ได้ฤกษ์สร้างทางคู่ทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793972

 

นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุม คณะกรรมการติดตามแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน (Action plan) ปี 2559 ของกระทรวงคมนาคมว่า ขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อยู่ระหว่างรับฟังความเห็นร่างเงื่อนไขการประมูลรถไฟทางคู่ 4 เส้นทาง และอีก 1 เส้นทางเร่งด่วนที่อยู่นอกแผนแอคชั่น แพลน ปี 2559 มูลค่ารวม 101,707.48 ล้านบาท โดยจะเปิดประมูลพร้อมกันทั้ง 5 เส้นทาง ระหว่าง 13-20 ธ.ค.2559 นี้ จากนั้นจะเปิดให้ยื่นข้อเสนอในเดือน ม.ค.-ก.พ.2560 และลงนามในสัญญาก่อสร้างได้ในวันที่ 21 มี.ค.2560

สำหรับรถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง ประกอบด้วย เส้นทางประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กิโลเมตร วงเงิน 17,249.90 ล้านบาท, เส้นทางมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ 132 กิโลเมตร วงเงิน 29,449.31 ล้านบาท, รถไฟทางคู่เส้นทางลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กิโลเมตร วงเงิน 24,722.28 ล้านบาท, เส้นทางนครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 165 กิโลเมตร วงเงิน 20,046.41 ล้านบาท และเส้นทางหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ (อยู่นอกแผนแอคชั่น แพลน) ระยะทาง 90 กิโลเมตร วงเงิน 10,239.58 ล้าน บาท ส่วนโครงการดำเนินงานภายใต้การกำกับของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) นั้น ขณะนี้ได้เตรียมที่จะเปิดประมูลโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 ที่เหลืออีก 3 โครงการ ประกอบด้วย 1.งานก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก อาคารสำนักงานสายการบิน และที่จอดรถ 2.งานจัดซื้อพร้อมติดตั้งระบบสายพานลำเลียงกระเป๋า และระบบตรวจจับวัตถุระเบิด และ 3.งานจ้างก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ชั้น 2-4 และส่วนต่อเชื่อมอุโมงค์ด้านทิศใต้.

 

พาณิชย์ จับผู้ประกอบการโกงชาวนา หักเงินค่าสิ่งเจือปน ทำมั่วไม่ตรวจสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 18:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792736

 

กรมการค้าภายใน ออกตรวจสอบผู้ประกอบการรับซื้อข้าวเปลือกใน จ.สุพรรณบุรี ชัยนาท นครสวรรค์ พิษณุโลก จับผู้ประกอบการซื้อข้าวโกงชาวนา หักเงินค่าสิ่งเจือปน ทั้งที่ไม่ตรวจสอบก่อน ส่งตำรวจดำเนินคดีแล้วทุกราย …

วันที่ 24 พ.ย.59 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากการส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจ และเจ้าหน้าที่สายตรวจชั่งตวงวัด ออกตรวจสอบผู้ประกอบการรับซื้อข้าวเปลือกในพื้นที่ ที่มีผลผลิตข้าวเปลือกออกมาก ล่าสุด วันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่สายตรวจ ที่ตรวจสอบในจังหวัดสุพรรณบุรี ชัยนาท นครสวรรค์ และพิษณุโลก ว่า พบผู้ประกอบการรับซื้อข้าวเปลือก 4 ราย รับซื้อข้าวเปลือกโดยไม่มีการวัดสิ่งเจือปน แต่ได้หักลดน้ำหนักข้าวเปลือกของเกษตรกร โดยอ้างมีสิ่งเจือปน ถือว่าเป็นการเอาเปรียบเกษตรกร และฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 40 พ.ศ.2559 เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขการรับซื้อและการแสดงราคารับซื้อข้าวเปลือก มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ ไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยเจ้าหน้าที่ได้จับกุม และส่งพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุทุกรายแล้ว

นอกจากนี้ ยังตรวจสอบพบผู้รับซื้อข้าวเปลือกอีก 8 ราย มีการเอาเปรียบเกษตรกร โดยไม่แสดงราคารับซื้อข้าวเปลือก หรือไม่แสดงรายละเอียดการหักสิ่งเจือปนจำนวน 4 ราย และรับซื้อข้าวเปลือกโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบการค้าข้าว 4 ราย ซึ่งได้ดำเนินคดีกับผู้รับซื้อข้าวเปลือกทั้ง 8 รายแล้ว

“ผู้ประกอบการโรงสีและท่าข้าว ต้องรับซื้อข้าวเปลือกในราคาที่เป็นธรรม และไม่เอารัดเอาเปรียบเกษตรกร รวมทั้งต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ถ้าเกษตรกรไม่ได้รับความเป็นธรรมในการขายข้าวเปลือก และพบเห็น หรือทราบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งข้อมูลมาได้ที่สายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ จะส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบ ถ้าพบผิดจริง จะดำเนินการตามกฎหมายแน่นอน” อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าว.

