‘บิ๊กบี้’ ไม่ปลื้ม พิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวล่าช้า จี้ เร่งแก้ปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2560 12:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839349


รมว.แรงงาน ไม่พอใจต่อการดำเนินการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว จำนวน 1.3 ล้านคน ที่มีความล่าช้ามาตั้งแต่ปี 2557 จี้ อธิบดี กกจ.เร่งแก้ปัญหา เผย หากพ้นเวลาผ่อนผันยังไม่แล้วเสร็จ ต้องนำแรงงานจากแหล่งอื่นเข้ามาทดแทน …วันที่ 19 ม.ค. 60 นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมกระทรวงแรงงาน พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ได้ติดตามผลการดำเนินงานของทุกหน่วยงานในสังกัด รวมทั้งเรื่องบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา ที่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาของกระบวนการต่างๆ กับประเทศต้นทางไว้ร่วมกัน เพื่อให้การเดินทางเข้ามาทำงานของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งพบว่ากระบวนการตรวจสัญชาติ ซึ่งเป็นการดำเนินการของประเทศต้นทางที่ตรวจพิสูจน์สัญชาติแรงงานของตน มีความล่าช้ามาตั้งแต่ปี 2557 จึงแสดงความไม่พอใจต่อการดำเนินการ และให้กรมการจัดหางานไปเร่งรัดประสานการตรวจพิสูจน์สัญชาติกับประเทศเพื่อนบ้านโดยด่วน หากพ้นระยะเวลาผ่อนผันให้ทำงานแล้วยังไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จจะต้องนำแรงงานจากแหล่งอื่นเข้ามาทดแทน

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน

ทั้งนี้ ได้มีแรงงานที่เข้าสู่กระบวนการตรวจสัญชาติ เพียง 897,828 คนเท่านั้น จากที่ต้องเข้าสู่กระบวนการกว่า 1.3 ล้านคน ได้แก่ แรงงานที่จดทะเบียนระหว่างวันที่ 1 เมษายน–29 กรกฎาคม 2559 จำนวน 1.2 ล้านคน ซึ่งระยะเวลาการผ่อนผันจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2561 และแรงงานในกิจการประมงทะเล แรงงานในกิจการแปรรูปสัตว์น้ำอีกประมาณ 1 แสนคน ระยะเวลาการผ่อนผันจะสิ้นสุดในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 โดย ทางการเมียนมาแจ้งว่าจะเข้ามาตรวจสัญชาติโดยออกเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity) ให้กับแรงงานที่ไปตรวจสัญชาติทุกคน ซึ่งจะตั้งศูนย์ตรวจสัญชาติใน อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 2 แห่ง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 1 แห่ง อ.แม่สาย จ.เชียงราย อ.แม่สอด จ.ตาก และ อ.เมือง จ.ระนอง จังหวัดละ 1 แห่ง มีค่าใช้จ่ายในการทำเอกสารรับรองบุคคล จำนวน 400 บาท ซึ่งจะได้รับเอกสารรับรองบุคคลภายใน 1 วัน และสามารถชำระค่าใช้จ่ายได้ที่ Counter Service คิดค่าบริการ 10 บาท

ส่วนทางการกัมพูชาได้เข้ามามอบหนังสือเดินทาง (Passport) หรือเอกสารเดินทางคนงานกัมพูชา (Travel Document) ให้กับแรงงานที่ตรวจสัญชาติไว้แล้วแต่ยังไม่ได้รับหนังสือเดินทาง หรือเอกสารใดๆ โดยแรงงานจะต้องเข้าตรวจสอบรายชื่อในเว็บไซต์ และส่งข้อมูลให้ทางการกัมพูชาทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E–mail) หรือทางไปรษณีย์ ไปยังสถานทูตกัมพูชา หลังจากนั้นทางการกัมพูชาจะแจ้งวัน เวลา ให้มารับหนังสือเดินทางภายใน 14 วันทำการ ค่าธรรมเนียม 950 บาท ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 สำหรับการตรวจสัญชาติจะเริ่มดำเนินการเมื่อมอบหนังสือเดินทางฯ ให้กับแรงงานจำนวนหนึ่งแล้ว ขณะที่ ลาวยังอยู่ระหว่างประสานการดำเนินการ

 

น้ำลด รถไฟสายใต้ เปิดเดินรถจากกรุงเทพฯ ถึงสุไหงโก-ลก ได้ตามปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2560 12:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839353


