น้ำมันโลกปี 60 แตะ 55เหรียญ ใช้เพิ่ม 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792072

 

นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในงานสัมมนา The Annual Petroleum Outlook Forum 2016 ซึ่งบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันจัดขึ้นว่าแนวโน้มราคาน้ำมันโลก ปี 2560 จะอยู่ในระดับ 50-55 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จากปีนี้อยู่ที่ระดับ 40-42 เหรียญสหรัฐฯ คาดว่าความต้องการน้ำมันดิบในตลาดโลกปีหน้า จะเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันจากขณะนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลก เริ่มฟื้นตัว และราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับต่ำ ส่งผลให้มีการใช้น้ำมันมากขึ้น และกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันส่งออกรายใหญ่ (โอเปก) มีแนวโน้มลดกำลังการผลิต และกำลังการผลิตจากผู้ผลิตนอกโอเปก ที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ก็ยังอยู่ในปริมาณจำกัด สภาวะล้นตลาดของน้ำมันดิบ จึงเริ่มลดลง คาดว่าจะเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุลในครึ่งปีหลังของปี 2560

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า ก๊าซธรรมชาติเหลวจะมีบทบาทสำคัญต่อการใช้พลังงานของไทย เพราะการผลิตก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มลดลง.

 

ธปท.เร่งสอบพนักงานแบงก์ ขายข้อมูลลูกค้ากว่าล้านบัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792061

 

นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายกำกับสถาบันการเงิน เปิดเผยถึงกรณีที่มีผู้มีร้องเรียนต่อ ธปท.เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า มีกระบวนการขายข้อมูลส่วนตัว เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน และบัญชีธนาคารของลูกค้าธนาคารพาณิชย์ โดยมีพนักงานในธนาคารเป็นผู้ขายให้กับเว็บไซต์ต่างๆ 3 เว็บไซต์ และหากมีคนต้องการทราบข้อมูลก็สามารถซื้อข้อมูลส่วนตัว และเลขที่บัญชีเหล่านี้จากเว็บไซต์เหล่านี้ โดยมีบัญชีที่เกี่ยวข้องมากกว่าล้านบัญชี และวงเงินหมุนเวียนเป็นหลักพันล้านบาท ขณะเดียวกัน ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการละเมิดเหล่านี้ โดยจะได้รับการเสนอขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ประกันภัย ประกันชีวิตตลอดเวลา โดยขอให้ ธปท.ดำเนินการแก้ไขในเรื่องดังกล่าว

“เรื่องนี้ ธปท.ได้รับข้อมูลจากกลุ่มผู้ร้องเรียนดังกล่าวแล้ว ซึ่งครั้งนี้เป็นการมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากครั้งก่อนหน้าที่เคยมาร้องเรียนแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่ง ธปท.คงต้องตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวก่อนว่าเป็นข้อเท็จจริงอย่างไรมีการทำโดยใคร และทำเป็นกระบวนการหรือไม่ เพราะหากมีกรณีที่มีพนักงานคนหนึ่งคนใดนำข้อมูลของลูกค้าที่ควรปกปิดเป็นความลับมาขายต่อให้กับบุคคลอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการรับรู้ ส่วนนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ซึ่ง ธปท.จะต้องกำชับธนาคารพาณิชย์ให้มีการดำเนินการแก้ไขเรื่องดังกล่าว”

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าวต่อว่า ในขณะนี้ยังบอกไม่ได้ว่ามีกระบวน การการขายข้อมูลความลับต่อลูกค้าใหญ่โตอย่างที่ผู้ร้องเรียนระบุมาหรือไม่ เรื่องนี้ ธปท.จะเร่งดำเนินการตรวจสอบ หากพบมีการขายข้อมูลจริง ธปท.ก็สามารถที่จะสั่งการเรื่องนี้ไปยังธนาคารพาณิชย์ที่ตรวจพบได้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับประชาชน.

 

มูฟวี่ฯสตาร์ตอัพ ตามรอย“แดจังกึม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791337

 

“กองทุน Movie Fund Start Up” ภายใต้คณะ

ทำงานโครงการสานพลังประชารัฐ หนึ่งในแรงสนับสนุนสำคัญจากภาครัฐ ส่งเสริมให้เกิดการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ดี สร้างแรงกระเพื่อมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ นำพาประเทศไทยไปสู่ “ประเทศดิจิทัล”

“ดิจิทัลไทยแลนด์” จะก้าวเดินไปถึงฝั่งฝัน กระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ธุรกิจแฟชั่น ความงาม ดนตรี ฯลฯ ด้วยการนำ “วัฒนธรรมไทย” มาสร้างสรรค์ผ่านทางภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ต่างๆ เฉกเช่นเดียวกับ “ประเทศเกาหลีใต้” ที่สร้างปรากฏการณ์สะท้านโลก “Korean Culture Model” มาแล้ว

