หุ้นไทยปิดตลาดปรับขึ้น 5.47 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,584.29 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2560 17:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843808


หุ้นไทยวันที่ 25 ม.ค.2560 ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 5.47 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,584.29 จุด มูลค่าการซื้อขาย 66,820.55 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 25 ม.ค.60 พบว่า ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.47 จุด เปลี่ยนแปลง 0.35% ดัชนีอยู่ที่ 1,584.29 จุด มูลค่าการซื้อขาย 66,820.55 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน).

 

หอการค้า คาดตรุษจีนปีนี้ เงินสะพัด 5.49 หมื่นล. สูงสุดรอบ 10 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2560 16:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843765


หอการค้าไทย คาดตรุษจีนปีนี้ เงินสะพัดรวม 5.49 หมื่นล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจ ส่งสัญญาณเริ่มมีการจับจ่ายต่อเนื่องจากเทศกาลปีใหม่ …

วันที่ 25 ม.ค. 60 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคช่วงเทศกาลตรุษจีน ระหว่างวันที่ 16-22 ม.ค.60 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,215 ตัวอย่าง พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ 55.6% ตอบว่า มูลค่าการใช้จ่ายช่วงตรุษจีนปีนี้เพิ่มขึ้น เพราะเศรษฐกิจดีขึ้น ราคาสินค้าแพงขึ้น และรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้คาดว่า การใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ จะมีเม็ดเงินสะพัดรวม 54,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4.5% ถือว่าเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจในปี 50

ขณะเดียวกัน ยังพบว่า ปริมาณการซื้อสินค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ 42.9% บอกว่ามีการซื้อเพิ่มขึ้นเล็กน้อยถึงมาก อีก 39.4% ตอบไม่มีการเปลี่ยนแปลง และมีเพียง 5% ที่ตอบว่า ซื้อของปริมาณลดลงมาก สำหรับแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนนั้น ส่วนใหญ่ 43.3% ตอบว่ามาจากเงินเดือนและรายได้ปกติ ส่วนอีก 32.6% ระบุมาจากเงินออม และ 24.1% ระบุมาจากเงินโบนัส

สำหรับการวางแผนการใช้จ่ายช่วงเทศกาลตรุษจีน พบว่า ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังเป็นการซื้อของเซ่นไหว้ ไปทำบุญ ให้แต๊ะเอีย ท่องเที่ยว สังสรรค์ แต่ในส่วนของการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค พบว่า ปีนี้มีมูลค่าการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก รองลงมาเป็นการท่องเที่ยวและการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย (เครื่องประดับ ทอง) ให้ตัวเองเพิ่มขึ้น

“มูลค่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมานั้น แม้ว่าจะไม่ใช่อัตราการขยายตัวที่สูงที่สุด แต่เป็นสัญญาณที่ดี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจ ล้อกับการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยดีขึ้นต่อเนื่องจากช่วงเทศกาลปีใหม่ และที่บอกว่า ผู้ตอบ 5% ซื้อของลดลงนั้น เป็นโครงสร้างตัวเลขที่ดีสุดในรอบ 6 ปีนับตั้งแต่ปี 53 จึงเป็นตัวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจมีทิศทางที่ดีต่อเนื่อง”

นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีน 3-5 วันนี้ คาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนและต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในไทย มาช่วยเติมเม็ดเงินให้เข้าระบบได้อีก 10,000-30,000 ล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาส 1 ปีนี้ ได้รับอานิสงส์ในการขับเคลื่อนให้ขยายตัว ทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 60 มีโอกาสสามารถขยายตัวอยู่ในกรอบ 3.5-4% ได้ ส่วนตัวเลขเป้าหมายการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ 2.5-3.5% มีโอกาสเป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามดูพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีนและสงกรานต์ รวมทั้งการส่งออกในไตรมาสแรกปีนี้ ว่ายังมีแรงขับเคลื่อนส่งต่อไปถึงไตรมาส 2 ได้หรือไม่ เพราะไตรมาส 2 เป็นช่วงที่ภาพไม่ชัด เนื่องจากไม่ใช่ช่วงของการท่องเที่ยว และยังต้องติดตามผลจากการที่สหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป หรือ Brexit และการที่สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) และอาจใช้มาตรการกีดกันสินค้าจากจีนมากขึ้น ซึ่ทำให้หลายประเทศชะลอการสั่งสินค้าเพื่อรอดูผล

 

คนขโมยภาพวาดใน รร.ญี่ปุ่นเป็น ขรก.พณ.จริง พร้อมประสานขอเข้าพบ 26 ม.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2560 16:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843736


พาณิชย์ รับคนขโมยภาพวาดจากโรงแรมในญี่ปุ่น เป็น ขรก.พาณิชย์จริง สั่ง สคต.โอซากา ประสานขอเข้าพบ 26 ม.ค. นี้ พร้อมทำงานร่วมสถานทูตไทย-สถานกงสุลไทยในโอซากา ให้ความช่วยเหลือแล้ว ยันรอได้ข้อเท็จจริงครบถ้วน จะสอบโทษทางวินัย ยอมรับ ตกใจข่าว เหตุเป็นบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ด้าน “ปลัดพาณิชย์” มอบกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งกรรมการสอบวินัยเอง วงในลือ อาจจะจ่ายแค่ค่าปรับให้โรงแรมแล้วแพ็กกระเป๋ากลับบ้านเร็วๆ นี้ …

วันที่ 25 ม.ค. 60 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงข่าวกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเป็นชายไทย ขโมยภาพวาดจากโรงแรมที่พัก 3 ภาพ ว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้รับรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศว่า เมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย เป็นชายไทย และเป็นผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์จริงตามที่ปรากฏเป็นข่าว หลังจากได้ขโมยภาพวาดในโรงแรมที่พัก กระทรวงพาณิชย์ จึงได้สั่งการให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครโอซากา ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น และสถานกงสุลไทยในโอซากาในการให้ความช่วยเหลือ และจะประสานกับทางการญี่ปุ่นขอเข้าพบข้าราชการคนดังกล่าวในวันที่ 26 ม.ค. นี้ แต่ยังไม่ได้รับคำตอบว่าจะให้เข้าพบได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากข้าราชการคนดังกล่าว เดินทางกลับมาประเทศไทยเมื่อไร น่าจะได้รับทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด และน่าจะดำเนินการต่างๆ ตามขั้นตอนของกฎระเบียบของข้าราชการต่อไป แต่ขณะนี้ เรื่องดังกล่าวอยู่ในดำเนินการตามกฎหมายของญี่ปุ่น และไม่รู้จะใช้เวลาดำเนินการนานเท่าไร

“หากการพิจารณาตามกฎหมายของญี่ปุ่นแล้วเสร็จ และมีข้อมูลชัดเจนว่า ข้าราชการคนดังกล่าวเข้าข่ายกระทำความผิดจริง จะดำเนินการเอาผิดทางวินัย ซึ่งโทษวินัยมีตั้งแต่เบาไปหาหนัก เช่น ภาคทัณฑ์ ลดเงินเดือน ปลดออก ให้ออก ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่ขณะนี้ ยังไม่อยากพูดไปก่อนว่า กรณีนี้จะผิดโทษวินัยร้ายแรงจนถึงขั้นต้องให้ออกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ ผู้บริหารกระทรวงฯ ทั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์ รมช. และรมว.รับทราบแล้ว และกำชับให้หาข้อเท็จจริงให้ได้โดยเร็ว”

นายทศพล กล่าวอีกว่า การเดินทางไปญี่ปุ่นของข้าราชการคนดังกล่าว มี 2 ภารกิจคือ ภารกิจแรก เดินทางเพื่อเข้าร่วมประชุมงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของภาครัฐ และมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นเชิญไปร่วมประชุมเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของภาครัฐ ระหว่างวันที่ 20-25 ม.ค. 60 โดยมีกำหนดเดินทางกลับไทยวันที่ 25 ม.ค. แต่ได้เลื่อนการเดินทางกลับอย่างไม่มีกำหนด

