าน รับทองคำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 28 ม.ค. 2560 13:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844893


บริษัท เอ็น.ซี. เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำอสังหาริมทรัพย์ แบรนด์ดัง โครงการ NC On Green “ CHARM” และ โครงการ NC ROYAL ปิ่นเกล้า จัดแคมเปญฉลองตรุษจีน รับทอง พร้อมทัวร์แสงเหนือ สุดฟิน ไปกับ 2 ประเทศฟินแลนด์ และเนเธอร์แลนด์

นายสมนึก ตันฑเทอดธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี. เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) แจกอั่งเปา แบบจัดหนัก ฉลองตรุษจีน ให้กับผู้ที่ต้องการบ้าน ต้นปีไก่ทอง เพื่อเป็นการฉลองร่วมกับแคมเปญบ้านแบรนด์หรู 2 โครงการ Luxury Brand 2 ทำเล มอบเป็นของขวัญในโอกาส รับปีไก่ทอง และฉลองตรุษจีน แคมเปญพิเศษสุดภายใต้ชื่อ เอ็น.ซี. ฉลองตรุษจีน รับอั่งเปาไก่ทองคำ หนัก 1 กก. พร้อมทัวร์ท่องเที่ยวกับทริปหรูในฝันยุโรปเหนือแถบทะเลบอลติก กับ 2 ประเทศ ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ สิทธิพิเศษมอบเป็นของขวัญ PACKAGE ใหญ่ สุดคุ้มค่า ต้นปี 2017 กับ 2 โครงการ หรู ระดับพรีเมี่ยม โครงการ NC ON GREEN “CHARM” วงแหวนลำลูกกา บ้านพร้อมนวัตกรรมบ้านหรูระดับพรีเมี่ยม ติดสนามกอล์ฟ พบบ้านเดี่ยวขนาดพื้นที่ 70 ตร.ว.ขึ้นไป ท่ามกลางธรรมชาติของสนามกอล์ฟบนพื้นที่สีเขียว กว่า 400 ไร่ ทุกหลังรองรับ Home Innovation บ้านที่มาพร้อมเทคโนโลยี 3 ด้าน SMART CARE: Eldercare System, SMART ECO: ACTIVE AIRflow System, SMART SECURITY เติมเต็มให้กับครอบครัวที่ห่วงใย และดูแลสุขภาพของคนที่เรารัก ถึง 3 Generation ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ เชื่อมความปลอดภัยสูงสุดแบบเหนือชั้น เป็นหนึ่งเดียวโครงการบ้านหรู ที่ส่งต่อนวัตกรรมบ้าน แห่งความสมบูรณ์แบบสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ราคาเริ่มต้นเพียง 6.19 ล้านบาท พร้อมรับข้อเสนอพิเศษสุด บ้านเดี่ยวโซน ด้านหน้า พร้อมอยู่ พร้อมโอน ฟรีทุกค่าใช้จ่ายในวันโอน (จำนวนจำกัด)

โครงการ NC Royal ปิ่นเกล้า บ้านหรู ทำเลเยี่ยม กับนวัตกรรมบ้านที่ออกแบบมาตอบสนอง ทุกไลฟ์สไตล์เพื่อความสมบูรณ์แบบของการอยู่อาศัยในสังคมส่วนตัว บนทำเลที่เชื่อมความสะดวกใกล้ทางด่วนศรีรัชฯ ตะวันตก ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน บ้านครบทุกฟังก์ชั่นที่เป็นตัวคุณ พร้อมกับ ระบบ Home Innovation บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ โซนส่วนตัว 4 นอน 4 ห้องน้ำ และ ราคาเพียง 12.5 ล้านบาท ทั้ง 2 โครงการเป็นโครงการที่ เอ็น.ซี. พัฒนาระบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างดี นำนวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อที่อยู่อาศัย อย่างแท้จริง เน้นการอยู่อาศัยที่ตอบรับความสะดวกสบาย คำนึงความ ปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เราหวังว่าลูกค้าจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อการอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบ

นายสมนึก กล่าวเพิ่มเติมว่า แคมเปญนี้ยังผนวกโครงการบ้านระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ บ้านฟ้า ทำเลโซนเหนือ อาทิ โครงการ บ้านฟ้าปิยรมย์ เลคแกรนด์เด วงแหวนลำลูกกา คลอง 6 บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ ขนาดพื้นที่ 70 ตร.ว. คุ้มค่าทั้งทำเล และแบบบ้านที่มีขนาดใหญ่ ครบ คุ้ม ด้วยสไตล์ Modern Tropical โซนพิเศษแปลงสวย ราคาเริ่มต้น 4.7 ล้านบาท รับอั่งเปา มูลค่ากว่า 400,000 บาท ตามด้วยโครงการบ้านฟ้าปิยรมย์ นีวา ซึ่งเป็นรูปแบบทาวน์เฮ้าส์ หน้ากว้าง 6 เมตร พื้นที่เริ่มต้น 21 ตารางวา พร้อม รับอั่งเปามูลค่า 100,000 บาท เหลือลอตสุดท้ายแล้ว และอีกทำเลที่อยู่อาศัยโซนฮอตมาแรง ย่านราชพฤกษ์ โครงการบ้านฟ้ากรีนเนอรี่ ปากเกร็ด-ราชพฤกษ์ บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ รับอั่งเปา มูลค่ากว่า 240,000 บาท พร้อมฟรี ! กองทุน

ส่วนกลางรับความสะดวกสบายในรูปแบบครอบครัวทันสมัยกับ AIS Fibre ส่วนทำเลโซนตะวันตก โครงการบ้านฟ้ากรีนเนอรี่ ปิ่นเกล้า สาย 5 บ้านสวยสไตล์โมเดิร์น สะดวกสบาย ด้วยโครงข่ายคมนาคม รถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน (ตลิ่งชัน-สุวรรณภูมิ) เชื่อมการเดินทางพื้นที่ ชานเมืองเข้าสู่กรุงเทพฯชั้นในอย่างคล่องตัวทุกการเดินทาง บ้านเดี่ยวตอบรับสไตล์ชีวิตธรรมชาติไม่ห่างชีวิตเมือง ราคาเริ่มต้น 4.1-7 ล้านบาท รับอั่งเปาทองคำหนัก 4 บาท พร้อมรับฟรีเครื่องปรับอากาศ ทุกห้องนอน รวมมูลค่า กว่า 140,000 บาท แคมเปญฉลองตรุษจีน เอ็น.ซี แจกอั่งเปา ฤกษ์ดี ปีไก่ทอง เพื่อสมนาคุณลูกค้า ที่ต้องการซื้อบ้านช่วงต้นปี ด้วยบ้านเดี่ยวทำเลเยี่ยม คัดเลือกแปลงพิเศษนำเสนอทางเลือกให้เป็นของขวัญปีไก่ทอง ซึ่งมีจำนวนแปลงจำกัด นายสมนึก กล่าวในที่สุด

 

โจรแจกหนัง EP.3 ลูกถูกพราก เจ้าของลิขสิทธิ์ลาจาก แบบนี้หรือสังคมแบ่งปัน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844998