การรถไฟฯ เผย เปิดการเดินรถจากสถานีกรุงเทพฯ – สุไหงโก-ลก ได้ตามปกติ ส่วนทางจากสถานีชุมทางเขาชุมทอง – นครศรีธรรมราช ยังคงปิดซ่อมแซม ขบวนรถไม่สามารถผ่านได้ คาดใช้เวลาอีก 1-2 วัน …วันที่ 19 ม.ค. 60 มีรายงานจาก การรถไฟแห่งประเทศไทย แจ้งว่าจากสถานการณ์น้ำท่วมทางรถไฟสายใต้ ล่าสุดในวันนี้ (19 ม.ค.) สามารถเปิดการเดินรถจากสถานีกรุงเทพฯ – สุไหงโก-ลก ได้ตามปกติ ส่วนทางจากสถานีชุมทางเขาชุมทอง – นครศรีธรรมราช ยังคงปิดซ่อมแซมทางขบวนรถไม่สามารถผ่านได้ คาดว่าใช้เวลาอีก 1-2 วัน ฉะนั้น จะมีขบวนรถที่เปิดทำการเดินรถได้ ดังนี้

ขบวนรถเที่ยวไป

1. ขบวนรถด่วนพิเศษ ที่ 43 กรุงเทพฯ – สุราษฎร์ธานี

2. ขบวนรถธรรมดา ที่ 261 กรุงเทพฯ – หัวหิน

3. ขบวนรถธรรมดา ที่ 255 ธนบุรี – หลังสวน

4. ขบวนรถเร็ว ที่ 171 กรุงเทพฯ – สุไหงโกลก

5. ขบวนรถธรรมดา ที่ 251 ธนบุรี – ประจวบคีรีขันธ์

6. ขบวนรถด่วนพิเศษ (ทักษิณารัถย์) ที่ 31 กรุงเทพฯ – ชุมทางหาดใหญ่

7. ขบวนรถด่วนพิเศษ (ทักษิณ) ที่ 37 กรุงเทพฯ – สุไหงโก-ลก

8. ขบวนรถด่วนพิเศษ ที่ 45 กรุงเทพฯ – ปาดังเบซาร์

9. ขบวนรถเร็ว ที่ 169 กรุงเทพฯ – ยะลา

10. ขบวนรถด่วน ที่ 83 กรุงเทพฯ – ตรัง

11. ขบวนรถเร็ว ที่ 173 กรุงเทพฯ – นครศรีธรรมราช (เดินถึงปลายทางสถานีชุมทางทุ่งสง)

12. ขบวนรถเร็ว ที่ 167 กรุงเทพฯ – กันตัง

13. ขบวนรถด่วน ที่ 85 กรุงเทพฯ – นครศรีธรรมราช (เดินถึงปลายทางสถานีชุมทางทุ่งสง)

14. ขบวนรถด่วนพิเศษ ที่ 39 กรุงเทพฯ – สุราษฎร์ธานี

15. ขบวนรถด่วนพิเศษ ที่ 41 กรุงเทพฯ – ยะลา

ขบวนรถเที่ยวกลับ

1. ขบวนรถธรรมดา ที่ 252 ประจวบคีรีขันธ์ – ธนบุรี

2. ขบวนรถด่วนพิเศษ ที่ 40 สุราษฎร์ธานี – กรุงเทพฯ

3. ขบวนรถธรรมดา ที่ 262 หัวหิน – กรุงเทพฯ

4. ขบวนรถธรรมดา ที่ 254 หลังสวน – ธนบุรี

5. ขบวนรถเร็ว ที่ 174 นครศรีธรรมราช – กรุงเทพฯ (เดินจากต้นทางสถานีชุมทางทุ่งสง)

6. ขบวนรถเร็ว ที่ 168 กันตัง – กรุงเทพฯ

7. ขบวนรถด่วน ที่ 86 นครศรีธรรมราช – กรุงเทพฯ (เดินจากสถานีชุมทางทุ่งสง)

8. ขบวนรถด่วนพิเศษ ที่ 44 สุราษฎร์ธานี – กรุงเทพฯ

9. ขบวนรถด่วน ที่ 84 ตรัง – กรุงเทพฯ

10. ขบวนรถเร็ว ที่ 172 สุไหงโก-ลก – กรุงเทพฯ

11. ขบวนรถเร็ว ที่ 170 ยะลา – กรุงเทพฯ

12. ขบวนรถด่วนพิเศษ ที่ 46 ปาดังเบซาร์ – กรุงเทพฯ

13. ขบวนรถด่วนพิเศษ (ทักษิณ) ที่ 38 สุไหงโก-ลก – กรุงเทพฯ

14. ขบวนรถด่วนพิเศษ (ทักษิณารัถย์) ที่ 32 ชุมทางหาดใหญ่ – กรุงเทพฯ

15. ขบวนรถด่วนพิเศษ ที่ 42 ยะลา – กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ จะไม่มีการขนถ่ายผู้โดยสารทางรถยนต์ ช่วงชุมทางทุ่งสง – นครศรีธรรมราช ซึ่งผู้โดยสารสามารถขอคืนเงินค่าตั๋วโดยสารได้เต็มราคา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สายด่วน 1690 ตลอด 24 ชม.