“ตอนได้ข่าว รู้สึกตกใจ และไม่อยากเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เพราะท่านเป็นบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถมากของกรมฯ และของกระทรวงพาณิชย์ เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการผลักดันการแก้ปัญหางานที่คั่งค้างของกรมฯ เป็นคนทำงานจริงจัง ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย” นายทศพล กล่าว

ด้าน นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมลักษณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรณีนี้คงต้องรอทางการญี่ปุ่นสอบสวนข้อเท็จจริงก่อน หลังจากนั้นจะมอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบตรงสอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้ง เพื่อดำเนินการตามระเบียบวินัยของข้าราชการกระทรวง โดยต้องให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการคนดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาไปตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ซึ่งจะมีโทษวินัยอย่างไร ต้องรอผลของทางการญี่ปุ่นออกมาก่อน ส่วนจะทำให้ภาพลักษณ์ของกระทรวงพาณิชย์เสื่อมเสียหรือไม่ มองว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน เพราะเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล และเป็นเวลานอกราชการ อีกทั้งข้าราชการคนดังกล่าวก็เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ประวัติการทำงานดีมาโดยตลอด

ส่วน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมีการพิจารณาและให้ความเป็นธรรม แต่ต้องรอผลการตรวจสอบจากญี่ปุ่นก่อน ว่ามีเหตุผลและข้อเท็จจริงในการกระทำอย่างไร หากผิดจริงจะดำเนินการตามระเบียบขั้นตอนทางราชการ และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าเรื่องดังกล่าวไม่น่าจะกระทบต่อภาพลักษณ์ และการทำงานของกระทรวงพาณิชย์

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ได้รับประสานจากกระทรวงการต่างประเทศว่า ขณะนี้ข้าราชการคนดังกล่าวได้ยอมรับผิดกับทางการญี่ปุ่นแล้ว ซึ่งตามกระบวนการน่าจะจ่ายเพียงแค่ค่าปรับให้กับทางโรงแรม เจ้าของภาพวาดที่ได้ขโมยมา และเดินทางกลับประเทศไทยได้ในเร็วๆ นี้

สำหรับประวัติของข้าราชการคนดังกล่าว ซึ่งตามข่าวระบุชื่อว่า นายสุภัฒ สงวนดีกุล ตำแหน่งรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญานั้น เกิดเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2500 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี-โท ด้านเศรษฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยนาโกย่า เริ่มรับราชการที่กรมการค้าต่างประเทศ ในปี 2527 จากนั้น เป็นเลขานุการโท สำนักงานที่ปรึกษาการพาณิชย์ กรุงออตตาวา, เลขานุการเอก (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานที่ปรึกษาการพาณิชย์ กรุงออตตาวา, เลขานุการเอก (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานที่ปรึกษาการพาณิชย์ กรุงโตเกียว, ที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ กรุงจาการ์ตา, อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานการพาณิชย์ในต่างประเทศ กรุงบรัสเซลส์, กงสุล (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ นครซิดนีย์, ผู้อำนวยการสำนักอาเซียน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโอซากา และเป็นรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน โดยจะเกษียณอายุราชการ เดือน ก.ย.60

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปลัดพาณิชย์ สั่งตรวจสอบ ขรก.ไปญี่ปุ่นประชุมสิทธิบัตร ถูกจับขโมยภาพวาด

 

กองทุนประกันสังคมแข็งโป๊ก! ปี 59 ฟันกำไรจากการลงทุนกว่า 5.2 หมื่นล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2560 16:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843719


ปลัดแรงงาน เผย ปี 59 กองทุนประกันสังคม ฟันกำไรจากการลงทุนกว่า 5.2 หมื่นล้าน เชื่อมีความมั่นคง ไม่เสี่ยงล้มละลาย มีเงินจ่ายเบี้ยบำนาญชราภาพเต็มที่ ครอบคลุมผู้รับบริการ…

