พาณิชย์ ลงพื้นที่ตลาดเยาวราช ตรวจราคาสินค้าช่วงตรุษจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2560 11:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843521


พาณิชย์ ลงพื้นที่ตลาดเยาวราช ตรวจราคาสินค้าช่วงเทศกาลตรุษจีน พบส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจากปีก่อน เว้นไก่สด-หมู-เป็ด-อาหารทะเล ราคาปรับขึ้นเล็กน้อยตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น พร้อมสั่งผู้ค้าทุกจังหวัดติดป้ายแสดงราคาให้ถูกต้อง ครบถ้วน หากจำหน่ายสูงเกินเหตุ มีความผิดตามกฎหมาย …

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะประชาชนเชื้อสายจีนจะออกมาจับจ่ายสินค้า อาทิ หมู ไก่ ไข่ไก่ ผักและผลไม้ เพื่อนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษตามประเพณีของคนเชื้อสายจีน จึงมอบหมายให้กรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจากการลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าที่ตลาดกรมภูธเรศ (เยาวราชใหม่) เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ พบว่า ราคาสินค้าส่วนใหญ่โดยรวมมีราคาไม่แตกต่างจากปีก่อน เว้นแต่สินค้าบางชนิดที่จะมีการปรับขึ้นราคาเล็กน้อยตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล เช่น ไก่สด (ทั้งตัว) หมูสามชั้น เป็ดสด กล้วยหอม (คัดขนาดใหญ่) และอาหารทะเลบางชนิดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้

ในส่วนของราคาหมู ไข่ไก่ ผัก ราคาอยู่ในเกณฑ์ราคาแนะนำ โดยหมูเนื้อแดง ราคากิโลกรัมละ 130 บาท เนื้อสามชั้น กิโลกรัมละ 140 บาท ไก่สดทั้งตัวรวมเครื่องใน กิโลกรัมละ 65-110 บาท ผักคะน้า กิโลกรัมละ 30-35 บาท กะหล่ำปลี กิโลกรัมละ 30 บาท ผักกวางตุ้ง กิโลกรัมละ 30-35 บาท ผักกาดขาวปลี กิโลกรัมละ 30 บาท ผักขม กิโลกรัมละ 20-35 บาท ราคาไข่ไก่ เบอร์ 0 ราคาฟองละ 3.60 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 3.50 บาท เบอร์ 2 ราคาฟองละ 3.20 บาท เบอร์ 3 ราคาฟองละ 2.80 บาท เป็ดพะโล้ทั้งตัว ราคา 350 บาท/ตัว ไก่ต้มทั้งตัว ราคา 250 บาท/ตัว ส้มสายน้ำผึ้ง ขนาดกลาง ราคากิโลกรัมละ 100-140 บาท

อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ชี้แจงและแจกเอกสารประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ให้ผู้ค้าในจังหวัดต่างๆ ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 43 พ.ศ.2559 เรื่องการแสดงราคาสินค้าและค่าบริการให้ถูกต้องและครบถ้วน และให้จัดเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบราคาสินค้าอย่างเข้มงวดตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2560 เป็นต้นไป ในทุกตลาดทั่วประเทศ และหากพบว่ามีการจำหน่ายสินค้าสูงกว่าราคาแนะนำโดยไม่มีเหตุอันสมควร จะมีความผิดตามกฎหมาย โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนขอให้ประชาชนร่วมเป็นผู้บริโภคยุคใหม่ “ฉลาดซื้อประหยัดใช้” เปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อ และซื้อในปริมาณที่ต้องการใช้ เพื่อพิทักษ์ประโยชน์ของตนเอง หากพบเห็นหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการ สามารถแจ้งเข้ามาได้ที่สายด่วน กรมการค้าภายใน โทร. 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ

 

ทองเปิดตลาดร่วง 50 รูปพรรณขายออกบาทละ 20,750

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2560 09:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843480


ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 25 ม.ค. ลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,150 ขายออกบาทละ 20,250 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,783.80 ขายออกบาทละ 20,750 บาท …

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ราคาลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,150.00 บาท ขายออกบาทละ 20,250.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,783.80 บาท ขายออกบาทละ 20,750.00 บาท

 

“ทรัมป์” ถอนตัวทีพีพีไม่กระทบไทย แต่ห่วงสหรัฐฯกีดกันจีน-ดึงทุนกลับทุบส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ม.ค. 2560 08:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843289


