พาณิชย์ เปิดเวทีให้เอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ จับคู่เจรจาธุรกิจ 16-18 ก.พ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ม.ค. 2560 21:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833586


พาณิชย์ ผนึกเอกชนทั้งใน-ต่างประเทศ จัดงาน สตาร์ท ทู สมาร์ท 16-18 ก.พ. นี้ เปิดเวทีให้เอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ จับคู่เจรจาธุรกิจ ตั้งเป้ายกระดับเป็นนักธุรกิจ 4.0 คาดช่วยลดต้นทุน เพิ่มยอดขายได้ถึง 40% …เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 16-18 ก.พ.2560 นี้ ณ รอยัล พารากอนฮอลล์ (ฮอลล์ 1-3) กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ จัดงานสตาร์ท ทู สมาร์ท (Start to SMART) เพื่อเป็นเวทีในการเชื่อมต่อและสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และผู้ประกอบกลุ่มสตาร์ทอัพ ให้มีการเจรจาเพื่อต่อยอดธุรกิจระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจประเทศไทยตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าหมายมีผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด 2,000 คน แบ่งเป็น กลุ่มเอสเอ็มอีที่เปิดธุรกิจมาน้อยกว่า 1 ปี กลุ่มเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ที่สืบทอดกิจการและผู้บริหารรุ่นปัจจุบัน กลุ่มธุรกิจที่มีแบรนด์และสินค้าที่พร้อมก้าวสู่ตลาดโลก กลุ่มผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และบุคคลทั่วไปที่สนใจการทำธุรกิจยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม คาดว่า การต่อยอดทางธุรกิจครั้งนี้จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายให้เอสเอ็มอีได้ไม่น้อยกว่า 40% รวมทั้งสามารถขยายฐานลูกค้าของกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น

”งานครั้งนี้ จะเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพของไทยได้ทำความรู้จักกัน และสร้างเครือข่าย โดยใช้จุดแข็งของเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ มาเกื้อหนุนและส่งเสริมกัน เช่น นำนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี ที่กลุ่มสตาร์ทอัพ คิดค้นขึ้นมาช่วยปิดจุดอ่อนและเพิ่มจุดแข็งให้เอสเอ็มอี เพื่อผลักดันให้ธุรกิจดำรงอยู่ และเติบโตต่อไปได้ ขณะที่เอสเอ็มอีก็ใช้ประสบการณ์และเครือข่ายที่มีอยู่เป็นพี่เลี้ยงและคู่ค้าให้แก่สตาร์ทอัพ เพื่อผลักดันให้แจ้งเกิดในภาคธุรกิจได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมทั้งพัฒนาให้เป็นสมาร์ท เอสเอ็มอี อย่างเต็มตัว”

สำหรับการจัดงานดังกล่าว จะแบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 โซน ประกอบด้วย โซนที่ 1 เชื่อมโลกสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอี โซนที่ 2 เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ (Smart Business Solution) โซนที่ 3 แปลงความคิดสู่ความจริง (Idea Commercialization) และโซนที่ 4 งานสัมมนาโอกาสสู่ธุรกิจยุคใหม่

 

กสิกรไทย ช่วยเหลือลูกค้า SME ที่ถูกน้ำท่วม เล็งพักชำระเงินต้น 12 ด.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ม.ค. 2560 20:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833677


กสิกรไทย ส่งมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ 12 จังหวัด พักชำระเงินต้น 12 เดือน ขยายเทอมตั๋วสัญญาใช้เงินและวงเงินต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนวงเงินเพื่อซ่อมแซมเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 11 ม.ค.60 นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ สร้างความเสียหายให้กับ 12 จังหวัด ประกอบด้วย พัทลุง นราธิวาส ยะลา สงขลา ปัตตานี ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร ระนอง กระบี่ และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน แล้วยังส่งผลกระทบต่อลูกค้าธุรกิจของธนาคารที่อยู่ในพื้นที่

โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับความเสียหายทั้งสถานประกอบการ สินค้าและวัตถุดิบที่เก็บไว้ในสต็อก และไม่สามารถขายสินค้าได้ ธนาคารจึงออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจของธนาคารใน 12 จังหวัด เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระและเพิ่มสภาพคล่องให้กับลูกค้าในช่วงประสบอุทกภัย

สำหรับมาตรการการช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจ ประกอบด้วย การลดยอดผ่อนชำระ หรือ พักชำระเงินต้นนานสูงสุด 12 เดือน รวมถึงการขยายเทอมตั๋วสัญญาใช้เงินและวงเงินการค้าต่างประเทศ และหากสถานการณ์คลี่คลายแล้ว ลูกค้าที่ต้องการวงเงินเพื่อซ่อมแซมสถานประกอบการ เครื่องจักร รวมถึงชดเชยสต็อกสินค้าที่เสียหายจากอุทกภัย ธนาคารจะพิจารณาให้วงเงินกู้ โดยพักชำระเงินต้นนานสูงสุด 6 เดือน และไม่ต้องประเมินราคาหลักประกันใหม่ โดยต้องขอวงเงินภายในวันที่ 31 มีนาคมนี้

นายสุรัตน์ กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในครั้งนี้ มีลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารจำนวน 14,395 ราย ที่อยู่ใน 12 จังหวัดดังกล่าว ซึ่งลูกค้าได้รับผลกระทบมากน้อยแตกต่างกันไป ธนาคารกำลังลงพื้นที่สำรวจและประเมินความเสียหายของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด โดยหวังว่ามาตรการการช่วยเหลือในครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระและให้ลูกค้ามีสภาพคล่องเพียงพอในการดำเนินธุรกิจต่อไป จนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะเข้าสู่ภาวะปกติ.

 

ทีเอ็มบี ผนึก มจธ. นำอาร์แอนด์ดีช่วยต่อยอดเอสเอ็มอีไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 11 ม.ค. 2560 20:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833642


ทีเอ็มบี และ เคเอกซ์ พื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนและร่วมเรียนรู้ของประชาคมจากทุกภาคส่วน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกันสร้างศักยภาพให้เอสเอ็มอี ด้วยการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษาสู่ผู้ประกอบการ มุ่งช่วยเหลือเอสเอ็มอีไทยให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับเอสเอ็มอีที่เป็นสมาชิกโครงการ Lean Supply Chain by TMB สนับสนุนงานวิจัยของเอสเอ็มอี ต่อยอดศักยภาพธุรกิจ สร้างต้นแบบและเป็นแรงบันดาลใจให้กับเอสเอ็มอีไทยพัฒนาตนเองนายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี หรือธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือกับ เคเอกซ์ มจธ. ในครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและความพร้อมให้กับเอสเอ็มอีที่เป็นสมาชิกในโครงการ Lean Supply Chain by TMB ด้วยการนำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การวิจัย และการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ อันเป็นความเชี่ยวชาญของ เคเอกซ์ มจธ. มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพตลอดทั้งซัพพลายเชน นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษามาสู่เอสเอ็มอีอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาและก้าวหน้าได้มากกว่าที่ดำเนินการกันเองภายในแต่ละบริษัท โดยทาง เคเอกซ์ มจธ. จะช่วยเอสเอ็มอีในโครงการฯ ด้วยการเข้าเยี่ยมกิจการ ตรวจวิเคราะห์สุขภาพธุรกิจ รวมทั้งการให้คำปรึกษา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าไปใช้บริการ Co-working space เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ประกอบการต่างๆ ภายในอาคารเคเอกซ์ รวมไปถึงการจัดพื้นที่พิเศษ หรือ ‘Lean Supply Chain by TMB Corner’ บริเวณชั้น 12 ของอาคาร เพื่อแสดงรายละเอียดของโครงการ และกรณีศึกษาของเอสเอ็มอี เพื่อให้ความรู้กับผู้ประกอบการทั่วไปอีกด้วย พร้อมกันนี้ ทีเอ็มบี และ เคเอกซ์ มจธ. จะร่วมกันคัดเลือกโครงการจำนวน 5 โครงการที่มีกรณีศึกษาน่าสนใจ มาให้การสนับสนุนทุนวิจัย โดยจะคัดเลือกโครงการที่มีความโดดเด่นด้านสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรม จำนวน 2 โครงการที่ต่อยอดจากโครงการของ Lean Supply Chain by TMB ในระดับ Green Belt และโครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนาซัพพลายเชนอีก 3 โครงการ ที่มีความโดดเด่นชัดเจนในด้านการเรียนรู้จริง นำไปปฎิบัติใช้ได้จริง และเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม มาให้การสนับสนุนทางการเงิน เพื่อสร้างเป็นต้นแบบที่ประสบความสำเร็จให้เอสเอ็มอีไทย เพื่อจะได้ช่วยกันจุดประกายแนวคิดการต่อยอดธุรกิจด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