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ประธานกรรมการประกันสังคม กล่าวว่า สำนักงานกองทุนประกันสังคม (สปส.) ได้นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ รวมถึงตลาดหลักทรัพย์กลุ่มหุ้นที่มีความมั่นคงสูง แต่ความเสี่ยงต่ำทำให้ปี 2559 สปส. ได้รับเงินผลตอบแทนจากการลงทุนสูงถึง 52,736 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 58 ที่ได้ถึง 44,895 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงของกองทุน สปส.

ขณะที่ ภาพรวมการลงทุนของ สปส. ที่เริ่มดำเนินการมาตลอดระยะ 36 ปี ช่วงแรกมีเงินเริ่มต้นอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านบาท ปัจจุบันมีถึง 1.5 ล้านล้านบาท

ม.ล.ปุณฑริก กล่าวว่า ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่าอีก 30 ปีข้างหน้า หาก สปส. จ่ายเบี้ยบำนาญชราภาพเต็มที่ อาจทำให้กองทุนล้มละลายนั้น เชื่อว่า สปส. จะหาทางวิเคราะห์ศึกษาเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับกองทุน สปส. ให้ยั่งยืนสามารถดูแลผู้ประกันตนได้ตลอดไป ทั้งนี้ ในปี 2559 (ข้อมูลล่าสุดเดือน พ.ย.) สปส. มีการนำเงินไปดูแลสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนรวมมูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท ครอบคลุมผู้ที่มารับบริการประมาณ 4 ล้านคนได้อย่างทั่วถึง

 

‘กอบกาญจน์’ คาดตรุษจีนปีนี้ นทท.จีนทะลักเข้าไทย เงินสะพัดแตะหมื่นล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2560 15:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843661


รมว.ท่องเที่ยว คาดตรุษจีนปีนี้ มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเพิ่มขึ้น 10.87% สร้างรายได้กว่า 11,000 ล้านบาท พร้อมสั่งวางมาตรการรักษาความปลอดภัย …

วันที่ 25 ม.ค. 60 นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ ระหว่างวันที่ 27 ม.ค. ถึงวันที่ 4 ก.พ. 60 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเพิ่มขึ้น 10.87% สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 11,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13.09% โดยปีนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาเฉลี่ย 33,142 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 21.46% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาสูงสุดต่อวันเป็นประวัติการณ์จำนวน 37,414 คน

ขณะที่ สัดส่วนโครงสร้างของนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมากับบริษัทนำเที่ยว (ค่าใช้จ่ายต่อทริปเท่ากับ 43,000 บาท) ต่อนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเอง (ค่าใช้จ่ายต่อทริปเท่ากับ 52,000 บาท) แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาเองมากขึ้น แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ได้วางมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม การรักษาความสงบเรียบร้อยและการอำนวยความสะดวกในช่วงเทศกาลตรุษจีนไว้ 4 ด้าน ได้แก่ 1. การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม โดยจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว และอาสาสมัครช่วยเหลือตำรวจท่องเที่ยวประจำจุดที่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนและประชาชนทั่วไป รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในแต่ละพื้นที่โดยให้จัดรถโมบาย รถเซกเวย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวให้มีจำนวนเพียงพอสำหรับการให้บริการ รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำและมีพื้นที่ติดกับทะเล พร้อมประสานสถานีตำรวจน้ำสนธิกำลังร่วมกับกรมเจ้าท่าในการเฝ้าระวังตรวจตราความปลอดภัยของเส้นทางสัญจรทางน้ำ ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด บูรณาการเส้นทางท่องเที่ยว อาคารสถานที่ ท่าเทียบเรือโดยสาร สถานที่ริมน้ำให้อยู่ในสภาพมั่นคง แข็งแรง สำรวจจุดอันตรายทางน้ำ รวมทั้งความพร้อมของเรือโดยสาร จำนวนผู้โดยสารไม่เกินจากจำนวนที่กำหนด ความพร้อมบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัยในการสัญจรทางน้ำ