รัฐ-เอกชน ประสานเสียง สหรัฐฯถอนตัวทีพีพี ไม่กระทบไทย “สมคิด” ลั่นเดินหน้าอาร์เซปต่อ แต่ไม่สะบั้นสัมพันธ์อเมริกา แต่หวั่นหากสหรัฐฯกีดกันการค้ากับจีน-ดึงอุตสาหกรรมกลับถิ่นกระทบส่งออกไทยมากกว่า ธปท.พร้อมดูแลค่าเงิน-ดอกเบี้ยสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวถึงการลงนามในคำสั่งถอนสหรัฐอเมริกาออกจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ วานนี้ (24 ม.ค.) ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก เพราะนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯเน้นใช้กับประเทศที่อยู่ใกล้กับสหรัฐฯ กรณีที่นักลงทุนสหรัฐฯไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแล้วส่งสินค้ากลับไปขายในสหรัฐฯ ทำให้ประชาชนสหรัฐฯไม่ได้ประโยชน์และไม่มีการจ้างงาน แต่สำหรับประเทศ ไทยนั้น เราอยู่ไกลกันและนักลงทุนที่ลงทุนในไทยมากเป็นอันดับ 1 คือ ญี่ปุ่น และอันดับ 2 คือ จีน ไม่ใช่สหรัฐฯ

ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายก-รัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยสนใจและอยากสนับสนุนความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค (RCEP) ประกอบด้วย เขตการค้าเสรีของอาเซียน+6 ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ และประชากรเกือบครึ่งของโลกมากกว่า TPP และเมื่อนายทรัมป์ถอนตัวก็คงยากที่ TPP จะเดินต่อได้ ดังนั้น ในอนาคตคิดว่าชาติในเอเชียจะขยับความสัมพันธ์ใกล้กันเข้ามา และจะหันมาสนับสนุนให้ RCEP เป็นจริงได้

“ไทยในฐานะชาติที่มีบทบาทสำคัญในอาเซียน ก็จะเป็นแรงหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยประสานในอาเซียนด้วยกัน และประสานชาติใหญ่อื่นๆให้ช่วยกันผลักดันให้ RCEP เดินหน้า ซึ่งทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ ขณะเดียวกันเราก็จะยังคงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แนบแน่นกับสหรัฐฯ และหาหนทางในระดับทวิภาคีให้มีจุดร่วมเชิงยุทธศาสตร์ทางการค้าการลงทุนในอนาคตต่อไป การถอนตัวของสหรัฐฯจาก TPP ไม่มีผลกระทบมากนักต่อไทย และถ้าหากสหรัฐฯจะเสนอหนทางใหม่เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์เศรษฐกิจแทน TPP เราก็พร้อมที่จะศึกษาและร่วมมือในอนาคตต่อไป

“เอกชน” มองเลิก “ทีพีพี” ดีต่อไทยมากกว่า

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า การประกาศยกเลิกการทำทีพีพีน่าจะส่งผลดีต่อประเทศไทยในการเข้าร่วมเจรจากรอบทีพีพีในอนาคตได้ เนื่องจากที่ผ่านมาการที่มีสหรัฐฯรวมอยู่ในทีพีพีทำให้ประเทศไทยติดปัญหาเรื่องการเจรจาเกี่ยวกับลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะเรื่องยา แต่เมื่อไม่มีสหรัฐฯแล้วไทยจึงน่าจะมีโอกาสเข้าร่วมและได้ประโยชน์จากการรวมกลุ่มทีพีพีในอนาคต เพราะท่าทีล่าสุดทางออสเตรเลียและชาติสมาชิกรวม 11 ประเทศ ก็พร้อมจะขับเคลื่อนการรวมกลุ่มทีพีพีต่อไป

ด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่นายทรัมป์ได้ลงนามถอนสหรัฐฯออกจากทีพีพี ตนยังเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดผลกระทบด้านลบทางการค้าต่อไทย เนื่องจากก่อนหน้านี้ไทยยังไม่ได้ร่วมลงนามทีพีพี ก็ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก ตนยังยืนยันว่า ในระยะสั้นๆนี้คงจะไม่มีผลกระทบใดๆ แต่ในระยะยาวก็จะต้องติดตามว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯจะเรียกการลงทุนของสหรัฐฯที่อยู่นอกประเทศกลับไปยังสหรัฐฯตามเป้าหมายได้มากน้อยเพียงใด เพราะเป้าหมายระยะแรกอาจจะเป็นอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูง เช่น รถยนต์ ซึ่งอาจทำให้การนำเข้ารถยนต์ ของสหรัฐฯลดลงในอนาคต