โคม่า…
โคม่า ครับ
สำหรับวงการธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์บ้านเรา โดยเฉพาะวงการภาพยนตร์ไทย รวมไปถึง กลุ่มบริษัทที่ซื้อลิขสิทธิ์

อย่างที่เราทราบกันว่า การดูหนังออนไลน์นั้นง่ายแค่ปลายนิ้ว อยากดูเรื่องไหน แค่พิมพ์ชื่อเรื่อง แล้วต่อด้วย “ดูออนไลน์” หรือ “โหลด” สื่อบันเทิงทั้ง หนัง เพลง คอนเสิร์ต เดี่ยวไมโครโฟน” ก็ขึ้นมาให้เราเลือกสรรกันแล้ว

ในขณะเดียวกัน ภาครัฐเองแม้จะมีนโยบายออกมาสารพัด แต่ก็ดูเหมือนจะ “บ่มิไก๊” ทำอะไรไม่ได้ ปัญหาจึงถูกหมักหมมจนกลายเป็นไฟลามทุ่งจนทำให้นักธุรกิจ นักคิด เจ้าของลิขสิทธิ์ต้องนอนห้อยสายน้ำเกลือระโยงระยาง “รอวันตาย” ก็ไม่ปาน

หลังจากทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ นำเสนอ ซีรีส์ “โจรแจกหนังฟรี” วันนี้เดินทางมาถึงตอนที่ 3 ซึ่งคือฝั่งผู้ประกอบการ ที่ยังว่ายน้ำกลางทะเลไม่เจอฝั่ง หาทางออกไม่พบ และอาจจะหมดแรงจมน้ำตายในที่สุด ซึ่งผู้ที่เห็นเด่นชัดแจ้งที่สุดในเวลานี้คือ อี.วี.เอส. เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ….

“เฮีย…อย่าทำเลย ไม่ต้องทำก็ได้นะ ไม่เป็นไร” 
“อ้าว…ไม่ทำแล้ว จะให้ทิ้งไปเฉยๆ หรือไง มันน่าเสียดายนะ ขอให้ผมลองดูอีกทีแล้วกัน”

นี่คือคำพูดแรกที่ โน้ต อุดม แต้พานิช กล่าวกับ “เฮียเสก” หรือ นายสุทธิสรร สุรนันท์กิ่งเพชร ประธานเจ้าประธานกรรมการบริษัท อี.วี.เอส. เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เจ้าของลิขสิทธิ์จัดจำหน่าย CD / DVD ‘หมู่ วาไรตี้โชว์’ หรือ เดี่ยวไมโครโฟนของ “โน้ต อุดม แต้พาณิช” ที่อาจจะเป็นการซื้อลิขสิทธิ์ชิ้นสุดท้าย เผยเบื้องหลังกับทีมข่าวฯ ก่อนเล่าเรื่องราวของบริษัท

เฮียเสกเริ่มทำกิจการจากร้านเช่าวิดีโอ สาขาแรกอยู่แถวถนนเยาวราช เมื่อปี พ.ศ.2524 ยุคนั้นยังไร้กฎหมายลิขสิทธิ์ คนนิยมดูหนังจีนชุด เช่น กระบี่ไร้เทียมทาน เทพบุตรชาวดิน เป็นต้น เมื่อเอาก็จะเอามาลงเสียงพากย์ไทย อัดให้เช่ากัน ต่อมา ปี 2526-2527 ได้เริ่มนำการ์ตูนมาขายกิจการรุ่งเรืองจึงเริ่มขยายสาขาจากเยาวราช คลอมถม มายัง มาบุญครอง ปี 2530 เริ่มเกิดกองเซนเซอร์ ในปี 2534 เราจึงเริ่มทำหนังลิขสิทธิ์ด้วยการซื้อภาพยนตร์มาจากนั้นก็เอามาให้กองเซนเซอร์ตรวจสอบก่อนขาย

การละเมิดลิขสิทธิ์ยุคแรกนั้นไม่หนักมาก เพราะการผลิตซ้ำทำได้ยาก ต้องนำเครื่องวิดีโอมาอัดทีละม้วน หากจะผลิตมากๆ ต้องลงทุนซื้อเครื่องก๊อบปี้ซึ่งมีราคาแพง ที่สำคัญคือ พวกที่ละเมิดลิขสิทธิ์ในยุคนั้นเหมือนเป้านิ่ง เพราะเราเห็นอยู่ว่าใครทำ จึงทำให้ปราบปรามได้ง่าย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้จึงทำให้ธุรกิจของเราดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง…” นายเสกสรร เล่าถึงความหอมหวานในวงการโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์

แต่แล้ว “กระดูกก้อนโต” ก็ผุดขึ้นในวงการธุรกิจสื่อบันเทิงอีกครั้ง เมื่อเจอเทคโนโลยี CDR

เฮียเสก เล่าว่า เราใช้ม้วนวิดีโอกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 กระทั่งมาถึง ปี พ.ศ.2540 เริ่มที่จะมี CD VCD แล้ว DVD ก็ตามมาภายใน 2 ปี ช่วงที่เปลี่ยนผ่านนั้นกินเวลาสั้นมาก เรามีวีดีโอตกค้างกว่า 1 แสนม้วน เรานำไปวางขาย ราคา 5-10 บาท ยังไม่มีใครซื้อ เราจึงนำม้วนวิดีโอ พร้อมเครื่องอัด ซึ่งราคา 3-4 หมื่น หลายสิบเครื่องมอบให้วัดสวนแก้ว นำมาใช้บันทึกวิดีโอธรรมมะ

ช่วง 2 ปีแรกที่ VCD และ DVD มา เราขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่…แค่ไม่นาน ดันออก CDR เพื่ออัดซ้ำ ปัญหาใหญ่เกิด เพราะ “ทุกคนเป็นผู้ผลิตได้โดยง่าย” บางร้านหัวใสหน้าร้านขายของลิขสิทธิ์ แต่แอบขายของละเมิดลิขสิทธิ์ ใครสั่งก็ให้รอสัก 5-10 นาที ก็ไปก็อปปี้เอามาให้ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการขายในลักษณะนี้ก็ยังพอปราบปรามได้ เพราะการละเมิดจากเครื่องผลิต แต่พวกรายใหญ่นั้น จะเป็นกลุ่มคนที่ เส้นใหญ่ เงินถึง และ มีอิทธิพล! เพราะจะตั้งเครื่องผลิตต้องมีเครื่องจักรขนาดใหญ่ ใช้ไฟเยอะ แต่ก็ยังพอตามตัวได้ เพราะเรามีเทคนิคการติดตัว ด้วยการตามเม็ดพลาสติก ตอนนั้นเราใช้วิธีการร่วมมือกับค่ายหนังต่างๆ ร่วมกันติดตามจับกุม

ไม่หนักหนา!… เฮียเสก อุทานเสียงดังๆ ปลอบใจและคิดว่าอนาคตยังมีหวัง ถึงแม้จะ “ขาดทุนกำไร” ที่คาดว่าจะขายได้ 50,000 แผ่น แต่ขายจริงได้ 25,000 แผ่นก็ตาม