2. การป้องกันและระงับอัคคีภัย จัดเตรียมแผนเผชิญเหตุเพลิงไหม้ในพื้นที่รับผิดชอบ 3. การป้องกันประทุษร้ายต่อทรัพย์ ให้ระมัดระวังการหลอกลวงเอาทรัพย์จากกลุ่มมิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆ และช่องทางการติดต่อขอความช่วยเหลือ/แจ้งเหตุ ที่หมายเลข 1155 และ 4. การป้องกันอันตรายจากอัคคีภัย ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนให้หมั่นตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทโคมไฟ ธูป เทียน เต้าเสียบที่ชำรุดแตกร้าว

ส่วนภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1-22 มกราคม 2560 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศจำนวน 2,230,073 คน ขยายตัว 6.46% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งก่อให้เกิดรายได้ 116,923.31 ล้านบาท ขยายตัว 9.13% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวในท่าอากาศยานหลัก 5 แห่ง มีสัดส่วนร่วมกันประมาณ 80% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดของประเทศ ซึ่งพบว่ามีจำนวน 1,804,727 คน ขยายตัว 6.99% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยท่าอากาศยานที่นักท่องเที่ยวขยายตัว ประกอบด้วย ท่าอากาศยานภูเก็ต เชียงใหม่ ดอนเมือง และสุวรรณภูมิ

 

น้ำท่วมใต้ 3 รอบ กระทบผู้ประกอบการ ทำเม็ดเงินท่องเที่ยวหายกว่าพันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2560 14:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843620


เลขาธิการสมาพันธ์ท่องเที่ยวภาคใต้ ห่วงสถานการณ์น้ำท่วมเดือนเดียว 3 รอบ หนักสุดในรอบ 10 ปี ผู้ประกอบการฝั่งอ่าวไทย-อันดามัน ได้รับผลกระทบรุนแรง ช่วงไฮซีซั่นเม็ดเงินหายไปกว่าพันล้านบาท วอนรัฐช่วยเหลือ …

วันที่ 25 ม.ค.60 นางกรรณิกา เอี้ยวตระกูล เลขาธิการสมาพันธ์ท่องเที่ยวภาคใต้ กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ถึง 3 ครั้ง ในช่วงเดือนมกราคม 2560 และถือว่ามีความรุนแรงมากในรอบ 10 ปี ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพ ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวตั้งแต่ฝั่งทะเลอ่าวไทยด้านจังหวัดชุมพรและฝั่งทะเลอันดามันด้านจังหวัดระนอง และจังหวัดอื่นๆ ทางภาคใต้อีกกว่า 10 จังหวัด ได้รับผลกระทบอย่างมาก เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวของภาคใต้หายไปกว่า 1,000 ล้านบาท ผู้ประกอบการหลายรายถูกน้ำท่วมเสียหาย ทีทั้งที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม

เลขาธิการสมาพันธ์ท่องเที่ยวภาคใต้ กล่าวต่อว่า ช่วงไฮซีซั่นตั้งแต่เดือนธันวาคม-เมษายน ของทุกปี จะมีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศจากทั่วโลกมาพักผ่อน ทั้งในฝั่งทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามันจำนวนมาก ผู้ประกอบการภาคเอกชนและภาครัฐ ก็จะจัดกิจกรรมโปรโมตสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว 2 ทวีป ระหว่างทะเลอ่าวไทยฝั่งจังหวัดชุมพรกับทะเลอันดามันฝั่งจังหวัดระนอง ซึ่งเป็นส่วนที่แคบที่สุดที่เชื่อมโยงระหว่าง 2 มหาสมุทร ที่มีระยะทางห่างกันเพียง 100 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ปีนี้ต้องประสบกับปัญหาภัยน้ำท่วมรุนแรงทำให้เดือดร้อนกันจำนวนมาก