 

ฟินเทคเฟื่องฟู ‘กสิกรไทย’ ปรับกลยุทธ์หาพันธมิตรไทย-เทศรับยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2560 10:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838993


ธนาคารกสิกรไทย ปรับกลยุทธ์รับยุคดิจิทัล และฟินเทคเติบโต เดินหน้าหาพันธมิตรทั้งในประเทศ-ต่างประเทศ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าที่หันมาใช้โมบายอินเทอร์เน็ต มากขึ้นนายพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับกลยุทธ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งลูกค้าบุคคล และลูกค้าผู้ประกอบการ ซึ่งลูกค้าบุคคล มีทางเลือกในการใช้บริการด้านดิจิทัล ไลฟ์สไตล์มากขึ้น เห็นได้จากตัวเลขการใช้โมบายอินเทอร์เน็ต (mobile internet) มากกว่าจำนวนประชากร หมายถึงประชากร 1 คนมีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือมากกว่า 1 เครื่อง

ทั้งนี้ธนาคารจึงปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างความแตกต่าง ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ อาทิ การเป็นธนาคารแห่งแรกที่ได้ให้บริการบัตรเครดิต ธนาคารบนโทรศัพท์มือถือแห่งแรกของไทย ผ่านบริการธนาคารบนโทรศัพท์มือถือ K-Mobile Banking นอกจากจะเป็นผู้นำในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว ยังเป็นผู้นำในตลาดจากจำนวนผู้ใช้ Mobile Banking เป็นอันดับหนึ่งของประเทศอีกด้วย

ส่วนลูกค้าผู้ประกอบการ ธนาคารได้พัฒนาระบบใหม่ๆ รวมถึงสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีต่างๆ กับพันธมิตรและผู้เล่นรายใหม่ (FinTech) เพื่อตอบสนองความต้องการทางธุรกิจที่หลากหลาย เช่น ปัจจุบันลูกค้าของธนาคารสามารถซื้อขายเงินทุกสกุลในอาเซียนได้ และสามารถโอนเงินหลากหลายสกุลถึงกันได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านธนาคาร ตัวแทนหลายธนาคาร ทำให้สามารถลดระยะเวลาการชำระเงิน ลดค่าใช้จ่าย และลดต้นทุนในการดำเนินงานได้

นอกจากนี้ยังได้ให้บริการหนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee หรือ LG) ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยลูกค้าธุรกิจออกหนังสือค้ำประกันและต่ออายุผ่านระบบออนไลน์ ได้ 24 ชั่วโมง 7 วัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพไม่พลาดโอกาสทางธุรกิจ และช่วยลดต้นทุนทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่าย

นายพิพิธ กล่าวอีกว่า จากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนของตัวเลขการค้าระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน กับ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี นั้นมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และตัวเลขการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) เองมีมูลค่าเทียบเท่ากับตัวเลขของนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในสหรัฐอเมริกานั้น เป็นปัจจัยที่สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจที่ไม่สามารถมองข้ามได้ โดยธนาคารก็ได้เตรียมพร้อมเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจระหว่างประเทศดังกล่าว ด้วยการเข้าไปตั้งสาขาและสำนักงานตัวแทน การจับมือพันธมิตรทั้งรัฐและเอกชนในต่างประเทศกว่า 70 ราย เพื่อนำเอาดิจิทัลเทคโนโลยีต่างๆ มาตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจในแต่ละประเทศอีกด้วย

 

พิชัย แนะ ‘บิ๊กตู่’ ดูโรดแม็ป ศก.สิงคโปร์ ต่างลิบลับกับยุทธศาสตร์ 20ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2560 10:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839309


“พิชัย” แนะ “บิ๊กตู่” ดูตัวอย่างโรดแม็ปเศรษฐกิจใหม่ของสิงคโปร์ ชี้ ต่างลิบลับกับแนวคิดยุทธศาสตร์ 20 ปีของไทย ห่วงหนี้เสียพุ่งเริ่มลามบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ จะทำลายความเชื่อมั่นวันที่ 19 ม.ค. 60 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ศึกษาแนวคิดโรดแม็ปเศรษฐกิจใหม่ของประเทศสิงคโปร์ ที่นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ นายลีเซียนลุง กำลังจะจัดทำขึ้น โดยมีแนวคิดว่าประเทศสิงคโปร์ต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี และทำอย่างไรให้สิงคโปร์ที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วสามารถก้าวหน้าต่อไปได้ ซึ่งต่างกันกับแนวคิดที่จะทำยุทธศาสตร์ 20 ปีของไทยอย่างลิบลับ โดยพลเอกประยุทธ น่าจะนำมาพิจารณาปรับยุทธศาสตร์ของไทยให้เข้ากับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลก

ทั้งนี้ สิงคโปร์มีรายได้ต่อหัวของประชากรสูงกว่าไทยกว่า 10 เท่า ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่แยกตัวออกมาจากประเทศมาเลเซียเมื่อ 50 กว่าปีก่อน ซึ่งขณะนั้นเศรษฐกิจสิงคโปร์อยู่ในสภาพย่ำแย่ แต่สามารถพัฒนาจนเป็นประเทศพัฒนาแล้ว โดยปัจจุบันเนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวเศรษฐกิจต่ำมาหลายปีหลังการรัฐประหาร ทำให้ปัญหาหนี้เสียของระบบธนาคารและระบบการเงินเริ่มมากขึ้นเหมือนที่ตนได้เคยเตือนไว้แล้ว โดยการที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ออกตั๋วบีอี แต่ไม่สามารถชำระหนี้ตั๋วบีอีได้ ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของหนี้เสียที่เริ่มขยายตัวมากขึ้น ลุกลามเข้าสู่บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาลุกลามทำลายความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเพิ่มขึ้นไปอีก จึงอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาและรักษาความเชื่อมั่นให้ได้ ไม่เช่นนั้นปัญหาเศรษฐกิจอาจจะยิ่งลุกลามมากขึ้น โดยหากเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวต่ำเพราะปัจจัยสภาวะการเมืองอย่างที่เป็นอยู่ ปัญหาหนี้เสียจะยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจย่ิงทรุดลง และความเชื่อมั่นจะย่ิงลดลง ประชาชนจะยิ่งลำบากมากขึ้น

 

ทองเปิดตลาดร่วง 100 บาท รูปพรรณขาย 20,700

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2560 10:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839316


ราคาทองเปิดตลาดลดลง 100 บาท ทองแท่งรับซื้อ 20,100 ขายออก 20,200 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อ 19,738.32 ขายออก 20,700 ..

เมื่อวันที่ 19 ม.ค. สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 ปรับลดลง 100 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 20,100 ขายออกบาทละ 20,200 ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 19,738.32 ขายออกบาทละ 20,700

 

ออฟฟิศสุดอลัง 2 ดิจิตอลเอเจนซี่น้องใหม่ ร็อคเก็ตแคท Rocket Cat และ ซับมารีน Submarine

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 19 ม.ค. 2560 10:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838897


ดิจิตอลเอเจนซี่ชื่อดัง ซีเจ เวิร์ค หลังจากเปิดมา 6 ปี ก็ทำความเซอร์ไพรส์อีกครั้งด้วยการเปิดเอเจนซี่เพิ่มอีก 2 บริษัท ที่ตึกใหม่เอี่ยม AIA Sathorn Tower กับการออกแบบที่ล้ำไปไกล แนวยานบิน และเรือดำน้ำ เชื่อว่าหลายคนอยากจะมาทำงานที่นี่ ความสำเร็จจากแนวคิดของความไม่เหมือนใคร “The new breed of ad agency for the digital era” เอเจนซี่โฆษณาสายพันธุ์ใหม่ เพื่อคนยุคดิจิตอลนี้ แนวคิดที่มีตั้งแต่แรก อุดรูรั่วที่เอเจนซี่แบบเดิมขาดไป เพิ่มเติมคือสิ่งที่ต้องมีเพื่อให้เหมาะกับยุคนี้ กลายเป็นเอเจนซี่ที่ประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลทุกปี และรวมถึงรางวัล Independent agency of the year 2016 และ Digital agency of the year 2016 จาก Campaign Asia2 เอเจนซี่ใหม่นี้ เป็นการดึงตัวจากทีม Creative, Planner, Client Service เดิมของ ซีเจ เวิร์ค สร้างขึ้นมาเพื่อขยายงาน รองรับงานที่เพิ่มมากขึ้น คุณสหรัฐ สวัสดิ์อธิคม และคุณจิณณ์ เผ่าประไพ หุ้นส่วน 2 ท่านกล่าวว่า “เราต้องขอขอบคุณลูกค้าของเราที่สนับสนุนและบอกต่อ จนทำให้เรามีลูกค้าถึง 190 รายที่ทำกับเราในปี 2016”

การออกแบบทำไมถึงเป็น ยานบิน และเรือดำน้ำ คุณสหรัฐตอบว่า “Rocket Cat ไม่ใช่จรวดแมวนะครับ เป็นชื่อที่มีเสน่ห์และความหมาย Rocket คือจรวด พอเราเติม Cat เข้าไปมันก็มีความสนุกขึ้นมาทันที แต่ไม่ใช่แค่นั้น เรามองเห็นการทำแคมเปญที่ ต้องการตัว Catalyst หรือตัวเร่งปฏิกิริยา ที่ทำให้งานประสบผลสำเร็จเร็วขึ้น ตอนทำอยู่เอเจนซี่สมัยก่อน เขาเอาแค่งานครีเอทีฟเสร็จก็จบงานแล้ว แต่ที่นี่ไม่ใช่ มันเค่เริ่มต้น และมันจะจบก็ต่อเมื่อโฆษณามีคนดูและสร้างการรับรู้ สร้างการเปลี่ยนแปลง มีคนเห็น มีคนพูดถึง ติดอยู่ในเสิร์ช เสิร์ชแรงค์ต้องมา มีการทำ Optimization ทำ Analytic and evaluation เพื่อการพัฒนาของเราและเรียนรู้ สรุปว่าร็อคเก็ตแคทคือแนวคิดของจรวดที่มีตัวเร่งปฏิกิริยานั่นเอง”