เผยขั้นตอนซื้อลิขสิทธิ์หนัง วางมัดจำ 20% ได้เห็นแค่ โปสเตอร์ และตัวหนังสือ

อย่างไรเสียตลาดยุคนั้นยังเฟื้องฟู เฮียเสก จึงเดินหน้าต่อ โดยเผยว่า ตลาดลิขสิทธิ์ขณะนั้นถือเป็นยุคทอง เพราะ เมื่อเราไปดูเทศกาลหนังต่างประเทศ การซื้อขายหนังถือว่ายังคึกคัก หนังบางเรื่องยังสร้างไม่เสร็จ มีแค่บท หรือโปสเตอร์ รู้ตัวนักแสดง ก็วางมัดจำกันแล้ว 20% ของค่าลิขสิทธิ์ บางเรื่องต้องแย่งกันแบบใช้วิธีการ “จับสลาก” เมื่อสร้างเสร็จก็นำเงินไปจ่ายทั้งหมด

เมื่อได้ลิขสิทธิ์มา เราก็ต้องจ้างคนแปลบท หาทีมพากย์ เช่น อินทรี หรือ พันธมิตร ออกแบบปก ส่งเซนเซอร์ ออกวางจำหน่าย ทุกอย่างมีต้นทุน ซึ่งการทำธุรกิจนี้รู้ต้นทุนดี แต่ไม่รู้ยอดขาย!

“ปัจจุบัน…การซื้อลิขสิทธิ์แทบจะไม่มีแล้ว เพราะไม่มีใครซื้อ ซื้อมาก็ขาดทุน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2550 เริ่มมียูทูบ เว็บโหลดหนัง แต่ปัญหาคือตอนนั้น อินเทอร์เน็ตไม่แรง ก็ยังไม่เท่าไหร่ แผ่นผีก็ขายอยู่ ปราบไม่หมด ซึ่งถามว่าถ้าปราบได้มั้ย ผมเชื่อว่าทำได้ เพราะขายกันเต็มถนนไปหมด ในห้างยังมีขายเลย”

พอปี 2555-2556 อินเทอร์เน็ตโหลดเร็วขึ้น เว็บไซต์ผีเกลื่อนกลาด มีให้ดูฟรีเพราะ….อวดวิชา เอ้ย ข้าเก่ง! พอหนังออกก็เอามาแชร์ให้ดู ทำไปเพื่อความสนุกสนาน ทั้งที่ไม่ได้ตังก์เลย

“แต่….เค้าไม่รู้หรอกว่า ไอ้ความสนุกส่วนตัว นั่นล่ะ มันได้ทำให้มีคนอื่นเดือดร้อน มากมายขนาดไหน?”

ช่วงระหว่างปี 56-57 การละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะบน youtube เริ่มหนักแล้ว แต่ด้วยความที่คนยังเข้าถึงได้ไม่มากนัก เพราะอินเทอร์เน็ต มันยังไม่ได้แรงมากมากเหมือนปัจจุบัน ธุรกิจของเรา ซึ่งในช่วงนั้น ออกแผ่นดีวีดี บันทึกการแสดงสด เดี่ยว 9.5 และ เดี่ยว 10 ก็ยังพอที่จะถูๆ ไถๆ ทำมาหากิน พอมีกำไรอยู่บ้าง

แต่ พอช่วงที่เราทำ ดีวีดี บันทึกการแสดงสด เดี่ยว 11 ออกขาย นั่นแหละ หายนะจากน้ำมืออาชญากรออนไลน์ ก็ปรากฏให้เห็นชัดเจนมากขึ้น!

ถึงตรงนี้ ประธานเจ้าประธานกรรมการบริษัท อี.วี.เอส.กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้าว่า…ด้วยความที่มีทั้ง Line Youtube Google เว็บไซต์ดูหนังออนไลน์ เราต้องเผชิญหน้ากับภาวะขาดทุนแล้ว….แม้จะได้รับความร่วมมือจาก Youtube ในการบล็อก บรรดา นักอัพคลิปทั้งหลายไปมากมาย แต่ด้วยความที่ มีคนอัพคลิปของเราจำนวนมากมายมหาศาล จึงทำให้มีบางส่วนรอดหูรอดตาไปบ้าง

ส่วนกรณีของ Line นั้น บรรดาผู้มีน้ำใจทั้งหลาย เล่นใช้วิธีแบ่งคลิปเป็น 3 ท่อน ท่อนละ 1 ชั่วโมง กระจายลงไปตามกลุ่มต่างๆ สมมติ กลุ่มหนึ่งมี 200 คน เมื่อคนเห็นก็ส่งต่อๆ กันไปอีกทอด แผล็บเดียวก็ 10 ล้านคนเข้าไปแล้ว แบบนี้ใครจะมาซื้อ ดีวีดี ของเรา….หนทางจะแก้ไข ก็ไม่รู้จะไปติดต่อกับใครได้ เพราะ Line ไม่มีสำนักงานอยู่ในเมืองไทย!

พังพินาศ…สังเวย อาชญากรผู้มีน้ำใจในโลกแห่งการแบ่งปัน

ตอนที่เรา ติดต่อ คุณโน้ต อุดม เพื่อขอซื้อลิขสิทธิ์การแสดงสด หมู่ นั้น คุณโน้ต เขาก็เตือนเราแล้ว แต่เราไม่ฟัง เมื่อตัดสินใจดังนั้น เราก็จัดเตรียมการแผนการเบื้องต้นต่าง ๆ เพื่อรับมือ เพราะเราเชื่อมั่นใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่มีความชัดเจนและรุนแรง รวมถึงที่ผ่านมา Youtube ก็ให้ความร่วมมือกับเราเป็นอย่างดี ก็เลยคิดในใจว่า

“เอาวะ…น่าจะพอไหวนะ” เฮียเสกพูดปลอบใจตัวเองก่อนฮึดสู้อีกครั้ง

แต่แล้ว ….. อิทธิฤทธิ์ของ Facebook Live ก็ทำ เรา เหมือนตายทั้งเป็น

สุดทน เฟซบุ๊ก ไลฟ์สดทำธุรกิจพินาศ ลุยหาทางฟ้องร้อง

เรารู้ว่า มันมีเทคโนโลยีแบบนี้ … แต่เรานึกไม่ถึงว่า คน จะหันไปเลือกใช้วิธีนี้ แถม Facebook Live ยังได้สร้างหายนะให้กับเรา ได้รวดเร็วและรุนแรง ยิ่งกว่าวิกฤติทุกครั้งที่เราเคยเผชิญเสียอีก!

ที่เราพบ คือ เว็บไซต์เถื่อนประมาณ 140 กว่าเว็บไซต์ ใช้เทคนิคเปิดโดเมนอยู่ต่างประเทศ เอาคลิปของเราไปใช้ในการเรียกคนมาดู เพื่อรับค่าโฆษณา และแทรกการ เชิญชวนให้มาเล่นพนันฟุตบอล

“เราพยายาม….ไปขอความเมตตาจาก กสทช. และ กระทรวงไอซีที (ตอนนั้น) เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ได้รับการตอบกลับมาคือ ไม่มีกฎหมายรองรับ คุณต้องไปฟ้องศาล ให้ศาลสั่งปิดเว็บไซต์เหล่านั้น …..แต่ ดีวีดีผม ความยาวมันแค่ 3 ชั่วโมง เผลอแป๊บเดียว คนก็ดูจบหมดแล้ว…แบบนี้ ผมก็คงไม่ต้องไปขายให้ใครแล้ว!”

