‘แอสเซท พลัส’ มองดอกเบี้ยซึมยาว ปลายปีเห็นหุ้นไทยแตะ 1,680 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2560 21:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839752


บลจ.แอสเซท พลัส มองดอกเบี้ยไทยซึมยาว พร้อมให้เป้าหุ้นไทยปลายปีเห็น 1,680 จุด แนะลงทุนกระจายเสี่ยง เลือก หุ้นไทย 40% หุ้นต่างประเทศ 10% ตราสารหนี้ 40% สินทรัพย์ทางเลือก เช่น น้ำมัน ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ อีก 10%เมื่อวันที่ 19 ม.ค.60 นายรัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซท พลัส จำกัด กล่าวถึงมุมมองการลงทุนว่า ตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกในปีนี้ยังเผชิญความผันผวนและมีปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเรามีมุมมองเป็นบวกต่อตลาดญี่ปุ่น ซึ่งมีแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และยังได้ประโยชน์จากนโยบายการเงินที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและโอกาสที่นายกรัฐมนตรีอาเบะ อาจได้รับการยอมรับให้ดำรงตำแหน่งต่อไป ทำให้นโยบายเศรษฐกิจสามารถดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง

ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ คาดว่าจะสามารถเติบโตต่อไปได้โดยมีแรงหนุนจากนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับตลาดจีนเชื่อว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตได้ตามเป้าหมาย โดยการดำเนินนโยบายอย่างเข้มงวดของทางการจีนจะช่วยคลายความกังวลเรื่องภาวะฟองสบู่ และไม่เกิด Hard Landing

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาผลกระทบจากนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ ว่าจะส่งผลต่อจีนมากน้อยเพียงใด ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปแม้เศรษฐกิจจะยังได้อานิสงส์จากมาตรการ QE แต่ยังต้องจับตาผลกระทบจากการเลือกตั้งในหลายประเทศที่จะเกิดขึ้นในปีนี้

สำหรับตลาดหุ้นไทย คาดการณ์ดัชนีปลายปีไว้ที่ 1,680 จุด โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยจะยังคงได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ขณะเดียวกันทิศทางดอกเบี้ยนโยบายจะยังทรงตัวในระดับต่ำต่อไปเพื่อเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ CLMV หรือ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ตลอดจนหุ้นของบริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้แนะนำผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง เลือกกระจายสินทรัพย์ลงทุน (Asset Allocation) โดยอาจเลือกลงทุนใน หุ้นไทย 40% หุ้นต่างประเทศ 10% ตราสารหนี้ 40% และสินทรัพย์ทางเลือก เช่น น้ำมัน ทองคำ หรือ อสังหาริมทรัพย์ ประมาณ 10%

“ทิศทางดอกเบี้ยในประเทศนั้น แม้อัตราเงินเฟ้อในประเทศจะเพิ่มขึ้น แต่ด้วยเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้ อย่างค่อยเป็นค่อยไปอาจส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำต่อไป ประกอบกับทิศทางการขยายตัวของสินเชื่อมีแนวโน้มลดลง ทำให้เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์จะทรงตัวต่อเนื่องเช่นกัน”.

 

แบงก์กรุงไทยยิ้มผลงานปี 59 เด่น โชว์กำไรสุทธิ 32,278 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2560 20:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839740


แบงก์กรุงไทยโชว์ผลประกอบปี 59 มีกำไรจากการดำเนินงาน 74,030 ล้านบาท หากหักสำรองหนี้สูญและภาษีเงินได้ ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 32,278 ล้านบาท จากการขยายตัวของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 19 ม.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารกรุงไทย แจ้งผลประกอบการในปี 2559 เปรียบเทียบกับปี 2558 ว่าธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงาน 74,030 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,343 ล้านบาท หรือ 12.70% หลังหักสำรองหนี้สูญและภาษีเงินได้ มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 32,278 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,784 ล้านบาท หรือ 13.28%

ทั้งนี้รายได้หลักยังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 6,098 ล้านบาท รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 699 ล้านบาท และรายได้จากการดำเนินงานอื่นๆ เพิ่มขึ้น 1,264 ล้านบาท จากการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างเหมาะสม ทำให้อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) เท่ากับร้อยละ 3.30 เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ซึ่งเท่ากับร้อยละ 3.02

