ปั้นเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ กระทรวงอุตฯดึงผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 พ.ย. 2559 06:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793142

 

นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า กสอ.ได้ทยอยจัดสัมมนา เชิงปฏิบัติการ เรื่อง “พลิกธุรกิจสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 และเอสเอ็มอี 4.0” ซึ่งเป็นรูปแบบคล้ายการเปิดบ้าน เน้นจัดสัมมนาในจังหวัดหัวเมืองหลักที่มีเอสเอ็มอีกระจุกตัวอยู่มาก ทั้งในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีเป้าหมายจัดสัมมนา 12 ครั้ง แยกเป็นต่างจังหวัด 11 ครั้ง และกรุงเทพฯ 1 ครั้ง คาดว่าจะมีเอสเอ็มอีเข้าร่วมงานประมาณ 10,000 คน ภายในเดือน ธ.ค.นี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เอสเอ็มอี ทั่วประเทศรับทราบมาตรการต่างๆ ที่หน่วยงานรัฐดำเนินการอยู่ และให้เอสเอ็มอีมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพีเอสเอ็มอี) คิดเป็น 50% ในปี 2564 จากปัจจุบันอยู่ที่ 42%

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ที่ปรึกษา รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานหลักสูตรโครงการเอสเอ็มอี สตาร์ตอัพ กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการในโครงการดังกล่าว รุ่นที่ 4-5 ในปี 2560 ต่อเนื่องจากปัจจุบันมีการอบรมหลักสูตรแล้ว 3 รุ่น โดยใน 3 รุ่นแรกมีผู้เข้าอบรมหลักสูตรรวม 345 ราย ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มนี้ถือเป็นเอสเอ็มอีกลุ่ม นักรบรุ่นใหม่ (New Warriors) ของประเทศไทย ที่จะมีส่วนสำคัญในการร่วมมือกับรัฐบาล เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทยในอนาคต สำหรับหลักสูตรดังกล่าวเป็นการนำอดีตผู้บริหารชั้นนำของประเทศที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาอบรมให้ความรู้ อาทิ นายกานต์ ตระกูลฮุน อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เป็นต้น โดยเอสเอ็มอีที่ผ่านหลักสูตรทั้ง 3 รุ่น สามารถขยายกิจการคิดเป็นมูลค่ารวมกัน 12,423 ล้านบาท และมียอดขายรวมกันถึง 52,699 ล้านบาท และมีการจ้างงานเพิ่มเติมอีก 30,102 คน.

 

“8นวัตกรรม”เขย่าธุรกิจโลก อนาคตหุ่นยนต์แย่งงานคนแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793141

 

นางสาววิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย) เปิดเผยถึงผลสำรวจ Tech breakthroughs megatrend ที่ศึกษารูปแบบของเทคโนโลยีมากกว่า 150 ประเภททั่วโลก เพื่อค้นหาว่าเทคโนโลยีใดจะเข้ามามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการและกลุ่มอุตสาหกรรมมากที่สุด โดยผลจากการสำรวจพบว่ามีเทคโนโลยีสำคัญ 8 ประเภท ได้แก่ 1.ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence : AI) ซอฟต์แวร์ที่มีความฉลาด หรือศักยภาพในการทำงานเทียบเท่ากับมนุษย์ 2.ความ เป็นจริงเสริม (Augmented reality : AR) เป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานระหว่าง ความเป็นจริงเข้ากับโลกเสมือนที่สร้างขึ้น (Virtual world) ถูกนำมาใช้ใน ธุรกิจคลังสินค้าช่วยผู้ผลิตในการประกอบเครื่องบิน งานซ่อมแซมไฟฟ้า เป็นต้น

3.บล็อกเชน (Blockchain) เทคโนโลยีที่ใช้บันทึกข้อมูลและบัญชี ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แบบรายการเดินบัญชี ที่ใช้ซอฟต์แวร์ในการบันทึกและยืนยันการทำธุรกรรมที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ ไม่ต้องอาศัยคนกลาง และแชร์ข้อมูลได้ 4.โดรน (Drones) พาหนะหรืออุปกรณ์ที่ใช้ทางอากาศหรือในน้ำ อาทิ อากาศยานไร้คนขับ ใช้เทคโนโลยีบังคับเครื่องบินแทนมนุษย์ เช่น การ ถ่ายภาพเคลื่อนไหว การสำรวจ การเฝ้าระวัง และการจัดส่งสินค้า เป็นต้น

5.เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตเชื่อมต่ออุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ (The Internet of Things : IOT) หรือยานพาหนะที่สามารถเชื่อมต่อหรือสื่อสารระหว่างกันผ่านเซ็นเซอร์ซอฟต์แวร์ เพื่อให้สามารถจัดเก็บ รวบรวมข้อมูลโดย ไม่ต้องผ่านมนุษย์ 6.หุ่นยนต์ (Robots) เครื่องจักรกลที่มีระบบเซ็นเซอร์ควบคุมผ่านระบบอัจฉริยะเพื่อช่วยการทำงานของมนุษย์ ส่งผลให้การจ้างงาน มนุษย์ในอนาคตอาจลดลง 7.ความเป็นจริงเสมือน (Virtual reality : VR) เทคโนโลยีการจำลองภาพสามมิติ หรือสภาพแวดล้อมที่เสมือนจริงผ่านระบบคอมพิวเตอร์ โดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น หูฟัง เป็นต้น 8. เทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ (3D printing) สร้างชิ้นงานด้วยการเติมวัสดุเพื่อสร้างภาพดิจิทัล 3 มิติ.

 

“เงินตึงตัว”โค้งสุดท้ายปีลิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 พ.ย. 2559 06:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793137

 

แนวโน้มสภาพคล่องช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ อาจมีแรงเหวี่ยงกลับจากมาตรการกระตุ้นการบริโภค และการท่องเที่ยวของรัฐบาล ส่วนเงินฝากธนาคารพาณิชย์ยังคงมุ่งเน้นการออกผลิตภัณฑ์เพื่อชดเชยเงินฝากพิเศษเดิมที่ครบกำหนดเป็นหลัก ทำให้แนวโน้มสภาพคล่องในช่วงที่เหลือของปีนี้ มีโอกาสตึงตัวขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่ระดับที่น่ากังวล ทั้งนี้ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ปัจจัยฤดูกาลในช่วงท้ายปีที่มักมีแรงซื้อผลิตภัณฑ์เงินออมระยะยาวเพื่อรับสิทธิ ประโยชน์ทางภาษีทั้งประกันชีวิต และกองทุนรวม (RMF และ LTF) ซึ่งจะดึงเงินฝากออกจากระบบบ้าง แต่ความต้องการสินเชื่อที่ยังค่อยเป็นค่อยไป ทำให้คาดว่าการออกผลิตภัณฑ์เงินฝากพิเศษของธนาคารช่วงท้ายปีน่าจะมุ่งเน้นการชดเชยเงินฝากพิเศษเดิมที่ครบกำหนดมากว่าการชิงส่วนแบ่งตลาด

สำหรับสภาพคล่องธนาคารพาณิชย์ ณ เดือน ต.ค.59 ผ่อนคลายลงจากเงินฝากภาครัฐ ขณะที่สินเชื่อเติบโตจำกัดปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยตามกิจกรรมเศรษฐกิจที่ชะลอลงจากปัจจัยพิเศษ โดยมีเงินฝากเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งจากเงินฝากภาครัฐช่วงเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ โดยมีเงินให้สินเชื่อสุทธิเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 22,900 ล้านบาท จากเดือนก่อน สู่ระดับ 10.52 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.84% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนจากธุรกิจขนาดใหญ่ และที่อยู่อาศัย ขณะที่เงินฝากกลับมาเพิ่มขึ้น 209,000 ล้านบาท จากเดือนก่อนสู่ระดับ 11.36 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.91%.

 

ปตท.ล้มแผนปิโตรเคมีเวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 พ.ย. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793127

 

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ได้รับแจ้งอย่างไม่เป็นทางการจากผู้บริหารจังหวัดบินห์ดินห์ ประเทศเวียดนาม ว่าต้องการขอยกเลิกโครงการวิกตอรี่ที่กลุ่ม ปตท. เคยหารือเพื่อพัฒนาโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ มูลค่า 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพราะจังหวัดบินห์ดินห์จะใช้พื้นที่ที่จะมีการลงทุนในโครงการดังกล่าวเป็นพื้นที่พัฒนารองรับการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ ปตท.จะรอรับหนังสือแจ้งยกเลิกอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง ส่วนจะมีการลงทุนในพื้นที่ใดต่อไปในเวียดนามหรือประเทศอื่นๆทดแทน ปตท.ได้มอบให้บริษัทไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) รับผิดชอบในการศึกษาโครงการต่อไป

