รฟท. เร่งซ่อมทางรถไฟบางสะพานใหญ่-ชะม่วง คาดเปิดให้บริการ 12 ม.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ม.ค. 2560 17:04

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833509


เครดิตภาพทางรถไฟช่วง ตลาดบางสะพาน-แยกวัดเขาถ้ำม้าร้อง จาก เฟซบุ๊ก บ้านรูป บางสะพาน‎รฟท. เร่งระดม จนท.เข้าปรับปรุงทางขาดระหว่างสถานีบางสะพานใหญ่-ชะม่วง เร่งด่วน หลังฝนหยุดตก คาดเปิดใช้ทางได้ 12 ม.ค.นี้ ส่วนล่าสุด รถไฟสายใต้ยังเปิดเดินรถได้ถึงแค่สถานีประจวบคีรีขันธ์ พร้อมมีการงดบริการบางขบวน เพื่อความปลอดภัย…

วันที่ 11 ม.ค. 60 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. เปิดเผยความคืบหน้าการเปิดให้บริการเดินรถเส้นทางสายใต้ ประจำวันที่ 11 มกราคม 2560 ว่า ขณะนี้การรถไฟฯ ได้ติดตามสถานการณ์ฝนตกอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด กรณีน้ำท่วมทางรถไฟขาดที่ กม.377/9-378/4 ระหว่างสถานีบางสะพานใหญ่–ชะม่วง ปริมาณน้ำได้ลดลงเกือบเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว หลังจากฝนหยุดตกไปตั้งแต่เมื่อคืนของวันที่ 10 มกราคม 2560 จากนั้นจึงได้สั่งการเร่งด่วนให้ฝ่ายการช่างโยธาดำเนินการซ่อมปรับปรุงทางโดยทันที ด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ประมาณ 70 คน ช่วยกันเร่งซ่อม วางหมอนรองราง และมีการลงหินแล้วจำนวน 6 คันรถบรรทุกหิน สามารถซ่อมแซมทางไปได้แล้ว เป็นระยะทางประมาณ 300 เมตร

อย่างไรก็ตาม จุดที่ลงหินดังกล่าว เป็นจุดที่มีทางมีความเสียหายค่อนข้างหนักมาก ลำบากต่อการดำเนินการ จึงอาจต้องใช้เวลาในการปรับปรุง ซึ่งในวันที่ 11 มกราคม 2560 นี้ หากสภาพอากาศดี ฝนหยุดตก จะช่วยให้สามารถทำงานได้คล่องตัวขึ้น  ประกอบกับการรถไฟฯ ยังได้มีการระดมกำลังคนและเครื่องมือเข้ามาเพิ่มเติม เพื่อเร่งซ่อมแซมทางเป็นการด่วน เพื่อแก้ไขทางให้แล้วเสร็จ และสามารถกลับมาเปิดให้บริการแก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด ซึ่งประเมินว่าน่าจะสามารถเปิดทางได้ในวันที่ 12 มกราคม 2560

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในทางภาคใต้ ประจำวันที่ 11 มกราคม 2560 ยังพบว่า มีน้ำท่วมสูงหลายจุด ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร การรถไฟฯ จึงเปิดให้บริการเดินรถได้ถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์เท่านั้น และขอแจ้งการปรับเปลี่ยนและงดให้บริการเดินรถบางขบวน พร้อมปรับเปลี่ยนสถานีต้นทางปลายทางในเส้นทางสายใต้ ดังนี้

เที่ยวไปขบวนรถไฟฟรีที่ 261 กรุงเทพ-หัวหิน (สามารถเดินรถได้ตามปกติ) ขบวนรถด่วนพิเศษดีเซลรางที่ 43 กรุงเทพ-สุราษฎร์ธานี (สามารถเดินรถได้ถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์) ขบวนรถด่วนพิเศษดีเซลรางที่ 39 กรุงเทพ-สุราษฎร์ธานี (สามารถเดินรถได้ถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์) ขบวนรถไฟฟรีที่ 251 ธนบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ (สามารถเดินรถได้ตามปกติ) ขบวนรถไฟฟรีที่ 255 ธนบุรี-หลังสวน (สามารถเดินรถได้ถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์)

ส่วนเที่ยวกลับขบวนรถไฟฟรีที่ 262 หัวหิน-กรุงเทพ (สามารถเดินรถได้ตามปกติ) ขบวนรถด่วนพิเศษดีเซลรางที่ 44 สุราษฎร์ธานี-กรุงเทพ (สามารถให้บริการได้จากสถานีประจวบคีรีขันธ์-กรุงเทพ) ขบวนรถด่วนพิเศษดีเซลรางที่ 40 สุราษฎร์ธานี-กรุงเทพ (สามารถเดินรถได้จากสถานีประจวบคีรีขันธ์-กรุงเทพ) ขบวนรถไฟฟรีที่ 252 ประจวบคีรีขันธ์-ธนบุรี (สามารถเดินรถได้ตามปกติ) ขบวนรถไฟฟรีที่ 256 หลังสวน-ธนบุรี (สามารถเดินรถได้จากสถานีประจวบคีรีขันธ์-กรุงเทพ)

สำหรับขบวนที่เหลือได้งดการให้บริการเดินรถทั้งหมด จนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมลดลง และปรับปรุงเส้นทางแล้วเสร็จ โดยผู้โดยสารที่จองตั๋วล่วงหน้าไปยังจังหวัดต่างๆ ทางภาคใต้แล้ว สามารถติดต่อเพื่อขอคืนเงินค่าโดยสารได้เต็มราคา และในช่วงนี้การรถไฟฯ ขอแจ้งว่า จะไม่มีบริการขนถ่ายผู้โดยสารต่อทางรถยนต์ เนื่องจากเส้นทางถนนมีน้ำท่วมสูงเช่นกัน ขณะเดียวกัน ขอความร่วมมือให้ผู้โดยสารที่มีความประสงค์เดินทางในเส้นทางรถไฟสายใต้ ให้ตรวจสอบและติดต่อสอบถามรายละเอียดเป็นระยะ ก่อนเดินทางได้ที่สายด่วนโทร 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

บางกอกแอร์เวย์ส ร่วมซับน้ำตาชาวใต้ ลดค่าตั๋ว 790บาท/ที่นั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ม.ค. 2560 16:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833514


สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ร่วมใจช่วยชาวใต้ เปิดขายบัตรโดยสารราคาพิเศษเที่ยวละ 790 บาทต่อที่นั่ง เฉพาะ 6 เส้นทางหลักลงภาคใต้ ตั้งแต่วันนี้-15 มกราคม 2560 และใช้เดินทางได้ตั้งแต่วันนี้-31 มกราคม 2560…เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2560 กัปตันพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เผยว่า สายการบินบางกอกแอร์เวย์สร่วมใจช่วยชาวใต้ เปิดขายบัตรโดยสารราคาพิเศษเที่ยวละ 790 บาท (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีสนามบิน) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่มีความประสงค์จะเดินทางไปยังภาคใต้ โดยผู้โดยสารสามารถทำการสำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันนี้-15 มกราคม 2560 และใช้เดินทางได้ตั้งแต่วันนี้-31 มกราคม 2560 โดยสำรองที่นั่งผ่านทางเว็บไซต์ สำนักงานขายบัตรโดยสารบางกอกแอร์เวย์สทั่วประเทศ และศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า (Call Center) โทร. 1771 หรือ 02 270 6699 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยโปรโมชั่นราคาพิเศษร่วมใจช่วยชาวใต้นี้ จะมีเฉพาะในเส้นทางบิน (ไป-กลับ) ระหว่าง กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)-สมุย กรุงเทพฯ-กระบี่ กรุงเทพฯ-ภูเก็ต, พัทยา(อู่ตะเภา)-สมุย, พัทยา(อู่ตะเภา)-ภูเก็ต และ ภูเก็ต-หาดใหญ่ เท่านั้น.

 

หอการค้า คาดส่งออกไทยปี 60 โต 2.8% แต่ห่วงทรัมป์ ทำสินค้าจีนทะลักไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ม.ค. 2560 16:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833466


ม.หอการค้าไทย ห่วงนโยบาย “ทรัมป์” ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ทำสินค้าจีนไหลทะลักตีตลาดไทย-อาเซียน แนะไทยเร่งเพิ่มมาตรฐานสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ แทน พร้อมคาดส่งออกไทยปี 60 ส่งสัญญาณฟื้นตัว มีโอกาสบวก 2.8% …วันที่ 11 ม.ค. 60 นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เป็นห่วงนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ ที่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าและบริการจากจีนเพิ่มเป็น 45% เพราะหากจีนส่งสินค้าออกไปยังสหรัฐฯ ได้ลดลง มีโอกาสที่สินค้าเหล่านั้นจะไหลทะลักกลับเข้ามาตีตลาดในไทยและอาเซียนได้ โดยสินค้าที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่จีนส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลง คือ ยางพาราและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ส่วนสินค้าที่จะได้รับผลกระทบทางอ้อมคือ เครื่องจักรไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องจักร/เครื่องกล หากสหรัฐฯ ใช้นโยบายนี้จริง ไทยต้องเร่งพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐาน เพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ให้มากขึ้นแทน

ขณะเดียวกัน จากนี้ไปจะเริ่มเห็นโรงงานจีนย้ายฐานการผลิตเข้ามาลงทุนในอาเซียนมากขึ้น เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐฯ ประกอบกับการที่ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ที่มีสหรัฐฯ เป็นแกนนำหลักอาจต้องล้มเลิกไป จะทำให้สินค้าจากจีนเข้ามาเล่นตลาดในเอเชียและอาเซียนมากขึ้น

“ส่วนแบ่งตลาดส่งออกของไทยในปี 60 โครงสร้างจะมีการปรับเปลี่ยน มีทั้งที่เพิ่มและลด โดยตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และเป็นความหวังของการส่งออกไทยในปีนี้คือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อาเซียนเก่า 5 ประเทศ (มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บรูไน และสิงคโปร์) และซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ขณะที่ตลาดสหภาพยุโรป (อียู) อินเดีย และจีน มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะจีน ที่ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 นับตั้งแต่ปี 57”

อย่างไรก็ตาม มองแนวโน้มการส่งออกของไทยในปี 60 ส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 คาดว่ามีโอกาสสูงที่จะขยายตัวอยู่ที่ 2.8% หรือมีมูลค่าการส่งออกรวมอยู่ที่ 218,403–224,635 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเฉลี่ย 221,583 ล้านเหรียญฯ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัว ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้นฉุดให้ค่าเงินบาทอ่อนลง ซึ่งเป็นผลดีต่อการส่งออก ราคาน้ำมันที่เริ่มขยับขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้น รวมถึงมูลค่าการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนที่มีแนวโน้มขยายตัว 7.4% หรือราว 741,000 ล้านบาท

ขณะที่เศรษฐกิจไทยปีนี้ มองว่าจะขยายตัวได้ 3.3% จากปี 59 ที่ขยายตัว 3.2% หลังได้รับอานิสงส์การลงทุนภาครัฐเป็นหลัก และการท่องเที่ยวที่ยังดีอยู่ แต่การลงทุนภาคเอกชนยังช้าอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องกระตุ้น และจูงใจให้ภาคเอกชนกลับมาลงทุนให้มากขึ้น.

 

แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมใต้ระยะยาว คาดความเสียหายกว่า 2 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ม.ค. 2560 16:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833469


ม.หอการค้าไทย คาด น้ำท่วมภาคใต้ สร้างความเสียหาย 15,000-20,000 ล้านบาท แต่เชื่อไม่กระทบเศรษฐกิจโดยรวม แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมใต้ระยะยาวเมื่อวันที่ 11 ม.ค.60 นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เราได้ประเมินผลกระทบความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ น่าจะมีมูลค่าความเสียหาย 15,000-20,000 ล้านบาท ผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ เกษตรกร นักท่องเที่ยว โรงงาน และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ โดยะบบโลจิสติกส์ ที่เป็นกระบวนการขนส่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก และต้องใช้ระยะเวลาเยียวยาให้กลับมาเหมือนเดิม

ส่วนสินค้าได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ยางพารา แม้ว่าขณะนี้บางพื้นที่น้ำเริ่มลดแล้ว แต่ยังเป็นห่วงประจวบคีรีขันธ์ เพราะน้ำยังสูงอยู่ คาดว่า ภายใน 1-2 เดือน สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย และกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้ ภาครัฐต้องเร่งฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เป็นการเร่งด่วน เพราะไม่มีสินค้าอุปโภค บริโภค น้ำดื่ม รวมถึงต้องดูแลภาคเกษตร เร่งซ่อมแซมถนนที่เสียหาย เพราะมีผลโดยตรงต่อโลจิสติกส์ และการขนส่งสินค้า ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม ต้องเร่งเยียวยาเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) รวมภาคการท่องเที่ยวด้วย ที่ต้องเร่งฟื้นฟูให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว แต่มั่นใจว่า จะไม่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมแน่นอน