 

แบงก์ชาติสยองหนักยอดลูกหนี้ชักดาบเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793966

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสายนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ขณะนี้พบว่าในรายงานผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ระบุว่าภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวช้า และกระจุกตัวเป็นบางภาค ทำให้สินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention Loan : SM) ซึ่งเป็นการแสดงการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้ 1-2 เดือน ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้อยู่ที่ 324,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 26,000 ล้านบาท ทำให้สัดส่วน SM ต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.38% ของสินเชื่อรวม จาก 2.17% ในไตรมาสก่อนหน้า

โดยสินเชื่อที่มีการผิดนัดชำระหนี้สูงที่สุดเป็นสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค เพิ่มขึ้นจาก 3.2% ในไตรมาสก่อนหน้าขึ้นมาเป็น 3.26% ในไตรมาสนี้ โดยเป็นการเพิ่มขึ้น ทั้งการผิดนัดชำระหนี้ของสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม การผิดนัดชำระหนี้ในสินเชื่อ เช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งสูงต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ของปี 2557 เริ่มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยในไตรมาสนี้มียอด SM อยู่ที่ 8.05% ลดลงจาก 8.12% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่สินเชื่อ SM ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีไตรมาสที่ 3 ปีนี้เป็นอีกภาคที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.23% จาก 2.07% ในไตรมาสก่อนหน้า เช่นเดียวกับสินเชื่อ SM ของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นเป็น 1.86% ในไตรมาสที่ 3 จาก 1.51% ในไตรมาสก่อนหน้า ทั้งนี้ ความสามารถในการชำระหนี้ที่ด้อยลงของลูกหนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ ธปท.จะติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะคาดว่าแนวโน้มอาจจะเพิ่มขึ้นในปีหน้า.

 

ทองไทยผันผวน ทั้งวันปรับ 7 ครั้ง ขึ้นรวม 200 รูปพรรณขาย 20,600

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 พ.ย. 2559 18:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793792

 

ทองไทยผันผวน เปลี่ยนแปลง 7 ครั้ง รวมตลอดทั้งวันปรับขึ้น 200 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,000 ขายออก 20,100 ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,647.36 ขายออก 20,600 …

วันที่ 25 พ.ย.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทอง ซึ่งตลอดทั้งวันมีการเปลี่ยนแปลง 7 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.22 น. ทองเปิดตลาดปรับลดลง 200 บาท ต่อมา ครั้งที่ 2 เวลา 09.43 น. ราคาทองปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท จากนั้น ครั้งที่ 3 เวลา 14.03 น. ปรับขึ้น 50 บาท ห่างกันเพียง 10 นาที เวลา 14.13 น. สมาคมค้าทองคำรายงาน ครั้งที่ 4 ราคาปรับขึ้นอีก 50 บาท

ครั้งที่ 5 เวลา 15.24 น. ราคาทองปรับขึ้นอีก 50 บาท ครั้งที่ 6 เวลา 15.41 น. ราคาปรับขึ้นต่อเนื่อง 50 บาท จนกระทั่งในครั้งที่ 7 เวลา 16.14 น. ราคาทองปรับลด 50 บาท ทำให้ตลอดทั้งวัน ราคาทองปรับขึ้นรวม 200 บาท ส่งผลให้ทองแท่ง รับซื้อบาทละ 20,000.00 ขายออกบาทละ 20,100.00 ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 19,647.36 ขายออกบาทละ 20,600.00

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 10.29 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,500.40 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 พ.ย. 2559 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793777

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 10.29 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,500.40 จุด มูลค่าการซื้อขาย 36,866.60 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 25 พ.ย.59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 10.29 จุด เปลี่ยนแปลง 0.69% ดัชนีอยู่ที่ 1,500.40 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 36,866.60 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน).

