เอสซีจีหวังรัฐลงทุนดันยอดขาย วางเป้าขยายตัวตามตัวเลขจีดีพี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843986


นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี เปิดเผยว่า ทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลกปีนี้ มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ส่งผลให้ราคาปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ปรับตัวขึ้นตามไปด้วย จึงจะทำให้ยอดขายผลิตภัณฑ์ทุกกลุ่มธุรกิจของเอสซีจีในภาพรวมปีนี้ขยายตัว 5-10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่คาดว่า ตลาดปูนซีเมนต์ในประเทศก็จะขยายตัว 1-3% ตามอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่มีแนวโน้มดีขึ้น จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ และมีการผลักดันให้เกิดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เสริมสร้างความเชื่อมั่นของภาคเอกชน และกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ

“ปีนี้สิ่งที่เอสซีจีคาดหวังมากที่สุด คือการลงทุนภาครัฐ ที่จะมีอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะส่งผลให้มีความต้องการใช้ปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะการใช้ปูนซีเมนต์จากการก่อสร้างภาครัฐ อาจสูงถึง 1 ล้านตัน จากยอดขายรวมทั้งประเทศ ปีละ 40 ล้านตัน ขณะที่วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ก็จะมียอดขายเพิ่มขึ้น ทั้งจากการลงทุนโครงการก่อสร้างภาครัฐ และโครงการอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชน”.

 

เอกชนญี่ปุ่นมั่นใจเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ขอให้ปรับปรุงระบบศุลกากร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ม.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843984


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังนายฮิโระคิ มิสึมะตะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) เข้าพบว่า ทางเจโทรได้รายงานผลการสำรวจความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของนักธุรกิจญี่ปุ่นที่ลงทุนในประเทศไทยให้ทราบ ซึ่งล่าสุดมีแนวโน้มที่ดี โดยความเชื่อมั่นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 อยู่ที่ระดับ 15 ดีขึ้นจากช่วงครึ่งปีหลังของปี 2559 ที่อยู่ที่ระดับ 4 ซึ่งตกลงมาจากช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 ที่อยู่ที่ระดับ 9 แสดงให้เห็นว่านักลงทุนญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทยค่อนข้างดี และต้องการให้ดีแบบนี้ไปเรื่อยๆ

“สิ่งสำคัญที่ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย เนื่องจากแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ความหวั่นเกรงในความไม่แน่นอนเริ่มหมดไป หวังว่าจะรักษาความเชื่อมั่นในระดับนี้ต่อไปให้ได้ ซึ่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของไทยเริ่มออกมาบ้างแล้ว ขออย่าให้ติดขัด”

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนญี่ปุ่นต้องการให้ปรับปรุงกระบวนการศุลกากรของไทย ซึ่งได้ชี้แจงไปว่าเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลอยู่แล้วที่จะพยายามอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนอย่างเต็มที่ พร้อมชี้แจงให้ทราบถึงโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ด้วยว่ามีความคืบหน้าไปแล้วโดยตั้งกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อขับเคลื่อนงาน อำนาจในการกำกับดูแลอยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม และกฎหมายที่จะออกมารองรับจะออกมาในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งนักลงทุนญี่ปุ่นสามารถลงทุนในอีอีซีได้ทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมยาง และเทคโนโลยีชีวภาพ

ส่วนการส่งออกของไทยในเดือน ธ.ค.2559 ที่ขยายตัวได้ 6.2% นั้น จากนี้ไปคาดว่าจะเป็นบวกอย่างต่อเนื่องแน่นอน แต่รัฐบาลจะมุ่งเน้นเรื่องการปฏิรูปภาคการผลิตมากกว่า.

 

ลุ้น ครม.กดปุ่มลุยลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ม.ค. 2560 05:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844019


นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้ากระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติการลงทุนโครงการมอเตอร์เวย์ บางใหญ่-กาญจนบุรี วงเงิน 49,120 ล้านบาท จำนวน 8 ตอน และ โครงการมอเตอร์เวย์บางปะอิน-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 76,600 ล้านบาท จำนวน 14 ตอน จากนั้น จะมีการลงนามสัญญาในเดือน ก.พ.นี้ ส่วนโครงการรถไฟทางคู่ 4 เส้นทาง วงเงิน 91,466 ล้านบาท การรถไฟแห่งประเทศไทย คาดว่าจะลงนามในสัญญาได้ในเดือน มี.ค. นี้

สำหรับ ความคืบหน้า โครงการรถไฟฟ้า 4 สายทาง จะเปิดประกวดราคาโครงการ ได้ในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อเริ่มก่อสร้างต้นปีหน้า และที่ประชุมได้สั่งการให้เตรียมเรื่องงานบริหารจัดการเพื่อรองรับ การเปิดบริการในปี 2561 ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อม ด้านศูนย์ขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อให้สามารถขนถ่ายสินค้าเข้าสู่ระบบรางได้ในปีหน้า ส่วนความคืบหน้าโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 วงเงิน 50,322 ล้านบาท ได้ลงนามสัญญาไปแล้ว 3 กลุ่มงาน จาก 7 กลุ่มงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการบางปะอิน-นครราชสีมา 14 ตอนที่จะเสนอ ครม.อนุมัติคาดว่าใช้เงินลงทุน 25,000 ล้านบาท จากทั้งหมด 73,000 ล้านบาท ส่วนมอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี กรมฯ ได้เสนอกระทรวงฯ พิจารณาทั้งหมด 11 ตอน ใช้เงินลงทุน 20,000 ล้านบาท.

 

เฟซบุ๊กเผยสมาชิกคนไทยแตะ 44 ล้านคน ใช้มือถือดูวีดิโอนานที่สุดวันละ 105 นาที!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843983


นายจอห์น แวกเนอร์ กรรมการผู้จัดการ เฟซบุ๊ก ประเทศไทย (Facebook) เปิดเผยว่า หลังจากที่เฟซบุ๊กได้จัดตั้งสำนักงานในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย ทำให้สามารถติดต่อกับลูกค้าในไทยได้ใกล้ชิดขึ้น โดยขณะนี้มีลูกค้าองค์กรทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็กหลายพันราย และมีฐานผู้ใช้งานสม่ำเสมอเดือนละ 44 ล้านคน ทั้งนี้เมื่อปีที่ผ่านมา เฟซบุ๊กไทยทำอัตราเติบโตของฐานผู้ใช้ได้ราว 20% จากปีก่อนหน้า และในปีนี้คาดหวังว่าจะทำอัตราเติบโตได้อีก โดยมองว่าตลาดยังไม่อิ่มตัวจากการใช้งานมือถือที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายแวกเนอร์กล่าวถึงภารกิจของเฟซบุ๊กในไทยว่า มีเป้าหมายที่จะช่วยผู้ประกอบการทุกขนาดในไทย ใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะรายย่อย ซึ่งอาจมีอุปสรรคในการเข้าถึงเทคโนโลยีมากกว่า โดยเฟซบุ๊กมีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมเพื่อหนุนการทำธุรกิจออนไลน์และมีมาตรวัดความสำเร็จที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ต่อข้อถามกรณีการไม่เข้าสู่ระบบภาษีที่ถูกต้องของเฟซบุ๊ก ในหลายประเทศที่เข้าไปดำเนินกิจการนั้น นายแวกเนอร์กล่าวว่า ไม่มีอำนาจที่จะพูดถึงเรื่องนั้น แต่ภารกิจของเฟซบุ๊กในไทย คือการช่วยให้ผู้ประกอบการได้ทำธุรกิจ สร้างฐานะและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเชื่อว่ามีพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยในไทยหลายรายมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการค้าขายผ่านเฟซบุ๊ก

