ว๊อกซ์ฟิล์มลุยแจ้งเกิดในไทย ชูคุณสมบัติระดับพรีเมียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 10:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792312

 

“ว๊อกซ์ฟิล์ม” เดินหน้าทำตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ในไทย เชื่อมีโอกาสและช่องว่างโดยวางตัวเป็นระดับพรีเมียม พร้อมทุ่มงบการตลาดก้อนโตลุยงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2016…

นายพีรศักดิ์ ทองนรินทร์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ว๊อกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ทำธุรกิจด้านฟิล์มกรองแสง กล่าวว่า ว๊อกซ์ฟิล์มแบรนด์ฟิล์มกรองแสงนวัตกรรมจากสหรัฐฯ เดินหน้าทำตลาดในประเทศไทย โดยบริษัท ว๊อกซ์ (ประเทศไทย) ที่ดูแลการตลาดครอบคลุมภูมิภาคอาเซียน สำหรับการทำตลาดในประเทศไทยนั้น เริ่มต้นมาแล้ว 2 ปี สามารถสร้างฐานลูกค้าและแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับได้เป็นอย่างดี เป็นระดับท็อปในตลาดผู้ใช้ฟิล์มรถยนต์ระดับพรีเมียม เนื่องจากมีคุณสมบัติป้องกันรังสียูวีได้ 100% แม้จะมีรายใหญ่ในตลาดรวมอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ตลาดฟิล์มรถยนต์ในประเทศไทยอยู่ในลักษณะผู้ซื้อไม่ได้ใช้ผู้ใช้ไม่ได้ซื้อ โดยฟิล์มจะติดมาพร้อมกับเมื่อซื้อรถจากโชว์รูม ขณะเดียวกันยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากนัก จึงเล็งเห็นโอกาสและช่องว่างของตลาดที่เปิดกว้าง เนื่องจากว๊อกซ์ฟิล์มมีนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งการปกป้องรังสียูวี ลดความร้อนและผิวขาวใสเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ

นายพีรศักดิ์ กล่าวต่อว่า โอกาสงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2016 ที่กำลังจะมาถึงนี้ บริษัทฯ ยังได้เตรียมเปิดตัวฟิล์มรุ่นใหม่ๆ พร้อมกับจัดโปรโมชั่นพิเศษมากมายด้วยงบกลยุทธ์การตลาดกว่า 250 ล้านบาท สำหรับในปี 2560 นั้น ยังมีแผนมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมสินค้าฟิล์มกรองแสงใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองผู้บริโภคให้ได้รับสินค้าคุณภาพสูงพรีเมียมและบริการที่ดี.

 

“บิ๊กตู่” เร่งรัดปฏิรูปเศรษฐกิจ โยนงบลงทุนก้อนใหญ่ให้ท้องถิ่นขับเคลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792126

 

“บิ๊กตู่” เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายดันท้องถิ่นเป็นหัวหอกขับเคลื่อน สั่งเรียกคืนงบประมาณต่ำกว่า 1 พันล้านบาทที่ทำสัญญาไม่ทัน ธ.ค.นี้มาจัดให้จังหวัดแทน พร้อมสั่งคลังหางบเพิ่มทำโครงการช่วง ม.ค.-ก.ย.ปีหน้า ตามโมเดลงบเอ็กซ์วายแซดเพื่อสร้างความเข้มแข็งจากภายใน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า เมื่อเร็วนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้หารือกับคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ โดยต้องการยกระดับเร่งรัดการปฏิรูปเศรษฐกิจให้เร็วและเข้มข้นขึ้นซึ่งจะใช้เรื่องของงบประมาณมาเป็นเครื่องมือ โดยปรับจากอดีตที่งบประมาณที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะมาจากส่วนกลางเป็นหลักมาเป็นส่วนของท้องถิ่นให้มากขึ้น ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้เริ่มมีการกำหนดให้มีการแบ่งพื้นที่ แบ่งกลุ่มจังหวัด ขณะที่ปีนี้ได้ตกลงกับกระทรวงมหาดไทยและสำนักงบประมาณแล้วว่าจะปรับลดงบประมาณตามภารกิจของส่วนกลางมาสู่จังหวัดและกลุ่มจังหวัดให้มากขึ้น

