ตามรอยพระบาท… “กาแฟห้วยห้อม” ยอดดอยสู่ร้าน “สตาร์บัคส์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785771

 

คนไทยโชคดีที่มีพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงงานหนักและทุ่มเทพระวรกายเพื่อประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนกลายมาเป็นโครงการหลวงและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในทุกพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งพื้นที่ ต.ห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน กับ “โครงการหลวงแม่ลาน้อย”


โครงการหลวงแม่ลาน้อย อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน

ทั้งนี้ โครงการหลวงแม่ลาน้อยประสบความสำเร็จในการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชนบนพื้นที่สูง โดยอีกหนึ่งสินค้าจากพื้นที่ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง คอกาแฟรู้จักกันเป็นอย่างดี นั่นก็คือ “กาแฟห้วยห้อม” ซึ่งหาลิ้มลองรสชาติได้ที่ร้านสตาร์บัคส์อีกช่องทางหนึ่ง


พื้นที่บ้านห้วยห้อม ในโครงการหลวงแม่ลาน้อย

ย้อนรอย 35 ปี กำเนิดโครงการหลวงแม่ลาน้อย

“มะลิวรรณ นักรบไพร” ประธานกลุ่มผ้าทอขนแกะในฐานะตัวแทนประชาชนในพื้นที่โครงการหลวงแม่ลาน้อย ถ่ายทอดเรื่องราวจากพระมหากรุณาธิคุณว่า ความเป็นมาของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อยและจุดเริ่มต้นของกาแฟห้วยห้อมเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2515 โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมชาวบ้านป่าแป๋และบ้านห้วยห้อมเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลความเจริญ การคมนาคมลำบาก และขาดระบบสาธารณูปโภค จึงพระราชทานทุนทรัพย์จำนวน 20,000 บาท เพื่อจัดตั้งเป็นธนาคารข้าว พร้อมมีรับสั่งว่า เป็นธนาคารข้าวแห่งแรกของโลก ปัจจุบันชาวบ้านได้ทำนาขั้นบันได ทดลองปลูกผักในแปลงเกษตร เป็นการทำเกษตรแบบยั่งยืน


“มะลิวรรณ” ถ่ายทอดเรื่องราวโครงการหลวงแม่ลาน้อย

ในส่วนของกาแฟอาราบิก้านั้น มีการนำเข้ามาปลูกที่บ้านห้วยห้อมตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. 2515 โดยกลุ่มมิชชันนารี พร้อมทั้งมีการนำความรู้เรื่องการเลี้ยงแกะ และการทอผ้าขนแกะมาสอนชาวบ้าน การนำวัตถุดิบมาทำสีย้อมผ้า ต่อมากรมวิชาการเกษตรได้นำต้นกาแฟอาราบิก้ามาให้ชาวบ้านปลูกเพิ่มขึ้น


กาแฟอาราบิก้าปลูกที่บ้านห้วยห้อม

จากนั้น พ.ศ.2516 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทรงเยี่ยมชาวบ้านและมีรับสั่งกับประธานมูลนิธิโครงการหลวง เข้าช่วยเหลือ และพัฒนาอาชีพของชาวเขา โดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม สังคมและสาธารณสุข เนื่องจากเป็นพื้นที่ต้นน้ำแม่ลาน้อยและแม่น้ำแม่สะเรียง ซึ่งมีการปลูกฝิ่นและทำไร่เลื่อนลอยอย่างกว้างขวาง


การพัฒนาด้านเกษตรกรรมในพื้นที่จากพระมหากรุณาธิคุณ

กระทั่ง พ.ศ.2523 ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อยได้ถูกก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ มีการนำกาแฟมาปลูก เพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน ช่วยพัฒนาอาชีพและเพิ่มรายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น นับตั้งแต่นั้นมาจึงมีการปลูกกาแฟมากขึ้น อีกทั้งยังมีการขยายจากบ้านห้วยห้อมไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงจนมีพื้นที่ปลูกกาแฟเพิ่มมากขึ้น


อีกมุมหนึ่งในพื้นที่โครงการหลวงแม่ลาน้อย

ทีเด็ด “กาแฟห้วยห้อม” ปลูกแบบออร์แกนิก

สำหรับจุดเด่นของกาแฟห้วยห้อม คือ การปลูกกาแฟที่ให้ความสำคัญกับการปลูกแบบปลอดสารพิษ หรือออแกร์นิก เพราะนอกจากจะประหยัดต้นทุนแล้วยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรต่างๆ ตลอดจนยังทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า จะได้กาแฟที่มีคุณภาพปลอดสารพิษตกค้างแน่นอน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่ปลูกกาแฟส่วนใหญ่อยู่ในบ้านห้วยห้อม จึงได้ชื่อเรียกว่า “กาแฟห้วยห้อม” ซึ่งในปัจจุบันชาวบ้านห้วยห้อมสามารถผลิตกาแฟแบบครบวงจร ตั้งแต่การเพาะกล้ากาแฟ การปลูก การเก็บ ไปจนถึงการคั่วและบด ซึ่งการันตีกาแฟคุณภาพ มีรายได้เฉลี่ยปีละประมาณ 6 ล้านบาท


กาแฟห้วยห้อม ปลูกแบบออร์แกนิก ปลอดสารพิษ

น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงดำเนินชีวิต

ชาวบ้านห้วยห้อมดำเนินชีวิตโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เริ่มเก็บกาแฟในช่วงปลายปี จากนั้นส่งโครงการหลวงแม่ลาน้อยผลิตเป็นสินค้าโอทอปส่งให้ร้านกาแฟชื่อดังสตาร์บัคส์ ซึ่งเป็นลูกค้าประจำ รวมถึงลูกค้ารายอื่นๆ ที่สนใจ

เมื่อหมดช่วงฤดูกาลเก็บกาแฟแล้ว ชาวบ้านยังมีการทำผ้าทอขนแกะ เป็นผลิตภัณฑ์จำพวกผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ หมวกและเสื้อผ้าไว้ขายอีกด้วย


ผลิตภัณฑ์จากขนแกะอีกหนึ่งของดีจากโครงการหลวงแม่ลาน้อย

พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวพักโฮมสเตย์

ทุกวันนี้ โครงการหลวงแม่ลาน้อยและชาวบ้านห้วยห้อมพร้อมจะต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนด้วยที่พักแบบโฮมสเตย์ การพักผ่อนที่โฮมสเตย์บ้านห้วยห้อมนับว่า เป็นโปรแกรมที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้าน มีบริการอาหารพื้นบ้านหลากหลายเมนู ขณะเดียวกันยังสามารถเยี่ยมชมฟาร์มแกะ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของหมู่บ้าน


พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยวิวสวยงามหลักล้าน

พระมหากรุณาธิคุณช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

วิถีชีวิตของชาวบ้านห้วยห้อมและชาวบ้านในพื้นที่โครงการหลวงแม่ลาน้อยเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ตั้งแต่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มาพระราชทานความช่วยเหลือ ซึ่งเมื่อก่อนชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านเป็นไปด้วยความยากลำบาก ถนนหนทางสัญจรแทบไม่ได้ ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้าใช้ อาชีพไม่มั่นคง แต่หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จฯ มา ทุกอย่างเปลี่ยนไป โดยเฉพาะมีอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้


พิถีพิถันในขั้นตอนการคั่วกาแฟจากธรรมชาติด้วยภูมิปัญญา

พวกเราปลูกกาแฟก็เก็บไปเรื่อยๆ ทุกปี ถึงปริมาณจะไม่มาก แต่ก็อยู่กันอย่างพอเพียง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ที่ทรงเล็งเห็นถึงความยากลำบากของประชาชนในพื้นที่สูงทุรกันดาร จนความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและการอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน เนื่องจากชาวบ้านใช้เวลาดูแลรักษาต้นกาแฟที่ปลูกในป่าจึงไม่เกิดการบุกรุก และต้องรักษาไร่กาแฟไว้นั่นเอง.