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 ม.ค. เฟซบุ๊กไทยได้ถือโอกาสเปิดตัวกรรมการผู้จัดการคนแรก คือนายจอห์น แวกเนอร์ ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ธ.ค.2559 โดยนายแวกเนอร์เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป ในไทย และอยู่เมืองไทยมากว่า 20 ปี และยังได้เปิดเผยตัวเลขสมาชิกในไทย 44 ล้านคน เป็นการใช้งานผ่านมือถือ 42 ล้านคน โดยคนไทยยังใช้เวลาในการดูวีดิโอบนมือถือนานที่สุดที่วันละ 105 นาที ขณะที่อัตราเฉลี่ยของทั่วโลกอยู่ที่ 65 นาที ซึ่งเฟซบุ๊กยืนยันว่าการสื่อสารผ่านวีดิโอนั้น ถือว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดในยุคนี้.

 

ขนส่งตรวจเข้มรถโดยสาร-โชเฟอร์ เจอไม่พร้อม สั่งเปลี่ยนทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ม.ค. 2560 02:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843992


กรมการขนส่งทางบก คุมเข้มรถโดยสารสาธารณะ และคนขับ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารทั่วประเทศ ตามนโยบาย “รถพร้อม คนพร้อม” ตรวจวันแรก 229 ขนส่งทั่วประเทศ พบรถไม่พร้อมสั่งห้ามใช้แล้วจำนวน 120 คัน เปลี่ยนตัวคนขับทันที 71 คน ย้ำ!!! ดำเนินการเด็ดขาดทันที เพื่อความปลอดภัยสูงสุด …

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยรถตู้โดยสารสาธารณะ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารทั่วประเทศอย่างเข้มข้น เด็ดขาด จริงจัง ทันที ตามมาตรฐานความปลอดภัยของตัวรถ และตรวจความพร้อมของพนักงานขับรถแบบรายการตรวจรถโดยสารและผู้ขับรถ (Checklist) ของกรมการขนส่งทางบก ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร ทุกแห่งและจุดจอดรถ รวม 229 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2560 ตลอดช่วงการเดินทางช่วงตรุษจีน โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จัดคณะอาจารย์และนักศึกษาในพื้นที่ร่วมตรวจสอบความพร้อมของรถและคนอย่างต่อเนื่อง

เฉพาะวันแรก (24 ม.ค.) ตรวจความพร้อมของรถจำนวน 10,277 คัน พบรถที่มีข้อบกพร่องจำนวน 1,356 คัน โดยเป็นข้อบกพร่องที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยในการขนส่งผู้โดยสาร สั่งเปลี่ยนรถจำนวน 120 คัน โดยพ่นสีข้อความ “ห้ามใช้” ที่กระจกรถและให้ผู้ประกอบการนำรถคันใหม่มาเปลี่ยนเพื่อให้บริการได้อย่างปลอดภัยและไม่ให้ผู้โดยสารตกค้าง เพื่อไม่ส่งผลกระทบในการเดินทางของประชาชน นอกนั้นเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย ที่ไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยในการขนส่ง จำนวน 1,236 คัน ซึ่งได้เปรียบเทียบปรับ และบางกรณีที่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ ณ จุดตรวจความพร้อม ให้ดำเนินการแก้ไขก่อนให้บริการภายใต้การกำกับและตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก

สำหรับการตรวจความพร้อมของพนักงานขับรถ พบข้อบกพร่องจำนวน 71 ราย เป็นข้อบกพร่องที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการเดินรถ จำนวน 5 ราย ซึ่งได้สั่งการให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนตัวผู้ขับรถโดยทันที และเป็นความผิดอื่นๆ ซึ่งไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการให้บริการอย่างปลอดภัย อีกจำนวน 66 ราย ตักเตือนและเปรียบเทียบปรับตามความผิดแล้วทุกราย