ชื่อ Submarine มาจากแนวคิดที่ว่า โฆษณาแบบใหม่มาแบบใต้น้ำ สร้างความประหลาดใจ โจมตีแบบไม่รู้ตัว ยุคดิจิตอลเป็นยุดที่โฆษณามาจากหลากรูปแบบ ผู้บริโภคเก่งขึ้นและเลือกที่จะหลบหลีกโฆษณาก็ได้ หลายครั้งก็ไม่เชื่อโฆษณา งั้นก็ต้องทำโฆษณาที่ผสมระหว่าง visible ads กับ invisible ads เพื่อเก็บเป้าหมายให้หมดนั่นเอง

การทำงานของที่นี่เน้นความสุขที่เกิดจาก work and play ที่นี่เป็น 1 ใน integrated digital เอเจนซี่ที่มีผลงานเยอะที่สุด และความสนุกก็ไม่แพ้กัน คุณสหรัฐตอบว่า “เราอยากเห็นคนทำงานแล้วมีความสุข เราเป็นเอเจนซี่ที่มีปาร์ตี้แบบจริงจังที่จัดบ่อยที่สุดในอินดัสทรี่ ที่มีทั้งกินอิ่ม มีบาร์เหล้า 3 บาร์กินไม่อั้นทั้งเบียร์ทั้งค็อกเทลทั้งยาดอง มีวงดนตรีเล่นฟูลทีมซึ่งประกอบร่างจากพนักงานเล่นกันเอง บางทีก็มีมือโปรจากข้างนอกมาช่วย มี DJ มืออาชีพจาก RCA มาเปิดแผ่น (copywriter ของที่นี่) และจัดกันเดือนเว้นเดือน”

นับจากนี้ไป ซีเจ เวิร์ค ก็จะเป็นกลุ่มของ 4 บริษัท CJ Worx, Spore, Rocket Cat, Submarine เพื่อเพิ่มความหลากหลายในการรองรับลูกค้า

นี่เป็นเบื้องหลังเอเจนซี่ชื่อดังที่ทุกคนในวงการรู้จัก และจะมีข่าวอะไรใหม่ๆ มาเล่าให้ฟังอีกไม่นานนี้
www.cjworx.com

 

ชุมชนกระบี่ลั่น..ได้หมดถ้าสดชื่น!! ยืนยันสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าในพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 19 ม.ค. 2560 09:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839282


ชุมชนกระบี่ ยืนยันสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าในพื้นที่ชุมชนรอบโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ ลงความเห็นอยากให้สร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ มั่นใจไม่มีผลกระทบกับชุมชน ชี้ไฟฟ้าจำเป็นกับประเทศ ช่วยต่อยอดพัฒนาชุมชน
เป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างอาชีพและรายได้ให้ชุมชน พร้อมย้ำ กฟผ. ต้องดูแลชุมชน
ตามมาตรการที่สัญญาไว้

นายประศึก ผ่อล้วน อดีตครูและเจ้าของสวนปาล์ม ตำบลตลิ่งชัน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ชุมชนกระบี่ใช้ชีวิตร่วมกับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ในอดีตมาตั้งแต่ 40–50 ปีมาแล้ว ทั้งๆที่ในอดีตโรงไฟฟ้ายังไม่มีมาตรการป้องกัน หรือเทคโนโลยีที่ดีเท่ากับสมัยนี้ แต่ก็ยังเห็นคนในยุคนั้นสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด

“มองว่าการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเป็นเรื่องปกติ เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ แต่ กฟผ. ต้องรักษาผลประโยชน์ของคนในชุมชน ให้รู้สึกว่าชุมชนได้โอกาสพิเศษกว่าชุมชนอื่น เป็นที่พึ่งของคนในชุมชน เช่น ให้คนในชุมชนมีโอกาสเข้าทำงานกับ กฟผ. มากกว่าชุมชนอื่น และตั้งกองทุนเพื่อการศึกษาสำหรับเยาวชนรอบพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้า” นายประศึก กล่าว


ด้านชาวประมงบนเกาะศรีบอยา ตำบลศรีบอยา อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ นายบูสัน ตาวัน กล่าวว่า ไฟฟ้าเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต ไฟดับแค่ไม่กี่นาทีชุมชนก็เดือดร้อน อยากให้สร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ การคมนาคมในภาพรวมของประเทศ