ส่วนสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก เฮียเสก เองก็หวังพึ่งไม่ได้ โดยเขากล่าวว่า เราได้ติดต่อไปตั้งแต่วันแรกที่เริ่มมีการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่กว่าที่ทางนั้น จะช่วยเหลือตามปิด ตามบล็อกเพจต่างๆ ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ก็ปาเข้าไปวันที่ 3 แล้ว แบบนี้จะไปเหลืออะไร? ด้วยเหตุนี้ ผมจึงกำลังปรึกษาทนาย เพื่อหาทางฟ้อง Facebook ที่ทำให้ธุรกิจของเราเสียหายอย่างหนักแล้ว จากประสบการณ์ที่อยู่ในธุรกิจขายซีดี และดีวีดี มายาวนาน ระยะเวลาในการขายสินค้าพวกนี้ อยู่ที่แค่ 1 สัปดาห์ หรือ มากที่สุด 2 สัปดาห์ เลยจากนี้ หากขายไม่ได้ บอกได้คำเดียว “เจ๊ง”

เจ๊งยับ 40 ล้าน ดีวีดี หมู่ โน้ต อุดม หนักที่สุดในชีวิต

ผมใช้พนักงานเป็นร้อยๆ คนในการผลิต เฉพาะแค่ค่ากล่องบรรจุ นี่รวมๆ ก็หลายล้านแล้ว…แต่ไม่มีใครซื้อ ก็ใครจะซื้อกันล่ะ ในเมื่อส่วนใหญ่เค้าได้ดูฟรีกันหมดแล้ว

ที่พอขายได้ หลังประชาชนส่วนหนึ่งเกิดความเห็นใจเรา ก็มีแค่เฉพาะชุด BOX SET ที่มีแถมผ้าพันคอ เท่านั้น ซึ่งที่ลูกค้าซื้อกันก็เพราะอยากได้ผ้าพันคอเก็บไว้เป็นที่ระลึก ในขณะที่ ดีวีดีธรรมดา แทบจะขายไม่ได้เลย

“ณ วันนี้ ผมบอกเลยว่า ผมจบชีวิตแล้ว ยอดขาย ดีวีดีหมู่ หลังปีใหม่ไม่ขยับเลย ครั้งนี้ ยอมรับเลยว่า ขาดทุน…หนักหนาสาหัสที่สุดในชีวิตแล้ว รวมๆ แล้ว น่าจะไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท!”

หนังไทยเข้าสู่วิกฤติ ส่วนแบ่งการตลาดเพียง 13% คนผลิตหนังลด รายได้ฮวบ

ขณะที่วงการหนังก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน ซึ่ง นายวิสูตร พูลวรลักษณ์ ประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ซึ่งขอพูดในฐานะคนทำหนังคนหนึ่งที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ได้เผยความในใจว่า…

“หนังหนึ่งเรื่องก็เหมือนลูกคนหนึ่งในท้องของเรา เราใช้เวลาทำงานอย่างน้อย 1 ปี คล้ายกับการตั้งครรภ์ กว่าจะฟูมฟักประคบประหงมมา แล้ววันหนึ่งที่จะลืมตาดูโลกเพื่อให้ทุกคนได้ยลโฉม ติชม ชอบหรือไม่ชอบ นั้นเราสามารถรับได้ แต่…วันแรกที่ลูกเราคลอด ลูกของเราถูกขโมยไปต่อหน้าต่อตา พ่อแม่ยืนดูลูกถูกขโมยที่อาจจะเห็นหัวขโมยราง ๆ แว้บๆ แต่ถูกอุ้มไปเฉย ๆ ทำอะไรไม่ได้ มันเจ็บปวดมาก ผมอยากให้คนที่เขาทำผิดลองมานึกถึงความรู้สึกดูบ้าง ในฐานะพ่อแม่แต่ลูกถูกขโมยไปต่อหน้า…แบบนี้เขาจะรู้สึกยังไง!”

นายกสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ยอมรับว่า ตอนนี้วงการหนังเริ่มเข้าสู่วิกฤติแล้ว เพราะปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2559) หนังไทยได้ส่วนแบ่งการตลาดเพียง 13% รายได้รวม 500 กว่าล้านเท่านั้น ซึ่งมีสาเหตุจาก 2 ปัจจัยคือ

1.หนังเทศมีความแข็งแกร่งขึ้น ทำหนังเพื่อคนทั่วโลก ไม่ได้เจาะเฉพาะตลาดในสหรัฐฯเหมือนแต่ก่อน ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือ จะมีหนังฟอร์มยักษ์เข้าฉายตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ช่วงซัมเมอร์อย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน ทำให้หนังไทยถูกบีบในแง่ โปรแกรมฉาย

2.ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะเว็บหนังเถื่อน ส่งผลให้การตลาดหนังปรับตัว ด้วยการฉายพร้อมกันทั่วโลก หรือบางเรื่องฉายก่อนอเมริกาด้วยซ้ำเพราะไม่ต้องการให้แผ่นผีหลุดไป

จาก 2 ปัจจัย ทำให้หนังไทยบางรายลดต้นทุนเพราะไม่ต้องการเจ็บตัวมาก ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้คนดูไม่ดูหนังไทยเพราะ “เสียเงินค่าตั๋วเท่ากัน ทำไมต้องมาดูหนังที่คุณภาพด้อยกว่า..” แต่ในความเป็นจริงหนังไทยไม่สามารถเปรียบเทียบหรือแข่งกับหนังฮอลลีวูดได้อยู่แล้ว สิ่งที่เราจะสู้กับเขาคือเรื่อง รสนิยม ไอเดีย ความคิดต่างๆ ที่จะนำเสนอ ทำให้หนังของไทยมีที่ทางของตนเองมาตลอด ซึ่งในปีนี้มีผู้ผลิตหนังไทยลดลง จาก 50 กว่าเรื่อง เหลือเพียง 40 กว่าเรื่อง

โชว์หน้า โน้ต อุดม ไม่ว่าจะเป็น เดี่ยว หรือ หมู่ ไม่รับประกันมี ดีวีดี ให้ดู

เฮียเสก แห่งอีวีเอส ยอมรับว่า ในวงการสื่อบันเทิงแนวหน้าของไทย ที่เหลือไม่กี่รายในปัจจุบัน มีหนึ่งคำถามอยากจะถามทุกคนคือ…ผมอยากถามทุกๆ ท่าน สักนิดหนึ่งว่า หากครั้งหน้า ผมไม่ทำ ดีวีดี บันทึกการแสดงสดคุณโน้ต อุดม เพราะทำไปก็ขาดทุน หากทุกท่าน อยากที่จะชมการแสดง ก็คงมีทางเลือกเพียงทางเดียว คือ ไปซื้อตั๋วเท่านั้น ใช่หรือไม่?

ซึ่งหลังจากเกิดวิกฤตินี้ คุณโน้ต อุดม ได้บอกกับผมเอาไว้แล้วว่า

“หาก เฮีย ไม่เอา ผมก็ไม่เอา!”