ทั้งนี้ สำหรับมาตรการตรวจความพร้อมของรถและคนให้ดำเนินการอย่างเข้มงวดจริงจัง กรณีพบรถคันใดมีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง และปรากฏชัดแจ้งว่า การใช้รถคันนั้นต่อไปน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การขนส่ง ให้เปรียบเทียบปรับขั้นสูงสุด และพ่นห้ามใช้รถ พร้อมให้ดำเนินการแก้ไขให้เรียบร้อยและนำรถเข้าตรวจสภาพก่อนนำกลับมาใช้ในการขนส่ง ด้านคนขับหากพบการใช้สารเสพติด ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อ่อนเพลีย มีชั่วโมงการทำงานเกินที่กฎหมายกำหนด ดำเนินการเด็ดขาดเช่นเดียวกัน

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ผู้ประกอบการและพนักงานขับรถให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก คณะอาจารย์ และนักศึกษา จากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในการตรวจความพร้อม ซึ่งเป็นการดำเนินงานเพื่อความปลอดภัยในระบบขนส่งสาธารณะตามนโยบายกระทรวงคมนาคมและรัฐบาล และนอกเหนือจากความพร้อมดังกล่าวแล้ว ผู้ประกอบการต้องควบคุมการให้บริการ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการเดินรถ ห้ามเก็บอัตราค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนด ห้ามบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่งโดยเด็ดขาด ขับรถไม่ใช้ความเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนที่ใช้บริการ หากฝ่าฝืนไม่ให้ความร่วมมือ รถและคนอยู่ในสภาพไม่ปลอดภัย จะดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุดเด็ดขาดทุกกรณี พบรถโดยสารไม่ปลอดภัยแจ้งสายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

ปัจจัยในประเทศหนุนหุ้นไทยไปต่อ แนะทยอยเก็บของดีเข้าพอร์ตที่ 1,550 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2560 20:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843861


บลจ.วรรณ ชี้ หุ้นไทยยังได้รับ Sentiment เชิงบวกตามสินทรัพย์เสี่ยง แนะนักลงทุนเล่นยาว ทยอยสะสมหากดัชนีปรับตัวลดลงต่ำกว่า 1,550 จุด มั่นใจเศรษฐกิจในประเทศหนุนดัชนีไปต่อ

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.60 นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ จำกัด กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นเอเชียและตลาดหุ้นไทย ได้รับปัจจัยบวกจาก Sentiment เชิงบวกของสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลก ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก นำโดยอเมริกา และการคาดหวังของการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดนัลด์ ทรัมป์

ทั้งนี้ปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลให้มีแรงซื้อเข้ามาในสินทรัพย์เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติออกไปบางส่วนในช่วงปลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ขณะที่ตลาดเริ่มคาดการณ์การปรับขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้ระดับ 1,650 จุด จากแรงสนับสนุนในประเทศเป็นหลัก โดยการส่งออกปี 59 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจของไทยพลิกกลับมาเป็นบวกและสูงสุดในรอบ 4 ปี รวมทั้งการใช้จ่ายภาครัฐและเอกชนที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสามารถหนุนความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทยได้ในปีนี้

นายมณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.วรรณ กล่าวว่า ภาพการลงทุนปีนี้ ยังเป็นปีของการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้น ซึ่งในช่วงนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกยังมีความผันผวน เพื่อรอความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจและสังคมของสหรัฐอเมริกา ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และมีโอกาสที่เงินทุนจะไหลกลับสู่ภูมิภาคในเอเชีย ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังคงมีแรงเก็งกำไรในบางหลักทรัพย์

โดยในช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่ 4/59 โดยเฉพาะหมวด Real Sector ซึ่งจะทยอยประกาศในสัปดาห์นี้ ประกอบกับ มุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในประเทศจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และราคาน้ำมันที่ทรงตัวได้ โดยยังอยู่ที่เหนือระดับ 50 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลสนับสนุนการปรับขึ้นของดัชนี

อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังคงต้องติดตามความเสี่ยงของนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ต่อการปฏิบัติได้จริง ประกอบกับการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 1 ก.พ. 60 นี้ ซึ่งคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่อาจส่งสัญญาณต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มี.ค.60

สำหรับนักลงทุนระยะสั้น แนะนำให้ระมัดระวังในการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากดัชนีฯ ยังเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวนตามกระแสข่าวเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่นักลงทุนระยะกลางถึงยาว แนะนำให้ทยอยซื้อสะสมหากดัชนีฯ ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 1,550 จุด เนื่องจากมองว่าปัจจัยในประเทศยังคงสนับสนุนต่อตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป

บลจ.ธนชาต แนะแบ่งพอร์ตลุยกองทุนอสังหาฯเอเชีย

นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาต กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดยังคงมีความผันผวนสูงมาก การแบ่งเงินลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ป็นสิ่งที่จำเป็น และสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นสินทรัพย์หนึ่งที่เราอยากแนะนำให้ผู้ลงทุนมีติดพอร์ตไว้บ้าง อย่างเช่นกองทุน T-AsianProp โดยการลงทุนในช่วงนี้ถือเป็นการลดความผันผวนได้ จะเห็นได้ว่ากลุ่มผู้ลงทุนที่ไม่ชอบรับความเสี่ยงมากนัก และลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ ในช่วงนี้ได้รับผลกระทบทำให้ราคามีความผันผวนอยู่บ้าง จากความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด

“เมื่อปีที่ผ่านมา กองทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทยได้รับความนิยมและสนใจมาก เป็นทั้งประเภทกองทุนที่ได้รับผลตอบแทนสูงมาก เฉลี่ยอยู่ที่ 17.53%  และเกือบเรียกได้ว่าผันผวนจนหลายคนตกใจในช่วงไตรมาส 2 ของปี แต่ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งก็มาจากตัวเลือกในการลงทุน กองทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทยยังน้อย สภาพคล่องจึงมีไม่สูง เมื่อมีการเทขายจากนักลงทุนบางส่วน ก็กระทบพอร์ตลงทุนส่วนมากได้ ในปลายปีเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 59 เราจัดตั้งกองทุน T-AsianProp เพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว และตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมาเกือบ 2 เดือนก็ทำผลงานได้เป็นที่น่าพอใจ คือ 2.11% เทียบกับดัชนีมาตรฐาน (FTSE EPRA/NAREIT Asia TR Index) ที่อยู่ที่ 1.69% เท่านั้น นับว่าเป็นกองทุนที่ควรมีติดพอร์ตอีกกองทุนหนึ่ง”

บลจ.กรุงศรีชูหุ้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมาวิน

นางสาวศิริพร สินาเจริญ กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงศรี กล่าวว่า การลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งอุตสาหกรรมดังกล่าวมีความน่าสนใจในหลายด้าน โดยเฉพาะปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งบนระดับราคาที่สมเหตุสมผล ปัจจุบันมูลค่าหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีอยู่ที่ระดับ 10-20 เท่า นับได้ว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับอดีต

โดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ไอที (dotcom bubble) มูลค่าหุ้นในกลุ่มดังกล่าวเคยขึ้นไปสูงถึงเกือบ 50 เท่า ในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานนั้นได้ปรับตัวดีขึ้นมาก และมีงบการเงินของบริษัทที่แข็งแกร่ง อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นสูงที่สุดเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ

สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 5 อันดับแรกของโลกในปี 2016 ที่เป็นบริษัทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ได้แก่ แอปเปิล (Apple) แอลฟาเบต (Alphabet) หรือบริษัทแม่ของกูเกิล อเมซอน (Amazon) เฟซบุ๊ก (Facebook) ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ทั้งนี้ บลจ.กรุงศรี เตรียมเปิดเสนอขายยกองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลเทคโนโลยีอิควิตี้ (KF-GTECH) ครั้งแรกระหว่างวันที่ 6–15 ก.พ.60 เงินลงทุนขั้นต่ำ 2,000 บาท.