“ไม่ได้คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ เพราะปัจจุบันมีเรือเดินน้ำมันของโรงไฟฟ้ากระบี่เดินผ่านพื้นที่ทำประมงทุกวัน และไม่เคยมีปัญหาหรือมีผลกระทบกับการประมง ชาวประมงจับปลาได้ปกติ ถ้ามีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้น คิดว่าวิถีชีวิตจะไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม ยาเสพติดยังทำลายเยาวชนได้มากกว่าการสร้างโรงไฟฟ้า” นายบูสัน กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับนายก่อเฉด ช่างเรือ ปราชญ์ชาวบ้าน ตำบลเกาะศรีบอยา อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า การสร้างโรงไฟฟ้าจะได้ประโยชน์มากกว่าเสียประโยชน์ ทำให้ทุกหมู่บ้านบนเกาะมีไฟฟ้าใช้ ไม่ติดๆ ดับๆ เพิ่มความสะดวกสบายให้กับชุมชน ทั้งยังนำไปสู่การพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งการศึกษา การสื่อสาร และพร้อมกับกล่าวว่า อยากพัฒนาให้ชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างอาชีพและรายได้เพิ่มเติมให้กับชุมชน แต่ต้องไม่กระทบกับวิถีชีวิตเดิมมากนัก

“มองว่าโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน จะผลิตไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอกับความต้องการของจังหวัดกระบี่ โรงไฟฟ้าชีวมวลจากต้นปาล์ม ถ้าตัดไปผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวจะทำให้ชาวบ้านไม่สามารถนำลูกปาล์มไปขายได้ กระทบอาชีพของชาวบ้าน เชื่อมั่นในระบบกระบวนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาไปมาก และฝากให้ภาครัฐ และ กฟผ. สร้างความมั่นใจว่าจะมีมาตรการป้องกันที่ดี รวมถึงดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น” ปราชญ์ชาวบ้านกล่าวในท้ายที่สุด

 

ธปท.ย้ำสร้างวินัยการเงินให้ชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ม.ค. 2560 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839090


ในช่วงการเปลี่ยนผ่านระบบให้บริการการเงินจากแบบเดิมๆ สู่ฐานการเงินใหม่ในระบบดิจิทัล!ธุรกรรมการใช้จ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ค่อยๆเข้ามาทดแทนการใช้ธนบัตร เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินจะมีความซับซ้อนมากขึ้น มีนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ รวมถึงมีรูปแบบการให้บริการทางการเงินที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาบริหารจัดการมากขึ้น และสิ่งเหล่านี้จะเข้ามาพร้อมกับการแข่งขันที่สูงขึ้นในระบบการเงินไทย

การสร้างความรู้ความเข้าใจทางการเงิน (financial literacy) ของประชาชนคนไทยให้ปรับตัวเข้ากับระบบการเงินยุคใหม่ ควบคู่กับการผลักดันให้สถาบันการเงินให้บริการอย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม ช่วยให้ผู้ใช้บริการเข้าใจสิทธิที่มีและได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม

เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความสำคัญ และกำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ 3 ปีของ ธปท.รวมไปถึงแนวทางส่งเสริมการออมของประชาชนเพื่อรับมือกับสังคมสูงอายุ

ทั้งนี้ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท.ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ 3 ปีของ ธปท.ในหัวข้อการส่งเสริมบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง เป็นธรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างรวดเร็ว ขณะที่หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดการวางแผนและวินัยทางการเงิน ผู้มีรายได้น้อยบางส่วนไม่มีบัญชีเงินฝาก ขณะที่สังคมคาดหวังให้การบริการทางการเงินของสถาบันการเงินต่อรายย่อยเป็นธรรมมากขึ้น

ดังนั้น ในช่วง 3 ปีจากนี้ ธปท.จะสนับสนุนให้เกิดผลิตภัณฑ์เพื่อการออม และการลงทุนระยะยาวเพื่อรองรับการออมและการลงทุนเพื่อวัยเกษียณ รวมถึงสนับสนุนให้มีบริการบัญชีเงินฝากขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ที่ช่วยส่งเสริมการออม การป้องกันการก่อหนี้เกินตัวและแก้ไขหนี้สินล้นพ้นตัว เช่น การจัดให้มีหน่วยงานด้านการให้คำปรึกษาด้านการบริหารหนี้แก่รายย่อย และที่ผ่านมา ธปท.ได้ประสานกับสมาคมธนาคารไทยเพื่อจัดตั้งองค์กรให้การดูแลแก้ไขหนี้บัตรเครดิตของลูกหนี้ที่มีบัตรเครดิตหลายใบในที่เดียว

ขณะเดียวกัน จะเร่งยกระดับการกำกับดูแลการตรวจสอบสถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในมาตรฐานการขายผลิตภัณฑ์ ทางการเงิน และการให้ข้อมูลที่โปร่งใสครบถ้วนแก่ลูกค้า (market conduct) โดย ธปท.ได้จัดตั้งฝ่ายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินเป็นส่วนงานเพิ่มขึ้นจากศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.)