ทำทุกขั้นตอนด้วย 2 มือและหัวใจกว่าจะได้กาแฟรสดี

ขอขอบคุณ เครือข่ายสานต่อที่พ่อทำ โครงการเดินทางพ่อ (Walk of the King)

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

“ออมสิน” หนุนผุดท่าเรือแม่น้ำปราณบุรี เผย ม.ค.นี้เรือเฟอร์รี่พัทยา-หัวหินเปิดแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/796322

 

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเปิดเดินเรือเฟอร์รี่ เส้นทางระหว่างอ่าวไทยฝั่งตะวันออก แหลมบาลีฮาย พัทยา จ.ชลบุรี และฝั่งตะวันตก ท่าเรือองค์การสะพานปลา อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่าภายในสัปดาห์นี้ทางบริษัท รอยัล พาสเสนเจอร์ ไลเนอร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่า (จท.) ให้เดินเรือในเส้นทางดังกล่าว จะนำเรือที่ได้นำไปปรับปรุงในประเทศจีนกลับมาถึงไทย เพื่อเตรียมทดสอบการให้บริการก่อนที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการได้ในเดือน ม.ค. 2560

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น บริษัทจะให้บริการเรือ 2 ลำ แต่ในช่วงแรกจะให้บริการ 1 ลำก่อน คือเช้าไปเย็นกลับ จากนั้นเมื่อเรือลำที่ 2 ปรับปรุงแล้วเสร็จ ก็จะนำมาให้บริการเช้า 2 ลำ คือ ออกจากต้นทางและปลายทางพร้อมกัน และเย็น 2 ลำ จากต้นทางและปลายทางเช่นเดียวกัน ซึ่งตนจะไปร่วมทดสอบก่อนเปิดให้บริการจริงด้วย

สำหรับเส้นทางที่จะเชื่อมต่อไปยังบางปู เพื่อรับผู้โดยสารในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลด้วยนั้น คือ พัทยา-บางปู และบางปู-หัวหิน ยังไม่เปิดให้บริการ เพราะไม่มีเอกชนรายใดแสดงความสนใจหรือยื่นขออนุญาตให้บริการ ดังนั้นจึงจะมีเพียงการให้บริการในเส้นทางดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งก็ต้องการให้ประสบความสำเร็จ เพราะถือเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้ใช้บริการในการเดินทาง หรือท่องเที่ยว

นายออมสินกล่าวว่า ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางมากขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาก่อสร้างท่าเรือบริเวณปากแม่น้ำปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อรองรับผู้โดยสารและสามารถนำรถยนต์ลงเรือได้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวได้มากขึ้น ขณะเดียวกันในพื้นที่ดังกล่าวยังจะก่อสร้างเป็นคอมเพล็กซ์ โรงแรม และช็อปปิ้งมอลล์ด้วย เนื่องจากมีพื้นที่เป็นจำนวนมาก โดยส่วนตัวเห็นว่าโครงการนี้น่าจะเปิดให้เอกชนลงทุน เพราะเอกชนลงทุนสิ่งที่ตามมาคือการพัฒนาตามแผนที่ศึกษาไว้.

 

เปิดตัวผู้ชนะวาดภาพ “พีทีทีจีซี” เสริมความรู้เข้าใจ “ปิโตรเคมี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/796321

 

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือพีทีทีจีซี กล่าวว่า บริษัทฯได้จัดโครงการประกวดวาดภาพระบายสี “มหัศจรรย์ ปิโตรเคมี ปี 2” เพื่อให้เยาวชนและประชาชน เกิดความรู้ความเข้าใจในประโยชน์ของปิโตรเคมีส่งเสริมให้เยาวชนได้แสดงความสามารถ การวาดภาพระบายสี โดยใช้จินตนาการ ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ เพราะเยาวชนคนรุ่นใหม่คืออนาคตของชาติ เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนประเทศในอนาคต โดยผลงานที่นักเรียนส่งเข้าประกวดปีนี้ มีจำนวน 710 ภาพ ผลงานที่นักเรียนส่งเข้าประกวด หากได้รับคัดเลือกก็จะได้จัดแสดงอยู่ใน Facebook PTTGC : มหัศจรรย์ปิโตรเคมี ณ โถงนิทรรศการ ที่สำนักงานจังหวัดระยอง

