หุ้นไทยปิดตลาด ปรับลดเล็กน้อยที่ 0.20 ดัชนีอยู่ที่ 1,590 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2560 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/845146


หุ้นไทยปิดตลาดปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 0.20 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,590 จุด มูลค่าการซื้อขาย 41,510 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 27 ม.ค.60 พบว่า ดัชนีปรับตัวลดลงที่ -0.20 จุด เปลี่ยนแปลง -0.01% ดัชนีอยู่ที่ 1,590.80 จุด มูลค่าการซื้อขาย 41,510.10 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)

 

‘พาณิชย์’ ส่งมาตรการเร่งด่วน ช่วยเกษตรกรปลูกมัน ดันราคาให้เหมาะสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2560 16:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844995


‘พาณิชย์’ คุมเข้มส่งออกสต๊อกมันสำปะหลังต่อการส่งออก 1.5 ต่อ 1 ส่วน และเร่งผู้ซื้อรีบซื้อผลิตภัณฑ์ หลังทำเอ็มโอยูไว้ตั้งแต่ปีก่อน หวังให้ผู้ส่งออกเร่งหาซื้อมัน และระบายผลผลิตออกนอกประเทศ เพื่อดึงราคาขึ้น เกษตรกรไม่เดือดร้อน หลังพบผลผลิตมันกว่าครึ่งกระหน่ำออกมากในช่วงนี้

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวง ได้ติดตามสถานการณ์ผลผลิตและราคามันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง พบว่าขณะนี้จนถึงเดือนเม.ย.60 ผลผลิตมันสำปะหลังสด จะออกสู่ตลาดจำนวนมาก ประมาณ 17.89 ล้านตัน หรือ 57.34% ของผลผลิตรวมที่มีประมาณ 31.19 ล้านตัน ตามการคาดการณ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงต้องเตรียมมาตรการรับมือให้พร้อม เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาที่เกษตรกรขายได้ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต

ทั้งนี้กระทรวงจะควบคุมดูแลการตรวจสอบสต๊อกของผู้ส่งออก ตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ที่กำหนดให้ผู้ส่งออกต้องเก็บสต๊อกมันสำปะหลังต่อการส่งออกในอัตราส่วน 1.5 ต่อ 1 หรือมีสินค้า 150 ตัน สามารถส่งออกได้ 100 ตัน ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกต้องซื้อมันสำปะหลังจากเกษตรกรเพิ่มขึ้น เพราะหากไม่สต๊อกไว้ตามที่กำหนด จะไม่สามารถส่งออกได้ และล่าสุดได้มอบหมายให้นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรมต.ประจำกระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบสต๊อกของผู้ส่งออกที่พระนครศรีอยุธยา วันที่ 29 ม.ค.นี้แล้ว และจะตรวจสอบสต๊อกของผู้ส่งออกรายอื่นๆ ต่อไป

นอกจากนี้ จะเร่งรัดให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทยและสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง ที่ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับสมาพันธ์ชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.59 เร่งรับซื้อหัวมันสดจากเกษตรกร และขอให้ซื้อในปริมาณที่เพิ่มขึ้นจากที่ได้ตกลงกันไว้ด้วย

สำหรับการผลักดันการส่งออก ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประสานและติดตามผู้นำเข้าที่ได้เดินทางเข้ามาเจรจาจับคู่ธุรกิจ (บิสสิเนส แมชชิ่ง) กับผู้ประกอบการไทย เมื่อวันที่ 14 พ.ย.59 ซึ่งเป็นผู้นำเข้า 53 บริษัท ผู้ผลิต ผู้ส่งออกไทย 39 บริษัท ที่ได้ลงนามเอ็มโอยูร่วมกัน เพื่อซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากไทย 5 ฉบับ ปริมาณ 1.7 ล้านตัน มูลค่า 10,710 ล้านบาท ให้เร่งซื้อทั้งแป้งมัน มันเส้น มันอัดเม็ด และกากมันอัดเม็ดจากไทยโดยเร็ว เพื่อเร่งระบายผลผลิตในประเทศ