“ต่อจากนี้ไปพื้นที่ในระดับฐานรากของประเทศจะเป็นแกนหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนอกเหนือจากส่วนกลางที่มีบทบาทมากในอดีต จากเดิมงบประมาณที่ได้รับในแต่ละจังหวัดมีเพียง 300-400 ล้านบาทต่อจังหวัดต่อปี แล้วก็มีงบกลางของกลุ่มจังหวัดอีก 100 ล้านบาทให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดูแล แนวคิดแบบนี้จะค่อยๆ เปลี่ยนไป จะให้งบประมาณในส่วนจังหวัดมากขึ้น โดยลดงบประมาณของส่วนกลางลง สมมติเดิมกลุ่มจังหวัดมีอยู่ 20,000 ล้านบาท ก็จะได้ประมาณ 40,000 ล้านบาท เป็นต้น”

ขณะเดียวกันในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้กำหนดให้โครงการที่มีงบประมาณต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และไม่สามารถทำสัญญาได้ทันภายในวันที่ 30 ธ.ค.2559 ให้เรียกคืนเพื่อนำมาทำโครงการใหม่ โดยนำงบประมาณที่เรียกคืนส่วนนี้มารวมกับงบประมาณกลุ่มจังหวัด เพื่อทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นการเกลี่ยงบประมาณใหม่ เพื่อไปทำโครงการใหม่และเป็นการเสริมการบูรณาการในส่วนจังหวัด

นายสมคิดกล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ให้กลุ่มจังหวัดเป็นหัวใจหลักในการที่จะวางกลยุทธ์อาจมีนโยบายสำคัญที่เกี่ยวข้องไปทำร่วมด้วย เช่น เรื่องของภาคการผลิตไทยแลนด์ 4.0 หรือกองทุนหมู่บ้านเข้ามาเสริม โดยจะเอากลุ่มจังหวัดเป็นตัวตั้งก่อน และมีแผนเชื่อมต่อตั้งแต่ปัจจุบันไปถึงปี 2561 ซึ่งจะมีโครงการเพิ่มในช่วงรอยต่อนี้ กระทรวงการคลังมีหน้าที่ไปจัดหาเงินงบประมาณเพิ่มเติมเข้ามา

“งบประมาณที่จะลงท้องถิ่นมากขึ้นมี 3 ตัว ผมเรียกว่าเอ็กซ์วายแซด โดยงบที่จะเกลี่ยใหม่จากโครงการที่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทเป็นเอ็กซ์ (X) ส่วนวาย (Y) คืองบที่กระทรวงการคลังจะไปจัดหามาเพื่อทำโครงการในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย.60 และแซด (Z) คืองบประมาณปี 2561 ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำ 3 ส่วนนี้จะเชื่อมต่อกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งจากภายในขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปให้มีความสอดคล้องกัน”

ทั้งนี้ จะมีการจัดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศมาประชุมร่วมกัน โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เชิญภาคเอกชนและภาคประชาชนมาร่วมกันจัดทำโครงการที่เป็นประโยชน์กับท้องถิ่นให้สานต่อไปถึงในปี 2561 และต่อไปยังในอนาคตในระยะอีก 4 ปีข้างหน้าด้วย เพื่อให้การปฏิรูปนี้ต่อเนื่องแบบที่นายกรัฐมนตรีต้องการในระยะเวลา 5 ปีตามเป้าหมาย

“โครงการที่จะคิดเพื่อท้องถิ่นทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การทำถนนเข้าสู่ชนบท การพัฒนาเกษตรโดยการแปรรูปสินค้า รวมถึง ยุ้งฉาง ลานตาก ไซโล การพัฒนาในเรื่องของฝายแหล่งน้ำ เรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวชุมชน เรื่องของการตลาดท้องถิ่นที่จะเชื่อมโยงกับส่วนต่างๆ ทุกอย่างให้ไปประชุมร่วมคิด ให้เวลา 2 เดือน เมื่อโครงการพร้อมก็ให้ดำเนินการได้ทันที ระยะเวลาการทำโครงการก็คือช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย.60 ต่อจากนั้นก็จะเป็นช่วงที่ใช้งบประมาณปี 61 วิธีการแบบนี้จะมีงบเพิ่มเติมเข้ามาบวกกับงบประมาณปี 61 โดยจะมีรองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนเข้าไปกำกับดูแลการใช้เงินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ทั้งหมดนี้จะต้องไม่เป็นภาระการคลัง”

รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวด้วยว่า ในปีที่ผ่านมาการจัดสรรงบประมาณจะเน้นในเรื่องสร้างความพร้อมเพื่อรอรับปัจจัยภายนอกที่จะเข้ามา เช่น การลงทุน การส่งออก แต่การที่เศรษฐกิจจะพึ่งพาภายนอกได้ การผลิตสินค้าของไทยต้องสามารถที่จะแข่งขันได้ ดังนั้น นโยบายที่ออกมาดึงดูดการลงทุนใหม่ เช่น โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) จะต้องวางยุทธศาสตร์ให้มีความชัดเจนด้วยว่าจะวางแผนเรื่องการสร้างกำลังคนอย่างไร และมีแผนที่จะรองรับคนงานที่จะตกงานจากการปรับไปใช้เทคโนโลยีในการผลิตอย่างไร เช่นการอบรมให้ความรู้ เพิ่มทักษะใหม่เพื่อให้มีงานทำ เป็นต้น.

 

จับตาปีหน้าจีนต้นตอวิกฤติโลก ชี้เงินทุนไหลออกกระทบไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792121

 

แบงก์ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย!

นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงาน วิจัย บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยในการบรรยายพิเศษหัวข้อ 100 บริษัท อาเซียน โลกใหม่ ความท้าทายใหม่ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 60 มีความผันผวนสูงมาก เพราะยังมีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะการเฝ้าระวังวิกฤติเศรษฐกิจโลกรอบใหม่ที่มีวัฏจักรเกิดขึ้นทุก 10 ปี ซึ่งรอบนี้ จะตรงกับปีหน้าพอดี โดยขอให้จับตาวิกฤติเศรษฐกิจในจีนเป็นหลัก เพราะหลังเศรษฐกิจส่งสัญญาณชะลอ ยังมีอัตราการก่อหนี้สูงเกินมาตรฐาน ซึ่งลักษณะคล้ายกับประเทศอื่นที่เคยเกิดวิกฤติก็ล้วนมีต้นตอมาจากการก่อหนี้สูงด้วยกันทั้งสิ้น

“ความท้าทายของเศรษฐกิจในปี 60 นอกจากกรณีสหราชอาณาจักรเตรียมออกจากสหภาพยุโรป (เบรกซิต) แล้ว ผลกระทบจากนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ ใช้นโยบายกีดกันทางการค้า ต้องดูว่าจะกระทบกับจีนแค่ไหน เพราะท่ามกลางปัญหาหนี้ของจีนที่สูงและยังเจอปัญหาค่าเงินหยวนอ่อนค่า เม็ดเงินลงทุนเริ่มไหลกลับจากตลาดใหม่ไปสู่สหรัฐฯ อย่างตอนนี้ไทยมีต่างชาติเทขายหุ้นเฉลี่ยวันละ 2,000 ล้านบาท รวมๆแล้วก็กว่า 40,000 ล้านบาท”

นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญเศรษฐกิจประเทศยักษ์ใหญ่ไม่ฟื้นตัว ความผันผวนของตลาดการเงินที่สูงขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำนานเกินไปทำให้เกิดการบิดเบือนตลาดการเงิน ส่วนภาพรวมของ 100 บริษัทในอาเซียนปีนี้ บริษัทจดทะเบียนไทยยังติดอยู่ในอันดับมากสุด 27 แห่ง แต่ภาพรวม ทั้ง 100 บริษัทก็เผชิญปัญหายอดขายและกำไรลดลงจากราคาน้ำมันและสินค้าเกษตรตกต่ำ

ด้านนายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ยอมรับว่าปีหน้ามีความ ไม่แน่นอนสูง ต้องระวังเรื่องการเมืองภูมิภาค ปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ซึ่งจะกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยตามมา ส่วนเรื่องของดอกเบี้ย หากสหรัฐฯขึ้นดอกเบี้ยจริง แม้จะไม่กระทบให้ดอกเบี้ยพื้นฐานของไทย แต่อาจทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากมีโอกาสปรับขึ้นตามต้นทุนการเงินได้.

 

“อาคม” ลุยรถไฟสีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792112

 

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ประกาศว่า จะไม่จ่ายเงินงวดแรก 3,557 ล้านบาทให้กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ค่าก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว ว่า เรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจายังไม่ได้มีข้อยุติ และเป็นหน้าที่ของ กทม.ที่จะต้องหาเงินมาจ่ายหนี้ในส่วนนี้ ซึ่งเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ซึ่งในหลักการต้องโอนทรัพย์สินให้กับ กทม. และปลดภาระหนี้ของ รฟม.ด้วย แต่หาก กทม.ไม่ต้องการรับโอน รฟม.ก็พร้อมจะเดินรถเองอยู่แล้ว

นายอาคมกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องขอดูรายละเอียดต่างๆก่อน เพราะเป็นมติออกว่าให้มีการโอนการบริหารเดินรถสายสีเขียวให้กับ กทม.เพื่อจะได้มีการชำระหนี้ให้ รฟม.แต่รายละเอียดการชำระหนี้จะมีการทยอยแบ่งจ่ายหรือผ่อนจ่ายขึ้นอยู่กับขั้นตอนการเจรจา ซึ่งจะต้องได้ข้อยุติเรื่องนี้ก่อนที่จะดำเนินการโอนให้ กทม.

นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการประเมินมูลค่าหนี้สินและทรัพย์สิน และพิจารณากำหนดขั้นตอนการโอนหนี้สินและทรัพย์สินระหว่าง กทม.และ รฟม.ว่า ในการประชุมครั้งล่าสุดซึ่งมีตัวแทนหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ข้อสรุปว่า กทม.ต้องชำระเงินค่าจัดกรรมสิทธิ์เป็นก้อนแรก 3,557 ล้านบาทให้ รฟม.ก่อนภายในวันที่ 1 เม.ย.2560 ยังไม่รวมหนี้เงินกู้ค่าก่อสร้างอีก 17,538 ล้านบาทที่มีการตกลงรายละเอียดในการผ่อนชำระคืน ดังนั้น เรื่องนี้ยังไม่มีข้อยุติ และเรื่องการชำระหนี้อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับทางกระทรวงการคลังด้วย ดังนั้น หากผลเป็นอย่างไรต้องนำมาหารือในที่ประชุมก่อน คาดว่าจะประชุมครั้งหน้าประมาณกลางเดือน ธ.ค.นี้.

 

ยกเว้นวีซ่าแข่งขันกับดูไบ-มาเลเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792097

 

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กรณีที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยื่นทำที่สถานทูต หรือสถานกงสุลไทย 1,000 บาท และลดค่าธรรมเนียมจาก 2,000 บาท เหลือ 1,000 บาท กรณียื่นขอวีซ่าที่ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง ระหว่างวันที่ 1 ธ.ค.2559-28 ก.พ.2560 รวมถึงการขยายระยะเวลาของนักท่องเที่ยวที่พำนักระยะยาว (ลองสเตย์) จาก 1 ปี เป็น 10 ปี เพื่อให้การท่องเที่ยวของไทย แข่งขันกับหลายๆประเทศที่ออกมาตรการต่างๆมา เช่น ที่ดูไบ ยกเว้นให้ทุกชาติไม่ต้องขอวีซ่า มาเลเซียยกเว้นวีซ่าให้นักท่องเที่ยวจีนจนถึงเดือน ธ.ค.2560

“แม้รายได้จากนักท่องเที่ยวในประเทศและจากต่างประเทศปีนี้ เป็นไปตามเป้าหมาย 2.4 ล้านล้านบาท แต่ก็จะชะล่าใจไม่ได้ แม้มาตรการดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจีนโดยตรง แต่เป็นผลพลอยได้อีกทางหนึ่ง โดยในปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาในไทย 9.2 ล้านคน ล่าสุดตั้งแต่ต้นปีนี้ถึงวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมาก็ได้เดินทางเข้ามาในไทยแล้ว 8 ล้านคน มากกว่าตลอดทั้งปีที่แล้วที่มี 7.9 ล้านคน”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม ดาวโจนส์-S&P ยังทำนิวไฮ ก่อนวันขอบคุณพระเจ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 06:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792192

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในวันพุธ โดยดาวโจนส์และเอสแอนด์พี 500 ยังทำนิวไฮอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หุ้นบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีฉุดแนสแด็ก…

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 23 พ.ย. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 59.31 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 19083.18 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 1.78 จุด หรือ 0.08% ปิดที่ 2204.72 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 5.67 จุด หรือ 0.11% ปิดที่ 5380.68 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า การซื้อขายของตลาดซบเซาก่อนจะถึงวันหยุดวันขอบคุณพระเจ้าในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งตลาดจะไม่เปิดทำการซื้อขาย โดยหุ้นบริษัทกลุ่มการเงินและอุตสาหกรรมยังช่วยหนุนดาวโจนส์และเอสแอนด์พีปิดบวก ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีอย่าง แอปเปิล หรือ ไมโครซอฟท์ ลดลง ฉุดแนสแด็กร่วงเล็กน้อย

 

นายกฯสั่ง 10 กระทรวงทบทวนแผนน้ำ รื้องบ 7 หมื่นล้านปรับยุทธศาสตร์ใหม่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792092

 

นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำเปิดเผยว่า คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กบช.) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวานนี้ (23 พ.ย.) มีการหารือเพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำกับหน่วยงานที่ต้องดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำที่มีทั้งหมด 30 หน่วยงาน 10 กระทรวงให้ทบทวนการดำเนินโครงการลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำประจำปี 2560 ที่มีการใช้งบประมาณรวมใกล้เคียงกับปีอื่นๆที่ 50,000-70,000 ล้านบาท โดยให้เน้นการลงทุนที่สามารถกระจายน้ำเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงทรัพยากรน้ำมากที่สุด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมองว่าขณะนี้ประเทศไทยได้มีการลงทุนในโครงการน้ำไปมาก แต่จากการได้ลงพื้นที่พบปัญหาว่ายังมีการกระจายน้ำจากแหล่งน้ำต้นทุนไปยังประชาชนไม่ดีพอ ดังนั้น หลังจากนี้ตัวชี้วัดความสำเร็จของการดำเนินการในแต่ละโครงการจะไปได้พิจารณาเพียงเชิงวิศวกรรม เช่น พื้นที่รองรับน้ำเพิ่มขึ้น แต่จะประเมินจากการกระจายน้ำไปถึงประชาชนเป็นหลัก

นายวรศาสน์กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้รายงานผลการดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งในปีนี้สถานการณ์น้ำในภาพรวมจะดีกว่าปี 2558 ประมาณ 20% ซึ่งเป็นหลักประกันว่าจะมีน้ำเพียงพอรองรับการเพาะปลูกในปี 2560 แต่แม้จะมีน้ำเพียงพอก็ยังไม่ได้วางใจจะต้องมีการบริหารจัดการในส่วนอื่นควบคู่ไปด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้เสนอ 5 มาตรการสำหรับรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง ที่ปี 2559-2560 และที่ประชุม กบช.อนุมัติให้ดำเนินการต่อไป ได้แก่

1.มาตรการส่งเสริมความรู้เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง

2.มาตรการจัดทำแผนชุมชนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้ง

3.มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ

4.มาตรการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน

5.มาตรการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เกษตรกรประสบภัย

นอกจากนี้ กบช.ยังได้เห็นชอบให้ 30 หน่วยงานปรับแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 12 ปีให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อการของบประมาณในอนาคต.

 

ค่ายรถยนต์ใจป้ำมากที่สุด ส.อ.ท.ชี้เอกชนยังขึ้นเงินเดือน-จ่ายโบนัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792087

 

“ส.อ.ท.” กางผลสำรวจสถานประกอบการ 535 แห่ง พบส่วนใหญ่ยังขึ้นเงินเดือนและจ่ายโบนัส แต่ลดลงจากปีก่อนโดยขึ้นเงินเดือนเฉลี่ย 4.17% โบนัสจ่าย 1.87 เดือน โดยรถยนต์และชิ้นส่วนจ่ายสูงสุด 3.37 เดือน ขณะที่ดัชนีเชื่อมั่นเดือน ต.ค.สูงสุดรอบ 7 เดือน ส่วน ครม.มีมติขึ้นค่าแรงกระทบไม่มากจนต้องปรับราคาสินค้า

