กระตุ้นลงทุนภาครัฐ-เอกชน คลังฝันหวาน 2 แรงแข็งขันช่วยขับเคลื่อนประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ม.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844696


นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนา “กลุ่มจังหวัด-คลัสเตอร์ โมเมนตั้มใหม่ เศรษฐกิจไทยสู่ระดับโลก” ว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศปีนี้ ยังใช้การลงทุนภาครัฐเป็นตัวนำ พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุน เพราะหากมีเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนเป็นจำนวนมาก ก็จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีขึ้น ขณะที่รัฐบาลจะเน้นการปรับโครงสร้างประเทศไทยเข้าสู่ยุค 4.0

ทั้งนี้ การจัดสรรงบประมาณจะเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านกลไกจังหวัดทั้ง 18 กลุ่ม ซึ่งวันที่ 27 ม.ค.นี้ ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะมีการพิจารณางบประมาณเพิ่มเติม 190,000 ล้านบาท โดยตั้งวงเงินกู้เพิ่มไว้ 160,000 ล้านบาท ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อปัญหาหนี้สาธารณะ เนื่องจากถึงสิ้นเดือน ธ.ค.60 สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศจะอยู่ที่ 42% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการกระจายงบประมาณลงสู่จังหวัดต่างๆ มากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเป็นการทำงานร่วมกันของผู้ว่าราชการจังหวัดกับภาคเอกชนในพื้นที่ เพื่อพิจารณาโครงการที่ตรงกับความต้องการของท้องถิ่น โดยกำหนดกรอบงานไว้ 5 ประการ คือ 1.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพอุตสาหกรรม การค้าและการลงทุน 2.โครงการพัฒนาด้านการเกษตร 3. โครงการท่องเที่ยว 4. โครงการดูแลสังคม และ 5. โครงการขนาดใหญ่ “เมื่อมีการกระจายงบลงไป จะช่วยให้เศรษฐกิจท้องถิ่นดีขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น รัฐบาลพร้อมจัดสรรงบให้กับจังหวัดเพิ่มเติมในปีงบประมาณ 61 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงาน”

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไปกับโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อว่าปีนี้จะมีการเบิกจ่ายงบสำหรับโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 230,000 ล้านบาท ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม สายสีแดง สายสีชมพู สายสีเหลือง รวมถึงรถไฟรางคู่ และระบบบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ ส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า ปีนี้การลงทุนภาคเอกชนจะไม่ขยายตัว อาจเป็นภาคเอกชนไทย.

 

“สมคิด” แก้ลำขอกำจัดจุดอ่อนต่อ ไทยหล่นชั้น 76 สู่ 101 ภาพลักษณ์คอร์รัปชัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ม.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844695


“สมคิด” แจงดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันปี 59 ไทยหล่นจากอันดับที่ 76 มาเป็นอันดับที่ 101 ดูน่าตกใจ อ้างการรวบรวมเพื่อทำดัชนีชี้วัดของ 13 องค์กรโลก เกี่ยวกับไทยแค่ 7-8 องค์กรเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลยังคงกำจัดจุดอ่อนที่มีอยู่เพื่อสร้างความโปร่งใสต่อไป

ตามที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติได้เปิดผลจัดอันดับดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันประจำปี 2559 จากทั้งสิ้น 175 ประเทศ ซึ่งปรากฏว่าไทยหล่นจากอันดับที่ 76 ในปี 2558 มาเป็นอันดับที่ 101 ในปี 2559 นั้น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กล่าวว่า อันดับที่ลดลงมากเป็นเพราะมีประเทศที่เกาะกลุ่มอยู่ในช่วงคะแนนเดียวกันจำนวนมาก จึงทำให้อันดับของไทยตกลงไปมากจนดูน่าตกใจ ทั้งที่จริงๆคะแนนลดลงเพียงเล็กน้อย

ขณะเดียวกัน การประกาศผลออกมาในจังหวะที่มีข่าวว่าบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รับสินบนจากบริษัทโรลส์-รอยซ์ จึงเป็นผลให้คนคิดว่าปีที่ผ่านมาไทยมีคอร์รัปชันมากขึ้น ทั้งๆที่กรณีของการบินไทยเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน นอกจากนี้การสำรวจยังใช้คะแนนหลายรูปแบบ ทั้งจากการสัมภาษณ์นักธุรกิจ ซึ่งมักตอบตามอารมณ์ความรู้สึกในแต่ละช่วง แม้บางคนอาจยังมีความรู้สึกไม่แน่ใจ แต่ก็ว่ากันไป นอกจากนี้ การสำรวจยังนำดัชนีจากหลายองค์กรมาผสมกัน และสรุปมาเป็นคะแนนเองด้วย

ด้านนายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารมว.พาณิชย์ และ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า เมื่อเข้าไปดูในรายละเอียดของการให้คะแนนขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติในปี 2559 แล้ว จะพบว่าองค์กร 13 แห่งที่ให้คะแนนไทยนั้น มีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยจริงๆเพียง 7-8 แห่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม คะแนนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับไทยมาก มาจากการจัดทำดัชนีของ 4 องค์กรคือ สถาบัน International Institute for Management Development (IMD) มีประกาศการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน 2016 ในด้านคอร์รัปชัน คะแนนของไทยขึ้นจาก 38 เป็น 44 คะแนน