สำหรับหนังต่างประเทศ ผมเลิกซื้อมาขาย ตั้งแต่ปี 2558 แล้ว เพราหนังผมยังไม่ทันได้ออกขาย ก็มีปั๊มออกมาขายกัน สนุกสนานแล้ว แล้วก็ขายกันแบบสนุกสนานทุกๆ วัน ทั้งที่ รัฐบาลก็มีประกาศชัดเจนแล้วว่า จะนำปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นวาระแห่งชาติ

“แต่สุดท้าย…ก็ไม่เห็นมีใครทำอะไรเลย?”

หลังจากนี้คงต้องรอ พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ตัวใหม่ที่จะการประกาศใช้ (ปัจจุบันประกาศใช้แล้ว ราชกิจจานุเบกษา ประกาศใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 แล้ว มีผลใน 120 วัน) หากยังบังคับใช้ไม่ได้ผล ปราบปรามเว็บเถื่อนไม่ได้ ก็คงต้องปิดบริษัท!

น้าติ่ง พันธมิตร ยอมรับกังวล ละเมิดลิขสิทธิ์ฆ่านายทุน ผวาโปรแกรมเลียนแบบเสียงนำมาใช้

ส่วนอีกคนหนึ่งที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบด้วยหลังจากนี้ คือ “อาชีพนักพากย์” ซึ่ง “น้าติ่ง พันธมิตร” หรือ นายสุภาพ ไชยวิสุทธิกุล ยอมรับว่า ปัจจุบันงานลดลงไปกว่า 50-60% จากที่เมื่อก่อนทำงานทุกวัน 7 วัน แต่วันนี้เหลือทำงานแค่ 3 วัน แต่คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือเจ้าของหนังที่เขาซื้อลิขสิทธิ์มา เราเองก็รู้สึกเห็นใจ ก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าปัจจุบันวงการภาพยนตร์จะออกมาเป็นแบบนี้ เราเองก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อคนที่ซื้อลิขสิทธิ์มาอยู่ไม่ได้

“สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ซึ่งไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดขึ้นหรือไม่คือ เทคโนโลยี ที่สามารถนำเสียงคนเราไปดัดแปลงใส่พากย์ในหนัง ซึ่งตรงนี้ผมรู้สึกเป็นกังวล ถึงแม้ว่าการพากย์ของแต่ละคนจะมีเสน่ห์ที่มุกตลกที่เราใส่ไปก็ตาม…ตอนนี้เราอายุมากแล้ว แก่แล้ว ส่วนอนาคตนักพากย์รุ่นใหม่จะเป็นอย่างไรนั้นคงต้องรอดูกันต่อไป” น้าติ่ง กล่าวอย่างเศร้าสร้อย

ความหวังอยู่ที่ จิตสำนึก และ พ.ร.บ.คอมพ์ ฉบับใหม่

นายโชคชัย ชยวัฑโฒ ผู้อำนวยและเลขาธิการ สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ กล่าวกับเราว่า ปัญหานี้ถูกสะสมและมีมาอย่างยาวนาน เมื่อก่อนมี พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ก็ไม่ครอบคลุม ตามดำเนินคดียาก ยังดีที่ ปัจจุบันเริ่มมี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับใหม่ ที่ขอแค่มีหลักฐานการละเมิดเราก็ขอศาลปิดบังได้ ซึ่งกลุ่มวัยรุ่นอยากโชว์อยากแชร์ เขายอมเอาลง 85% ส่วนอีก 15% พวกนี้ทำเว็บหาเงิน และไม่ยอม อย่างไรตาม ทราบว่ามีการดำเนินคดีแล้ว 2 ราย

“ทางสมาพันธ์ ได้รณรงค์ปลุกจิตสำนึกให้กับประชาชนหลายครั้งแล้ว แต่ดูเหมือนว่า คนที่ละเมิดลิขสิทธิ์จะไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำเป็นความเสียหายเท่าไหร่ เขากลับรู้สึกว่า ตรงนี้เป็นปัญหาของคนไม่กี่คน มันเป็นความเสียหายแค่ของผู้ซื้อกับผู้สร้าง มันเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำกัน พฤติกรรมและค่านิยมดังกล่าว ผมรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง ถ้าเทียบกับญี่ปุ่น หรือ อเมริกา เอง คนประเทศเขาส่วนใหญ่จะไม่มีความคิดแบบนี้ ถึงแม้จะมีแผ่นผีในญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเขาก็ไม่เอา เขาจะไม่ใช้สินค้าที่ละเมิดสิทธิ์ของใคร ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้ลงทุนแลผู้บริโภคอยู่ด้วยกันได้ ทั้งสองฝ่ายอยู่ด้วยกันได้โดยที่ไม่ถูกทำลาย” นายวิสูตร กล่าวทิ้งท้าย

นี่คือหนึ่งตัวอย่างของผู้ได้รับพิษภัยจากน้ำใจของ “ผู้แบ่งปัน” ที่ก่ออาชญากรรม

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

อ่านเพิ่มเติม

โจรแจกหนัง EP.1 แฉเบื้องหลังเว็บดูหนังฟรี ไล่สูบผลงานชาวบ้าน สร้างรายได้อู้ฟู่!

โจรแจกหนัง EP.2 จับผู้ร้ายไร้ตัวตน หวังพึ่ง พ.ร.บ.คอมฯ ใหม่ บล็อกเว็บทันใจ

ได้ฤกษ์พลิกโฉมการเงินชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/845425


คลังลุยพร้อมเพย์บริษัทนิติบุคคล 1 มี.ค.นี้

21 นายแบงก์ร่วมลงนามเปิดใช้พร้อมเพย์อย่างเป็นทางการ “สมคิด” หวังเพิ่มศักยภาพทางการเงินของประเทศมุ่งสู่ ไทยแลนด์ 4.0 ขณะที่คลังลุยต่อพร้อมเพย์บริษัทนิติบุคคล เปิดลงทะเบียน 1 มี.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า วานนี้ (27 ม.ค.) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทยพร้อมกับผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงิน 21 แห่ง รวมแถลงข่าว “การเปิดบริการพร้อมเพย์ การเงินยุคใหม่ คนไทยดิจิตอล” ที่กระทรวงการคลัง

นายสมคิดกล่าวว่า การเปิดใช้บริการ “พร้อมเพย์” อย่างเต็มรูปแบบในครั้งนี้ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการเงินของประเทศ เพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน ลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ ส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี และอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในที่สุดหลังจากเลื่อนมาตั้งแต่ปลายปี 2559 โดยรัฐบาลถือว่า การใช้พร้อมเพย์เป็นจุดเริ่มต้นของสังคมดิจิทัล ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ซึ่งจะทำให้ประชาชน ธุรกิจและเอสเอ็มอีเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีราคาถูกลง

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ในที่ประชุม ซึ่งประกอบด้วยกระทรวงการคลัง ธปท.และสถาบันการเงิน ได้ตกลงร่วมกันที่จะเปิดให้บริการบริษัทนิติบุคคลสามารถลงทะเบียนใช้พร้อมเพย์ได้ในวันที่ 1 มี.ค.2560 และการยื่นภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ประกอบการยื่นใบกำกับภาษีทางอินเตอร์เน็ตก็สามารถใช้บริการพร้อมเพย์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.ด้วยเช่นกัน และในปีหน้าระบบการชำระเงินจากการขายหุ้นเดิมใช้เวลา 3 วัน จะลดลงเหลือ 2 วัน

สำหรับบริการพร้อมเพย์นั้น เป็น 1 ในโครงการตามแผนยุทธศาสตร์ อี-เพย์เม้นต์แห่งชาติ ซึ่งเป็นงานที่กระทรวงการคลังให้ความสำคัญมาก โดยพร้อมเพย์เป็นโครงการแรก นอกจากนี้ ยังมีโครงการการขยายการใช้บัตรเดบิตและการติดตั้งเครื่องรับบัตร (อีดีซี), การปรับปรุงระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์, การบูรณาการสวัสดิการ และ อี-เพย์เม้นต์ภาครัฐ การสื่อสารให้ความรู้กับประชาชนและสุดท้ายเป็นโครงการพัฒนาตลาดทุน โดยในช่วงแรกสถาบันการเงินอาจจะขาดทุนด้านการให้บริการ แต่ในอนาคตมั่นใจว่าพร้อมเพย์จะช่วยลดต้นทุนได้อย่างมหาศาล

ขณะที่นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคม ธนาคารไทย กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารทุกแห่งมีความพร้อมให้บริการ “พร้อมเพย์” อย่างเต็มที่ โดยสามารถให้บริการโอนเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ ตู้เอทีเอ็ม, โมบาย-แบงก์กิ้ง และอินเตอร์เน็ต-แบงก์กิ้ง ซึ่งได้ทำการทดสอบระบบจนมั่นใจแล้วว่าสามารถให้บริการได้อย่างปลอดภัย สะดวก รวดเร็วและรองรับปริมาณธุรกรรมจำนวนมากได้

ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างบุคคลต่อรายการไม่เกิน 5,000 บาท ไม่เสียค่าธรรมเนียม มากกว่า 5,000-30,000 บาท เสียค่าธรรมเนียมไม่เกิน 2 บาท มากกว่า 30,000-100,000 บาท เสียค่าธรรมเนียมไม่เกิน 5 บาท มากกว่า 100,000-วงเงินสูงสุดที่กำหนด เสียค่าธรรมเนียมไม่เกิน 10 บาท (วงเงินสูงสุดขึ้นอยู่แต่ละธนาคารกำหนด)
นายปรีดีกล่าวว่า หลังจากที่บริการพร้อมเพย์สำหรับการโอนเงินระหว่างบุคคลเปิดใช้แล้วนั้น ต่อไปจะเข้าสู่การเปิดใช้ในส่วนของนิติบุคคล ซึ่งจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนได้ตั้งแต่สัปดาห์หน้า และให้บริการโอนเงินตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2560 เป็นต้นไป ซึ่งนิติบุคคลสามารถลงทะเบียนได้ด้วยเลขประจำตัว 13 หลัก เพื่อรับประโยชน์จากบริการรับเงินและโอนเงิน ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่องค์กร หลังจากที่พร้อมเพย์ให้บริการแล้วเชื่อว่าจะส่งผลให้การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ช่องทางโมบายแบงก์กิ้งเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีผู้ใช้บริการอยู่ 14 ล้านบัญชี และคาดว่าจะมีประชาชนมาลงทะเบียนใช้บริการพร้อมเพย์ได้ตามเป้าหมายที่ 30 ล้านคน

ในไม่ช้า โดยยอมรับว่าสถาบันการเงินอาจจะขาดทุนจากการให้บริการพร้อมเพย์ แต่ในอนาคตจะส่งผลดีต่อประเทศชาติเพราะมีต้นทุนถูกลง

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นปี 2558 พบว่า มีการทำธุรกรรมการเงินผ่านโมบายแบงก์กิ้ง 264 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่า 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 73%

ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การให้บริษัทนิติบุคคลใช้พร้อมเพย์ได้นั้น ช่วยลดต้นทุนให้สถาบันการเงินจากการเคลียริ่งเช็ค ซึ่งปัจจุบันต้องใช้เวลา 2-3 วัน แต่หากมีการโอนเงินผ่านพร้อมเพย์แล้ว จะสามารถโอนเงินได้ทันที เหมือนกับพร้อมเพย์ของบุคคลธรรมดา และจากการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของประเทศ ธปท.หวังว่าปริมาณการใช้ อี-เพย์เม้นต์ จะเพิ่มสูงขึ้น สนับสนุนการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจของทุกภาคส่วนดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับระบบการเงินไทย.

 

ปศุสัตว์สั่งสกัดไข้หวัดนก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/845422


นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังไข้หวัดนกมากขึ้น หลังเกิดการระบาดทั่วเอเชียและสหภาพยุโรปหรืออียู และรุนแรงมากขึ้นตามที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศเตือนภัยการแพร่ระบาดครั้งใหม่ในกลุ่มนกป่าและสัตว์ปีกปศุสัตว์ โดยในส่วนของไทยปัจจุบันผู้เลี้ยงสัตว์ปีกที่ต้องการส่งออกมีการปรับเปลี่ยนการเลี้ยงเป็นระบบทำความเย็นแบบระเหยหรืออีแว็ป (EVAP) ทั้งหมดภายใต้ระบบคอมพาร์ตเมนต์ (Compartment) ที่สามารถควบคุมการระบาดของเชื้อโรคได้ จึงไม่น่าเป็นห่วง

ขณะที่การเลี้ยงสัตว์ปีกของรายย่อยของไทยแม้จะยังไม่เป็นระบบอีแว็ป แต่มีระบบการป้องกันที่ดี มีการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อทุกระยะ การเข้าออกฟาร์มต้องทำความสะอาดเสื้อผ้า รองเท้า รวมทั้งเช็ดล้างยานพาหนะและเมื่อเกษตรกรพบสัตว์ปีกป่วยตายจะต้องรีบแจ้งอาสาสมัครประจำหมู่บ้านเพื่อรายงานต่อเจ้าหน้าที่รัฐ หรือแจ้งได้โดยตรงเพื่อเข้าไปเก็บตัวอย่างตรวจสอบทันที นอกจากนี้ ได้ประสานไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อเฝ้าระวังนกป่า นกอพยพต่างๆ โดยจากการสำรวจเบื้องต้นในปีนี้พบว่าไทยไม่พบมีนกอพยพเข้ามา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการบริหารจัดการในส่วนท้องถิ่นทำได้ดีมาก ทำให้ลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคได้

“สำหรับไก่ที่เลี้ยงอยู่ในฟาร์มไม่น่าห่วง เพราะเกษตรกรเข้าใจและมีวิธีการบริหารจัดการที่ดีเพื่อให้พ้นจากโรคระบาดได้ เห็นได้จากในช่วงที่ผ่านมายังไม่มีการตรวจพบไข้หวัดนกเลย ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ยังมีข้อน่ากังวลในด้านการขนส่งสัตว์ปีกตามแนวชายแดนที่อาจเล็ดลอดสายตาไปบ้าง จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ประจำด่านเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น รวมไปถึงการขนส่งวัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงสัตว์ปีกด้วย ทั้งนี้ การควบคุมและเฝ้าระวังไข้หวัดนกได้เป็นอย่างดีนี้ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในสินค้าส่งออกไก่เนื้อของไทย คาดว่าจะส่งผลให้ไทยส่งออกไก่ได้มากขึ้น”.