“นโยบายต่างๆของนายทรัมป์จะมีทั้งผลบวกและผลลบต่อเศรษฐกิจของไทยคือ นโยบายการกีดกันทางการค้าประเทศจีน ที่ต้องติดตามว่าจะกระทบต่อประเทศจีนมากน้อยเพียงใด เพราะไทยก็ส่งออกสินค้าขั้นต้น คือ วัตถุดิบ และขั้นกลาง คือ สินค้ากึ่งสำเร็จรูปเข้าไปในจีนจำนวนมาก หากจีนลดกำลังการผลิตลงก็จะทำให้ต้องลดการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตลง สุดท้ายก็จะกระทบต่อการส่งออกวัตถุดิบของไทยในอนาคต ขณะที่นโยบายการปรับลดภาษีนิติบุคคล และภาษีบุคคลธรรมดา จะส่งผลให้ชาวสหรัฐฯจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เราจะได้อานิสงส์ตรงจุดนี้ แต่ภาคการเงินอาจผันผวนในระดับหนึ่งซึ่งต้องระวัง เพราะสหรัฐฯอาจจะประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วๆนี้ จะส่งผลให้เงินไหลกลับไปลงทุนสหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น

ธปท.ดูแลค่าเงิน-ดอกเบี้ยไม่ให้กระทบธุรกิจ

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า ในขณะนี้จะต้องติดตามนโยบายด้านการค้า การเงิน การลงทุนของสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด ขณะที่ผลกระทบต่อค่าเงิน เงินทุนเคลื่อนย้าย และอัตราดอกเบี้ยนั้น การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะดูในภาพรวมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจ และธุรกิจของไทยเป็นหลัก โดยการดำเนินนโยบายการเงิน ดอกเบี้ย รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนจะไม่ได้เน้นตอบสนองเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่มองไปข้างหน้า 2-3 เดือน

อย่างไรก็ตาม อัตราแลกเปลี่ยนฯและเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงต่อไปจะมีความผันผวนสูงขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัญหาของทั้งโลก ไม่ได้เป็นสกุลเงินบาท หรือปัญหาของไทยเท่านั้น ซึ่ง ธปท.ติดตามดูแลการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดูแลไม่ให้สร้างภาระให้กับภาคเอกชนมากเกินไป แต่ทั้งนี้ การบริหารจัดการความเสี่ยงของค่าเงิน และเงินทุนเคลื่อนย้าย เป็นความสามารถเฉพาะของธุรกิจที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศที่จะต้องติดตามความเสี่ยง และป้องกันความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม

“ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงก่อนหน้า ในขณะนี้เริ่มกลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง เนื่องจากความไม่ชัดเจนของนโยบายของนายทรัมป์ ซึ่งต่อจากนี้ก็จะมีความผันผวนเพิ่มขึ้นอีก เช่นเดียวกับการเร่งตัวขึ้นของดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ทั้งของสหรัฐฯและของไทยในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องการระดมทุนของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อที่จะลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายการคลังนั้น เป็นนโยบายที่ต้องใช้เวลา ดังนั้น ผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยทั่วโลก รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และดอกเบี้ยทั่วไปของไทย อาจจะเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้กระทบรุนแรงมาก ซึ่ง ธปท.ติดตามเรื่องนี้ต่อเนื่อง โดยล่าสุด อัตราดอกเบี้ยระยะยาวของไทยที่เคยปรับขึ้นในช่วงสิ้นปี 2559 ได้ปรับลดลงมาสู่ระดับปกติในช่วงก่อนหน้าแล้ว”.