ขณะที่ World Justice Project Rule of law Index 2016 ให้คะแนนไทยดีขึ้นจาก 26 เป็น 37 คะแนน ตัวนี้น่าสนใจ เพราะคำถามคือรัฐบาลคุณใช้หน้าที่การงานทำประโยชน์ส่วนตนหรือไม่ พบว่าคนถูกสัมภาษณ์คิดว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่การงานในการหาผลประโยชน์ส่วนตน ส่วน 2 องค์กรที่ให้คะแนนไทยลดลงคือ Political and Economic Risk Consultancy 2016 จากอันดับที่ 42 เป็น 38 และ World Economic Forum Executive Opi-nion Survey 2016 หรือ WEF ตกจาก 43 เป็น 37 คะแนน ในคำถามว่าเป็นเรื่องปกติแค่ไหนในประเทศคุณที่คนจะจ่ายสินบนด้านการนำเข้า-ส่งออก สาธารณูปโภค ภาษี การจัดซื้อจัดจ้าง และคำตัดสินของศาล

“สรุปคะแนนปีนี้มีทั้งส่วนที่ดีขึ้นและส่วนที่ลดลง สุดท้ายกลายเป็นคะแนนลดลงไปเพียง 3 คะแนน แต่เมื่อจัดอันดับรวมกลุ่มแบบกรุ๊ปปิ้งมา อันดับของประเทศไทยจึงลดลงมาก แต่กระนั้นก็ตาม ภายใต้คะแนนที่ลดลงยังมีแสงสว่างลอดจาก 2 องค์กรที่ให้คะแนนไทยดี และทั้งสององค์กรก็เป็นองค์กรที่สำคัญ โดยเฉพาะ IMD แต่ไม่ว่าคะแนนจะเป็นอย่างไร รัฐบาลไทยจะยังคงพยายามอุดรูรั่ว และกำจัดจุดอ่อนที่มีอยู่เพื่อสร้างความโปร่งใสต่อไป”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดแคบ พักหายใจรอตัวเลขเติบโตไตรมาส 4 ปี 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2560 06:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844747


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี โดยส่วนใหญ่ลดลง ขณะที่นักลงทุนกำลังรอการเปิดเผยอัตราการเติบโตของสหรัฐฯ ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2016…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 26 ม.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 32.40 จุด หรือ 0.16% ปิดที่ 20100.91 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 1.69 จุด หรือ 0.07% ปิดที่ 2296.98 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 1.16 จุด หรือ 0.02% ปิดที่ 5655.18 จุด

บิล ลีนช์ ผู้อำนวยการด้านการลงทุนของบริษัท ฮินส์เดล แอสโซซิเอตส์ ระบุว่า ตลาดอาจจะกำลังพักหายใจ หลังจากเมื่อวานนี้ (15 ม.ค.) ดาวโจนส์ปิดเกิน 20,000 จุดได้เป็นครั้งแรก ก่อนที่จะมีการเปิดเผยรายงานอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2016

 

“พฤกษา” กางแผนรุกตลาดพรีเมียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ม.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844692


นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การที่บริษัทได้ปรับโครงสร้างกิจการโดยการจัดตั้งบริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ก็เพื่อความคล่องตัวในการขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจใหม่ที่สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาโอกาสทางธุรกิจอื่นๆ โดยจะเห็นความชัดเจนในเดือน ก.พ.นี้ โดยภายใต้พฤกษา โฮลดิ้ง จะมีแบ่งเป็นกลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท, กลุ่มพฤกษา เรียลเอสเตท พรีเมียม และกลุ่มบริหารธุรกิจอื่นๆ

สำหรับแผนธุรกิจในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 52,900 ล้านบาท ยอดโอน 50,200 ล้านบาท เติบโตจากปี 2559 อยู่ที่ 19% และ 9% ตามลำดับ ซึ่งกลยุทธ์ที่จะนำมาใช้ก็ยังคงเน้นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับราคากลาง-ล่าง เพราะเป็นตลาดที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้ภาพรวมตลาดกลุ่มนี้ มีส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 70-80% ของมูลค่าตลาดรวม โดยของบริษัทครองส่วนแบ่งมากกว่า 15% ในส่วนของแผนเปิดโครงการใหม่ในปีนี้จะมีจำนวน 72 โครงการ มูลค่ารวม 60,800 ล้านบาท

“ในปีนี้บริษัทมีแผนที่จะกลับมาบุกตลาดในกลุ่มพรีเมียมมากขึ้น เตรียมเปิด 6 โครงการ มูลค่า 9,900 ล้านบาท เพื่อให้ครอบคลุมในทุกเซ็กเมนต์ ทั้งนี้สัดส่วนของตลาดกลุ่มพรีเมียมปัจจุบันอยู่ที่ 22-32% ของตลาดรวม”

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษาเรียลเอสเตท-พรีเมียม กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลปี 2560 คาดว่าจะเติบโตจากปีที่ผ่านมาประมาณ 5% และมีมูลค่าตลาดรวม379,000 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนด้านการคมนาคมจากภาครัฐ

“ปีนี้จะถือเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างทางธุรกิจ การแข่งขันของผู้ประกอบการ รวมถึงรูปแบบการพัฒนาโครงการใหม่ๆออกสู่ตลาดมากขึ้น”.

 

โจรแจกหนัง EP.2 จับผู้ร้ายไร้ตัวตน หวังพึ่ง พ.ร.บ.คอมฯ ใหม่ บล็อกเว็บทันใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843727


เมื่อเจ้าของเว็บดูหนังออนไลน์ในคราบนักบุญทำผิดกฎหมายแบบคาหนังคาเขา แต่ยังคงลอยหน้าลอยตาจากการฉกผลงานของผู้สร้างสรรค์มาหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองอยู่เรื่อยมา ขณะที่ ทางภาครัฐก็ยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ เสมือนเล่นวิ่งไล่จับเงาที่ไร้ตัวตน

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอพาผู้อ่านไปเจาะปัญหาที่เกิดขึ้นว่า…เพราะอะไรกัน? ทำไมภาครัฐถึงยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทันโจรพวกนี้เสียที และพ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่ ที่ทางเจ้าของผลงานต่างฝากความหวังไว้ จะจัดการปัญหาพวกนี้ให้สิ้นซากได้หรือไม่ โปรดติดตาม…

รู้จัก ‘หน่วยงานรัฐ’ และบทบาทหน้าที่เรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ทางเว็บไซต์

ถ้าพูดถึงเรื่องเว็บไซต์ดูหนังออนไลน์ ที่ละเมิดลิขสิทธิ์เอาหนังมาฉายโดยเป็นการแสวงหาประโยชน์สู่ตัวเองนั้น จะมีหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบหลักๆ ได้แก่

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ชื่อเดิมคือกระทรวงไอซีที) หัวเรือใหญ่ที่มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับการวางแผนส่งเสริม พัฒนา และดําเนินกิจการเกี่ยวกับดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ดูแลเรื่องการกระทำผิดทางเทคโนโลยี ตามอำนาจของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 รอผลบังคับใช้)
กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ ตามอำนาจของ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์, พ.ร.บ.การเงินการธนาคาร, พ.ร.บ.ภาษี, พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ฯลฯ
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหน่วยงานที่ดูแลคุ้มครองเรื่องสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา

เจาะปัญหาภาครัฐ เหตุไฉน…จับ ‘โจรแจกหนัง’ ไม่ได้สักที?

1. อยากจับ…แต่เจ้าของหนังไม่ให้อำนาจ
“ผมอยากจับนะ แต่ผู้เสียหายไม่ให้อำนาจตำรวจในการจับเลย” พ.ต.ท.พลชัย กิจกุลธนันต์ รองฯ ผกก.3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) มือจับโจรขโมยหนัง กล่าวประโยคแรกด้วยความเหนื่อยใจ ก่อนเล่าต่อว่า คดีลิขสิทธิ์เป็นความผิดส่วนตัว จะต้องมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ และเมื่อมีการตกลงกันชดใช้ค่าสินไหมจนเป็นที่พอใจ ผู้เสียหายก็สามารถยอมความได้ ตำรวจก็ไปดำเนินคดีต่อไม่ได้เพราะยอมความแล้ว ไม่เหมือนคดีเครื่องหมายการค้าที่แม้ไม่มีผู้เสียหายตำรวจก็เข้าไปจับได้ทันที

“เมื่อปี 2559 มีคดีละเมิดลิขสิทธิ์หนัง 3 คดี และผลคดีปรากฏว่า ผู้เสียหายออกมาถอนคำร้องทุกข์ คดีก็ไม่ได้ดำเนินต่อก็ถือว่าจบกันแค่นั้น ตำรวจทำอะไรต่อไม่ได้ และยังไม่เคยมีคดีที่สู้กันถึงที่สุด เพราะเป็น ความผิดที่เขาตกลงกันได้ กฎหมายเปิดช่องให้เขายอมความ มีการชดใช้สินไหม เราก็ห้ามเขาไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องเอกชน”

ส่วนเบื้องหลังของการถอนคำร้องทุกข์นั้น เป็นเพราะอะไร พ.ต.ท.พลชัย อธิบายว่า “บางครั้งเจ้าของเว็บไซต์ดูหนังได้ชดใช้ค่าสินไหมให้ผู้เสียหายจนพึงพอใจก็เป็นอันยอมความกัน เพราะผู้เสียหายไม่อยากขึ้นโรงขึ้นศาลหลายรอบ อีกทั้ง เจ้าของเว็บไซต์เองก็ยินดีที่จะจ่ายตามความพอใจเลย ส่วนจะไปขโมยหนังมาลงออนไลน์ต่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าทั้งสองฝ่ายมีการตกลงกันอย่างไร หากผู้เสียหายบอกว่า ทำต่อได้แต่ต้องจ่ายเพิ่ม เจ้าของเว็บก็จ่ายเพิ่มและละเมิดลิขสิทธิ์ต่อไปก็ย่อมได้…”

2. อยากจับ…แต่ยังหาตัวคนผิดไม่เจอ เซิร์ฟเวอร์อยู่ต่างประเทศ
นายขจิต สุขุม ผอ.สำนักลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวถึงปัญหาในการจับกุมกลุ่มนักฉกหนังว่า ทางเจ้าหน้าที่ไม่ทราบตัวคนที่เอาหนังใส่เข้าไปในเว็บไซต์ ไม่มีจำเลย ไม่มีมนุษย์ที่เป็นผู้ร้าย จึงไม่รู้ว่าจะดำเนินคดีกับใคร เพราะหนังทั้งหลายที่อยู่บนเว็บไซต์ มีเซิร์ฟเวอร์อยู่ในต่างประเทศ ขณะที่กฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยก็มีอำนาจไม่ถึง รวมทั้ง ยังต้องขอความร่วมมือจากต่างประเทศให้ช่วยจัดการด้วย แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า ต่างประเทศจะให้ความร่วมมือด้วยหรือเปล่า