 

กรุงไทยปล่อยกู้ดอกเบี้ยพิเศษ 3.5 พันล้านช่วย SME น้ำท่วมภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2560 20:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843833


ธนาคารกรุงไทย เตรียมปล่อยกู้เพิ่ม 3,500 ล้านบาท ดอกเบี้ยพิเศษ ให้ลูกค้า SME ที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ พร้อมมาตรการเยียวยา ช่วยลดภาระ เพิ่มสภาพคล่องของผู้ประกอบการ…

ธนาคารกรุงไทยออกหลายมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกค้า SME ทุกขนาดที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยลดดอกเบี้ย ขยายเวลาผ่อนชำระ พักชำระเงินต้น และยกเว้นดอกเบี้ยผิดนัดชำระ สำหรับลูกค้าวงเงินกู้เดิม พร้อมเพิ่มวงเงินกู้เพื่อฟื้นฟูกิจการ จำนวน 2,000 ล้านบาท สำหรับ SME ขนาดใหญ่และขนาดกลาง และอีก 1,500 ล้านบาท สำหรับ SME ขนาดเล็ก ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3.75% ในปีแรก

นายปฏิเวช สันตะวานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารเล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของลูกค้าที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ทางภาคใต้ จึงได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูลูกค้า SME แบบครบวงจร เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ เพิ่มสภาพคล่องของผู้ประกอบการ SME ในพื้นที่ประสบภัย

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย กล่าวต่อว่า ลูกค้า SME ขนาดกลางขึ้นไปที่มีวงเงินสินเชื่อเดิม ธนาคารมีมาตรการผ่อนปรน โดยลดอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 1% พักชำระเงินต้น และขยายระยะเวลาสัญญาเงินกู้ระยะยาวสูงสุด 1 ปี สำหรับเงินกู้หมุนเวียนขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้ไม่เกิน 6 เดือน รวมทั้งไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระในช่วง 30 วันแรก นอกจากนี้ ยังสนับสนุนวงเงินกู้พิเศษอีก 2,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูกิจการ ผ่อนชำระนานสูงสุด 5 ปี พักชำระเงินต้นสูงสุด 1 ปี อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 3.75% ต่อปี

นายปฏิเวช กล่าวด้วยว่า ในส่วนของผู้ประกอบการ SME ขนาดเล็ก ธนาคารจะพิจารณาผ่อนปรนเงื่อนไขของวงเงินสินเชื่อเดิมในลักษณะเดียวกับผู้ประกอบการขนาดกลาง นอกจากนี้ ยังเตรียมวงเงินปล่อยกู้เพิ่มเติมเพื่อฟื้นฟูกิจการ และเสริมสภาพคล่องให้กับกิจการอีก 1,500 ล้านบาท โดยผ่อนชำระนานสูงสุด 7 ปี อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 3.75% ต่อปี เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้ ที่สำนักงานธุรกิจ 79 แห่ง และสาขากว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ สอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 0-2111-1111.

 

ขนส่งเตือน ใช้ป้ายทะเบียนทำเอง เจอปรับ 2 พัน ป้ายปลอม โทษถึงจำคุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2560 18:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843823


ขนส่ง เตือนเจ้าของรถที่ใช้ป้ายทะเบียนรถที่ทำขึ้นเอง ไม่ใช่ป้ายทะเบียนรถที่ทางราชการออกให้ มีความผิดตามกฎหมาย เจอปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท หากพบเป็นป้ายทะเบียนปลอม โดนโทษถึงจำคุก…