 

ไฟเขียว “สตาร์ทอัพ” ตั้งบริษัทคนเดียว ครม.ขยายภาษีหนุนลงทุนต่ออีก 1 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ม.ค. 2560 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843286


คาดธุรกิจเงินสะพัดเพิ่ม 8 พันล้าน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบขยายเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศออกไปอีกเป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.2560 โดยได้ปรับปรุงจำนวนการหักรายจ่ายจากเดิม 2 เท่า เหลือ 1.5 เท่า เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังมากเกินไป สำหรับการหักรายจ่าย 1 เท่าแรก เป็นการหักเท่าการจ่ายจริง อีก 0.5 เท่า หักค่าสึกหรอ หรือค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน ซึ่งทรัพย์สินที่จะนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ต้องเป็นการลงทุนในเครื่องจักร ส่วนประกอบอุปกรณ์ในเครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ยานพาหนะ อาคารถาวร แต่ไม่รวมที่ดิน และอาคารสำหรับที่อยู่อาศัย

“มาตรการนี้รัฐบาลได้ออกมาตั้งแต่ปลายปี 2558 เป็นต้นมา โดยครั้งนั้นให้นำมาหักภาษีได้ 2 เท่าตัว แต่ครั้งนี้ปรับลงมาเหลือ 1.5 เท่า เพราะสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่าในปี 2560 การลงทุนของภาคเอกชนจะปรับตัวดีขึ้น โดยจะขยายตัวได้ 2.8% จาก 0.6% ใน 9 เดือนแรกของปี 2559 จึงปรับลดการหักค่าใช้จ่ายลงเพราะคิดว่าเศรษฐกิจเริ่มไปได้ดีแล้ว โดยมาตรการนี้น่าจะเป็นภูมิคุ้มกันปกป้องประเทศจากความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกปีนี้ได้ และคาดว่าจะส่งผลให้ปี 2560 มีผู้ประกอบการลงทุนเร่งลงทุนเพิ่มอีก 8,000 ล้านบาท สูญเสียการจัดเก็บภาษีรายได้นิติบุคคล 800 ล้านบาท และกระทบต่อรายได้ปี 2560 ไม่เกิน 100 ล้านบาท”

ด้านนายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ครม.ยังอนุมัติในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว โดยมีสาระสำคัญคือให้บุคคลคนเดียวเป็นเจ้าของบริษัทและจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลได้ ซึ่งในปัจจุบันต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 3 คน จากข้อมูลพบว่าบริษัทจำกัดที่จดทะเบียนทั้งหมด 400,000 ราย มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ถือหุ้นเกิน 50% มากถึง 98% และถือหุ้นคนเดียวมากกว่า 90% ประมาณ 82% แต่ปัจจุบันกฎหมายไม่เอื้อให้ตั้งบริษัทคนเดียวได้จึงต้องหาตัวแทนหรือนอมินีมาถือหุ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และผู้ประกอบการใหม่หรือสตาร์ทอัพ ตั้งบริษัทได้ง่าย และช่วยลดต้นทุน.

 

ครม.ต่อเวลาแรงงานต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ม.ค. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843284


พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบขยายระยะเวลาการทำงานของแรงงานต่างด้าวที่ทำงานในประเทศไทย ออกไปจนถึงวันที่ 1 พ.ย.2560 จากเดิมที่กำหนดให้แรงงานต่างด้าวที่ปฏิบัติงานทางทะเลจะหมดอายุการทำงานในไทย วันที่ 31 ม.ค.2560 และกิจการแปรรูปสัตว์น้ำ จะหมดอายุวันที่ 22 ก.พ.2560 นี้ เพื่อรอการตรวจสอบสัญชาติให้เรียบร้อยก่อน

ทั้งนี้ การขยายระยะเวลาดังกล่าวเนื่องจากมีข้อขัดข้องเกิดขึ้นกับประเทศต้นทาง โดยประเทศเมียนมาแต่เดิมมีการพิสูจน์สัญชาติให้เสร็จในเดือน ต.ค.2559 ได้ขอขยายออกมาถึง ม.ค.2560 ขณะที่กัมพูชามีการแจกหนังสือเดินทางของคนงานในเดือน พ.ย.2559 แต่มีคนงานที่ไปรับหนังสือน้อยมาก ทางกระทรวงแรงงานจึงอยู่ระหว่างการแจ้งให้สถานทูตกัมพูชาในประเทศไทยแก้ไขปัญหา ส่วนประเทศลาวยังไม่มีการแจ้งให้คนงานมาตรวจสอบสัญชาติเลย จึงจำเป็นต้องขยายการอนุญาตทำงานในไทยออกไป อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีตั้งข้อสังเกตว่า การทำงานที่ผ่านมามักจะมีการเลื่อนลักษณะนี้มาโดยตลอด จึงมอบหมายให้ไปหาทางแก้ไขไม่ให้เลื่อนออกไปอีก โดยให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 2-3 เดือน และนำกลับมารายงานให้ ครม.รับทราบ.