 

พาณิชย์ ชี้ ขึ้นค่าแรง กระทบสินค้าเล็กน้อย ข้าวกะเพรา ขยับจานละ 12 สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 พ.ย. 2559 17:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793691

 

พาณิชย์ เปิดผลศึกษาขึ้นค่าแรง 5-10 บาท/วัน กระทบต่อต้นทุน-ราคาสินค้าน้อยมาก ระบุ กระทบอาหารจานด่วนแค่ 11-12 สตางค์/จาน ส่วนชุดนักเรียนกระทบสูงสุด 1.74 บาท/ตัว …

วันที่ 25 พ.ย.59 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากการศึกษาโครงสร้างต้นทุนของราคาสินค้าที่มีผลต่อการปรับขึ้นค่าแรงงานอีกวันละ 5-10 บาท ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 ม.ค.60 โดยสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการครองชีพของประชาชน เช่น อาหารปรุงสำเร็จ (ข้าวกะเพรา) จานละ 35 บาทนั้น ค่าแรงงานที่ปรับขึ้น ทำให้ต้นทุนขึ้นเพียง 0.31-0.57% หรือขึ้นเพียงจานละ 11-12 สตางค์เท่านั้น นมยูเอชทีกล่องละ 12 บาท ต้นทุนเพิ่มขึ้น 0.04-0.07% หรือกล่องละ 0.004-0.008 บาท ยังไม่ถึง หรือไม่ถึง 1 สตางค์ด้วยซ้ำ

ส่วนผงซักฟอกถุงละ 63 บาท มีผลกระทบทำให้ต้นทุนขึ้น 0.07-0.13% หรือเพิ่มขึ้นถุงละ 4-8 สตางค์ หรือเสื้อนักเรียน ซึ่งใช้แรงงานจำนวนมากในการตัดเย็บก็ยังมีผลกระทบน้อย โดยหากราคาตัวละ 180 บาท อาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นตัวละ 0.94-1.74 บาท โดยรวมแล้วค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้นมีผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้า 0.01-1.02% เท่านั้น ดังนั้น ราคาสินค้าไม่ควรปรับขึ้นแต่อย่างใด

“การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อต้นทุนและราคาสินค้าน้อยมาก จึงไม่ใช่เหตุผลที่ผู้ประกอบการจะปรับขึ้นราคาขายสินค้า ดังนั้น กรมฯ จึงได้มีมาตรการกำกับดูแลราคาสินค้าอย่างเข้มงวดทุกช่วงการค้า ตั้งแต่ ราคา ณ โรงงาน ตัวแทนจำหน่าย ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก รวมทั้งได้จัดสายตรวจในกรุงเทพฯ 9 สาย และภูมิภาคทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง”

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ จะทำให้ผู้ใช้แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มกำลังซื้อ ทำให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผู้ประกอบการจะสามารถจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มมากขึ้น และเมื่อผลิตมากขึ้น จะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสินค้าลดลงอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบว่า ผู้ค้าปรับราคาสูงขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผล สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ซึ่งกรมฯ จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 อย่างเคร่งครัด โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

สร้างทางวิ่งรถไฟฟ้า หน้า ร.ร.ฤทธิยะฯ -ย้ำ 26 พ.ย. รื้อสะพานรัชโยธิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 พ.ย. 2559 17:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793746

 

รฟม. แจ้งเบี่ยงจราจรบน ถ.พหลโยธิน หน้าโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย สร้างทางวิ่งรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย.-7 ธ.ค. เวลา 4 ทุ่ม-ตี 5 ย้ำ ตี 1 วันที่ 26 พ.ย. รื้อสะพานรัชโยธิน …

เมื่อวันที่ 25 พ.ย. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า กิจการร่วมค้ายูเอ็น-เอสเอช-ซีเอช ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต สัญญาที่ 2 จะดำเนินงานก่อสร้างโครงสร้างทางวิ่งรถไฟฟ้า บริเวณโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย จึงมีความจำเป็นต้องปิดเบี่ยงช่องทางจราจรบนถนนพหลโยธินฝั่งขาออกเพิ่ม 1 ช่องทาง (ชิดเกาะกลาง) ทำให้มีช่องทางจราจรฝั่งขาออกคงเหลือ 1 ช่องทาง และฝั่งขาเข้าคงมี 2 ช่องทาง ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 25 พ.ย. 2559 ถึง วันพุธที่ 7 ธ.ค. 2559 เวลา 22.00–05.00 น.