“ปัญหาน้ำท่วม มองว่ากระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมของไทยน้อยมาก หรืออาจไม่กระทบเลย ส่วนค่าเสียหายที่ประเมินไว้ 15,000-20,000 ล้านบาท ไม่น่าจะมากกว่านี้ คาดว่าปัญหาที่เกิดขึ้น จะลากยาวอยู่ 1-2 เดือน กว่าจะฟื้นตัวได้เป็นปกติ”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐตระหนัก คือ การลงทุนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ระยะยาว โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น โครงการแก้มลิงตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะพื้นที่ภาคใต้เกิดน้ำท่วมทุกปี อีกทั้ง ยังมีสิ่งปลูกสร้างที่ขวางทางน้ำจำนวนมาก หากไม่ได้รับการแก้ไขจะเกิดเป็นปัญหาที่กระทบต่อเศรษฐกิจแบบนี้ทุกปี.

 

กกจ. เตรียมส่งรถจัดหางานเคลื่อนที่ เข้าช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมมีงานทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ม.ค. 2560 15:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833394


กกจ. อำนวยความสะดวกให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ใน 11 จังหวัด เตรียมจัดรถบริการจัดหางานเคลื่อนที่เข้าไปให้บริการ พร้อมระบุตำแหน่งว่างในจังหวัด เพื่อเป็นทางเลือกลำดับแรกสำหรับผู้ต้องการหางานในท้องถิ่น…วันที่ 11 ม.ค. 60 นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวว่า ตามที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหนักในหลายจังหวัดภาคใต้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.กระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้กรมการจัดหางานประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทราบข้อมูลประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมจนไม่สามารถจะประกอบอาชีพการเกษตรได้ตามปกติ และต้องการจะประกอบอาชีพเสริมหรือทำงานในสถานประกอบการภายหลังจากน้ำลด โดยเน้นช่วยเหลือให้ผู้ประสบภัยได้มีอาชีพ มีงานทำในท้องถิ่นของตนเองภายหลังน้ำลดให้เร็วที่สุด

กรมการจัดหางาน ได้ให้สำนักงานจัดหางานจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม ใน 11 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง นราธิวาส ยะลา สงขลา ปัตตานี ตรัง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร ระนอง และประจวบคีรีขันธ์ ให้ความช่วยเหลือโดยการจัดหางานที่เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถ และความต้องการของผู้สมัครงาน โดยในเบื้องต้นมีตำแหน่งงานรองรับ 39,198 อัตรา เช่น แรงงานในภาคการผลิต พนักงานจัดส่งสินค้า พนักงานขับรถ ช่างไฟฟ้า

สำหรับตำแหน่งงานว่างในจังหวัดภาคใต้ ที่ได้รับแจ้งจากสถานประกอบการ มีจำนวน 2,168 อัตรา อาทิ พนักงานขาย แรงงานด้านการผลิต พนักงานขับรถ ช่างไฟฟ้า พนักงานธุรการ พนักงานบัญชี นอกจากนั้นได้ให้คำแนะนำและส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ พร้อมสนับสนุนการรับงานไปทำที่บ้าน โดยมีกองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้านให้กู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

นอกจากนี้ จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประสบภัย โดยจัดรถบริการจัดหางานเคลื่อนที่ (Mobile Unit) เข้าไปให้บริการยังหมู่บ้านหรือชุมชน โดยเตรียมตำแหน่งงานว่างในจังหวัดหรือในจังหวัดใกล้เคียง เพื่อเป็นทางเลือกในลำดับแรกสำหรับผู้ต้องการจะทำงานในท้องถิ่นของตนเอง นอกจากนั้น ผู้สนใจสมัครงานยังสามารถสมัครงานผ่าน Smart Job Center Application By Smartphone ได้ทุกที่ทุกเวลา

ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด หรือโทรสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694 สำหรับลูกจ้างที่ประสบภัย สอบถามข้อมูลการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายได้ที่ สายด่วนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โทร. 1546

 

บอร์ด กทค.สั่งค่ายมือถือคิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาที-นาที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ม.ค. 2560 15:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833378


ที่ประชุมบอร์ด กทค. มีมติให้โอเปอเรเตอร์ทุกราย เพิ่มเงื่อนไขโปรโมชั่นอัตราค่าบริการ คิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาที และนาที อย่างละ 50% บังคับใช้ทันที ด้าน ทีโอที แจงเน็ตล่มวานนี้เหตุเพราะน้ำท่วม อ.บางสะพาน ทำไฟเบอร์ออปติกขาด…เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2560 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. มีมติ 3 ต่อ 1 เสียง ให้ทบทวนมติคณะกรรมการ กทค. ครั้งที่ผ่านมา และมีมติให้โอเปอเรเตอร์ เพิ่มเงื่อนไขโปรโมชั่นต่างๆ โดยคิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาที ร้อยละ 50 และให้คิดค่าโทรตามจริงเป็นนาที ร้อยละ 50 เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชน โดยมีผลบังคับใช้ทันที ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช.จะติดตามประเมินผล ภายใน 6 เดือน หากโอเปอเรเตอร์ไม่ดำเนินการจะมีโทษทางปกครองตั้งแต่ เตือน ปรับ พักใช้ และสูงสุดเพิกถอนใบอนุญาต

นอกจากนี้ ยังมีมติให้ส่งเรื่องถามทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. และกระทรวงการคลัง เพื่อสอบถามมติของ กทค. กรณีการตรวจสอบเงินนำส่งรายได้แผ่นดินจากการให้บริการช่วงประกาศมาตรการเยียวยาฯ บนคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์และย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์อีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ ส่งรายละเอียดไปแล้ว แต่ยังมีข้อสงสัยอยู่ โดยจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 หรือ 30 วัน ก่อนเสนอเข้ามายังคณะกรรมการ กทค. เพื่อพิจารณาอีกครั้ง

ขณะที่ปัญหาการใช้งานอินเทอร์เน็ต ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่ใช้งานในการเชื่อมต่อ และออกเว็บต่างประเทศไม่ได้ นานกว่า 10 ชั่วโมงวานนี้ (10 ม.ค.) นั้น เบื้องต้น นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที ชี้แจงว่า เกิดจากเหตุฝนตกอย่างหนัก เกิดอุทกภัยที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเหตุให้สะพานขาดและได้มีการซ่อมแซมสะพาน ส่งผลกระทบต่อสายไฟเบอร์ออปติกของทีโอทีขาด กระทบต่อการใช้บริการอินเทอร์เน็ต โดยล่าสุด ทีโอที ได้เร่งดำเนินการแก้ไข คาดว่าจะกลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้ว

 

บิ๊กซี เชิญพี่น้องชาวไทย ร่วมโครงการ “ห้างคนไทย สู้ภัยน้ำท่วมเพื่อพี่น้องชาวภาคใต้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 11 ม.ค. 2560 14:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833305


ร่วมใจบริจาคเงินช่วยพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

บมจ. บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ – บิ๊กซี ห้างคนไทย ในกลุ่มบริษัทบีเจซี จัดโครงการ “บิ๊กซี ห้างคนไทย สู้ภัยน้ำท่วมเพื่อพี่น้องชาวภาคใต้” เชิญชวนประชาชนชาวไทยร่วมใจกันช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้อยู่ในขณะนี้ โดยร่วมกันบริจาคเงินสนับสนุนโครงการช่วยเหลือพี่น้องชาวภาคใต้ ณ จุดรับบริจาคที่บิ๊กซีและบิ๊กซีเอ็กซ์ตร้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2560 เป็นต้นไป

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บิ๊กซีในฐานะห้างคนไทย ซึ่งยึดถือหัวใจของลูกค้าเป็นหลักสำคัญ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือพี่น้องชาวภาคใต้ที่ประสบวิกฤติอุทกภัยอยู่ขณะนี้ โดยได้จัดตั้งโครงการ “บิ๊กซี ห้างคนไทย สู้ภัยน้ำท่วมเพื่อพี่น้องชาวภาคใต้” เป็นสื่อกลางในการระดมเงินทุมเพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวภาคใต้ โดยตั้งจุดรับบริจาคเพื่อรวบรวมกำลังเงินจากทุกพื้นที่จากประชาชนผู้มีจิตศรัทธา สามารถร่วมบริจาคได้ ณ จุดรับบริจาคที่บิ๊กซีกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ โดยบิ๊กซียังเปิดสาขาตั้งจุดรับบริจาคข้าวของเครื่องใช้ และถุงยังชีพในพื้นที่ประสบภัย ณ บิ๊กซีภาคใต้ทั้ง 18 สาขา ดังนี้

บิ๊กซี และ บิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า

• บิ๊กซี สุราษฎร์ธานี
• บิ๊กซี หาดใหญ่ 1
• บิ๊กซี ภูเก็ต 1
• บิ๊กซี ปัตตานี
• บิ๊กซี กระบี่
• บิ๊กซี นครศรีธรรมราช
• บิ๊กซี สตูล
• บิ๊กซี ตรัง
• บิ๊กซี นาทวี
• บิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า หาดใหญ่ 2
• บิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า ภูเก็ต 2 (จังซีลอน)

บิ๊กซีมาร์เก็ต

• บิ๊กซีมาร์เก็ต พังงา
• บิ๊กซีมาร์เก็ต เทพกระษัตรี
• บิ๊กซีมาร์เก็ต กมลา
• บิ๊กซีมาร์เก็ต สิชล
• บิ๊กซีมาร์เก็ต ระโนด
• บิ๊กซีมาร์เก็ต ตะกั่วป่า
• บิ๊กซีมาร์เก็ต บ้านตาขุน

“บิ๊กซี ในฐานะคนไทยด้วยกัน เราพร้อมอย่างยิ่งที่จะให้การช่วยเหลือ และอยู่เคียงข้างประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤติอุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคใต้ครั้งนี้ และขอเป็นตัวแทนของพี่น้องชาวภาคใต้ ขอขอบพระคุณน้ำใจจากทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ศิลปิน และลูกค้าทุกท่านที่ร่วมกันสนับสนุนให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี” นายอัศวิน กล่าวในตอนท้าย

 

‘สมคิด’ มั่นใจ GDP ปีนี้โตกว่า 3-4% เร่งผลักดันโครงการขนาดใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ม.ค. 2560 13:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833261


สมคิด มั่นใจ GDP ปีนี้โตได้เกินกว่า 3-4% รับปัจจัยจาก ศก. ประเทศใหญ่เริ่มฟื้นตัว หนุนส่งออก-ราคาสินค้าเกษตร พร้อมเร่งลงทุนโครงการใหญ่-ผลักดันโครงการพัฒนา EEC-จัดสรรงบกลางลงสู่จังหวัด ส่วนศก. สหรัฐฯ มองว่าดีขึ้น หลังเปลี่ยนแปลงนโยบายประธานาธิบดีคนใหม่ …เมื่อวันที่ 11 ม.ค. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มั่นใจว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทย GDP ปีนี้ มีโอกาสโตได้เกินกว่า 3-4% จากการเดินหน้าการปฎิรูปด้านต่างๆ และการวางรากฐานในปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยที่จะเอื้อทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ต่อเนื่อง มาจากการที่เศรษฐกิจประเทศใหญ่เริ่มฟื้นตัว ซึ่งส่งผลดีต่อการส่งออก รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้น และการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มที่ นอกจากนั้น รัฐบาลยังจัดเตรียมงบประมาณบูรณาการในระดับจังหวัด โดยใช้งบกลางจำนวน 1 แสนล้านบาท ในการกระจายงบไปตามกลุ่มจังหวัด

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้รัฐบาลมีหน้าที่ในการสร้างสรรค์และผลักดันทำให้ทุกโครงการเกิดความยั่งยืน ซึ่งจะลงไปตรวจการบ้านในแต่ละโครงการให้มากยิ่งขึ้นเพื่อกระตุ้นการทำงาน ส่วนโครงการขนาดใหญ่ นายกรัฐมนตรีให้มีการทำงานผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดอง โดยในวันพฤหัสบดีนี้ (12 ม.ค.) นายกรัฐมนตรีจะเรียกประชุมเพื่อผลักดันโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และการจัดสรรงบกลางลงสู่ระดับจังหวัด

ขณะที่ ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปีนี้ ประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะดีขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ โดยเชื่อว่าจะมีผลบวกในช่วงระยะแรก ส่วนเศรษฐกิจจีนมีเสถียรภาพอยู่แล้ว หากไม่มีสิ่งใดมากระทบมากเชื่อว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งจีนมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใน เน้นให้เกิดสตาร์ทอัพในประเทศมากขึ้นด้วย ส่วนเศรษฐกิจยุโรปแม้ว่ายังไม่ดี แต่เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อไทยมาก

 

ปตท. “รวมพลัง ช่วยผู้ประสบภัยภาคใต้” เร่งมอบถุงยังชีพ น้ำดื่ม บรรเทาทุกข์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 11 ม.ค. 2560 12:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833174


ร่วมดีลเลอร์เปิดสถานีบริการน้ำมันให้ที่พัก บริจาคสิ่งของ ยืนยันน้ำมันไม่ขาดแคลน พร้อมดูแลความมั่นคงทางพลังงานภาคใต้นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า วันนี้ (10 ม.ค.) ปตท. ได้จัดพิธีส่งมอบความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ณ อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ โดยมี พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธี มอบถุงยังชีพ จำนวน 2,000 ถุง เพื่อส่งไปยังคลังปิโตรเลียมสุราษฎร์ธานี สำหรับแจกจ่ายให้กับผู้ประสบอุทกภัย โดยตั้งเป้าบริจาคทั้งสิ้น 10,000 ถุง มูลค่ารวม 5,500,000 บาท อีกทั้ง ยังได้บริจาคน้ำดื่มจำนวน 150,000 ขวด มูลค่ารวม 1,000,000 บาท เพื่อบรรเทาทุกข์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในครั้งนี้ นอกจากนี้ มีแผนซื้อข้าวจากชาวนาจำนวน 100 ตัน ส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่ต้องการ

ขณะเดียวกัน มอบหมายหน่วยงานของ ปตท. ในพื้นที่ประสบภัย ได้แก่ คลังปิโตรเลียม โรงแยกก๊าซฯ เป็นศูนย์กระจายความช่วยเหลือ เร่งบรรจุและมอบถุงยังชีพบรรเทาความเดือดร้อน ชักชวนผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ให้ที่พักชั่วคราว รับบริจาคสิ่งของ จัดเตรียมน้ำดื่ม ข้าวกล่อง ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง เป้าหมาย 100 สถานี ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อีกทั้ง บริษัทในกลุ่ม ปตท. ยังสนับสนุนถุงยังชีพ และกลุ่ม PTT Group Seal ได้ร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในจังหวัดนครศรีธรรมราช นอกจากนั้น กลุ่ม ปตท. ได้จัดเตรียมงบประมาณวงเงิน 30,000,000 บาท เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน สำหรับบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบภัยภาคใต้อีกด้วย

ทั้งนี้ เมื่อทราบข่าวการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ผู้บริหารและพนักงานบริษัท ปตท.ที่ปฏิบัติงาน ณ อาคารสำนักงานใหญ่ ถ.วิภาวดีรังสิต ได้ร่วมเป็นจิตอาสาในนามชมรม “พลังไทยใจอาสา” บริจาคเงินส่วนตัว ร่วมบรรจุถุงยังชีพ เพื่อนำมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นการเร่งด่วน โดยทยอยส่งมอบถุงยังชีพมาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์อุทกภัย

ที่ผ่านมา ปตท. ได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศในเหตุการณ์ภัยแล้ง อุทกภัย วาตภัย ภัยหนาวและภัยพิบัติต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 ที่ผ่านมา ปตท. ได้ช่วยเหลือภัยพิบัติต่างๆ มูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท

“นอกจากนี้ ปตท. ยังดูแลการจัดส่งน้ำมันและก๊าซแอลพีจีให้กับภาคใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ขาดแคลนในยามวิกฤติ ให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีความเข้มแข็ง สามารถเดินหน้าพัฒนางานต่อไปได้” นายเทวินทร์ กล่าวในตอนท้าย

 

ก.แรงงาน ติดดาวคุณภาพแรงงาน 591 คน สร้างมั่นใจนายจ้าง-ผู้ใช้บริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ม.ค. 2560 12:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/833193


กระทรวงแรงงาน ประเดิมติดดาวคุณภาพแรงงาน 591 คน ตามโครงการ “แรงงานติดดาว” สร้างความมั่นใจนายจ้าง ผู้ใช้บริการ พร้อมรองรับไทยแลนด์ 4.0 …วันที่ 11 ม.ค. 60 พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวหลังเป็นประธานเปิดโครงการ “แรงงานติดดาว” และมอบเครื่องหมายดาวเงิน 6 แฉก ติดหน้าอกเสื้อผู้ผ่านมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ 591 คน ว่า มาตรฐานฝีมือเป็นสิ่งสำคัญ ด้านการพัฒนากำลังคนการติดดาวเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพแรงงาน ก็เพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจในการพัฒนาทักษะฝีมือของแรงงานให้ได้มาตรฐาน รวมถึงการได้รับอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ควบคู่ไปกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศรองรับไทยแลนด์ 4.0 เพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งแรงงานจะต้องมีความรู้ความสามารถและมีทักษะสูงอย่างครอบคลุมในทุกระดับ สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่จะมีการปฏิรูปโครงสร้าง วางรากฐานประเทศทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคง

สำหรับหัวใจสำคัญ คือ คน แรงงานจึงต้องมีความรู้ ความสามารถ มีทักษะสูง สามารถปรับตัวเข้ากับการทำงานยุคใหม่ได้ โดยมุ่งเน้นกำลังคนทุกระดับต้องได้รับการพัฒนา นำศักยภาพที่มีมาใช้สูงสุดทั้งต่อตนเอง และภาพรวมของประเทศ โดยนายจ้างหรือผู้ประกอบการ สามารถใช้การติดดาว เป็นเครื่องมือในการคัดเลือกบุคลากรที่มีทักษะความรู้ ตระหนักในหลักความปลอดภัยในการทำงาน เข้าปฏิบัติงานในองค์กร หรือใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งหรือให้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม โดยไม่ต้องใช้ระบบการต่อรอง ทำให้ลดข้อพิพาทแรงงานได้

“การพัฒนาคนให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ มีประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งนายจ้าง และลูกจ้าง ถ้าสถานประกอบการต่างๆ เข้าสู่การทดสอบ นายจ้างจะได้ใช้มาตรฐานฝีมือในการเลือกคนดีมีฝีมือทำงาน และใช้เป็นหลักประกันในการปรับตำแหน่ง ปรับเงินเดือนตามความเหมาะสม ขณะที่ลูกจ้างจะได้พัฒนาตัวเองสูงขึ้น ประเทศก็จะได้ประโยชน์ ในการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน ให้แข่งขันกับประเทศอื่นได้”

ด้าน นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า การพัฒนาคนเพื่อรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่จะมาขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ด้วยนวัตกรรม ปัญญาและเทคโนโลยี โดยจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างคนไทย 4.0 มารองรับการพัฒนาทักษะกำลังแรงงานจึงจำเป็นและสำคัญ แรงงานต้องมีความรู้และทักษะสูงขึ้น สามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ การยกระดับฝีมือแรงงานไทย จึงใช้มาตรฐานฝีมือแรงงานมาเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนากำลังคน มีการออกประกาศและหลักเกณฑ์ในหลายรูปแบบ อาทิ อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานเพื่อประกอบการประเมินความรู้ความสามารถของผู้ประกอบอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ ปัจจุบันกำหนดแล้วคือ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร

ทั้งนี้ เพื่อผลักดันให้แรงงานเข้าสู่กระบวนการทดสอบฯ ซึ่งก่อให้เกิดการยกระดับฝีมือและมีรายได้ที่สูงขึ้นตามอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อเป็นการจูงใจให้แรงงานได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาตนเองให้มีมาตรฐานตามที่กำหนดไว้ในงานอาชีพ และส่งเสริมให้นายจ้างหรือผู้ประกอบการ ตระหนักถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการจ้างแรงงานกลุ่มนี้ จึงจัดพิธีมอบเครื่องหมาย “ดาวเงิน 6 แฉก” ให้กับแรงงานที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ระดับ 1 ซึ่งจะติดไว้บนอกเสื้อ สามารถมองเห็นได้ชัดเจน โดยผู้ที่ได้รับการติดดาวมาจาก 3 พื้นที่ คือ กรุงเทพฯ ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา ในหลายบริษัทและสถาบันการศึกษาต่างๆ ส่วนใหญ่ทำงานในสาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร สำหรับผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานที่อยู่ในแต่ละจังหวัด สถาบัน/สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน จะดำเนินการมอบสัญลักษณ์ ดาวเงิน 6 แฉก ให้กับผู้ที่ผ่านมาตรฐานในระดับต่างๆ