โดยหน่วยงานใหม่จะมีบทบาทในการกำกับดูแลให้สถาบันการเงินให้บริการทางการเงินที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค รวมทั้งยังมีหน้าที่ประสานกับองค์กรกำกับดูแลอื่นในการดูแลการขายผลิตภัณฑ์ด้านหลักทรัพย์และด้านประกันภัยผ่านธนาคารพาณิชย์ (cross selling) รวมถึงเน้นการนำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่ลูกค้าอย่างถูกต้อง ไม่บังคับขาย ลูกค้ามีสิทธิเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ธปท.จะผลักดันให้สถาบันการเงินตระหนักและให้ความสำคัญกับการให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบไม่นำไปสู่การก่อหนี้เกินตัวของผู้กู้ รวมทั้งการให้สินเชื่อต่อภาคธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาล

ขณะที่การวางแผนป้องกันภัยทางไซเบอร์ (cyber resilience) ของธุรกิจการเงิน ผู้ให้บริการประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์และบัตรเครดิตให้มีความพร้อมในการป้องกัน ตรวจจับ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ทันเหตุการณ์ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงเป็นวงกว้างต่อระบบการเงินไทยเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ ธปท.จะเร่งดำเนินการ รวมถึงจะประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (cyber security) เพื่อให้ผู้ใช้บริการทางการเงินเกิดความเชื่อมั่นในการใช้บริการในระยะต่อไป รวมทั้งสร้างความเข้าใจและการเตือนภัยเกี่ยวกับบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้บริการทางการเงินในฐานดิจิทัลให้กับประชาชนเพิ่มขึ้น

“เรื่องเหล่านี้ ธปท.จะทำควบคู่กับการ สร้างความรู้ความเข้าใจทางการเงินของคนไทยทุกภาคส่วน โดยส่วนหนึ่ง ธปท.ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัย และโรงเรียนหลายๆแห่งในการให้ความรู้ความเข้าใจทางการเงินขั้นพื้นฐาน มุ่งสร้างความตระหนัก และปรับพฤติกรรมของเด็กรุ่นใหม่ (GEN Y) ให้ออมอย่างสม่ำเสมอและไม่ก่อหนี้เกินตัว นอกจากนั้น ธปท.กำลังปรับปรุงอาคารโรงพิมพ์ธนบัตรเดิมเยื้องวังบางขุนพรหม เพื่อเป็นศูนย์ประชุมสัมมนา และเป็นศูนย์การเรียนรู้ความเข้าใจทางการเงินที่ดีที่สุดในเมืองไทย และจะเปิดให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนเข้าไปหาความรู้ได้กลางปีนี้เป็นต้นไป”

ทั้งนี้ ผู้ว่าการ ธปท.เน้นย้ำว่า การสร้างความรู้ความเข้าใจทางการเงินเป็นเรื่องจำเป็นในยุคนี้ คนไทยทุกคนจะต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้การเงินใหม่ๆ กล้าซักถามข้อดี-ข้อเสียของบริการทางการเงินที่จะรับบริการ กล้าปฏิเสธบริการ หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ไม่ต้องการ รวมทั้งกล้าที่จะรักษาสิทธิประโยชน์ของตนเอง รักษาสิทธิที่จะได้รับการชดเชยที่เหมาะสม

ขณะที่สถาบันการเงินควรประกอบธุรกิจโดยคำนึงถึงการพัฒนา และการสร้างระบบนิเวศเพื่อความยั่งยืนของประเทศ และสร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงแหล่งเงิน ของคนทุกระดับชั้น.

 

“วรภัค” จี้ถอดสลักตั๋วบีอี หวั่นวิกฤติบานปลายกระทบสภาพคล่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ม.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839088


“วรภัค” หวั่นวิกฤติความเชื่อมั่นตั๋วบีอี บานปลายกระทบสภาพคล่อง แนะแบงก์ใหญ่ตั้งวอร์รูมรองรับสถานการณ์ ด้านสถาบันการเงินตัวกลางต้องมีจรรยาบรรณ ขณะที่ ก.ล.ต.ต้องบังคับผู้ออกตั๋วบีอีทุกชนิด ต้องเปิดเผยข้อมูล กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินให้ชัดเจน นำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้นเท่านั้นนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตั๋วแลกเงิน หรือ B/E อยู่คู่กับวงการการเงินเมืองไทยมานานมาก ตั้งแต่สมัยเริ่มทำงานใหม่ๆเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว ส่วนตัวแล้วเป็นตราสารทางเลือกให้กับทั้งนักลงทุนและผู้กู้ รวมถึงธนาคารและสถาบันการเงิน

“ตั๋ว B/E ถ้าอธิบายแบบภาษาชาวบ้านก็จะเปรียบเสมือนกับเช็คสั่งจ่ายเงินสด ลงวันที่ล่วงหน้า สามารถนำไปซื้อขายเปลี่ยนมือได้จนถึงวันขึ้นเงิน สมัยที่ผมทำงานอยู่แบงก์ออฟอเมริกา ยุคต้นๆปี 1990 จนถึงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 1997 ตั๋ว B/E เป็นที่นิยมทั้งกับนักลงทุนและผู้กู้”