 

ขึ้นเบอร์ 1 ผู้ใช้บริการสูงสุด ไทยพาณิชย์ปฏิวัติองค์กรรับดิจิทัลแบงก์กิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ม.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843280


ไทยพาณิชย์ปฏิวัติองค์กรครั้งใหญ่ รับกระแสดิจิทัลแบงก์กิ้ง สั่งผู้บริหารระดับสูง 20 สายงาน ไม่ต้องทำธุรกิจแบงก์ปกติ แต่ให้ไปลุยปรับองค์กรรองรับการแข่งขัน นำร่องห้ามพนักงานสาขายัดเยียดบังคับขายประกัน—กองทุน พร้อมลุยลงทุนฟินเทค ขีดเส้นอีก 3 ปี ขึ้นเบอร์ 1 แบงก์ที่มีผู้ใช้บริการสูงสุด

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้มีการปฏิวัติองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อรองรับต่อกระแสดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในประเทศไทย โดยได้สั่งการให้ผู้บริหารสายงานระดับสูง 20 คน ที่มีสายงานขึ้นตรง ไม่ต้องทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์ปกติ แต่ให้มุ่งเน้นในเรื่องการปรับองค์กร เพื่อสู้กับกระแสการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป และภายในเวลา 3 ปี จะก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของธนาคารที่มีผู้ใช้บริการธุรกรรมการเงินสูงสุด ขณะเดียวกันช่วงปี 59-62 จะใช้เงินลงทุนกว่า 30,000-40,000 ล้านบาท เพื่อปรับเปลี่ยนระบบเทคโนโลยี โดยในอนาคตการให้บริการธุรกรรมการเงินของธนาคาร จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทนคน

ทั้งนี้ ในส่วนของสาขาได้มีการเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า และมีการปรับสาขา 59 แห่ง จาก 1,200 สาขา เพื่อให้บริการลูกค้าเอสเอ็มอี ในส่วนของพนักงานสาขา เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้แยกพนักงานออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ให้บริการธุรกรรมทางการเงิน และพนักงานขายผลิตภัณฑ์การเงินที่มีกว่า 1,000 คน เพื่อทำหน้าที่ขายผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของลูกค้าที่แท้จริง แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ กรณีที่มีข้อร้องเรียนเข้ามามากว่าลูกค้าที่มาใช้บริการที่สาขาแล้วถูกพนักงานขอให้สมัครใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือมีการยัดเยียดลูกค้าให้ซื้อประกันและกองทุน “เพื่อปฏิวัติอุตสาหกรรม ธนาคารไทยพาณิชย์จะเลิกยัดเยียดลูกค้าให้สมัครใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน โดยการทำผลิตภัณฑ์การเงินของลูกค้าหลังจากนี้จะเป็นไปตามความสมัครใจ และความต้องการของลูกค้าที่แท้จริง”

นายอาทิตย์ยังกล่าวถึงการลงทุนในเทคโนโลยีทางการเงินหรือฟินเทค และนวัตกรรมใหม่ๆ ว่า ธนาคารมีแผนลงทุนผ่านบริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด โดยในอนาคตจะขยายการลงทุนไปในยุโรป และอเมริกา ซึ่งคาดว่าการลงทุนในรูปแบบดังกล่าวจะทำให้ธนาคารเข้าถึงสตาร์ทอัพและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่กว้างขวางมากขึ้น เพื่อนำมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ๆของธนาคาร โดยเร็วๆนี้เตรียมเปิดตัวบริการโมบายแบงก์กิ้ง ที่มีรูปแบบการให้บริการต่างกับบริการในปัจจุบัน

สำหรับเป้าหมายด้านการเงินของธนาคารปีนี้ ตั้งเป้าสินเชื่อโต 4-6% โดยจะรักษาอัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ไว้ให้ต่ำกว่า 3% โดยจะปล่อยสินเชื่อให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ก่อสร้างและภาคการค้า พร้อมขยายธุรกิจควบคู่ไปกับซัพพลายเชนของลูกค้าปัจจุบัน นอกจากนี้จะมุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนธุรกิจในกลุ่มสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิต ส่วนธุรกิจที่เข้มแข็งอยู่แล้ว เช่น สินเชื่อบ้านและรถยนต์ จะยังคงรักษาระดับการเติบโตต่อเนื่อง ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยนั้น ธนาคารตั้งเป้าโต 3-4% โดยเน้นธุรกิจอัตราแลกเปลี่ยน ธุรกรรมการค้าและส่งออก วาณิชธนกิจ ตลาดทุน และประกันชีวิต