 

“อิชิตัน” ขอร่วมรักษ์ป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/845418


นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ร่วมมือกับ บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และองค์การจัดการด้านป่าไม้ (FSC™) เปิดโซนการเรียนรู้ FSC™ แห่งแรกในอาเซียน ที่ศูนย์การเรียนรู้ตันแลนด์ โรงงานอิชิตัน กรีนแฟคทอรี่ นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ เฟส 3 จ.พระนครศรีอยุธยา สามารถเข้าชมได้ฟรีทุกวัน (เว้นวันเสาร์) เพื่อกระตุ้นวงการบรรจุภัณฑ์นำเสนอคอนเซปต์ FSC™ ต่อผู้บริโภคชาวไทยให้ร่วมกันแสดงความรับผิดชอบต่อทรัพยากรป่าไม้

“อิชิตัน กรุ๊ป มีนโยบายการผลิตที่มีความยั่งยืน เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อโลกด้วยการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์แบบกล่อง UHT สำหรับสินค้าทุกแบรนด์ในเครืออิชิตันที่มีฉลากตามมาตรฐาน FSC™กำกับ ซึ่งเครื่องหมาย FSC™ คือสัญลักษณ์ที่ได้รับการรับรองจาก Forest Stewardship Council™ (องค์การจัดการด้านป่าไม้) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระระดับโลก เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มผู้นำประเทศ ผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างมาตรฐานความรับผิดชอบต่อการใช้ทรัพยากรป่าไม้ทั่วโลก”

ด้านรัตนศิริ ติลกสกุลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “FSC™ คือป่าที่มาจากการรับรองการบริหารการจัดการด้วยความรับผิดชอบระดับสากลที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งการตัดต้นไม้ 1 ต้น เพื่อนำเยื่อมาผลิตบรรจุภัณฑ์ จะมีข้อกำหนดปลูกทดแทนถึง 40 ต้น เพื่อคืนความสมดุลให้ป่า บริษัทฯยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับอิชิตัน กรุ๊ป ในโปรเจกต์นี้”.

 

ตรุษจีนคึกคัก สนามบินภูเก็ต เปิดอาคาร X – Termina รองรับผู้โดยเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2560 20:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/845262


สนามบินภูเก็ต เตรียมความพร้อมให้บริการผู้โดยสารในช่วงเทศกาลตรุษจีนประจำปี 60 พร้อมทั้งเปิดใช้อาคาร X-Terminal เพื่อให้บริการเพิ่มเติมรองรับผู้โดยสาร 1.01 ล้านคน

เมื่อวันที่ 27 ม.ค.60 นางมนฤดี เกตุพันธุ์ ผู้อำนวยการสนามบินภูเก็ต บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.กล่าวว่า สนามบินภูเก็ตได้มีการประชุมวางแผนบูรณาการร่วมกับหน่วยงานราชการ สายการบิน และผู้ประกอบการที่ปฏิบัติงานภายใน สนามบินเพื่อให้การต้อนรับ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่เดินทางมาท่องเที่ยว จ.ภูเก็ต ในช่วงเทศกาลตรุษจีนประจำปี 2560 ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 27 ม.ค.60 โดยคาดว่าระหว่างวันที่ 28 ม.ค.-15 ก.พ.60 จะมีผู้โดยสารมาใช้บริการเพิ่มขึ้นประมาณ 1.01 ล้านคน

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการรองรับเที่ยวบินในช่วงเทศกาลตรุษจีน สนามบินภูเก็ตจึงได้ใช้อาคาร X-Terminal สำหรับเที่ยวบินในเส้นทางระหว่างประเทศสำหรับการเตรียมความพร้อมการใช้อาคารดังกล่าว สนามบินภูเก็ตได้เตรียมความพร้อมในด้านอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ระบบตรวจรับบัตรโดยสาร (check- in counters) ระบบสายพานลำเลียงกระเป๋า ระบบจอแสดงผล FIDS (Flight Information Display System) และระบบประกาศเที่ยวบิน รวมทั้งระบบ x-ray บุคคลและสัมภาระ รวมทั้งจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกผู้โดยสาร และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในอาคาร

ทั้งนี้ สายการบินแจ้งความประสงค์ที่จะไปใช้อาคาร X-Terminal ในช่วงเวลาดังกล่าว จำนวน 2 สายการบิน คือ สายการบิน Royal Flight Airline ทำการบินเฉลี่ยวันละ 2 เที่ยวบิน คือ เวลา 12.00 น.และ 18.00 น. และสายการบิน Azur Air ทำการบินเฉลี่ยวันละ 2 เที่ยวบิน คือ เวลา 08.00 น. และ 10.00 น. ซึ่งจะเริ่มใช้บริการอาคาร X-Terminal ดังกล่าวในวันที่ 30 ม.ค.60 สำหรับมาตรการการรักษาความปลอดภัย ปัจจุบันสนามบินภูเก็ตได้ดำเนินการตามมาตรการการรักษาความปลอดภัยระดับ 3

โดยเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราพื้นที่โดยรอบ ทภก. และตั้งจุดตรวจยานพาหนะ ณ ทางหลวงหมายเลข 4031 ที่จะนำเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร ทภก.รวมทั้งเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตระเวนระงับเหตุ เพื่อตรวจตราความเรียบร้อยภายในอาคารผู้โดยสาร รวมทั้งเพิ่มเจ้าหน้าที่จราจรเพื่อระบายความคับคั่งบริเวณชานชาลาผู้โดยสารขาออก และชานชาลาผู้โดยสารขาเข้าของอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศและอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ สนามบินภูเก็ต

ขณะเดียวกันสนามบินยังได้รับการสนับสนุนกำลังพลจากหน่วยงานราชการ สายการบิน และผู้ประกอบการที่ปฏิบัติงาน ณ สนามบินภูเก็ตในการอำนวยความสะดวกและให้บริการแก่ผู้โดยสาร โดยส่วนของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ได้ดำเนินการขยายพื้นที่การให้บริการ และได้จัดสรรกำลังพลเพิ่มขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร

นางมนฤดี กล่าวอีกว่า ขณะนี้สนามบินภูเก็ตอยู่ระหว่างดำเนินการโครงการพัฒนาสนามบินภูเก็ต (ปีงบประมาณ 2553-2557) ซึ่งอาจทำให้การให้บริการผู้โดยสารดำเนินไปภายใต้กายภาพที่มีข้อจำกัด และอาจส่งผลให้เกิดความไม่สะดวกในการให้บริการ

 

ตั้งหมอจิตเวช ร่วมสอบรองอธิบดีฯฉาว! คาดกลับไทยต้นก.พ. อาจลาออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2560 19:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/845246


นายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ก.พาณิชย์ เตรียมตั้งกรรมการสอบวินัย รองอธิบดีฉาวมือฉกภาพ แม้ว่าญี่ปุ่นจะไม่เอาเรื่อง คาดกลับถึงไทยต้น ก.พ. เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชร่วมด้วย ชี้โทษสูงสุดถึงขั้นไล่ออก ถึงจะชิงลาออกก่อนเกษียณก็ต้องสอบ…

วันที่ 27 ม.ค. หลังมีรายงานว่านายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้รับการปล่อยตัวจากทางการญี่ปุ่น โดยยอมจ่ายค่าปรับให้กับโรงแรมเจ้าของภาพวาดที่ขโมยมา และคาดจะเดินทางกลับมาประเทศไทยราวต้นเดือนก.พ.นี้ (ญี่ปุ่นปล่อยแล้วรองอธิบดีฯ กงสุลเจรจาเจ้าของโรงแรม ขอชดใช้ค่าเสียหาย)

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา จะตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบวินัยทันที ซึ่งโทษตามระเบียบข้าราชการพลเรือนจะมีตั้งแต่เบาไปหาหนัก เช่น ภาคทัณฑ์ ลดเงินเดือน ปลดออก ให้ออก ไล่ออก ซึ่งเป็นโทษสูงสุดและจะไม่มีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จบำนาญ

สำหรับกรณีนี้ นายสุภัฒจะได้รับโทษสถานใด ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการ โดยจะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเข้ามาเป็นคณะกรรมการด้วย

ส่วนกระแสข่าวที่ว่า นายสุภัฒอาจตัดสินใจลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุราชการในเดือนก.ย.นี้นั้น ขณะนี้ ยังเป็นเพียงกระแสข่าว และผู้บังคับบัญชาของนายสุภัฒยังไม่มีใครทราบเรื่อง อย่างไรก็ตาม หากมีการลาออกจริง กรมฯก็ยังคงต้องตั้งคณะกรรมการสอบวินัยเหมือนเดิม เพราะเป็นการกระทำผิดในระหว่างรับราชการ.

เครดิตภาพจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา

 

รฟท.ปลื้ม ยอดอุบัติเหตุจุดตัดเสมอทางรถไฟ-รถยนต์ ต่ำสุดในรอบ 10 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2560 17:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/845096


การรถไฟฯ เผยสถิติอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดเสมอระดับทางรถไฟและรถยนต์ ประจำปีงบประมาณ 59 มีจำนวนลดต่ำสุดรอบ 10 ปี เร่งติดตั้งเครื่องกั้นอัตโนมัติ อำนวยความสะดวกประชาชน…

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 60 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า รัฐบาลได้มีนโยบายให้ความสำคัญต่อการลดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดเสมอระดับทางรถไฟและรถยนต์ โดยมอบหมายให้ รฟท.เร่งดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ในการแก้ปัญหาอุบัติเหตุ พร้อมกับดำเนินการติดตั้งระบบ เครื่องมือ และสัญญาณเตือนบริเวณจุดตัดเสมอระดับทางรถไฟและรถยนต์ ในกรอบระยะเวลา 3 ปี (2558-2560) ได้ส่งผลให้การเกิดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดเสมอระดับทางรถไฟและรถยนต์มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ สถิติการเกิดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดเสมอระดับทางรถไฟและรถยนต์ ประจำปีงบประมาณ 59 พบการเกิดอุบัติเหตุทั่วประเทศทั้งปี 77 ครั้ง มีจำนวนการเกิดเหตุน้อยสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ปี 50 เป็นต้นมา และเมื่อเทียบกับปี 58 ซึ่งเกิดขึ้น 92 ครั้ง พบว่ามีแนวโน้มการเกิดอุบัติเหตุที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุของปี 59 มีจำนวนทั้งสิ้น 32 ราย ลดลงจากปี 58 ที่มีผู้เสียชีวิต 41 รายเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มการเกิดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดเสมอระดับทางรถไฟและรถยนต์จะลดลง แต่การรถไฟไม่ได้นิ่งนอนใจต่อการแก้ปัญหา ยังคงเดินหน้าสร้างความปลอดภัยเพื่อลดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟให้เหลือน้อยที่สุด ขณะนี้กำลังเร่งติดตั้งเครื่องกั้นอัตโนมัติ และระบบสัญญาณเตือนบริเวณจุดตัดเสมอระดับทางรถไฟให้ครบตามแผนที่กำหนดในปี 60

ขณะเดียวกัน ได้ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น ในการแก้ปัญหาอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดเสมอระดับทางรถไฟทั่วประเทศ ด้วยการจัดกำลังเจ้าหน้าที่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ปฏิบัติงานด้านการรักษาความปลอดภัย ณ บริเวณจุดตัดทางรถไฟ ร่วมกับนายสถานีรถไฟที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อีกด้วย.

 

กรมทางหลวง แจ้งปิดถนนเพชรเกษมช่วงบางสะพาน ซ่อมแซมทางที่ถูกน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2560 17:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/845110


(ภาพจากประชาสัมพันธ์กรมทางหลวง)

กรมทางหลวง แจ้งปิดถนนเพชรเกษม กม.386+542 ช่วงบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อปิดซ่อมสะพานที่เสียหายจากน้ำท่วม ในวันที่ 31 ม.ค. 60 เวลา 18.00 น. ถึงเวลา 19.00 น. วันที่ 1 ก.พ. 60

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 60 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า ตามที่เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ที่ผ่านมาทำให้สะพานวังยาว บนทางหลวงหมายเลข 4 หรือ ถนนเพชรเกษม ช่วง กม.386+542 ได้รับความเสียหาย และกรมทางหลวงได้ดำเนินการทอดสะพานเบลีย์เพื่อให้การจราจรผ่านชั่วคราวไปแล้วนั้น

ทั้งนี้ในวันที่ 31 ม.ค. 60 กรมทางหลวง โดยศูนย์สร้างสะพานและบูรณะสะพานที่ 4 (นครศรีธรรมราช) จะเข้าดำเนินการรื้อสะพานเบลีย์ และทำการซ่อมแซมสะพานบางสะพาน–น้ำรอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ กม.386+542 ด้านฝั่งขาขึ้นกรุงเทพฯ ซึ่งต้องปิดการจราจรเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค. 60 เวลา 18.00 น. ถึงเวลา 19.00 น. วันที่ 1 ก.พ. 60 โดยจะดำเนินการรื้อสะพานเบลีย์ ทำ Approach Slap (โครงสร้างเสริมบริเวณคอสะพาน) ใหม่ ระหว่าง กม.386+300–กม.388+418 บริเวณหน้าหมวดทางหลวงบางสะพาน–บริเวณจุดกลับรถบ้านเขานางล้อม

โดยจะให้รถทุกชนิดเบี่ยงไปวิ่งสวนทาง ด้านซ้ายทางฝั่งขาล่องใต้ เป็นระยะเวลาประมาณ 15 ชั่วโมง ระยะทาง 2.118 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้เส้นทางดังกล่าว ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 4 ได้ดำเนินการทอดสะพานเบลีย์ในฝั่งขาล่อง เพิ่มอีก 1 ตัว ทั้งนี้ ประชาชนสามารถขอทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586