ทั้งนี้ การเบี่ยงการจราจร เพื่อการดำเนินงานก่อสร้าง อาจทำให้ผู้ใช้เส้นทางไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางและอาจมีเสียงดังรบกวนในวันเวลาดังกล่าว ดังนั้นหากไม่มีความจำเป็น โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทาง

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ทางรฟม.ได้แจ้งว่า จากแผนดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-คูคต จะมีการก่อสร้างทางวิ่งรถไฟฟ้ายกระดับช่วงระหว่างสถานีรัชโยธินกับสถานีพหลโยธิน 24 ที่ตัดผ่านสี่แยกรัชโยธินและสะพานรถยนต์ข้ามแยกในแนวถนนพหลโยธิน จึงมีความจำเป็นต้องรื้อสะพานรถยนต์ข้ามแยกรัชโยธินออก ซึ่งทาง รฟม. มีแผนก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดทางแยกในแนวถนนรัชดาภิเษกทดแทน ควบคู่กับการก่อสร้างสะพานรถยนต์ข้ามแยกในแนว ถนนพหลโยธิน โดยใช้โครงสร้างเดียวกันกับทางวิ่งยกระดับของรถไฟฟ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรองรับการจราจรที่บริเวณแยกรัชโยธินทั้ง 2 ทิศทาง โดยจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการให้สั้นที่สุดในการปิดการจราจรระหว่างดำเนินการก่อสร้างโครงการ คาดว่าใช้เวลาดำเนินการ 2 ปี

ดังนั้น ในวันเสาร์ที่ 26 พ.ย. 2559 จะทำการรื้อสะพานรัชโยธิน ตั้งแต่เวลา 01.00 น. เป็นต้นไป โดยประชาสัมพันธ์เส้นทางเลี่ยงให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนได้รับทราบล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ก่อสร้างบริเวณสี่แยกรัชโยธิน 5 เส้นทาง ดังนี้ เส้นทางที่ 1 ใช้ทางเลี่ยงเข้าสู่ซอยพหลโยธิน 21 ออกไปยังซอยวิภาวดี 30 เส้นทางที่ 2 ใช้ทางเลี่ยงเข้าสู่ซอยพหลโยธิน 23 ออกไปยังซอยวิภาวดี 32 เส้นทางที่ 3 ใช้ทางเลี่ยงเข้าสู่ซอยรัชดาภิเษก 46 ออกไปยังซอยพหลโยธิน 33 เส้นทางที่ 4 ใช้ทางเลี่ยงเข้าสู่ซอยรัชดาภิเษก 48 และ 46/1 ออกไปยังซอยพหลโยธิน 35 และเส้นทางที่ 5 ใช้ทางเลี่ยงเข้าสู่ซอยพหลโยธิน 30 ออกไปยังซอยรัชดาภิเษก 36, 32, 30.

 

ทีซีซี เปิดแผน 10 ปี ทุ่ม 4หมื่นล. ลงทุนศูนย์การค้า ผนึกบิ๊กซี ลุยตจว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 พ.ย. 2559 15:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793562

 

ทีซีซี แลนด์ เผยแผน 10 ปี เตรียมเม็ดเงิน 4 หมื่นล้าน ลงทุนศูนย์ค้าปลีกทั้งใน-ต่างประเทศ หวังรายได้ปี 69 แตะ 1 หมื่นล้าน เฉลี่ยปีละ 15% พร้อมผนึกบิ๊กซี ลุยตลาด ตจว. 30 จังหวัด ชูสวนสนุก-เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ คาดชัดเจนปี 60…

วันที่ 25 พ.ย.59 นายณภัทร เจริญกุล กรรมการผู้จัดการกลุ่มไลฟ์สไตล์ กลุ่มบริษัท ทีซีซี แลนด์ แอสเสท เวิรด์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทตั้งงบลงทุนในการก่อสร้างโครงการศูนย์ค้าปลีกในช่วง 5-10 ปี (ปี 60-69) อยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาท ไม่รวมงบซื้อที่ดิน แบ่งเป็นการลงทุนโครงการในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 2 หมื่นล้านบาท และต่างจังหวัด 2 หมื่นล้านบาท

บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เช่าภายในปี 69 เป็น 650,000 ตารางเมตร จากปัจจุบันมีพื้นที่เช่าทั้งหมด 170,000 ตารางเมตร โดยจะมีจำนวนศูนย์ค้าปลีกทั้งหมด 29 โครงการ จากปัจจุบันมีศูนย์ค้าปลีกทั้งหมด 8 โครงการ 5 แบรนด์ ได้แก่ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ ฟร้อนท์, ศูนย์การค้าเกตเวย์ เอกมัย, ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ, ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน, ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ บางกะปิ, ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่, ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยาม สแควร์ และโครงการบ็อคซ์ สเปช รัชโยธิน


นายณภัทร เจริญกุล

บริษัทตั้งเป้ารายได้ในปี 69 แตะระดับ 1 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 15% จากปีนี้คาดว่า จะมีรายได้ 2 พันล้านบาท โดยปี 60 รายได้น่าจะเพิ่มเป็น 2.3 พันล้านบาท ซึ่งการที่บริษัทมีรายได้ในระดับหมื่นล้านบาทและมีพื้นที่เช่าเพิ่มขึ้นเป็น 650,000 ตารางเมตรภายในปี 69 จะผลักดันให้ส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ของบริษัทก้าวขึ้นสู่ 1 ใน 3 ของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่สุดของประเทศทั้งในแง่ของรายได้และจำนวนพื้นที่เช่า จากปัจจุบันอยู่อันดับที่ 4

นายณภัทร กล่าวว่า การลงทุนในกรุงเทพฯ ปัจจุบันอยู่ระหว่างวางแผนขยายท่าเรือเป็น 3 ท่าในโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ ฟร้อนท์ ซึ่งจะเป็นท่าเรือที่ยาวที่สุดที่สามารถรองรับเรือสำราญได้พร้อมกันถึง 2 ลำ และปรับพื้นที่รองรับการจอดเรือท่องเที่ยว Dinne Cruise คาดว่า จะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในปี 60 อีกทั้งจะมีการเปิดเส้นทางการให้บริการเรือโดยสารรับ-ส่งมาที่โครงการเพิ่มเติม อย่างเช่น จากท่าเรือวังหลังและท่าเรือท่าเตียน หรือท่าเรือที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของแม่น้ำเจ้าพระยา จากปัจจุบันที่มีให้บริการเพียงท่าเรือสาทรเท่านั้น

ส่วนโครงการเกตเวย์ที่ปัจจุบันมี 1 แห่ง คือ เกตเวย์เอกมัย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการขยายโครงการเกตเวย์ บางซื่อ และเกตเวย์พระราม 2 เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าบริเวณกรุงเทพฯรอบนอก ด้านโครงการเซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยาม สแควร์ ในปีหน้าจะมีการพัฒนาเฟสที่ 2 เพื่อขยายพื้นที่เช่าและลานกิจกรรม และโครงการบ็อคซ์ สเปช อยู่ระหว่างการพัฒนาพื้นที่ในย่านบางนา จำนวน 30 ไร่ คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปี 61 และโครงการศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ บางกะปิ และศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่ อยู่ระหว่างการปรับโฉม คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 60

“การลงทุนของเรานั้นจะไม่ลงทุนตามความชอบของเรา เราจะเน้นการลงทุนที่ตอบโจทย์แต่ละไลฟ์สไตล์และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย อย่างเช่น เอเชียทีค ก็เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยว พันธุ์ทิพย์เป็นกลุ่มคนรักไอที เกตเวย์เอกมัยเป็นกลุ่มครอบครัว และเซ็นเตอร์พอยท์ก็เป็นกลุ่มวัยรุ่น”

สำหรับการลงทุนในต่างจังหวัด เบื้องต้นบริษัทจะนำแบรนด์เอเชียทีค ไปรุกในหัวเมืองท่องเที่ยวหลัก ในช่วง 5 ปีนี้ โดยมองการลงทุนในพัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ อุดรธานี และหาดใหญ่ เป็นต้น เพื่อขยายฐานลูกค้าที่เป็นท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศที่เดินทางมาท่องเที่ยวในต่างจังหวัดที่เป็นหัวเมืองท่องเที่ยวหลัก

พร้อมกับการเปิดแบรนด์ศูนย์การค้าใหม่ขายใน 30 จังหวัดทั่วประเทศ โดยคอนเซปต์การรวมทุกไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน และจะเป็นการร่วมมือกับ บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) ซึ่งจะมีสาขาของบิ๊กซีไปเปิดในศูนย์การค้าแบรนด์ใหม่ด้วย ในรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต พื้นที่เช่าของศูนย์การค้าแบรนด์ใหม่จะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 15,000-20,000 ตารางเมตร นำสวนสนุกและเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ต่างๆ เข้ามารวมอยู่ด้วย คาดว่าจะมีความชัดเจนของการลงทุนในปี 60 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบโครงการ

ขณะที่ ในต่างประเทศ บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาในการนำแบรนด์เอเชียทีค ไปตั้งศูนย์การค้าด้วยการร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่น หรือการเป็นที่ปรึกษา หรือการรับจ้างบริหาร เป็นต้น ซึ่งล่าสุดได้มีนักลงทุนจากประเทศเวียดนามติดต่อบริษัทเข้ามา แต่ยังไม่ได้พูดคุยในเชิงลึก ซึ่งบริษัทมีความสนใจในการขยายแบรนด์เอเชียทีค ไปในอาเซียนเช่นเดียวกัน รวมถึงจีน ซึ่งก่อนหน้านี้มีนักลงทุนจากจีนติดต่อเข้ามา แต่ขณะนั้นบริษัทยังไม่มีศักยภาพเพียงพอ ทั้งนี้ การลงทุนในต่างประเทศคาดว่าจะเห็นได้ในช่วง 10 ปีนี้

“การพัฒนาโครงการของเราก็ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยตอนนี้จะเน้นในกรุงเทพฯและปริมณฑลก่อน เพราะเรามีที่ดินรองรับอยู่พอสมควรแล้ว แต่บางแปลงอาจจะไม่สวยก็ต้องมีการซื้อเพิ่มบ้าง ส่วนการลงทุนในต่างจังหวัดเราก็จะนำแบรนด์เอเชียทีค ไปเปิดตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะหัวเมืองท่องเที่ยว รวมถึงการเปิดศูนย์การค้าแบรนด์ใหม่ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยแบรนด์ใหม่เราก็จะไปพร้อมกับบิ๊กซีด้วย

ส่วนในต่างประเทศก็คงอีกสักระยะ แต่การขยายไปในต่างประเทศก็คงใช้แบรนด์เอเชียทีค ไปขยาย โดยล่าสุดก็มีนักลงทุนจากเวียนามติดต่อเข้ามา แต่ยังไม่ได้มีการพูดคุยรายละเอียดกันมากนัก โดยการลงทุนในต่างประเทศจะเป็นแบบร่วมทุนกับ Local Partner การเป็น Consult หรือ Management ซึ่งคงจะได้เห็นใน 10 ปีนี้” นายณภัทร กล่าว

นายณภัทร กล่าวอีกว่า ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในกรุงเทพฯ และปริมณฑลภายในช่วง 5 ปี (ปี 60-64) มองว่าจะมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันการพัฒนาก็ยากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะการที่ศูนย์การค้าแต่ละแห่งจะอยู่ได้ต้องอาศัยความแตกต่างและศักยภาพของแต่ละพื้นที่ว่าจะมีการตอบสนองต่อลูกค้ามากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม สำหรับการลงทุนในหัวเมืองต่างจังหวัดในประเทศยังมีความน่าสนใจอยู่ เพราะมีการเติบโตจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวที่มีต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้น

“มองว่าในระยะ 5 ปีข้างหน้า กำลังซื้อของผู้บริโภคยังมีต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์ GDP ของไทยในระยะ 5 ปีจากนี้ จะโตราว 3% ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ดีมากนัก แต่ข้อดีคือเงินเฟ้อของไทยค่อนข้างต่ำมาก ที่สำคัญขณะนี้มีหลายจังหวัดที่มีศูนย์การค้าน้อยกว่าความต้องการ ก่อนหน้านี้บริษัทเคยมีแผนจะลงทุนที่พักค้างรถและคนตามถนนทางหลวง (ไฮเวย์) ในต่างจังหวัดทั่วประเทศ แต่ล่าสุดตัดสินใจล้มเลิกแผนนี้ไปแล้ว เนื่องจากไม่คุ้มค่าการลงทุน ขณะที่ 5 ศูนย์การค้าในปัจจุบันบันกับอีก 1 ศูนย์การค้าที่กำลังจะพัฒนาออกมา มีโอกาสทางธุรกิจสูงกว่ามาก”

ส่วนการจัดงานเคาต์ดาวน์ปีใหม่ของศูนย์การค้าในเครือในปีนี้นั้น บริษัทได้ยกเลิกไปแล้วจากเดิมที่วางแผนจัดที่โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ ฟร้อนท์ และศูนย์การค้าเซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยาม สแควร์ แต่เชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบต่อจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการมากนัก เพราะกิจกรรมดังกล่าวจัดเพียง 1 วันเท่านั้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการต่างๆ ของบริษัทถือว่ามีจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ ฟร้อนท์ ที่ในปีนี้มีผู้เข้ามาใช้บริการสูงที่สุดตั้งแต่เปิดมา 5 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ 35,000-40,000 คน/วัน ศูนย์การค้าเกตเวย์ เอกมัย ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเฉลี่ยอยู่ที่ 30,000 คน/วัน ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ประตูน้ำ และงามวงศ์วานมีผู้ใช้บริการเฉลี่ยอยู่ที่ 20,000 คน/วัน ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยาม สแควร์ มีผู้เข้ามาใช้บริการเฉลี่ยอยู่ที่ 40,000 คน/วัน และโครงการบ็อคซ์ สเปช รัชโยธิน มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000 คน/วัน

 

แจ้งงดแจกผ้ายันต์เจ้าคุณธงชัย งานรำลึกในหลวง ร.9 ถนนเยาวราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 พ.ย. 2559 15:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793637

 

หอการค้าไทย-จีน ร่วมสมาคมตระกูลแซ่-แต้จิ๋ว ประกาศ งดการแจกผ้ายันต์เจ้าคุณธงชัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรฯ ในงานแสดงความอาลัยในหลวง ร.9 ที่ถนนเยาวราช 26 พ.ย. เผย ให้เลื่อนไปแจกหลังการจัดงาน เวลา-สถานที่ รอแจ้งอีกครั้ง …

วันที่ 25 พ.ย.59 นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี ประธานหอการค้าไทย-จีน ประธานคณะกรรมการจัดงาน ในหลวงในดวงใจชาวไทยจีน เทิดพระเกียรติ แสดงความอาลัย แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งจะมีการปิดถนนเยาวราช ตั้งแต่วงเวียนโอเดียน ถึงแยกลำพูนชัย จัดกิจกรรม ในเวลา 16.00-20.00 น. วันที่ 26 พ.ย. ได้มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการจัดงาน ที่ประกอบด้วย สมาคมหอการค้าไทย-จีน สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย และสมาคมตระกูลแซ่แห่งประเทศไทย และมีความเห็นให้งดการแจกผ้ายันต์ “เจ้าคุณธงชัย” หรือ พระพรหมมังคลาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรฯ ซึ่งเดิมจะแจกให้ประชาชนที่มาร่วมงานจำนวนนับหมื่นผืน โดยให้เลื่อนออกไปแจกภายหลังการจัดงาน ส่วนเวลาและสถานที่จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

สำหรับกิจกรรมในงานมี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ซึ่งจะมีพิธีสดับปกรณ์ พิธีสงฆ์สวดพระอภิธรรม นำโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรฯ และ พระสงฆ์ 99 รูป การบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ แปรอักษรหมายเลข 9 จุดเทียน ยืนแสดงความอาลัย และร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี หลังเสร็จพิธี มีบริการอาหารและเครื่องดื่มฟรี จากร้านค้าริมถนนเยาวราช ถึงสี่แยกราชวงศ์ กว่า 1.1 แสนชุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หอการค้าไทย-จีน ปิดถนนเยาวราช 26 พ.ย. จัดกิจกรรม รำลึกในหลวง ร.9

 

‘กลุ่มเจ้าสัวเจริญ’ ทุ่ม 850 ล. ฮุบ ‘อมรินทร์’ เสริมแกร่งทีวีดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 พ.ย. 2559 14:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793592

 

ตระกูลสิริวัฒนภักดี สยายปีก ประกาศทุ่มเม็ดเงิน 850 ล้าน ซื้อหุ้นอมรินทร์พริ้นติ้ง สัดส่วน 47.62% รุกทำทีวีดิจิทัล เพิ่มศักยภาพแข่งขัน …