ด้วยความสำเร็จทั้งในด้าน…การท่องเที่ยว อาหาร เพลง ภาพยนตร์

เกาหลีนำเอาศิลปวัฒนธรรม การแสดงมาเป็นตัวชูโรงสร้างสรรค์ เศรษฐกิจจนเกิดกระแสเกาหลีฟีเว่อร์ไปทั่วโลก โดยเฉพาะคนไทยติดกันงอมแงม ไม่ว่าสินค้าเกาหลีที่ในอดีตจะเคยถูกมองแบบเหยียดๆ ว่าคุณภาพต่ำ ขายไม่ค่อยออก แต่พอเจอกระแสเกาหลีฟีเว่อร์เมื่อหลายปีก่อน โดย เฉพาะช่วงอิทธิฤทธิ์ซีรีส์ดัง “แดจังกึม” เข้าไปเท่านั้น สินค้าเกาหลีก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แถมด้วยทัวร์ตามรอยซีรีส์ดังก็ฮอตฮิตไม่แพ้กัน

เรียกว่า อะไรๆที่เป็นเกาหลีก็ขายดิบขายดี ผู้คนให้ความสนใจไปหมด…

ทว่า…ความสำเร็จในวันนี้ไม่ได้มาง่ายๆ หากแต่ประเทศเกาหลีใต้วางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์มานานแล้ว และคำว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่บนโลกนี้ เกิดขึ้นและมีมานานกว่า 50 ปีแล้วเช่นกัน

ประเทศไทยตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (2555-2559) กำหนดทิศทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศบนฐานความรู้ที่เน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ การสร้างนวัตกรรม

เพื่อสร้างสรรค์ “สินค้า” และ “บริการ” รวมถึงการพัฒนาปัจจัย แวดล้อมต่างๆที่เอื้อต่อการพัฒนาเครือข่ายธุรกิจให้มีเอกลักษณ์…

กุญแจสำคัญมีอยู่ว่า “ความคิดสร้างสรรค์” ที่ว่านี้สามารถสะท้อนถึงตัวตนของพื้นที่ดังกล่าวให้ดึงดูดการลงทุนเข้ามายังพื้นที่ หรือเพิ่ม ช่องทางการแสดงออกของผู้สร้างสรรค์ในสาขาต่างๆ

นี่คือคำจำกัดความคร่าวๆ เข้าใจง่ายๆของคำว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” หรือ “Creative Economy”

วันนี้…ความท้าทายสำคัญ คือ “รัฐบาลต้องกล้าลงทุน” เพราะต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปสู่ “ประเทศดิจิทัล”

หนึ่ง…ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทุกพื้นที่ สอง…เพิ่มความสามารถในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลาง…ฮับแห่งการเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัล

สาม…พัฒนาคอนเทนต์ แอพพลิเคชั่น สี่…ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพ และ ห้า…ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนการประกอบธุรกิจที่พึ่งพาเทคโนโลยีเป็นหลัก

ประเด็นพิจารณาที่สำคัญ ข้อมูลจาก “กองทุน Movie Fund Start Up” พุ่งเป้าไปที่…การสร้างรายได้ประเทศจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพเสนอเพิ่มเติมกลุ่ม “Cultural Economy”

ด้วยเหตุผลสำคัญ…“ประเทศไทย” มีสถานที่และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และน่าชื่นชม สามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ

จะก้าวเดินไปสู่จุดหมายที่ว่านี้ ต้องใช้สื่อ “บันเทิง” เป็นตัวนำทำให้เกิดความนิยมในสิ่งที่กล่าวถึง พร้อมกันนั้นต้องทำให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อยอดไปยังกิจกรรมที่สร้าง “รายได้” อื่นๆ เช่น สถานที่ท่องเที่ยว อาหาร วัฒนธรรม แฟชั่น ความงาม สินค้าและบริการ สปา นวดไทย มวยไทย ฯลฯ

ภายใน 10 ปี (2559–2569)…อาจแยกย่อยเป็นเฟส 1 ระยะ 3 ปี กับเฟส 2 ระยะ 7 ปี เพื่อปรับปรุงยุทธศาสตร์ให้ทันยุคสมัย โดยหัวเรือ ใหญ่ก็คือ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ กระทรวงวัฒนธรรม หอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการสร้างภาพยนตร์และสื่อบันเทิง

การพัฒนาธุรกิจ “ท่องเที่ยว”…“วัฒนธรรม” ในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แยกย่อยออกได้หลายแขนง