วันที่ 25 ม.ค. 60 นายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า เนื่องจากขณะนี้ได้ตรวจสอบพบเจ้าของรถบางรายใช้ป้ายทะเบียนรถที่ทำขึ้นเอง เช่น ทำด้วยกระดาษ หรือใช้การเขียนด้วยลายมือ โดยมีการแปลงตัวเลขอารบิกเป็นเลขไทย หรือปรากฏการใช้ตัวอักษรประจำหมวดเป็นคำที่มีความหมายไม่ดี รวมถึงกรณีที่เจ้าของรถยนต์นำวัสดุหรือแผ่นสติกเกอร์ไปติดทับจนบดบังส่วนหนึ่งส่วนใดของแผ่นป้ายทะเบียน นำแผ่นป้ายทะเบียนรถไปตกแต่งลวดลายเลียนแบบป้ายทะเบียนรถแบบกราฟิกที่กรมการขนส่งทางบกออกให้ การกระทำดังกล่าวเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 60 ฐานใช้แผ่นป้ายทะเบียนมีลักษณะไม่ถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง หรือนำวัสดุหรือสิ่งอื่นใดมาปิดบัง หรือติดไว้ในบริเวณใกล้เคียงกับแผ่นป้ายทะเบียนรถ ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท

แต่หากตรวจสอบ พบว่า เป็นป้ายทะเบียนปลอม หมายเลขทะเบียนไม่ตรงกับป้ายวงกลม ไม่ตรงกับสำเนารถ และรายละเอียดของตัวรถ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ฐานปลอมเอกสารราชการ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท และอาจถูกยึดรถ เพื่อส่งตรวจพิสูจน์หลักฐานหาที่มาของตัวรถ เนื่องจากอาจเป็นรถที่ถูกโจรกรรมมา หรือนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรม

ทั้งนี้ กรณีแผ่นป้ายทะเบียนรถชำรุด หรือสูญหาย เจ้าของรถ สามารถติดต่อขอรับแผ่นป้ายทะเบียนใหม่ทดแทนของเดิมให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยติดต่อที่สำนักงานขนส่งที่รถนั้นจดทะเบียน พร้อมเอกสาร ได้แก่ สมุดคู่มือจดทะเบียนรถฉบับจริง และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเจ้าของรถ หากไม่สะดวกดำเนินการด้วยตนเอง จะต้องมีหนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้มอบอำนาจ และผู้รับมอบอำนาจมาแสดง ในอัตราแผ่นป้ายละ 100 บาท พร้อมค่าธรรมเนียม 5 บาท โดยจะได้รับแผ่นป้ายทะเบียนรถใหม่ภายใน 15 วัน สอบถามเพิ่มเติม โทร.1584

 

บวท. พร้อมรับมือเที่ยวบินช่วงตรุษจีน คาดเฉลี่ย 2,798 เที่ยวต่อวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2560 17:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843799


วิทยุการบินฯ พร้อมรับมือปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นในช่วงตรุษจีน คาด 7 วัน อยู่ที่ 19,584 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 2,798 เที่ยวบินต่อวัน…

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 60 นางสาริณี อังศุสิงห์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีน เป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวชาวจีนจะเดินทางออกนอกประเทศไปท่องเที่ยวยังต่างแดน ซึ่งประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายในการท่องเที่ยวของชาวจีน จึงส่งผลให้ปริมาณเที่ยวบินในช่วงนี้เพิ่มมากขึ้นจากปกติ ซึ่งจากการประมาณการปริมาณเที่ยวบินทั้งภายในและระหว่างประเทศที่เข้า-ออกประเทศไทย ในช่วงระหว่างวันที่ 27 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2560 จะมีปริมาณเที่ยวบินรวมในช่วง 7 วัน เป็นจำนวน 19,584 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 2,798 เที่ยวบินต่อวัน

ท่าอากาศยานที่มีปริมาณเที่ยวบินที่ทำการบินขึ้น/ลง มากที่สุด ในช่วงตรุษจีนนี้ คือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีปริมาณเที่ยวบินเฉลี่ย 972 เที่ยวบินต่อวัน ขณะที่ท่าอากาศยานดอนเมือง มีปริมาณเที่ยวบินขึ้น/ลง เฉลี่ย 762 เที่ยวบินต่อวัน

ทั้งนี้ วิทยุการบินฯ ได้ออกมาตรการและวิธีปฏิบัติการบริหารจราจรทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานต่างๆ เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนทั่วประเทศ และรองรับเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น โดยได้มีการเพิ่มอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศและปรับตำแหน่งการทำงานให้มีความพร้อมต่อการให้บริการในช่วงเวลาดังกล่าว และจัดระบบการบริหารจัดการในการขึ้น–ลงของอากาศยาน อีกทั้งได้เตรียมความพร้อมการใช้งานของระบบอุปกรณ์สนับสนุนการให้บริการจราจรทางอากาศให้คงประสิทธิภาพสูงสุด

อย่างไรก็ตาม เรื่องของความล่าช้าในช่วงเทศกาลจึงอาจเกิดขึ้นได้ วิทยุการบินฯ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งสายการบิน บริษัทการท่าอากาศยานไทย กรมท่าอากาศยาน ได้มีการประชุมหารืออย่างบูรณาการ เพื่อวางแผนการให้บริการและอำนวยความสะดวกประชาชนที่มาใช้บริการระบบทางขนส่งทางอากาศให้มีความสะดวกสบายและปลอดภัยสูงสุด โดยวิทยุการบินฯ ยืนยันว่าจะบริหารจัดการจราจรทางอากาศอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อความปลอดภัยของทุกเที่ยวบินในน่านฟ้าไทยเป็นสำคัญ ทั้งนี้ขอให้ผู้โดยสารเผื่อเวลาในการเดินทางมายังสนามบิน พร้อมทั้งรับฟังข้อมูลข่าวสารและประชาสัมพันธ์จากสายการบินอย่างใกล้ชิด.

 

บขส. ขยายเวลาบริการส่งนมแม่แช่แข็งฟรี ถึงสิ้นปี 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2560 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843772


บขส. ขยายเวลาดำเนินโครงการ “บขส.ส่งความรักจากอ้อมอกแม่สู่ลูก” ให้บริการส่งนมแม่แช่แข็งฟรี ผ่านบริการรับ-ส่งพัสดุภัณฑ์ “One day One night” ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธ.ค. 60 …

วันที่ 25 ม.ค. 60 พลตำรวจเอกอำนาจ อันอาตม์งาม กรรมการบริษัทฯ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า บขส. ได้ขยายเวลาดำเนินโครงการ “บขส.ส่งความรักจากอ้อมอกแม่สู่ลูก” ด้วยการให้บริการส่งนมแม่แช่แข็ง โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ผ่านบริการรับ-ส่งพัสดุภัณฑ์ “One day One night” ส่งเช้าถึงเย็น ส่งเย็นถึงเช้า ทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย ตั้งแต่วันนี้-31 ธันวาคม 2560 โดยผู้ใช้บริการสามารถนำส่งนมแม่แช่แข็ง พร้อมเตรียมเอกสารสำเนาใบสูติบัตรของบุตร หรือสำเนาทะเบียนบ้าน เป็นหลักฐานแนบเข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่ งานรับ-ส่งพัสดุภัณฑ์ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (ถนนบรมราชชนนี) สถานีเดินรถรังสิต และสถานีเดินรถทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร Call Center 1490 เรียก บขส. หรือ www.transport.co.th

สำหรับโครงการ “บขส.ส่งความรักจากอ้อมอกแม่สู่ลูก” เป็นโครงการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของนโยบายภาครัฐ ซึ่งในปีที่ผ่านมา มีผู้สนใจร่วมส่งนมแม่แช่แข็งเป็นจำนวนมาก รวมทั้ง บขส. ยังได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ “รางวัลองค์กรส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่” ซึ่งจัดโดยมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทยด้วย