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทใหญ่ๆในประเทศไทยหลายกลุ่มก็ใช้ตั๋วบีอีเป็นช่องทางหนึ่งในการระดมเงินมาขยายกิจการ อย่างเช่นกลุ่มซีพี ในอดีตเคยเป็นผู้ออกตั๋วบีอีรายใหญ่ที่สุด และก็ไม่เคยมีปัญหากับนักลงทุน แต่ก็มีผู้ออกตัวบีอี
บางกลุ่มในอดีตคือกลุ่มปิคนิค เคยมีปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ตามตั๋วบีอีที่ออกได้ นำมาซึ่งความเสียหายกับนักลงทุนและสถาบันการเงินหลายแห่งในยุคนั้น ขณะที่บรรดาเศรษฐีมีเงินในยุคนั้นก็จะนิยมลงทุน เพราะให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากรวมทั้งประหยัดเรื่องภาษี

นายวรภัคกล่าวว่า จากกระแสข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงนี้ก็อดเป็นห่วงอนาคตของตั๋วบีอีไม่ได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณของสถาบันการเงิน ที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้กู้และนักลงทุน ที่ควรจะทำหน้าที่หลักๆ 2 อย่างให้ชัดเจนคือ 1.การเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจนโดยเฉพาะเรื่องความเสี่ยงแก่นักลงทุน ถึงแม้ตั๋วบีอีจะไม่ต้องมีเรตติ้ง 2.ก็คือนโยบายความเหมาะสมในการนำเสนอตราสารหนี้ให้กับนักลงทุน เพื่อจะกลั่นกรองว่าตราสารนี้มีความเสี่ยงและกลุ่มนักลงทุนที่ธนาคารจะไปเสนอขายมีความรู้ความเข้าใจในความเสี่ยงของตราสารหนี้อย่างถ่องแท้

สำหรับการแก้ไขปัญหาทางออกง่ายที่สุดก็คือ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ควรจะบังคับให้ตั๋วบีอีระยะสั้นทุกชนิดต้องมีการเปิดเผยข้อมูลให้กับนักลงทุนรายย่อย ในฟอร์มแบบสั้นๆ หรือ 1 ถึง 2 หน้ากระดาษ แต่มีความชัดเจน (ไม่ใช่เปิดเผยเป็นร้อยๆหน้ากลายเป็นนักลงทุนอ่านไม่ไหว) ให้นักลงทุนเปรียบเทียบ ผมยกตัวอย่างเช่น อัตราส่วนทางการเงินของผู้ออกตั๋วเมื่อเทียบกับอัตราส่วนทางการเงินเฉลี่ยของเครดิตเรตติ้งต่างๆ เช่น D : E หรือ Debt to EBITDA ของบริษัทนี้ เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นที่มีเรตติ้ง BBB, A, AA, AAA หรือถ้าจะให้เข้มขึ้นก็คือตั๋วบีอีระยะสั้นต้องมีการกำหนดชัดเจนว่าวัตถุประสงค์ในการนำเงินไปใช้ก็คือเป็นการไฟแนนซ์เงินทุนหมุนเวียนระยะสั้นเท่านั้น ไม่ใช่เอาเงินระยะสั้นของตั๋วบีอีไปไฟแนนซ์การลงทุนระยะยาวหรือมาทดแทนส่วนทุน (equity financing)

“น่าเป็นห่วงกว่าอนาคตของตั๋วบีอีก็คือสถานการณ์ของตั๋วบีอีในวันนี้ ที่อาจจะเกิดวิกฤติความเชื่อมั่นลุกลามบานปลายกระทบสภาพคล่องของทั้งระบบการเงินการธนาคารได้ถ้าไม่มีการสื่อความและวางแผนรองรับที่ดี ธนาคารใหญ่ๆควรจะตั้งวอร์รูมมารองรับสถานการณ์ของตั๋วบีอีในวันนี้แล้วครับ”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ทรงตัว รอ ‘ทรัมป์’ สาบานตน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2560 06:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839166


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในวันพุธ แต่ดาวโจนส์ลดลงเป็นวันที่ 4 ในขณะที่นักลงทุนพักหายใจรอ โดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันศุกร์…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 18 ม.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 22.05 จุด หรือ 0.11% ปิดที่ 19804.72 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 4.00 จุด หรือ 0.18% ปิดที่ 2271.89 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 16.93 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 5555.66 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า ข้อมูลเศรษฐกิจที่เปิดเผยในวันพุธ ทั้งดัชนีราคาผู้บริโภค, การผลิตภาคอุตสาหกรรม ไม่สามารถผลักดันตลาดให้เคลื่อนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งได้ โดยตลาดในสัปดาห์นี้หยุดชะงัก เนื่องจากความคาดหวังของนักลงทุนที่จะได้เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นแรงหนุนให้ตลาดมาตั้งแต่หลังเลือกตั้งสหรัฐฯ อาจไม่เป็นอย่างที่หวังไว้