การท่องเที่ยว วัฒนธรรม อาหาร งานหัตถกรรม มวยไทย แพทย์แผนไทย เป็นต้น ศิลปะ…การแสดง…จิตรกรรม…ประติมากรรม สื่อภาพยนตร์…ดนตรี…การพิมพ์ งานสร้างสรรค์ออกแบบ…แฟชั่น…ความงาม…สถาปัตยกรรม…มัณฑนศิลป์…วิจิตรศิลป์

“รักจัง”…กับ “เมืองปาย” ปรากฏการณ์ภาพยนตร์ปี 2549 ที่ประสบ ความสำเร็จและตามติดมาด้วย “ปาย อิน เลิฟ”…ในปี 2552 สร้างธุรกิจต่อยอด “ทัวร์ตามรอยรักจัง เที่ยวเมืองปาย”

….เกิดห่วงโซ่ต่อเนื่องไปถึงธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร กระทั่งร้านขายของที่ระลึก ฮอตฮิตติดลมบนจนสายการบินต้องเปิดเที่ยวบิน “กรุงเทพฯ–ปาย” กับ “เชียงใหม่–ปาย”แถมพ่วงท้ายมาด้วยการตั้งชื่อน้ำตก ตามชื่อหนัง…จากน้ำตก “ผาดอกเสี้ยว” เป็น “น้ำตกรักจัง” ที่ดอยอินทนนท์

ภาพสะท้อนชัดเจนคือตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยว “แม่ฮ่องสอน” สำนักงานสถิติจังหวัดแม่ฮ่องสอนระบุว่า ปี 2549 อยู่ที่ 367,869 คน หลังภาพยนตร์ “รักจัง” ฉาย…ปี 2550 ตัวเลขขยับเพิ่มขึ้นเป็น 829,560 คน…ปี 2551 ขยับพุ่งสูงไปถึง 1,536,456 คน และในปี 2552 ขยับลดลงมาเป็น 1,115,748 คน

ส่องไปที่ตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวดูบ้าง นับว่าน่าสนใจทีเดียว …ปี 2549 อยู่ที่ 1,629.8 ล้านบาท หลังภาพยนตร์ “รักจัง” ฉาย…ปี 2550 ตัวเลขอยู่ที่ 3,794.38 ล้านบาท…ปี 2551 ตัวเลขอยู่ที่ 4,207.94 ล้านบาท

และในปี 2552 ตัวเลขก็ยิ่งสูงขึ้นอยู่ที่ 4,870.38 ล้านบาท

อีกตัวอย่างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อยอดสถานที่ วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ดึงรายได้ให้กับประเทศ นั่นก็คือ “ภาพยนตร์ต่างประเทศที่ถ่ายทำในไทย” อาทิ Mechanic Resurrection (2016)…เกาะ
หลีเป๊ะ จ.สตูล, Lost in Thailand (2012) จ.เชียงใหม่ ทำให้ช่วงปี 2005-2015 ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นไปถึง 921 เปอร์เซ็นต์

The Beach (2000)…อ่าวมาหยา เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ และ James Bond Golden Gun (1974) เขาตะปู จังหวัดพังงา

จิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆข้างต้นนี้จะนำไปสู่การขับเคลื่อน “แนวคิด”… “ยุทธศาสตร์” เพื่อการเดินหน้าไปสู่อนาคตอย่างมั่นคงยั่งยืนได้ ควรที่จะต้องจัดตั้งหน่วยงานรูปแบบพิเศษร่วมภาครัฐ…เอกชน, ศึกษาสตาร์ตอัพ โมเดล เสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมทั้งระบบ, สรรหาบุคลากรที่มีทักษะ ประสบการณ์จริงจากภาคอุตสาหกรรม

ครบด้านบูรณาการด้วยการพัฒนา “ตลาดงานสร้างสรรค์” ของ ไทยทั้งระบบ ควบคู่ไปกับส่งเสริม “ธุรกิจการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ” ในประเทศไทย ฯลฯ

ความท้าทายสำคัญ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ต้องใช้สมองสรรค์สร้าง เพิ่มมูลค่า…ในแบบพึ่งพาตนเอง จะเข้มแข็งยั่งยืนได้ต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน ค่อยๆสร้าง…ค่อยๆก่อด้วยมือตัวเอง.

