ขนส่ง ปรับเงื่อนไขจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า จูงใจปชช.ใช้พลังงานทางเลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ม.ค. 2560 12:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840169


กรมการขนส่งทางบก ปรับปรุงเงื่อนไขจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มแรงจูงใจและเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนใช้รถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อวันที่ 20 ม.ค.60 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า เรามีนโยบายสนับสนุนการใช้ยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือรถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือกทดแทนการใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงมาอย่างต่อเนื่องพร้อมกำหนดมาตรการสนับสนุนต่างๆ อาทิ การลดภาษีรถประจำปี สำหรับรถยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ CNG เป็นเชื้อเพลิง รวมทั้งรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า

ล่าสุดได้กำหนดกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าและความเร็วขั้นต่ำของรถ ที่จะนำมาจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ซึ่งเป็นการปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาด้านวิศวกรรมยานยนต์ตามมาตรฐานสากล และให้มีความเหมาะสมกับสภาพการจราจรและการใช้รถใช้ถนนของประเทศไทย โดยกำหนดให้รถยนต์ (รถเก๋ง) ซึ่งมีน้ำหนักรถน้อยกว่า 450 กิโลกรัม โดยไม่รวมน้ำหนักแบตเตอรี่

ส่วนรถกระบะขนาดเล็กที่มีน้ำหนักรถน้อยกว่า 600 กิโลกรัม โดยไม่รวมน้ำหนักแบตเตอรี่ ต้องมีกำลังพิกัดมอเตอร์ไฟฟ้า (Rated Power) ไม่น้อยกว่า 4 กิโลวัตต์ และวิ่งได้ความเร็วสูงสุดไม่น้อยกว่า 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยจะต้องติดเครื่องหมายตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด (พื้นเครื่องหมายเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีน้ำเงินเข้ม ปรากฏข้อความ “รถขนาดเล็ก S” สีขาวสะท้อนแสง)

ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นรถขนาดเล็กที่ใช้พลังงานไฟฟ้า สำหรับรถยนต์ รถตู้ รถยนต์กระบะบรรทุกทั่วไปที่มีน้ำหนักรถไม่รวมน้ำหนักแบตเตอรี่มากกว่าที่กล่าวมาข้างต้น หากจะนำมาจดทะเบียนต้องมีกำลังพิกัดมอเตอร์ไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 15 กิโลวัตต์ และวิ่งได้ความเร็วสูงสุดไม่น้อยกว่า 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าที่เคยกำหนดไว้ในประกาศเดิม เพื่อความปลอดภัยและไม่กีดขวางการจราจรเมื่อใช้งานบนท้องถนนร่วมกับรถที่ใช้พลังงานประเภทอื่น

นายสนิท กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากแก้ไขกำลังมอเตอร์ของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโดยปรับลดลงจากที่เคยกำหนดไว้ 0.5 กิโลวัตต์ เป็นไม่น้อยกว่า 0.25 กิโลวัตต์ หรือไม่น้อยกว่า 250 วัตต์ แต่ยังคงกำหนดให้มีความเร็วสูงสุดไม่น้อยกว่า 45 กิโลเมตร/ชั่วโมงเช่นเดิม สำหรับรถยนต์สามล้อรับจ้าง และสามล้อส่วนบุคคลยังคงกำหนดไว้ตามหลักเกณฑ์เดิม คือต้องมีกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 4 กิโลวัตต์ และวิ่งได้ความเร็วไม่น้อยกว่า 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ปัจจุบันมีจำนวนรถพลังงานไฟฟ้าที่จดทะเบียนแล้วจำนวน 1,459 คัน โดยกรมการขนส่งทางบกให้ความสำคัญและพร้อมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาด้านพลังงานทางเลือกของประเทศ โดยต้องคำนึงถึงการประหยัดพลังงาน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงความปลอดภัยต่อการขับขี่อีกด้วย

 

ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,700

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ม.ค. 2560 10:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840065


ทองเปิดตลาดวันที่ 20 ม.ค. ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,100 ขายออกบาทละ 20,200 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 ขายออกบาทละ 20,700 บาท…

เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,100.00 บาท ขายออกบาทละ 20,200.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 บาท ขายออกบาทละ 20,700.00 บาท

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วง 1 วันก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ม.ค. 2560 06:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839950


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในวันศุกร์นี้…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 19 ม.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 72.32 จุด หรือ 0.37% ปิดที่ 19732.40 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 8.20 จุด หรือ 0.36% ปิดที่ 2263.69 จุด ขณะดัชนีแนสแด็กลดลง 15.58 จุด หรือ 0.28% ปิดที่ 5540.08 จุด

นักวิเคราะห์บางคน ระบุว่า สาเหตุที่ทำให้หุ้นตกในวันพฤหัสบดี มาจากความไม่มั่นใจในหมู่นักลงทุนเกี่ยวกับ โดนัลด์ ทรัมป์ รวมทั้งความเห็นของเขาในสัปดาห์นี้ที่บอกว่า ค่าเงินดอลลาร์สูงเกินไป ขณะที่นักวิเคราะห์อีกกลุ่มระบุว่า นักลงทุนเริ่มมองเห็นความเป็นจริงเกี่ยวกับจังหวะการเปลี่ยนแปลงในทำเนียบขาว ซึ่งความคาดหวังเรื่องนโยบายสนับสนุนการเติบโตและธุรกิจ อาจเกิดขึ้นจริง แต่ต้องใช้เวลา

 

หนังสือในใจ “วอร์เรน บัฟเฟตต์-บิล เกตส์” “Business Adventures” ดีที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ม.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839941


พบกันครั้งแรกเมื่อปี 2534 “บิล เกตส์” มหาเศรษฐีโลก ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ เอ่ยปากถาม “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เพื่อนมหาเศรษฐีนักลงทุนรายใหญ่ ถึงหนังสือน่าอ่าน ซึ่งฝ่ายหลังแนะนำหนังสือชื่อ “Business Adventures” ไป … 20 ปีให้หลัง ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า หนังสือเล่มนี้เป็นคัมภีร์ธุรกิจที่ดีที่สุดตลอดกาลบิล เกตส์ เปิดเผยเรื่องนี้ผ่านบล็อกส่วนตัวว่า มากกว่า 20 ปีแล้วหลังจากที่วอร์เรน เพื่อนของเขาให้ยืมหนังสือ “Business Adventures” ครั้งแรก และทั้งๆที่หนังสือเล่มนี้ถูกพิมพ์ไว้ตั้งแต่ปี 2512 หรือ 48 ปีก่อนหน้านี้ แต่มันยังคงเป็นหนังสือธุรกิจที่ดีที่สุดที่เขาเคยอ่าน

เกตส์ยังบอกอีกว่า จอห์น บรู๊ค (John Brooks) ผู้เขียนหนังสือเล่มดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้วนั้น เป็นนักเขียนคนโปรดของเขาตลอดกาล

สิ่งสำคัญที่ทำให้บรู๊คแตกต่าง ในมุมมองของบิล เกตส์ ก็คือ เขามีสไตล์การเขียนที่ไม่สปอยล์คนอ่านด้วยการบอกเคล็ดลับอย่างหนังสือ How-to ทั่วไป จะไม่มีการแจกแจงขั้นตอนของความสำเร็จ แบบที่นักเขียนในยุคปัจจุบันนิยมกัน สไตล์ของบรู๊คคือการเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ปล่อยให้เรื่องราวกำหนดกรอบของมันเอง ด้วยเทคนิคส่วนตัว ลงลึกในรายละเอียด ตัวละคร และสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาเหล่านั้น

“เราจะไม่เห็นการลิสต์หัวข้อ เคล็ดลับต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้ กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว ที่หนังสือในยุคปัจจุบันคอยแต่พร่ำบอกว่า บริษัทที่ประสบความสำเร็จ ต้องเลี้ยงข้าวกลางวันฟรีพนักงาน”