“กรมทรัพย์สินฯ ร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลฯ พยายามที่จะใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์ มาช่วยในการแก้ปัญหา ถ้าไม่ยอมเอาหนังลงเราก็อาจจะขอบล็อก แต่ว่าวิธีนี้ยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เพราะในส่วนของงานลิขสิทธิ์ จะต้องเป็นเจ้าของสิทธิ์ร้องทุกข์ และดำเนินการ ดังนั้น ถ้าให้เราจัดการโดยไม่มีเจ้าของสิทธิ์มาร้องทุกข์มันจึงไม่ง่าย” ผอ.สำนักลิขสิทธิ์ กล่าว

3. อยากจับ…แต่ พ.ร.บ.คอมฯ 2550 ไม่ได้ให้อำนาจปอท.
พ.ต.อ.สยาม บุญสม รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) กล่าวว่า การละเมิดลิขสิทธิ์ดูหนังออนไลน์ยังไม่อยู่ในความผิด พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับเก่าปี 2550 (ฉบับใหม่ยังไม่มีผลบังคับใช้) ทำให้ ปอท. ไม่มีอำนาจในการดำเนินการจับกุม แต่ก็มีหน่วยงานอย่าง ปอศ. รับผิดชอบด้านพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์อยู่แล้ว ซึ่งได้จับกุมกันโดยตลอดเพียงแต่อาจจะไม่ได้ออกข่าวเท่านั้น

“หลังจากที่ พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่นี้มีผลบังคับใช้ ตามมาตรา 20 (3) ทาง ปอท. ถึงจะมีอำนาจในการเข้าไปดำเนินการปัญหานี้ได้ และคาดว่าจำนวนเว็บจะต้องลดลง เพราะมีการประชุมหาทางแก้ปัญหากันแล้ว อีกทั้ง ยังเป็นนโยบายของรัฐบาลในเรื่องลิขสิทธิ์ไม่ใช่เฉพาะหนัง ฉะนั้นก็ต้องทำให้เรื่องละเมิดลิขสิทธิ์หมดไปหรือน้อยลงไปให้ได้” พ.ต.อ.สยาม กล่าว

ปิดกั้นได้…แม้เซิร์ฟเวอร์อยู่ต่างประเทศ

พ.ต.อ.สยาม กล่าวถึงกรณีที่มีเซิร์ฟเวอร์อยู่ต่างประเทศว่า เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจนอกประเทศ แต่ก็ใช้วิธีการปิดกั้นการเข้าถึงของประชาชนที่อยู่ในประเทศแทน ส่วนจะมีเว็บดูหนังออนไลน์ผุดขึ้นมาอีกหลายร้อยเว็บก็เป็นเรื่องที่กระทรวงดิจิทัลฯ และ กสทช. มีวิธีการจัดการ”

หวังพึ่ง พ.ร.บ.คอมฯ ใหม่ บล็อกเว็บละเมิดลิขสิทธิ์หนังทันใจ

นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษากรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ระบุว่า จากเดิมหากจะปิดบล็อกเว็บเหล่านี้ จะต้องรู้ตัวผู้กระทำความผิด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันยากมากที่จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดในระยะเวลาอันสั้น และคิดว่าจะต้องมีการฟ้องร้องด้วย เพราะบางครั้งผู้กระทำความผิดใช้เซิร์ฟเวอร์จากต่างประเทศ ซึ่งกว่าจะหาเจอก็ใช้เวลานาน

แต่หากเป็น พ.ร.บ คอมฯ ฉบับใหม่ ที่ออกมานี้ มาตรา 20 (3) ระบุว่า ‘ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาหรือกฎหมายอื่นซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนและเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนั้นหรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ร้องขอ’

ถึงแม้ไม่รู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังนั้นเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Line หรือ Account ใดๆ สามารถเข้าไปปิดได้ทันที ไม่ต้องไปร้องต่อศาล เพียงแค่เอา URL, Line, Account มาก็สามารถปิดได้เลย พ.ร.บ คอมฯ ฉบับใหม่ก็จะมีประสิทธิภาพในส่วนนี้

“ผมคาดว่าหาก พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่นี้ประกาศใช้ จะทำให้เว็บไซต์ดูหนังฟรีต่างๆ จะเอาหนังออกมาให้ดูออนไลน์ได้น้อยลง ขณะที่ เจ้าหน้าที่รัฐก็สามารถปิดกั้นได้มากขึ้น” นายไพบูลย์ คาดการณ์

