เศรษฐีในคราบยาจกเตรียมหนาว สรรพากรลุยฟันนักช็อปแบรนด์ดัง ระวังกระอักภาษี!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839556


สะดุ้งสะเทือนกันทั้งวงการนักช็อปเลยเจ้าข้าเอ๊ย…เมื่อสรรพากรเอาจริงไม่ติงนัง เตรียมฟันไม่ยั้งสาวกสายช็อปแบรนด์เนมทั้งหลาย!นักช็อปร้อนรนจนก้นไม่ติดเก้าอี้ สรรพากรคนรู้ใจที่ (ไม่อยาก) คุ้นเคย เรียกคุยเรียงคน พร้อมสอบถามเอาจริงเอาจัง “คุณคะ คุณยื่นภาษีรายปีแบบคนจน แต่คุณซื้อแบรนด์เนมหรูหราราคาสูงเกินรายได้อย่างกับคนรวย ไหนบอกซิ คุณเอาเงินจากไหนไปซื้อเอ่ย…?”

เอิ่ม….อ้ำอึ้ง ดึงงงกันไปตามระเบียบ ทีนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เลยแอบกระแซะถามไปยัง นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ได้ความว่า กรมสรรพากรต่างประเทศที่เหล่านักช็อปไทยเดินทางไปซื้อสินค้าแบรนด์เนมมานั้น ได้ส่งรายงานข้อมูลการซื้อสินค้าของเหล่านักช็อปมาให้แก่กรมสรรพากรไทย เพื่อดำเนินการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง โดยข้อมูลเหล่านี้มาจากความร่วมมือทางด้านข้อมูลภาษีระหว่างไทยกับต่างประเทศตามสนธิสัญญาภาษีซ้อน ที่กรมสรรพากรไทยได้ลงนามเอาไว้กับประเทศต่างๆ ราว 60 ประเทศทั่วโลก

เมื่อข้อมูลถึงมือสรรพากรไทยปุ๊บ เหล่าเศรษฐีในคราบยาจกก็จะถูกสลัดผ้าทันที! โดย อธิบดีกรมสรรพากร ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า คนคนหนึ่งมีรายได้รวมปีละ 500,000 บาท แต่ซื้อสินค้าแบรนด์เนมราคาสูงถึง 800,000 – 1,000,000 บาท ซึ่งสินค้าเหล่านี้มีราคาแพงเกินกว่ารายได้ที่เสียภาษีให้แก่กรมสรรพากร เพราะฉะนั้น คนผู้นี้ถือว่า มีความร่ำรวยผิดปกติ

“หากพบว่า คนคนหนึ่งมีการซื้อสินค้าราคาแพงๆ ในต่างประเทศเป็นเงินจำนวนมากๆ อย่างกับคนรวย แต่เขากลับยื่นเสียภาษีรายได้น้อยๆ อย่างกับคนจน ย่อมแสดงว่า คนคนนั้นกำลังหลบเลี่ยงภาษี” อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้เชิญคนไทยที่ซื้อสินค้าราคาสูงๆ หรือราคาแพงมากๆ มาพบ เพื่อชี้แจงว่าในเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1.จากประวัติการยื่น ภ.ง.ด.90, 91 (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) ที่ผ่านมานั้น คุณเอาเงินจากไหนมาซื้อสินค้าหรู และ 2.สินค้าที่นำเข้าดังกล่าวต้องเสียภาษีนำเข้า 7% บวกเบี้ยปรับ 2 เท่า และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน

ขณะที่ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวถึงเหล่าเศรษฐีในคราบยาจกไว้อีกว่า นับจากนี้ กรมสรรพากรจะดำเนินการเรียกผู้ที่เข้าข่ายเสียภาษีเพิ่มมาชี้แจงอีกหลายต่อหลายราย และพร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกกล่าวหา นำหลักฐานมาแสดงถึงแหล่งที่มาของรายได้ เพื่อสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป

หากพิสูจน์ได้ว่า เงินที่ใช้ซื้อสินค้าจากต่างประเทศมีการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาถูกต้องครบถ้วน โดยที่คนผู้นั้นมีฐานะทางการเงินมากเพียงพอกับการซื้อสินค้าดังกล่าว หรือมีเงินฝากในบัญชีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และบัญชีที่ว่านี้เสียภาษีถูกต้องอยู่เสมอ ทางกรมสรรพากรก็จะไม่เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม

ส่วนกรณีที่ไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ได้ ก็จะถูกเก็บภาษีย้อนหลังจากการยื่นภาษีไม่ครบถ้วน พร้อมถูกเปรียบเทียบปรับ 2 เท่าของภาษีที่ขาดหายไป และเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน ตลอดระยะเวลาที่ไม่ได้เสียภาษี

สรรพากรต่างประเทศ เก็บข้อมูลของคนเหล่านี้จากอะไร จากการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่สนามบินต่างประเทศ, จากประวัติการใช้บัตรเครดิตหรือ?
นายประสงค์ อธิบดีกรมสรรพากร ตอบข้อซักถามนี้ว่า “ผมไม่ทราบว่า ทางกรมสรรพากรต่างประเทศเก็บข้อมูลจากการที่เหล่านักช็อปไปขอคืนภาษี หรืออาจพิจารณาจากข้อมูลอื่นๆ ประกอบด้วย ซึ่งผมไม่ทราบจริงๆ ว่าแหล่งที่มาของข้อมูลนั้นมาจากอะไร เนื่องจากทางกรมสรรพากรไทย จะเป็นฝ่ายได้รับข้อมูลจากทางต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ส่วนกรณีที่คาดการณ์ว่าตรวจสอบจากประวัติการใช้บัตรเครดิตหรือไม่นั้น กรณีนี้ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลลับ หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล”

“สรรพากรฝากถึงนักช็อปแบรนด์เนมทุกท่านว่า ท่านควรยื่นภาษีให้ถูกต้องนะครับ เนื่องจากภาษีที่ท่านเสียไป เงินจำนวนนี้ไม่ได้มากมายก่ายกองแต่อย่างใด และเงินที่ท่านเสียไปจะถูกนำไปใช้พัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองของเราให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปครับ” อธิบดีกรมสรรพากร ทิ้งท้ายเอาไว้สั้นๆ ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการเสียภาษี….

สายช็อปทั้งหลาย อย่าเพิ่งปวดขมับ
ช็อปหรูรูดเพลินจนเงินไหล ระวังปวดใจเพราะกระอักภาษีนะจ๊ะ!

หวังปีนี้ธุรกิจไอโมบายผงกหัว “สามารถ” ตั้งเป้าขอพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/841710


นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้ได้ตั้งเป้าหมายรายได้ทั้งกลุ่มไว้ที่ 20,000 ล้านบาท นับเป็นปีแรกที่ไม่ได้พยายามผลักดันแต่ละกลุ่มธุรกิจให้เพิ่มตัวเลขรายได้เลย เนื่องจากเข้าใจในภาวะเศรษฐกิจ เพียงแต่ขอให้ทีมงานทำรายได้ตามเป้าหมายให้ได้เท่านั้น

“ยอมรับว่าปีที่ผ่านมารายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 24,000 ล้านบาท โดยเฉพาะรายได้จากกลุ่มบริษัท สามารถไอ-โมบาย ซึ่งพลาดเป้าไปมาก จากการแข่งขันในตลาดมือถือ ซึ่งถือเป็น red ocean หรือทะเลเดือดเพราะแข่งรุนแรงมาก เราต้องสู้กับผู้ให้บริการมือถือ (โอปะเรเตอร์) ที่กดราคาขายต่ำลงมากและขายพ่วงกับค่าบริการ (แอร์ไทม์) เราจึงค่อนข้างบาดเจ็บ”

อย่างไรก็ตาม ปีนี้เชื่อว่าไอ—โมบายจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง จากความพยายามในการปรับธุรกิจ เริ่มจากการเปิดตัวธุรกิจใหม่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือสื่อสาร (Trunked Mobile) รวมถึงบริษัทไอ-สปอร์ต ซึ่งเดิมทำธุรกิจรับถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีก และจะเพิ่มการทำธุรกิจบริหารจัดการนักกีฬาหรือ Sport Agent โดยมีแผนเข้าตลาดในปีนี้.

 

รมว.คมนาคม สั่งแก้ปัญหาสนามบินภูเก็ตด่วน ลดความแออัดของผู้โดยสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ม.ค. 2560 20:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/841577


‘อาคม’ พร้อมแก้ปัญหาความแออัดของผู้โดยสารภายในสนามบินภูเก็ต สั่งเพิ่มคอมพิวเตอร์-เจ้าหน้าที่ ตม.อำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารด่วน เริ่ม 23 ม.ค.นี้เมื่อวันที่ 22 ม.ค.60 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า หลังจากลงพื้นที่ตรวจสอบอาคารผู้โดยสาร ที่ท่าอากาศยานภูเก็ตนั้น เราพร้อมแก้ปัญหาเรื่องการเช็กอิน ระบบลำเลียงกระเป๋าและระบบการตรวจคนเข้าเมืองในแต่ละวัน ซึ่งมีผู้โดยสารเข้าออกที่สนามบินภูเก็ตประมาณ 3 หมื่นกว่าคน ค่อนข้างแออัด มีกรุ๊ปทัวร์ค่อนข้างมาก

ทั้งนี้ในบางช่วงเวลาที่กรุ๊ปทัวร์นำผู้โดยสารมาเช็กอินพร้อมกัน ทำให้เกิดความไม่สะดวก ต้องใช้เวลานานอย่างที่ทราบ ปัญหานี้เป็นสิ่งที่ต้องพยายามเร่งแก้ไข แนวทางในการแก้ไขคือ การเพิ่มเจ้าหน้าที่จากเดิมขณะนี้มีเจ้าหน้าที่อยู่ 209 คน หลังจากได้มีการพูดคุยกันแล้วจะมีการเพิ่มเจ้าหน้าที่อีก 50 คน รวมเป็น 259 คน เมื่อกำลังเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้น มีความพร้อมมากขึ้น ปัญหาเรื่องความไม่สะดวก ความล่าช้าก็จะลดลง

สำหรับปัญหาเรื่องระบบคอมพิวเตอร์นั้น จากการที่คอมพิวเตอร์ยังไม่เป็นระบบเดียวกัน ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 13 เครื่อง แนวทางการแก้ไข คือ ได้มีการแจ้งเรื่องไปยังบอร์ด  ทอท. รวมถึงผู้อำนวยการใหญ่ เพื่อให้มีการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์มาเพิ่มที่นี่ โดยทั้งเรื่องเพิ่มกำลังคนและคอมพิวเตอร์จะเริ่มในวันที่ 23 ม.ค.นี้

ส่วนประเด็นการขยายถนนและสถานที่จอดรถในสนามบิน ได้มอบหมายให้ท่าอากาศยานภูเก็ตแบ่งสถานที่จอดรถโดยสารสาธารณะเป็น 2 พื้นที่ เช่น สถานที่จอดรถสำหรับรถตู้โดยสารสาธารณะและสถานที่จอดรถสำหรับรถทัวร์ขนาดใหญ่ เพื่อลดความแออัดของการจอดรถบริเวณการส่งผู้โดยสารเข้าสู่สนามบิน และได้มอบหมายให้สำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ตดำเนินการ เพิ่มเส้นทางขนส่งสาธารณะจากสนามบินไปยังตัวเมืองจังหวัดภูเก็ต เพื่อขยายการให้บริการรถโดยสารสาธารณะแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น โดยขณะนี้มี 2 เส้นทางคือ จากสนามบินภูเก็ตไปหาดกะตะและหาดป่าตอง

นายอาคม กล่าวอีกว่า การแก้ระบบการจราจรคมนาคมขนส่งของ จ.ภูเก็ต อย่างเต็มระบบนั้น ขณะนี้ได้มีการเร่งดำเนินการก่อสร้างทางลอดอุโมงค์ทั้ง 5 จุด ได้แก่ ทางลอดสามกอง ทางลอดบางคู ทางลอดดาราสมุทร ทางลอดห้าแยกฉลอง และสนามบินที่มีแผนดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา เริ่มต้นดำเนินการเปิดใช้อุโมงค์แล้ว 2 จุดคือ ทางลอดสามกอง ทางลอดดาราสมุทร ส่วนทางลอดบางคูจะเสร็จสิ้นในปลายปี 60

ส่วนอีก 2 จุดคือ อุโมงค์ห้าแยกฉลอง และอุโมงค์สนามบินกำลังดำเนินการก่อสร้าง โดยคาดว่าเมื่ออุโมงค์ทั้ง 5 จุดเปิดให้บริการได้ครบ จะสามารถบรรเทาความแออัดของการจราจรในจังหวัดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ในส่วนของโครงการรถไฟรางเบามีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี และจะเปิดให้บริการแก่ประชาชนได้ในปี 2564 ซึ่งคาดว่าเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะทำให้การจราจรมีความคล่องตัวเพิ่มขึ้น.

 

PTTGC ตามรอยเท้าพ่อ พัฒนาพลาสติกย่อยสลายฯ แปลงเกษตรโครงการหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ม.ค. 2560 14:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840962


พีทีที โกลบอล เคมิคอล ตามรอยเท้าพ่อ รัชกาลที่ 9 จับมือ สกว.พัฒนาพลาสติกย่อยสลายทางชีวภาพใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรในโครงการหลวง ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก ไร้ผลกระทบสิ่งแวดล้อม…นางวราวรรณ ทิพพาวนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกิจการองค์กรและเลขานุการบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กล่าวว่า ภาคการเกษตรในโครงการหลวง ซึ่งเป็นโครงการส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวแก่ชาวเขา เพื่อเป็นการหารายได้ทดแทนการปลูกฝิ่นตั้งแต่ปี 2512 ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้ขยายตัวส่งผลให้มีการใช้พลาสติกมากขึ้นตามไปด้วย ทั้งถุงเพาะ ถุงปลูกซึ่งมีราคาถูกน้ำหนักเบาเคลื่อนย้ายสะดวก พลาสติกคลุมดินลดการใช้ยาปราบวัชพืช และพลาสติกคลุมโรงเรือนลดการสูญเสียผักเนื่องจากฝน

ทั้งนี้จากผลของการใช้อย่างกว้างขวางทำให้พลาสติกที่ใช้แล้วถูกทิ้งอยู่ทั่วไป ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเฉพาะโครงการหลวงเองมีการใช้พลาสติกชนิดต่างๆ ตั้งแต่เพาะพันธุ์กล้าไม้และผัก แปลงเพาะปลูก บรรจุภัณฑ์ โดยมีการใช้พลาสติกทุกประเภทกว่า 230,000 กิโลกรัมต่อปี (ข้อมูลปี 2555) ซึ่งบางส่วนตกค้างอยู่ในพื้นที่โครงการหลวง ทำให้เกิดแนวคิดที่จะทำให้ถุงพลาสติกเหล่านี้เป็นถุงที่ย่อยสลายทางชีวภาพ ดังนั้นมูลนิธิโครงการหลวง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ได้ร่วมกันพัฒนาพลาสติก เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตร ตลอดจนถึงการนำมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับผลผลิตทางการเกษตร โดยได้กำหนดกรอบแผนดำเนินงานระยะ 5 ปี (2557-2561)

ในส่วนโครงการหลวง สนับสนุนให้ใช้แปลงทดลองโครงการเพื่อใช้เป็นพื้นที่ทดสอบการใช้ประโยชน์ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่พัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมต้นกล้า การเพาะปลูก และบรรจุภัณฑ์มาใช้กับผลิตภัณฑ์ของโครงการ สนับสนุนการขยายผลงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริงกับเกษตรกร ตลอดจนเผยแพร่องค์ความรู้ให้กับสมาชิกเกษตรกรของโครงการหลวง ส่วน สกว. รับผิดชอบในการบริหารโครงการวิจัย คัดเลือกนักวิจัย ที่ปรึกษาและผู้ประสานงาน รวมทั้งติดตามการดำเนินการของโครงการวิจัยให้เป็นไปตามกรอบการทำงานและวัตถุประสงค์ และ PTTGC ให้การสนับสนุนงบประมาณในการวิจัย รวมทั้งเม็ดพลาสติกของบริษัทฯ เพื่อนำมาใช้ผลิตเป็นพลาสติก และพัฒนาสูตรร่วมกับที่ปรึกษาด้านงานวิจัย เพื่อนำไปสู่กระบวนการผลิต รวมทั้งวิจัยร่วมกับโครงการหลวงโดยใช้เทคโนโลยีบริษัทฯ

สำหรับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกในระยะเริ่มแรก มีจำนวน 5 ชนิด ได้แก่พลาสติกคลุมโรงเรือน ถุงบรรจุผักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถุงยืดอายุผลิตผลทางการเกษตร ถุงปลูกถุงเพาะพลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้ และถาดสลัดพลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้ โดยพลาสติกคลุมโรงเรือน ถุงบรรจุผักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและถุงยืดอายุผลิตผลทางการเกษตร ผลิตจากเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (PE) ซึ่งผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของ PTTGC ที่ได้รับการรับรองเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) บ่งบอกถึงการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรของผลิตภัณฑ์พลาสติกคลุมโรงเรือน PTTGC พัฒนาขึ้น มีความแข็งแรง ทนทาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกและคุณภาพของผลิตผลภายในโรงเรือน

ส่วนถุงบรรจุผักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยังคงคุณสมบัติความเหนียวและความแข็งแรงได้เทียบเท่าถุงบรรจุผักสดทั่วไป และสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกระบวนการผลิตเม็ดพลาสติกได้ถึง 25% โดยถุงยืดอายุผลิตผลทางการเกษตร มีคุณสมบัติในการควบคุมการซึมผ่านของก๊าซ ทำให้ยืดอายุเฉลี่ยของผักและผลไม้ให้ยาวนานขึ้นได้ประมาณ 1 เท่า เมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์ทั่วไป

สำหรับถุงปลูกถุงเพาะพลาสติกชีวภาพและถาดสลัดพลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้ ผลิตจากพลาสติกประเภท PLA (Polylactide) ซึ่งเกิดจากการนำข้าวโพดมาผ่านกระบวนการหมักทางชีวภาพจนได้เป็นเม็ดพลาสติก ถุงปลูกถุงเพาะชนิดนี้สามารถย่อยสลายได้ในสภาพแวดล้อมปกติภายใน 180 วัน ทำให้สามารถนำกล้าไม้ไปปลูกลงดินได้โดยไม่ต้องแกะถุงออก ส่วนถาดสลัดพลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้นั้น มีการพัฒนารูปแบบขึ้นเพื่อความสะดวกในการรับประทานสลัดผัก และสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติเช่นเดียวกับถุงปลูกถุงเพาะ

นอกจากการสนับสนุนให้เกิดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม PTTGC ยังร่วมมือกับศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตั้งแต่ปี 2557 จัดฝึกอบรมการสร้างโรงเรือนต้นทุนต่ำ การใช้พลาสติกคลุมโรงเรือนและถุงปลูกถุงเพาะเพื่อปลูกผักอย่างถูกวิธีให้แก่โรงเรียน 31 แห่ง และ 6 ชุมชนในพื้นที่เขตปฏิบัติการของมูลนิธิโครงการหลวง จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้มีการก่อสร้างโรงเรือนขึ้นใหม่รวมทั้งสิ้น 44 โรง โดยผักที่ปลูกในโรงเรือนของโรงเรียนจะนำมาใช้ประกอบอาหารกลางวันให้แก่นักเรียน ทำให้เด็กๆ ได้รับประทานผักปลอดสารพิษที่ปลูกขึ้นเอง ส่วนผักที่ปลูกโดยชุมชน ถือเป็นการสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้คนในชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สำหรับถุงบรรจุผักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและถาดสลัดพลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้ มูลนิธิโครงการหลวงได้นำไปใช้บรรจุผลิตผลเกษตรและวางจำหน่ายแก่ผู้บริโภคทั่วประเทศ

“โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่มูลนิธิโครงการหลวง นับเป็นตัวอย่างของการเดินตามรอยเท้าพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้กับสังคมไทย แล้วยังถือเป็นการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value: CSV) ที่นำความเชี่ยวชาญและทรัพยากรของบริษัทมาช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม หากทุกฝ่ายร่วมมือกันเช่นนี้เชื่อว่าสังคมไทยจะมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน.

 

ช็อปออนไลน์ไทยเนื้อหอม ‘อีเลฟเว่นสตรีท’ จากแดนกิมจิร่วมวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ม.ค. 2560 10:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840921


“อีเลฟเว่นสตรีท” ในเครือผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่จากเกาหลีใต้ โดดร่วมวงธุรกิจตลาดสินค้าออนไลน์ในไทย หลังลุยทำธุรกิจในมาเลเซีย ตุรกี และอินโดนีเซีย มาแล้ว ประเดิมจัดโปรโมชั่นรับตรุษจีน…

มีรายงานว่า บริษัท อีเลฟเว่นสตรีท (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท เอสเค เทเลคอม ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ได้เข้ามาทำธุรกิจตลาดสินค้าออนไลน์ในไทย โดยมีแผนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการประมาณเดือน ก.พ.นี้

สำหรับ อีเลฟเว่นสตรีท ก่อตั้งที่เกาหลีใต้ตั้งแต่ปี 2551 โดยมีการเปิดบริการที่เกาหลีใต้ มาเลเซีย ตุรกี อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งในไทยสามารถใช้บริการได้ที่ www.11street.co.th หรือ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน 11street Thailand.

ล่าสุด อีเลฟเว่นสตรีท ในไทย ยังได้ร่วมเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง โดยมอบโปรโมชั่นต่างๆ ทั้งแจกอั่งเปาฉลองเทศกาลตรุษจีน พร้อมมอบโบนัสคูปองมากมาย สำหรับลูกค้าที่มองหาของขวัญเพื่อส่งมอบความสุขในเทศกาลมงคล สิทธิพิเศษรับ “อั่งเปาปีไก่ ตั่วตั่วไก๊” ทุกเที่ยงตรง กับส่วนลด 50% สำหรับทุกตะกร้าการสั่งซื้อ.

 

ทองไทยขยับขึ้นบาทละ 100 รูปพรรณขายออก 20,800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ม.ค. 2560 10:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840912


สมาคมค้าทองคำ ปรับราคาขายทองคำประจำวัน ขึ้นอีกบาทละ 100 บาท โดยราคาทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,829.28 บาท…

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. มีรายงานว่า สมาคมค้าทองคำปรับราคาขายทองคำประจำวันขึ้นอีกบาทละ 100 บาท โดยราคาทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,829.28 บาท ขายออกบาทละ 20,800 บาท ส่วนทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 บาท ขายออกบาทละ 20,300 บาท.

 

ห้าง-ค้าปลีกอัดโปรกระตุ้นจับจ่ายเทศกาลตรุษจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ม.ค. 2560 09:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840810


บิ๊กซี-เซ็นทรัล-กลุ่มทรู จัดแคมเปญและโปรโมชั่นในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2560 ทั้งมีสินค้าราคาพิเศษ มอบส่วนลดเพิ่มเติมและลุ้นรางวัลอีกมากมาย…

มีรายงานว่า ภาคธุรกิจจัดโปรโมชั่นกระตุ้นกำลังซื้อช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2560 คึกคัก โดยกลุ่มทรูจัดแคมเปญ “True Lucky Together” มอบโชคสุดพิเศษสำหรับลูกค้าที่เปิดเบอร์มหามงคลกับทรูมูฟ เอช เสริมดวงชะตา มั่งมีศรีสุข เฮงปีระกา สนุกสุดกับสิทธิ์ดูบอลระดับโลกแบบถูกลิขสิทธิ์ฟรี 1 เดือน ผ่านแอปพลิเคชัน TrueID และปังสุดกับสิทธิ์จับอั่งเปาไข่ทองคำผ่านแอปพลิเคชัน TrueYou ลุ้นรับรางวัลและส่วนลดมากมาย โดยลูกค้าจะได้รับบาร์โค้ดหรือรหัส USSD เพื่อนำไปแลกสินค้าได้ที่ทรูช็อป และทรูคอฟฟี่ทุกสาขา นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าปัจจุบันของทรู สามารถร่วมสนุกจับอั่งเป่าไข่ทองคำได้ โดยใช้ TruePoint เพียง 59 คะแนน แลกสิทธิ์ลุ้น 1 อั่งเปาต่อ 1 ท่าน เริ่มกดอั่งเปารับโชคได้ตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค.–28 ก.พ. 2560 ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1331 หรือร้านทรูช็อปทุกสาขา ทั่วประเทศ

ขณะที่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมต้อนรับปีระกาฉลองเทศกาลตรุษจีนพร้อมขนสินค้าอุปโภค บริโภค เครื่องเซ่นไหว้ ผักผลไม้และอาหารต่างๆ มาไว้อย่างครบครันกว่า 4,000 รายการ พร้อมจัดแคมเปญสุดพิเศษ “บิ๊กซี บิ๊กเฮง ต้อนรับตรุษจีนปีไก่ทอง” พบกับชุดของไหว้ ผลไม้ คุณภาพดี สุดคุ้ม เริ่มต้นเพียง 6 บาท กระดาษชุดไหว้ เริ่มต้นเพียง 8 บาท นอกจากนั้น มอบส่วนลดสูงสุด 75% และลุ้นรับรางวัลมากมาย ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ม.ค. 2560 ที่ บิ๊กซีทุกสาขาทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.BigC.co.th หรือโทร.1756

สำหรับห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลได้ร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีน จัดรายการ “Central Chinese New Year 2017” มั่งมีศรีสุขทุกการช็อป กับสินค้าราคาปกติลดสูงสุด 30% ในแผนกบิวตี้แกเลอรี ลด 10-15% (เฉพาะศุกร์-อาทิตย์) ลดสูงสุด 50% เมื่อใช้สติกเกอร์จากรายการ Central Season of Giving, รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 12.5 % เมื่อใช้คะแนน The 1 card เมื่อช็อปสินค้าครบทุก 3,000 บาท รับฟรีคูปองแทนเงินสด มูลค่า 100 บาท และลุ้นรับ iPhone 7 32GB เฉพาะ 80 ท่านแรก ที่ช็อปผ่านบัตร MasterCard ตามเงื่อนไข วันนี้–5 ก.พ. 2560 ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา เฉพาะแบรนด์ที่ร่วมรายการในศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 และสีลมคอมเพล็กซ์

 

ปตท. เริ่มสอบข้อเท็จจริงกรณีโรลส์-รอยซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ม.ค. 2560 09:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840826


ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เผย ปตท.เริ่มสอบข้อเท็จจริงกรณีโรลส์-รอยซ์ รายงานบอร์ดเบื้องต้นสัปดาห์หน้า

…นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. เปิดเผยว่า ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งในเบื้องต้นประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงที่ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่างๆ ที่มีการใช้เครื่องยนต์ของบริษัท โรลส์-รอยซ์ มาก่อน เพื่อให้กระบวนการสืบสวนดำเนินไปด้วยความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ กำลังเร่งรวบรวมข้อมูลการดำเนินการ กระบวนการ และผู้รับผิดชอบการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าว ในช่วงปี 2543-2556 รวมทั้งจะเชิญผู้แทนของ บริษัท ซีเมนส์ ซึ่งได้ซื้อกิจการของบริษัท โรลส์-รอยซ์ เมื่อปลายปี 2557 เพื่อมาสอบถามข้อมูลที่เกี่ยวข้องในเอกสารของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติมด้วย

“ปตท. จะตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่มีข้อสงสัยอย่างจริงจังและรอบคอบ โดยจะสรุปรายงานเบื้องต้นเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทภายในสัปดาห์หน้า หากพบการกระทำผิด ก็จะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป” นายเทวินทร์ กล่าว.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกหลังทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ม.ค. 2560 06:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840742


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันที่วาระการดำรงตำแหน่งของบารัค โอบามา หมดลงและ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 20 ม.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 94.85 จุด หรือ 0.48% ปิดที่ 19827.25 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 7.62 จุด หรือ 0.34% ปิดที่ 2271.31 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 15.25 จุด หรือ 0.28% ปิดที่ 555.33 จุด

ตลาดสหรัฐฯ อยู่ในแดนบวกตลอดทั้งวัน แต่ลดลงจากค่าสูงสุดในช่วงปิดตลาด หลังทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์หลังสาบานตนรับตำแหน่ง โดยเขาประกาศกร้าวว่าการตัดสินใจใดๆ ในเรื่องการค้าของสหรัฐฯ จะมีขึ้นเพื่อประโยชน์ของแรงงานอเมริกันและครอบครัวชาวอเมริกัน สร้างความกังวลให้นักเศรษฐศาสตร์

ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า ตอนนี้ตลาดอยู่ในโหมดรอและดู จนกว่า ทรัมป์ จะทำตามสัญญาสำคัญของเขา โดยเฉพาะการปฏิรูปภาษี ซึ่งไม่มีการพูดถึงในสุนทรพจน์ของเขา

 

ธปท.เกาะติดนโยบายใหม่มะกัน หลัง “ทรัมป์” รับตำแหน่งทางการ nรับตลาดเงิน-ทุนทั่วโลกปั่นป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ม.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840693


(ภาพ : AFP)ธปท.ตามติดนโยบายประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ หลัง “ทรัมป์” สาบานตนเข้ารับตำแหน่งยอมรับนโยบายมะกันปั่นป่วนโลก โดยนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หลังพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯอย่างเป็นทางการของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ในคืนวันที่ 20 ม.ค. (ตามเวลาประเทศไทย) ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลก โดยคาดว่าจะมีนโยบายหลายเรื่องที่สร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจโลก ตลาดเงินและตลาดทุนมากขึ้นซึ่งมีทั้งผลบวกและลบต่อเศรษฐกิจไทย โดย ธปท.จะติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อนำมาประเมินผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

ทั้งนี้หากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ไทยซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของสหรัฐฯคงได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องติดตามนโยบายกีดกันทางการค้าที่อาจมีผลกระทบมาถึงประเทศคู่ค้าของไทย และการส่งออกของไทยด้วย “ความไม่แน่นอนจากนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่แข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปีและกลับมาอ่อนค่าลง ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ดังนั้น ธปท.ย้ำว่า ภาคเอกชนต้องดูแลตัวเอง มีการบริหาร ติดตามข่าวสารและป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนด้วย”

ส่วนกรณีที่มีบางบริษัทที่ออกตัวตั๋วแลกเงินระยะสั้น (บีอี) และไม่สามารถชำระหนี้ได้นั้น ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก และอยากให้แยกแยะว่า ตั๋วบีอีที่ออกในระบบส่วนใหญ่ออกโดยบริษัทที่มีฐานะการเงินดี สามารถที่จะชำระคืนหนี้สินได้ ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมีบางบริษัทไม่กี่แห่งเท่านั้น

นายธีรัชย์ อัตนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า หลังจากนี้เชื่อว่าสหรัฐฯคงประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งจะทำให้ตลาดมีความชัดเจนมากขึ้น หลังจากปี 59 ตลาดตราสารหนี้ขยายตัว 7% มีมูลค่าตลาดรวม 1.58 ล้านล้านบาท โดยในช่วง 3 ไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนจำนวนมาก ขณะที่นักลงทุนในประเทศทั้งนักลงทุนรายใหม่และรายเดิมขยายการลงทุนได้ระดมทุนในตลาดตราสารหนี้สูงถึง 700,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงต้องติดตามประกาศนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น รวมทั้งการส่งสัญญาณปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง.