ประจักษ์ชัดในพระราชปฏิญญา “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ของปวงราษฎร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840029


หลังจากที่สำนักพระราชวังประกาศเรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่ง ชาติ (คสช.) มีหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2559 แจ้งเรื่องการสถาปนาแต่งตั้งพระรัชทายาท ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2467

โดยความแจ้งว่า บัดนี้ ราชบัลลังก์ได้ว่างลง และพระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นรัชทายาทไว้แล้ว คณะรัฐมนตรีจึงแจ้งให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์สืบไป

ในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2559 เวลา 19.16 น. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการ ได้นำ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยพระราชทานพระวโรกาสให้ พล.อ.เปรม นำคณะทั้งหมดเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท

โอกาสนี้ นายพรเพชร จึงได้กราบบังคมทูลเชิญองค์พระรัชทายาท เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบราชสันตติวงศ์ โดยสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์ความว่า…

“ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง”

ด้วยผลในบัดดลนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารจึงเสด็จขึ้นครองราชย์สืบสันตติวงศ์เป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 และโปรดเกล้าฯให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร”

แม้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจะยังโศกเศร้าจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอยู่ แต่ความข้างต้น ก็ถือเป็นข่าวอันเป็นมหามงคลยิ่ง

ในนิตยสารแพรวที่บันทึกถึงพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ใหม่นี้ ระบุถึงความปลื้มปีติของประชาชนชาวไทยเฉกเช่นเมื่อ 64 ปีก่อน เมื่อสำนักพระราชวังออกแถลงการณ์เรื่องพระประสูติกาลของพระราชโอรส เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2495 เวลา 17.45 น. ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต…

ณ โมงยามแห่งการพระราชสมภพของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั้น ศาตราจารย์ ม.ร.ว.สุมนชาติ สวัสดิกุล ได้บรรยายถึงบรรยากาศในนาทีอันเป็นมงคลฤกษ์ว่า

“วันนี้ครึ้มฟ้าครึ้มฝนตั้งแต่เช้า ฝนไม่ได้ตกมานาน…นายแพทย์ผู้ถวายการประสูติเข้าประจำที่ สักครู่ก็ประสูติพระราชกุมาร เวลา 17 นาฬิกา กับ 45 นาที ในนาทีเดียวกันนั้นเอง ฝนที่แล้งมาตลอดฤดู ก็เริ่มโปรยละอองลงมา ดูคล้ายๆฟ้าก็รู้เห็นเป็นใจกับการประสูติครั้งนี้… อารามดีใจสมประสงค์ของดวงใจทุกๆดวง นายแพทย์ที่ถวายการประสูติ ซึ่งพร้อมที่จะบอกแก่ที่ประชุม ณ พระที่นั่งอัมพรสถานว่า พระราชโอรส หรือพระราชธิดา กล่าวออกมาด้วยเสียงอันตื่นเต้นกังวานว่า ผู้ชาย แทนที่จะกล่าวว่า พระราชโอรส…ฝนโปรยอยู่ตลอดเวลา แตรสังข์ดุริยางค์เริ่มประโคม ทหารบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ปืนใหญ่ทั้งบก-เรือยิงปืนกันสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงไชโยโห่ร้องก็ดังสนั่นหวั่นไหว สมใจประชาชนแล้ว…ดวงใจทุกๆดวงมีความสุข”

และนับแต่นั้นมา ประชาชนชาวไทยต่างก็เฝ้าติดตามข่าวเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นี้ ด้วยความจงรักภักดี ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามว่า

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศร สันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร

ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และต่างปลาบปลื้มปีติชื่นชมโสมนัสยิ่งขึ้นเมื่อพระองค์ทรงเจริญวัย มีพระสุขภาพพลานามัยแข็งแรง เพียบพร้อมด้วยพระราชจริยวัตร และพระปรีชาสามารถเป็นที่ประจักษ์ตลอดมา

พระนาม “วชิราลงกรณ” นั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงตั้งถวายมาจาก “วชิรญาณ” พระนามฉายาขณะทรงพระผนวชใน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผนวกกับ “อลงกรณ์” จากพระปรมาภิไธยใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

หลังจากที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เข้าศึกษายังโรงเรียนจิตรลดาจนถึงปี พ.ศ.2505 พระราชบิดามีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุสมควรจะเสด็จไปทรงศึกษา ณ ต่างประเทศได้แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระองค์ทรงเข้ารับการศึกษาต่อในระดับประถมศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ

จนถึงปี พ.ศ.2513 จึงโปรดเกล้าฯให้พระองค์เสด็จทรงศึกษาต่อในวิชาการทหาร ณ ประเทศออสเตรเลีย โดยทรงเข้ารับการศึกษาในวิทยาลัยการทหารชั้นสูงดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา กระทั่งสำเร็จเป็นนายทหารยศร้อยโท ขณะเดียวกันก็ทรงศึกษาวิชาสามัญระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ในสาขาวิชาอักษรศาสตร์ที่ทรงเลือก

พระองค์ยังทรงได้รับทุนของกระทรวงกลาโหม นครเพิร์ธ เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการทหาร และการบิน ก่อนเสด็จนิวัตประเทศไทย เพื่อเข้าศึกษาต่อ ณ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก และวิชากฎหมาย โดยได้รับปริญญานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จากนั้นจึงทรงศึกษาต่อยังวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และหลักสูตรการบินอีกหลายหลักสูตรด้วยความสนพระราชหฤทัยยิ่ง

พระองค์จึงทรงรอบรู้เทคนิคสมัยใหม่ทั้งภาคทฤษฎี และ ภาคปฏิบัติ จนทรงพระปรีชาชาญในวิทยาการด้านการบินอย่างยิ่ง กระทั่งได้รับพระนามให้เป็น “เจ้าฟ้านักบิน”

เมื่อพระชนมพรรษาครบ 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ตามโบราณราชประเพณี ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2515 มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า…

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร

นับเป็นองค์สยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

บัดนี้กาลเวลาผ่านมาจนเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงยึดมั่นในพระราชปฏิญญา ทรงพระวิริยะอุตสาหะมุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประเทศชาติ และประชาชนชาวไทยโดยมิย่อท้อ

ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

 

“วิรไท” ยันแบงก์ไทยแกร่ง ซีไอเอ็มบีเพิ่มทุนรับมือหนี้เสีย-ขยายธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840696


นายกิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการมีมติเสนอต่อผู้ถือหุ้นเพิ่ม ทุนจดทะเบียน 5,500 ล้านบาท เสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมสัดส่วน 2 หุ้นใหม่ ต่อ 9 หุ้นเดิม ในราคาหุ้นละ 1 บาท ส่งผลให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) เพิ่มขึ้นเป็น 18.50% โดยการเพิ่มทุนในครั้งนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขยายธุรกิจ และรองรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันตามกฎเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดให้ซีไอเอ็มบี กรุ๊ป ใส่เงินเพิ่มทุนได้ถึงปี 2561 จึงเป็นอีกเหตุผลที่เพิ่มทุนในช่วงนี้ และธนาคารพร้อมหารือ ธปท.และกระทรวงการคลัง เพื่อขอยกเลิกกฎเกณฑ์ดังกล่าว“ผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ ส่งผลให้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นจาก 3.1% เป็น 6.1% และสิ้นปี 59 ลดลงมาเหลือ 4.8% หลังจากตัดขายเอ็นพีแอลไปกว่า 2,000 ล้านบาท เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นหลักๆมาจากกลุ่มโรงสีข้าว และอุตสาหกรรมเหล็ก ส่วนที่เหลือกระจายไปทุกกลุ่ม และลูกค้าที่ดูแล้วเริ่มมีปัญหาชำระหนี้ไม่ได้ ธนาคารได้ตัดสินใจสำรองเผื่อไว้ 400 ล้านบาท”

ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธนาคารซีไอเอ็มบีไทยเพิ่มทุนจดทะเบียน ถือเป็นเรื่องปกติของธุรกิจธนาคาร ที่สามารถระดมทุนเพิ่มเพื่อขยายธุรกิจ หรือเพื่อดำเนินการตามนโยบายของธนาคาร เช่น การเพิ่ม การกันสำรองหนี้ ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงของธนาคารเพิ่มขึ้น

“เท่าที่ ธปท.ติดตามการดำเนินการของระบบธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในไทยในขณะนี้ ยังไม่พบว่ามีธนาคารพาณิชย์แห่งใดที่มีปัญหาฐานะการดำเนินการ หรือฐานะการเงิน โดยพิจารณาจากเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่อยู่ในระดับสูง”.

 

คาดนโยบาย ‘ทรัมป์’ กระทบไทยระยะสั้น อาจฉุดส่งออกไทย 1.6 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ม.ค. 2560 20:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840526


ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ชี้ หากทรัมป์ใช้นโยบายกีดกันการค้าทันทีหลังถูกแต่งตั้ง กระทบไทยแค่ช่วงสั้น ส่งผลเสียต่อสินค้าเคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ แต่จะส่งผลดีต่อเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร อุปกรณ์การแพทย์ คิดเป็นร้อยละ 0.2 หรือ 16,000 ล้านบาท ของการส่งออกทั้งหมดของไทยในปีนี้ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ระบุว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายต่างๆ ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งของโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้มากน้อยแค่ไหน การกล่าวสุนทรพจน์ในวันรับตำแหน่งจะช่วยสร้างความชัดเจนในนโยบาย โดยเฉพาะในด้านการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งทรัมป์มองว่านโยบายการค้าเสรีของสหรัฐฯ ที่มีมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีรูสเวลท์ เปิดช่องให้คู่ค้าแทรกแซงค่าเงินเพื่อประโยชน์ทางการค้า และสร้างสภาวะการค้าขาดดุลกับสหรัฐฯ เฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา เป็นมูลค่ามหาศาลกว่า 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

โดยขาดดุลกับจีนเป็นอันดับหนึ่ง ถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราวร้อยละ 40 ของการขาดดุลทั้งหมด ส่วนกับไทยขาดดุลเป็นอันดับ 12 เพียง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2 เท่านั้น ทรัมป์จึงมองว่าการกีดกันทางการค้ากับจีนจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม หลังได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ กฎหมายของสหรัฐฯ มอบอำนาจที่ค่อนข้างจำกัดให้ประธานาธิบดีสามารถใช้ได้ทันที โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาครองเกรส โดยหากยึดตามกฎหมายการค้า (Trade Act of 1974, section 122) ประธานาธิบดีสามารถตั้งกำแพงภาษีนำเข้ากับประเทศที่มีการขาดดุลในปริมาณมาก สูงสุดที่ร้อยละ 15 และ/หรือ กำหนดโควตาเป็นเวลาสูงสุด 150 วันเท่านั้น ไม่ใช่ที่ร้อยละ 45 ตามที่ได้กล่าวไว้ตอนหาเสียง ดังนั้นผลกระทบที่แท้จริงหากทรัมป์ตัดสินใจใช้มาตรการดังกล่าวทันที จึงอาจไม่มากนักเหมือนที่หลายฝ่ายกังวล

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี มองว่า ผลกระทบต่อการส่งออกไทยจะเป็นในทางอ้อม จากการที่สหรัฐฯ จะตั้งกำแพงภาษีกับจีน ซึ่งจะกระทบสินค้าที่อยู่ในห่วงโซ่การอุปทานที่ไทยส่งไปจีน และจีนส่งต่อไปสหรัฐฯ โดยสินค้าดังกล่าวเป็นประเภทวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง ได้แก่ เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสิ่งทอเป็นหลัก คาดการณ์มูลค่าส่งออกลดลงร้อยละ 0.6 หรือ ประมาณ 49,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมีผลดีเช่นกัน กล่าวคือ การที่สินค้าของจีนถูกกีดกัน สินค้าไทยในประเภทเดียวกันหรือใกล้เคียง ย่อมมีโอกาสมาทดแทนสินค้าจีนนั้นๆ ได้ ซึ่งหลักๆ เป็นประเภท เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และอุปกรณ์การแพทย์ คาดการณ์มูลค่าส่งออกจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 หรือประมาณ 33,000 ล้านบาท ดังนั้นหากชั่งน้ำหนักผลกระทบทั้งสองด้านแล้ว พบว่าส่งออกไทยจะเสียหายเล็กน้อย ที่ร้อยละ 0.2 หรือ 16,000 ล้านบาท ทำให้มูลค่าส่งออกในปีนี้ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 1.5 เหลือ ร้อยละ 1.3

ทั้งนี้ในระยะยาว เป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะตั้งกำแพงภาษีได้สูงถึงร้อยละ 45 หากสภาคองเกรสมีมติเห็นชอบกับนโยบายดังกล่าว ผลกระทบกับไทย จึงอาจสูงขึ้นกว่าที่ประมาณการณ์ ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจึงควรปรับตัวด้วยกลยุทธ์ต่างๆ อาทิ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต การย้ายฐานไปในทำเลที่ได้เปรียบเชิงภาษี หรือหาวิธีเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้สินค้า และให้ความสำคัญกับตลาดในภูมิภาค โดยภาครัฐควรเร่งเจรจาส่งเสริมการค้าระหว่างภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะการรวมกลุ่ม RCEP (ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคของอาเซียน).

 

สคบ.หารือสมาคมธุรกิจเช่าซื้อ วางมาตรการช่วยลูกค้าประสบภัยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ม.ค. 2560 19:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840486


สคบ.หารือสมาคมลีสซิ่ง ช่วยผู้เช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และที่อยู่อาศัย ที่เดือดร้อนจากอุทกภัยภาคใต้เมื่อวันที่ 20 ม.ค.60 พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยภายหลัง การประชุมหาแนวทางในการกำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 12 จังหวัดภาคใต้ว่า นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ สคบ.7 หาแนวทางในการช่วยเหลือผู้บริโภคที่เช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และที่อยู่อาศัย เพื่อหาแนวทางหรือมาตรการในการช่วยเหลือ

จากการหารือพบว่า ในส่วนของธนาคารต่างๆ ได้มีมาตรการช่วยเหลือ กรณีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นอย่างดีแล้ว ขณะที่การเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ทางสมาคมธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไทย และสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย ได้มีมาตรการไม่คิดค่าปรับจากการผ่อนชำระล่าช้าผิดเวลา ซึ่งช่วยผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม สคบ.ได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการพักชำระหนี้ชั่วคราว เป็นระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ในระดับหนึ่ง โดยทางสมาคมลีสซิ่งระบุว่ายินดีช่วยเหลือในส่วนนี้ เพียงว่าแต่ละบริษัทจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ในส่วนของเงินที่พักชำระหนี้ดังกล่าวเอง จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาออกมาตรการเหมือนช่วงที่มีน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 โดยให้กรมสรรพากรประกาศยกเว้นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวให้ ทั้งนี้ในที่ประชุมได้มีตัวแทนของกรมสรรพากรร่วมด้วย ที่ประชุมจึงสรุปให้ทางสมาคมลีสซิ่งทำหนังสือมาถึง สคบ. และ สคบ.จะได้ทำหนังสือเร่งด่วนเพื่อหารือกับกรมสรรพากรต่อไป.

 

โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส ออกแถลงการณ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีบินไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ม.ค. 2560 19:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840517


บริษัท โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส จำกัด ในเครือบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ส่งหนังสือแจงสื่อฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ บริษัท โรลส์-รอยซ์ จำกัด (มหาชน) ที่ดำเนินธุรกิจด้านเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบิน และเรือเมื่อวันที่ 20 ม.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส จำกัด บริษัทในเครือ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ได้ทำหนังสือชี้แจงดังนี้ สืบเนื่องจากมีการนําเสนอข่าวเรื่องคดีติดสินบน และมีการพาดพิงถึงบริษัทนั้น ทางบริษัท โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส จํากัด ขอยืนยันว่า บริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับบริษัท โรลส์-รอยซ์ จํากัด (มหาชน) ท่ีดําเนินธุรกิจด้านเครื่องยนต์สําหรับเครื่องบิน เรือ และยานพาหนะ

ทั้งนี้ บริษัท โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส จำกัด เป็นบริษัทในเครือของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป (มิวนิก) ซึ่งบริษัทแม่ถือหุ้นท้ังหมด เริ่มดําเนินธุรกิจเมื่อวันที่ 1 ม.ค.46 มีสํานักงานอยู่ที่ กู้ดวูด เอสเตท ใกล้เมืองแมนเชสเตอร์ มณฑลเวสต์ซัสเซกซ์ สหราชอาณาจักร

บริษัท โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส จํากัด ยึดถือหลักความโปร่งใสในการดําเนินธุรกิจ และมีการกํากับดูแลกิจการตามนโยบายของบริษัท บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป โดยโรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส เป็นผู้นําด้านการผลิตสุดยอดยนตรกรรมหรูระดับ super luxury ของโลก ได้แก่ โรลส์-รอยซ์ รุ่นแฟนธอม โกสต์ เรธ และดอว์น.

 

พณ.ประสานสินค้าวัสดุก่อสร้างลดราคาช่วยน้ำท่วมใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ม.ค. 2560 17:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840408


รมช.พาณิชย์เผยประสานผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าจำเป็น ลด 35-50% ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ฟื้นฟูร้านค้าและบ้านเรือนนาน 3 เดือน…เมื่อวันที่ 20 ม.ค. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  (พณ.) กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้ประสานผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าจำเป็นในการฟื้นฟูบ้านและร้านค้าของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ หลังสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย เพื่อนำสินค้าวัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ไปจำหน่ายราคาลดพิเศษ 35-50% เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา

สำหรับภาคเอกชนเข้าโครงการลดราคาสินค้าเพื่อช่วยผู้ประสบภัยภาคใต้ ประกอบด้วย ผู้ผลิตจำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้าง 3 ราย ลดราคาสินค้าปูนซีเมนต์ อิฐ กระเบื้อง สีทาบ้าน ประตู และสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการซ่อมแซม ได้แก่ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง บริษัท โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ (โฮมโปร) และบริษัท ซีอาร์ซี เพาเวอร์ รีเทล (ไทวัสดุ) โดย โฮมโปร ลดสูงสุด 40% จำนวน 9 สาขา ได้แก่ หาดใหญ่ กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง ชุมพร สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ และพัทลุง ส่วนไทวัสดุ ลดสูงสุด 40% จำนวน 5 สาขา ได้แก่ หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี ตรัง ภูเก็ต และชะอำ ขณะที่เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง จัดสินค้า One Price ลดสูงสุด 35% ในร้านค้า/ตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ประสบภัยภาคใต้

นอกจากนี้ มีอีก 3 ห้างค้าปลีกค้าส่ง ได้แก่ แม็คโคร บิ๊กซี และ เทสโก้ โลตัส ลดราคาจำหน่ายสินค้าหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องครัวสูงสุด 50% เช่น หม้อหุงข้าว กระติกน้ำร้อน พัดลม ตู้เย็น กระทะ จานและชาม เป็นต้น หมวดอาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ประจำวัน ลดสูงสุด 40% เช่น น้ำดื่ม ข้าวสาร นม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แชมพู เป็นต้น และหมวดอื่นๆ ลดสูงสุด 30% เช่น ไม้กวาด แปรงขัดพื้น เป็นต้น ในทุกสาขาในจังหวัดภาคใต้ พร้อมกับยังมีผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า 2 ราย ได้แก่ พานาโซนิค จำนวน 5 สาขา ได้แก่ สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ยะลา และตรัง และ โตชิบา ลดทุกสาขาในจังหวัดภาคใต้

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า คาดว่า ระยะ 3 เดือนของโครงการลดราคาช่วยใต้ครั้งนี้ จะบรรเทาความเดือดร้อนจากน้ำท่วมภาคใต้ได้ 400,000 ครัวเรือน ซึ่งหากแต่ละครอบครัวใช้จ่ายครัวเรือนละ 1,000 บาท จะมีเงินสะพัดประมาณ 400 ล้านบาท และเฉลี่ยราคาสินค้าลด 30% เท่ากับช่วยลดค่าครองชีพประชาชน 120 ล้านบาท แต่เชื่อว่าจะมีมูลค่ามากกว่านี้ พร้อมกันนี้ ยังให้กรมการค้าภายในสำรวจความต้องการสินค้าธงฟ้าของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อนำสินค้าธงฟ้าออกไปจำหน่ายได้ตรงตามความต้องการและสามารถดำเนินการได้ทันที.

 

หุ้นไทยสดใส ปิดตลาดปรับขึ้น 8.11 ดัชนีอยู่ที่ 1,562 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ม.ค. 2560 17:04

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840442


หุ้นไทยวันที่ 20 ม.ค.2560 ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 8.11 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,562.99 จุด มูลค่าการซื้อขาย 54,917.91 ล้านบาทการเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 20 ม.ค.60 พบว่า ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.11 จุด เปลี่ยนแปลง 0.52% ดัชนีอยู่ที่ 1,562.99 จุด มูลค่าการซื้อขาย 54,917.91 ล้านบาท โดยการเคลื่อนไหวระหว่างวันพบว่าดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,566.34 จุด ต่ำสุด 1,552.16 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน).

 

‘อภิรดี’ สั่งเจ้าหน้าที่พาณิชย์ ออกตรวจสินค้า หวั่นขึ้นราคาช่วงตรุษจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ม.ค. 2560 16:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840386


‘พาณิชย์’ ส่งทีมผู้บริหาร พาณิชย์จังหวัด การค้าภายในจังหวัด ตรวจสอบราคาสินค้าก่อนช่วงเทศกาลตรุษจีน ป้องกันประชาชนเอารัดเอาเปรียบ เผยยังไม่พบผลไม้ เนื้อสัตว์ ของเซ่นไหว้ ราคาผิดปกติเมื่อวันที่ 20 ม.ค.60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ออกตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าก่อนช่วงเทศกาลตรุษจีน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อติดตามภาวะราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินค้าที่ประชาชนต้องใช้ในช่วงเทศกาลตรุษจีน เช่น ผลไม้ เนื้อสัตว์ ของเซ่นไหว้ต่างๆ  เพราะอาจจะปรับราคาสูงขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องดูแลไม่ให้ปรับขึ้นราคาเกินจริง และสินค้าขาดแคลนจนกระทบต่อความต้องการของประชาชน

ทั้งนี้ให้เน้นการตรวจสอบในตลาดสดที่เป็นแหล่งซื้อขายประจำจังหวัด รวมถึงในห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกค้าส่ง เพราะปัจจุบันประชาชนนิยมซื้อสินค้าในห้างกันมากขึ้น จึงต้องตรวจสอบด้วย อย่างไรก็ตามยังไม่พบว่าสินค้าที่ใช้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนมีความเคลื่อนไหวผิดปกติ โดยเฉพาะผลไม้ เช่น กล้วย ส้ม แอปเปิ้ล สาลี่ องุ่น สับปะรด รวมถึงเนื้อสัตว์ ทั้งไก่ เป็ด ปลา หมู และขนม เช่น ขนมเข่ง ขนมเทียน ขนมไข่ ขนมถ้วยฟู ขนมสาลี่ ซาลาเปา จันอับ เป็นต้น

“คาดว่า ประชาชนจะเริ่มจับจ่ายใช้สอยอย่างคึกคักตั้งแต่สุดสัปดาห์นี้เป็นต้นไป จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบสถานการณ์ราคาทั่วประเทศ และรายงานตรงต่อกระทรวงฯ  เป็นรายวันทุกวัน เพื่อเป็นการเฝ้าระวังระดับราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด และดูแลค่าครองชีพประชาชนให้มีความเหมาะสม”

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนจับจ่ายอย่างระมัดระวัง โดยควรหาข้อมูลสินค้าเปรียบเทียบราคาและคุณภาพก่อนตัดสินใจซื้อตามแคมเปญ “ฉลาดซื้อประหยัดใช้” เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้จ่ายและประหยัดค่าครองชีพ และหากพบเห็นการไม่ปิดป้ายแสดงราคาที่ชัดเจนหรือการค้ากำไรเกินควร ให้ร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569.

 

‘บิ๊กบี้’เร่ง กกจ.ประสาน พม่า ลาว กัมพูชา ตรวจสัญชาติแรงงาน 1.3 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ม.ค. 2560 15:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840306


รมว.แรงงาน เร่ง กกจ.ประสาน 3 ประเทศเพื่อนบ้าน ตรวจสัญชาติแรงงาน 1.3 ล้านคน พร้อมร่วมประชุมระดับรัฐมนตรี ADD ครั้งที่ 4 กระชับความร่วมมือประเทศผู้รับ–ผู้ส่งแรงงานเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 60 พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน กล่าวถึงการตรวจสัญชาติแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ เมียนมา หรือ พม่า ลาว และกัมพูชา กว่า 1.3 ล้านคน ที่ยังล่าช้าว่า เรื่องนี้ไทยทำฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะต้องอาศัยความร่วมมือกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะประเทศต้นทางและผู้ประกอบการ ซึ่งได้สั่งการให้กรมการจัดหางาน (กกจ.) หามาตรการขอความร่วมมือ ให้ประเทศต้นทางเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้โดยเร็ว เพื่อสอดรับกับนโยบายของกระทรวงแรงงานที่ต้องการให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้อง เนื่องจากเรื่องการทำงานของแรงงานต่างด้าวได้กำหนดไว้ในแผนปฏิรูปของกระทรวงแรงงานด้วย

พล.อ.ศิริชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ บริษัท ซิสโก้ ผู้นำด้านไอทีทั่วโลกออกมากล่าวถึงไทยกำลังขาดแรงงานด้านไอทีเป็นอย่างมาก หากไม่เร่งดำเนินการจะส่งกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของไทย ว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีชั้นสูงนำร่องใน 12 จังหวัด เพื่อรองรับการพัฒนาแรงงานในทุกระดับ เพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

ด้านนายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พล.อ.ศิริชัย และคณะ มีกำหนดการเดินทางเพื่อเข้าร่วมการประชุมหารือระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและการประชุมระดับรัฐมนตรี Abu Dhabi Dialogue ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 23-24 ม.ค. ที่กรุงโคลัมโบ สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ตามคำเชิญของกระทรวงการจ้างงานต่างชาติศรีลังกา โดยมีผู้แทนจาก 20 ประเทศ พร้อมองค์การระหว่างประเทศ 5 องค์กร

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีหัวข้อหลักสำคัญ 3 หัวข้อ ได้แก่ การคัดเลือกแรงงาน กรอบนโยบายที่มุ่งเน้นด้านฝีมือในการรับแรงงาน การเคลื่อนย้ายแรงงานไปสู่ตลาดปลายทาง และการบูรณาการแรงงานคืนสู่ประเทศต้นทาง การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการบริหารแรงงานเพื่อให้สามารถบริหารจัดการแรงงานดิจิทัลในระดับภูมิภาคให้มากขึ้น

 

รง.ไออาร์พีซี จัดแผนลดผลกระทบ หยุดซ่อมบำรุงใหญ่ 1 เดือน เริ่ม 2 ก.พ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ม.ค. 2560 13:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840204


โรงงาน “ไออาร์พีซี” ในระยอง ประกาศหยุดซ่อมบำรุง 1 เดือน ตรวจสอบเครื่องจักรอุปกรณ์ เริ่ม 2 ก.พ. ถึง 2 มี.ค. พร้อมออกมาตรการรองรับลดผลกระทบให้น้อยที่สุด ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม จัดทีมเฝ้าระวัง 24 ชม.เมื่อวันที่ 20 ม.ค. นายพงศ์ประพันธ์ ฐิตทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มโรงงาน ไออาร์พีซี ที่อยู่ภายในเขต จ.ระยอง มีแผนหยุดซ่อมบำรุงตามระยะเวลา ประมาณ 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ.- 2 มี.ค. 2560 โดยจะทยอยหยุดหน่วยผลิตและทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ ตั้งแต่กลางเดือน ม.ค. 2560 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานที่ได้ดำเนินการในช่วงระยะเวลา ทุก 4-5 ปี

สำหรับการดำเนินการดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เช่น อาจเกิดเสียงดัง กลิ่น แสง ควัน และฝุ่นละออง รวมทั้งการจราจร ซึ่งได้จัดเตรียมมาตรการป้องกันเพื่อลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด ดังนี้ 1. จัดให้มีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น กลิ่น เสียง ฝุ่นละออง พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันแก้ไขผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว 2. การจัดการด้านมลสารทางอากาศ ทำการตรวจวัดคุณภาพอากาศในโรงงานและชุมชนรอบเขตประกอบการฯ 3. การจัดการของเสีย ทำการคัดแยกขยะและของเสียตั้งแต่ต้นทาง ส่วนกากของเสียอุตสาหกรรมที่เกิดจากการหยุดซ่อมบำรุง บริษัทฯ จะส่งไปกำจัดยังหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยจะทำการติดตามการขนส่งอย่างใกล้ชิด 4. การจัดการน้ำเสีย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. น้ำเสียจากการทำความสะอาดในการเตรียมระบบ จะถูกส่งไปกำจัดโดยหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม 2. น้ำเสียอื่นๆ จะส่งเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียของบริษัทฯ เพื่อบำบัดให้ได้มาตรฐานตามที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนด

5. การจัดการด้านเสียง จัดให้มีการวัดเสียงในชุมชนในช่วงที่มีกิจกรรมซ่อมบำรุง 6. ด้านการจราจร จัดเวลาการเข้า-ออก ของผู้รับเหมา และประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรให้ช่วยอำนวยความสะดวกและจัดระบบในเส้นทางต่างๆ 7. การควบคุมการหกหรือรั่วไหลของสารเคมี โดยตรวจสอบวัสดุ อุปกรณ์ ภาชนะที่นำมาใช้บรรจุของเสียไม่ให้มีรอยรั่ว เพื่อป้องกันไอระเหยออกสู่บรรยากาศ พร้อมทั้งติดตั้งอุปกรณ์ดักไอระเหยที่จุดปฏิบัติงาน 8. พนักงานและผู้รับเหมาต้องปฏิบัติตามมาตรการคู่มือการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด 9. มีการรายงานข่าวและสื่อสารข้อมูลต่อภาครัฐ องค์กรท้องถิ่น ชุมชน สื่อมวลชนระยอง อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือนม.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ได้ตั้งศูนย์ประสานงานภาคสนามโดยมีทีมงานเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงสถานีตรวจวัดอากาศถาวร สถานีตรวจวัดอากาศเคลื่อนที่ ทีมแพทย์สัญจรลงพื้นที่รอบเขตประกอบการฯ ทั้งนี้ ได้แจ้งข่าวเรื่องการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานตามแผน ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2559 รวมทั้งได้วางแผนเรื่องผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว โดยย้ำว่าจะพยายามกำกับดูแลการซ่อมบำรุงใหญ่ประจำปี 2560 ให้ผู้ปฏิบัติงานมีความปลอดภัยและเกิดผลกระทบน้อยที่สุด.