 

กรมการค้าภายใน เปิดเว็บขายข้าว เชื่อมโยงชาวนากับผู้ซื้อโดยตรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 22:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791896

 

กรมการค้าภายใน เปิดหน้าเว็บ เชื่อมโยงขายข้าวให้ชาวนาและผู้ประกอบการ ซื้อขายกันโดยตรง จัดหาสถานที่หน้ากระทรวงพาณิชย์ ให้ชาวนาขายข้าว นาน 3 เดือน เริ่ม ธ.ค.59-ก.พ.60…

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผลผลิตข้าวออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการส่งเสริมชาวนาให้มีช่องทางการจำหน่ายข้าวเพิ่มขึ้น และพัฒนาเป็นผู้ประกอบการ กรมการค้าภายใน จึงได้เปิดหน้าในเว็บไซต์ www.dit.go.th ของกรมการค้าภายใน เพื่อเชื่อมโยงจัดหาตลาดผู้บริโภคที่มีความต้องการซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรง ซึ่งหน้าเว็บไซต์ดังกล่าวจะปรากฏข้อมูลให้ผู้ต้องการซื้อและผู้ต้องการขายข้าว กรอกรายละเอียดต่างๆ เพื่อกรมฯจะได้ดำเนินการการเชื่อมโยงให้กับผู้ซื้อผู้ขายได้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน

นอกจากนี้ยังได้เชื่อมโยงผู้ซื้อที่เป็นหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กรมพัฒนาธุรกิจ บริษัท อิสเทิร์น โพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด บริษัท คาวาซากิ มอร์เตอร์ เอนเตอร์ไพรซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ซื้อข้าวสารจากกลุ่มเกษตรกรโดยตรง และจัดหาสถานที่ให้เกษตรกรนำข้าวสารไปจำหน่ายด้วยตนเอง เช่น ห้างสรรพสินค้า สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น รวมถึงจะจัดสถานที่หน้ากระทรวงพาณิชย์ให้เกษตรกรนำข้าวสารมาจำหน่ายโดยตรงด้วย ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือน ธ.ค.59-ก.พ.60

“หากเกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกร ผู้ผลิตข้าว และผู้บริโภค หรือบริษัทต่างๆ ต้องการซื้อ-ขายข้าวโดยตรง สามารถแจ้งความต้องการ โดยการกรอกข้อมูลลงในแบบฟอร์มในเว็บไซต์ www.dit.go.th คลิกเข้าไปที่หัวข้อ “ldquo;กรมการค้าภายในเชื่อมโยงขายข้าว ช่วยเหลือชาวนา” หรือติดต่อได้ที่กองส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร 1 หมายเลขโทรศัพท์ 0-2507-5722, 0-2547-5395 หรือสายด่วน 1569 ส่วนประชาชนที่สนใจซื้อข้าวจากชาวนา สามารถติดตามวัน เวลา สถานที่ที่จะไปจำหน่ายข้าวได้ในเว็บไซต์ได้เช่นกัน”

 

ส่งมอบงานไม่ครบถ้วน ทอท. แจงเหตุไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้ UAS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 22:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791906

 

ทอท. แจงเหตุไม่จ่ายเงินค่าจ้าง 146 ล้าน ให้ UAS เนื่องจากส่งมอบงานไม่ครบถ้วน ตามเงื่อนไขในสัญญาจ้าง จึงไม่สามารถตรวจรับและเบิกจ่ายเงินให้ได้ พร้อมร่วมหารือให้ได้ข้อยุติ…

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ทอท. ในฐานะผู้ดำเนินกิจการท่าอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้รับอนุญาตจากกรมศุลกากรให้เป็นผู้จัดตั้งเขตปลอดอากร ทสภ. ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค. 2547 เป็นต้นมา โดย ทอท. ได้ว่าจ้างกิจการร่วมค้า ยูนิเวอร์แซล เอวีเอชั่น เซอร์วิสเซส (UAS) เป็นผู้บริหารจัดการด้านการขนส่งสินค้าภายในเขตปลอดอากร ทสภ. โดยมีกำหนดระยะเวลาว่าจ้าง 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 9 ต.ค. 2553 – 8 ต.ค. 2563

ส่วนกรณีที่ UAS ร้องเรียนว่า ทอท. ค้างจ่ายเงินค่าจ้างเป็นเงิน 146 ล้านบาทเศษนั้น ทอท. ขอเรียนชี้แจงว่า ทอท.ไม่มีเจตนาที่จะหน่วงเหนี่ยวหรือไม่จ่ายเงินค่าจ้างงานให้ UAS แต่ที่ยังไม่สามารถดำเนินการจ่ายได้ เนื่องจาก UAS ส่งมอบงานไม่ถูกต้องและครบถ้วน อาทิ ค่าจ้างงานจ้างช่วงประมาณ 45 ล้านบาท ที่ UAS ไปจ้างผู้รับจ้างช่วงระยะสั้นคราวละ 3 เดือน โดย ทอท.มีหนังสือแจ้งให้ UAS ปรับแก้ไขให้จ้างช่วงแบบระยะยาวมีกำหนด 2 ปี และให้จัดส่งขอบเขตรายละเอียดงานจ้าง (TOR) พร้อมประมาณการราคาให้ ทอท.พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน ซึ่งเป็นเงื่อนไขในสัญญาจ้างระหว่าง ทอท. กับ UAS แต่ UAS เพิกเฉยและมิได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด และยังคงยืนยันใช้ TOR เดิมที่ใช้จัดจ้างตั้งแต่ปี 2553 มาใช้ ซึ่งปัจจุบันขอบเขตงานจ้างช่วง ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ราคาค่าจ้างก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามขอบเขตงาน เช่น งานจ้างดูแลภูมิทัศน์พื้นที่ที่ดูแลลดลงประมาณ 6,000 ตารางเมตร และงานจ้างดูแลระบบปรับอากาศ ซึ่ง UAS ไม่ซ่อมแซม ทำให้ Chiller ชำรุด ไม่สามารถใช้งานได้ ผู้รับจ้างงานจ้างช่วงก็ไม่ต้องบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) เงินค่าจ้างก็จะต้องลดลง