ความร่วมมือระหว่างทีเอ็มบี และเคเอกซ์ มจธ. ในครั้งนี้ นับว่าเป็นมิติใหม่ของการยกระดับให้ความสนับสนุนเอสเอ็มอีของไทย ที่ภาคสถาบันการเงินร่วมกับภาคการศึกษาซึ่งจะเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งหมดนี้ เป็นการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ตรงจุด ตรงประเด็น และสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับเอสเอ็มอีได้อย่างแท้จริง และจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป” นายบุญทักษ์ กล่าวสรุป

รองศาสตราจารย์ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า “มจธ. ได้พัฒนาอาคารเคเอกซ์เพื่อให้เป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนและร่วมเรียนรู้ระหว่างภาคเอกชน ชุมชน และมหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายที่จะนำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและการออกแบบ จากทั้งภายในมจธ. และสถาบันเครือข่ายต่างๆ มาช่วยสร้างให้ผู้ประกอบการมีสมรรถนะความสามารถสูงขึ้น ทำให้การประกอบการมีคุณภาพดีขึ้น ผลิตภัณฑ์มีคุณค่าและมูลค่าสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) และเพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้นวัตกิจ (Start ups) ประสบความสำเร็จได้ดีและเข้มแข็งยิ่งขึ้น ความร่วมมือกับทีเอ็มบีซึ่งเป็นสถาบันการเงินภาคเอกชนที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในครั้งนี้ จะเป็นการนำจุดแข็งของทั้ง 2 หน่วยงาน มาเสริมสร้างสมรรถนะความสามารถของ SMEs ในโครงการ Lean Supply Chain by TMB โดยจะมีอาจารย์ นักวิชาการและนักศึกษา เข้าร่วมกับทีเอ็มบีและผู้ประกอบการ ในการกำหนดโจทย์/ปัญหาทางเทคโนโลยีจากสภาพที่เกิดขึ้นจริง นำมาศึกษา วิเคราะห์ เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาให้เกิดผลเชิงนวัตกรรม คือเกิดความรู้ที่นำไปแก้ปัญหาได้อย่างจริงจัง ซึ่งนอกจากผู้ประกอบการจะได้ประโยชน์แล้ว ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการกระตุ้นการเรียนรู้ของนักศึกษา และช่วยปลูกฝังให้นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ ในความเป็นผู้ประกอบการมากขึ้น และมองเห็นโอกาสในทางธุรกิจใหม่ๆ ช่วยสร้างโอกาสในการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เป็นการช่วยประเทศขับเคลื่อนระบบนวัตกรรม ที่มีคุณค่าและมีความหมายต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมของประเทศชาติต่อไป”

โครงการ Lean Supply Chain by TMB

โครงการ Lean Supply Chain by TMB เป็นหลักสูตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจทั้งซัพพลายเชนผ่านเทคนิค Lean Six Sigma มาช่วยค้นหาและกำจัดความสูญเปล่า (Waste) ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้สามารถทำงานได้อย่างคงที่สม่ำเสมอ จนสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจอย่างสูงสุด และยังต่อยอดพัฒนาการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจไปสู่ซัพพลายเชน (Supply Chain) เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมในอนาคต โดยแบ่งการอบรมเป็น 3 หลักสูตร คือ