นอกจากนี้ธนาคารและบริษัทย่อยมีเงินให้สินเชื่อ 1,904,089 ล้านบาท ลดลง 123,351 ล้านบาท โดยลดลงจากลูกค้าทุกกลุ่มและจากความระมัดระวังในการพิจารณาสินเชื่อ มีเงินฝาก 1,972,404 ล้านบาท ลดลง 163,094 ล้านบาท จากสิ้นปี 2558

ขณะเดียวกันธนาคารและบริษัทย่อยได้กันสำรองหนี้สูญ และขาดทุนจากการด้อยค่าจำนวน 33,429 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,888 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่มีอยู่ ในขณะที่ตั้งสำรองพิเศษลดลงบางส่วน และมีอัตราส่วนเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ งบการเงินเฉพาะธนาคารเท่ากับร้อยละ 121.30 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 110.54 ณ 31 ธันวาคม 2558

ทั้งนี้ ในปี 2560 ธนาคารยังคงเป้าหมายในการเติบโตในสินทรัพย์ของธนาคาร เพื่อให้ผลการดำเนินงานมีความเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีประมาณการณ์ตัวเลขทางการเงินดังนี้ อัตรา GDP ร้อยละ 3.4 อัตราเติบโตของสินเชื่อร้อยละ 4-6 รายได้จากค่าธรรมเนียมเติบโตร้อยละ 3-5 และรักษาระดับของคุณภาพสินทรัพย์ NPL Ratio gross ให้อยู่ในระดับเดิม.

 

อคส.หารายได้ นำคลังสินค้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำเอเชียทีค 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2560 19:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839602


อคส.เตรียมนำคลังสินค้า 2 แห่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาปรับปรุงใหม่ โดยคลังธนบุรีจ้างม.ธรรมศาสตร์ศึกษารูปแบบลงทุนเอเชียทีค 2 และคลังราษฎร์บูรณะ พัฒนาเก็บสินค้าไฮเทค หวังสร้างรายได้ให้องค์กรเพิ่มขึ้นเมื่อวันที่ 19 ม.ค.60 ร.ต.อ.สุธรรม เชื้อประกอบกิจ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยถึงแผนการหารายได้เข้าองค์กรในปี 60 ว่า อคส.ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาเป็นที่ปรึกษาในการจัดทำรูปแบบการพัฒนาพื้นที่คลังสินค้าธนบุรี 1 กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและช็อปปิ้งแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ (เอเชียทีค 2) คาดว่า จะสรุปผลมาให้ได้เร็วๆ นี้

นอกจากนี้ อคส.เตรียมนำคลังสินค้าราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา มาปรับปรุงใหม่ให้ทันสมัย และให้เช่าฝากเก็บสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากๆ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ จากเดิมที่ให้เช่าเก็บยา มีรายได้ปีละ 40 ล้านบาทเท่านั้น

“ทั้งสองโครงกานี้ น่าจะทำให้ อคส.มีรายได้เพิ่มขึ้นได้เป็น 10 เท่าตัว จากปัจจุบันที่รายได้เพียง 93-94 ล้านบาท แต่มีรายจ่ายถึง 300 ล้านบาท ขาดทุนประมาณ 200 ล้านบาท”

ขณะเดียวกัน อคส.จะนำคลังสินค้าอีก 6 แห่งที่อยู่ทั่วประเทศ เช่น จ.สระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น นครสวรรค์ มาปรับปรุง เบื้องต้นกำลังทำการศึกษาว่าจะทำอะไรบ้าง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น อาจให้เช่าทำตลาดนัด จากเดิมให้เช่าพื้นที่เก็บพืชผลทางการเกษตรและปุ๋ย บางแห่งได้ค่าเช่าปีละ 18,000-25,000 บาทเท่านั้น

สำหรับแผนด้านการขายสินค้านั้น ปัจจุบันอคส.ขายข้าวสารบรรจุถุงอยู่ในตลาด และเมื่อเร็วๆ นี้ มีผู้ซื้อจากต่างประเทศ ติดต่อขอซื้อข้าวจาก อคส. โดยเฉพาะจากจีน ปริมาณราวๆ 1 ล้านตัน ขณะนี้ อยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียด น่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้

 

แนะจับตาการคอร์รัปชัน เหตุรัฐทุ่มลงทุนเมกะโปรเจกต์หลายโครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2560 19:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839616


ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย ดีสุดรอบ 6 ปี อยู่ที่ 55 คะแนนจาก 100 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก มิ.ย.59 อัตราการจ่ายใต้โต๊ะลดลงเหลือ 5-15% คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 1.2-1.8 แสนล้านบาท ตั้งข้อสังเกตมีสัญญาณต้องระวัง เหตุรัฐทุ่มลงทุนเมกะโปรเจกต์หลายโครงการเมื่อวันที่ 19 ม.ค.60 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย ที่สำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 2,400 ตัวอย่าง ในกลุ่มประชาชน ผู้ประกอบการ/ภาคเอกชน และข้าราชการ/ภาครัฐ เมื่อเดือนธ.ค.59 พบว่า ภาพรวมสถานการณ์คอร์รัปชันไทยอยู่ในระดับปานกลาง แต่ถือว่าดีสุดในรอบ 6 ปี นับจากปี 54 และเป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยค่าดัชนีคอร์รัปชันเดือน ธ.ค.59 อยู่ที่ 55 คะแนน จากเต็ม 100 คะแนน เพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อนเมื่อเดือน มิ.ย.59 ที่อยู่ที่ 53 คะแนน แต่หากเทียบกับช่วงเดียวกันปี 58 ถือว่า ยังทรงตัวในระดับเดิม

ส่วนดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทยในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 52 คะแนน เพิ่มขึ้นจาก 51 คะแนน ในการสำรวจครั้งก่อน และดัชนีแนวโน้มสถานการณ์คอร์รัปชันไทย อยู่ที่ 57 คะแนน เพิ่มขึ้นจาก 56 คะแนน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของค่าดัชนีปัญหาและความรุนแรงของการคอร์รัปชันในเดือน ธ.ค.59 ถือว่าสอบตก เพราะอยู่ที่ 49 คะแนน เพิ่มขึ้นจาก 48 คะแนน ในการสำรวจครั้งก่อน แต่ลดลงจาก 52 คะแนน จากช่วงเดียวกันของปี 58

“ค่าดัชนีความรุนแรงของคอร์รัปชันที่เพิ่มขึ้นมา ทำให้ตั้งข้อสังเกตว่า มีสัญญาณบางอย่างที่ต้องระวัง และหาทางป้องกัน ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากปีที่แล้ว ยังไม่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่เกิดขึ้น แต่ในปีนี้ รัฐบาลเริ่มผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่มากขึ้น รวมทั้งเริ่มกระจายเม็ดเงินลงทุนลงสู่กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด”

สำหรับความเสียหายของการทุจริตคอร์รัปชัน จากการสำรวจผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกับภาครัฐพบว่า อัตราการจ่ายเงินเพิ่มเติม หรือเงินใต้โต๊ะให้แก่ข้าราชการ นักการเมืองที่ทุจริตเพื่อให้ได้งานนั้น พบว่า มีอัตราการจ่ายลดลงในรอบ 2 ปี โดยมีการจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 1-15% คิดเป็นเงินที่รัฐจะสูญเสียราว 120,000-180,000 ล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลง 0.4-1.2% ถือว่า ลดลงจากช่วงปี 56 ที่จ่ายเฉลี่ย 25-35% และรัฐต้องสูญเสียเงินงบประมาณมากกว่า 300,000-400,000 บาท ซึ่งการลดการจ่ายเงินใต้โต๊ะลงทุกๆ 1% จะทำให้มูลค่าความเสียหายจากการคอร์รัปชันลดลง 10,000 ล้านบาท

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ปลายเดือน ม.ค.นี้ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (ซีพีไอ) จะประกาศผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันประจำปี 59 คาดหวังว่า จะประกาศคะแนนของไทยดีขึ้น หรือเกิน 50 คะแนน จากปี 58 ซีพีไอให้คะแนน 38 คะแนน จากเต็ม 100 คะแนน ถือว่าต่ำกว่าค่ากลาง 50 คะแนน แสดงว่า ไทยสอบไม่ผ่านเรื่องการคอร์รัปชัน และไทยอยู่ในอันดับที่ 76 จาก 168 ประเทศทั่วโลก ปรับขึ้นจากอันดับที่ 85 เมื่อปี 57 และเป็นอันดับ 10 ในเอเชีย