นอกจากนี้ UAS ยังยืนยันที่จะเรียกเก็บเงินค่าจ้างงานจ้างช่วงเท่าเดิม ทอท.จึงไม่สามารถจ่ายเงินค่าจ้างให้ได้ ซึ่ง ทอท.ได้มีหนังสือเชิญ UAS มาประชุมหารือเรื่องนี้ แต่ UAS ก็ไม่มาร่วมประชุม รวมทั้ง ทอท.ได้ประสานและขอให้ UAS เป็นผู้นัดประชุมตามเวลาที่ UAS สะดวก แต่ UAS ก็ไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด

สำหรับเงินค่าจ้างบางส่วนที่ UAS ดำเนินการถูกต้องตามสัญญา ทอท.อยู่ระหว่างดำเนินการเบิกจ่ายให้ประมาณ 40 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ ทอท.ได้แจ้งให้ UAS แก้ไขเอกสารใบแจ้งหนี้ เพื่อเบิกจ่ายเงินให้ตามขั้นตอน แต่ UAS ไม่ดำเนินการ จึงยังไม่สามารถเบิกจ่ายเงินให้ได้ ทอท.ถือว่าได้ทำหน้าที่ในฐานะผู้ว่าจ้างอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ UAS ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง ทอท.จึงไม่สามารถจ่ายเงินให้ UAS ได้ อย่างไรก็ตาม ทอท.ยินดีจะประชุมร่วมกับ UAS เพื่อพิจารณาและหารือเพื่อให้ได้ข้อยุติร่วมกัน และเบิกจ่ายเงินให้กับ UAS ต่อไป.

 

‘วุฒิชาติ’ ไล่บี้ก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดง มั่นใจเปิดทัน ปี 63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 20:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791922

 

ผู้ว่าการรถไฟฯ ลงพื้นที่เร่งรัดก่อสร้างรถไฟชานเมือง สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต มั่นใจพร้อมเปิดให้บริการ มิ.ย.ปี 63 ขณะที่การก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ คืบหน้า 50% ตามแผน…

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำคณะผู้บริหารการรถไฟฯ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้า การแก้ไขปัญหา และอุปสรรคการดำเนินงานในพื้นที่ก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมือง สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ช่วงสัญญาที่ 1 สัญญาที่ 2 และสัญญาที่ 3

นายวุฒิชาติ เปิดเผยว่าหลังลงพื้นที่ ว่า การรถไฟฯ ได้มีการประชุมติดตามความคืบหน้า และมีการเร่งรัดการก่อสร้างโครงการกับผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการทั้ง 3 สัญญา ซึ่งพบว่าในภาพรวมสัญญาที่ 1 งานโยธาสำหรับสถานีรถไฟบางซื่อและศูนย์ซ่อมบำรุง และสัญญาที่ 2 งานโยธาสำหรับทางรถไฟช่วงบางซื่อ-รังสิต มีความก้าวหน้าไปแล้ว 60% ขณะที่สัญญาที่ 3 งานระบบรถไฟฟ้าและเครื่องกล รวมงานจัดซื้อตู้รถไฟฟ้า คืบหน้าแล้วประมาณ 10% ซึ่งการรถไฟฯ ได้ให้นโยบายเร่งรัดการก่อสร้างโครงการทั้งหมด เพื่อเปิดให้บริการเดินรถได้ทันตามแผนในเดือน มิ.ย. 2563

อย่างไรก็ตามในส่วนผู้รับเหมาโครงการในสัญญาที่ 1 คือกลุ่มเอสยูจอยเวนเจอร์ (ชิโยชิโนไทย-ยูนิค) และผู้รับเหมาโครงการในสัญญาที่ 2 คือบริษัท อิตาเลียนไทย ดิเวลอปเม้นต์ จำกัด ได้ขอขยายระยะเวลาในสัญญาออกไปจากกำหนดเดิม หลังพบปัญหาการส่งมอบพื้นที่ล่าช้าจากปัญหาข้อพิพาทในพื้นที่ และการบุกรุกเข้ามาอาศัยในพื้นที่เขตทาง ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทยได้มอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษาจัดทำความเห็นประกอบการพิจารณา เบื้องต้นเห็นว่ามีเหตุผลอันสมควรต่อการขยายระยะเวลาของสัญญา แต่ทั้งนี้การขยายเวลาในสัญญาดังกล่าวจะไม่กระทบต่อแผนการเปิดให้บริการในเดือน มิ.ย. 2563 อย่างแน่นอน

“การรถไฟฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ในการติดตามความก้าวหน้าการลงทุนโครงการรถไฟชานเมือง สายสีแดง อย่างใกล้ชิด โดยได้ติดตามผลการลงทุนในส่วนของผู้รับเหมาโครงการทุกสัปดาห์ และมีการรายงานความคืบหน้าเป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้รับทราบข้อมูลการก่อสร้าง ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ เพื่อนำมาแก้ไขได้อย่างทันท่วงที จึงมั่นใจจะเสร็จทันตามกำหนดในปี 2563 อย่างแน่นอน” นายวุฒิชาติกล่าว

ส่วนความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการสถานีกลางบางซื่อ เพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อและรองรับการให้บริการของทั้งรถไฟฟ้า และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง รถไฟเชื่อมท่าอากาศยาน (แอร์พอร์ตลิงค์) และรถไฟความเร็วสูง ขณะนี้มีความคืบหน้าการก่อสร้างประมาณ 50% เป็นไปตามแผนที่กำหนด และมั่นใจว่าเมื่อสร้างเสร็จโครงการสถานีกลางบางซื่อ จะเป็นจุดเชื่อมโยงการเดินทางระบบรางที่ทันสมัย สามารถอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทย

สำหรับโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต มีจุดเริ่มต้นโครงการที่สถานีบางซื่อ ไปตามแนวเขตทางรถไฟในเส้นทางรถไฟสายเหนือ ผ่านเขตจตุจักร บางเขน หลักสี่ ดอนเมือง และไปสิ้นสุดที่สถานีรังสิต จังหวัดปทุมธานี ระยะทางรวมประมาณ 26.3 กิโลเมตร ประกอบด้วย 10 สถานี และมีแผนจะต่อขยายไปยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในอนาคตอันใกล้.

 

บขส.-กสท ย้ำจ่ายเยียวยาเหยื่อรถทัวร์ตกเหว พบถนนเขาพลึงลาดชัน-คดเคี้ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 20:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791781

 

บขส.-กสท ตั้งโต๊ะแถลง จ่ายเยียวยาเหยื่อรถทัวร์ตกเหวเขาพลึง พบถนนมีความลาดชัน คดเคี้ยว แต่ยังไม่รู้สาเหตุเกิดอุบัติเหตุ รอ ตร.สรุป…

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และ พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท. จำกัด (มหาชน) กล่าวภายหลังจากลงพื้นที่เกิดเหตุรถตกเหวเขาพลึง หมู่ 7 ต.ด่านนาขาม อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ว่า รถคันที่เกิดเหตุเป็นรถที่จัดกิจกรรมทัศนศึกษายัง จ.น่านและแพร่ โดยมีผู้โดยสารและคนขับรถทั้งหมด 38 คน ซึ่งผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมีจำนวน 20 คน ขณะนี้ได้นำส่งโรงพยาบาลทั้งหมดแล้ว ส่วนผู้เสียชีวิตจำนวน 18 คน ญาติผู้เสียชีวิตได้เคลื่อนศพกลับสู่ภูมิลำเนาทั้งหมดแล้ว โดย บขส.ได้มีวงเงินสินไหมจากการทำประกันการเดินทางเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต รายละ 800,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลไม่เกินรายละ 280,000 บาท และทางบริษัท กสท. พนักงานที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ของบริษัทจะได้รับเงิน 200,000 บาท และได้ค่าฌาปนกิจสงเคราะห์ 135,000 บาท

