เที่ยวเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ม.ค. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844079


พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ เดินชม บูธของจังหวัดต่างๆ หลังเป็นประธานเปิดงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2560” ที่สวนลุมพินี โดยมีนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวฯ ร่วมเดินด้วย โดยในปีนี้มีการจัดภายใต้แนวคิด “ประเทศไทย สู่ความเรืองรอง”.

 

สั่งคลอดรถไฟความเร็วสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ม.ค. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844011


นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการพีพีพี) ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้พิจารณาโครงการที่จะนำมาเข้าตามมาตรการพีพีพีฟาสต์แทร็คในปี 2560 หลังจากที่ในปี 2559 ที่ผ่านมาสามารถลดระยะเวลาดำเนินโครงการลงจาก 2 ปีเหลือ 9 เดือน ทั้งนี้มีโครงการที่อยู่ในแผนยุทธศาสตร์พีพีพี 5 ปี วงเงิน 1.6 ล้านล้านบาทนั้น มีโครงการที่จะดำเนินการในปี 2560 จำนวน 7 โครงการ วงเงิน 712,000 ล้านบาท ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมไปคัดเลือกโครงการที่จะนำมาเข้าพีพีพีฟาสต์แทร็ค รวมทั้งเสนอระยะเวลาการดำเนินโครงการที่คัดเลือกมาให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาดำเนินโครงการภายใต้มาตรการพีพีพีฟาสต์แทร็ค และให้นำมาเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาภายในวันที่ 31 ม.ค.นี้

สำหรับ 7 โครงการตามแผนยุทธศาสตร์พีพีพีที่จะดำเนินการในปี 2560 ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันออกช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี, โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันตก ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม แห่งประเทศไทย, โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงเตาปูน-วงแหวนกาญจนาภิเษก, โครงการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในการเดินรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, โครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-ระยอง, โครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-หัวหิน และโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายนครปฐม-ชะอำ

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการพีพีพียังได้รับทราบความคืบหน้าโครงการพีพีพีฟาสต์แทร็ค 3 โครงการมูลค่าลงทุน
ประมาณ 200,000 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว-สำโรง ที่อยู่ระหว่างการคัดเลือกบริษัทเอกชน โดยจะคัดเลือกบริษัทเอกชนแล้วเสร็จภายในเดือน ก.พ.นี้ สำหรับอีก 1 โครงการคือ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ จะคัดเลือกเอกชนและร่างสัญญาให้ สคร.และอัยการสูงสุดพิจารณาให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ม.ค.นี้

สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง 2 โครงการคือ สายบางปะอิน-นครราชสีมา และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี ที่ก่อนหน้านี้มีข้อติดขัดเรื่องการเวนคืนที่ดินนั้น ล่าสุดกฤษฎีกาได้ตอบแล้วว่าสามารถให้เอกชนร่วมทุนได้.

 

เตือนอย่าดีใจส่งออกบานฉ่ำ บาทอ่อน-กู้ผ่านไม่ใช่คำตอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ม.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844008


นายทศพล อภัยทาน นักวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงงานวิจัยเรื่อง “จุลทรรศน์ภาคส่งออกไทย : ส่งออกยุคผลัดใบ เลือดใหม่แรงขับเคลื่อน” ว่า การเติบโตของส่งออกไทยที่เคยหดตัวแล้วกลับมาเป็นบวกได้ในปัจจุบัน ไม่ได้มีนัยสำคัญ ที่บ่งบอกว่าจะดีขึ้น สิ่งที่ต้องจับตาดู คือ การกลับมาโตเป็นบวก กระจุกตัวจากผู้ส่งออกรายใหญ่ไม่กี่ราย หรือสินค้าอันใดอันหนึ่ง หรือโตเฉพาะตลาดใดตลาดหนึ่งหรือไม่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น การส่งออกจะไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การเติบโตจากจำนวนราย ที่จำกัดอยู่เพียงไม่กี่ราย และสินค้าไม่กี่ประเภท หรือในบางตลาดที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลง หากมีอะไรเล็กๆน้อยๆ มากระทบกับผู้ส่งออกไม่กี่ราย ก็จะกระทบต่อภาพรวมได้ง่ายๆ และการที่ผู้ส่งออกเป็นผู้นำเข้าด้วย รวมทั้ง การใช้นโยบายดูแลแบบเดิม เช่น การแข่งด้วยค่าเงินบาทอ่อน อาจใช้ไม่ได้ผล เพราะผู้ส่งออกมักเป็นผู้นำเข้าด้วย ฉะนั้น เงินบาทอ่อนดีต่อการส่งออก แต่ก็ไม่ได้ดีกับการนำเข้า หรือการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่คำตอบที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการ

“ภาพรวมของมูลค่าส่งออก 15 ปีที่ผ่านมา ถูกขับเคลื่อนโดยผู้ส่งออกหน้าเก่า ที่อยู่ในตลาดเป็นส่วนใหญ่ โดยมีผู้ประกอบการหน้าใหม่เป็นตัวเสริม แต่ปี 2554-2558 ผู้เล่นเดิมอ่อนแอลงมาก มีอัตราการเติบโตของมูลค่าส่งออกลดลง 0.5% สวนทางกับผู้เล่นหน้าใหม่ที่มีอัตราการโต 2.4%”.

 

ชี้วิธีลดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกัน เปิดไฟหน้าขับเวลากลางวัน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ม.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844004


นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า สถิติของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญๆ อาทิ เทศกาลสงกรานต์ เทศกาลปีใหม่ กรมฯจึงได้ร่วมกับสภาวิศวกร ดำเนินโครงการเปิดไฟหน้ารถ ช่วยลดอุบัติภัย ที่ได้ขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้ถนน ให้เปิดไฟหน้ารถยนต์ ระหว่างการขับขี่รถยนต์ในเวลากลางวัน เช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ที่มีกฎหมายบังคับให้เปิดไฟหน้ารถ เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ

“สถิติการเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่ พบว่าช่วงเวลากลางวันและพลบค่ำรวมกัน คิดเป็น 75% ของการเกิดอุบัติเหตุทั้งหมด การเปิดไฟหน้ารถ ในเวลากลางวัน จะช่วยลดอุบัติเหตุลงได้ 30% ทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์ที่ร่วมทางสามารถมองเห็น ในทุกสภาพอากาศและทุกช่วงเวลา ช่วยเพิ่มระยะการมองเห็นรถยนต์ ที่เปิดไฟหน้ารถในเวลากลางวันจาก 670 เมตร เป็น 1,400 เมตร และขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนน มีน้ำใจรักษาวินัยจราจร ศึกษาเส้นทางที่จะเดินทางเพื่อความปลอดภัย ของผู้ใช้ทางและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ”.

 

ติดดาวร้านอาหารในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ม.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844002


รัฐดึง “มิชลิน” เอาใจนักท่องเที่ยวมีระดับ

รัฐบาลดึง “มิชลิน ไกด์” ช่วยสร้างกระแสให้นักท่องเที่ยวมาไทยแล้วมีการใช้จ่ายด้านอาหารมากขึ้น ด้วยการจัดทำ “มิชลิน ไกด์บุ๊ค แบ็งค็อก” พร้อมกับให้ดาวมิชลินสำหรับร้านอาหารในไทย “ธนะศักดิ์” เผยตอนนี้ในอาเซียนมีเพียงสิงคโปร์ที่เข้าร่วมมิชลิน ไกด์บุ๊ค และไทยจะเป็นประเทศที่ 2

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในการประชุมสมาชิกร่วมระหว่างสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) และสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) ว่า รัฐบาลมีแผนจะผลักดันค่าใช้จ่ายในหมวดหมู่อาหารของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น โดยภายใน 2-3 สัปดาห์จะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการที่การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (ททท.) จะเซ็นสัญญาร่วมมือกับมิชลินไกด์ คู่มือแนะนำโรงแรมและร้านอาหารระดับโลก เข้ามาสำรวจและจัดทำคู่มือแนะนำร้านอาหารที่ได้รับมาตรฐานของมิชลิน ได้แก่ มิชลิน ไกด์บุ๊ค แบ็งค็อก พร้อมกับให้ดาวมิชลินสำหรับร้านอาหารในไทยด้วย ซึ่งโครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป

สำหรับงบประมาณที่คาดว่าจะใช้รวมทั้งสิ้น 4.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 144.5 ล้านบาท) โดยแบ่งเป็นปีแรก 900,000 ดอลลาร์ (ราว 31.7 ล้านบาท) และอีก 4 ปีต่อมาใช้ปีละ 800,000 ดอลลาร์ (ราว 28.2 ล้านบาท) ซึ่ง ครม.จะต้องเห็นชอบให้ ททท.เป็นหน่วยงานที่เข้าไปเซ็นสัญญากับมิชลินในฝรั่งเศส รวมถึงอนุมัติให้บรรจุเป็นงบผูกพันลงในแผนงบประมาณประจำปีของ ททท.ในระยะ 5 ปีต่อไปนี้ด้วย