ส่วนข้อเสนอของสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เสนอให้รัฐบาลรับซื้อหัวมันสดในราคากิโลกรัมละ 1.80 บาท และให้ลานมันเป็นผู้แปรสภาพเป็นมันเส้น และให้รัฐเก็บสต๊อกไว้ ก่อนที่จะให้ผู้รับซื้อ หรือผู้ส่งออกที่สนใจมาซื้อนั้น กระทรวงรับที่จะพิจารณา แต่ต้องดูความเหมาะสมและความเป็นไปได้ก่อน ส่วนข้อเสนอของสมาพันธ์ชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ที่ให้รัฐสนับสนุนการผลิตมันเส้นสะอาด และเชื่อมโยงการจำหน่ายไปยังกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์และอุตสาหกรรมเอทานอล กระทรวง ได้ดำเนินการแล้ว

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดกระทรวงได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่เป็นแหล่งผลิตมันสำปะหลัง ขอให้เร่งประชาสัมพันธ์แนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลังปี 59/60 ให้เกษตรกรได้รับรู้และเข้าใจ ขอให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เร่งประชาสัมพันธ์ให้เจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. เข้าใจถึงแนวทางปฏิบัติ และอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือ และประสานไปยังกองบังคับการตำรวจทางหลวง เพื่อขอให้ผ่อนผันน้ำหนักบรรทุกเฉพาะรถบรรทุกของเกษตรกรที่ขนมันสำปะหลังไปจำหน่าย ณ จุดรับซื้อ

สำหรับมันสำปะหลังปี 59/60 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติมาตรการบริหารจัดการแล้ว 6 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง 2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกในระบบน้ำหยด 3. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร 4. โครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและการแปรรูปมันสำปะหลัง 5. โครงการพักชำระหนี้เงินต้นและลดดอกเบี้ยให้เกษตรกร และ 6. โครงการให้สินเชื่อเพื่อค่าใช้จ่ายฉุกเฉินสำหรับเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส.

 

‘พาณิชย์’ ตั้งเป้าลุยจัดงาน ‘ธงฟ้าราคาประหยัด’ ทั่วไทย 1 พันครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2560 16:04

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/845008


‘พาณิชย์’ เตรียมจัดงานธงฟ้า ในปีงบประมาณ 60 รวมกว่า 1 พันครั้ง โดยเบื้องต้นจะเน้น 5 จังหวัดภาคใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม หวังบรรเทาความเดือดร้อน และลดค่าครองชีพประชาชน

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมถึงเป็นการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกรว่า กระทรวงฯ มีแผนจะจัดโครงการธงฟ้าราคาประหยัดลดค่าครองชีพขึ้น โดยในปีงบประมาณ 60 มีแผนที่จะจัดจำหน่ายสินค้าธงฟ้าจำนวน 1,110 ครั้งทั่วประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา ได้ดำเนินการไปแล้ว 150 ครั้ง สามารถลดภาระค่าครองชีพได้กว่า 8.23 ล้านบาท

“ในช่วงนี้ กระทรวงฯ จะเน้นการจัดสินค้าธงฟ้าลงพื้นที่ภาคใต้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่เกิดอุทกภัยก่อน โดยมีกำหนดจะดำเนินการใน 5 จังหวัด ได้แก่ สตูล ยะลา นราธิวาส ปัตตานี และนครศรีธรรมราช รวม 37 ครั้ง รวมทั้งจะช่วยนำสินค้าจากภาคใต้ขึ้นมาขายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ ด้วย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ที่ผลผลิตเสียหาย”

อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ ได้จัดทำโครงการรณรงค์ประชาชนตระหนักถึงแนวคิด “ฉลาดซื้อ ประหยัดใช้” โดยขอให้รู้จักเลือกซื้อสินค้าอย่างฉลาดและคุ้มค่า รักษาสิทธิของตนเองในการซื้อสินค้าหรือบริการ โดยการเปรียบเทียบราคาและปริมาณ อ่านฉลากจนเป็นนิสัย จะทำให้สามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า หรือบริการที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และคุ้มค่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไป

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำแอปพลิเคชันลายแทงของถูก และ หนูณิชย์ ไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการเปรียบเทียบราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และสามารถค้นหาร้านหนูณิชย์ ซึ่งเป็นร้านอาหารราคาประหยัดที่เข้าร่วมโครงการกับกระทรวงพาณิชย์ได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

สำหรับสินค้าที่ได้รับความนิยมในการเลือกซื้อของประชาชน ได้แก่ เนื้อหมู ไข่ไก่ น้ำมันพืช ทั้งน้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันปาล์ม ส่วนสินค้าอื่น ทั้งสินค้าเกษตร เกษตรอินทรีย์ ข้าวสาร สินค้าจากฟาร์ม เอาต์เลต และตลาดต้องชม รวมถึงสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ที่กระทรวงฯ ได้ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบน้ำท่วมในภาคใต้นำสินค้ามาวางจำหน่าย.

 

ไก่ไทยได้มาตรฐาน ออเดอร์ส่งออกล้น ปศุสัตว์เผยไทยปลอดหวัดนกกว่า 10 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2560 11:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844878


กรมปศุสัตว์ ระบุไทยปลอดจากไข้หวัดนกมากว่า 10 ปี ส่งผลให้ความต้องการเนื้อไก่ไทยในต่างประเทศพุ่งสูงขึ้น คาดปีนี้จะส่งออกได้ถึง 760,000 ตัน สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 97,900 ล้านบาท…

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 60 นสพ.สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ไข้หวัดนกที่ระบาดในหลายประเทศ ที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO เตือนให้ชาติต่างๆ เฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลายประเทศในเขตหนาว ทั้งแถบยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ที่พบการระบาดด้วย ทำให้ความต้องการเนื้อไก่ในตลาดโลกมีมากขึ้น

สำหรับประเทศไทยไม่พบการเกิดไข้หวัดนกมาตั้งแต่ปี 2549 และเนื้อไก่รวมถึงผลิตภัณฑ์ไก่ของไทยมีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ทำให้การสั่งซื้อสินค้าเนื้อไก่ของไทยเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากตลาดนำเข้าหลักอย่างญี่ปุ่น สหภาพยุโรป รวมทั้งเกาหลีใต้ และล่าสุด สิงคโปร์ยังเปิดรับรองอนุญาตให้ 20 โรงงานผลิตเนื้อไก่สดแช่แข็งของไทยส่งออกได้เพิ่มอีก ปัจจัยบวกทั้งหมดจะส่งผลให้การส่งออกเนื้อไก่ของไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ปัจจุบันหลายประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาการระบาดของไข้หวัดนก และมีการสั่งห้ามนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่เพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อ ซึ่งส่งผลโดยตรงให้ปริมาณไก่เนื้อที่ผลิตได้ทั้งโลกลดลง สวนทางกับความต้องการของผู้บริโภคกลับสูงขึ้น ขณะที่ไทยถือเป็นประเทศแนวหน้าที่สามารถผลิตเนื้อไก่ที่มีคุณภาพสูง และปลอดจากไข้หวัดนกมากว่า 10 ปี ทำให้ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดโลกมากขึ้น”

นสพ.สรวิศ กล่าวอีกว่า ในปี 60 นี้ไทยจะส่งออกเนื้อไก่ผลิตภัณฑ์ เพิ่มขึ้นเป็น 760,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 97,900 ล้านบาท แบ่งเป็นสินค้าไก่แปรรูปปรุงสุก 505,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าถึง 75,300 ล้าน และสินค้าไก่สดแช่แข็ง 255,000 ตัน มูลค่า 22,600 ล้าน และคาดว่าไทยจะมีกำลังการผลิตไก่เนื้อเพิ่มขึ้นเป็น 1,586 ล้านตัว มีเป้าหมายการเติบโตของตลาดส่งออกเนื้อไก่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3%

สำหรับอุตสาหกรรมไก่เนื้อไทยมีการขยายตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2559 ในปีที่ผ่านมา มีการผลิตไก่เนื้อปริมาณรวมถึง 1,540 ล้านตัว แบ่งเป็นไก่เพื่อส่งออก คิดเป็นร้อยละ 82 และอีกร้อยละ 18 เป็นการบริโภคในประเทศ โดยปริมาณการส่งออกรวม 740,000 ตัน มูลค่า 95,000 ล้านบาท มีประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ไก่จากไทยมากถึงร้อยละ 51 ของทั้งหมด ส่วนสหภาพยุโรปร้อยละ 39 และประเทศอื่นๆ อีกร้อยละ 10

 

สนข.พัฒนา ‘บัตรแมงมุม’ เชื่อมการเดินทาง กทม.-ปริมณฑล ภายใน มิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2560 11:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844868


