ราคาทองเช้าวันจันทร์ เปิดตลาดขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 20,650

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 พ.ย. 2559 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/795627

 

ราคาทองวันที่ 28 พ.ย. เปิดตลาดขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 ขายออกบาทละ 20,150 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 ขายออกบาทละ 20,650 บาท…

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,050.00 บาท ขายออกบาทละ 20,150.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 บาท ขายออกบาทละ 20,650.00 บาท.

 

ช่วยชาวนา จับข้าวถุงใส่กระเช้าปีใหม่ ลดกระหน่ำสินค้าทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/795461

 

พาณิชย์ขอความร่วมมือผู้ค้า-ห้าง เพิ่มข้าวถุงเป็นสินค้าในกระเช้าปีใหม่ พร้อมกำหนดอายุสินค้าจัดกระเช้าต้องไม่น้อยกว่า 6 เดือน พร้อมจับมือห้าง จัดงานลดราคาสินค้าทั่วประเทศ 21 วัน เริ่ม 15 ธ.ค.59-4 ม.ค.60 คาดเงินสะพัด 9 หมื่นล้านบาท ลดภาระค่าครองชีพไม่ต่ำกว่า 2.4–2.7 หมื่นล้านบาท

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตสินค้า ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และห้างสรรพสินค้า ที่จัดทำกระเช้าปีใหม่ ให้เพิ่มรายการข้าวสารบรรจุถุงลงในกระเช้าปีใหม่ด้วย เพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวนา และแก้ปัญหาข้าวล้นตลาด รวมถึงเป็นการรณรงค์ให้คนไทยบริโภคข้าวชนิดต่างๆมากขึ้น ส่วนขนาดบรรจุนั้นขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการจะดำเนินการ นอกจากนี้ยังขอให้จัดทำกระเช้าที่มีราคาที่หลากหลาย เพื่อเป็นทางเลือกของผู้บริโภค และช่วยลดภาระประชาชนที่ต้องการหาซื้อสินค้าเพื่อเป็นของขวัญ ของชำร่วยในช่วงเทศกาลปีใหม่

“ได้ย้ำให้ผู้ประกอบการคำนึงถึงคุณภาพสินค้าด้วย เพราะที่ผ่านมา มีปัญหาร้องเรียนว่าสินค้าที่บรรจุในกระเช้าใกล้หมดอายุแล้ว ซึ่งกำหนดให้สินค้าแต่ละรายการต้องเป็นสินค้าที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 6 เดือน นับตั้งแต่เดือน ม.ค.60 และต้องแยกรายละเอียดรายการ และวันหมดอายุที่ชัดเจน”

นอกจากนี้ สั่งการให้การค้าภายในจังหวัดออกตรวจสอบและเข้มงวดใช้กฎหมายกำกับดูแล ซึ่งจะมีความผิดฐานไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและขายสินค้าราคาเกินจริง พร้อมทั้งจะศึกษารายละเอียดอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการขอคืนและเปลี่ยนสินค้าในกรณีที่ได้รับสินค้าในกระเช้าไม่ตรงกับรายการที่ผู้บรรจุกำหนดไว้ เพื่อเป็นอีกช่องทางในการคุ้มครองผู้บริโภคที่จะได้รับสินค้า และได้ใช้งานอย่างคุ้มค่า

นางนันทวัลย์กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดงานลดราคาสินค้าในช่วงปลายปีนี้ว่า ล่าสุด กรมได้หารือกับผู้ประกอบการห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีก รวม 17 ราย กำหนดจะจัดงานลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ ภายใต้ชื่องาน “รวมใจ ช่วยไทย ลดรับปีใหม่” ระหว่างวันที่ 15 ธ.ค.59-4 ม.ค.60 รวม 21 วัน จากปีก่อนที่จัดพียง 10 วัน ซึ่งจะลดราคาสินค้ามากถึง 30-80% มากกว่าการจัดงานปีก่อน โดยจะลดราคาสินค้าพร้อมกันทั่วประเทศในกว่า 13,500 สาขา คาดว่าจะมีเงินสะพัดจากยอดขายสินค้า 80,000-90,000 ล้านบาท ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนได้เฉลี่ย 30% หรือคิดเป็นเงิน 24,700-27,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม คาดว่าน่าจะมีเงินสะพัดกว่าที่คาดไว้ เพราะรัฐบาลมีมาตรการ “ช็อปช่วยชาติ” ในช่วงปลายปี เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และนำใบเสร็จไปหักภาษีได้.

 

ออมสินนำร่องปล่อยเงินกู้ผู้สูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/795456

 

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภายในปีนี้ธนาคารออมสินจะเปิดให้บริการสินเชื่อ Reverse Mortgage (RM) หรือสินเชื่อสำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป นำที่อยู่อาศัยที่ตนมีกรรมสิทธิ์และปลอดหนี้ นำมาเป็นรายได้ในการดำรงชีวิต เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อลูกหลาน

“รูปแบบและวิธีการปล่อยกู้ RM ไม่ได้มีอะไรยุ่งยาก แต่เนื่องจากสินเชื่อดังกล่าวเป็นการให้บริการรูปแบบใหม่ ยังไม่มีธนาคารพาณิชย์รายใดเปิดให้บริการ ธนาคารออมสินจึงนำ RM ไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เนื่องจาก ธปท.เป็นหน่วยที่กำกับดูแลธนาคารเฉพาะกิจภายหลังจากที่กระทรวงการคลังโอนภารกิจไปให้แล้ว”

สำหรับรูปแบบการปล่อยสินเชื่อ RM นั้น จะดำเนินการตรงข้าม กับสินเชื่อที่ปล่อยกู้เพื่อซื้อบ้านในปัจจุบัน ที่ผู้กู้ต้องผ่อนชำระหนี้เงินและดอกเบี้ยจนครบสัญญา และเมื่อผ่อนชำระหนี้ครบแล้ว กรรมสิทธิ์ถึงจะตกอยู่กับเจ้าของบ้าน แต่ในกรณีของ RM เมื่อผู้กู้เอาบ้านและที่ดินมาจดจำนองกับธนาคารออมสินแล้ว ธนาคารจะเป็นผู้จ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่เจ้าบ้านจนกว่าเจ้าของบ้านจะเสียชีวิต

นายชาติชายกล่าวอีกว่า การปล่อยให้กู้ RM ธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดีหรือเอ็มอาร์อาร์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 4-5% ต่อปี โดยจะปล่อยกู้ในสัดส่วน 70% ของราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กล่าวคือ บ้านราคา 1 ล้านบาท จะปล่อยกู้ไม่เกิน 700,000 บาท โดยธนาคารจะจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ผู้กู้ทุกเดือนจนกว่าจะเสียชีวิต และเมื่อผู้กู้เสียชีวิต ธนาคารจะเปิดโอกาสให้ทายาทซื้อคืนก่อนเป็นอันดับแรก แต่หากทายาทไม่สนใจที่จะซื้อธนาคารจะนำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาด และเงินส่วนที่เหลือจะคืนให้กับทายาท.