ทั้งนี้ จึงอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการท่องเที่ยวบ้าง โดยเฉพาะการลดหย่อนภาษี การหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือปลอดดอกเบี้ย หรือช่วยเหลือในด้านอื่นๆ ที่สามารถทำได้ เพราะการท่องเที่ยวเป็นอาชีพที่ยั่งยืนสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยปีละนับแสนล้านบาท โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมาก เพราะเรามีต้นทุนทางธรรมชาติอยู่แล้ว นอกจากนั้น ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งฟื้นฟูสิ่งสาธารณูปโภค และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่เสียหายให้กลับคืนมาโดยเร็วด้วย

 

จิตติ คาด ตรุษจีนปีนี้ทองทรงตัว ขึ้น-ลงไม่เกิน 200 รอนโยบายทรัมป์ชัดเจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2560 13:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843605


นายกสมาคมค้าทองคำ เผยภาพรวมราคาทองช่วงตรุษจีนยังอยู่ในระดับทรงตัว การปรับราคาขึ้น-ลงไม่เกิน 100-200 บ. แนะติดตามความชัดเจนด้านนโยบาย “ทรัมป์” ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม …

วันที่ 25 ม.ค. 60 นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยกับ “ไทยรัฐออนไลน์” ถึงภาพรวมราคาทองในช่วงเทศกาลตรุษจีน ว่า ราคาทองจะอยู่ในระดับทรงตัว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือความผันผวนมากนัก มองว่า การปรับราคาขึ้น-ลงจะไม่เกิน 100-200 บาท เนื่องจากตรุษจีนเป็น ช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียง 1-2 วัน จึงไม่น่าส่งผลต่อราคาทองในประเทศ ขณะที่บรรยากาศตามร้านทองส่วนใหญ่ยังค่อนข้างเงียบเหงา ไม่ค่อยคึกคักมากนัก

ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการซื้อทองรูปพรรณเป็นของขวัญในวันตรุษจีน หรือซื้อเก็บไว้ ก็สามารถซื้อได้เลย เพราะราคาคงไม่เปลี่ยนแปลงมาก แต่สิ่งที่ยังต้องติดตาม คือ เรื่องความชัดเจนทางด้านนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม การเงิน และราคาทองแน่นอน

 

บินไทย-ปตท. ประสานเสียงหวังตั้ง ‘ป.ป.ช.’ เป็นเจ้าภาพสอบทุจริตทุกกรณี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2560 12:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843569


การบินไทย-ปตท.ประสานเสียงให้ตั้ง ป.ป.ช.เป็นเจ้าภาพหลักในการสอบสวนทุจริต เหตุมีอำนาจเต็ม ด้านการบินไทย พบผู้กระทำผิดจะดำเนินคดีทั้งแพ่ง-อาญา ด้าน ปตท. เสนอตัดคนกลางออกจากการจัดซื้อ

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.60 เรืออากาศเอก กนก ทองเผือก รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายทรัพยากรบุคคลและกำกับกิจการองค์กร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าว ในงานเสวนา อย่าให้คนโกงมีที่ยืนในการบินไทย ปตท.และประเทศไทย กรณีสินบนโรลส์-รอยซ์ ว่า ขณะนี้การบินไทยได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นมา 2 คณะ ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดโดยยืนยันว่าจะยังคงมีและสอบสวนต่อไป เรื่องนี้จะไม่จบลงง่ายๆ โดยในทางธุรกิจการบินไทยได้พิจารณาเบื้องต้นว่า หากพบหลักฐานจากเอสเอฟโอว่ามีการจ่ายสินบนหรือค่าตอบแทนพิเศษ แสดงว่าการบินไทยจัดหาเครื่องสูงกว่าที่ควรจะเป็น การบินไทยอาจจะฟ้องทางแพ่ง เนื่องจากทำให้การบินไทยเสียหายได้

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากภาครัฐเป็นผู้ดำเนินการ สอบสวน โดยองค์กรกลางคือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. จะได้ข้อมูลรวดเร็วมากขึ้น ขณะเดียวกันการบินไทยยังได้ทำหนังสือถึงโรลส์-รอยซ์ ให้เปิดเผยข้อมูล ส่วนกรณีการขึ้นแบล็กลิสต์ หรือยกเลิกการทำการค้ากับบริษัท โรลส์-รอยซ์ อาจจะไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะอาจจะส่งผลต่อการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ ของการบินไทยได้

ด้าน นายบรรยง พงษ์พานิช ในฐานะกรรมการกลยุทธ์องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในเรื่องนี้มองว่า ต้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นเจ้าภาพหลักในการสืบสวนสอบสวนแล้วให้หน่วยงานที่ถูกกล่าวอ้างให้ความร่วมมือส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช. หน่วยงานจะสอบสวนกันเองไม่ได้ ขณะเดียวกันเมื่อเกิดคดีแล้วจะรอคดีสิ้นสุดแล้วมาตรวจสอบคอร์รัปชันไม่ได้เด็ดขาด เพราะขนาดหน่วยงาน สำนักงานปราบปรามการทุจริตของสหราชอาณาจักร ยังต้องใช้เวลาในการสอบสวนหาข้อเท็จจริงกว่า 4 ปี

นอกจากนี้ การลงโทษกับผู้กระทำความผิดด้านคอร์รัปชันควรมีบทลงโทษที่รุนแรง เพราะจะเห็นได้ว่า การติดสินบนขณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะรัฐวิสาหกิจเท่านั้นแต่เกิดขึ้นทุกวงการ เพราะมีอุตสาหกรรมด้านประสานงานขายของ และที่มีการคอร์รัปชันเหตุเพราะไม่มีการจับได้ ดังนั้นหากมีการสอบสวนและจับได้บทลงโทษจะต้องรุนแรงมากกว่าที่เป็น

ด้าน นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กระบวนการสอบสวนควรเป็น ป.ป.ช เป็นหน่วยงานหลักในการสอบสวน เก็บข้อมูล เรียกคนมาสอบสวน ก็ยืนยันว่าจะต้องมี เพราะแต่ละหน่วยงานยังคงต้องทำงานต่อไป แต่ในทางกฎหมายไทย สามารถเอาผิดได้ทั้งผู้ให้ผู้รับ แต่กฎหมายอเมริกาผู้ให้ยอมรับเอื้อประโยชน์ถือผิด ดังนั้นองค์กรก็ต้องมีการป้องกันไม่ให้เกิดจุดอ่อน โดยเฉพาะการประมูลให้รัดกุม และควรตัดคนกลางออกไป

 

กสร.ตั้งเป้าถอดสินค้าไทย 4 ชนิด ออกจากบัญชีดำสหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2560 12:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843553


กสร. ตั้งเป้าถอดสินค้าไทย 4 ชนิด ได้แก่ กุ้ง ปลา อ้อย และเครื่องนุ่งห่ม ออกจากบัญชีดำสหรัฐฯ ที่เชื่อว่าใช้แรงงานเด็ก พร้อมเผย อัตราโทษใหม่ใช้แรงงานเด็ก บังคับใช้แล้ว

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.60 นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ความร่วมมือแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับเพื่อมุ่งสู่การถอดสินค้าไทยออกจากบัญชีรายชื่อที่ถูกกล่าวหา ว่า การประชุมในครั้งนี้มุ่งหวังในสร้างการรับรู้ และรณรงค์ไม่ให้มีการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับที่ผิดกฎหมายในสถานประกอบการ โดยตั้งเป้าถอดสินค้าของไทยจำนวน 4 ชนิด คือ กุ้ง ปลา อ้อย และเครื่องนุ่งห่ม ออกจากบัญชีรายชื่อสินค้าที่มีเหตุอันเชื่อได้ว่าผลิตโดยใช้แรงงานเด็ก และแรงงานบังคับของกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา

ขณะเดียวกัน ยังได้เน้นย้ำให้ผู้เข้าร่วมประชุมที่มาจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติให้ถูกต้องและเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหา เพราะนานาประเทศรับไม่ได้กับการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ นอกจากนี้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงานร่วมมือกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศในการสำรวจแรงงานเด็กในประเทศไทย เพื่อยืนยันว่าใน 4 สินค้าไม่มีการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ ในเดือนกรกฎาคมนี้

ทั้งนี้ การแก้ไขเพิ่มโทษ การใช้แรงงานเด็ก ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงาน โดยอัตราโทษปรับตั้งแต่ 400,000 บาท ถึง 800,000 บาท ต่อลูกจ้างหนึ่งคน หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ และหากการฝ่าฝืนของนายจ้างเป็นเหตุให้ลูกจ้างเด็กได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือถึงแก่ความตาย นายจ้างจะได้รับโทษสูงขึ้นเป็นปรับตั้งแต่ 800,000 บาท ถึง 2 ล้านบาท ต่อลูกจ้าง 1 คน หรือจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้แล้ว

 

ปลัดพาณิชย์ สั่งตรวจสอบ ขรก.ไปญี่ปุ่นประชุมสิทธิบัตร ถูกจับขโมยภาพวาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2560 12:04

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843535


ปลัดพาณิชย์สั่งตรวจสอบ กรณีขรก.ระดับรองอธิบดีไปร่วมประชุมสิทธิบัตร ถูกจับที่ญี่ปุ่น ต้องสงสัยขโมยภาพวาดในโรงแรมมูลค่า 1.5 หมื่นเยน สั่งทูตพาณิชย์ประสานสถานทูตไทยในญี่ปุ่นติดตามข้อเท็จจริง…

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ตามที่สื่อท้องถิ่นในญี่ปุ่นได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ม.ค.60 เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองเกียวโตได้ควบคุมตัวชายไทย ต้องสงสัยขโมยภาพวาด 3 ภาพ มูลค่าประมาณ 15,000 เยน ที่ติดอยู่ในโรงแรม หลังจากพนักงานโรงแรมตรวจสอบพบว่า ภาพวาดตกแต่งชั้น 9-10 หายไป จึงได้แจ้งความ และตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบชายต้องสงสัยว่าเป็นผู้ที่เข้าพักที่โรงแรม และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอตรวจค้นกระเป๋าระหว่างเช็กเอาต์ จึงพบภาพวาดดังกล่าว โดยชายคนดังกล่าว ระบุว่า ทำงานอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ของประเทศไทย และทราบภายหลังว่ามีตำแหน่งเป็นถึงรองอธิบดีนั้น

ล่าสุด น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ชายคนดังกล่าว ได้เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมเรื่องสิทธิบัตร กับรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ญี่ปุ่นตรวจสอบและติดตามข้อเท็จจริง และให้ประสานกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในญี่ปุ่น โดยขณะนี้เรื่องอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายของญี่ปุ่น คงจะได้ทราบข้อเท็จจริงเมื่อเดินทางกลับมา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบ มีรองอธิบดีสังกัดกระทรวงพาณิชย์รายหนึ่งเพียงคนเดียวที่ได้เดินทางไปญี่ปุ่น โดยเป็นการเดินทางไปอบรมเรื่องสิทธิบัตรกับรัฐบาลญี่ปุ่น และตามกำหนดการเดิม จะเดินทางกลับในวันนี้ (25 ม.ค.) แต่ได้มีการแจ้งมายังกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าจะเลื่อนการเดินทางกลับโดยไม่มีกำหนด และไม่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ ขณะที่ผู้บังคับบัญชาได้หารือกับปลัดกระทรวงพาณิชย์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และเตรียมการที่จะหาทางช่วยเหลือต่อไป ล่าสุดมีรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมแถลงด่วนในเรื่องดังกล่าว ในเวลา 13.00 น.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง