พบคนต่างด้าวทำงานในภาคก่อสร้าง เกษตรกรรม และงานซักรีดมากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 พ.ย. 2559 02:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792982

 

อธิบดีกรมการจัดหางาน เผยคนต่างด้าวขอรับใบอนุญาตทำงาน 2.7 หมื่นคน พบที่เชียงใหม่ กรุงเทพฯ เชียงราย มากที่สุด โดยงานที่ทำส่วนใหญ่เป็นก่อสร้าง เกษตรกรรม และงานซักรีดเสื้อผ้า

เมื่อวันที่ 24 พ.ย.59 นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีประกาศให้คนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน และได้รับการผ่อนผันเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงบุตรที่เกิดในประเทศไทย และคนต่างด้าวที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติไทยตามกฎหมายสัญชาติ ให้สามารถทำงานได้ตามความรู้ ความสามารถได้ทุกประเภทงาน หากประสงค์จะทำงานจะต้องยื่นขอรับใบอนุญาตทำงาน

โดยมีขึ้นตอนดังนี้ 1. ขออนุญาตออกนอกเขตพื้นที่ โดยในเขตท้องที่กรุงเทพฯ แจ้งความจำนงยื่นคำขอต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย สำหรับในท้องที่จังหวัดอื่น กรณีออกนอกเขตจังหวัดให้ไปแจ้งความจำนง โดยยื่นคำขอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอหรือปลัดอำเภอหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ณ ที่ทำการปกครองอำเภอ

2. ยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงาน (ต.ท.7) พร้อมเอกสาร เช่น สำเนาเอกสารรับรองวุฒิการศึกษา หรือหนังสือรับรองของผู้เคยเป็นนายจ้างว่ามีความรู้ ประสบการณ์เหมาะสมกับงานที่ขอรับใบอนุญาต หนังสือรับรองการจ้าง ใบรับรองแพทย์ แผนที่แสดงที่ตั้งของสถานที่ทำงาน สำเนาบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือ สำเนาบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน สำเนาหนังสืออนุญาตให้ออกนอกเขตที่พักอาศัย รูปถ่ายขนาด 3X4 เซนติเมตร เป็นต้น

ทั้งนี้จะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมการทำงานของคนต่างด้าว แต่เรียกเก็บได้เฉพาะค่าธรรมเนียมการยื่นคำขอ จำนวน 100 บาท ยื่นขออนุญาตทำงานได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่

นายสิงหเดช กล่าวว่า จากข้อมูลเดือน ก.ย.59 คนต่างด้าวกลุ่มนี้ ได้รับอนุญาตทำงานจำนวน 27,451 คน ประเภทอาชีพที่ได้รับอนุญาตทำงานมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ งานกรรมกร งานทำสวนผักและผลไม้ งานซักรีดเสื้อผ้า โดยจังหวัดที่มีคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ เชียงใหม่ กรุงเทพฯ และเชียงราย

 

พาณิชย์ ลงพื้นที่กาฬสินธุ์ พอใจมาตรการรัฐ ดันราคาข้าวหอมมะลิขยับขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 20:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792721

 

รมช.พาณิชย์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาข้าวที่กาฬสินธุ์ เผยราคาข้าวเปลือกหอมมะลิขยับขึ้น อยู่ที่ตันละ 10,500-11,000 บาท หลังรัฐออกมาตรการดึงราคา ประกอบกับคนไทยช่วยซื้อข้าว แต่โรงสี หวั่นราคาอาจลดลงได้อีก หลังอากาศแปรปรวน ทำคุณภาพข้าวต่ำ …

วันที่ 24 พ.ย.59 นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาข้าวเปลือก ที่ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวว่า ขณะนี้ ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ตันละ 10,500-11,000 บาท จากก่อนหน้านี้ตันละ 8,000-8,500 บาท เพราะผลจากมาตรการรับจำนำยุ้งฉางของรัฐบาล ประกอบกับ กระทรวงพาณิชย์ เร่งผลักดันการส่งออก รวมถึงหลายหน่วยงาน ช่วยกันสั่งซื้อตรงจากกลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์ ทำให้ปริมาณข้าวในตลาดลดลงมาก พ่อค้าจึงเข้ามาแย่งซื้อ เชื่อว่า แนวโน้มราคาจะสูงขึ้นอีกแน่นอน

ด้าน นายวิชัย ศรีนวกุล อดีตอุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย และประธานชมรมโรงสีข้าวภาคอีสาน กล่าวว่า ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิในสัปดาห์นี้ ยังทรงตัวต่อจากสัปดาห์ก่อน และวิตกว่า ราคาอาจลดลงได้อีก เพราะภาวะอากาศที่แปรปรวนจากร้อนสลับฝนตก ทำให้คุณภาพข้าวเปลือกด้อยลง เมื่อสีแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสารแล้ว ได้ต้นข้าว หรือเมล็ดข้าวสารน้อย ทำให้ราคารับซื้อไม่ดีนัก แม้ความชื้นดีขึ้นไม่เกิน 20-22% ราคารับซื้อจึงได้เพียงตันละ 8,500-9,000 บาท คงต้องรอดูภาวะอากาศอีก 4-5 วัน หากยังไม่ดีขึ้น อาจกระทบต่อราคาข้าวเปลือกแน่นอน

สำหรับราคาข้าวสารหอมมะลิยังดีอยู่ที่ตันละ 19,000-20,000 บาท เพราะคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพื่อสต๊อกข้าวช่วงปีใหม่ถึงตรุษจีนเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ส่งออกหาซื้อข้าวเพิ่มเพื่อส่งออกให้ทันเดือน ธ.ค.นี้ จึงการแย่งซื้อข้าวสาร ประกอบกับ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 30-40 สตางค์/เหรียญสหรัฐฯ เฉลี่ยมาอยู่ที่ 35.50 บาท/เหรียญสหรัฐฯ หรือส่งออกข้าวได้เงินบาทเพิ่มขึ้นตันละ 300 บาท ส่วนข้าวเปลือกเหนียวแนวโน้มราคายังดีและราคาเกินตันละ 11,000 บาท

ส่วนราคาข้าวขาว (5%) ขยับขึ้นจากตันละ 10,800-11,000 บาทสัปดาห์ก่อน มาเป็นตันละ 11,500-11,800 บาท เพราะตลาดมีความต้องการสูง และแย่งกันซื้อ ทำให้ปริมาณข้าวออกสู่ตลาดลดลง ส่วนหนึ่งอาจเพราะชาวนานำข้าวมาตากแห้งเพื่อเข้าร่วมโครงการจำนำยุ้งฉางของรัฐบาล

ขณะที่ นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ อดีตเลขาธิการสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า ราคาข้าวทุกชนิดปรับตัวดีขึ้น หลังราคาลงไปถึงจุดต่ำสุดแล้ว แต่เป็นห่วงว่า มาตรการดูดซับผลผลิตออกสู่ตลาดจะทำให้คุณภาพข้าวลดลง ซึ่งคุณภาพข้าวมีส่วนสำคัญต่อการกำหนดราคารับซื้อ ทำให้ชาวนาอาจไม่ได้ราคาสูงอย่างที่ควรจะได้รับ ขณะเดียวกันการชะลอขายข้าว ก็ทำให้ไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามา ตลาดจึงยังมีความไม่แน่นอนสูง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรเร่งรัดหาตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ เพราะข้าวชนิดอื่นมีตลาดในประเทศรองรับอยู่แล้ว

 

ขรก.แรงงาน รวมใจบวชถวายในหลวง ร.9 ตั้งเป้า 89 ยื่นสมัครเกิน 115 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 20:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792622

 

ขรก.แรงงาน รวมใจบวชถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง ร.9 ระหว่างวันที่ 3-17 ธ.ค. ที่วัดพระราม ๙ จากตั้งเป้าอุปสมบท 89 รูป มีผู้สมัครล้นเกิน 115 คน จนต้องปิดก่อนกำหนด เพราะวัดรับได้แค่ 95 คน…

วันที่ 24 พ.ย.59 นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงความตั้งใจอุปสมบทถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 3 ธ.ค. ว่า เป็นความตั้งใจร่วมกันของข้าราชการกระทรวงแรงงาน กลุ่มนายจ้าง และลูกจ้าง ที่จะร่วมกันอุปสมบท 89 รูป ตามโครงการ “แรงงานรวมใจอุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” โดยพิธีจะมีขึ้นในวันที่ 3 ธ.ค. ที่วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก นอกจากตนยังมีนายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายวิชัย คงรัตนชาติ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายสุทธิ สุโกศล ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน

ส่วนกลุ่มนายจ้างมี นายคงเกียรติ เจริญบุญวรรณ รองผู้ว่าการการประปานครหลวง รวมทั้งพนักงานจากสหภาพแรงงาน โตโยต้า ฮอนด้า ปตท.ฯลฯ หลังอุปสมบทจะไปปฏิบัติธรรมที่วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 4–17 ธ.ค.

นายสุเมธ กล่าวว่า มีคนแห่ยื่นความจำนงบวชจนล้นเกินจำนวน 89 คน โดยมีสมัครเข้ามาเกิน 115 คน แต่ทางวัดสามารถรับได้ที่ 95 คนเท่านั้น ค่าใช้จ่ายในการบวชคนละ 8,900 บาท มีกองทุนปัจจัยอนุเคราะห์ แต่เกือบทุกคนขอออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด เพราะต้องการทำถวายเพื่อแสดงความจงรักภักดี ความกตัญญูกตเวที และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ทุกคนต่างมีความรู้สึกถึงความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ในวันที่ท่านเสด็จสวรรคต กำลังประชุมข้าราชการ กสร.ที่ จ.เพชรบุรี ทุกคนได้ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่ร้องไม่ได้ ร้องไม่ออก เอาแต่ร้องไห้ กสร.ได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการสหกรณ์ ที่ทรงเคยมีพระราชดำรัส ว่า สหกรณ์คือ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นำมาปฏิบัติตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการช่วยเหลือลูกจ้าง จากเดิมตั้งเป้าปีละ 5 แห่ง ในปีนี้จะขยายเป็น 25 แห่ง จะมีลูกจ้างได้รับประโยชน์ 1.5 แสนคน รวมทั้งน้อมนำพระบรมราโชวาท เรื่องความสามัคคี มาใช้ผลักดันสร้างระบบแรงงานสัมพันธ์ เพื่อลดความขัดแย้งในการทำงานระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง.

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 6.25 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,490.11 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 17:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792837

 

หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 6.25 จุด เปลี่ยนแปลง -0.42% ดัชนีอยู่ที่ 1,490.11 จุด มูลค่าซื้อขาย 33,752.37 ล้านบาท …

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 24 พ.ย. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 6.25 จุด เปลี่ยนแปลง -0.42% ดัชนีอยู่ที่ 1,490.11 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 33,752.37 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

 

ดอนเมือง เปิดห้องนัดพบ อุปกรณ์ทันสมัย บริการผู้โดยสารรอขึ้นเครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 16:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792576

 

สนามบินดอนเมือง คุยลั่น! คนใช้บริการทะลัก คาดปี 60 หลังพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์เต็มอาคาร 2 รายได้เพิ่มขึ้น 10-15% ด้าน “มิราเคิล” บุกตลาด เปิดห้องนัดพบ Co-working Space ในสนามบิน ให้บริการอาหาร-เครื่องดื่ม ฟรีไวไฟ 200 บาท 2 ชั่วโมง เพิ่มทางเลือกให้ผู้โดยสาร ระหว่างรอขึ้นเครื่อง-เป็นจุดนัดพบทำงาน…

วันที่ 24 พ.ย.59 นายเพ็ชร ชั้นเจริญ ผู้อำนวยการสนามบินดอนเมือง เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิด Miracle Co-working Space หรือห้องนัดพบ ที่สนามบินดอนเมือง อาคาร 2 ว่า การเปิดให้บริการ Miracle Co-working Space ถือเป็น Co-working Space แห่งแรกในสนามบินดอนเมือง เป็นการตอบโจทย์ทุกการนัดหมายในสนามบินดอนเมืองอย่างลงตัว เพื่อพัฒนาการให้บริการ และเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้สนามบินดอนเมือง ตามนโยบายของบริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

อย่างไรก็ตาม การให้บริการบริการนี้ ถือเป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาเชิงพาณิชย์ในสนามบินดอนเมือง เนื่องจากขณะนี้สนามบินดอนเมืองได้มีแผนลงทุนสนามบินดอนเมืองเฟส 2-3 ตั้งแต่ปี 2560-2568 ทั้งการปรับปรุงเพิ่มพื้นที่เชิงพาณิชย์ในอาคาร 2 และปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร 1 ที่ให้บริการผู้โดยสารระหว่างประเทศ

นอกจากนั้น กลางปี 2560 สนามบินดอนเมือง ยังมีแผนที่จะเพิ่มอาคารจอดรถ เพื่อลดปัญหาการจราจร และที่จอดรถ ด้วยการจะทุบอาคารสำนักงานดอนเมืองที่ไม่ได้ใช้งาน บริเวณด้านทิศเหนือของสนามบิน เพื่อสร้างอาคารจอดรถ รองรับรถได้มากกว่า 1,000 คัน


ส่วนการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ในพื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสาร 2 ที่ให้บริการในประเทศนั้น คาดว่าในปี 60 จะมีร้านค้าเข้ามาดำเนินกิจการเต็มพื้นที่ ซึ่งในส่วนพัฒนาเชิงพาณิชย์มั่นใจว่า จะทำให้สนามบินดอนเมืองมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 10-15% หรือประมาณ 200 ล้านบาท/ปี ส่วนปริมาณการใช้บริการเข้า-ออก สนามบินดอนเมืองนั้นพบว่า มีมากกว่า 90,000-100,000 คน/วัน มีเที่ยวบินให้บริการที่สนามบินดอนเมืองกว่า 670 เที่ยวบิน/วัน

ส่วนกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายปราบทัวร์ศูนย์เหรียญนั้น ยอมรับว่าได้ส่งผลกระทบทำให้ปริมาณผู้โดยสารที่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนลดลง จากเดิมมีมากกว่า 10,000 คน/วัน พอมีนโยบายปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ เหลือเฉลี่ยเพียง 5,000 คน/วัน และล่าสุดเหลือเพียงไม่กี่ 100 คน/วันเท่านั้น



ด้าน นายอัศวิน อิงคะกุล ประธานกรรมการบริหาร มิราเคิล กรุ๊ป เปิดเผยว่า มิราเคิลได้เปิด Miracle Co-working Space หรือห้องนัดพบ พื้นที่กว่า 500 ตร.ม. บริเวณชั้น 4 อาคารผู้โดยสาร 2 สนามบินดอนเมือง เพื่อเป็นพื้นที่เพื่อการพบปะ นัดหมาย พักผ่อน ทำงาน หรือประชุมในสนามบิน โดยจะเน้นความโล่ง โปร่งสบาย หรูหรา ทันสมัย พร้อมด้วยการบริการอาหาร เสมือนอยู่ใน airport lounge เพื่อให้สอดคล้องกับทุกความต้องการของคนรุ่นใหม่อย่างลงตัว

ภายใน Miracle Co-working Space มีหลากหลายมุมให้เลือกตามความพึงพอใจ ไม่ว่าจะเป็นมุมทำงานแสนสะดวก มุมพักผ่อนแสนสบาย มุมรับรองการพบปะทางธุรกิจ และอื่นๆ ที่ครบครันด้วยอุปกรณ์อันทันสมัย และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่จะทำให้ไม่พลาดทุกการติดต่อ พร้อมอิ่มอร่อยกับอาหารที่ผัดเปลี่ยนหมุนเวียน รวมเครื่องดื่ม ฯลฯ ที่มีให้บริการตลอดเวลา all-day dining ซึ่ง Miracle Co-working Space เปิดให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา 06.00–22.00 น. พิเศษ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เพียงท่านละ 200 บาท/2 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม Miracle Co-working Space ตั้งอยู่ใกล้ Sleep Box by Miracle ห้องพักแนวใหม่ในสนามบิน ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงาม หลังเปิดดำเนินการไป ซึ่งทางมิราเคิล กรุ๊ป กำลังจะเปิดบริการ Sleep Box เพิ่มอีก 2 แห่ง และ Miracle Lounge 3 แห่ง ในสนามบินดอนเมือง พร้อม Miracle Lounge ขนาด 3,000 ตร.ม. สำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่ง และชั้นธุรกิจ ณ Concourse D ที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ.

 

ขนส่ง เร่งสรุปสาเหตุรถทัวร์ตกเหว กำชับผู้ประกอบการคุมเข้มสภาพรถ-คนขับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 15:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792606

 

ขนส่งทางบก เร่งสรุปสาเหตุรถทัวร์ตกเหวเขาพลึง คาดไม่คุ้นชินเส้นทาง เบื้องต้นสั่งการให้ บขส. ช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต-ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ กำชับผู้ประกอบการ คุมเข้มทั้งสภาพรถ-คนขับ พบฝ่าฝืนลงโทษหนักทุกกรณี…

วันที่ 24 พ.ย.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงกรณีอุบัติเหตุรถ บขส. คันหมายเลขทะเบียน 32-1488 กรุงเทพมหานคร เกิดอุบัติเหตุชนแท่งแบริเออร์เกาะกลางถนนก่อนตกเขา บริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 11 รอยต่อจังหวัดแพร่ – อุตรดิตถ์ กิโลเมตรที่ 350 ขาเข้าเมืองอุตรดิตถ์ ตำบลบ้านด่านนาขาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก จากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและผู้เห็นเหตุการณ์พยานแวดล้อม สันนิษฐานสาเหตุเบื้องต้นอาจเกิดจากพนักงานขับรถไม่คุ้นเคยในเส้นทาง ประกอบกับถนนช่วงก่อนและขณะเกิดเหตุเป็นทางโค้งไปมา ทำให้รถเกิดเสียหลักกระแทกแบริเออร์กลางถนนและแฉลบออกด้านซ้ายก่อนตกเขา ปัจจุบันอยู่ระหว่างพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน

นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกได้ส่งทีมวิเคราะห์อุบัติเหตุเชิงลึก ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยและทีมวิศวกรลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลสภาพถนน ตัวรถ ผู้ขับขี่ และสภาพแวดล้อม อีกทั้งสัมภาษณ์ผู้บาดเจ็บและผู้เห็นเหตุการณ์ เพื่อหาข้อสรุปสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ ซึ่งจากข้อมูลการตรวจสอบถนนช่วงเกิดอุบัติเหตุเป็นทางโค้งลาดชันประมาณ 3 กิโลเมตร มีป้ายเครื่องหมายจำกัดความเร็วและเตือนการใช้ทางตลอดบริเวณ ซึ่งได้จัดเก็บข้อมูลต่างๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงความเร็วที่ใช้ในการขับขี่ รวมถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติต่อไป


สำหรับด้านตัวรถพบว่า อยู่ในสภาพตัวถังพังเสียหายเนื่องจากตกจากที่สูง แต่ที่นั่งส่วนใหญ่ยังยึดติดอยู่กับพื้นรถ สภาพยางค่อนข้างดี มีร่องรอยการห้ามล้อก่อนจุดเกิดเหตุ ระบบห้ามล้อทำงานเป็นปกติ ส่วนผู้ขับขี่มีพนักงานผลัดเปลี่ยน 2 คนครบตามเงื่อนไขที่กำหนด อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อสรุปสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริงต่อไป ซึ่งหากผลการสอบสวนพบว่า มีการใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือเกิดจากความประมาท ก็จะดำเนินการทางกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป พร้อมเตรียมมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาอุบัติเหตุระยะยาว

ในส่วนของการคุ้มครองผู้โดยสารและชดเชยค่าเสียหาย ทาง บขส. ได้ทำประกันภัยภาคสมัครใจ รวมประกันอุบัติเหตุ และภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ไว้กับบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด โดยผู้เสียชีวิตจะได้รับการชดเชยเป็นเงินสูงสุด 800,000 บาทต่อราย ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บจะได้รับการชดเชยสูงสุดตามที่จ่ายจริงรายละไม่เกิน 300,000 บาท ทั้งนี้กรมการขนส่งทางบกได้กำชับ บขส. ติดตามบริษัทประกันภัยให้ดำเนินการชดเชยค่าเสียหาย และให้รับผิดชอบค่าเสียหายเพิ่มเติมให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต ตลอดจนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลจนกว่าผู้บาดเจ็บจะออกจากโรงพยาบาล

อธิบดีกรมการขนส่งทางบกกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการขนส่งทางบกมีมาตรการคุมเข้มทั้งพนักงานขับรถและสภาพรถมาอย่างต่อเนื่อง มีการติดตั้ง GPS Tracking ในรถโดยสาร เพื่อเป็นเครื่องมือในการควบคุม กำกับ ติดตามพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนน ทั้งในเรื่องความเร็ว การใช้ใบอนุญาตขับรถที่ถูกต้อง พฤติกรรมการขับขี่ ชั่วโมงการขับรถ ซึ่งในรอบ 24 ชั่วโมง ผู้ขับรถสามารถขับรถได้ติดต่อกัน 4 ชั่วโมง พักครึ่งชั่วโมง และสามารถขับรถต่อได้อีก 4 ชั่วโมงเท่านั้น โดยศูนย์ฯ GPS ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัด สามารถติดตามตรวจสอบรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมพฤติกรรมการขับรถให้มีความปลอดภัย และรายงานให้ผู้ประกอบการได้ทราบเพื่อควบคุมพฤติกรรมการขับรถ

ทั้งนี้ หากพบพนักงานขับรถประมาท ใช้ความเร็ว หรือมีชั่วโมงการทำงานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ จะลงโทษหนักทุกกรณีถึงขั้นพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ บันทึกประวัติในศูนย์ข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก พร้อมทั้งมีมาตรการคุมเข้มเพื่อความปลอดภัย เข้มงวดกวดขันทั้งพนักงานขับรถและสภาพตัวรถก่อนเดินทาง ให้ผู้โดยสารคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการเดินทาง และมีจุดตรวจในเส้นทางสายหลักสายรอง และขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่งในการตรวจสอบพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงานขับรถในสังกัดอย่างเคร่งครัด ต้องไม่ใช้ความเร็วหรือมีชั่วโมงการทำงานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด พนักงานขับรถจะต้องได้รับการพักผ่อนเพียงพอ ปฏิบัติตามป้ายสัญญาณจราจรและเงื่อนไขการเดินรถ ต้องใช้ผู้ขับรถที่มีความชำนาญในเส้นทาง และเข้าตรวจในจุดตรวจของกรมการขนส่งทางบกขอให้ผู้ประกอบการตรวจสอบความพร้อมทั้งรถและคนอย่างเคร่งครัด  เนื่องจากหากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจากสภาพตัวรถหรือการละเลยการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบทุกกรณี และอาจถูกพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่ง


ขณะนี้ กรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดมาตรการเพิ่มเติมให้รถโดยสารสาธารณะต้องจัดให้มีประกันภัยประเภท 1 เพื่อเพิ่มความคุ้มครองให้แก่ผู้โดยสาร และกำหนดให้ผู้ประกอบการขนส่งรถโดยสารไม่ประจำทางต้องจัดทำแผนการเดินทาง ซึ่งต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับจุดต้นทางปลายทาง และจุดพักจอดรถระหว่างทาง รวมทั้งต้องมีรายชื่อผู้ควบคุมดูแลรถ หรือรายชื่อผู้โดยสารพร้อมหมายเลขโทรศัพท์ ไว้ประจำรถสำหรับการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งจะพิจารณานำมาตรการบังคับใช้กฎหมายอื่น เช่น การพักใช้ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่ง เพื่อให้การควบคุมกำกับดูแลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้เร่งดำเนินการตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมกับกรมทางหลวงพิจารณากำหนดจุด checkpoint สำหรับเส้นทางที่มีความเสี่ยงทั่วประเทศ ซึ่งมาตรการต่างๆ ที่จะกำหนดขึ้นจะสามารถสร้างความปลอดภัยในการเดินทางและการใช้รถใช้ถนนให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รถทัวร์ ‘ผู้เกษียณอายุ กสท’ ตกเขาพลึงที่อุตรดิตถ์ สรุปดับ 18 เจ็บ 20

บขส. เยียวยาเหยื่อรถทัวร์ตกเหว ผู้เสียชีวิตได้ 8 แสน สาหัส 3.5 แสน

 

ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมการค้ำประกันสินเชื่อแห่งภูมิภาคเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 15:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792671

 

ประเทศไทยโดย บสย. เป็นเจ้าภาพจัดประชุมการค้ำประกันสินเชื่อแห่งภูมิภาคเอเชีย โดยมีสมาชิกสมาพันธ์สินเชื่อแห่งภูมิภาคเอเชียร่วมประชุม หวังผลักดันการสนับสนุนเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ…

เมื่อวันที่ 24 พ.ย. นายนริศ ชัยสูตร ประธานกรรมการ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า บสย. ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมค้ำประกันสินเชื่อแห่งภูมิภาคเอเชียครั้งที่ 29 โดยได้รับการตอบรับจาก 10 ชาติ สมาชิกสมาพันธ์สินเชื่อแห่งภูมิภาคเอเชีย 116 ผู้นำสถาบันค้ำประกันสินเชื่อแห่งภูมิภาคเอเชีย เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เนปาล ศรีลังกา อินเดีย และมองโกเลีย โดยมีนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดการประชุม และ นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ

ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้ สมาชิกทั้ง 11 ชาติ รวมประเทศไทย ได้พร้อมใจกันถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการค้ำประกัน และให้การสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพ นวัตกรรม และรายย่อย.

 

ก.แรงงาน ฝึกอาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุ รองรับกฎหมายใหม่ญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 14:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792507

 

กระทรวงแรงงาน ฝึกอาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุ ใช้ระยะเวลาอบรม 3 เดือน ฝากฝึกในสถานประกอบการอีก 1 เดือน เพื่อรองรับกฎหมายใหม่ญี่ปุ่น คาดจะมีผู้สนใจเข้ารับการฝึกจำนวนมาก ตั้งเป้าปี 60 ฝึกไม่น้อยกว่า 400 คน …

วันที่ 24 พ.ย.59 นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ คาดการณ์ว่า ในช่วงปี 2001-2100 เป็นศตวรรษแห่งผู้สูงอายุ ซึ่งแต่ละประเทศจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมของแต่ละประเทศ เช่น ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาทางด้านการแพทย์ การโภชนาอาหาร ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของการเป็นสังคมผู้สูงอายุและกำลังขาดแคลนแรงงานที่จะดูแลบริบาลผู้สูงอายุ วุฒิสภาญี่ปุ่นจึงผ่านร่างแก้ไขกฎหมายควบคุมการอพยพอนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถทำงานเป็นผู้ดูแลคนป่วยหรือคนชรา ถือเป็นโอกาสดีอีกช่องทางหนึ่ง ที่ส่งเสริมการไปทำงานในต่างประเทศให้กับแรงงานไทย ซึ่งแต่ละปีแรงงานที่ไปทำงานในประเทศต่างๆ สามารถส่งรายได้กลับประเทศไม่น้อยกว่าปีละ 80,000 ล้านบาท

สำหรับนโยบายของรัฐบาล และพลเอกศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน มีจุดเน้นการส่งเสริมการไปทำงานต่างประเทศต้องเป็นแรงงานกึ่งฝีมือหรือมีฝีมือ และผ่านกระบวนการทดสอบมาตรฐานฝีมือจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้มีรายได้ที่สูง และไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายโดยผ่านกระบวนการของกรมการจัดหางานและได้รับความคุ้มครองสวัสดิภาพในด้านต่างๆ โดยสำนักงานแรงงานไทยในประเทศนั้นๆ อย่างดีด้วย

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า จุดแข็งของคนไทยมีอัธยาศัยดี มีจิตใจโอบอ้อมอารี มีจิตบริการ จึงเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น กพร.มีความพร้อมในการฝึกอบรมสาขาอาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุ โดยใช้ระยะเวลาการฝึกอบรม 3 เดือน ฝากฝึกในสถานประกอบกิจการอีก 1 เดือน การฝึกอบรมจะครอบคลุมความรู้พื้นฐานและความรู้ความสามารถหลัก รวมถึงภาษา วัฒนธรรม ของประเทศญี่ปุ่น ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ผู้ที่จบการฝึกอบรมในหลักสูตรนี้จะได้งานทำทันทีตลาดแรงงานในสาขาอาชีพ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ในประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นตลาดใหม่ที่เปิดโอกาสให้แรงงานไทย สามารถไปประกอบอาชีพ ซึ่งจะสร้างเม็ดเงินกลับสู่ประเทศไทยได้อย่างมาก

ในปี 2560 ตั้งเป้าฝึกไว้ไม่น้อยกว่า 400 คน และขณะนี้ กพร. ได้ร่วมกับสภาหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อรองรับการเป็น Long Stay ภาคเหนือ ผลิตกำลังแรงงานด้านนี้ จึงเป็นเรื่องดีที่จะส่งเสริมการมีงานทำเป็นการสร้างอาชีพที่มีรายได้ดี และมั่นคง ซึ่งคาดว่า จะมีผู้สนใจเข้ารับการฝึกอบรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงแรงงานมีตลาดรองรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ ผู้สนใจจะเข้ารับการฝึกอบรมแจ้งความประสงค์ได้ที่หน่วยฝึกอบรม ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ทั่วประเทศ และสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0-2245-4035

 

แจงขั้นตอน โอนเงินผู้มีรายได้น้อย 5.4 ล้านคน ผ่านบัญชีแบงก์รัฐ ธ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 14:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792552

 

สศค. แจงขั้นตอนจ่ายเงินผู้มีรายได้น้อย 1,500-3,000 บาท จำนวน 5.4 ล้านคน ที่ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ เผย อยู่ระหว่างประสาน ธ.กรุงไทย ออมสิน ธ.ก.ส. เตรียมความพร้อมโอนเงิน คาด เข้าบัญชี ธ.ค.นี้…

เมื่อวันที่ 24 พ.ย. นายพรชัย ฐีระเวช รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า อยู่ระหว่างประสานไปยังธนาคารกรุงไทย, ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเตรียมความพร้อมในการโอนเงินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตามมติคณะรัฐมนตรี คาด สามารถโอนเงินเข้าบัญชีได้ตั้งแต่เดือน ธ.ค.นี้

ขณะที่ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากมติ ครม. 22 พ.ย.2559 เห็นชอบมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยทั้งหมดตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ นอกเหนือจากมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ซึ่ง ครม.ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2559 จึงเห็นชอบมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ใช่เกษตรกรด้วย


สำหรับสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1. คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ : เป็นผู้ที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐที่เปิดให้ลงทะเบียนเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม-15 สิงหาคม 2559 นอกเหนือจากเกษตรกรที่ได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อยที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2559 ซึ่งลงทะเบียนผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน (ธ.ออมสิน) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธ.กรุงไทย) ทั้งนี้ผู้ลงทะเบียนที่ตรวจสอบจากเว็บไซต์ของกรมสรรพากรแล้วไม่ปรากฏชื่อ ให้นำเอกสารหลักฐานที่ธนาคารผู้รับลงทะเบียนให้ไว้ไปติดต่อที่สาขาธนาคารที่ตนไปลงทะเบียนภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2559

2. จำนวนผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนผ่านโครงการฯ : ฐานข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นจากกรมสรรพากรและกรมการปกครอง พบว่า ผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐมีจำนวนประมาณ 8.3 ล้านคน แบ่งเป็นผู้มีรายได้น้อยที่เป็นเกษตรกรจำนวน 2.9 ล้านคน และผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ใช่เกษตรกรจำนวน 5.4 ล้านคน

3. เกณฑ์การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ใช่เกษตรกร : ใช้เส้นความยากจน (Poverty Line) ที่คำนวณโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นเกณฑ์ในการอ้างอิงโดยในปี 2557 อยู่ที่ระดับประมาณ 30,000 บาทต่อคนต่อปี โดยกำหนดอัตราเงินช่วยเหลือ ซึ่งมีจำนวนผู้มีสิทธิ์และวงเงินงบประมาณที่ใช้ ดังนี้ ผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ใช่เกษตรกรที่ลงทะเบียนในโครงการฯ อัตราเงินช่วยเหลือ (ให้เพียงครั้งเดียว) โดยประมาณการจำนวนผู้มีสิทธิ์ และวงเงินที่ใช้ ผู้ที่ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี 3,000 บาท/คน 3.1 ล้านคน 9,300 ล้านบาท และผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,001 บาท/ปี ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี 1,500 บาท/คน 2.3 ล้านคน 3,450 ล้านบาท รวมทั้งหมด 5.4 ล้านคน วงเงิน 12,750 ล้านบาท

4. วิธีการโอนเงิน : ให้ ธ.ก.ส. ธ.ออมสิน และ ธ.กรุงไทย ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ใช่เกษตรกรที่ลงทะเบียนตามโครงการฯ ไว้กับธนาคาร โดยจำแนกเป็น 2 กรณี ดังนี้

4.1 กรณีผู้มีสิทธิ์เป็นลูกค้าของธนาคาร : ให้ธนาคารโอนเข้าบัญชีของผู้มีสิทธิ์โดยตรง โดยให้ผู้มีสิทธิ์สามารถตรวจสอบเงินในบัญชีของตนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ธนาคารแจ้งการโอนเงิน หากไม่มีเงินโอนเข้าบัญชี ให้ไปยืนยันสิทธิ์กับธนาคารที่ได้ลงทะเบียนไว้ และหากผู้มีสิทธิ์มีบัญชีเงินฝากมากกว่า 1 บัญชี ธนาคารจะทำการโอนเงินเข้าในบัญชีที่มีการเคลื่อนไหวล่าสุด

4.2 กรณีผู้มีสิทธิ์ไม่ได้เป็นลูกค้าของธนาคาร : ให้ผู้มีสิทธิ์ไปแสดงตัวและเปิดบัญชีเงินฝากที่สาขาธนาคารที่ไปลงทะเบียนตามโครงการฯ และสามารถตรวจสอบเงินในบัญชีหลังจากเปิดบัญชีภายใน 7 วัน หากไม่มีเงินโอนเข้าบัญชีให้ไปยืนยันสิทธิ์กับธนาคารที่ได้ลงทะเบียนไว้

นอกจากนี้ ให้ธนาคารใช้หลักเกณฑ์การโอนเงินเดียวกับข้อ 4.1 และ 4.2 เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการโอนเงินให้เกษตรกรผู้มีสิทธิ์ ตามมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยด้วย

5. กรอบระยะเวลาดำเนินการ : ให้ ธ.ก.ส. ธ.ออมสิน และ ธ.กรุงไทย โอนเงินเข้าบัญชีผู้มีสิทธิ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2559

6. วงเงินงบประมาณ : กรอบวงเงินที่ใช้ในการดำเนินมาตรการจำนวน 12,750 ล้านบาท ให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ในส่วนของงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น หรือรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ตามที่สำนักงบประมาณเห็นสมควร โดยให้ ธ.ก.ส. ธ.ออมสิน และ ธ.กรุงไทย สำรองจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปก่อน และชดเชยต้นทุนเงินให้กับธนาคารดังกล่าวในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือน ประเภทบุคคลธรรมดาของ 4 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ (FDR) บวกร้อยละ 1 (ปัจจุบันอัตรา FDR เท่ากับร้อยละ 1.225 ต่อปี).

 

MCOT แจง ปิดคลื่นซี้ด 11 ปีไม่บรรลุตามเป้า-พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 13:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792522

 

MCOT แจง ปิดตำนานคลื่นซี้ด 97.5 MHz 11 ปีไม่บรรลุตามเป้าหมาย รับ ธุรกิจสื่อมีการแข่งขันสูง เตรียมปรับเปลี่ยนรูปแบบคลื่นตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภค ส่วนพนักงานคลื่นซี้ด อสมท มีแนวทางจ่ายค่าชดเชย-พิจารณาเข้ามาร่วมงานต่อไป

เมื่อวันที่ 24 พ.ย. นายพิเศษ จียาศักดิ์ รักษาการในตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท (MCOT) ชี้แจงกรณีเลิกกิจการ บริษัท ซี้ดเอ็มคอท จำกัด และปรับรูปแบบการบริหารจัดการคลื่นวิทยุ FM 97.5 MHz ว่า ได้มีการประเมินผลการดำเนินงานของบริษัท คลื่นซี้ดเอ็มคอท ซึ่งได้ดำเนินธุรกิจมาเป็นระยะเวลากว่า 11 ปี ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดได้ จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ อสมท จะนำคลื่นกลับมาบริหารเอง

ทั้งนี้ ด้วยความพร้อมของสถานีวิทยุ อสมท ซึ่งมีความหลากหลายครอบคลุมทั้งกลุ่มกีฬา ลูกทุ่ง ข่าว ทำให้มีสัดส่วนตลาดและสัดส่วนผู้ฟังเป็นอันดับ 1 ประกอบกับผลจากการศึกษาวิจัยกลุ่มผู้ฟังพบว่า กลุ่มวัยรุ่น มีแนวโน้มเลือกรับฟังวิทยุลดลง จึงกำหนดกลุ่มผู้ฟังใหม่ พร้อมทั้งปรับรูปแบบคลื่นให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งรูปแบบคลื่นใหม่ที่จะเกิดขึ้นจะช่วยขยายฐานผู้ฟังไปสู่กลุ่มอื่นๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า และเอเยนซี่โฆษณา

ส่วนพนักงานคลื่นซี้ดเอ็มคอทนั้น อสมท มีแนวทางที่จะจ่ายค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้างตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งพิจารณาพนักงานเข้ามาร่วมงานกับ อสมท ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าขณะนี้สถานการณ์ธุรกิจสื่อมีการแข่งขันสูง ในส่วนของ อสมท ต้องมีการเปลี่ยนแปลงและปรับการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ที่ผ่านมาฝ่ายบริหารของซี้ดเอ็มคอทได้พยายามอย่างเต็มความสามารถ จึงขอขอบคุณผู้บริหาร พนักงานคลื่นซี้ดเอ็มคอท ที่ร่วมกันทำงานอย่างทุ่มเทมาโดยตลอด.

ล้วงลึกปิดตำนาน! คลื่นซี้ด อสมท โดดบริหารเอง ปลดฟ้าผ่า! ตุ้ย ธีรภัทร์