 

สคบ.เชือดหอพักโขกค่าน้ำ-ไฟ จ่อขึ้นบัญชีเป็นธุรกิจควบคุม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/795451

 

พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับหน่วยงานรัฐ 11 แห่ง เพื่อหาช่องทางควบคุมและแก้ปัญหาผู้ประกอบการให้เช่าหอพักคิดค่าน้ำประปา และไฟฟ้าสูงเกินจริง โดยทุกหน่วยงานพร้อมเข้ามาร่วมมือกำหนดมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค ขณะเดียวกัน สคบ.จะเสนอให้กับคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ออกประกาศควบคุมธุรกิจการให้เช่าหอพักเป็นธุรกิจควบคุมสัญญาเพิ่มเติม จากประกาศเดิมที่เคยออกมาควบคุมธุรกิจให้เช่าที่อยู่อาศัยที่เรียกเงินประกันเป็นธุรกิจควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ.2549 อีกด้วย

“สคบ.ได้รับร้องเรียนจากผู้บริโภคหลากหลายให้เข้าไปตรวจสอบ และจากที่ลงพื้นที่ไปก็พบว่าบางแห่งคิดราคาค่าน้ำค่าไฟสูงเกินจริง เช่น ค่าไฟหน่วยละ 5 บาท ก็เก็บหน่วยละ 10 บาท ค่าน้ำหน่วยละ 10 บาท ก็เก็บหน่วยละ 17-20 บาท สคบ.จึงได้นัดหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหาทางควบคุม ก่อนเสนอให้ สคบ.รวบรวมส่งให้บอร์ด สคบ.พิจารณา เพราะเรื่องของธุรกิจหอพักนั้นกระทบกับคนที่มีรายได้น้อย ที่ผ่านมากลุ่มนี้อยากออกมาพูดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ หรือหากจะย้ายออกก็ต้องจ่ายเงินก้อนเป็นค่ามัดจำล่วงหน้ากับหอพักใหม่อีก”.

 

ปตท.ปรับยุทธศาสตร์ แยกธุรกิจปั้นแบรนด์ชั้นนำอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/794951

 

บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์แยกธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกออกมาตั้งบริษัทใหม่ ภายใต้ชื่อว่า บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด หรือ PTTOR นับเป็นครั้งแรกที่แยกบริษัทตั้งแต่ก่อตั้ง ปตท.ขึ้นมาเมื่อ 38 ปีก่อน เพราะแต่เดิมจะเป็นเพียงการควบรวมกิจการเท่านั้น

จุดประสงค์เพื่อทำให้เกิดความโปร่งใส มีความชัดเจนในการทำธุรกิจ และเกิดความคล่องตัวมากขึ้นในอนาคต

แนวคิดนี้ ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการ (บอร์ด) ของ ปตท.ไปแล้ว จากนี้เป็นขั้นตอนนำเสนอกระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดแล้วเสร็จในไตรมาสแรกของปี 2560

จากนั้นต้องนำเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ ปตท.พิจารณาอนุมัติ ในเดือน เม.ย.2560 แล้วอีกประมาณ 3 เดือนน่าจะนำหุ้นของบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ เพื่อเสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) โดยพีทีทีโออาร์จะถือหุ้น 45-50% เท่านั้น

ธุรกิจที่ถูกโอนย้ายเข้าไปอยู่ภายใต้บริษัทใหม่ ได้แก่ 1.ธุรกิจน้ำมัน ประกอบด้วย ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ผ่านสถานีบริการทั้งในและต่างประเทศ การค้าเชิงพาณิชย์คือน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เชื้อเพลิงอากาศยาน ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น การบริหารโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจน้ำมัน อาทิ ด้านการขนส่ง จัดเก็บ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสทางธุรกิจที่จะตอบสนองต่อลักษณะการเติบโตของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

2.ธุรกิจค้าปลีกด้านอื่นๆ และให้บริการบำรุงรักษายานยนต์ที่ครอบคลุมการบริหารค้าปลีก และงานขายภายใต้แบรนด์ ปตท.และอื่นๆ เช่น คาเฟ่อเมซอน ฟิตออโต้ รวมถึงการริเริ่มสร้างธุรกิจใหม่ๆ เช่น ร้านอาหาร เครื่องดื่ม แฟรนไชส์และโรงแรม เป็นต้น

เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นนี้ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้อรรถาธิบายให้ “ทีมเศรษฐกิจ” ฟังถึงที่มาและที่จะเป็นไปในอนาคตของ “พีทีทีโออาร์” ดังนี้

เป็นผู้ค้าน้ำมันเทียบเท่ารายอื่น

นายอรรถพลกล่าวว่า โครงสร้างธุรกิจใหม่จะส่งผลดีทำให้ภาพลักษณ์การทำธุรกิจของ ปตท.มีความชัดเจน โปร่งใสมากยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบัน ปตท.ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้จัดหา พัฒนา และเป็นผู้ขายไปด้วย แต่หลังจากแยกธุรกิจขายและค้าปลีกออกจาก ปตท. จะทำให้พีทีทีโออาร์ทำหน้าที่เป็นผู้ค้าเหมือนกับผู้ค้ารายอื่นๆทั่วไปในตลาดน้ำมันที่ทำธุรกิจซื้อมาขายไป มีการบริหารจัดการที่ชัดเจน มีการบริหารต้นทุนและกำไรของธุรกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเทียบเท่าเอกชนรายอื่นๆ

ขณะที่ ปตท.ก็สามารถทำหน้าที่ดูแลความมั่นคงทางพลังงาน อาทิ ก๊าซธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐานและบริหารความยั่งยืนทางพลังงานของประเทศให้เติบโตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับแผนการลงทุน 5 ปี (ปี 2560-2564) ที่มีเม็ดเงินถึง 50% ของวงเงิน 1.2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจก๊าซธรรมชาติ

รวมทั้งจะทำให้เป็นองค์กรที่กลายสภาพเป็นธุรกิจเรือธง (Flagship) เพื่อสร้างรายได้หลักให้กับ ปตท.ในอนาคต

ทั้งนี้ ภายหลังการปรับโครงสร้างพีทีทีโออาร์จะมีความชัดเจนในการทำธุรกิจให้คล่องตัว เอื้อต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขัน รองรับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมของธุรกิจพลังงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เพราะธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก เป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด ด้วยขนาดและจำนวนสถานีบริการ ยอดขาย และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ที่ตั้งเป้าก้าวไปสู่แบรนด์ชั้นนำในภูมิภาค (Regional top brand )

คงสถานะผู้นำชะลอขึ้นราคา

นายอรรถพลกล่าวว่า การปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งนี้ได้มีการศึกษาแนวทางอย่างรอบคอบ และคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งพนักงาน ปตท. ประชาชนผู้ใช้บริการ และพันธมิตรทางธุรกิจ และจะยังคงเจตนารมณ์การเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

ที่สำคัญพีทีทีโออาร์จะมีความคล่องตัวในการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ในการจัดหาแหล่งพลังงาน รวมถึงธุรกิจซื้อมาขายไปด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และในปัจจุบันบริษัทค้าน้ำมันทั้งไทยและต่างชาติมีการแข่งขันที่รุนแรงรุกตลาดค้าปลีกอย่างเต็มตัว โดยเห็นได้จากการจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น หาก ปตท.ไม่ปรับตัวแยกธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกออกมาดำเนินการแข่งขันได้อย่างเต็มที่และไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ อาจมีผลให้ธุรกิจของ ปตท.หยุดนิ่ง ความสามารถในการแข่งขันก็จะลดน้อยลง ส่งผลต่ออำนาจต่อรองด้านพลังงาน ในเวทีโลกในอนาคตอีกด้วย

“หากพิจารณาในด้านตัวเลข ทั้งจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา แผนการลงทุนและยุทธศาสตร์ที่จะก้าวเติบโต มั่นใจได้ว่าโครงสร้างใหม่จะทำให้ ปตท.มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และถ้าดูภาพรวมธุรกิจค้าปลีกของไทยพบว่าจะมีกำไรมากกว่า 3-5% ต่อปีไม่รวมธุรกิจบริการที่จะมีตัวเลขกำไรที่สูงกว่า ขณะที่ธุรกิจพลังงานที่กำไรเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5% แต่มีต้นทุนที่สูงมากทำให้การปรับโครงสร้างจะช่วยสร้างโอกาสเติบโตที่ดีกับ ปตท.ในระยะยาว”

ขณะเดียวกันในสถานการณ์ปัจจุบันผู้ค้าน้ำมันต้องมีธุรกิจเสริมในปั๊มน้ำมัน เพื่อดึงคนเข้าไปใช้บริการ เช่น การมีห้องน้ำสะอาด ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ การจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่น ร้านจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอีและโอทอปในท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่เป็นจุดขายอีกทางหนึ่ง

ล่าสุด ปตท.มีจำนวนปั๊มน้ำมัน 1,400 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นของผู้ค้าร่วมค้า 1,200 แห่ง ของ ปตท.มีเพียง 200 แห่ง และมีส่วนแบ่งทางการตลาดค้าปลีก 40% ของตลาดรวม

ดังนั้น สัดส่วนการตลาดที่สูงเป็นอันดับ 1 ของ ปตท. จึงสามารถเป็นแกนนำในการช่วยเหลือประชาชน เพราะหากผู้ค้าต่างชาติมีการปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันในบางช่วงเวลา ปตท.ก็อาจชะลอการปรับขึ้นให้ล่าช้ากว่าผู้ค้ารายอื่นๆ หรือหากผู้ค้ารายอื่นๆต้องการเป็นแกนนำในการกำหนดราคา ก็จะไม่กล้านำร่องเป็นรายแรกๆ

แต่หาก ปตท.หยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่ปรับการดำเนินธุรกิจ เช่น หากปล่อยให้ธุรกิจหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่มีการปรับตัวก็จะไม่สามารถเป็นองค์กรหลักในการดูแลประชาชนได้ เพราะขาดอำนาจต่อรองทางธุรกิจ เป็นต้น

“ผมขอยืนยันว่า หลังการปรับโครงสร้างธุรกิจ ราคาขายปลีกน้ำมันและก๊าซหุงต้ม ทุกอย่างจะยังเป็นไปตามกระบวนการเดิม กล่าวคือ กลไกราคา ที่ปัจจุบันราคาขายปลีกน้ำมันและแอลพีจีจะยังคงเป็นการขึ้นลงตามกลไกราคาตลาดโลก และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน ที่ผู้ประกอบการไม่สามารถกำหนดราคาขึ้นลงได้เอง”

ขยายกิจการ 500 ปั๊มในอาเซียน

สำหรับการขยายธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องของ ปตท. ก็จะเน้นการสนับสนุนเอสเอ็มอีให้มีช่องทางขยายสู่ตลาดต่างประเทศ โดยอาศัยการเปิดตลาดควบคู่ไปกับแบรนด์ ปตท. ซึ่งเป็นแบรนด์สถานีบริการน้ำมันไทยที่เริ่มได้รับความนิยมในตลาดอาเซียน หลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งเป็นตลาดที่มีประชากร 600 ล้านคน มีศักยภาพและมีการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นทุกๆปี

นายอรรถพลกล่าวว่า สถานีบริการน้ำมัน ปตท.ในอาเซียนในปัจจุบัน มีทั้งสิ้น 170 แห่ง ประกอบด้วย ลาว 29 แห่ง กัมพูชา 28 แห่ง เมียนมา 8 แห่ง และ ฟิลิปปินส์ 105 แห่ง และมีแผนขยายกิจการจาก 170 แห่งให้เพิ่มเป็น 500 แห่งในอาเซียนภายในปี 2569

“การขยายธุรกิจในต่างประเทศ ปตท.ยังได้เปิดโอกาสให้นักลงทุนในท้องถิ่น เป็นดีลเลอร์ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันภายใต้มาตรฐานแบรนด์ ปตท.ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อเป็นการสะท้อนถึงปรัชญาการขยายธุรกิจน้ำมันของ ปตท.ในอาเซียนที่ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจในท้องถิ่นเติบโตไปด้วยกัน”

สำหรับการขยายการลงทุนธุรกิจน้ำมันในต่างประเทศนั้น ปตท.ยังได้ยึดแนวทางการดำเนินธุรกิจที่สำคัญๆ คือ 1.การสร้างแบรนด์ ปตท.ในฐานะแบรนด์ไทย ที่ได้รับการยอมรับในคุณภาพสินค้าระดับมาตรฐาน อันจะส่งผลดีต่อแบรนด์ไทยอื่นๆที่จะตามไปในอนาคต

2.การสร้างรูปแบบการลงทุนที่เปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้ามามีส่วนร่วมเติบโตไปด้วยกัน อาทิ การนำเอสเอ็มอี จาก 90 กิจการ ไปเปิดร้านจำหน่ายในปั๊ม ปตท.ในต่างประเทศ เช่น ร้านหมูแผ่นหมูหยอง ปึงหงี่เชียง ร้านหมูปิ้งเพียวกริลพอร์ก
ไก่ย่างห้าดาว แบล็คแคนยอน และ 3.สร้างภาพลักษณ์ของการเป็นองค์กรไทยที่ดี ด้านการดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อมในทุกที่ที่ ปตท.เข้าไป เพื่อสนับสนุนภาพลักษณ์ที่ดีของนักลงทุนไทยอื่นๆในสายตาของต่างชาติอีกทางหนึ่งด้วย

ขณะเดียวกัน การขยายการลงทุนในประเทศ จากนี้ไปก็จะเน้นการแตกแขนงธุรกิจให้หลากหลาย อาทิ ธุรกิจโรงแรมในปั๊มน้ำมันที่อยู่ระหว่างการเจรจาจับคู่กับพันธมิตรด้านธุรกิจโรงแรมที่มีศักยภาพ คาดว่าในปี 2560 จะได้ข้อสรุปในการลงทุนสร้างโรงแรม ซึ่ง ปตท.จะสนับสนุนให้เอสเอ็มอีในพื้นที่มีส่วนร่วมในการลงทุน เพื่อกระจายการลงทุนให้เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้นๆ

“การปรับยุทธศาสตร์ดำเนินธุรกิจดังกล่าว จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยสร้างความเข้มแข็งและการเติบโตให้กับกลุ่ม ปตท.และสังคมไทยควบคู่กันอย่างยั่งยืนในอนาคต”

ทีมเศรษฐกิจ

 

โฆษก รบ. แจง นาโนไฟแนนซ์โตต่อเนื่อง ปล่อยสินเชื่อกว่า 4 หมื่นราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 พ.ย. 2559 13:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/795091

 

โฆษกรัฐบาลแจง นาโนไฟแนนซ์เติบโตต่อเนื่อง ปล่อยสินเชื่อรายย่อยแล้วกว่า 4 หมื่นราย วงเงิน 1.05 พันลบ. มุ่งสนับสนุนแหล่งเงินทุนแก่ผู้มีรายได้น้อยและลูกหนี้นอกระบบ ชี้ เอ็นพีแอลต่ำเพียง 0.82% …

เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 59 พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ (นาโนไฟแนนซ์) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปี 2558 มีผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเปิดดำเนินการแล้ว 22 ราย ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ 1 ราย และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร 21 ราย มียอดสินเชื่อที่รอจ่ายรวม 893 ล้านบาท จาก 36,414 บัญชี หรือเฉลี่ย 24,527 บาทต่อบัญชี เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2559

“หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ จนถึงขณะนี้คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.82 หรือ 7.32 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งยังถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับเอ็นพีแอลของสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของธนาคารพาณิชย์”

พลโท สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2559 มีการให้สินเชื่อแก่ประชาชนรายย่อยแล้ว จำนวน 40,547 ราย เป็นวงเงินรวม 1,053.50 ล้านบาท ส่งผลให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อนำไปประกอบอาชีพ และยังช่วยให้ลูกหนี้นอกระบบที่มีศักยภาพสามารถรีไฟแนนซ์เข้าสู่ระบบได้ โดยมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า และมีการทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม

ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดทำมาตรการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ โดยอนุญาตให้มีผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยประเภทใหม่ เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบอาชีพรายย่อยที่ไม่มีรายได้ประจำ ไม่ต้องใช้หลักประกัน โดยกู้เงินได้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท

สำหรับ ผู้ประกอบธุรกิจที่ประสงค์จะขอใบอนุญาตให้สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ สามารถยื่นแบบฟอร์มได้ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค หรือ โทร. 0 2283 5828 หรือ กระทรวงการคลัง 0 2273 9020 ต่อ 3288 ส่วนประชาชนทั่วไปที่ประสงค์จะขอสินเชื่อดังกล่าว สอบถามได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน โทร. 1213

 

เมินประมูลเลขสวยเริ่ม 20ล.-แข่งเดือด ’09-8888-8888′ จบที่ 8 ล้าน 1 แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 พ.ย. 2559 09:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/794872

 

กสทช. จัดประมูลเบอร์มือถือสวยสุดๆ 16 เบอร์ ไฮไลต์เลข 9 ตัวเหมือนกัน 2 เบอร์ ราคาเริ่มต้น 20 ล้าน ปรากฏไม่มีผู้สนใจ กลับมีการแข่งขันเดือดเลข 09-8888-8888 ผลได้ผู้ชนะในราคา 8 ล้าน 1 แสนบาท จากราคาเริ่มต้น 6 ล้าน…

เมื่อวันที่ 27 พ.ย. เวลา 09.09 น. คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดประมูลเบอร์สวย ซึ่งเป็นการจัดประมูลครั้งแรกของประเทศไทย โดยนำเบอร์สวยที่สุด 16 เบอร์จากจำนวนเบอร์มือถือทั้งสิ้น 250 ล้านเบอร์ที่จัดสรรให้กับผู้ให้บริการมือถือมาประมูล โดยรายได้ที่เกิดจากการประมูลจะนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน


สำหรับเบอร์ที่นำมาประมูลจะเป็นเบอร์ 9 ตัวเหมือน 2 เบอร์ ได้แก่ 08-8888-8888 และ 09-9999-9999 ราคาเริ่มต้นที่ 20 ล้านบาท และเป็นเบอร์ 8 ตัวเหมือนอีก 14 เบอร์ ได้แก่ 09-0000-0000, 09-1111-1111, 09-2222-2222, 09-3333-3333, 09-4444-4444, 09-5555-5555, 09-6666-6666, 09-7777-7777, 09-8888-8888, 06-1111-1111, 06-2222-2222, 06-3333-3333, 06-4444-4444, 06-5555-5555 ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่เบอร์ละ 6 ล้านบาท



ทั้งนี้ กสทช.ได้เปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมประมูลลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อรับสิทธิพิเศษ เช่น การสำรองที่นั่งในห้องประมูล และมีสิทธิใช้ช่องทาง Fast Track รับป้ายประมูล ส่วนกระบวนการในการประมูลเป็นการประมูลแบบยกป้ายเสนอราคา ซึ่งผู้ที่เสนอราคาให้สูงสุดจะเป็นผู้ชนะการประมูล อย่างไรก็ตามแม้มีผู้เสนอราคาเพียงคนเดียวก็ถือว่าเป็นผู้ชนะการประมูล สำหรับเงินวางหลักประกันการประมูลกำหนดไว้ที่ 10% ของราคาเริ่มต้นการประมูล

มีรายงานว่า ได้เริ่มประมูลเบอร์ 8 ตัวเหมือน ปรากฏว่า เลข 06-1111-1111 มีผู้ชนะประมูลในราคา 6 ล้าน 1 หมื่นบาท ส่วนเลข 09-0000-0000 มีผู้ชนะประมูลราคา 6 ล้าน ส่วนเบอร์ 9 ตัวเหมือน 2 เบอร์ ได้แก่ 08-8888-8888 และ 09-9999-9999 ราคาเริ่มต้นที่ 20 ล้านบาท ไม่มีผู้สนใจประมูลแต่อย่างใด

สำหรับไฮไลต์ไปอยู่ที่การแข่งขันประมูลเลข 09-8888-8888 ซึ่งผู้เข้าร่วมประมูลแข่งขันกันอย่างดุเดือดใช้เวลายาวนานกว่า 1 ชม. ผลผู้ชนะประมูลได้ในราคา 8 ล้าน 1 แสนบาท จากราคาเริ่มต้น 6 ล้านบาท ทั้งนี้จบการประมูลเบอร์สวยทั้ง 16 หมายเลข โดยมีผู้ประมูลไปทั้งหมด 9 หมายเลขในกลุ่ม Gold ทั้งหมด รวมมูลค่า 57.9 ล้านบาท

ล่าสุดนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ผลการประมูลเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เป็นเลขหมายสวย เริ่มต้นเมื่อเวลา 9.09 น. และได้สิ้นสุดลงเวลาประมาณ 11.00 น. โดยมีผู้สนใจประมูลเลขสวยในกลุ่ม Gold รวมทั้งสิ้น 9 เลขหมาย คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 57,968,888 บาท รายได้จากการประมูลหลังหักค่าใช้จ่าย สำนักงาน กสทช. จะนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน


สำหรับเลขหมายที่มีการประมูลในราคาสูงสุด คือ เลขหมาย 09-8888-8888 ในราคาชนะประมูล 8.1 ล้านบาท เลขหมาย 06-5555-5555 ในราคาชนะประมูล 6.9 ล้านบาท เลขหมาย 09-5555-5555 ในราคาชนะประมูล 6,898,888 บาท เลขหมาย 09-7777-7777 ในราคาชนะประมูล 6,070,000 บาท

ส่วนเลขหมายที่ชนะประมูลในราคา 6 ล้านบาท มีทั้งหมด 5 เลขหมาย ได้แก่ เลขหมาย 09-0000-0000 เลขหมาย 09-1111-1111 เลขหมาย 09-4444-4444 เลขหมาย 09-6666-6666 และเลขหมาย 06-1111-1111.

 

แบรนด์โดนัท-ไอศกรีมอัดโปรพร้อมเปิดตัวสินค้าใหม่รับปลายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 พ.ย. 2559 12:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/794357

 

คริสปี้ครีมจัดโปรโมชั่นใหม่จับกลุ่มคอกาแฟด้วย 8 เมนูร้อนและเย็น ด้านซินนาบอนส่งรูปแบบใหม่ตัดเป็นชิ้นพอคำโรยหน้าด้วยช็อกโกแลตทำตลาด ส่วนฮาเก้น-ดาสแนะนำรสชาติใหม่และกิฟต์เซตรับเทศกาล…

ธุรกิจขนมหวานและกาแฟแข่งขันกันจัดโปรโมชั่นกระตุ้นกำลังซื้อต่อเนื่อง ล่าสุด คริสปี้ครีมแนะนำโปรโมชั่นใหม่จับกลุ่มคอกาแฟด้วย “Monday Coffee” เมล็ดกาแฟคั่วเกรดพรีเมียมคั่วจนหอมนำมาบดและกลั่นได้กาแฟกลิ่นหอมรสชาติเข้มข้น โดยมีให้เลือกสรรทั้งแบบร้อนและเย็นถึง 8 เมนู พร้อมพิเศษสุดๆ ซื้อกาแฟ 1 แก้ว รับฟรีโดนัทคริสปี้ครีมออริจินัลเกรซโดนัทสูตรลิขสิทธิ์ 1 ชิ้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป (ทุกวันจันทร์ เวลา 13.00-16.00 น. เท่านั้น) ที่ร้านคริสปี้ครีมทุกสาขา ยกเว้นสาขาสนามบินไม่ร่วมรายการ

ขณะที่ ซินนาบอน แบรนด์ขนมอบแนะนำ “ซินนาบอนโรล ออน เดอะโก เมด วิตส์ สนีกเกอร์ส” โดยนำซินนาบอนเนื้อนุ่มตัดเป็นชิ้นพอคำโรยหน้าด้วยช็อกโกแลตสนีกเกอร์สพร้อมราดซอสคาราเมลหวานหอมและช็อกโกแลตซอสเข้มข้น พร้อมๆ กับเครื่องดื่มใหม่ ทั้งกาแฟลาเต้ร้อนและปั่น ที่โรยหน้าด้วยช็อกโกแลตสนีกเกอร์สบนวิปปิ้งครีม ทั้งหมดพร้อมเสิร์ฟตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 14 ม.ค. 2560

ด้านไอศกรีมฮาเก้น-ดาสเดินหน้าทำตลาดช่วงปลายปีและปีใหม่ เปิดตัวหลายรสชาติในไทย พร้อมรูปแบบและกิฟต์เซตน่าสนใจต่างๆ อาทิ ฮาเก้น-ดาส คริสต์มาสเมอร์แรงค์เค้ก มอบความสุขคริสต์มาส ด้วยเค้กเมอร์แรงค์รูปต้นคริสต์มาส อัดแน่นด้วยไอศกรีม หรือจะเป็นบัตรของขวัญฮาเก้น-ดาส ผู้สนใจสอบถามและซื้อได้ที่ร้านฮาเก้น-ดาสทุกสาขาทั่วประเทศ.

 

ทองเปิดตลาดลดลง 50 รูปพรรณขายออกบาทละ 20,550

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 พ.ย. 2559 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/794211

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 26 พ.ย. ลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,950 ขายออกบาทละ 20,050 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,586.72 ขายออกบาทละ 20,550 บาท ส่วนภาวะตลาดทองคำนิวยอร์กปิดร่วง 10.9 ดอลลาร์ ปิดที่ระดับ 1,178.40 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังตลาดหุ้นพุ่ง กดดันนักลงทุนเทขายทอง …

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.20 น. ราคาลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,950.00 บาท ขายออกบาทละ 20,050.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,586.72 บาท ขายออกบาทละ 20,550.00 บาท

ส่วนสัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (25 พ.ย.) 10.9 ดอลลาร์ หรือ 0.92% ปิดที่ระดับ 1,178.40 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากที่ดัชนีดาวโจนส์ S&P 500 และ NASDAQ ต่างทำสถิติปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่นักลงทุนจับตาหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่จะได้รับอานิสงส์จากยอดขายที่พุ่งขึ้นในวันแบล็กฟรายเดย์ ซึ่งเป็นวันหนึ่งที่ลูกค้าจะเข้าซื้อสินค้าอย่างคึกคักที่สุดในรอบปี นอกเหนือจากเทศกาลคริสต์มาส

 

ไขต้นตอ แบตระเบิด มือถือไฟลุก ภัยใกล้ที่คนไทยมักถูกเอาเปรียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790237

 

หากคุณเป็นแฟนไอที และชื่นชอบสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นรุ่น หรือยี่ห้อไหน ก็คงเคยได้ยินข่าวเรื่อง โทรศัพท์มือถือระเบิดมาบ้าง ปัญหาดังกล่าวนับเป็นเรื่องชวนปวดเศียรให้กับบรรดาค่ายที่ผลิต บางรุ่นบึมเป็นว่าเล่น บางรุ่นก็บึมเป็นครั้งคราว แน่นอน…การระเบิดแต่ละครั้ง ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไม่น้อย!

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะนำคุณผู้อ่านมาไขข้อข้องใจถึง การระเบิดของโทรศัพท์มือถือในมือของเราๆ ท่านๆ ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร จะเพราะว่าเร่งการผลิตมากไป ขาดการตรวจสอบที่ดี ใช่หรือไม่ แล้วประเทศไทยมีมาตรการป้องกันอย่างไร  เรามาหาคำตอบกัน

ส่องหาสาเหตุ การระเบิดของสมาร์ทโฟน เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ทีมข่าวเฉพาะกิจฯ ได้เชื้อเชิญ ดร.กมล เอื้อชินกุล หัวหน้างานรับรองคุณภาพบริภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) มาให้ความรู้ถึงเรื่องนี้ โดย ดร.กมล กล่าวว่า สาเหตุการเกิดไฟไหม้และนำไปสู่การระเบิดเกิดขึ้นได้จาก 2 ปัจจัย คือ เกิดจากพลังงานและเกิดจากความร้อน แต่ในเรื่องของความร้อนปกติไม่ค่อยพบ เนื่องจากมือของคนเราใช้ถือของที่มีความร้อนได้ไม่เกิน 50 องศาเซลเซียส หากเกิน 50 องศาฯ เราก็ไม่สามารถถือสมาร์ทโฟนได้

“ความร้อน 50 องศาฯ กระดาษยังไม่ติดไฟเลย มันจึงยากที่จะทำให้เกิดไฟไหม้หรือระเบิด ถ้าจะทำให้ไฟไหม้ต้อง 60 องศาฯ ขึ้นไป”

เมื่อตัดเรื่องความร้อน จึงเหลือเพียงสาเหตุเดียวคือ “พลังงาน”

สำหรับสมาร์ทโฟนนั้น ชิ้นส่วนที่มีพลังงานมากก็จะอยู่ในส่วนของ “แบตเตอรี่” คีย์สำคัญที่ทำให้เกิดไฟไหม้ เพราะแบตเตอรี่เกิดการลัดวงจรทำให้เกิดกระแสไฟไหลวนสูงไปจนถึงจุดติดไฟ จนทำให้เกิดการลุกไหม้ขึ้นมาบนสมาร์ทโฟนและระเบิดในที่สุด

หัวหน้างานรับรองคุณภาพบริภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ NECTEC เผยต่อว่า “ประกายไฟ” ก็เป็นอีกลักษณะหนึ่งที่พบกันมากในกรณีของการระเบิด ซึ่งเกิดมาจากความร้อนที่สูงจนกระทั่งถึงจุดติดไฟของวัสดุ เช่น ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ถ้ามันมีความร้อนสูงพุ่งไปที่ 200 – 300 องศาฯ ก็จะทำให้เกิดประกายไฟ เหมือนกับลวดเชื่อม เมื่อเรานำตัวนำสองตัวมาแตะกันจะทำให้เกิดประกายไฟหรือการหลอมละลายโลหะได้ โลหะที่หลอมละลายได้อุณหภูมิก็จะสูงมาก จึงจะทำให้ชิ้นส่วนพลาสติก หรืออื่นๆ ลุกไหม้ได้ ซึ่งคล้ายๆ กับเราเชื่อมโลหะ

“การลัดวงจรจะเกิดขึ้นได้ทั้งตอนชาร์จและตอนใช้งาน หากออกแบบไม่ดี วัสดุที่ทำหน้าที่เป็นฉนวนระหว่างขั้วแบตเตอรี่ 2 ขั้วไม่แข็งแรง ทำให้เกิดสนิมหรืออะไรก็แล้วแต่ เมื่อใช้ไปสักระยะหนึ่งมันเกิดการลัดวงจร หรือทับกัน และก่อให้เกิดประกายไฟ และทำให้เกิดความร้อนสูง จนเกิดไฟไหม้ได้ และยิ่งมือถือปัจจุบันค่อนข้างบาง เลยต้องอัดแบตเตอรี่เข้าไปให้มาก เพื่อเพิ่มอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น จึงทำให้มีความเสี่ยงมาก เพราะเมื่อมีขนาดบางก็ทำให้ขั้วต่อสัมผัสกันได้ง่าย และยิ่งมีพลังงานมากขึ้นก็หมายความว่ากระแสที่มันจะวิ่งได้ก็จะเยอะ ความร้อนก็จะสูง และโอกาสที่โลหะจะหลอมละลายได้นาน และทำให้ติดไฟได้ง่ายขึ้น”


ฐากร ตัณฑสิทธิ์
การใช้ 3G หรือ 4G ไม่เกี่ยว จู่ๆ มือถือไฟลุก อาจมาจากฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรือ โดนไวรัส

ส่วนที่สงสัยกันว่า การใช้งาน 3G หรือ 4G จะเป็นสาเหตุให้เกิดระเบิดได้หรือไม่ ในเรื่องนี้ ดร.กมล ยืนยันว่า “ไม่ใช่สาเหตุ” เพราะเวลาใช้งาน CPU ก็อาจจะร้อนขึ้น โดยเฉพาะตัวที่มีกราฟิกเยอะๆ ให้เรานึกถึงคอมพิวเตอร์ ที่ต้องมีฮีตซิงค์ เพื่อระบายความร้อน แต่…เวลาเล่น 3G หรือ 4G นานๆ โทรศัพท์จะไม่ได้ร้อนทั้งเครื่อง แต่จะร้อนแต่ตรงเปลือก ซึ่งยังไม่มีเคสไหนที่ถือแล้วมือพอง แต่ถ้าเป็น กรณีแบตเตอรี่ หากเกิดการลัดวงจร ขดลวดก็จะหลอมละลายขึ้นไปถึง 300 องศาฯ ขึ้นไป ทำให้เกิดไฟไหม้ได้

วางสมาร์ทโฟนทิ้งไว้ ทำไมไฟลุกไหม้? ทีมข่าวฯ ยิงคำถาม ดร.กมล ตอบว่า…คือวางมือถือไว้ไม่ได้ใช้ แต่มือถือก็เหมือนคอมพิวเตอร์ เพราะมันทำงานของมันอยู่ เช่น มีสัญญาณ wifi มีระบบรับข้อความอยู่ ก็ยังมีกระแสใช้งานอยู่ ถ้าเกิดว่าวัสดุหรือโครงสร้างการออกแบบไม่ดี ทำงานไปสักระยะหนึ่งต่อเนื่องนานๆ ก็ทำให้เกิดความร้อน ทำให้ฉนวนมันอ่อนตัวลง ก็ทำให้โลหะของตัวนำมาชิดกันมาขึ้น และเกิดการลัดวงจรและเกิดไฟลุกไหม้ได้

“กรณีลักษณะนี้มีสาเหตุมาจากทั้ง ฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์ อย่างเช่นในตัวของฮาร์ดแวร์ก็จะเป็นลักษณะของฉนวนไม่ดี ไม่คงทนความร้อน พอโดนความร้อนก็อ่อนตัว ถ้าเป็นซอฟต์แวร์ ปกติถ้าเราไม่ใช้งาน วางเฉยๆ ซอฟต์แวร์จะทำงานในระดับต่ำ แต่ถ้าเกิดซอฟต์แวร์โดนไวรัส หรือซอฟต์แวร์ออกแบบมาไม่ดี ถึงแม้เราจะวางไว้เฉยๆ ระบบก็จะทำงานเต็มที่โดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อดึงกระแสไฟมาทำงานเยอะ ซีพียูมันก็จะร้อน  อุปกรณ์ข้างในมันก็จะร้อน และถ้าไปโดนฉนวนไม่ค่อยดีทำให้อ่อนตัว ก็จะทำให้เกิดการลัดวงจรง่ายขึ้น”

ก่อนหน้านี้มีเคส กรณีโทรศัพท์มือถือหลายๆ ยี่ห้อ ต้องปรับปรุงซอฟต์แวร์ เกี่ยวกับการจัดการแบตเตอรี่ ที่มันปล่อยกระแสไฟทำงานตลอดทั้งที่ไม่มีการใช้งาน บางตัวก็ต้องปรับเพราะว่าใช้พลังงานเยอะเกินไป ถ้าพูดถึงซอฟต์แวร์ตัวอย่างเช่น ถ้ามันมีวิธีคำนวณ เช่น 1+1 เท่ากับ 2 มันก็จบ แต่ถ้าซอฟต์แวร์บางตัวเขียนไม่ดี เช่น 1+1 ได้เท่าไรมันต้องเอา 1 ไปคูณร้อย หารร้อย + พัน ลบพัน คือทำขั้นตอนเกินจำเป็นไปเยอะๆ ก็ทำให้เปลืองพลังงานมาก ก็ทำให้แบตร้อนและเกิดการลุกไหม้ไปจนถึงระเบิดได้เหมือนกัน

กสทช. – ก.อุตสาหกรรม หน้าด่านตรวจความปลอดภัยสมาร์ทโฟน

“ทุกเครื่องเรามีการตรวจสอบอยู่แล้ว เพราะถ้าไม่มีการผ่านมาตรฐานตามที่ กสทช.  กำหนดไว้ ถือว่าผิดกฎหมาย ยังไงก็นำเข้าไม่ได้ ห้ามจำหน่ายเด็ดขาด” นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ยืนยันหนักแน่นถึงมาตรการตรวจสอบความปลอดภัย  เพื่อให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจก่อนปล่อยวางขาย

นายฐากร กล่าวว่า อุปกรณ์สื่อสารเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้ ต้องผ่านการตรวจสอบรับรองมาตรฐานจาก กสทช.ก่อนทุกเครื่อง โดยแบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วนคือ ในส่วนตัวเครื่อง กสทช.จะเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบเอง แต่สำหรับแบตเตอรี่ รวมไปถึงสายชาร์จ กระทรวงอุตสาหกรรมจะเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบ

ทุกเครื่องที่ทำการตรวจสอบต้องผ่านมาตรฐาน GSM หรือ Global System for Mobile communication ซึ่งเป็นระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิตอลระบบหนึ่ง  นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางทั่วโลก ในการตรวจสอบเพื่อจดทะเบียนขออนุญาตจำหน่าย จะต้องพิจารณาถึง ย่านความถี่วิทยุ และกำลังส่ง ว่าเป็นไปตามมาตรฐาน GSM หรือไม่

เลขาธิการ กสทช. ย้ำว่า สมาร์ทโฟนทุกเครื่องที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยจะต้องมีเครื่องหมายแสดงการรับรองมาตรฐานเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ ที่ออกโดยสำนักงาน กสทช. ซึ่งจะระบุหมายเลขการรับรอง เลขปี ค.ศ. ที่รับรอง และรหัสประจำตัวของผู้ประกอบการ เช่น CLASS B NTC ID. AAAAAA-BB-XXXX โดยที่ AAAAAA หมายถึง หมายเลขรับรอง 6 หลัก BB หมายถึง เลขปี ค.ศ. ที่รับรอง ซึ่งจะเป็นเลขสองหลักสุดท้าย และ XXXX หมายถึง รหัสประจำตัวผู้ประกอบการ 4 หลัก ซึ่งเครื่องหมายนี้ ผู้ประกอบการต้องแสดงเครื่องหมายให้เห็นที่ตัวเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ ในลักษณะที่อ่านออกได้

ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา 6 พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 กำหนดให้เครื่องโทรศัพท์จะต้องได้รับอนุญาตให้มีการนำเข้าโดยถูกต้องจากสำนักงาน กสทช. และมาตรา 32 พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 กำหนดให้เครื่องโทรศัพท์จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานจากสำนักงาน กสทช.ก่อน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

“หากเป็นสินค้าต่างประเทศไม่ต้องการ เราก็ไม่ต้องการเช่นกัน เป็นไม่ได้ที่จะนำเครื่องหลุดสเปก หรือไม่ได้มาตรฐานมาจำหน่ายในประเทศไทย”

อย่างไรก็ตาม นายฐากร ยอมรับว่า ปัจจุบันยังไม่มีการสุ่มตรวจสอบหลังจากการวางจำหน่าย เพราะเราตรวจสอบคุณภาพไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ที่ผ่านมาการระเบิดส่วนใหญ่เกิดจากแบตเตอรี่ ซึ่งไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กสทช. และการระเบิดบางครั้ง เครื่องเราตรวจสอบดี แต่ประชาชนได้ซื้อสายชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐานมาใช้ ตรงนี้ถือว่า  “เสี่ยง” เพราะไม่รู้ว่าสายชาร์จที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านเรา สมอ.อนุญาต หรือลักลอบนำเข้า


เดินหน้ารื้อระบบ กสทช. ร่วมมือ สมอ. เข้มงวด ตรวจสอบลดความเสี่ยงมือถือระเบิด

เลขาฯ กสทช.กล่าวว่า อย่างกรณีของโทรศัพท์ลาวา ที่มีการระเบิดเกิดขึ้น กสทช.ก็สั่งระงับ และไม่ให้จำหน่ายในประเทศไทยเลย เพราะว่าเครื่องแรกเขาต้องผลิตให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ แต่เมื่อมันเกิดเหตุระเบิดขึ้นมา 2-3 ครั้ง ก็ต้องสั่งห้ามจำหน่าย  ส่วนสาเหตุนั้นอาจจะเป็นเพราะเกิดจากการทำงานสองหน่วยงาน รวมทั้งความหละหลวมในการตรวจสอบ เพราะมีบางครั้งก็ใช้การสุ่มตรวจสอบ ไม่ได้ตรวจทั้งหมด

“ที่ผ่านมาแม้จะตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่เพราะการแบ่งการทำงานเป็นสองฝ่าย  ทำให้เกิดความผิดพลาดและพบเห็นการเกิดกรณีดังกล่าวในไทยอยู่บ่อยครั้ง ทาง กสทช.และ สมอ. จึงได้ดำเนินการแก้ไขเรื่องนี้ โดยการประสานงานให้ทั้งสองหน่วยงานทำงานร่วมกัน เพื่อลดข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการ  ตอนนี้กำลังประสานงานอยู่ เพราะว่าเราต้องเซ็น เอ็มโอยู ร่วมกันก่อนว่าจะทำอย่างไร  โดยอาจจะมีการส่งเจ้าหน้าที่จาก สมอ.เข้ามาตรวจสอบร่วมกับ กสทช.” นายฐากร กล่าวทิ้งท้าย

ต้องแก้กฎหมายสร้างความยุติธรรม ไม่ใช่…จ่ายจบ รับเครื่องใหม่ รักษาฟรี

ดร.กมล กล่าวอย่างเจ็บปวดใจว่า นับเป็นเรื่องแปลกมากสำหรับประเทศไทย ที่คิดว่าแค่ได้ค่าเสียหายก็จบ ความผิดทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะ เราใช้ไม่เป็น ใช้ผิดวิธี คนต่างชาติที่คิดค้นประดิษฐ์ย่อมถูกเสมอ แต่กลับไม่คำนึงเลยว่า หากเกิดการระเบิดนั้นจะคร่าชีวิตผู้คนหรือคนในครอบครัว โดยที่ เงินทอง โทรศัพท์เครื่องใหม่ หรือ ค่ารักษาพยาบาลก็ไม่สามารถนำชีวิตพวกเขาเหล่านั้นย้อนคืนกลับมาได้

“อีกอย่างหนึ่งคือ ประเทศเรายังอ่อนในเรื่องของข้อกฎหมาย เพราะถ้าเป็นในต่างประเทศ คนอื่นที่ไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่เสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายเพราะใช้ผลิตภัณฑ์แบรนด์เดียวกัน สามารถฟ้องแทนได้ แต่ในเมืองไทยกลับไม่ได้…

กรณีแบบนี้ถ้าฟ้องในต่างประเทศ อาจจะได้ถึง 20 ล้าน เพราะคนหมู่มากสามารถรวมตัวกันเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ในเมืองไทยพอฟ้องแทนกันไม่ได้ ทางบริษัทก็มาตกลงกับผู้เสียหาย 2 คน จ่ายค่ารักษา จ่ายเงินชดใช้ มอบเครื่องใหม่ให้ แลกกับการปิดข่าว มันก็ตกลงง่ายกว่า เพราะคุยแค่ 2 คน จ่ายก็จบ”

ดร.กมล ยังทิ้งท้ายฝากให้คิดว่า ถ้าอีกหน่อยคนไทยคิดจะทำแบรนด์เป็นของตัวเอง เรื่องคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องการตรวจสอบคุณภาพสินค้าให้มั่นใจก่อนปล่อยวางตลาด เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เกิดเหตุการณ์โทรศัพท์ระเบิดขึ้นยังโชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต แต่เมื่อไรก็ตามที่มีการระเบิดจนมีผู้เสียชีวิต ยิ่งเป็นเด็ก คนชรา หรือผู้หญิง ก็มาถึงจุดจบแบบถาวรของแบรนด์นั้นได้ การที่ออกผลิตภัณฑ์มาเร็ว ก็ได้เปรียบทางการตลาด เพราะคนสนใจ แต่หากพลาดตรงเรื่องคุณภาพ ขาดการตรวจสอบอย่างรอบคอบ ก็อาจจะพินาศได้ อย่างไรก็ดี ตอนนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะคืนความยุติธรรมให้ผู้บริโภคอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่เกิดความเสียหายกับใคร ก็จ่ายคนนั้น แล้วคนอื่นๆ ที่ใช้ทุกคนล้วนมีความเสี่ยงเหมือนกัน  ไม่เช่นนั้น ไทยก็จะตกเป็นเครื่องมือรับของด้อยคุณภาพจากต่างชาติมาใช้

นิสัยคนไทยมักพูดว่า “หยวนๆ” แต่หากเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิต หรือความปลอดภัย  ก็ควรลบคำนี้ออกจากสารบบชีวิตเสียที ที่สำคัญ หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ต้องเข้มงวด เอาจริง ออกกฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือมาใช้ป้องกัน เพราะชีวิตคนไทยนั้นก็มีค่าทัดเทียมกับคนทั่วโลก
————-

ผู้ที่สามารถฟ้องร้องเป็นคดีผู้บริโภคได้
1. ผู้บริโภค หมายถึง ผู้ซื้อหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้ซึ่งได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อให้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ และหมายความรวมถึงผู้ใช้สินค้าหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ แม้มิได้เป็นผู้เสียค่าตอบแทนก็ตาม
2. ผู้ประกอบธุรกิจ หมายถึง ผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายหรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้า หรือผู้ให้บริการ และหมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการโฆษณาด้วย
3. ผู้เสียหาย หมายถึง ผู้ได้รับความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ อนามัย จิตใจ หรือทรัพย์สิน แต่ไม่รวมถึงความเสียหายต่อตัวสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนั้น
—————


  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