ขณะที่การตรวจสอบสภาพรถโดยสารไม่ประจำทางพบว่า มีการตรวจสอบสภาพรถตามมาตรฐาน และมีอายุการใช้งานรถเพียง 6 ปีจาก 30 ปี และพนักงานขับรถมีอายุการทำงานมาประมาณ 20 ปี และไม่เคยมีประวัติการขับขี่ที่เกิดอุบัติเหตุ และมีการผลัดเปลี่ยนพนักงานขับรถทุก 4 ชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนด จึงมั่นใจว่า สาเหตุที่เกิดขึ้นน่าจะไม่ได้มาจากส่วนนี้ แต่ต้องรอผลสรุปการเกิดอุบัติเหตุจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง แต่สภาพถนนที่ใช้ในการสัญจรครั้งนี้ ถนนเป็นไปตามมาตรฐานและมี 4 เลน แต่มีความลาดชันและมีความคดเคี้ยว จึงไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากทางกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทพบว่า มีเส้นทางใดที่สำรวจแล้วยังไม่ปลอดภัย จะมีการประสานงานร่วมกันให้มีเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยง เพื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้างแผงกั้นและจุดพักรถต่อไป โดยปัจจุบันรถของ บขส.มีการดำเนินการใน 3 ส่วน ได้แก่ รถประจำเส้นทาง รถเช่าเหมา และรถขนส่งพัสดุภัณฑ์ โดยมีรถเช่าเหมาจำนวน 40 คัน.

สุดเศร้า ญาติรับ 18 ศพบัสตกเขาพลึง แม่ฝันฟันหักหมดปาก ก่อนเสียลูกชาย

 

รมว.พาณิชย์ สั่งเข้มราคาสินค้า หวั่นฉวยโอกาสขึ้นตามค่าแรงขั้นต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 18:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791532

 

รมว.พาณิชย์ สั่งการ พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ตรวจสอบเข้มราคาสินค้า-ค่าครองชีพทั่วประเทศ ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า พร้อมระบุโทษ หากพบร้านค้าไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือจำหน่ายสินค้าควบคุมสูงกว่าราคาควบคุม …

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 59 ตามที่ ครม. มีมติรับทราบ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 5-10 บาท เพื่อเป็นการปรับรายได้ ให้คนงานดำรงชีพได้ดีขึ้น โดยจะมีผล 1 ม.ค. 2560 ใน 69 จังหวัด นั้น เพื่อเป็นการดูแลและป้องกันการฉกฉวยโอกาสในการปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งอาหารปรุงสำเร็จ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ออกสำรวจตรวจสอบเข้ม ดูราคาสินค้า ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑลและทุกจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่มีการประกาศ ค่าแรงเพิ่ม รวมทั้งขอความร่วมมือร้านค้าอย่าถือโอกาสนี้ขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากกระทบต้นทุนน้อยมาก กล่าวคือ จากการปรับขึ้นค่าแรงดังกล่าวโดยรวมจะมีผลต่อต้นทุนเพียงร้อยละ 0.01-1.02 ยกตัวอย่างค่าอาหารและเครื่องดื่ม ปรับค่าแรงแล้วมีผลต่อต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น 0.02-0.3 หมวดของใช้ประจำวัน มีผลต่อต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.05-0.44 ดังนั้น จึงขอให้ผู้ประกอบการอย่าใช้โอกาสนี้ขึ้นราคาสินค้าเกินจริง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะให้มีการตรวจเข้มทั่วประเทศ

นางอภิรดี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดสายตรวจออกตรวจกำกับราคาสินค้าค่าครองชีพนั้น กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญอย่างมาก มีการออกตรวจเป็นประจำ โดยมีระดับผู้บริหารกรมและกระทรวงเป็นหัวหน้าสายออกตรวจ ที่ผ่านมาตั้งแต่ ม.ค.-ต.ค. 2559 มีการร้องเรียนสถิติการจับกุมดำเนินคดีเรื่องราคาสินค้าแล้ว จำนวน 260 ราย ปรับเป็นเงิน 456,400 บาท ปรับเรื่องเครื่องชั่งไม่ตรง ไม่มีใบรับรองแล้ว 342 ราย เป็นเงิน 5 ล้านบาท

ทั้งนี้ บทลงโทษเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หากพบร้านค้าไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หากจำหน่ายสินค้าควบคุมสูงกว่าราคาควบคุม โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท จำหน่ายสินค้าสูงเกินควร จงใจทำให้เกิดความปั่นปวนของราคาสินค้าหรือกักตุนสินค้า จำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ. มาตราชั่ง ตวง วัด ที่มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้เพิ่มระดับความเข้มงวดในการกำกับดูแลเรื่องค่าครองชีพ และขอให้ประชาชนที่พบเห็นร้านค้าที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคา รวมทั้งที่ฉกฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเกินความเป็นจริง แจ้งข้อมูลมาที่สายด่วนหมายเลข 1569 ซึ่งกรมการค้าภายในจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบและดำเนินการทันที

 

ปตท.-บางจาก ขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 50 สต. เว้นอี 85 ขยับ 30 สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 17:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791772

 

รีบเติมกันซะวันนี้!! ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 50 สต. เว้นอี 85 ขยับ 30 สต. มีผลตี 5 พรุ่งนี้…

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. บมจ.ปตท. และ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 50 สตางค์/ลิตร เว้น E85 เพิ่มขึ้น 30 สตางค์/ลิตร มีผลเวลา 05.00 น. วันที่ 24 พ.ย. 59

สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95 ราคา 32.86 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 25.75 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 25.48 บาท/ลิตร E20 ราคา 23.24 บาท/ลิตร E85 ราคา 18.69 บาท/ลิตร และดีเซล ราคา 22.49 บาท/ลิตร (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด).

 

สภาอุตฯ ชี้แจกเงินคนจน กระตุ้นจับจ่าย เชื่อนายจ้างรับได้ปรับค่าแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 17:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791692

 

ปธ.สภาอุตฯ ชี้มาตรการรัฐช่วยผู้มีรายได้น้อย ไม่ส่งผลต่อจีดีพี แต่ช่วยกระตุ้นจับจ่าย ส่วนการปรับขึ้นค่าแรง เชื่อผู้ประกอบการรับได้ โล่ง “ทรัมป์” ยกเลิกทีพีพี ขณะที่ ภาพรวมปรับค่าจ้าง-โบนัสปีนี้ พบลดลงจากปี 58…

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาล ว่า คงไม่ส่งผลต่ออัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) มากนัก เพราะมีมูลค่าแค่หมื่นกว่าล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้เกิดความเข้มแข็ง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต แต่น่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในช่วงต้นปี เพราะคนกลุ่มนี้จะเร่งการใช้จ่ายเงิน ไม่ได้เก็บออมไว้

ส่วนกรณีที่ ครม.มีมติให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนั้น คิดว่าเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการน่าจะรับได้ เพราะไม่ได้ปรับมา 3 ปีแล้ว เป็นการพิจารณาที่มีเหตุผล และผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการไตรภาคีมาแล้ว และคงไม่ส่งผลกระทบในเรื่องต้นทุนการผลิต จนทำให้ต้องมีการปรับราคาสินค้า

สำหรับข้อเสนอให้รัฐปรับลดการหักภาษี ณ ที่จ่าย (3%) นั้น มีนานแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับฐานภาษีเงินได้นิติบุคคลปรับลดลงจาก 30% มาอยู่ที่ 20% ซึ่งจะเป็นการเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการมากขึ้น และเป็นแรงกระตุ้นให้กับผู้ประกอบการมากขึ้น ซึ่งคิดเป็นมูลค่าปีละหลายหมื่นล้านบาท ที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุนให้กับผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวอาจส่งผลให้เงินทุนหมุนเวียนของภาครัฐลดลง แต่เป็นเรื่องที่มีเหตุผลและเป็นธรรม เพราะเป็นเงินของผู้ประกอบการเอง

ส่วนกรณีว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีนโยบายจะยกเลิก TPP นั้น รู้สึกโล่งใจมากขึ้นจากความกังวลว่าจะเสียเปรียบทางการค้ามาเลเซีย และเวียดนาม ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีเวลาปรับตัวและพิจารณาข้อดี-ข้อเสียมากขึ้น และคงต้องรอดูนโยบายของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ชัดเจนอีกที ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินอะไรได้มากนัก เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่เคยหาเสียงไว้จะนำไปสู่ภาคปฏิบัติหรือไม่

ด้าน นายถาวร ชลัษเฐียร รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ กล่าวถึงภาพรวมนโยบายการปรับค่าจ้างและโบนัสปี 2559 โดยสำรวจความคิดเห็นจากสถานประกอบการ 535 แห่ง ในภาคอุตสาหกรรม 12 คลัสเตอร์ ระบุว่า จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างเฉลี่ย 4.17% ลดลงจาก 5.04% ในปีก่อน และจ่ายโบนัส 1.87 เดือน ลดลงจากปีก่อนที่จ่าย 2.34 เดือน โดยสถานประกอบการขนาดใหญ่จะมีเกณฑ์การปรับขึ้นค่าจ้าง และจ่ายโบนัสสูงกว่าสถานประกอบการขนาดเล็ก

สำหรับข้อมูลกระทรวงอุตสาหกรรมในปี 2558 รายงานว่า ประเทศไทยมีกำลังแรงงานในภาคอุตสาหกรรมประมาณ 6,184,926 คน จำแนกเป็น แรงงานวิชาชีพ 1,102,464 คน และแรงงานฝ่ายผลิต 5,082,462 คน และเมื่อคิดจากความต้องการกำลังคนเพิ่มขึ้น 4.48% พบว่า ประเทศไทยมีความต้องการกำลังคนในปี 2560 เพิ่มขึ้น และทดแทนคนเกษียณประมาณ 277,085 คน.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แรงงานเฮ! ครม.ไฟเขียวปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 69 จังหวัด มีผล 1 ม.ค.60