ทั้งนี้ เมื่อรัฐบาลให้การรับรองโครงการดังกล่าวและพร้อมเดินหน้าแล้ว จะทำให้ไทยเป็นประเทศที่ 2 ในอาเซียนต่อจากสิงคโปร์ที่ได้เข้าร่วมกับมิชลิน ไกด์บุ๊ค ตั้งเป้าว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยส่งเสริมกลยุทธ์กระตุ้นรายจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวมาไทยให้เพิ่มได้ถึง 10% เนื่องจากตามปกติ ชาวต่างชาติที่มาไทยจะใช้จ่ายด้านอาหารอยู่ที่ราว 60% ของการใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งด้วยชื่อเสียงของมิชลินที่ยาวนานนับร้อยปี และมีผู้พร้อมตามรอยเข้ามาจำนวนมาก จะทำให้ไทยได้กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพตามที่ต้องการด้วย

นอกจากนั้น หวังผลคู่ขนานในการกระตุ้นให้ร้านอาหารในไทยปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานบริการต่างๆด้วย เนื่องจากมิชลินจะเป็นผู้เข้ามาสุ่มตรวจสอบร้านอาหารต่างๆด้วยตัวเอง ซึ่งระยะเวลาโครงการที่ต่อเนื่อง 5 ปี เชื่อว่าจะทำให้ร้านอาหารต่างๆที่ต้องการมีรายชื่อเข้าไปบรรจุในไกด์บุ๊ค ต้องรักษาคุณภาพของตัวเองให้ได้ในระยะยาวด้วย และไม่ใช่เฉพาะร้านอาหารขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะมีส่วนร่วมได้ เพราะจากตัวอย่างที่มิชลินได้ดำเนินการร่วมกับสิงคโปร์ไปแล้วนั้น ร้านอาหารในฟู้ดคอร์ตก็สามารถถูกบรรจุรวมในไกด์บุ๊คได้เช่นกัน หากตรงตามมาตรฐานที่มิชลินตั้งไว้

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หลังจากการทำงานใกล้ชิดร่วมกับภาคเอกชนซึ่งรวมตัวกันในนามของสมาคมท่องเที่ยวต่างๆ อาทิ แอตต้า สมาคมโรงแรม ทำให้ในปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมบรรลุตามเป้าหมายที่ 32.5 ล้านคน และในปีนี้คาดว่าจะทำรายได้รวมทั้งตลาดในและต่างประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 2.7 ล้านล้านบาท ซึ่งโดยส่วนตัวเชื่อมั่นว่าจะสูงมากกว่านั้นแน่นอน และพร้อมรับฟังความคิดเห็นต่อเนื่องจากภาคเอกชน หากต้องการให้ช่วยผลักดันมาตรการส่งเสริมตลาดอย่างไร โดยมาตรการลดค่าธรรมเนียมวีซ่าให้กับ 19 ประเทศที่ดำเนินการไปแล้วและจะสิ้นสุดในเดือน ก.พ.นี้นั้น ขณะนี้กำลังเตรียมเสนอให้ ครม.อนุมัติต่ออายุมาตรการออกไป ซึ่งตามข้อเสนอในรอบนี้ต้องการระยะเวลาเพิ่มอีก 6 เดือน แต่ขึ้นอยู่กับการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน

“อุตสาหกรรมท่องเที่ยวสร้างรายได้ในสัดส่วน 17-18% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเดิมอยู่ที่ 16% ซึ่งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาผ่านวิกฤติที่ต้องเผชิญหลายช่วง แต่ได้ความร่วมมือของสมาคมท่องเที่ยวทำงานร่วมกัน และยินดีจะให้ความช่วยเหลือหากมีข้อเสนอใดๆเข้ามาเพิ่มเติม”.

 

“บีโอไอ” ฟุ้งตั้งเป้าส่งเสริม 6 แสน ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ม.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843996


นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อปีที่ผ่านมามีนักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน รวม 1,546 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 584,350 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 550,000 ล้านบาท โดยปีนี้จึงได้ตั้งเป้าหมายขอรับการส่งเสริมฯ ไว้ 600,000 ล้านบาท และมั่นใจว่านโยบายนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จูงใจให้บริษัทของนักลงทุนจากสหรัฐฯ หันกลับไปผลิตสินค้าในประเทศของตนเอง ในระยะสั้นจะไม่กระทบต่อการลงทุนประเทศไทย

“จำนวนโครงการที่ขอรับส่งเสริมเมื่อปีที่ผ่านมา สูงกว่าถึง 56% เมื่อเทียบกับปี 2558 ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนในปีที่ผ่านมาก็สูงกว่าถึง 196% โดยปี 2558 มีมูลค่า 197,740 ล้านบาท ขณะที่เม็ดเงินลงทุนจริง เมื่อปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 490,000 ล้านบาท ถือว่าใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ชี้ให้เห็นสัญญาณลงทุนที่ดีขึ้นต่อเนื่อง จึงมองว่าการลงทุนจริงๆที่จะเกิดในปีนี้ จะอยู่ที่ 600,000 ล้านบาท”

สำหรับปัจจัยสำคัญๆที่จะเอื้อให้การลงทุนปีนี้ขยายตัว จะมาจากการที่พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (พ.ร.บ.) บีโอไอ ที่ล่าสุดได้มีการแก้ไข ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งจากนี้จะได้นำมาพิจารณาว่ากลุ่มอุตสาหกรรมใดบ้างที่เข้าข่ายจะได้รับสิทธิประโยชน์ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ (บอร์ด) บีโอไอเพื่อแถลงให้นักลงทุนทราบ ในเวทีงานสัมมนาและนิทรรศการ โอกาสทางการลงทุนในประเทศไทย (Opportunity Thailand 2017) ที่จะจัดขึ้นวันที่ 15 ก.พ. นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นอกจากนี้ยังมี พ.ร.บ.เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ที่รอประกาศราชกิจจานุเบกษา โดยทั้งหมดจะเป็นกลไกสำคัญที่จะดึงดูดการลงทุน.

 

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง ดาวโจนส์ปิดเกิน 20,000 จุดครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ม.ค. 2560 06:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844063


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันพุธ โดยดาวโจนส์ปิดตลาดเกิน 20,000 จุดเป็นครั้งแรก จากกระแสความคาดหวังนโยบายหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยังไม่เสื่อมคลาย…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 25 ม.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 155.80 จุด หรือ 0.78% ปิดที่ 20068.51 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 18.330 จุด หรือ 0.80 % ปิดที่ 2298.37 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 55.38 จุด หรือ 0.99% ปิดที่ 5656.34 จุด

กระแสความคาดหวังนโยบายหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ดัชนีหุ้นใหญ่ทั้ง 3 ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมาก ตั้งแต่รู้ผลเลือกตั้งประธานาธิบดี ก่อนกระแสจะแผ่วไปในช่วงไม่กี่วันก่อนที่นายทรัมป์ จะสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อสัปดาห์ก่อน อย่างไรก็ตาม ตลาดสหรัฐฯ กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในสัปดาห์นี้

นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดสหรัฐฯ กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากนายทรัมป์ลงนามคำสั่งสานต่อโครงการสร้างท่อส่งน้ำมัน 2 โครงการ ที่ถูกรัฐบาลประธานาธิบดีบารัค โอบามา ระงับไป เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

 

“ดีอี” เดินหน้า พรบ.คอมพ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ม.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843994


นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2560 ที่ผ่านมา พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ.2560 (พ.ร.บ.ดีอี) และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อย และถือว่ามีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการและการกำกับดูแลแล้ว โดยในส่วนของ พ.ร.บ.คอมพ์นั้น กระทรวงดีอีก็ต้องกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งต้องมีกฎระเบียบและแนวทางในการปฏิบัติที่ชัดเจนด้วย

ส่วน พ.ร.บ.ดีอี ถือเป็นเครื่องมือในการทำงานของกระทรวงดีอี เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลนั้น ภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ คือ การนำแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2559 มาทบทวนใหม่ ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน โดยงานเร่งด่วนที่ดำเนินงานภายใน 30 วัน จะต้องเร่งเสนอระเบียบพื้นฐาน เช่น ระเบียบการประชุม ระเบียบเบี้ยประชุม ระเบียบการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ นอกจากนั้นจะมีการตั้งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (สศด.) และยกเลิกสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือซิป้า เปลี่ยนเป็นสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นต้น.