สนข. เร่งรัดการพัฒนาระบบตั๋วร่วมในชื่อ “บัตรแมงมุม” เพื่อความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อการเดินทางทุกรูปแบบใน มิ.ย. 60 เพิ่มศักยภาพการให้บริการของระบบขนส่งมวลชน ทั้งรถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง เรือโดยสาร และทางพิเศษ

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 60 กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ดำเนินการพัฒนาระบบตั๋วร่วม (Common Ticketing System) ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 เพื่อจัดทำนโยบายกำหนดมาตรการ/มาตรฐานระบบตั๋วร่วม ดำเนินการจัดหาผู้พัฒนาระบบตั๋วร่วมและจัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (Central Clearing House: CCH) และการกำกับดูแลการดำเนินงานของผู้พัฒนาระบบ รวมทั้งการดำเนินงานอื่นๆ ที่เป็นการสนับสนุนการดำเนินงานระบบตั๋วร่วมให้ประสบความสำเร็จ

ทั้งนี้ สนข.ได้เร่งดำเนินงานพัฒนาระบบตั๋วร่วม ในชื่อ “บัตรแมงมุม” เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อการเดินทางทุกรูปแบบให้กับประชาชน ด้วยบัตรเพียงใบเดียว มีผลการดำเนินงาน ดังนี้ 1. กำหนดมาตรฐานกลางระบบตั๋วร่วม (Common Ticketing System Standard) เพื่อให้ผู้ประกอบการระบบขนส่ง นำไปปรับปรุง และจัดทำระบบจัดเก็บรายได้ให้มีมาตรฐานเดียวกัน และเตรียมการเพื่อเข้าสู่การใช้งานระบบตั๋วร่วมร่วมกันต่อไป 2. จัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (Central Clearing House: CCH) ในภาคขนส่ง แล้วเสร็จเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ประกอบการรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการในปัจจุบัน 4 สาย ประกอบด้วย ระบบรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (รถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน) ระบบรถไฟฟ้ามหานครสายฉลองรัชธรรม (รถไฟฟ้าสายสีม่วง) ระบบรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์) และระบบรถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา สายที่ 1 และ สายที่ 2 (รถไฟฟ้าสายสีเขียว) เพื่อดำเนินการปรับปรุงระบบจัดเก็บค่าโดยสารให้สามารถรองรับการใช้ระบบตั๋วร่วม และเจรจากับผู้ประกอบการระบบขนส่งรายใหม่ ให้มีการติดตั้งระบบจัดเก็บค่าโดยสารตามมาตรฐานกลางระบบตั๋วร่วมเพื่อรองรับการใช้งาน “บัตรแมงมุม” เมื่อเปิดให้บริการ เช่น ระบบรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ รถโดยสารประจำทาง ระบบทางพิเศษ เป็นต้น รวมทั้งอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ประกอบการนอกภาคขนส่ง เช่น ร้านค้าสะดวกซื้อ เพื่อจัดเตรียมระบบฯ ให้สามารถรองรับการใช้งานร่วมกับระบบตั๋วร่วมต่อไป

3. เตรียมการนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อรับทราบการดำเนินงานและการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานบริหารจัดการ และบำรุงรักษาระบบตั๋วร่วม (CTC) รวมทั้ง การจัดทำร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. … เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในการดำเนินงานระบบตั๋วร่วมต่อไป แผนการดำเนินงานระบบตั๋วร่วมในปี 2560 สนข. ได้กำหนดแผนงานเพื่อให้ระบบตั๋วร่วมสามารถใช้เดินทางในระบบรถโดยสารประจำทางของ ขสมก. และระบบรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการอยู่ในปัจจุบันในเดือนมิถุนายน 2560 นี้ และให้สามารถใช้ระบบตั๋วร่วมกับระบบทางพิเศษ และระบบเรือโดยสาร ในเดือนธันวาคม 2560 นอกจากนี้ ระบบตั๋วร่วมยังได้ออกแบบให้รองรับกับระบบการจ่ายเงินสวัสดิการสังคมและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ภายใต้โครงการระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) ของรัฐบาล โดยกระทรวงการคลังได้กำหนดแผนบูรณาการเข้ากับระบบจ่ายเงินสวัสดิการภาครัฐสำหรับพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ให้เริ่มใช้ได้ในเดือนตุลาคม 2560