เจ้าของหนังแก้ปัญหาปลายเหตุ ปิดหนึ่งเว็บ เปิดต่อเป็นร้อย

ขณะที่ พ.ต.ท.พลชัย กล่าวต่อว่า ส่วนใหญ่เจ้าของหนังมักจะเข้ามาแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่า มีการละเมิดลิขสิทธิ์หนังของเขากับตำรวจ จากนั้น นำบันทึกแจ้งความไปร้องที่กระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อขอให้ปิดเว็บไซต์เหล่านี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ก็จะปิดให้เลยรวดเร็วกว่า แต่ปัญหาคือ เมื่อปิดได้แล้วก็เปิดกันขึ้นมาใหม่อีกเป็นร้อยๆ เว็บ มันจึงเป็นแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่เจ้าของหนังไม่ได้มอบอำนาจให้กับตำรวจในการสืบสวนจับกุมเลย บางครั้ง เจ้าของหนังก็ให้เหตุผลว่า ไม่มีงบพอที่จะไปตามจับบ้าง หรือไม่อยากเสียเวลาตามจับ สุดท้ายแล้วเจ้าของหนังก็เอาบันทึกแจ้งความไปต่อรองเรียกค่าสินไหมกับเว็บไซต์แทน

“เจ้าของหนังไม่ประสงค์ที่จะให้ตำรวจดำเนินคดีจนผู้ต้องหาติดคุก แต่กลายเป็นว่า ตำรวจเป็นเครื่องมือในการไปจับเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมาเจรจาต่อรองเรียกค่าเสียหายกันเองมากกว่า” รองฯ ผกก.3 บก.ปอศ. กล่าว

ไล่บล็อกเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ เหมือนเว็บโป๊ ทำได้หรือไม่?

การแก้กฎหมายให้ไล่บล็อกเว็บดูหนังออนไลน์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์แบบเว็บหนังโป๊ทำได้หรือไม่? พ.ต.อ.สยาม บุญสม รอง ผบก.ปอท. อธิบายว่า “หนังเหมือนชิ้นงานสร้างสรรค์ชิ้นหนึ่งที่มีคนผลิตขึ้นมา และผู้ผลิตอาจจะขายให้คนอื่นไปเผยแพร่ต่อ ซึ่งตำรวจไม่อาจทราบได้ว่าเขาขายให้ใครบ้าง เว้นแต่ว่าผู้ถูกละเมิดลิขสิทธิ์หนังออกมาบอกว่าเว็บไซต์นี้ไม่ได้รับอนุญาตจากเขาให้เผยแพร่ เมื่อนั้นตำรวจถึงจะรู้ ดังนั้น เราจะปิดกั้นเหมือนกับพวกเว็บโป๊ที่เห็นโจ่งแจ้งแบบนั้นไม่ได้”

คนดู-คนแชร์ หนังละเมิดลิขสิทธิ์ ผิดไหม?

นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ เผยว่า สำหรับคนที่เข้าไปดูหนังออนไลน์ยังไม่มีความผิด แต่ในเมืองนอกอย่างประเทศอังกฤษ ประเทศอเมริกาหรือในยุโรปหลายๆ ประเทศ เริ่มจะเอาผิดกับคนที่ดูและแชร์ต่อแล้ว แต่ของประเทศไทยยังไม่มีการเอาผิดถึงขั้นนั้น ส่วนการแชร์ต่อๆ กันศาลไทยยังอนุโลมให้อยู่ ยังถือว่าเป็นขอบเขตการใช้ส่วนตัว แต่ถ้าเป็นการแชร์ให้บุคคลจำนวนมาก โดยหลักแล้วก็ถือว่าเป็นการละเมิดแน่นอน ผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์

แนะ ‘เก็บภาษี’ เพิ่ม หากสื่อ Social Media ไม่ระงับการละเมิดลิขสิทธิ์

นอกจากนี้ นายไพบูลย์ ยังได้เสนอแนวทางให้ Social Media มีความรับผิดชอบมากขึ้น เนื่องจากการละเมิดลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่ทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย ผ่านสื่อ Social Media ดังนั้น บางประเทศจึงเลือกใช้มาตรการกดดันทางภาษี โดยการไปติดต่อกับ Youtube, Facebook หากพบว่าไม่มีการปราบปรามจะมีการประเมินภาษีย้อนหลังจากยอดที่เข้าไปดู เมื่อเกิดมาตรการลักษณะนี้ขึ้นมาก็ทำให้สื่อ Social Media เกิดการตื่นตัวและมีการระงับมากขึ้น

“การเข้าไปดูหนังออนไลน์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์มาก็เป็นสิทธิเสรีภาพอย่างหนึ่ง แต่ว่าในมุมที่เราใช้สื่อที่ละเมิดลิขสิทธิ์มาก มันจะก่อให้เกิดปัญหา ทางการสร้างสรรค์ผลงาน ลิขสิทธิ์มันจะน้อยลงเนื่องจากเจ้าของลิขสิทธิ์เองหรือนักแสดงที่ดำเนินการ หรือนายทุนต่างๆ ก็จะไม่มีปัจจัยในการเอื้อต่อการลงทุน ทำให้การสร้างสรรค์ผลงานน้อยลงการละเมิดลิขสิทธิ์มากขึ้น ภาพลักษณ์ของประเทศก็จะแย่ลงด้วยในสายตาประเทศต่างๆ ทั่วโลก” นายไพบูลย์ ฝากทิ้งท้าย

ขณะเดียวกัน ทางทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้ติดต่อไปยัง ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการละเมิดลิขสิทธิ์หนังบนเว็บไซต์ แต่ ดร.พิเชฐ ขอปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ในประเด็นดังกล่าวนี้

อย่างไรก็ดี แม้ว่าภาครัฐจะมีนโยบายป้องปรามอย่างจริงจังแค่ไหน หรือรอความหวังในวันที่ พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับ 2560 บังคับใช้ แต่ก็ดูเหมือนว่า จะไม่ทันการณ์เสียแล้ว เพราะนักสร้างสรรค์ผลงานหลายต่อหลายท่านต่างค่อยๆ ถอยหลังให้วงการหนัง เพราะไม่มีกำลังใจ ทำไปแล้วคนก็เลือกไปดูฟรีบนออนไลน์ เรื่องแบบนี้คงจะไม่มีใครถ่ายทอดความรู้สึกได้ดีเท่ากับเจ้าของลิขสิทธิ์หนัง…พวกเขาคิด พวกเขารู้สึกอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้.