– White belt สร้างความรู้และเข้าใจพื้นฐาน

– Blue belt การอบรมเชิงปฏิบัติการ

– Green belt การลงมือปฏิบัติ ด้วยกรณีศึกษาในธุรกิจของตนเอง พร้อมกับที่ปรึกษามืออาชีพ

ที่ผ่านมา ทีเอ็มบี ได้เปิดอบรมหลักสูตรนี้มาแล้วถึง 9 รุ่น ร่วมกับหน่วยงานชั้นนำจากอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อถ่ายทอดความรู้และกรณีศึกษา อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพและการโรงแรม สินค้าอุปโภค รถยนต์ และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติได้จริง เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดย 52 โปรเจกต์ของผู้ที่สำเร็จหลักสูตรระดับ Green Belt สามารถลดต้นทุนและเพิ่มรายได้แล้วกว่า 580 ล้านบาท

อาคารเคเอกซ์ (KX-Knowledge Exchange) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

มจธ. เปิดอาคารเคเอกซ์ หรือ KX-Knowledge Exchange เพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนและร่วมเรียนรู้ระหว่างภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยในปี 2559 บนถนนกรุงธนบุรี โดยตัวอาคารมีความสูง 20 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวม 20,000 ตารางเมตร โดยประมาณ อาคารได้รับการออกแบบให้มีลักษณะเชื่อมโยงกันระหว่างพื้นที่แต่ละส่วนตามแนวคิด Interlocking in Space และมีความเป็นระบบนิเวศ (Eco System) ที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกิจ (Start ups) และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านกิจกรรมภายในอาคารเคเอกซ์มีเป้าหมายเพื่อนำความรู้และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยไปสู่การใช้ประโยชน์โดยภาคอุตสาหกรรม และสร้างเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผ่านกลไกการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge exchange) ระหว่างประชาคมจากภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม ในลักษณะพันธมิตรอุตสาหกรรม (Industry Cluster) นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับบ่มเพาะนวัตกิจ (Startup companies) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม รวมถึง Design hub อาทิ Maker Space และบริษัทออกแบบระดับโลก พร้อมด้วย Co-Working Space เพื่อสนับสนุนและให้บริการด้านการออกแบบแก่อุตสาหกรรม ปัจจุบันมีผู้ประกอบการธุรกิจสมัครเข้าเป็นสมาชิกแล้วกว่า 50 ราย

 

น้ำท่วมใต้ กระทบธุรกิจ 4.3 หมื่นราย ‘พาณิชย์’ ส่งมาตรการช่วยเหลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ม.ค. 2560 20:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833662


“พาณิชย์” เร่งช่วยนิติบุคคล 4.3 หมื่นราย ได้รับผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ ออกมาตรการผ่อนผันแจ้งเอกสารสูญหาย และขยายเวลายื่นงบบัญชีและจัดตั้งธุรกิจ ชี้ยังประเมินค่าความเสียหายไม่ได้ พร้อมเปิดบัญชีช่วยเหลือภาคใต้เมื่อวันที่ 11 ม.ค.60 นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบธุรกิจการค้าที่อยู่ในจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ พบว่า มีนิติบุคคลจดทะเบียนอยู่ในพื้นที่ 43,000 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวมกัน 100,000 ล้านบาท เช่น ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ธุรกิจเกษตร คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 68% ของนิติบุคคลที่จดทะเบียนธุรกิจในพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด ซึ่งขณะนี้ยังประเมินตัวเลขความเสียหายไม่ได้ แต่กรมฯ ได้เตรียมมาตรการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูธุรกิจไว้แล้ว เพื่อให้ธุรกิจกับกลับมาประกอบกิจการได้ตามปกติหลังจากน้ำท่วมคลี่คลาย