“ปตท. ยังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างทางธุรกิจเพื่อให้มีความเหมาะสม เพราะปัจจุบัน ปตท.มีบริษัทที่เป็นแกนในการทำธุรกิจหรือแฟล็กชิป 3 บริษัทที่ทั้ง 3 บริษัทมีธุรกิจครอบคลุมทั้งโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี และที่ผ่านมาปตท.ได้มีการศึกษาการรวมธุรกิจทั้ง 3 บริษัท แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปเพราะยังไม่ถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมในขณะนี้”.

 

“หมอวิน” เผยกลยุทธ์การตลาด “บิวตี้ บุฟเฟ่ต์”สบช่องฉลองครบรอบ 10 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793112

 

ขอบคุณภาพจาก beautybuffetshop

ยอดขายผลิตภัณฑ์ความงามเติบโตต่อเนื่องทั้งใน และกลุ่มประเทศ CLMV “หมอวิน”ทำคลอดโปรโมชั่นฉลอง 10 ปี “บิวตี้ บุฟเฟ่ต์” จัดแคมเปญแจกรถยนต์คืนกำไร หลังมั่นใจรายได้ทะลุเป้า 2,000 ล้านบาท

นพ.สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ BEAUTY เปิดเผยในงานแถลงครบรอบ 10 ปี ของเครื่องสำอางแบรนด์ไทยแท้ “บิวตี้ บุฟเฟ่ต์” ว่า แนวโน้มธุรกิจไตรมาส 4 ปีนี้ยังเติบโตได้ดี เพราะไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะใดผู้หญิงสมัยใหม่ ก็ยังให้ความสำคัญกับความสวยความงามของตนเพื่อสร้างบุคลิกให้ดูดีตลอดเวลา ประกอบกับมีการขยายตัวของเมืองใหญ่ๆในต่างจังหวัดมากขึ้น ทำให้ยอดขายทั่วประเทศเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และยังคงเป็นที่นิยมของกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวทั้งจากเอเชียและจีน

ขณะที่บริษัทได้ขยายช่องทางจำหน่ายให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้นด้วยการรุกเข้าไปในตลาดของกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ เขมร ลาว พม่า เวียดนาม และเอเชียโดยรวมอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มั่นใจว่ารายได้รวมปี 59 จะทะลุเป้าที่วางไว้ที่ 2,100 ล้านบาท และรักษาอัตรากำไรสุทธิไว้ในระดับไม่ต่ำกว่า 20% ได้

“เศรษฐกิจที่ชะลอตัวช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจความงามมากนัก แม้ในช่วงที่ประเทศไทยอยู่ในบรรยากาศโศกเศร้า จะกระทบยอดขายบ้าง แต่ตั้งแต่เดือน พ.ย.เป็นต้นมา ยอดขายกลับขึ้นมาอยู่ในระดับปกติ เชื่อว่าหลังจากนี้ผู้ประกอบการที่ต้องการโปรโมตสินค้าจะเร่งทำตลาดมากขึ้น โดยบริษัทจะเน้นส่งเสริมการขายที่หน้าร้าน และจัดแคมเปญฉลองครบรอบ 10 ปี ของเครื่องสำอาง “บิวตี้ บุฟเฟ่ต์” ด้วยการแจกรถยนต์ฮอนด้าซิตี้ จักรยานยนต์ ไอโฟน และทองคำ มูลค่ารวม 1.5 ล้านบาท สอดรับไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปลายปีด้วย”