อ่านเพิ่ม

โจรแจกหนัง EP.1 แฉเบื้องหลังเว็บดูหนังฟรี ไล่สูบผลงานชาวบ้าน สร้างรายได้อู้ฟู่!

โจรแจกหนัง EP.3 ลูกถูกพราก เจ้าของลิขสิทธิ์ลาจาก แบบนี้หรือสังคมแบ่งปัน!

ทีเอ็มบีเปิดโมบายแอพพลิเคชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844689


นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีเอ็มบีแบงก์ เปิดเผยว่า ธนาคารเปิดให้บริการโมบายแอพพลิเคชั่น หรือ TMB Business Touch ให้กับลูกค้าเอสเอ็มอี เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถทำธุรกรรมการเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกที่ให้บริการแอพพลิเคชั่นให้กับลูกค้าเอสเอ็มอี

“ทีเอ็มบีเป็นผู้ริเริ่มดิจิทัลแบงก์กิ้งตั้งแต่ 7 ปีที่ผ่านมา มีการเปิดตัว ME by TMB ธนาคารดิจิทัลแห่งแรกในประเทศไทย และยังมีการพัฒนา TMB Internet Banking หรือ TMB Touch โมบายล์แอพพลิเคชั่น ให้ลูกค้ารายย่อยสามารถเปิดบัญชี ฝากและโอนเงิน รวมทั้งขอรายการเดินบัญชี และเอกสารรับรอง โดยไม่ต้องไปทำธุรกรรมที่เคาน์เตอร์ของสาขาธนาคาร เพื่อสนองความต้องการของลูกค้า ที่นิยมทำธุรกรรมการเงินผ่านดิจิทัลมากขึ้น ธนาคารจึงใช้งบลงทุนไอทีปีละ 2,000-3,000 ล้านบาท”

สำหรับแอพพลิเคชั่นที่เปิดให้บริการลูกค้าเอสเอ็มอี ในช่วงปีแรกจะมีลูกค้าเอสเอ็มอีสมัครใช้บริการ 20,000-30,000 ราย มียอดการทำธุรกรรม 2 ล้านรายการ และภายในปี 64 จะมีลูกค้าใช้บริการ 100,000 ราย หรือมีอัตราการเติบโตปีละ 10-15% จากปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าเอสเอ็มอี 200,000 ราย.

 

“ทีโอที” โม้คลื่น 2300 เนื้อหอม เอกชน 5 รายรุมจีบขอเป็นพันธมิตรลงทุนคมนาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844685


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้เชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ โดยการใช้คลื่นความถี่ย่าน 2300 เมกะเฮิรตซ์ โดยมีเอกชนให้ความสนใจเข้าร่วม 5 ราย ได้แก่ บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซลคอมมูนิเคชั่น จำกัด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท โมบาย แอลทีอี จำกัด และบริษัท ทานตะวัน คอมมูนิเคชั่น จำกัด โดยเอกชนทั้ง 5 ราย ให้ความสนใจและสอบถามในรายละเอียดของการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับทีโอที โดยคาดว่าเดือน ก.พ.60 นี้จะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ทีโอทีจะคัดเลือกจากข้อเสนอทางเทคนิคก่อน เมื่อคุณสมบัติทางเทคนิคผ่านแล้ว จึงจะเปิดซองราคา เพื่อคัดเลือกผู้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับทีโอที โดยเอกชนที่เป็นพันธมิตรจะต้องลงทุนสร้างโครงข่ายโทรคมนาคมให้ครอบคลุมพื้นที่ 80% ภายใน 5 ปี และจะต้องแบ่งความจุโครงข่ายจะแบ่ง 60% เอกชนสามารถนำไปหาลูกค้าได้เอง ส่วนอีก 40% ให้ทีโอทีไปเปิดให้บริการได้

ส่วนประเด็นที่เอกชนให้ความสนใจและซักถามมาก คือ ประเด็นกฎหมาย เพราะการเป็นพันธมิตรกับทีโอทีจะต้อง
ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างถูกต้อง สัญญาจะต้องผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานอัยการสูงสุด หากเป็นการร่วมทุนที่เกิดมูลค่า 1,000 ล้านบาท ต้องเข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการร่วมทุนกับเอกชน พ.ศ.2553 หรือจะเป็นลักษณะสัญญาเชื่อมต่อโครงข่าย (โรมมิ่ง) หรือสัญญาในลักษณะเดียวกัน บริษัทบีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือกลุ่มบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

สำหรับคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 60 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งทีโอทีได้รับอนุญาตจาก กสทช.เพื่อนำมาปรับปรุงการให้บริการโทรคมนาคมมาตั้งแต่ปี 59 นั้น ได้ส่งแผนการใช้คลื่นความถี่ไปยัง กสทช.แล้ว โดยครั้งแรก กสทช.ไม่เห็นด้วย เนื่องจากไม่มีแผนรายละเอียดการใช้คลื่นความถี่ที่ชัดเจน และขณะนี้ทีโอทีได้ส่งแผนรายละเอียดให้ กสทช.พิจารณาแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างรอเข้าชี้แจงรายละเอียดต่อ กสทช.