จี้หน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ “โรลส์-รอยซ์”

นายธนวรรธน์ กล่าวถึงกรณีที่โรลส์-รอยซ์จ่ายสินบนให้นายหน้า บริษัท การบินไทย ช่วยจัดซื้อเครื่องยนต์เครื่องบินว่า มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย เพราะมีการกล่าวอ้างถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐของไทย ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันกับบริษัทต่างชาติ ซึ่งภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบริษัท การบินไทย จะละเลยไม่ได้ ต้องเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งต้องมีมาตรการลงโทษผู้กระทำผิด และวางแนวทางแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากรณีดังกล่าว จะไม่ส่งผลต่อคะแนนและการจัดอันดับของไทย ที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (ซีพีไอ) จะประกาศผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันประจำปี 59 ช่วงปลายเดือน ม.ค.นี้แน่นอน เพราะเป็นกรณีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 34-48 ถือว่าจบไปแล้ว แต่ไม่แน่ชัดว่า ปัจจุบันยังมีเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่

 

หุ้นไทยปิดตลาดปรับตัวลดลง 5.95 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,554 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2560 17:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839641


หุ้นไทยวันที่ 19 ม.ค.2560 ปิดตลาดปรับตัวลดลง 5.95 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,554.88 จุด มูลค่าการซื้อขาย 53,162.33 ล้านบาท..การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 19 ม.ค.60 พบว่า ดัชนีปรับตัวลดลง 5.95 จุด เปลี่ยนแปลง -0.38% ดัชนีอยู่ที่ 1,554.88 จุด มูลค่าการซื้อขาย 53,162.33 ล้านบาท โดยการเคลื่อนไหวระหว่างวันพบว่าดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,560.44 จุด ต่ำสุด 1,546.56 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน).

 

การบินไทย ตั้งคณะกรรมการ สอบปมทุจริต ซื้อเครื่องยนต์ ‘โรลส์-รอยซ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2560 16:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839577


การบินไทย ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกระบวนการจัดหาเครื่องยนต์-ซ่อมบำรุง และคณะกรรมการป้องกันการทุจริต ปมรับสินบน ‘โรลส์-รอยซ์’ …วันที่ 19 ม.ค. 60 ตามที่มีข่าวกรณีบริษัท โรลส์-รอยซ์ ยอมรับต่อสำนักงานปราบปรามการทุจริตของประเทศอังกฤษ (Serious Fraud Office: SFO) ว่าได้มีการจ่ายสินบนในหลายประเทศที่ได้ทำการซื้อขายเครื่องยนต์ของโรลส์-รอยซ์ รวมถึงประเทศไทยในระหว่าง ปี พ.ศ. 2534-2548 นั้น

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ขอชี้แจงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า บริษัทฯ ได้รายงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรับทราบเกี่ยวกับกรณีนี้แล้ว โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ

1. ด้านการป้องกันการทุจริต ประกอบด้วยการดำเนินการ 2 ส่วนย่อย ได้แก่

1.1 ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกระบวนการจัดหาเครื่องยนต์ และการซ่อมบำรุง โดยมี นายพิเชษฐ์ เรียงวัฒนสุข ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบริหารความเสี่ยง เป็นประธาน มีหน้าที่ตรวจสอบกระบวนการจัดหาเครื่องยนต์ และการซ่อมบำรุงในอดีต และปัจจุบัน เพื่อให้มั่นใจว่าการบินไทยมีกระบวนการที่รัดกุม และช่องโหว่ของกระบวนการจัดหาฯ ในอดีต ได้รับการปรับปรุงแล้ว และไม่มีจุดบกพร่องอื่นๆ เหลืออยู่
1.2 การป้องกันการทุจริต จะได้ดำเนินการจัดทำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) สำหรับการจัดหาเครื่องยนต์ และการซ่อมบำรุงกับคู่ค้า เพื่อให้ยืนยันว่าจะไม่มีการให้สินบนกับพนักงานการบินไทย