นายอาทิตย์กล่าวถึงตั๋วแลกเงินระยะสั้น (บีอี) ที่มีปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ได้จนทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อตั๋วบีอี และมีการไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดนั้น บริษัทที่ตกเป็นข่าวไม่ได้เป็นลูกค้าของธนาคาร แต่หากมีรายใดที่เป็นลูกค้าธนาคาร และมีผู้ถือตั๋วขอไถ่ถอน ธนาคารพร้อมเข้าไปช่วยเหลือเพื่อนำเงินไปคืนตั๋วบีอีดังกล่าว.

 

ทุ่ม 84 ล้านแจกรางวัล “พร้อมเพย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ม.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843276


นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายในเดือน มี.ค.-เม.ย.นี้ กระทรวงการคลังจะจับรางวัลผู้โชคดีจากการใช้พร้อมเพย์มูลค่าเดือนละ 7 ล้านบาท ตลอดเวลา 12 เดือน หรือ 84 ล้านบาท ให้แก่ประชาชนทั่วไปและร้านค้าที่ให้บริการพร้อมเพย์ โดยรางวัลใหญ่ที่สุดจะมีมูลค่า 1 ล้านบาท จำนวน 2 รางวัลคือ 1.ประชาชนผู้ใช้พร้อมเพย์ และ 2.ร้านค้าที่ให้บริการพร้อมเพย์ ส่วนเงินรางวัลที่เหลืออีก 5 ล้านบาท จะซอยย่อยเป็นรางวัลที่ 2 และอื่นๆ ตามความเหมาะสมต่อไป “กระทรวงการคลังได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 84 ล้านบาท เพื่อรณรงค์การใช้พร้อมเพย์ที่จะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 ม.ค.นี้”

นายสมชัยกล่าวว่า ระหว่างนี้กระทรวงการคลังต้องรีบดำเนินการเรื่องการเพิ่มเครื่องรับชำระเงิน หรืออีดีซี ซึ่งล่าสุดมีบริษัทเสนอตัวให้บริการ 2 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอรายละเอียดโครงการและราคา โดยผู้ชนะการประมูลจะมีรายได้หลักจากค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ทั้งนี้ หากทั้ง 2 บริษัทเสนอราคาใกล้เคียงกันก็อาจพิจารณาให้มีผู้ชนะทั้ง 2 รายได้ เนื่องจากผู้ให้บริการด้านนี้มีเพียง 2 กลุ่ม คือ 1.ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย และกลุ่มที่ 2 คือธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารออมสิน และอื่นๆ ขณะที่กระทรวงการคลังตั้งเป้าติดตั้งเครื่องอีดีซีทั้งหมด 550,000 เครื่อง ภายในเวลา 1 ปี ในจำนวนนี้มีเครื่องอีดีซีที่ต้องติดตั้งในหน่วยงานภาครัฐ 18,000 เครื่อง สำหรับเกณฑ์การติดตั้งเครื่องอีดีซีให้แก่ร้านค้าและหน่วยงานรัฐนั้น วางเป้าหมายไว้ 3 ประเภท 1.บริษัทนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินให้ประชาชน 2.บุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินให้ประชาชน 3.ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการรับและจ่ายเงินให้แก่ประชาชน เช่น การจ่ายค่าปรับต่างๆ ให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การรับหรือจ่ายเงินจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นต้น.

 

80% บ้านสร้างเองภูธรจ่ายสด มหกรรมบ้านดึงสินเชื่อสู่ลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ม.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843273


นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดบ้านสร้างเองในต่างจังหวัดมีขนาดใหญ่ แต่กลับมีผู้ประกอบการมืออาชีพน้อยมาก ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาผู้รับเหมารายย่อย ขณะเดียวกันผู้บริโภคและผู้ประกอบการท้องถิ่นก็ยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อสร้างบ้านได้มากนัก ทั้งๆที่มีศักยภาพและมีความน่าเชื่อถือพอที่จะขอสินเชื่อกับธนาคารได้ โดยผู้บริโภคในต่างจังหวัดกว่า 80% ยังคงเป็นกลุ่มที่ใช้เงินออมหรือเงินสดสร้างบ้านเอง ซึ่งหากธนาคารสามารถสื่อสารและสร้างการรับกับผู้บริโภคให้เข้าใจมากขึ้น เชื่อว่าทั้งสินเชื่อและตลาดรับสร้างบ้านในต่างจังหวัดจะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกมาก

“สมาคมฯในฐานะที่มีสมาชิกสามัญ ประเภทธุรกิจรับสร้างบ้าน ซึ่งตั้งอยู่ในต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ พร้อมจะเป็นตัวกลางประสานความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อให้สมาชิกสมาคม ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านในท้องถิ่นหรือต่างจังหวัด และผู้บริโภคที่สนใจหรือต้องการเข้าถึงสินเชื่อสร้างบ้านของสถาบันการเงินชั้นนำ โดยได้เชิญธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคาร อาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เข้าร่วมออกบูธในงานมหกรรมบ้านและวัสดุก่อสร้าง 2560 เนื่องจากธนาคารทั้ง 2 แห่งมีนโยบายและความพร้อมปล่อยสินเชื่อบ้านสร้างเองในต่างจังหวัดอยู่แล้ว โดยงานจะจัดขึ้นวันที่ 25-29 ม.ค.นี้ ที่ฮอลล์ 3-4 อิมแพคเมืองทองธานี”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก S&P-แนสแด็ก ทำนิวไฮ เชื่อทรัมป์ออกนโยบายหนุนเติบโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2560 05:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843331


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันอังคาร โดยนักลงทุนกลับมาเชื่อมั่นว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะมีนโยบายสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจจริงๆ อย่างที่พวกเขาคาดหวังไว้ก่อนหน้านี้…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 24 ม.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 112.86 จุด หรือ 0.57% ปิดที่ 19912.71 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 14.87 จุด หรือ 0.66% ปิดที่ 2280.07 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 48.02 จุด หรือ 0.86% ปิดที่ 5600.96 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนได้รับแรงกระตุ้นจากการที่ นายทรัมป์ ลงนามฟื้นโครงการสร้างท่อส่งน้ำมัน ซึ่งถูกขัดขวางในยุคประธานาธิบดีบารัค โอบามา รวมทั้งนักลงทุนกลับมาคาดหวังอีกครั้งว่า ประธานาธิบดีป้ายแดงผู้นี้ จะมีนโยบายบางอย่าง โดยเฉพาะการลดภาษี หรือแม้แต่การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– ไม่สนเสียงต้าน! ทรัมป์ลงนามคำสั่ง สร้างท่อส่งน้ำมัน ‘คีย์สโตน-ดาโกตา’

 

“เอไอเอส-ทรู” ขอเลิกบริการ 2 จี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843269


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส และบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมูนิเคชั่น จำกัด ได้ทำหนังสือถึง กสทช. เพื่อขอหารือในการยุติให้บริการมือถือ 2 จี เนื่องจากยอดผู้ใช้เหลือเพียง 800,000 เลขหมาย จากจำนวนผู้ใช้งานมือถือทั้งหมด 113 ล้านเลขหมาย ประกอบกับแนวโน้มผู้ใช้บริการหันมาใช้บริการ 3 จี และ 4 จี เพราะต้องการใช้บริการข้อมูล (ดาต้า) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในเร็วๆนี้ กสทช.จะเชิญค่ายมือถือมาหารือและรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดกรอบการทำงาน

ว่าจะส่งผลกระทบกับประชาชนอย่างไร และจะมีการศึกษาข้อมูลการยุติการให้บริการ 2 จี ในต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น โดยนำมาเป็นแนวทางดำเนินงานสำหรับประเทศไทย เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนที่ใช้งานอยู่ หากต้องยกเลิกจริงๆต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจด้วย “การยกเลิกบริการ 2 จี อาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการที่มีอยู่ ฉะนั้น กสทช.ก็ต้องทำแผนยุติการให้บริการให้ชัดเจนด้วย เพื่อให้ผู้ใช้บริการปัจจุบันเปลี่ยนไปใช้ระบบ 3 จี 4 จีและ 5 จีในอนาคต ซึ่งหลายประเทศเริ่มจัดทำแผนยุติการให้บริการ 2 จีแล้ว แต่การยุติการให้บริการ 2 จีในไทยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และต้องมีเวลาที่ชัดเจน ซึ่งอาจใช้เวลา 2 ปี หรือกลางปี 61 ถือเป็นอันสิ้นสุด”.