 

พช.-สปป.ลาว จัดงานใหญ่ โอทอป 2 แผ่นดิน กระชับสัมพันธ์การค้าขายชายแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ม.ค. 2560 21:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844594


พช.จับมือ สปป.ลาว จัดงาน OTOP สองแผ่นดิน ขนโอทอปฝั่งไทยไปเปิดตลาดที่แขวงไชยบุรี มุ่งแลกเปลี่ยนภูมิปัญญา และกระชับความสัมพันธ์ผ่านการค้าขายชายแดน

วานนี้ (25 ม.ค.) นายสินชัย ถนอมสิน หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย และนายประเสริฐ ลือชาธนานนท์ รอง ผวจ.เลย ร่วมเป็นประธานเปิดงานจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP สานสัมพันธ์สองแผ่นดิน จัดขึ้นบริเวณลานกีฬา เมืองปากลาย แขวงไชยบุรี สปป.ลาว ระหว่างวันที่ 24-28 ม.ค.60 โดยมีผู้ประกอบการจากประเทศไทยและ สปป.ลาว นำผลิตภัณฑ์โอทอปเข้าร่วมแสดงจำนวนมาก และมีประชาชนทั้งสองประเทศให้ความสนใจคับคั่ง

นายสินชัย กล่าวว่า พช.ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนให้มีการยกระดับผลิตภัณฑ์โอทอป เพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยการขยายตลาดสู่สากล การเปิดตลาดในประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยสร้างประสบการณ์ให้กับผู้ประกอบการได้เตรียมความพร้อมสู่ตลาดต่างประเทศ

ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทยได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนให้จังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน จัดทำโครงการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอทอปสานสัมพันธ์สองแผ่นดิน โดยการนำผู้ประกอบการไทยไปเปิดตลาดในพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบด้วย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และเมียนมา รวมทั้งปี 28 ครั้ง

“การจัดงาน OTOP สานสัมพันธ์สองแผ่นดิน ที่ สปป.ลาว ครั้งนี้ จะเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการให้มีความพร้อม เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์โอทอปให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล พร้อมที่จะส่งออกไปยังตลาดในวงกว้าง จะช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชน และช่วยพัฒนาขยายตลาดเชื่อมโยงสินค้าของชุมชนสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกันอีกด้วย” นายสินชัย กล่าว.

 

เยาวราชคึกคัก ปชช.แห่ซื้อของไหว้ แม่ค้าโอดยอดขายหด ซบเซากว่าปีก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ม.ค. 2560 18:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844497


เยาวราชคึกคัก ชาวไทยเชื้อสายจีน แห่ซื้อของเซ่นไหว้วันตรุษจีน แต่แม่ค้าโอด ยอดขายซบเซากว่าปีก่อน เหตุคนประหยัดลดขนาดของไหว้เจ้า เอาแค่ครบตามจำเป็น ประกอบกับคนไทยหันมาดูแลสุขภาพ ไม่กินอาหารมีไขมัน ปริมาณซื้อจึงลดลง

เมื่อวันที่ 26 ม.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการซื้อของไหว้ตรุษจีน ที่ตลาดเก่าเยาวราชนั้น มีชาวไทยเชื้อสายจีนเดินทางเข้ามาจับจ่ายของไปประกอบพิธีเซ่นไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษกันอย่างคึกคัก ทำให้การจราจรบนถนนเยาวราชหนาแน่นตลอดทั้งวัน สำหรับราคาของสด ของแห้ง ในตลาดเยาวราช พบว่า ราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังทรงตัว มีเพียงบางชนิดปรับขึ้นเล็กน้อย กระดาษไหว้เจ้ายอดขายยังดีเหมือนทุกปี

จากการสอบถามแม่ค้าของสด หลายเจ้าบอกว่าขายดีเหมือนปีที่ผ่านมา แต่ยอดขายอาจน้อยกว่า ขณะที่บางร้านบ่นอุบแค่ปลากระบอก 10 ตัว ขายตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงยังขายไม่ออก ลูกค้าขาประจำหายหน้าไม่มาซื้อ อาจเพราะไปเลือกซื้อสินค้าตามห้างสรรพสินค้าซึ่งจัดเป็นเซต จะสะดวกกว่า ส่วนลูกค้าขาจร มีเข้ามาสอบถามราคาเยอะ แต่ซื้อน้อย เป็นลักษณะเดินเช็กราคาก่อนซื้อ เพื่อเปรียบเทียบกับร้านอื่น ในปีนี้ลูกค้ามีความระมัดระวังในการจับจ่ายซื้อของมากขึ้น อาจเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่ประชาชนที่มาหาซื้อของส่วนใหญ่ระบุว่าราคาของที่ต้องใช้สำหรับเซ่นไหว้ในปีนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากปีก่อนมากนัก