2. ด้านการสอบสวนและดำเนินการกับการทุจริต โดยตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจพิเศษ (Special Task Force) เพื่อตรวจสอบเรื่องทุจริตในการจัดหาเครื่องยนต์ และการซ่อมบำรุง ในระหว่างปี พ.ศ. 2534 ถึง 2548 โดยมี นายนิรุฒ มณีพันธ์ ที่ปรึกษากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เป็นประธาน มีหน้าที่ตรวจสอบว่าการจัดหาเครื่องยนต์ และการซ่อมบำรุง ที่ดำเนินการในระหว่างปี พ.ศ. 2534 ถึง 2548 ตามที่บริษัทโรลส์-รอยซ์แถลงนั้นการทุจริตที่เกี่ยวพันกับบริษัทฯ เกิดขึ้นเมื่อใด เพื่อที่จะได้ดำเนินการตามกฎระเบียบของบริษัทฯ และตามกฎหมายต่อไป.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สหภาพฯการบินไทย จ่อยื่นหนังสือถึง ‘บิ๊กตู่’ ตั้ง กก.สอบสินบนโรลส์รอยซ์

‘บิ๊กป้อม’ เชื่อกองทัพไม่เกี่ยว โรลส์-รอยซ์ จ่ายสินบนการบินไทย

ไม่นิ่งนอนใจ! การบินไทย เร่งสอบปมทุจริต ซื้อเครื่องยนต์ ‘โรลส์-รอยซ์’

ป.ป.ช.คุ้ยสินบนโรลส์-รอยซ์ สั่งเร่งดำเนินการ หวั่นคดีขาดอายุความ

 

กสิกรไทย คาดตรุษจีนปีไก่ คนกรุงจับจ่ายของเซ่นไหว้ เงินสะพัด 6.4 พันล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2560 15:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839558


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดตรุษจีนปี 2560 คนกรุงจับจ่ายใช้สอยเครื่องเซ่นไหว้ราว 6,400 ล. ขณะที่บรรยากาศส่วนใหญ่ไม่คึกคัก ถูกกดดันจากภาระค่าครองชีพ-หนี้ ลูกหลานชาวจีนหันเก็บออม ระมัดระวังใช้จ่าย ….วันที่ 19 ม.ค. 60 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เทศกาลตรุษจีนปี 2560 คนกรุงเทพฯ จะจับจ่ายใช้สอยเครื่องเซ่นไหว้ประมาณ 6,400 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.0 หรือเฉลี่ย 3,600 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นมาจากปัจจัยด้านราคาเป็นหลัก และปีนี้บรรยากาศไม่เอื้อ ประกอบกับกำลังซื้อที่ถูกกดดันจากภาระค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ลูกหลานจีนบางส่วนยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายและหันมาเก็บออมมากขึ้น

ส่วนเม็ดเงินแต๊ะเอียหรืออั่งเปา ซึ่งปกติมีการแจกจ่ายให้กับลูกหลาน รวมถึงลูกจ้างพนักงานอาจจะไม่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมาเม็ดเงินดังกล่าวกระจายไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยว ทำบุญและช็อปปิ้งซื้อสินค้า เป็นต้น ทำให้คาดว่าความคึกคักของธุรกิจดังกล่าวในช่วงเทศกาลตรุษจีนอาจจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย

ทั้งนี้ ลูกหลานคนจีนรุ่นใหม่เพิ่มบทบาทในตลาดจับจ่ายเครื่องเซ่นไหว้มากขึ้น ซึ่งผู้บริโภคกลุ่มนี้มองหาสินค้าที่มีความหลากหลายทั้งคุณภาพและระดับราคา รวมถึงความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าและระบบการชำระเงินที่รวดเร็ว โดยการจับจ่ายจะให้ความสำคัญกับความหลากหลายด้านประโยชน์ใช้สอยหรือความต้องการของตนเป็นหลัก เช่น ปรุงเป็นอาหารพร้อมรับประทานในครอบครัว ซึ่งแตกต่างจากคนจีนรุ่นก่อนที่มองถึงความสำคัญของการไหว้ที่ครบถ้วนและถูกต้องตามหลักประเพณีดั้งเดิม

 

พาณิชย์ ดึงค้าปลีก-ส่ง ร่วมทำธงฟ้าประชารัฐ กระจายสินค้าราคาถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2560 15:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839534