เมื่อวันที่ 25 พ.ย. มีรายงานว่า บมจ.อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง (AMARIN) เผยแพร่ในเว็บไซต์ของบริษัท “AMARIN เตรียมติดปีก ได้ พันธมิตรใหม่ บจก.วัฒนภักดี ร่วมลงทุนเสริมศักยภาพธุรกิจ” ซึ่งเป็นการประกาศเพิ่มทุนให้ บริษัท วัฒนภักดี จำกัด ซึ่งมีนายฐาปน และนายปณต สิริวัฒนภักดี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพื่อเสริมศักยภาพในการทำธุรกิจมีเดียครบวงจร สานต่อวิสัยทัศน์กลุ่มอมรินทร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน นางระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ AMARIN กล่าวว่า การแข่งขันของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์มีการเปลี่ยนแปลง และธุรกิจดิจิทัลทีวีมีการแข่งขันสูง ทำให้บริษัทต้องมีการลงทุนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมาได้ดำเนินกลยุทธ์ Omni-media ด้วยการเชื่อมโยงธุรกิจต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ด้วยแต่ละธุรกิจมีความเกี่ยวเนื่องและส่งเสริมซึ่งกันและกัน ในส่วนธุรกิจทีวีดิจิทัล ช่อง “อมรินทร์ทีวี HD34” ก็มีการเติบโตในแง่ rating อย่างต่อเนื่องเป็นที่น่าพอใจ ติด Top10 ของผู้ประกอบการทั้งหมด

“เมื่อได้รับการสนับสนุนด้านการลงทุนจาก คุณฐาปน และคุณปณต สิริวัฒนภักดี ซึ่งทั้งสองท่านมีประสบการณ์ในธุรกิจที่หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ จะทำให้องค์กรของเรามีความแข่งแกร่ง และมีศักยภาพในการแข่งขันและดำเนินธุรกิจที่โดดเด่นยิ่งขึ้น” นางระริน กล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ได้รับอนุมัติรายการเพิ่มทุนจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นแล้ว ผู้ลงทุนใหม่จะยังคงสนับสนุนทีมงานเดิมเป็นผู้บริหารและขับเคลื่อนธุรกิจต่อไป เนื่องจากมีความเข้าใจและความเชี่ยวชาญในธุรกิจอยู่แล้ว และจะช่วยส่งผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นกรรมการ เพื่อเสริมทัพให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และเตรียมพร้อมรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)

ปัจจุบัน AMARIN มีทุนจดทะเบียน 220 ล้านบาท แบ่งเป็น 220 ล้านหุ้น โดยในการทำรายการครั้งนี้จะเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 420 ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่จำนวน 200 ล้านหุ้น เพื่อจัดสรรให้แก่ บริษัท วัฒนภักดี จำกัด ซึ่งจะทำให้ AMARIN ได้รับเงินเพิ่มทุนใหม่สำหรับต่อยอดทางธุรกิจประมาณ 850 ล้านบาท โดยนางระรินจะยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ และจะเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อขอมติอนุมัติการเข้าทำรายการดังกล่าวในช่วงต้นปี 2560

มีรายงานว่า เช้านี้ (25 พ.ย.) บมจ.อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง (AMARIN) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าเตรียมเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 200 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ให้แก่ บริษัท วัฒนภักดี จำกัด ในราคาหุ้นละ 4.25 บาท รวมเป็นมูลค่า 850 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ผู้ซื้อเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น 47.62% เพื่อนำเงินไปลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจทีวีดิจิทัลและชำระค่าใบอนุญาต รวมทั้งชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เช่น การผลิตรายการโทรทัศน์ เป็นต้น

นอกจากนี้ จากการที่ในปัจจุบันภาวะอุตสาหกรรมธุรกิจทีวีดิจิทัลมีการแข่งขันสูง บริษัทจึงเห็นว่าการมีพันธมิตรทางธุรกิจ (Strategic Partner) ที่มีความพร้อมในด้านเงินทุนและมีความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจ รวมถึง มีสถานะทางการเงินและสายสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มธุรกิจที่หลากหลายจะทำให้บริษัทได้รับเงินตามจำนวนที่ต้องการ และยังช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจได้

อย่างไรก็ตาม บริษัทจะเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติการผ่อนผันการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ โดยอาศัยมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น (Whitewash) ในการนี้ผู้ซื้อจะส่งบุคคลเข้ามาเป็นกรรมการบริษัทฯ จำนวน ไม่เกิน 3 คน และไม่มีแผนที่จะเพิกถอนหุ้นของกิจการออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกทั้ง ยังไม่มีนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงแผนการบริหารจัดการ โครงสร้างองค์กร และโครงสร้างทางการเงินของกิจการอย่างมีนัยสำคัญ.