นพ.สุวินกล่าวว่า การขยายตลาดต่างประเทศในกลุ่ม CLMV และเอเชียเป็นโอกาสดีในการเพิ่มรายได้จากการทดลองทำตลาด ก็ได้รับการตอบรับที่ดี จึงเริ่มขยายตลาดไปยังฮ่องกง ไต้หวัน เพื่อสร้างแบรนด์เครื่องสำอางไทยให้เป็นที่รู้จักของนานาชาติมากขึ้น เพราะเห็นว่าตลาดกลุ่มนี้มีความต้องการต่อเนื่องและด้วยคุณภาพสินค้าที่เทียบชั้นเคาน์เตอร์แบรนด์ไฮเอนด์ ในราคาที่จับต้องได้ สินค้าของบริษัทจึงเป็นที่นิยมอย่างมากทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับเป้าหมายรายได้ และกำไรปี 60 คาดว่าจะโตไม่ต่ำกว่า 20% เหมือนทุกปี และจะเร่งขยายสาขาทั้งใน และต่างประเทศอีก 40-50 สาขาในงบลงทุน 100-110 ล้านบาท พร้อมกับหาพันธมิตรเพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายในมาเลเซีย และฟิลิปปินส์ คาดว่าจะสรุปผลได้ภายในสิ้นไตรมาสสุดท้ายนี้ “เรามีแผน 5 ปี (59-63) ที่ตั้งเป้าทำรายได้จากต่าง ประเทศเพิ่มเป็น 10-15% จากที่เป็นอยู่ที่ 5-6%”

บริษัทยังมีแผนทำโปรโมชั่นฉลอง 10 ปี “Beauty Buffet…สวยแซ่บ แจกแน่น” เพื่อคืนกำไรลูกค้าเมื่อซื้อสินค้าครบ 300 บาท พิมพ์รหัสตามเงื่อนไขใบเสร็จ ส่ง SMS ไปที่หมายเลข 4712077 ลุ้นรับรางวัลใหญ่กว่า 40 รางวัล รถยนต์ฮอนด้าซิตี้ 1 คัน จักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ 10 คัน ไอโฟน 7 จำนวน 10 รางวัล ทองคำน้ำหนัก 2 สลึง 20 รางวัล มูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง 2 ก.พ.60 ทั้งนี้ BEAUTY เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ความงาม และอาหารเสริม 6 แบรนด์ด้วยกัน ได้แก่ บิวตี้ บุฟเฟ่ต์ (BEAUTY BUFFET), บิวตี้ คอทเทจ (BEAUTY COTTAGE), บิวตี้ มาร์เก็ต (BEAUTY MARKET), เมด อิน เนเจอร์ (MADE IN NATURE), เกิร์ลลี่ เกิร์ล (GIRLY GIRL) และบิวตี้ พลาซ่า (BEAUTY PLAZA) ซึ่งจะมีความแตกต่างกันในการตอบสนองความ ต้องการของแต่ละกลุ่มลูกค้าเป็นสำคัญ.

 

ลุ้น! 5 แห่งยังลูกผีลูกคน “เอสเอ็มอีแบงก์” นำขบวนออกแผนฟื้นฟู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 พ.ย. 2559 05:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793022

 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการทั้งหมด 7 แห่ง คาดว่าธนาคารเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์จะออกจากการฟื้นฟูกิจการเป็นรายแรก ขณะที่รายที่ 2 คือ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ส่วนที่เหลืออีก 5 แห่ง ยังต้องลุ้นเรื่องผลการดำเนินงานว่าจะสามารถแก้ไขหนี้ที่สะสมและมีผลการดำเนินงานที่มีกำไรได้หรือไม่

“เดือน ธ.ค.นี้ รัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่ง ต้องเสนอแผนการดำเนินงานปีหน้าให้ สคร.พิจารณา และส่งให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซุปเปอร์บอร์ดพิจารณาด้วย แผนดังกล่าวต้องมียุทธศาสตร์การทำงานที่ชัดเจน และสามารถแก้ไขปัญหาขององค์กรได้ ที่ผ่านมาผลการดำเนินงานของเอสเอ็มอีแบงก์ที่มีกำไรและยังสามารถลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ได้ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเอสเอ็มอีแบงก์มีความแข็งแกร่งดีแล้ว ส่วนการบินไทย ปี 58 ผลการดำเนินงานขาดทุน แต่ปี 59 นี้ เริ่มมีกำไร หลังจากที่สามารถลดภาระต้นทุนลงได้สำเร็จ แต่การบินไทยจะออกจากแผนฟื้นฟูได้หรือไม่ในปีหน้าขึ้นอยู่กับแผนธุรกิจและผลการดำเนินงานที่แท้จริง”

สำหรับรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการมี 7 แห่ง คือ 1.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 2.บริษัท การบินไทย 3.การรถไฟแห่งประเทศไทย 4.องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ 5.ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ 6.บริษัททีโอที และ 7.บริษัท กสท โทรคมนาคม ที่เหลืออีก 5 แห่ง คาดว่าจะยังไม่สามารถออกจากแผนฟื้นฟูกิจการได้ในปีหน้า.