“เจ๊รัตนา” เจ้าของร้านกิจเจริญ จำหน่ายเป็ดพะโล้ ไก่ต้ม และของแห้งในตลาดเยาวราช กล่าวว่า ช่วงตรุษจีนมีความคึกคักทุกปี แต่ปีนี้การค้าขายซบเซากว่าปีที่ผ่านมา คนเข้ามาซื้อของไหว้น้อยลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนประหยัดขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจ จึงซื้อของไหว้เจ้าน้อยลง โดยจะซื้อทุกอย่างครบตามความจำเป็นที่ต้องใช้ แต่จะลดขนาดลง อาทิ หมู เคยซื้อครึ่งกิโลกรัม ก็จะซื้อเพียง 3-4 ขีด ไก่ 5-6 ตัว เหลือ 3-4 ตัว ลดปริมาณลงทุกอย่าง ประกอบกับปัจจุบันคนไทยหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น หันไปกินผักกินผลไม้เยอะขึ้น กินของมีไขมันน้อยลง เวลาซื้อของไหว้หมู เป็ด ไก่ จึงเลือกซื้อตามความจำเป็นที่ต้องใช้ ไม่ซื้อเน้นปริมาณเหมือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจการค้าในถนนเยาวราช โดยเข้าตรวจการขายอาหารสดและของไหว้เจ้าในตลาดเยาวราช และตรวจสอบการจัดทำสลากสินค้าทองรูปพรรณและทองแท่ง ร้านจินฮั้วเฮง มีนายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ และประธานบริษัทห้างขายทอง จินฮั้วเฮง ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งได้นำทองแท่งหนัก 10 บาท และทองรูปพรรณขนาดต่างๆ ออกมาให้ตรวจดูสลากพร้อมทดสอบชั่งน้ำหนักพบว่าน้ำหนักทองตรงตามมาตรฐาน มีการจัดทำสลากถูกต้อง

นายจิตติ ได้ชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้ราคาทองรูปพรรณราคาขายอยู่ที่บาทละ 20,300 บาท ได้ลดลงมาเรื่อยๆ โดย 2 วันที่ผ่านมาลดลงวันละ 100 บาท ทำให้ราคาขายอยู่ที่บาทละ 20,000 บาท ซึ่งราคาที่ลดลงในช่วงตรุษจีน จะทำให้คนหันมาซื้อทองคำมากขึ้น.

 

‘สนธิรัตน์’ สั่งพาณิชย์จังหวัด ส่งแผนปั้นตลาดกลางรับลูก ‘สมคิด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ม.ค. 2560 17:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844472


‘สนธิรัตน์’ สั่งพาณิชย์จังหวัดส่งแผนปั้นตลาดกลาง ตามนโยบาย ‘สมคิด’ มาให้พิจารณาสัปดาห์หน้า เพื่อทำโรดแม็ป ก่อนตั้งคณะกรรมการลุยงาน ลั่นต้องเสร็จภายใน 3-6 เดือนแน่

เมื่อวันที่ 26 ม.ค.60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้า ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดที่แบ่งตามกลุ่มจังหวัด (คลัสเตอร์จังหวัด) ทั้งหมด 18 กลุ่มจังหวัด ส่งข้อมูลการจัดทำตลาดกลางตามคำสั่งของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ผลักดันให้มีตลาดกลางเกิดขึ้นทั้งประเทศ แบ่งออกเป็น 3 ตลาด คือ ตลาดกลางสินค้าทั่วไป ตลาดกลางสินค้าอัตลักษณ์ และตลาดกลางชุมชน

ทั้งนี้ หลังจากได้ข้อมูลจากพาณิชย์จังหวัดทั้งหมด ซึ่งจะสรุปว่าแต่ละจังหวัดจะทำตลาดกลางประเภทใด ขายสินค้าอะไร และเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวได้อย่างไรแล้ว จากนั้นจะหารือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และตัวแทนจากกองทุนหมู่บ้าน เพื่อจัดทำแผนโรดแม็ปตลาดกลางทั้งประเทศ ก่อนที่จะจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาผลักดันแผนโรดแม็ป ซึ่งจะมีตนเป็นประธาน เพื่อดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3-6 เดือน ตามคำสั่งของรองนายกรัฐมนตรี หรือภายในกลางปีนี้

“ข้อมูลที่จัดส่งมาจะมีรายละเอียดทั้งหมด เพราะแต่ละจังหวัดมีตลาดอยู่แล้ว เช่น ตลาดต้องชม ตลาดชุมชน ตลาดกลางจังหวัด แต่จะนำมารวบรวมและจัดแบ่งเพื่อนำมาผลักดัน หากทำสำเร็จจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และในแผนโรดแม็ปจะกำหนดว่า หากจัดทำตลาดกลางแล้วจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ มีมูลค่าเท่าไหร่ เพื่อเป็นผลงานชี้วัด และจะของบประมาณมาสนับสนุนการจัดทำด้วย”

ส่วนการมอบนโยบายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้านั้น ได้มอบหมายให้กรมฯ ผลักดันให้ปี 60 เป็นปีแห่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ของไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนตามโจทย์ของรัฐบาล เช่น สร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ด้วยการพัฒนาต้นแบบร้านค้าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น, สร้างความเข้มแข็งให้กับร้านค้าชุมชนไทย สร้างเครือข่ายธุรกิจในพื้นที่ เชื่อมโยงกลุ่มสตาร์ทอัพต่อยอดธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายระหว่างกัน ส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้ประกอบการสามารถค้าขายผ่านออนไลน์ได้ เป็นต้น.