 

เคาะราคาทองปีนี้แตะ 2.2 หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ม.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843989


ออสสิริสจับมือ “ดิเอนเนอร์จี้หัวหิน” ใช้ทองแลกคอนโด

นายกมลธัญ พรไพศาลวิจิต ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ บริษัท ออสสิริส ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า ประเมินว่าราคาทองคำปี 60 จะยังไม่เป็นขาขึ้นรอบใหญ่ แต่จะผันผวนมากกว่าปี 59 คาดว่าปีนี้ทองคำจะสร้างผลตอบแทนที่ 10-15% ให้นักลงทุนมากกว่าปีก่อนที่สร้างผลตอบแทน 7-8% มีปัจจัยหนุนจากความเสี่ยงในภาคการเงินของประเทศในยุโรป นโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯคนล่าสุด “โดนัลด์ ทรัมป์” และปัญหาเศรษฐจีนที่ยังชะลอตัว ทำให้นักลงทุนทองสามารถถือเพื่อรับกำไรได้มากถึงบาทละ 500-800 บาท จากปีก่อนที่จะถือเพื่อขายทำกำไรได้บาทละ 200-300 บาท “ไตรมาส 1-3 เป็นช่วงขาขึ้นของราคาทองคำ โดยจะขึ้นแรงไตรมาส 1 คาดว่าจะมีกรอบราคาอยู่ที่บาทละ 19,000-22,000 บาท หรือ
1,150-1,350 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ จากทั้งปีที่คาดว่าจะมีกรอบที่บาทละ 18,000-22,000 บาท หรือ 1,350-1,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ ค่าเงินบาทที่ 35.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่หากเกิดวิกฤติจะทำให้ราคาทองพุ่งไปถึง 1,450 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ แต่ยังมีปัจจัยกดดันราคาทองคือการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯ 1-2 ครั้งในช่วงกลางปีและปลายปี และหากเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศดีขึ้นจะส่งผลให้กำไรบริษัทเอกชนดี ทำให้การลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทนดีกว่าทองคำ”

นายกมลธัญกล่าวต่อว่า บริษัทได้จัดกิจกรรมนำทองคำแลกคอนโด ดิ เอนเนอร์จี้ หัวหิน ที่มีราคาขายยูนิตละ 2.6-16 ล้านบาท โดยสามารถนำทองคำมาแลกได้ทั้ง 100% ของราคาห้อง โดยกำหนดราคาทองคำ 1 บาท ใช้แทนเงินสดเพื่อซื้อ
คอนโดได้สูงถึง 28,000 บาท เปิดให้แลกถึง 31 มี.ค.นี้ ซึ่งกิจกรรมนี้จะช่วยให้นักลงทุนที่ติดดอยถือทองคำในราคาสูงสามารถหาทางลงและผันเงินไปลงทุนสินทรัพย์อื่นได้ง่ายขึ้น ด้านนายดุลยทัณฑ์ กรณฑ์แสง กรรมการบริหาร บริษัท บ้านราชประสงค์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ไตรมาส 3 ปีนี้จะก่อสร้างโครงการดิ เอนเนอร์จี้ หัวหิน ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 180 ไร่ ให้แล้วเสร็จ 100% จากปัจจุบันสร้างแล้วเสร็จ 90% ทั้งโครงการมีห้องพัก 6,525 ห้อง มียอดขายแล้ว 4,500 ห้อง หรือ 80% ที่เหลืออีก 20% คาดว่าจะขายได้หมดปีนี้ ทั้งนี้ มีแผนนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นภายในไตรมาส 2 ปี 61.

 

The Mall Golden Shine Market

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 26 ม.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844238


(ภาพจากซ้ายไปขวา) คุณจิรพัฒน์ สินไชย, คุณมาลินี สุตังคานุ, คุณพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ ,อ.คฑา ชินบัญชร, คุณวิริฒิพา ภักดีประสงค์, คุณณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์, คุณนงนุช นามวงศ์, คุณพูนทรัพย์ มิ่งวัฒนบุญ และ คุณพรทิพย์ ตัณฑ์จยะ

คฑา ชินบัญชร ร่วมกับ ณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์ เปิดงาน “The Mall Golden Shine Market” (เดอะมอลล์ โกลเด้นท์ ชายน์ มาร์เกต) ตลาดจีนสุดอลังการ รวบรวมเมนูร้านดังต้อนรับตรุษจีน โดยมี พิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์, จิรพัฒน์ สินไชย, พูนทรัพย์ มิ่งวัฒนบุญ, มาลินี สุตังคานุ และวิริฒิพา ภักดีประสงค์ ให้เกียรติเข้าร่วมงาน ณ อีเว้นท์ ฮอลล์ ชั้นจี เดอะมอลล์ บางกะปิ งานจัดตั้งแต่วันนี้ – 3 กุมภาพันธ์ 2560