 

ปล่อยผีนำเข้าถั่วเหลือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 พ.ย. 2559 05:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793017

 

น.ส.จริยา สุทธิไชยา รักษาการเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ที่มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติให้เปิดตลาดนำเข้าถั่วเหลืองและกากถั่วเหลือง โดยให้เป็นไปตามกรอบองค์การการค้าโลก หรือดับเบิลยูทีโอ และการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตา ตั้งแต่ 1 ม.ค.60 เป็นต้นไป และเพื่อให้การบริหารการนำเข้าสอดคล้องกับการวางแผนการผลิตของเอกชนที่นำเข้าถั่วเหลือง ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้ขยับเวลาการนำเข้าจากนำเข้าทุกปีเป็นนำเข้าทุก 3 ปี โดยให้ทบทวนปริมาณและการบริหารการนำเข้าทุกปี โดยกรอบที่นำเข้าถั่วเหลืองครั้งนี้มีอัตราภาษี 0% เป็นการเปิดเสรีแบบไม่จำกัดปริมาณการนำเข้า โดยจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติต่อไป

“ถ้าผู้ประกอบการนำเข้าถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองมา จะต้องซื้อถั่วเหลืองทุกเมล็ดจากเกษตรกรในประเทศในราคาบวกเพิ่มจากเดิมที่เคยกำหนดไว้ตามกรอบเมื่อ 3 ปีก่อน อีก 2 บาท เพราะต้นทุนของเกษตรกรเพิ่มขึ้น ขณะนี้ต้นทุนอยู่ที่ กก.ละ 15 บาทกว่า ราคารับซื้อประกอบด้วยการซื้อถั่วเหลืองจากเกษตรกรเพื่อผลิตเป็นอาหาร หรือน้ำมันพืช ราคาที่ไร่นาเดิมอยู่ที่ 15.50 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) จะบวกเพิ่มอีก 2 บาท เป็น กก.ละ 17.50 บาท และถ้านำเมล็ดถั่วเหลืองไปสกัดเป็นอาหารสัตว์เดิมซื้อในราคา กก.ละ 15.75 บาท บวกอีก 2 บาท เป็น กก.ละ 17.75 บาท หากนำถั่วเหลืองไปแปรรูปเป็นอาหารมนุษย์ เช่น ซอสถั่วเหลือง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เดิมซื้อที่ราคา กก.ละ 17.75 บาท บวกอีก 2 บาท เป็น 19.75 บาท ซึ่งขึ้นกับคุณภาพของเมล็ดถั่วเหลืองในแต่ละประเภท”.

 

กรมปศุสัตว์ส่งชุดเฉพาะกิจลุย สกัดสารเร่งเนื้อแดงหมู-โคขุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 พ.ย. 2559 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793007

 

น.สพ.อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้เร่งปราบปรามสารเร่งเนื้อแดงปนเปื้อนในเนื้อสุกรและโคขุน เพื่อยกระดับมาตรฐานอาหารให้ปลอดภัย (Food Safety) แก่ผู้บริโภค โดยจัดชุดเฉพาะกิจ ได้แก่ สารวัตรกรมปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ทั้งทหาร ตำรวจ ในพื้นที่ร่วมกันเข้าสุ่มตรวจสอบจับกุมและปราบปรามผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องด้านปศุสัตว์ ทั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนโรงฆ่าสัตว์ และเนื้อสัตว์เถื่อนที่ลักลอบนำเข้า ซึ่งทุกครั้งจะบุกตรวจโดยไม่แจ้งให้ผู้ประกอบการทราบล่วงหน้า “การดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทำให้การตรวจพบการใช้สารเร่งเนื้อแดงลดลง เหลือเพียง 2.62% ขณะที่การปราบปรามโรงฆ่าสัตว์เถื่อนปี 59 มีการบุกจับกุมและดำเนินคดีถึงปัจจุบันรวม 229 ครั้ง สั่งเพิกถอนและยกเลิกใบอนุญาตโรงฆ่าสัตว์ที่ไม่ได้มาตรฐาน 163 แห่ง แจ้งเตือนโรงฆ่าสัตว์ให้ปรับปรุงด้านสุขอนามัย 245 แห่ง และจับกุมผู้ลักลอบนำเข้าและจำหน่ายเนื้อสัตว์เถื่อนได้ 115 ครั้ง ซึ่งกรมปศุสัตว์ยังเดินหน้าต่อ เพื่อหวังยกระดับมาตรฐานการผลิตและจำหน่ายเนื้อสัตว์ปลอดภัยก่อนถึงมือผู้บริโภค”.

 

จัดทัพประกันสุขภาพข้าราชการไทย โอนค่ารักษาพยาบาลให้เอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792997

 

อุดรูรั่วเงินงบประมาณรัฐไหล

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้หารือกับนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เรื่องการให้บริษัทประกันชีวิตเข้ามาบริหารเงินค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ วงเงินปีละไม่เกิน 60,000 ล้านบาท หลังได้หารือกับผู้บริหารสมาคมประกันวินาศภัยและสมาคมประกันชีวิต ซึ่งทั้ง 2 สมาคมมีความเห็นตรงกันและรับข้อเสนอของกระทรวงการคลังในการดูแลค่ารักษาพยาบาลข้าราชการเรียบร้อยแล้ว “เรื่องค่ารักษาพยาบาลที่กระทรวงการคลังจะมอบให้บริษัทประกันมาดำเนินการแทน กรมบัญชีกลางมีการหารือหลายรอบแล้ว และมีข้อสรุปตรงกันว่าข้าราชการจะได้รับการดูแลเรื่องดังกล่าวอย่างน้อยที่สุด เหมือนเดิมหรือดีกว่าเดิม ซึ่งระหว่างนี้ กระทรวงการคลังจะทำรายละเอียดเพื่อรายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ ตั้งเป้าเริ่มดำเนินการได้ในปีงบประมาณ 61 หรือตั้งแต่ 1 ต.ค.60”

นายสมชัยกล่าวว่า การมอบภารกิจเรื่องรักษาพยาบาลให้บริษัทประกันชีวิตเข้ามาดูแลแทนกรมบัญชีกลาง มีอยู่เพียง 2 ประเด็น คือ 1.ลดการรั่วไหลของเงินงบประมาณ และ 2.เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาพยาบาล โดยข้าราชการและครอบครัวที่ได้รับสิทธิรักษาพยาบาลปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 4 ล้านคน หากคำนวณค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยปีละ 60,000 ล้านบาท ก็เท่ากับ ข้าราชการ 1 คน มีค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลเฉลี่ยคนละ 15,000 บาทต่อปี ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับการบริการ และหากกระทรวงการคลังยังไม่มีมาตรการใดๆออกมาควบคุม งบค่ารักษาพยาบาลก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ “วงเงินค่ารักษาพยาบาลปีละ 60,000 ล้านบาท เป็นเพียงตัวเลขเบื้องต้น ซึ่งบริษัทประกันชีวิตต้องไปคำนวณว่ามีความเสี่ยงที่จะขาดทุนหรือไม่”

ด้านนายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัย กล่าวว่า มีบริษัทประกันวินาศภัยขนาดใหญ่ 7-8 แห่ง ตอบรับเข้าร่วมรับบริหารค่ารักษาพยาบาลข้าราชการแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้จะให้นักคณิตศาสตร์ประกันภัยคิดคำนวณค่าเบี้ยประกัน โดยคำนวณจากฐานรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลของรัฐในปี 59 ที่ใช้กว่า 71,000 ล้านบาท บวกกับประเมินแนวโน้มค่ารักษาพยาบาลปี 60 และปี 61 ที่มีโอกาสเพิ่มขึ้น คาดว่าจะเสร็จนำเสนอ รมว.คลัง พิจารณา ธ.ค.นี้.

 

คลังยกเว้นภาษีเครื่องสำอาง งัดมาตรการช็อปช่วยชาติเป็นของขวัญปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792996

 

คลังจ่อ! เสนอ ครม.ออกมาตรการยกเว้นเก็บภาษีเครื่องสำอาง 2 เดือน ดีเดย์! เดือนกุมภา–มีนา 60 เท่านั้น หวังกระตุ้นท่องเที่ยว เปรย! เตรียมรอฟังข่าวดี “อภิศักดิ์” ขนมาตรการของขวัญปีใหม่มากระตุ้นอีกระลอก ทั้งช็อปช่วยชาติ ลดหย่อนภาษี ขยายเวลายาวขึ้นจาก 7 วัน เป็น 15 วัน หรือ 1 เดือน

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการศึกษามาตรการมอบของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล โดยจะมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นการบริโภคและสนับสนุนการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ พร้อมทั้งให้ส่งผลดีต่อไปในปีหน้าด้วย โดยคาดว่าผลการศึกษาจะพิจารณาเสร็จเรียบร้อยและพร้อมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในสิ้นปีนี้ และบางมาตรการจะใช้สำหรับต้นปีหน้า

“มาตรการที่เตรียมเอาไว้มีเยอะมาก โดยมาตรการที่จะมอบเป็นของขวัญปีใหม่นั้นยังไม่สามารถบอกได้แต่อาจจะมีการนำมาตรการเดิมๆ มาใช้ เช่น การหักค่าลดหย่อนภาษีจากการซื้อสินค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ 15,000 บาท เป็นระยะเวลา 7 วัน หรือนำโครงการช็อปช่วยชาติมาใช้ก็ได้เพราะเป็นโครงการที่ดี แต่หากต้องการให้เกิดผลตอบรับที่แรงกว่านี้จะต้องเพิ่มระยะเวลาเป็น 15 วัน หรือ 1 เดือน เห็นได้จากเมื่อปีที่แล้ว ทางกรมสรรพากรสูญเสียรายได้จากค่าลดหย่อนที่ประชาชนนำมาขอลดหย่อนภาษีมากขึ้น แต่กรมสรรพากรก็ได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เพิ่มขึ้นด้วย ก็เท่ากับรวมๆแล้วรัฐบาลไม่สูญเสียรายได้”

อย่างไรก็ตาม มาตรการที่พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว แต่จะนำมาใช้ในเดือน ก.พ.-มี.ค.2560 คือ การลดภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง หรือคอสเมติก เช่น น้ำหอม แป้ง และลิปสติก เป็นต้น โดยจะลดอัตราภาษีลงเหลือ 0% จากปกติจัดเก็บในอัตรา 5-20% โดยจะเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทย ซึ่งประเด็นนี้ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เห็นด้วยตามข้อเสนอของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เพราะการยกเว้นภาษีเครื่องสำอางจะมีผลกระทบต่อผู้ผลิตภายในประเทศไม่มากเนื่องจากมีผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย เช่น กิฟฟารีน

ส่วนสินค้ารายการอื่นๆที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เสนอให้พิจารณาลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมานั้น เช่น กระเป๋าหนัง เครื่องหนัง เสื้อผ้าหรูแบรนด์เนมราคาแพงนั้น ทางกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นสมควรว่าให้คงอัตราภาษีเท่าเดิม เพราะเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้าภายในประเทศ

ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวต่อว่า ส่วนการพิจารณาใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงการคลังในช่วงปลายปีนี้ เพราะต้องการให้เป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจไปจนถึงปีหน้า โดยอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจตลอดทั้งปีนี้ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ที่ระดับ 3.2% และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดการณ์ที่ 3.3% เป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังยังไม่พอใจ โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ตลอดทั้งนายอภิศักดิ์ ต้องการเห็นอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจที่มากกว่านี้

ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่กระทรวงการคลังต้องหามาตรการเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ หรือ Big Bang เพื่อให้เศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปีนี้ขยายตัวได้ 3.3-3.4% และให้มาตรการมีผลต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้าโตอย่างเต็มศักยภาพที่ 4-5% ให้ได้

นายสมชัยกล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการจัดทำกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นยืนยันว่า การแก้ไขกฎหมายจะแล้วเสร็จภายในปี 2560 แต่จะมีผลบังคับใช้เมื่อใดนั้นยังไม่สามารถบอกได้ เนื่องจากกฤษฎีกาได้มีการท้วงติงในบางประการ จึงต้องทำการแก้ไขก่อนเพื่อให้สอดคล้องกับประเด็นที่หารือร่วมกัน หลังจากนั้นจะส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติ (สนช.) พิจารณาต่อไป

ด้านนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะไม่ลดอัตราภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยทุกรายการ เพราะการลดอัตราภาษีดังกล่าวต้องพิจารณาถึงผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่อยู่ภายในประเทศด้วย ซึ่งปัจจุบันอัตราภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยจัดเก็บอยู่ที่ 5-30% ซึ่งถือเป็นกำแพงภาษีเพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าจากต่างประเทศที่มีราคาแพง สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ผลิตภายในประเทศได้.