หุ้นไทยสดใสทั้งวัน ปิดตลาดปรับตัวเพิ่ม 6.71 ดัชนีอยู่ที่ 1,591 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ม.ค. 2560 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844519


หุ้นไทยปิดตลาดสดใส ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.71 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,591 จุด มูลค่าการซื้อขาย 71,571.82 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 26 ม.ค.60 พบว่า ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.71 จุด เปลี่ยนแปลง +0.42% ดัชนีอยู่ที่ 1,591 จุด มูลค่าการซื้อขาย 71,571.82 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก 1.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

 

รมช.พาณิชย์ สำรวจตลาด พบสินค้าเซ่นไหว้ตรุษจีนยังราคาปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ม.ค. 2560 15:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844344


‘สนธิรัตน์’ จับมือผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าเซ่นไหว้ตรุษจีนในราคาพิเศษ หวังลดค่าครองชีพประชาชน ย้ำสินค้าส่วนใหญ่ราคาทรงตัว ลั่นเห็นการเอาเปรียบร้องได้ที่สายด่วน 1569

เมื่อวันที่ 26 ม.ค.60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า กรมการค้าภายในได้ร่วมกับผู้ประกอบการ ผู้ค้า ผู้จำหน่าย ในตลาดยิ่งเจริญ จัดงานจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีน เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าในราคาเป็นธรรม และมีการจำหน่ายสินค้าชุดเซ่นไหว้ตรุษจีนราคาพิเศษ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน นอกจากนี้ ยังพบว่า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดยิ่งเจริญโดยรวมมีราคาปกติ ไม่ได้สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งหมู เป็ด ไก่ ผัก และผลไม้

“ช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ ขอให้ผู้ค้าปิดป้ายแสดงราคาอย่างชัดเจน อย่าฉวยโอกาส หากเจ้าหน้าที่พบว่ามีการจำหน่ายสินค้าเกินกว่าราคาแนะนำโดยไม่มีเหตุอันสมควร จะมีความผิดตามกฎหมาย โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนของผู้บริโภคก็ขอให้เปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของตนเอง หากพบเห็นการเอาเปรียบ สามารถแจ้งมาได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569

 

พณ. เผย รองอธิบดีขโมยรูป ไม่ปฏิเสธข้อหา-‘สมคิด’ วอนอย่าเหมารวม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ม.ค. 2560 15:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844365


‘สมคิด’ วอนสังคมอย่าเหมารวมเรื่องบิ๊กข้าราชการฉกรูปที่ญี่ปุ่น ยันพาณิชย์ดูแลอยู่แล้ว และต้องให้ความเป็นธรรม ‘ปลัดพาณิชย์’ ระบุ สคต.โอซากา กำลังประสานตร.ขอเข้าพบ คาดจะได้ข้อเท็จจริงมากขึ้น ด้านขรก.กรมทรัพย์สินทางปัญญา วอนสังคมอย่าซ้ำเติม ศาลยังไม่ตัดสินคดี แต่สังคมตัดสินไปก่อนแล้ว

เมื่อวันที่ 26 ม.ค.60 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีข้าราชการระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ขโมยรูปจากโรงแรมในประเทศญี่ปุ่นและขณะนี้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องตัวบุคคล อย่าเหมารวมทั้งหมด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่แล้ว และต้องให้ความยุติธรรมกับข้าราชการคนดังกล่าว แต่ไม่ได้หมายความว่า จะช่วยเหลือในทางที่ผิด ซึ่งกระทรวงต้องตรวจสอบต่อไป

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น และรองอธิบดีผู้ถูกกล่าวหา ไม่ได้เรียกร้องขอเอกสิทธิ์ใดๆ เพราะเป็นเหตุเฉพาะบุคคล ซึ่งสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศญี่ปุ่น กำลังประสานงานกับทางการญี่ปุ่นเพื่อขอเข้าพบ และพูดคุยอยู่ โดยรองอธิบดีผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา และอยากให้สังคมรอรับฟังสาเหตุ และข้อเท็จจริงก่อน อย่าเพิ่งตัดสินลงโทษเป็นจำเลยสังคม