สำหรับมาตรการที่จะให้ความช่วยเหลือเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจจากผลกระทบน้ำท่วมใน 14 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ผ่อนผันการแจ้งบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย ซึ่งตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดให้แจ้งภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบ หรือควรทราบถึงการสูญหายหรือเสียหาย โดยให้สามารถยื่นล่าช้าและสามารถใช้เป็นหลักฐานกรณีถูกเรียกตรวจบัญชีได้ ทั้งนี้ธุรกิจสามารถแจ้งบัญชีและเอกสารที่ใช้ประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย ผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Permit) ได้ทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th

นอกจากนี้ ยังได้ผ่อนผันการยื่นงบการเงินประจำปีของธุรกิจ ระหว่างวันที่ 1 ธ.ค. 59- 28 ก.พ.60 ให้สามารถยื่นล่าช้ากว่าที่กฎหมายกำหนดได้ และผ่อนผันการยื่นจดทะเบียนของนิติบุคคล ให้สามารถยื่นล่าช้ากว่าที่กฎหมายกำหนดได้ รวมทั้งจัดตั้งศูนย์บริการรับจดทะเบียนเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนิติบุคคลที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ใน 14 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ณ ส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลาง ชั้น 4 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมฯ 1570

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดสำรวจผลกระทบและประเมินความเสียหาย พร้อมรายงานมายังส่วนกลางทุกวัน และจะกระจายสินค้าธงฟ้าราคาประหยัดออกไปช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยในวันที่ 13 ม.ค.นี้ รมช.พาณิชย์ จะลงพื้นที่เพื่อสำรวจความเสียหาย พร้อมนำข้าวสารอาหารแห้ง และสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตประจำวันไปแจกจ่ายให้กับประชาชน

ขณะเดียวกัน กระทรวงฯ ยังได้เปิดบัญชีธนาคารกรุงไทย เพื่อรับบริจาคเงินช่วยเหลือน้ำท่วมใต้ ชื่อบัญชี กระทรวงพาณิชย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย เลขที่บัญชี 385-0-08473-6 โดยจะรับบริจาคตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มี.ค.60 เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ส่วนแนวทางการช่วยเหลือหลังน้ำลด เบื้องต้นทางกระทรวงฯ ได้หารือกับผู้ประกอบการ เพื่อนำสินค้าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ ไปจัดจำหน่ายราคาพิเศษให้แก่ประชาชนในการซ่อมแซมบ้านเรือน และเพิ่มพื้นที่การจำหน่ายสินค้าธงฟ้าให้ทั่วถึงด้วย.

 

ทย.เตรียมพร้อมสนามบินสุราษฎร์ธานี รองรับประชาชนเดินทางลงใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ม.ค. 2560 19:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833646


อธิบดีกรมท่าอากาศยาน ลงพื้นที่ตรวจดูสนามบินสุราษฎร์ธานี เพื่อหารือและติดตามเรื่องการเพิ่มเที่ยวบินพิเศษ รองรับประชาชนที่เดินทางลงภาคใต้ช่วงประสบอุทกภัย เพราะเป็นสนามบินเดียวที่ใกล้สนามบินเมืองคอนมากที่สุด…เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2560 นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน หรือ ทย.เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี เพื่อหารือและติดตามเรื่องการเพิ่มเที่ยวบินพิเศษ (Extra Flights) เพื่อรองรับประชาชนที่ต้องการเดินทางในช่วงเกิดอุทกภัยทางภาคใต้ว่า การมาลงพื้นที่ดังกล่าวเพื่อดูสนามบินสุราษฎร์ธานี ว่ามีความพร้อมศักยภาพที่จะรองรับผู้โดยสารบางส่วนจากท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชเพิ่มได้หรือไม่อย่างไร เนื่องจากสนามบินดังกล่าวอยู่ใกล้สนามบินนครศรีธรรมราชมากที่สุด

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี มีเที่ยวบินประจำภายในประเทศ 19 เที่ยวบินต่อวัน รวมไปกลับวันละ 38 เที่ยวบิน เที่ยวบินประจำระหว่างประเทศ 17 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ รวมไปกลับสัปดาห์ละ 34 เที่ยวบิน ภายหลังจากเกิดเหตุอุทกภัยทางภาคใต้ ได้มีการเพิ่มเที่ยวบินพิเศษภายในประเทศ อีกวันละ 3 เที่ยวบิน รวมไปกลับ 6 เที่ยวบิน โดยเป็นเที่ยวบินของสายการบินนกแอร์ สายการบินไทยแอร์เอเชีย และสายการบินไทยไลอ้อนแอร์.

 

ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกมาตรการเยียวยาแก่ลูกค้าน้ำท่วมใต้ทุกกลุ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 11 ม.ค. 2560 19:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833653


ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้ในขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อลูกค้าประชาชน รวมถึงเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ ธนาคารไทยพาณิชย์จึงได้ออกมาตรการพิเศษเพื่อช่วยเหลือลูกค้าและผู้ที่ประสบอุทกภัย เบื้องต้นดำเนินมาตรการพักชำระหนี้สำหรับลูกค้า ทั้งลูกค้าบุคคล และลูกค้าเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการลดดอกเบี้ย และการขยายเวลาผ่อนชำระ สำหรับลูกค้าที่เข้าเกณฑ์ของธนาคารฯ พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ผ่านบัญชีมูลนิธิสยามกัมมาจล-ไทยพาณิชย์เพื่อผู้ประสบภัย เลขที่บัญชี 111-3-90911-5 โดยธนาคารฯ จะส่งมอบเงินบริจาคให้แก่มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และธนาคารฯ จะร่วมบริจาคสมทบมูลนิธิฯ อีก 1 ล้านบาทนายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “จากเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดภาคใต้นั้น ธนาคารฯ ตระหนักถึงความยากลำบากของผู้ที่ประสบภัย โดยได้ออกมาตรการพิเศษเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้า ได้แก่ ลูกค้าสินเชื่อรายย่อย เช่น สินเชื่อเคหะ สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต สินเชื่อธุรกิจรายย่อย (SSME) ธนาคารฯ พิจารณามอบความช่วยเหลือ ได้แก่ 1) พักชำระหนี้เป็นเวลา สูงสุด 3 เดือน 2) ลดดอกเบี้ย 50-100% แล้วแต่ประเภทของสินเชื่อ 3) ขยายระยะเวลาการผ่อนชำระตั้งแต่ 2 เดือน ถึงสูงสุดไม่เกิน 5 ปี แล้วแต่ประเภทสินเชื่อ และลงทะเบียนภายในเดือนมิถุนายน 2560

สำหรับลูกค้าธุรกิจผู้ประกอบการ SME ธนาคารฯ มอบความช่วยเหลือให้ทั้งผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางตรง คือ ทรัพย์สินของกิจการได้รับความเสียหาย และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม คือ ทรัพย์สินของกิจการไม่ได้รับความเสียหาย แต่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ ผ่านความช่วยเหลือ 5 มาตรการหลัก ได้แก่ 1) การพักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 6 เดือน 2) การพักชำระเงินต้นพร้อมขยายระยะเวลาการผ่อนชำระสูงสุด 24 เดือน 3) ยกเว้นการเรียกเก็บดอกเบี้ยผิดนัดชำระ สำหรับลูกค้าที่ไม่สามารถชำระเงินได้ตามกำหนด สูงสุด 30 วัน 4) เพิ่มวงเงินหมุนเวียนชั่วคราวสำหรับเสริมสภาพคล่องในการทำธุรกิจ สูงสุด 20% ของวงเงินหมุนเวียนเดิม หรือสูงสุด 10 ล้านบาท 5) เพิ่มวงเงินกู้สำหรับปรับปรุง ซ่อมแซม หรือซื้อทดแทนทรัพย์สินของกิจการที่เสียหาย ระยะเวลาการผ่อนชำระสูงสุด 7 ปี ทั้งนี้ ลูกค้าผู้ประกอบการ SME ได้รับผลกระทบและเข้าเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2560

สำหรับลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารฯ จะมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สอบถามและให้ความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ทันที ซึ่งพิจารณาตามความเหมาะสมทางธุรกิจแต่ละราย ซึ่งอาจมีการพิจารณาเพิ่มวงเงินพิเศษเพื่อความจำเป็นเร่งด่วน หรือการยืดระยะเวลา หรือปรับจำนวนเงินการชำระหนี้ในช่วงนี้ให้เหมาะสม

สำหรับความช่วยเหลือเพื่อร่วมบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ประสบภัยนั้น ธนาคารฯ ได้เชิญชวนคนไทยร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือ ผ่านทางบัญชี “มูลนิธิสยามกัมมาจล-ไทยพาณิชย์ เพื่อผู้ประสบภัย” เลขที่บัญชี 111-3-90911-5 สามารถบริจาคผ่านสาขา และเครื่อง ATM ของธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามเขต รวมถึงผ่านบริการ SCB Easy โดยจะส่งมอบเงินบริจาคให้แก่มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และธนาคารฯ จะร่วมบริจาคสมทบอีก 1 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งโรงครัวประทานเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก และการประกอบอาหารแจกจ่ายแก่ประชาชนบรรเทาความเดือดร้อนในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากนี้ ธนาคารฯ ยังได้จัดเตรียมถุงยังชีพจากเงินบริจาคของประชาชนเบื้องต้น 2,000 ชุด และเรือ โดยร่วมกับกองทัพอากาศ ส่งมอบเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนต่อไป

ธนาคารฯ ในฐานะที่เป็นสถาบันการเงินที่สำคัญของประเทศ มีภารกิจและความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้บริการตลอดจนให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าและประชาชนอย่างเต็มที่ สำหรับลูกค้าที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อขอรับบริการได้ที่สำนักงานของธนาคารฯ หรือติดต่อเจ้าหน้าที่บริการลูกค้า และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์ 0-2777-7777

 

บขส. เปิดเดินรถภาคใต้ 26 เส้นทางตามปกติ-ปรับเวลาออกจากขนส่งเร็วขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ม.ค. 2560 17:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833574


บขส. เปิดเดินรถเส้นทางภาคใต้ทั้ง 26 เส้นทาง ตามปกติ แต่ปรับเวลาเดินรถออกจากสถานีขนส่งเร็วขึ้น เนื่องจากน้ำท่วมทำให้การจราจรติดขัด ต้องใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้น 2-3 ชม. พร้อมแนะ ปชช. ตรวจสอบเวลาเดินรถก่อนออกเดินทาง…วันที่ 11 ม.ค. 60 นายนพรัตน์ การุณยะวนิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารการเดินรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า ขณะนี้ บขส.ได้เปิดเดินรถไปยังเส้นทางสู่จังหวัดภาคใต้ ทั้ง 26 เส้นทาง ตามปกติ แต่ได้ปรับเวลาเดินรถ โดยให้รถโดยสารที่วิ่งเส้นทางภาคใต้ ทั้งเที่ยวไป-เที่ยวกลับ ออกจากสถานีขนส่งเร็วขึ้น  เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ส่งผลให้การจราจรติดขัดและทำให้การเดินทางล่าช้า ใช้เวลาเดินทางมากขึ้นจากปกติประมาณ 2-3 ชั่วโมง อีกทั้งการปรับเวลาเดินรถ จะเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารที่ต้องเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อต่อรถไปยังจังหวัดอื่นๆ ด้วย

อย่างไรก็ดี ขอให้ผู้โดยสารตรวจสอบตารางเดินรถก่อนเดินทางได้ที่ สถานีเดินรถ บขส. หรือโทร Call Center 1490 เรียก บขส. ตลอด 24 ชั่วโมง และในกรณีที่ผู้โดยสารไม่ประสงค์จะเดินทางในช่วงนี้ สามารถคืนตั๋วโดยสารได้ภายใน 7 วัน ณ ช่องจำหน่ายตั๋ว บขส. ที่สถานีเดินรถทั่วประเทศ.

 

กรุงไทย-ไทยพาณิชย์ ทำถุงยังชีพ-ชวนร่วมบริจาคช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ม.ค. 2560 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833546


ธนาคารกรุงไทย จัดทำถุงเยียวยามอบให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ภาคใต้ ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ชวนคนไทยร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือ พร้อมสมทบอีก 1 ล้านบาท สนับสนุนการจัดตั้งโรงครัวประทานเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก บรรเทาความเดือดร้อนในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช-สุราษฎร์ธานี …เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 60 นายพูลพัฒน์ ศรีเปล่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมผู้บริหารและพนักงาน ธนาคารกรุงไทย ร่วมจัดทำถุงเยียวยา เพื่อนำไปมอบให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ภาคใต้ ในเบื้องต้นมูลค่า 2 ล้านบาท พร้อมลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกค้าและประชาชนเพิ่มเติม ตามนโยบายของ นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่

ขณะที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้เชิญชวนคนไทยร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือ ผ่านทางบัญชี “มูลนิธิสยามกัมมาจล-ไทยพาณิชย์ เพื่อผู้ประสบภัย” เลขที่บัญชี 111-3-90911-5 สามารถบริจาคผ่านสาขา และเครื่อง ATM ของธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามเขต รวมถึงผ่านบริการ SCB Easy โดยจะส่งมอบเงินบริจาคให้แก่มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และธนาคารฯ จะร่วมบริจาคสมทบอีก 1 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งโรงครัวประทานเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก และการประกอบอาหารแจกจ่ายแก่ประชาชน บรรเทาความเดือดร้อนในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสุราษฎร์ธานี

นอกจากนี้ ธนาคารฯ ยังได้จัดเตรียมถุงยังชีพจากเงินบริจาคของประชาชนเบื้องต้น 2,000 ชุด และเรือ โดยร่วมกับกองทัพอากาศส่งมอบเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนต่อไป.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวกเล็กน้อย 0.83 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,572.93 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ม.ค. 2560 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833557


หุ้นไทยวันที่ 11 ม.ค. ปิดตลาดบวกเล็กน้อย 0.83 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,572.93 จุด มูลค่าซื้อขาย 65,411.82 ล้านบาทการเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 11 ม.ค. 60 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดปรับเพิ่มเล็กน้อยที่ 0.83 จุด เปลี่ยนแปลง 0.05% ดัชนีอยู่ที่ 1,572.93 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 65,411.82 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน).

 

สปส. ลดจ่ายเงินสมทบ ช่วยนายจ้าง-ลูกจ้างประสบอุทกภัยภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ม.ค. 2560 17:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833473


บอร์ดประกันสังคม มีมติลดอัตราจ่ายเงินสมทบ พร้อมขยายเวลานำส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ให้นายจ้าง-ลูกจ้าง ประสบอุทกภัย 12 จังหวัดภาคใต้ …เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 60 ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงานในฐานะประธานกรรมการประกันสังคม เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการประกันสังคม ว่า บอร์ดประกันสังคม มีมติให้ลดอัตราจ่ายเงินสมทบ และขยายเวลาการนำส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมให้กับนายจ้างลูกจ้างที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 12 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ ตรัง พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ระนอง และประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้ ให้ลดอัตราเงินสมทบจากนายจ้างและลูกจ้าง ลงฝ่ายละร้อยละ 2 คือ จากเดิมที่จ่ายฝ่ายละร้อยละ 5 ให้เหลือจ่ายฝ่ายละร้อยละ 3 เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ม.ค.-มี.ค. โดยนายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จ่ายฝ่ายละร้อยละ 3 ส่วนผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 จ่ายเดือนละ 288 บาท และให้ขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาการนำส่งเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตนของเดือน ม.ค.-มี.ค. โดยไม่เสียเงินเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม สำนักงานประกันสังคม อยู่ระหว่างการเสนอร่างกฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย พ.ศ.2560 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ไม่สามารถทำงานได้หรือนายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนกรณีว่างงานในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างรายวัน ทั้งนี้ ไม่เกิน 180 วัน โดยสำนักงานประกันสังคมจะได้เร่งดำเนินการเพื่อเสนอให้ รมว.แรงงาน ลงนามในกฎกระทรวงฯ ดังกล่าวต่อไป