พาณิชย์ ยันเบื้องต้น ร้านค้าปลีก-ส่ง กว่า 2 หมื่นราย พร้อมร่วมเป็น “ร้านธงฟ้าประชารัฐ” สนองนโยบายรัฐ ลดค่าครองชีพประชาชน เตรียมนัดถกผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่สัปดาห์หน้า ผลิตสินค้าจำเป็นป้อน เตรียมจัดส่งคาราวานธงฟ้าเคลื่อนที่ นำสินค้าจำเป็น ราคาถูก ขายผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ เริ่ม ก.พ.นี้วันที่ 19 ม.ค. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกต้นแบบ ที่ได้รับการพัฒนาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อร่วมมือกันผลักดันร้านธงฟ้าประชารัฐในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งร้านค้าส่งที่มีอยู่ 114 ร้านค้า 545 สาขาใน 65 จังหวัด พร้อมที่จะร่วมมือกระจายสินค้า ที่จะขายในร้านธงฟ้าประชารัฐ ไปยังร้านค้าปลีก ที่เป็นเครือข่ายราว 22,400 ร้านค้า เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย นอกจากนี้ ยังจะมีร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (ร้านโชห่วย) ในแต่ละชุมชน แต่ละหมู่บ้านทั่วประเทศ เข้าร่วมเป็นร้านธงฟ้าประชารัฐด้วย

“คอนเซ็ปต์ของร้านธงฟ้าประชารัฐ กระทรวงฯ จะอาศัยช่องทางของร้านค้าส่ง ค้าปลีก ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ความช่วยเหลือ เป็นทั้งร้านธงฟ้าประชารัฐ โดยจัดมุมสำหรับขายสินค้าราคาถูก ซึ่งเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ และเป็นแบรนด์ที่ขายอยู่แล้วในท้องตลาดทั่วไป และเป็นช่องทางกระจายสินค้าไปยังร้านธงฟ้าประชารัฐ ที่เป็นร้านค้าปลีกในเครือข่ายของร้านค้าส่งเหล่านี้ รวมถึงร้านค้าปลีกอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการด้วย”

ทั้งนี้ กระทรวงฯ จะหารือกับผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ทุกค่ายในสัปดาห์หน้าว่า รายใดสนใจจะผลิตสินค้าใดให้กับร้านธงฟ้าประชารัฐได้บ้าง โดยมีเงื่อนไขต้องเป็นแบรนด์เดียวกับที่ผู้ผลิตรายนั้นๆ ผลิตและจำหน่ายในท้องตลาดอยู่แล้ว แต่อาจจะลดต้นทุนด้านอื่นๆ เช่น บรรจุภัณฑ์ หรือปรับลดส่วนผสมบางอย่างที่ทำให้ต้นทุนสูง แต่ยังเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐานเหมือนเดิม เพื่อให้จำหน่ายได้ถูกกว่าในท้องตลาด และจะเน้นเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการใช้จริงๆ เช่น สบู่ ยาสีฟัน แชมพู ผงซักฟอก รวมถึงข้าวสาร น้ำตาลทราย น้ำมันพืชด้วย ซึ่งหากผู้ผลิตผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐานเข้ามาขายในร้านธงฟ้าประชารัฐ จะกระทบกับชื่อเสียงของผู้ผลิตเอง

ส่วนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้นั้น นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ในเดือน ก.พ.นี้ กระทรวงฯ จะจัดคาราวานธงฟ้านำสินค้าจำเป็นไปจำหน่าย เริ่มตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน และยังสั่งการให้สำนักงานพาณิชจังหวัดในพื้นที่ ติดต่อกับเกษตรกรนำผลผลิตทางการเกษตรเข้าร่วมคาราวานด้วย

ด้าน นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า กรมฯ ได้หารือกับห้างค้าปลีกชั้นนำ เช่น บริษัท เซ็นทรัล ฟู๊ดรีเทล จำกัด เพื่อร่วมกันจัดหาพื้นที่จำหน่ายผลผลิตสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ โดยเบื้องต้น จะนำส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ไปจำหน่ายในท็อป ซุปเปอร์มาร์เก็ต ส่วนสินค้าจีไออื่นๆ เช่น ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง กล้วยเล็บมือนาง จ.ชุมพร หอยนางรมสุราษฎร์ธานี จะตรวจสอบความเสียหายและสอบถามเกษตรกรว่าต้องการให้ความช่วยเหลืออย่างไร ก่อนที่จะช่วยเหลือต่อไป

นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ไม่สามารถยื่นคำร้อง คำขอต่ออายุ ชำระค่าธรรมเนียม หรือดำเนินการอื่นใดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพราะประสบปัญหาอุทกภัย จึงได้ออกประกาศกรมฯ ให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอขยายระยะเวลาดำเนินการ และหลักฐานที่แสดงว่าได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมต่อเจ้าหน้าที่กรมฯ หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว ภายใน 15 วันนับแต่สถานการณ์อุทกภัยได้สิ้นสุดลง

 

สหภาพฯการบินไทย จ่อยื่นหนังสือถึง ‘บิ๊กตู่’ ตั้ง กก.สอบสินบนโรลส์รอยซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2560 14:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839460


สหภาพฯ การบินไทย เตรียมยื่นหนังสือถึงนายกฯ เรียกร้องตั้งกรรมการสอบ ปัญหาการรับเงินสินบนโรลส์-รอยซ์ จากบุคคลนอกการบินไทย เพื่อให้มีอำนาจตรวจสอบจริง สาวถึงผู้บริหารและฝ่ายการเมืองในอดีต ระบุมั่นใจมีปัญหาทุจริตแน่นอนเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 60 นายดำรงค์ ไวยคณี ประธาน สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย กล่าวถึงกรณีบริษัท โรลส์-รอยซ์ ยอมรับต่อสำนักงานปราบปรามการทุจริตของประเทศอังกฤษ ว่า ได้มีการจ่ายสินบนในหลายประเทศที่ทำการซื้อขายเครื่องยนต์ของโรลส์รอยซ์ รวมถึงไทยระหว่างปี 2534-2548 และการประชุมบอร์ดการบินไทยเมื่อวานที่ผ่านมา (18 ม.ค.) ได้มีคำสั่งให้ฝ่ายบริหาร ตั้งกรรมการสอบสวนขึ้น

สำหรับสหภาพฯ การบินไทย มองว่าประเด็นดังกล่าวมีข้อเท็จจริงแน่นอน เนื่องจากเป็นการกล่าวหามาจากผู้จัดซื้อในต่างประเทศ โดยมีการร้องเรียนต่อหน่วยงานที่น่าเชื่อถือของประเทศอังกฤษ ดังนั้น การสอบสวนเรื่องนี้จึงต้องขยายผลอย่างจริงจัง และการที่บอร์ดการบินไทย สั่งตั้งกรรมการสอบสวนภายในองค์กรนั้น เชื่อว่าท้ายที่สุดคงจะสาวถึงผู้กระทำผิดและเอามาลงโทษได้ยาก เนื่องจากเป็นที่ทราบดีว่าในการจัดซื้อเครื่องบินแต่ละครั้ง นอกจากการอนุมัติจากบอร์ด และฝ่ายบริหารการบินไทยแล้ว ยังมีฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สหภาพฯ การบินไทยจึงเห็นว่าควรมีการตั้งกรรมการอิสระที่อยู่นอกการบินไทยขึ้นมาสอบสวน

อย่างไรก็ตาม เร็วๆ นี้ สหภาพฯ จะมีการหารือคณะกรรมการฯ ภายใน เพื่อเสนอให้มีการทำหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เพื่อขอให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขยายผลโดยเร็ว ทั้งนี้จากข้อมูลที่ สหภาพฯ มีการรับมอบเครื่องบินที่มีเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ ระหว่างปี 2546-2547 แต่การจัดซื้อเครื่องบินและเครื่องยนต์นั้นจะใช้เวลา 5-6 ปีหลังการอนุมัติจัดซื้อ จึงจะสามารถรับมอบได้

ดังนั้น ต้องมีการสอบสวนกลับไปว่าก่อนการรับมอบ ช่วงเวลาดังกล่าว ใครเป็นบอร์ดการบินไทย ใครดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ หรือ ดีดี. จนถึงใครเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และในรัฐบาลยุคไหน โดยหลังจากนี้สหภาพฯ การบินไทยจะติดตามปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด จนกว่าจะมีการสอบสวนหาผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้เพื่อให้การบินไทยเป็นองค์กรที่ปลอดปัญหาคอร์รัปชั่นและการทุจริตในอนาคต

ร.อ.กนก ทองเผือก รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายทรัพยากรบุคคล และกำกับกิจการองค์กร การบินไทย กล่าวว่า ระเบียบบริษัทของการบินไทยเปิดช่องให้สามารถดำเนินการสอบสวนผู้บริหารและอดีตผู้บริหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต หรือทำให้องค์กรได้รับความเสียหายได้ โดยกรอบระยะเวลาตรวจสอบเร่งรัดให้เร็วที่สุด แต่ตามระเบียบกำหนดไว้ 30 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน และสามารถขอขยายได้อีก 90 วัน อย่างไรก็ตาม หากเรื่องดังกล่าวมีมูลความจริง การบินไทย พร้อมส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบทรัพย์สินแน่นอน.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘บิ๊กป้อม’ เชื่อกองทัพไม่เกี่ยว โรลส์-รอยซ์ จ่ายสินบนการบินไทย

ไม่นิ่งนอนใจ! การบินไทย เร่งสอบปมทุจริต ซื้อเครื่องยนต์ ‘โรลส์-รอยซ์’

 

ธ.ออมสิน พร้อมเปิดลงทะเบียนคนจนรอบใหม่ 3 เม.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2560 13:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839402


ธนาคารออมสิน พร้อมเปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่ 3 เม.ย. 60 ขณะที่การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการ SME ธนาคารปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 1 หมื่นล. มั่นใจ เอกชนยื่นขอสินเชื่อเต็มวงเงิน 3 หมื่นล. ในช่วงที่เหลือของปีนี้วันที่ 19 ม.ค. 60 นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวถึงการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐ หรือการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่ในวันที่ 3-28 เม.ย.60 ว่า ธนาคารมีความพร้อมที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องจากรอบแรก โดยคาดว่ารอบใหม่นี้จะมีผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนกับธนาคารออมสินราว 2 ล้านราย

ส่วนการจ่ายเงินสวัสดิการรัฐในรอบแรกที่ผ่านมา พบว่าภายหลังการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มาลงทะเบียนที่มีผู้คุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ สามารถจ่ายเงินได้ทันที 2.1 ล้านราย ส่วนที่เหลืออีก 400,000 รายนั้น ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม

นอกจากนี้ การดำเนินการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพื่อใช้ในการสร้างโรงงานขยายกำลังการผลิต และปรับเปลี่ยนเครื่องจักร โดยมีวงเงินทั้งสิ้น 3 หมื่นล้านบาทนั้น ธนาคารได้ดำเนินการปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 1 หมื่นล้านบาท ยังเหลือวงเงินอีก 2 หมื่นล้านบาท

ล่าสุด ที่ประชุม ครม. มีมติให้ธนาคารขยายเวลาการปล่อยสินเชื่อออกไปจนถึงสิ้นปี 60 จึงมั่นใจช่วงเวลาที่เหลือจากนี้จนถึงสิ้นปี จะมีผู้ประกอบการ SME เข้ามาขอสินเชื่อมากขึ้นจนเต็มวงเงินทั้งหมดที่ 3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากแนวโน้มการลงทุนของภาคเอกชนเริ่มดีขึ้น หลังจากที่เศรษฐกิจไทยในปี 60 มีโอกาสจะขยายตัวได้ 3.5-4% ซึ่งถือว่าเติบโตขึ้นจากในปี 59 ที่ขยายตัวได้ 3.2%

ทั้งนี้ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในโครงการดังกล่าว ไม่ได้รวมการขอกู้เงินสำหรับกรณีนำไปซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องจักรที่เสียหายจากเหตุน้ำท่วม เพราะวัตถุประสงค์หลักนั้นต้องการให้นำสินเชื่อไปใช้กับการขยายกำลังการผลิตหรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากกว่า ดังนั้นหากผู้ประกอบการที่ต้องการจะขอสินเชื่อเพื่อนำไปใช้กับการซ่อมแซมเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุน้ำท่วม ธนาคารออมสินได้จัด 2 โครงการสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ประกอบด้วย สินเชื่อสำหรับบุคคลธรรมดา วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท/ราย อัตราดอกเบี้ย 0% ปีแรก และปีถัดไปดอกเบี้ย 1% ขณะที่สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ จะคิดอัตราดอกเบี้ย MLR -2% โดยที่ลูกค้าเดิมของธนาคารยังสามารถลดหย่อนและขยายเวลาการชำระหนี้ได้ด้วย.