“มั่นใจว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่กระทบต่อขวัญและกำลังใจในการทำงานของข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ เพราะข้าราชการทุกคนตั้งใจทำงาน และพร้อมยึดหลักการทำงานด้วยความโปร่งใสอยู่เสมอ จึงอยากขอให้เชื่อมั่นในการทำงานของข้าราชการ และไม่อยากให้สังคมหยิบยกประเด็นเล็กน้อยมาเหมารวมการทำงานทั้งหมดของข้าราชการไทย”

ส่วน น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า วันนี้ (26 ม.ค.) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครโอซากา ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ของไทย ได้ประสานตำรวจญี่ปุ่นเพื่อขอเข้าพบแล้ว ซึ่งจะทำให้ทราบข้อเท็จจริงมากขึ้น และขณะนี้กำลังรอการพิจารณาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่น ส่วนกรณีที่มีรายงานว่า กระบวนการทางกฎหมายของญี่ปุ่น อาจจะใช้เวลา 21 วันกว่าจะแจ้งข้อหาได้นั้น ขณะนี้ รองอธิบดียังถือว่ายังอยู่ระหว่างการปฏิบัติงาน และใช้สิทธิลาต่อได้

สำหรับขั้นตอนหลังจากถูกควบคุมตัว ผู้ต้องสงสัย จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายของญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัด เพื่อรออัยการยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาล และหากศาลรับฟ้อง จะต้องถูกคุมขังเพื่อรอวันนัดไต่สวนคดี ขั้นตอนแรกนี้จะใช้เวลาตั้งแต่ 45-90 วัน จึงจะเข้าสู่การพิจารณาคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า เมื่อวันที่ 26 ม.ค.60 เจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น สถานกงสุลไทยในโอซากา และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโอซากา ที่ติดต่อกับทางการญี่ปุ่น เพื่อขอเข้าพบข้าราชการที่ขโมยภาพวาดจากโรงแรมไป แต่ปรากฏว่า ไม่ได้เข้าพบ เพราะบุคคลดังกล่าวได้ใช้สิทธิตามกฎหมาย Privacy Act ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองผู้ต้องหา ของญี่ปุ่น โดยแจ้งความประสงค์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจของญี่ปุ่นว่าไม่ต้องการให้ใครเข้าพบ ดังนั้นจึงยังไม่มีใครสามารถติดต่อกับบุคคลดังกล่าวได้ และจนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการขโมยภาพดังกล่าว.

ขรก.กรมทรัพย์สินทางปัญญา วอนสังคมอย่าซ้ำเติม ศาลยังไม่ตัดสินคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ว่า ข้าราชกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้วิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ดังกล่าวว่า แม้ว่าพฤติกรรมข้าราชการระดับสูงจะทำให้เสียภาพลักษณ์ของหน่วยงาน และของประเทศ เพราะเป็นข่าวออกสื่อไปทั่วโลก แต่รู้สึกสงสารผู้บริหารท่านนี้เป็นอย่างมาก

โดยข้าราชการบางรายระบุว่า ท่านทำผิดหรือไม่ อย่างไรยังไม่ชัดเจน และไม่ใช่คดีใหญ่เหมือนฆ่าคนตาย น่าจะให้ข้าราชการระดับสูงท่านนี้กลับมาชี้แจงข้อเท็จจริงก่อน สังคมไม่ควรตัดสินกันไปก่อน เหมือนเป็นการตัดสินโทษทางสังคม จนอาจทำให้ข้าราชการระดับสูงดังกล่าวเกิดความเครียด เพราะทนแรงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมไทยไม่ไหว

ทั้งนี้ ต้องการคนไทยช่วยกันพิจารณาและช่วยเหลือมากกว่าจะซ้ำเติม เพราะขณะนี้ยังไม่มีใครทราบถึงข้อเท็จจริง อาจทำไปในช่วงที่เมา และไม่รู้ตัว หรือเหตุผลอื่นๆ ดังนั้น การตัดสินคดี โดยเฉพาะสื่อมวลชนขณะนี้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมากจนเกินไป และช่วง 2 ปี ที่ท่านทำงานที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นคนดี รักลูกน้อง แต่อาจจะมีอารมณ์เสียเรื่องสั่งงานแล้วไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการทำงาน จึงอยากให้สังคมเปิดใจบ้าง อย่าวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงจนเกินไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คนขโมยภาพวาดใน รร.ญี่ปุ่นเป็น ขรก.พณ.จริง พร้อมประสานขอเข้าพบ 26 ม.ค