อย่างไรก็ตาม ระบบรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการ ประชาชนก็จะสามารถใช้ระบบตั๋วร่วมในการเดินทางในรถไฟฟ้าสายต่างๆ เหล่านั้นได้ด้วย ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางเชื่อมต่อทุกรูปแบบ ด้วย “บัตรแมงมุม” เพียงใบเดียว ซึ่งเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

รับตรุษจีน! ทองเปิดตลาดร่วง 50 รูปพรรณขายออกบาทละ 20,400

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2560 09:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844855


ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 27 ม.ค. ลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,800 ขายออกบาทละ 19,900 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,450.28 ขายออกบาทละ 20,400 บาท …

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ราคาลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,800.00 บาท ขายออกบาทละ 19,900.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,450.28 บาท ขายออกบาทละ 20,400.00 บาท

 

การบินไทย อัดโปรโมชั่นตั๋วราคาพิเศษต้นปี เดินทางได้ถึง 31 มี.ค.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2560 08:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844790


การบินไทย ออกโปรโมชั่นบัตรโดยสารราคาพิเศษรอบต้นปี 2560 Fly Smart with THAI ไปยังจุดหมายปลายทางในเอเชีย ยุโรป และออสเตรเลีย ซื้อได้จนถึง 15 มี.ค.และออกเดินทางได้ถึงวันที่ 31 มี.ค.2560…

บริษัท การบินไทยฯ ออกโปรโมชั่นบัตรโดยสารราคาพิเศษรอบต้นปี 2560 Fly Smart with THAI สู่จุดหมายปลายทาง ในชั้นหนึ่ง ชั้นธุรกิจ และชั้นประหยัด ในเส้นทางทวีปเอเชีย ยุโรป และออสเตรเลีย

เส้นทางในทวีปเอเชีย อาทิ จากกรุงเทพฯ สู่ฮ่องกง เริ่มต้นที่ 8,480 บาท ฟุกุโอกะ เริ่มต้นที่ 17,605 บาท ฮาเนดะ นาริตะ นาโกย่า โอซากา เริ่มต้นที่ 18,750 บาท ซับโปโร เริ่มต้นที่ 22,125 บาท โซล/ปูซาน เริ่มต้นที่ 14,150 บาท ไทเป เริ่มต้นที่ 10,845 บาท มะนิลา  เริ่มต้นที่ 8,545 บาท ปักกิ่ง เริ่มต้นที่ 14,165 บาท เซี่ยงไฮ้ เริ่มต้นที่ 13,375 บาท

เส้นทางไปยังทวีปยุโรป อาทิ จากกรุงเทพฯ ไปยัง ลอนดอน เริ่มต้นที่ 31,270 บาท แฟรงก์เฟิร์ต เริ่มต้นที่ 27,540 บาท ซูริก เริ่มต้นที่ 27,540 บาท มิลาน มิวนิก เริ่มต้นที่ 27,975 บาท โรม บรัสเซลส์  เริ่มต้นที่ 26,840 บาท ปารีส มอสโก เริ่มต้นที่ 23,635 บาท

เส้นทางไปยังทวีปออสเตรเลีย อาทิ จากกรุงเทพฯ ไปยัง ซิดนีย์ เริ่มต้นที่ 24,360 บาท โอ๊คแลนด์ เริ่มต้นที่ 28,100 บาท

รวมทั้งเส้นทาง ภูเก็ต – ฮ่องกง – ภูเก็ต เริ่มต้นที่ 9,830 บาท เส้นทาง ภูเก็ต – แฟรงก์เฟิร์ต – ภูเก็ต เริ่มต้นที่ 29,535 บาท และเส้นทางเชียงใหม่ – คุนหมิง –เชียงใหม่ เริ่มต้นที่ 7,790 บาท

ทั้งนี้สามารถออกบัตรโดยสารตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2560 และออกเดินทางตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 โดยมีเงื่อนไขและข้อจำกัดของบัตรโดยสารซึ่งท่านสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaiairways.com

 

รัฐเร่งเครื่องลุยเมกะโปรเจกต์ สคร.เล็งปลดล็อกกฎหมาย “พีพีพี” ปูพรมแดงรับนักลงทุนต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ม.ค. 2560 08:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844701


นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เพื่อให้การประมูลในโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือ พีพีพี ที่กระทรวงคมนาคมจะเปิดประมูลในอนาคต มีความน่าสนใจและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนมากขึ้น สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จึงจ้างบริษัทโลแลนด์เบอร์เจอร์เข้ามาศึกษารายละเอียดใน 3 ส่วนหลัก คือ 1.โครงสร้างกฎหมายพีพีพีของไทยแตกต่างจากต่างประเทศอย่างไร 2.โครงสร้างการลงทุนในอดีตมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน รายรับ รายจ่าย และการหาภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการ (โอปะเรเตอร์) เป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมา เอกชนเป็นคนรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเอง รวมถึงต้องนำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับต่างประเทศด้วย ที่ผ่านมาบริษัทดังกล่าวแจ้งว่า ได้มีการศึกษาการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอื่นๆ ด้วย เช่น มาเลเซีย จีน และแอฟริกาใต้ 3.ดูรายละเอียดมาตรฐานของสัญญาพีพีพีของโครงการกระทรวงคมนาคม เนื่องจากกระทรวงมีโครงการพีพีพีมากสุด ทั้งนี้ เพื่อให้โครงการร่วมลงทุนพีพีพี มีความน่าสนใจมากขึ้น

“สาเหตุที่ สคร.ต้องว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษามาศึกษาเพิ่มเติม เพราะการประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพูที่ผ่านมา ไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติเลย หลังได้ข้อสรุปขั้นตอนต่อไปจะรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานอื่นๆ ตามแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการภาครัฐ 56 โครงการ ขณะเดียวกัน จะขอรับฟังความคิดเห็นของสำนักงานกฤษฎีกาและอัยการในกรณีที่มีการแก้ไขสัญญาด้วย รวมทั้งสอบถามปัญหาอุปสรรคการเข้าร่วมลงทุนของภาครัฐ เพื่อนำไปแก้ไขปรับเปลี่ยน เพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้ามาร่วมประมูลมากขึ้น”

นายพีระพลกล่าวว่า โครงการลงทุนของกระทรวงฯ ทำตามกฎหมายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐปี 56 แต่เรื่องการประกันรายได้ขั้นต่ำของเอกชน ปัจจุบันกฎหมายไทยยังไม่เปิดช่องให้รัฐอุดหนุนในระยะยาวเหมือนต่างประเทศ ซึ่งบริษัทดังกล่าวต้องไปประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศกับโครงการขนาดใหญ่ว่า มีการประกันรายได้ขั้นต่ำเท่าไร แบ่งผลกำไรให้ภาครัฐอย่างไร โดยบริษัทได้แจ้งว่ากำลังศึกษารายละเอียด คาดว่าจะแล้วเสร็จโดยเร็ว และในอนาคตหลังรับฟังความเห็นจากหน่วยงานเกี่ยวข้องแล้ว จะต้องแก้ไขกฎหมายหรือไม่ ต้องรอดูผลการศึกษาก่อน เพราะโครงการลงทุนยังมีอีกหลายโครงการ อย่างไรก็ตาม หากมีการกำหนดเกณฑ์ใหม่จะใช้กับโครงการลงทุนใหม่ที่ยังไม่ได้เปิดประมูล ส่วนที่ประมูลไปแล้วก่อนหน้านี้ ก็ให้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป.

 

“ออมสิน” นำทีม สคบ.ตรวจเข้มเยาวราช ขู่ “ตรุษจีน” เบียดเบียนผู้บริโภคจับ-ปรับ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ม.ค. 2560 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844699


นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) เปิดเผยหลังนำคณะเข้าตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่ย่านเยาวราช ว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ทำถูกต้องตามกฎหมาย ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เช่น ร้านทองได้แสดงข้อมูลให้ผู้บริโภครับทราบอย่างครบถ้วน ทั้งชื่อประเภทและชนิดของสินค้า น้ำหนัก ปริมาณความบริสุทธิ์ของทองรูปพรรณ รวมถึงราคาขายในแต่ละวัน และราคารับซื้อคืนทองรูปพรรณอย่างละเอียด เช่นเดียวกับร้านขายของสด ที่ส่วนใหญ่ติดป้ายแสดงราคาชัดเจน โดยจากการสอบถามพ่อค้าแม่ค้าพบว่า ที่ผ่านมาบรรยากาศการซื้อขายไม่ค่อยคึกคัก แต่ในวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันจ่าย ทำให้มีประชาชนออกมาซื้อของกันมากกว่าปกติ

ขณะที่ พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการ สคบ. กล่าวว่า ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ สคบ.ออกไปสุ่มตรวจตลาดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อเตือนผู้ประกอบการไม่ให้กระทำความผิด พร้อมแจ้งประชาชนว่า หากพบผู้ประกอบการธุรกิจรายใด เอาเปรียบขึ้นราคาสินค้าสูงเกินปกติ หรือจำหน่ายสินค้าไม่มีคุณภาพ โทร.แจ้งสายด่วน 1166 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยหากพบร้านทองไม่แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า มีโทษปรับ 50,000-100,000 บาท หรือจำคุก 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่ร้านค้าที่จำหน่ายอาหารและสินค้า ฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือจำหน่ายสินค้าไม่ได้คุณภาพ มีโทษปรับ 10,000 บาท หรือจำคุก 1 ปีทันที.

 

กล่อมชาวนาปลูกข้าวคุณภาพสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ม.ค. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844697


น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ เตรียมเรียกกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงสาธารณสุข หารือถึงแนวทางการบูรณาการเพื่อให้ไทยเดินหน้าสู่การเกษตรแบบยั่งยืน ส่งเสริมการทำสินค้าเกษตรปลอดภัย เพื่อร่วมกันทำการตลาด ยกระดับผลผลิต และรายได้ให้เกษตรกร รวมทั้งช่วยให้ผลผลิตข้าวมีแหล่งจัดจำหน่ายสม่ำเสมอ เนื่องจากแต่ละปีไทยปลูกข้าวมากเกินความต้องการ ซึ่งปัจจุบันบริโภคข้าว 6-7 ล้านตันต่อปี จากอดีตบริโภคข้าว 10 ล้านตันต่อปี

“เกษตรกรต้องให้ความร่วมมือในการผลิตข้าวให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด โดยข้าวหอมมะลิที่ปลูกได้มากที่สุดคือ ในภาคอีสาน ซึ่งมีมูลค่าสูงไม่น่าเป็นห่วง เหลือในส่วนของข้าวขาวที่ผลิตได้ในลุ่มเจ้าพระยาที่ต้องรณรงค์จูงใจให้ชาวนาเห็นความสำคัญในการเปลี่ยนแนวทางปลูกใหม่ให้ลดพื้นที่ลงบ้าง เพื่อสร้างความสมดุลผลผลิตและบริโภค ทั้งนี้ที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มปรับโครงสร้างการปลูก สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ชาวนาบางกลุ่ม หรือส่วนใหญ่แทบจะไม่รู้นโยบายของกระทรวงเกษตรฯเลยว่าต้องลดผลิตข้าว และเพิ่มคุณภาพข้าว”

สำหรับการปลูกข้าวตามแผนครบวงจรปี 60/61 หากจะผลักดันให้สำเร็จจะต้องจูงใจเกษตรกรให้รวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ โดยปีนี้ได้ปรับลดเงื่อนไขหรือเกณฑ์ต่างๆจากปี 59 ที่กำหนดให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรอย่างน้อย 50 คน พื้นที่ปลูกข้าว 1,000 ไร่ เหลือให้รวมกลุ่มเกษตรกรอย่างน้อย 30 คน พื้นที่ปลูกข้าว 300 ไร่ เนื่องจากเกษตรกรของไทยส่วนใหญ่เป็นรายย่อย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ลงพื้นที่เพื่อเตรียมคัดสรรพื้นที่แล้ว โดยจะดำเนินการในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกตั้งแต่เดือน พ.ค. เป็นต้นไป

“เกษตรฯขอความร่วมมือไปยังมหาดไทยให้นำแผนลดผลผลิตข้าวคุณภาพต่ำเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวคุณภาพสูง ไปชี้แจงกับเกษตรกรว่า หากทำตามคำแนะนำของกระทรวงเกษตรฯจะได้รับเงินที่มากกว่า อาทิ การปลูกข้าว เกรดพรีเมียม เช่น ไรซ์เบอร์รี่ สังข์หยด ข้าวอินทรีย์ ซึ่งมีความต้องการในตลาดมาก โดยราคาที่ขายได้จะสูงกว่าข้าวปกติ 10-20% และหากทำตามแผนของรัฐ เกษตรกรจะไม่ลำบากในการหาตลาด เพราะกระทรวงพาณิชย์ได้เจรจาเปิดพื้นที่ในโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศให้ขายฟรี เริ่มเปิดตัวแห่งแรก เม.ย.นี้”.