“แม้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด นับจากปีที่หนังสือถูกตีพิมพ์ แต่พื้นฐานที่จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย มุมมองทางธุรกิจที่ลึกซึ้งของบรู๊ค ยังคงมีประโยชน์ สำคัญและทันสมัยแม้ในยุคปัจจุบัน”

“สิ่งที่สำคัญที่สุดในธุรกิจคือ “คน” ไม่ว่าคุณจะมีสินค้าที่ดีเพียงใด มีแผนธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ หรือกลยุทธ์ทางการตลาดที่เฉียบคมขนาดไหน คุณยังต้องการพนักงานที่ “ใช่” เสมอ คนที่ “ใช่” จะทำให้ทุกอย่างสำเร็จในที่สุด”

จอห์น บรู๊ค เป็นอดีตนักข่าว-นักเขียนประจำนิตยสารเดอะ นิวยอร์ก-เกอร์ เขานำ 12 เรื่องราวทางธุรกิจสุดคลาสสิกที่ถูกตีพิมพ์ในเดอะ นิวยอร์ก-เกอร์ก่อนหน้านี้ มารวบรวมในหนังสือ “Business Adventures” และตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2512

หนังสือเล่มนี้ขึ้นแท่นหนังสือขายดีหลายทำเนียบ รวมทั้งที่อเมซอนดอทคอมด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหนังสือฉบับพิมพ์หาได้ไม่ง่ายนัก เพราะหมดตั้งแต่ไม่กี่ปี หลังตีพิมพ์ครั้งแรก ขณะที่บรู๊คเสียชีวิตไปในปี 2536

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวบรู๊คยินยอมที่จะปล่อยบทแรกของหนังสือออกมาให้ดาวน์โหลดอ่านกันฟรีๆ เป็นเรื่องราวของ “ซีร็อกซ์” บริษัทเครื่องถ่ายเอกสารชั้นนำ ที่ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารนิวยอร์กเกอร์ฉบับวันที่ 1
เม.ย.2510

โดยบิล เกตส์ ชื่นชมว่า บทแรกที่ว่าด้วยเรื่องราวสุดคลาสสิกของซีร็อกซ์นั้น สะท้อนให้เห็นถึงสไตล์การเขียนที่แข็งแรง ส่งให้จอห์น บรู๊ค เป็นนักเขียนที่พิเศษที่สุด เพราะเป็นศูนย์รวมของความมีปัญญา ความสามารถ
ในการมองภาพใหญ่ และอารมณ์ขันอันแสนบรรเจิด

จนถึงขณะนี้เขาบอกว่า ยังคุยถึงเรื่องราวในหนังสือกับวอร์เรน บัฟเฟตต์อย่างออกรส จึงอยากแนะนำเรื่องดีๆให้คนได้มีโอกาสอ่านกันมากขึ้น

ทั้งนี้ “Business Adventures” หรือที่แปลง่ายๆว่า “ธุรกิจผจญภัย” หนังสือในดวงใจของบิล เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ 2 มหาเศรษฐีท็อปไฟว์ของโลก ประกอบด้วยเรื่องราวของธุรกิจอเมริกัน 12 กรณีด้วยกัน ตั้งแต่
ซีร็อกซ์, ฟอร์ด, จีอี เป็นต้น

ส่วนใหญ่เป็นการนำเสนอบทเรียนเกี่ยวกับธรรมชาติและปฏิกิริยาของผู้คนในบริบทธุรกิจ เพราะแม้เทคโนโลยีหรือสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่คนไม่เคยเปลี่ยน.

 

พึ่งดิจิทัลสกัดสินค้าปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ม.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839884


นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดทำป้ายรณรงค์สร้างจิตสำนึกด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อนำไปติดตั้งในสถานที่สำคัญด้านการท่องเที่ยวเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยเป็นป้ายดิจิทัลมีคำว่า “ไม่ซื้อ ไม่ขาย ไม่ใช้ของปลอม” และมีคำภาษาอังกฤษ “Stop Fake Respect Intellectual Property Rights” ซึ่งได้ติดตั้งในสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และสนามบินในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศแล้ว และยังได้ติดป้ายดิจิทัลในสถานีรถไฟฟ้า BTS และ MRT ด้วย เพื่อสร้างความตระหนักแก่คนไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาตินอกจากนี้ ยังได้จัดทำสปอตเพื่อเผยแพร่ทางสื่อทีวีและวิทยุ รวมทั้งผลิตสื่อรณรงค์ผ่านทางโซเชียลมีเดียอีกหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีความตระหนัก และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนถึงความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญา และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมถึงสื่อสารให้คนไทยรู้จักคิดสร้างสรรค์ผลงานทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ๆ ที่มีความแตกต่างจากของผู้อื่น และรู้จักสร้างเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการของตนเอง สำหรับการรณรงค์สร้างจิตสำนึกด้านทรัพย์สินทางปัญญานั้น ที่ผ่านมาได้จัดทำโครงการ “คิดได้…ไม่อายใคร” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและโรดแม็ปทรัพย์สินทางปัญญา.

 

เบียร์ช้างชงรัฐเช่าที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839873


นำร่อง 1 หมื่นไร่จัดสรรเกษตรกรทำกินน.สพ.ธนิตย์ อเนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยากแก้ปัญหาเกษตรกรที่ไม่มีที่ทำกินถูกต้องตามกฎหมายด้วยระบบประชารัฐ ขณะนี้มีเอกชน 1 ราย คือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือเบียร์ช้าง สมัครใจให้ที่ดินที่รกร้างว่างเปล่า และไม่ได้ใช้ประโยชน์ พื้นที่ 10,700 ไร่ นำมาจัดสรรให้เกษตรกรเข้าไปใช้ประโยชน์ในระยะเวลาที่กำหนดกับทางกระทรวงเกษตรฯ อย่างไรก็ตาม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรวบรวมข้อมูล และศึกษาข้อกฎหมายที่เป็นไปได้ในการดำเนินการภายในอาทิตย์นี้

“การที่เอกชนให้ยืมพื้นที่รกร้างว่างเปล่านี้ สาเหตุมาจากการที่จะมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะจัดเก็บภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าเพิ่มสูงขึ้น ทางบริษัทจึงนำที่ดินมาเข้าร่วมโครงการประชารัฐกับรัฐบาลซึ่งกำลังต้องการจะแก้ไขปัญหาเกษตรกรทำกินบนพื้นที่ผิดกฎหมายในปัจจุบัน อาทิ การที่เกษตรกรปลูกข้าวโพดในพื้นที่ผิดกฎหมาย ทำให้ไม่มีคนรับซื้อ เป็นต้น สำหรับเอกชนรายแรกที่เสนอเข้ามา พล.อ.ฉัตรชัยอยากให้เป็นบริษัทแรกที่นำร่องก่อน ถ้ามีเกษตรกรสนใจ ทางกระทรวงเกษตรฯจะเข้ามาดูศักยภาพ ความเหมาะสมของพื้นที่ โดยรูปแบบสัญญาอาจจะเป็น 10 ปี หรือ 20 ปี”

สำหรับพื้นที่ทั้งหมด 10,700 ไร่ ประกอบด้วย 7 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ 4,300 ไร่ เพชรบุรี 1,000 ไร่ หนองคาย 1,200 ไร่ บึงกาฬ 600 ไร่ นครสวรรค์ 2,900 ไร่ สุโขทัย 600 ไร่ และอุทัยธานี 100 ไร่ อย่างไรก็ตาม เอกชนจะเป็นผู้ออกเงินทุนจำพวกเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรที่จะเข้ามาใช้ประโยชน์จากที่ดินในการประกอบอาชีพ ทั้งนี้เมื่อผลผลิตออกมาจะมีการแบ่งสัดส่วนกำไรที่ขายได้ในอัตราที่เหมาะสมแก่ทุกฝ่าย ซึ่งในเบื้องต้นกำหนดไว้ คือ เอกชน 60% และเกษตรกร 40%.

 

แคทดิ้นยุติข้อพิพาททรูมูฟเอช-ดีแทค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ม.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839868


พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท เปิดเผยว่า ในปีนี้ (2560) แคทจะต้องเร่งเจรจายุติกรณีข้อพิพาทเรื่องการส่งมอบทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานกับบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ให้ได้ข้อยุติทั้งเสาโทรคมนาคมและอุปกรณ์ว่าจะนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างประโยชน์ให้องค์กรร่วมกันในรูปแบบใด เช่นเดียวกับการเจรจาข้อพิพาทกับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ซึ่งขณะนี้ได้เสนอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พิจารณา เพื่อเสนอความเห็นไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ ครม.อนุมัติ ทางแคทก็จะดำเนินการโอนมอบทรัพย์สินได้ทันทีทั้งนี้ การเจรจาระหว่างแคทและดีแทคได้ตกลงร่วมกันว่าจะตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม ด้วยการนำทรัพย์สินที่ได้รับมอบตามสัญญาสัมปทานมาให้บริการ เบื้องต้นมีเสาโทรคมนาคมราว 8,000 ต้น ส่วนกรณีข้อพิพาทระหว่างแคทกับบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) นั้น ได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองแล้ว ดังนั้น ต้องอยู่ที่การตัดสินของศาลต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาข้อพิพาทดังกล่าวไม่มีข้อยุติเลยภายในปีนี้ จะทำให้ภาวะการเงินของแคทมีปัญหามากในอนาคต เพราะไม่สามารถนำทรัพย์สินที่มีอยู่มาสร้างได้ ขณะเดียวกันคลื่นความถี่ที่มีอยู่ก็จะสิ้นสุดลงในปี 2568 ถ้าถึงเวลานั้นแคทไม่มีคลื่นแต่ยังมีทรัพย์สินที่จะนำมาให้บริการ

โครงข่ายโทรคมนาคมได้ แต่หากจะให้แคทอยู่รอดได้ดี ไม่เป็นภาระรัฐบาล ก็ต้องได้ทั้งคลื่นความถี่และได้เป็นผู้ให้บริการโครงข่ายด้วย ซึ่งในเรื่องคลื่นความถี่นั้น ได้หารือกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) แล้วว่า ในฐานะรัฐวิสาหกิจด้านการสื่อสาร ควรมีคลื่นความถี่ที่ถือครองตลอดไป เพื่อเครื่องมือของภาครัฐและเป็นกลไกในการแข่งขันด้วย.

 

ต้นแบบแก้ยาเสพติดประชาคมโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839281


หลายทศวรรษมาแล้วที่โลกทำสงครามกับ “ยาเสพติด” เป็นสงครามที่เน้นการใช้กำลังต่อต้านและปราบปรามอย่างรุนแรง ดังคำขวัญต่อต้านยาเสพติดสากลที่ว่า “ต้องไม่มีพื้นที่สำหรับยาเสพติด”แต่ยิ่งปราบปราม กวาดล้าง จับกุม สถิติที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้น จนมีการประมาณการว่า เงินที่ทั่วโลกต้องใช้จ่ายเกี่ยวกับยาเสพติดผิดกฎหมายสูงกว่า 327,213 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือมากกว่า 11 ล้านล้านบาทต่อปี

มีรายงานของสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC ระบุว่า มีประชากรประมาณ 243 ล้านคน หรือ 5% ของประชากรโลก ที่อายุระหว่าง 15-64 ปี ใช้ยาเสพติดผิดกฎหมาย

มีผู้ใช้ยาเสพติดที่มีปัญหาประมาณ 27 ล้านคน หรือ 0.6% ของประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลก หรือ 1 คนในทุกๆ 200 คน อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปีมีเพียง 1 ใน 6 ของผู้ใช้ยาเสพติดทั่วโลก ที่เข้าถึงการบำบัดรักษา ขณะที่จำนวนผู้ถูกกล่าวหา ถูกจับกุมและต้องขังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นปัญหาใหญ่ของกระบวนการยุติธรรมในทุกประเทศ

รายงานสถานการณ์ยาเสพติดโลกยังพบว่า บรรดาอาชญากรใช้กลยุทธ์ใหม่ในการค้ายาเสพติด เช่น การตั้งบริษัทบังหน้าและเบี่ยงเบนสารตั้งต้นภายในประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการควบคุมระหว่างประเทศ โดยมีสารที่ใช้ในการผลิตสารตั้งต้นที่ยังไม่ถูกควบคุมชนิดใหม่ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแทนที่สารตั้งต้นที่ถูกควบคุม

กล่าวได้ว่า ยิ่งปราบปรามรุนแรงยิ่งล้มเหลว

โลกจึงต้องหันมาทบทวนมาตรการและยกเครื่องนโยบายการต่อสู้กับยาเสพติดกันใหม่ เพื่อนำไปสู่กลยุทธ์ที่มีมนุษยธรรมและมีประสิทธิผลมากกว่าการประกาศสงครามกับยาเสพติดแบบเดิมๆ

ตั้งแต่ปี 2558 ในการประชุมคณะกรรมาธิการยาเสพติด (Commission on Narcotic Drugs-CND) สมัยที่ 58 ของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 1,500 คน จากประเทศสมาชิก 53 ประเทศ ร่วมกับประเทศสมาชิกสหประชาชาติอื่นๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหประชาชาติ ผู้แทนภาควิชาการและภาคประชาสังคม ผู้แทนระดับรัฐมนตรีและหัวหน้าหน่วยงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจากทั่วโลก

ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการยาเสพติด ได้แสดงบทบาทนำในการส่งเสริมการใช้หลักการพัฒนาทางเลือก เพื่อลดการปลูกพืชเสพติดและนำการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าสู่ชุมชนที่ปลูกพืชเสพติด หลังจากที่ไทยประสบความสำเร็จมาแล้วในการผลักดันให้สหประชาชาติรับรอง “หลักการพัฒนาทางเลือกของสหประชาชาติ” (United Nations Guiding Principles on Alternative Development) ให้เป็นหลักปฏิบัติเพื่อลดปัญหายาเสพติดของโลกอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การประชุมสมัชชาสหประชาชาติว่าด้วยปัญหายาเสพติดโลกปี 2559 (United Nations General Assembly Special Session หรือ UNGASS 2016) ที่นครนิวยอร์ก เมื่อเดือน เม.ย.2559 มีความเห็นร่วมกันว่า การต่อสู้กับปัญหายาเสพติดนั้น ควรเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างครอบคลุมทุกมิติ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals)

เนื่องจากปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาซับซ้อนที่ครอบคลุมหลายมิติ การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้ด้วยสถิติการใช้ยาเสพติดที่ลดลงเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วย

ดังความสำเร็จของประเทศไทย ซึ่งสามารถลดปัญหาได้ด้วยการจัดสรรและกระจายทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นที่มูลนิธิโครงการหลวง และโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ หรือ “ศาสตร์พระราชา” มาเป็นแนวทางการพัฒนาทางเลือกในพื้นที่สูงทางภาคเหนือของประเทศไทยอย่างได้ผลมากว่า 40 ปีแล้ว

แนวพระราชดำริ ซึ่งมีรากฐานจากความเชื่อมั่นในศักยภาพมนุษย์ ไม่เชื่อในการปราบปรามพืชเสพติดให้หมดสิ้น แต่หมายถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตในเชิงสาธารณสุข การเข้าถึงสาธารณูปโภค อาชีพ การศึกษา และการพัฒนาชนบท

มีเป้าหมายระยะยาว คือ การพัฒนาศักยภาพและขยายโอกาสให้ชุมชน อย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การเรียนรู้สภาพความเป็นจริง ปัญหา และความต้องการของชุมชน หรือ “ภูมิสังคม” ให้เห็นถึงต้นเหตุที่แท้จริงของการผลิตและค้ายาเสพติดในทุกบริบท คือ ความยากจนและการขาดโอกาส

ต่อจากนั้นคือการวางแผนแนวทางแก้ปัญหาให้ตรงจุด และทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพราะการพัฒนาทางเลือกต้องอาศัยเวลาและไม่สามารถเห็นผลทันตาได้ ที่สำคัญ การปลูกพืชทดแทนเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีพืชใดจะสามารถสร้างรายได้ได้มากเท่าพืชเสพติด

ดังนั้น แนวพระราชดำริจึงสนับสนุนอาชีพที่หลากหลายสำหรับคนที่มีความถนัดแตกต่างกัน นำไปสู่การแปรรูป เพิ่มมูลค่า และการตลาดเพื่อให้มีรายได้เท่าเทียมกับในอดีต เป็นแนวทางที่ได้รับการยกย่องจาก UNODC ว่าเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาความยากจนและการปลูกพืชเสพติดอย่างสันติวิธี

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้รับการร้องขอให้ดำเนินโครงการพัฒนาทางเลือกที่เมียนมา อัฟกานิสถาน และอินโดนีเซีย และร่วมมือกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) ในนามรัฐบาลเยอรมนี ในการให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาทางเลือกแก่ประเทศที่ปลูกพืชเสพติดจากประสบการณ์ตรง เพื่อดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพยั่งยืน และเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับการรับมือและขจัดปัญหาต่างๆ ที่ทั้งโลกเผชิญในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ล่าสุด สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วมระหว่างผู้แทนรัฐบาล และผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทางเลือกจาก 14 ประเทศทั่วโลก หารือข้อสรุปแนวทางที่จะเสนอให้เป็นนโยบายการแก้ปัญหายาเสพติดของสหประชาชาติในปี 2562

ถือเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่พิสูจน์ว่าประสบการณ์ในพื้นที่ตามแนวทาง “ศาสตร์พระราชา” สามารถขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาของประชาคมโลกได้.

 

กสิกรไทยชี้ตลาดบ้านแข่งขันเดือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839866


ผู้ประกอบการขนาดกลางสู้ศึกดึงต่างชาติร่วมทุนบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า ตลาดที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลในปีนี้ (2560) การแข่งขันรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ และกลุ่มทุนรายใหญ่ ใช้ข้อได้เปรียบที่มีอยู่ต่อยอดไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างรายได้ในรูปแบบอื่นๆ เช่น ค่ารับจ้างบริหารโครงการ ค่าเช่าพื้นที่ เป็นต้น ช่วยบรรเทาความเสี่ยงจากการพึ่งพิงรายได้จากการขายที่อยู่อาศัยเป็นหลัก สำหรับผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายกลางเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการร่วมทุนเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการชาวต่างชาติ

“ที่อยู่อาศัยในปีนี้ มีจำนวน 107,000-109,000 หน่วย ขยายตัว 5-7% เมื่อเทียบกับปี 2559 แม้จำนวนที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จะกลับมาขยายตัว แต่หากพิจารณาความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยควบคู่กันไป โดยปีนี้เป็นปีที่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญความท้าทายในการขายโครงการที่อยู่อาศัย”

ทั้งนี้ แม้โครงการที่อยู่อาศัยระดับบนขึ้นไปน่าจะมีโอกาสปรับราคาสูงขึ้น ซึ่งสามารถดึงดูดผู้ซื้อที่อยู่อาศัยกลุ่มซื้อเพื่อการลงทุน แต่ความต้องการซื้อโครงการที่อยู่อาศัยถูกดูดซับไปแล้วส่วนหนึ่งในปี 2559 ประกอบกับการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยระดับบนขึ้นไปอย่างต่อเนื่องในปีนี้ น่าจะส่งผลให้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เผชิญความท้าทายในการระบายโครงการที่อยู่อาศัยระดับบนขึ้นไปได้ช้าลง

บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานอีกว่า ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายกลางมีข้อได้เปรียบด้านความคล่องตัวในการปรับกลยุทธ์การประกอบธุรกิจ โดยในปี 2560 ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายกลางส่วนหนึ่งปรับกลยุทธ์การประกอบธุรกิจ เพื่อรับมือต่อการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นจากผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการร่วมทุนเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการชาวต่างชาติ เช่น จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เป็นต้น ที่ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ อย่างผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง ผู้ค้าอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงสถาบันการเงิน ที่ช่วยหนุนให้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายกลางสามารถยกระดับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้มีคุณภาพ ได้รับถ่ายทอด Know-how ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงได้รับการสนับสนุนด้านการเงิน.

 

เอกชน มอบอุปกรณ์ ก.แรงงาน ทดสอบมาตรฐานฯโปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ม.ค. 2560 04:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839921


เอกชนทุ่ม 20 ล้าน มอบอุปกรณ์ ก.แรงงานใช้ e-testing ทดสอบมาตรฐานฯโปร่งใส สร้างความน่าเชื่อถือ และเกิดความไว้วางใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และผู้ทดสอบมาตรฐานฝีมือนายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) เผยว่า การดำเนินงานด้านมาตรฐานฝีมือแรงงานของ กพร. เป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาฝีมือแรงงาน เนื่องจากมาตรฐานฝีมือแรงงานเป็นข้อกำหนดทางวิชาการที่ใช้เกณฑ์วัดระดับฝีมือ ความรู้ ความสามารถและทัศนคติในการทำงานของผู้ประกอบอาชีพในสาขาต่างๆ กระบวนการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ มีขั้นตอนในการปฏิบัติงานหลายขั้นตอน ซึ่งในขั้นตอนต่างๆ อาจเกิดความเสี่ยงการทุจริตได้

นายธีรพล กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ปี 59 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงจัดให้มีการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ภาคทฤษฎี ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Testing System) เพื่อเพิ่มช่องทางในการให้บริการแก่ประชาชน และอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของหน่วยปฏิบัติ ซึ่งได้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์และระบบเครือข่ายเพื่อรองรับการทดลองปฏิบัติงาน ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานนำร่องจำนวน 7 แห่ง ได้แก่ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปรากร สุพรรณบุรี อุดรธานี เชียงราย สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานศีรสะเกษ แพร่ และกระบี่ จัดฝึกอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ประสานการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน และผู้ดูแลระบบกว่า 180 คน เพื่อให้สามารถใช้งานและบริหารจัดการระบบดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง พร้อมกับให้ความรู้การใช้งานผ่านระบบเครื่อข่าย GIN อีกกว่า 30 คน

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทในทุกวงการ เพื่อให้สามารถรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล และภายใต้การนำของพลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มุ่นเน้นการปรับกระบวนการทำงานให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง และการปฏิบัติตาม 8 วาระปฎิรูป 5 ปีของกระทรวงแรงงาน ด้านการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ กระบวนการดังกล่าว จึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ มาเป็นเครื่องมือจัดการคลังข้อสอบ จัดเก็บและประมวลผลข้อมูล การรายงานผล การเชื่อมโยงข้อมูล และตรวจสอบข้อมูลของผู้เข้ารับการทดสอบ รวมถึงเพื่อให้กระบวนการทดสอบมาตรฐานมีความโปร่งใส สร้างความน่าเชื่อถือ และเกิดความไว้วางใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และผู้ทดสอบมาตรฐานฝีมือ สถานประกอบกิจการ และประเทศชาติ รวมถึงเป็นการยกระดับธรรมาภิบาลของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ กพร.ด้วย

“ปัจจุบัน มีการดำเนินการทดสอบฯ ผ่าน e-Testing System แล้ว 50 จังหวัด และจังหวัดที่ดำเนินการใช้ระบบดังกล่าวเพื่อทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร แล้วกว่า 70,000 คน สูงสุดคือจังหวัดสุรินทร์ มีผู้ทดสอบผ่านระบบ e-Testing System จำนวน 672 คน รองลงมาคือจังหวัดเชียงใหม่ 723 คน และในวันที่ 19 มกราคม 2560 บริษัท ไอดีไดร์เวอร์ จำกัด ได้ให้ความร่วมมือในการพัฒนาและมอบระบบ บริหารจัดการทดสอบและระบบคลังข้อสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ภาคความรู้ (Test Bank) ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Testing System) มูลค่า 20 ล้านบาท แก่ กพร. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนต่อไป” นายธีรพล กล่าว.