ปลัดพาณิชย์ สั่งตรวจสอบ ขรก.ไปญี่ปุ่นประชุมสิทธิบัตร ถูกจับขโมยภาพวาด

 

แบงก์ชาติชี้ จีดีพีไทยแกร่งคาดปีนี้โต 3.2% ได้แรงหนุนส่งออก-ลงทุนรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ม.ค. 2560 14:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844331


ธนาคารแห่งประเทศไทย มองจีดีพีไทย จะขยายตัวประมาณ 3.2% ได้แรงหนุนจากการส่งออก ภาคเกษตรปรับตัวดีขึ้น รัฐบาลลงทุน พร้อมกระจายงบสู่ท้องถิ่น แต่ต้องจับตาปัจจัยลบจากต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 26 ม.ค.60 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ตลาดเงินและตลาดทุนไทยในปี 60 จะเผชิญความผันผวนและอาจรุนแรงบางช่วง จากเงินทุนเคลื่อนย้าย แต่ยังคงคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปีนี้จะขยายตัวได้ราว 3.2% หลังภาคส่งออกกลับมาขยายตัวดีขึ้นตามเศรษฐกิจโลก และการลงทุนภาครัฐเป็นแรงหนุน

ขณะเดียวกันคาดว่า เงินเฟ้อปีนี้จะอยู่ที่ 1.5% ทยอยปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน-สินค้าโภคภัณฑ์ โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะกระจายตัวได้ดีขึ้นใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.การบริหารจัดการน้ำที่สามารถรับมือกับปัญหาภัยธรรมชาติได้ดีขึ้น เมื่อรวมกับมาตรการช่วยเหลือภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ จะมีส่วนช่วยให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้นส่งผลดีต่อรายได้ของภาคเกษตร

2.งบประมาณของภาครัฐที่มีเป้าหมายกระจายลงไปสู่ระดับจังหวัดมากขึ้น ทั้งงบกลางปี และงบประมาณรายจ่ายปี 61 ซึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือการให้งบกลุ่มจังหวัด 1 แสนล้านบาทในโครงการประชารัฐ และ 3.ภาคการส่งออก ที่เริ่มมีการฟื้นตัวได้ในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่เริ่มมีการฟื้นตัว ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังปี 59

นายวิรไท กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากต่างประเทศทั้งในเรื่องการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ความเสี่ยงจากการเลือกตั้งหลายประเทศในสหภาพยุโรป การเจรจา Brexit ตลอดจนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของจีน และผลกระทบที่จีนจะได้รับจากนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ

ขณะที่ปัจจัยในประเทศที่ยังต้องติดตาม ด้านความสำเร็จของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน ผลกระทบจากการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย และความชัดเจนของการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่ง ธปท.จะมีการทบทวนจีดีพี ในทุกไตรมาส และจะติดตามปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อย่างต่อเนื่อง.

 

รฟม.ย้ำอีกครั้ง สร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว ไม่ปิดห้าแยกลาดพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ม.ค. 2560 13:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844293


รฟม.ย้ำไม่ปิดห้าแยกลาดพร้าว แต่จะเริ่มปิดช่องจราจรบริเวณเกาะกลาง เพื่อกันพื้นที่ก่อสร้างตอม่อ ตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ.เป็นต้นไป พร้อมทั้งจะมีการปาดผิวเกาะริมถนนห้าแยกลาดพร้าว 4 จุด เพิ่มพื้นที่การสัญจรของรถยนต์

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 60 นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้อำนวยการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า ขณะนี้ รฟม.ได้เตรียมงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงต้นทาง บริเวณหมอชิต ซึ่งจะส่งผลกระทบการจราจรบริเวณห้าแยกลาดพร้าว โดย รฟม.จะเริ่มปิดช่องจราจรบริเวณเกาะกลางเพื่อกันพื้นที่ก่อสร้างตอม่อ เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ.เป็นต้นไป จนกว่าจะก่อสร้างโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงต้น บริเวณสถานีหมอชิตแล้วเสร็จ ประมาณช่วงต้นปี 2562