นายถาวร ชลัษเฐียร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ ส.อ.ท. ได้จัดทำโครงการสำรวจนโยบายและการปรับค่าจ้าง และโบนัสปี 2559 โดยเก็บข้อมูลจากนายจ้างที่เป็นสมาชิกของ ส.อ.ท. รวม 535 รายครอบคลุม 12 คลัสเตอร์อุตสาหกรรม คลัสเตอร์การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม ยานยนต์และชิ้นส่วนวัสดุก่อสร้างอาหาร โดยพบว่าสถานประกอบการหรือนายจ้าง ยืนยันว่าจะปรับขึ้นเงินเดือนใหม่ในปี 2560 และจ่ายโบนัสให้พนักงานเป็นส่วนใหญ่ หรือคิดเป็น 84% หรือ 450 ราย จาก 535 ราย โดยมีอัตราที่จะปรับขึ้นเฉลี่ย 4.17% จากเงินเดือน โดยอัตราที่ปรับขึ้นลดลงจากปีก่อนที่มีการปรับขึ้นเงินเดือนเฉลี่ย 5.04%

ขณะที่การพิจารณาจ่ายโบนัสในเดือน ธ.ค.นี้ ในภาพรวมนายจ้าง 88% หรือจากจำนวน 473 รายพร้อมที่จะจ่ายโบนัสให้ มีเพียง 12% หรือจำนวน 62 ราย ที่ไม่พร้อมจ่ายโบนัสให้พนักงาน เพราะผลประกอบการไม่ดี โดยการจ่ายโบนัสเฉลี่ยอยู่ที่อัตรา 1.87 เดือน ลดลงจากปีที่ผ่านมา ที่พนักงานได้รับโบนัสเฉลี่ย 2.34 เดือน

นายถาวรกล่าวว่า การปรับขึ้นเงินเดือนและโบนัส ในภาพรวมมีการลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 นับตั้งแต่ปี 2556 เนื่องจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ไม่ปรับเพิ่มขึ้นและผลประกอบการของภาคเอกชน ไม่ดีนักในภาพรวม จากยอดขายในประเทศและการส่งออกที่ชะลอตัว โดยพบว่าการปรับขึ้นเงินเดือนครั้งนี้พบว่าคลัสเตอร์พลังงาน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการปรับขึ้นให้สูงสุดโดยขึ้น 5% ขณะที่คลัสเตอร์ยานยนต์จ่ายโบนัสสูงสุดเฉลี่ย 3.37 เดือน

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบแนวทางการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 เฉลี่ยขึ้น 5-10 บาทต่อวัน ในแง่ต้นทุนการผลิตไม่มีผลกระทบมาก จนนำไปสู่การปรับราคาสินค้าในภาคอุตสาหกรรมแต่อย่างใด และที่ผ่านมาเมื่อมีการขึ้นค่าจ้างก็มักจะมีการขึ้นราคาอาหารและอื่นๆ จึงต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลส่วนนี้ เพราะหากประชาชนมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น การขึ้นค่าแรงก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไร

สำหรับการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย (TISI) เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นฯอยู่ที่ระดับ 86.5 ปรับเพิ่มขึ้นจาก84.8 ในเดือน ก.ย.ซึ่งเป็นดัชนีความเชื่อมั่นฯสูงสุดในรอบ 7 เดือน และยังปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยมีปัจจัยมาจากเป็นช่วงฤดูกาลที่มีคำสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับเทศกาลปีใหม่และคริสต์มาส

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน ต.ค. มีจำนวนรวม 60,634 คันลดลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อน 10.7% เนื่องจากช่วงเดียวกันนี้ของปีที่ผ่านมา ประชาชนมีการเร่งซื้อรถยนต์ เพราะกลัวราคารถยนต์ปรับตัวแพงขึ้น จากมาตรการภาษีสรรพสามิตที่ปรับขึ้น เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2559 ขณะที่ยอดขาย 10 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ต.ค.) มีจำนวนอยู่ที่ 1,476,273 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.7% ส่วนการส่งออก 10 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวน 1,003,918 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 1.25% ขณะที่การผลิตรถยนต์ 10 เดือนแรกของปีนี้ อยู่ที่ 1,637,841 คันเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.55%.

 

เอกชนขอลดค่าต๋งเบอร์ฮัลโหล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792082

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมได้มาหารือ สำนักงาน กสทช.เพื่อขอปรับลดค่าธรรมเนียมเลขหมายโทรคมนาคมจากปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 2 บาทต่อเลขหมายต่อเดือน โดย กสทช.มีรายได้จากค่าธรรมเนียมเลขหมายปีละเกือบ 4,000 ล้านบาท จากเลขหมายที่จัดสรรให้ผู้รับใบอนุญาตทั้งหมด 170 ล้านเลขหมาย

นอกจากนี้ยังเสนอขอให้ปรับลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีทั้งในส่วนที่เป็นรายได้ของสำนักงาน กสทช.ปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 1.25% ของรายได้ และค่าธรรมเนียมที่นำส่งเป็นรายได้ของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 3.75% ของรายได้ เพื่อผู้รับใบอนุญาตจะได้นำไปปรับลดค่าบริการให้กับผู้บริโภค

“หากจะมีการปรับลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และค่าธรรมเนียมเลขหมายลงแล้ว เอกชนการันตีว่าจะลดราคาค่าบริการให้ ก็เป็นหลักการที่น่าสนใจ แต่ทั้งนี้ก็ต้องเสนอให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) พิจารณาเห็นชอบ อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บรายได้จำนวนมากแล้วนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ก็ไม่ได้ตรงวัตถุประสงค์ของ กสทช. แต่ กสทช.ควรจะกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมให้ประชาชนได้ใช้บริการอย่างทั่วถึงและราคายุติธรรม”.

 

เปิดแผนตลาดหลักทรัพย์ปี 60 หนุนไทยแลนด์4.0ดึงอุตสาหกรรมเป้าหมายระดมทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792077

 

นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ กล่าวถึงแผนกลยุทธ์ปี 60 ว่า ตลาดทุนไทยถือเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงกำหนดวิสัยทัศน์ในการมุ่งพัฒนาตลาดทุนให้เป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน สร้างรากฐานการเติบโตไปพร้อมกันทั้งตลาดทุน เศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติ พร้อมสนับสนุนทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจตามนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ กล่าวว่า ปี 60 ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าตลาด (มาร์เกตแคป) 550,000 ล้านบาท มาจากบริษัทเข้าใหม่ 280,000 ล้านบาท และบริษัทเดิมที่ระดมทุนเพิ่ม 270,000 ล้านบาท ยังไม่รวมกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย โดยตั้งเป้าดึงอุตสาหกรรมและคลัสเตอร์เป้าหมายที่เป็นจุดแข็งของประเทศ เช่น กลุ่มอาหารและพลังงานที่มีศักยภาพเข้ามาระดมทุน พร้อมส่งเสริมให้ภาครัฐใช้ตลาดทุนลดภาระหนี้สาธารณะ รวมทั้งขยายฐานความรู้ด้านการระดมทุนไปยังกลุ่ม High growth potential SMEs และธุรกิจ Startups นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนใช้เครื่องมือในตลาดทุนเพื่อระดมทุนขยายกิจการ นอกจากนี้จะมีการหารือร่วมกับตลาดหุ้น ภูมิภาคให้มีการซื้อขายหุ้นระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมุ่งสนับสนุน social enterprise และการใช้ SET Social Impact Platform เพื่อความยั่งยืน พร้อมสร้างการรับรู้ในวงกว้างโดยส่งเสริมให้บริษัทเข้าร่วมคำนวณในดัชนีระดับโลก (DJSI & MSCI) และจัดทำ CLMV Index ดัชนีหุ้นของบริษัทไทยที่มีรายได้จากการลงทุนใน CLMV และวันที่ 1 ม.ค.นี้ จะออกดัชนี SETs ซึ่งจะเป็นหุ้นขนาดเล็กที่มีสภาพคล่องดี เป็นการโปรโมตหุ้นขนาดเล็กสภาพคล่องดีด้วย

นางเกศรากล่าวต่อว่า คาดว่ามูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ปี 60 จะอยู่ที่ 57,000 ล้านบาทต่อวัน จากปีนี้อยู่ที่ 52,000 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มผู้ลงทุนหน้าใหม่ในตลาดหุ้นและตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) 110,000 คน และส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมถึงส่งเสริมให้นายจ้างจัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ employee’s choice และยังมีแผนพัฒนาการเป็นนายทะเบียนสมาชิกเพื่อรองรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับรองรับสังคมผู้สูงอายุ.