ส่วนงานก่อสร้างจะเป็นออกเป็น 5 ส่วนคือ ส่วน A-E เริ่มต้นก่อสร้างจากส่วน A บริเวณหน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ส่วน B กลางแยกลาดพร้าว ส่วน C บริเวณถนนพหลโยธินขาออก ก่อนถึงห้าแยกลาดพร้าว ส่วน D บริเวณหน้าสวนจตุจักร และส่วน E หน้าธนาคารทหารไทย

ทั้งนี้ งานก่อสร้างส่วน A บริเวณหน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว เริ่มวันที่ 3 ก.พ. 60 จะวางเสาตอม่อเกาะกลางถนนพหลโยธิน โดยใช้พื้นที่ประมาณ 7 เมตร หรือใช้พื้นที่ 2 ช่องจราจร จะกระทบฝั่งขาออกจากแยกลาดพร้าวไปทางถนนพหลโยธิน จากนั่นจะเริ่มก่อสร้างส่วน E บริเวณหน้าธนาคารทหารไทย ในวันที่ 10 ก.พ. 60 จะมีการวางตอม่อจำนวน 19 ต้นไปจนถึงบริเวณหน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว โดยจะมีการปาดผิวเกาะริมถนนเพื่อเพิ่มช่องทางจราจรทดแทน จากนั้นงานก่อสร้างจะทยอยก่อสร้างไปยังส่วน B ในวันที่ 3 มี.ค. และส่วน C ส่วน D จนจบ

สำหรับผลกระทบการจราจรและต้องมีการปาดผิวเกาะริมถนนเพื่อเพิ่มช่องจราจรมี 4 จุด คือ จุด 1-2 ถนนพหลโยธินขาออก ช่วงกลางแยกลาดพร้าว จุดที่ 3 ปาดเกาะบริเวณใกล้ทางลงสะพานข้ามแยกลาดพร้าว ในแนวถนนวิภาวดีรังสิต ที่มุ่งหน้าบริษัท ปตท. โดยทำเป็นจุดกลับรถจากวิภาวดีรังสิตไปเข้า พหลโยธินขาออกได้ และจุดที่ 4 ปาดเกาะจาก ถนนวิภาวดีรังสิต เข้าไปทางสวนสมเด็จย่า เพื่อให้รถสามารถขึ้นสะพานข้ามทางยกระดับไปทางบางกะปิได้ โดยทั้งหมดจะเป็นการปรับใช้การจราจรไปจนถึงปี 2562 พร้อมย้ำว่า ระหว่างก่อสร้างทางโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวจะไม่มีการปิดห้าแยกลาดพร้าวแต่อย่างใด.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

แยกลาดพร้าวจะติดแค่ไหน! จ่อสร้างตอม่อ BTS จากหมอชิต เชื่อมสายสีเขียว

หวั่นอัมพาตทั่วกรุง เลื่อนปิดจราจร ‘5 แยกลาดพร้าว’ เล็งหารืออีกที

 

กลุ่มธรรมาภิบาลร้องนายกฯ ตรวจสอบการจัดซื้อฝูงแอร์บัส A340 การบินไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ม.ค. 2560 13:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844272


ภาพ เครื่องบินโดยสาร แอร์บัส เอ340-600 การบินไทย

กลุ่มธรรมาภิบาล และอดีตกัปตันการบินไทย ยื่นให้นายกฯ ใช้ ม.44 ตรวจสอบความโปร่งใสการจัดซื้อเครื่องบินแอร์บัส A340-500 และ A340-600 จำนวน 10 ลำ ที่ใช้เครื่องยนต์ของโรลส์-รอยซ์ ใช้งานมา 10 ปีจอดทิ้งว่าคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่…

เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2560 นายวิวัฒน์ สมบัติหลาย ประธานกลุ่มธรรมาภิบาล เครือข่ายภาคประชาชนต้านทุจริตคอร์รัปชัน และอดีตกัปตันการบินไทย ได้เข้ายื่นเรื่องต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ผ่านศูนย์บริการประชาชน ให้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสการจัดซื้อเครื่องบินแอร์บัส A340-500 และ A340-600 จำนวน 10 ลำ มูลค่า 55,249 ล้านบาท และใช้เครื่องยนต์ของโรลส์-รอยซ์ ด้วย เพราะใช้งาน 10 ปีแล้ว ถูกจอดทิ้งว่าคุ้มต่อการลงทุนหรือไม่

เรื่องการจัดซื้อเครื่องบินโดยสารพิสัยไกลพิเศษแบบ แอร์บัส A340-500 และเครื่องบินโดยสารพิสัยไกล แอร์บัส A340-600 ที่ใช้งานได้เพียง 9-10 ปี และปลดประจำการ จอดไว้ที่สนามบินดอนเมือง และสนามบินอู่ตะเภา โดยก่อนการจัดซื้อ คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เสนอให้มีการทบทวนการจัดซื้อแล้ว แต่การบินไทยก็ยังดำเนินการจัดซื้อ เมื่อนำไปให้บริการทำให้ขาดทุนปีละประมาณ 3-5 พันล้านบาท จึงหยุดให้บริการ ต่อมาปรากฏว่ามีผู้เสนอซื้อต่อในราคาลำละ 760 ล้านบาท แต่คณะกรรมการบริษัทการบินไทยไม่ขาย เพราะเห็นว่าขาดทุน เนื่องจากซื้อมาลำละประมาณ 5-6 พันล้านบาท จึงเห็นว่าเรื่องนี้ไม่คุ้มประโยชน์ต่อการลงทุน

นายโยธิน ภมรมนตรี อดีตกัปตันการบินไทย กล่าวว่า ปัญหาของการบินไทยไม่ได้เกิดจากการรับสินบนจากโรลส์-รอยซ์ เท่านั้น แต่เกิดขึ้นจากการบริหารงานด้วย โดยเรื่องโรลส์-รอยซ์ เป็นเพียงปัญหาที่เป็นยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น โดยพร้อมเห็นด้วยกับรัฐบาลที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนกรณีคดีสินบนโรลส์-รอยซ์ ทั้งนี้ กลุ่มธรรมาธิบาล ขอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 สั่งตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบในการบินไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเรื่องดังกล่าว.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่

 

กฟน. ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีถูกกล่าวพาดพิงรับสินบนเจเนอรัล เคเบิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 26 ม.ค. 2560 10:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844206


การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) รับทราบข้อมูลจากสื่อมวลชน กรณีถูกกล่าวพาดพิงเรื่องรับสินบนจากเจเนอรัล เคเบิล พร้อมตั้งกรรมการสอบเพื่อหาข้อเท็จจริง ยืนยันกระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส และดำเนินการตามกฎหมาย

นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เปิดเผยภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวงว่า กฟน. รับทราบข้อมูลจากสื่อมวลชน กรณี อ้างว่าการจ่ายสินบนของบริษัท เจเนอรัล เคเบิล คอร์ปอเรชัน จำกัด ให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐในหลายประเทศเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ โดยมีการกล่าวว่าในช่วงปี ค.ศ. 2012-2013 ได้มีการนำเงินบางส่วนไปใช้ในทางทุจริตเพื่อจำหน่ายสินค้าให้แก่รัฐวิสาหกิจไทย 3 แห่ง ได้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) นั้น



ตนเองในฐานะประธานกรรมการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงได้ดำเนินการตามระเบียบการไฟฟ้านครหลวง เมื่อมีเหตุต้องสงสัย ซึ่งกรณีรับสินบนดังกล่าวถือเป็นเหตุต้องสงสัย จึงได้มีการมอบหมายให้ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ดำเนินการตามระเบียบของ การไฟฟ้านครหลวง โดยการตั้งกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีรับสินบนดังกล่าว ซึ่งขอทราบผลการตรวจสอบโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ ยังได้มีการรายงานให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของการไฟฟ้านครหลวง ทราบถึงมาตรการการตรวจสอบดังกล่าวแล้ว ซึ่งท่านได้มีการกำชับให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการให้ถูกต้อง โปร่งใส เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายต่อไป



http://www.mea.or.th/content/detail/87/2550



https://www.facebook.com/METROPOLITAN.ELECTRICITY.AUTHORITY/posts/1607438535949944
 

ระบบไฟฟ้ามั่นคง บริการมั่นใจ ห่วงใยสังคม |

กฟน. เชิญดาวน์โหลดฟรี MEA Smart Life App แจ้งไฟดับ, จ่ายค่าไฟ, เช็กค่าไฟย้อนหลัง ในแอปเดียวจบ..คลิก http://is.gd/KlyQKF


ติดตามสื่ออื่น การไฟฟ้านครหลวง ได้ที่
Application : MEA Smart Life
Website: www.mea.or.th

Facebook : การไฟฟ้านครหลวง (MEA)

Twitter : @MEA_NEWS
YouTube : MEA Multimedia

Line : @meanews

MEA Call Center โทร 1130

 

กฟผ. มั่นใจ ‘โรงไฟฟ้าถ่านหิน’ ไม่เป็นอุปสรรคในการลดก๊าซเรือนกระจก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 26 ม.ค. 2560 10:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/845062


กฟผ.ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่กับพัฒนาโรงไฟฟ้า ตอบสนองการพัฒนาประเทศให้บรรลุเป้าหมายที่ได้แสดงเจตจำนงต่อเวทีโลก ยืนยันโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกตามแผน PDP 2015 ที่กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยการผลิตไฟฟ้าไว้แล้ว

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยหลังจาก ตัวแทน กฟผ. เข้าร่วมประชุมใน COP21 และ COP 22 ว่า กฟผ. สามารถลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตไฟฟ้าตามที่ประเทศไทยได้ลงนามสัตยาบันข้อตกลงปารีส (COP21) และได้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีเป้าหมายต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) อย่างเป็นทางการ จำนวน 2 ฉบับ แบ่งเป็น

1) เป้าหมายการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกก่อนปี พ.ศ. 2563 (NAMAs) ลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 7 ถึง 20 จากระดับการปล่อยในสภาวะเศรษฐกิจปกติ (Business as Usual : BAU) ในภาคพลังงานและภาคขนส่ง ภายในปี 2563 และ

2) เป้าหมายการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกหลังปี 2563 (INDCs) ลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20 ถึง 25 จาก BAU ในทุกภาคส่วน (Economy-Wide) ภายในปี 2573 ซึ่งผลการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2557 ที่ผ่านมา กฟผ. สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 3.2 ล้านตัน

สำหรับการลดก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ.นั้น ในกรณีที่จะสร้างโรงไฟฟ้าใหม่จะใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น โรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง เครื่องที่ 4–7 ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าสูงกว่าเดิม ได้กำลังไฟฟ้ามากขึ้นโดยใช้เชื้อเพลิงน้อยลง เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ซึ่งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมาก เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีเดิม

นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้ปรับปรุงโรงไฟฟ้าเดิม โดยการเปลี่ยนอุปกรณ์บางชิ้นส่วนทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าให้สูงขึ้น เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพกังหันไอน้ำของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ หน่วยที่ 10 และ 11 จากการวิเคราะห์ พบว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพได้ประมาณร้อยละ 1.5 ซึ่งช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 360,000–380,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

ทั้งยังมีการเดินหน้าพัฒนาพลังงานทดแทนตามแผน PDP 2015 โดย กฟผ. ปรับแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนจาก 500 MW เป็น 2,000 MW พร้อมกับการเร่งขยายระบบส่งให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) และในอนาคตจะมีการพัฒนาโครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ Smart Grid ซึ่งเป็นโครงข่ายไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารมาบริหารจัดการ ควบคุมการผลิต ส่ง และจ่ายพลังงานไฟฟ้า สามารถรองรับการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทางเลือกที่สะอาดที่กระจายอยู่ทั่วไป (Distributed Energy Resource : DER) อีกด้วย

อนึ่ง ในเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศภายหลังปี พ.ศ. 2563 นักวิชาการได้อธิบายกรอบความคิดในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ซึ่งแม้ว่าจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มเติมตามแผน PDP 2015 แต่จำเป็นต้องพิจารณาแผนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะพบว่าในภาพรวมจะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายที่ประเทศไทยได้ลงนามสัตยาบันไว้อย่างแน่นอน

 

ทองเปิดตลาดร่วง 100 รูปพรรณขายออกบาทละ 20,550

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ม.ค. 2560 09:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844189


ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 26 ม.ค. ลดลง 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,950 ขายออกบาทละ 20,050 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,586.72 ขายออกบาทละ 20,550 บาท…

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.22 น. ราคาลดลง 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,950.00 บาท ขายออกบาทละ 20,050.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,586.72 บาท ขายออกบาทละ 20,550.00 บาท

 

คลังลุยรีดภาษีเหล้า-บุหรี่เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ม.ค. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844020


สศค.ชงตั้งกองทุนอุ้มคนชรา ตั้งเป้าแจกเงิน 2 พันล้านบาท

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ในเร็วๆนี้ สศค.จะเสนอกระทรวงการคลังตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนชรา โดยจะนำรายได้จากการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตที่เก็บจากเหล้าและบุหรี่ (ภาษีบาป) ซึ่งในปัจจุบันกรมสรรพสามิตได้มอบเงินอุดหนุนให้แก่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ปีละ 2% ของภาษีบาป ขณะที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศ ไทย (ไทยพีบีเอส) และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติได้รับเงินจากภาษีบาปปีละ 2% แต่ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท

“แนวความคิดของ สศค.คือ จะขอส่วนแบ่งเพิ่มเติมจากภาษีบาปที่กรมสรรพสามิตมอบให้แก่ สสส. ไทยพีบีเอสและกองทุนพัฒนาการกีฬา ปีละไม่เกิน 2,000 ล้านบาทไปจัดตั้งเป็นกองทุนฯ เพื่อมอบให้แก่คนชรา 8 ล้านคน จะได้รับเงินช่วยเหลือเติมอีกคนละ 100 บาทต่อเดือน จากที่ได้รับเงินเดือนละ 600 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 700 บาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะรายได้ของคนชราที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 1,200-1,500 บาทต่อเดือน”

ดังนั้น สศค.จึงต้องวางแผนเพิ่มรายได้ให้แก่คนชราต่อไป โดย รมว.คลัง มีแนวคิดที่จะให้คนชราที่ร่ำรวยยอมสละสิทธิ์ ไม่ขอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเดือนละ 600 บาท ซึ่งปัจจุบันคนชราที่มีอายุเกินกว่า 60 ปี มีประมาณ 10 ล้านคน แต่ที่มายื่นขอรับสวัสดิการคนชราเดือนละ 600 บาท มีประมาณ 8 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งคนชราที่จนและคนชราที่ร่ำรวย แต่เมื่อแยกแยะออกมาในเบื้องต้นพบว่า คนชราที่ยากจนจริงๆมีอยู่ประมาณ 3.5 ล้านคน หาก สศค. ขอให้คนชราที่ร่ำรวยสละสิทธิ์ในการรับเงิน 600 บาทต่อเดือน จำนวน 4.5 ล้านคน ก็จะเพิ่มเงินช่วยเหลือให้แก่คนชราที่ยากจนได้มากขึ้น โดยคาดว่าคนชราทั้ง 3.5 ล้านคนจะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเป็นเดือนละ 1,200-1,500 บาท

นายกฤษฎา กล่าวว่า ปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้รัฐบาลต้องจ่ายเงินให้แก่คนชรา ที่มีอยู่เกิน 60 ปี เดือนละ 600 บาท โดยในแต่ละปีจะใช้เงินงบประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท กระจายให้คนชราที่ยากจนและไม่ได้ยากจน ซึ่งในจำนวนของคนชราร่ำรวยนั้น สศค.พบว่ามีอยู่จำนวนหนึ่งเมื่อได้รับเงินมาแล้ว นำไปบริจาคให้แก่องค์กรการกุศลอีกทอดหนึ่ง.