สำหรับผลการตัดสิน ได้แก่ ระดับประถมศึกษา รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 30,000 บาท ได้แก่ ด.ช.เกียรติศักดิ์ นฤชาติ จากจังหวัดสิงห์บุรี รองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 20,000 บาท ด.ญ.อัศยาณี จารุกิจสินไพศาล จากจังหวัดปทุมธานี รองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท ด.ญ.ธฤษวรรณ สุวรรณ์ จากจังหวัดมหาสารคาม ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 30,000 บาท ด.ญ.สมัชนันท์ รอดเกิด จากจังหวัดชลบุรี รองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 20,000 บาท นายธนาธิป นาฉลอง จากจังหวัดชัยภูมิ รองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท ด.ญ.จันทกานต์ จันทรโกมล จากจังหวัดชลบุรี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ชนะเลิศ จำนวน 2 รางวัล รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 30,000 บาท นายวรุฒน์ ผ่องภักต์ จากจังหวัดเพชรบุรี นายสิรวิชญ์ จตุรภัทรานนท์ จากจังหวัดชลบุรี รองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท น.ส.กวินทิพย์ สินแต้ จากจังหวัดราชบุรี.

 

ธปท.เตือนภัยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ห้ามทำนานเกิน 6 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/796406

 

ธปท.ย้ำไตรมาสที่ 4 ปัจจัยลบเพียบ ดันเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ ชี้การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเยียวยาผลกระทบในระยะสั้น เพื่อใช้ในช่วงรอยต่อ รอรับเงินลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในปีหน้า เป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่ไม่ควรทำเกิน 6 เดือน อาจเกิดผลเสีย เพราะเป็นการดึงกำลังซื้อในอนาคตมาใช้

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 4 ว่า เป็นช่วงที่จะชะลอตัว เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากมีปัจจัยลบที่กระทบการใช้จ่ายของประชาชนหลายประการ เช่นราคาสินค้าเกษตรที่ลดต่ำลง โดยเฉพาะราคาข้าว การปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาจากจีน ปรับตัวลดลงมากกว่าที่คาดไว้ รวมทั้ง บรรยากาศที่ยังโศกเศร้าอาจมีผลต่อเทศกาลรื่นเริง ในช่วงปลายปีต่อต้นปีหน้า

ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าไตรมาสก่อนหน้า การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทั้งเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย เป็นเรื่องที่ต้องทำในช่วงรอยต่อ เพื่อสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น ในช่วงที่เศรษฐกิจรอการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า แต่ควรทำเป็นมาตรการระยะสั้น เพื่อกระตุ้นบรรยากาศในการใช้จ่าย และลดผลกระทบของเศรษฐกิจ ในส่วนของผู้ที่มีความยากลำบาก แต่ไม่ควรทำต่อเนื่องหรือทำต่อกันในระยะยาว เช่นทำต่อเนื่องกันเกิน 6 เดือน เพราะก่อให้เกิดผลเสีย ในการก่อหนี้เพิ่มของประชาชนแล้ว ยังเป็นการดึงกำลังซื้อในอนาคตมาใช้ ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคตยากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ความผันผวนของตลาดการเงินโลก หลังการเลือกตั้งของสหรัฐฯ และได้นายโดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจต่อเนื่อง เรื่องนี้ ธปท.ได้เตือนแล้วว่า ในอนาคตตลาดการเงินและค่าเงินทั่วโลก ยังมีความผันผวนที่สูงขึ้นอีก ทำให้นักธุรกิจผู้ส่งออกนำเข้าต้องเตรียมรับมือความผันผวนของค่าเงินบาท โดยการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เป็นเรื่องที่สำคัญ

“เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้อีก เนื่องจากนโยบายของทรัมป์จะกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วงที่ผ่านมาเงินบาทอ่อนค่าน้อยกว่าสกุลอื่นๆในภูมิภาค และมีความผันผวนที่ต่ำกว่า ธปท.ได้ติดตามดูแลเงินบาทอย่างใกล้ชิด”

สำหรับเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงที่ผ่านมา มีเงินไหลออกไปจากตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้น ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้น กรณีที่มองกันว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เดือน ธ.ค.นี้ เป็นเรื่องที่ตลาดการเงินรับรู้อยู่แล้ว เชื่อว่าได้มีการทยอยปรับตัวเพื่อรองรับเรื่องดังกล่าวแล้วในระดับหนึ่ง

นายวิรไทกล่าวว่า ธปท.ได้เดินหน้าส่งเสริมธนาคารพาณิชย์ไทย เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจในอาเซียน และเท่าที่ได้หารือกับธนาคารพาณิชย์เห็นว่า ธนาคารของไทยพร้อมที่จะออกไปลงทุนในอาเซียนเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพราะธนาคารพาณิชย์ไทยก็มีศักยภาพ อยู่ในระดับต้นๆของอาเซียน และเมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ธปท.ได้ลงนามในการดำเนินการร่วมกันจัดทำมาตรฐานธนาคารอาเซียน หรือ QAB ระหว่างระบบการเงินไทยและพม่า ซึ่งเป็นไปตามมาตรการ QAB ที่กลุ่มอาเซียนได้วางมาตรฐานกลางไว้ หลังจากที่ ธปท.ได้ลงนามแบบเดียวกันกับธนาคารกลางมาเลเซียและอินโดนีเซีย

“กรณีการเลื่อนการใช้ระบบการโอนเงินพร้อมเพย์ ในขณะนี้ ธปท., ธนาคารพาณิชย์ และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ กำลังอยู่ระหว่างทดสอบระบบการโอนเงินพร้อมเพย์ เพื่อที่จะทำให้ระบบมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ก่อนเริ่มเปิดใช้จริงไตรมาสแรกของปี 2560”.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 0.38 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,500.78 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 พ.ย. 2559 17:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/796116

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 0.38 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,500.78 จุด มูลค่าการซื้อขาย 37,009.45 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 28 พ.ย. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 0.38 จุด เปลี่ยนแปลง 0.03% ดัชนีอยู่ที่ 1,500.78 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 37,009.45 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน).

 

ส่งออกเดือน ต.ค. ทรุดอีกครั้ง ติดลบ 4.2% ทำ 10 เดือนลบแล้ว 1%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 พ.ย. 2559 16:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/796081

 

พาณิชย์ เผย ตัวเลขส่งออกไทยเดือน ต.ค. ติดลบ 4.2% ทำ 10 เดือนลบแล้ว 1% เหตุราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวต่ำ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน ยันทั้งปี ยังขยายตัว 0% ถึงบวกเล็กน้อย หาก 2 เดือนสุดท้าย มูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.81 หมื่นล้านเหรียญฯ …

เมื่อวันที่ 28 พ.ย.59 นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยถึงสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือน ต.ค. 59 ว่า มีมูลค่าการส่งออก 17,783.1 ล้านเหรียญฯ ลดลง 4.22% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการกลับมาลดลงอีกครั้งในรอบ 2 เดือน จากเดือน ส.ค. 59 ที่มูลค่าขยายตัว 6.54% และเดือน ก.ย. ขยายตัว 3.43% โดยเมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 614,152.3 ล้านบาท ลดลง 7.11%

ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 17,534.9 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 6.5% คิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 613,120.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.36% ส่งผลให้เกินดุลการค้า 248 ล้านเหรียญฯ หรือ 1,032.2 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อหักมูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เช่น น้ำมันสำเร็จรูป ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ และทองคำออกไปแล้ว มูลค่าการส่งออก จะลดลงเพียง 2.8%

ขณะที่ ในช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ปี 59 การส่งออกมีมูลค่า 178,250.9 ล้านเหรียญฯ ลดลง 1.02% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 6.250 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.91% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 160,073 ล้านเหรียญฯ ลดลง 5.93% เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 5.678 ล้านล้านบาท ลดลง 1.15% ส่งผลให้เกินดุลการค้า 18,177.8 ล้านเหรียญฯ หรือ 572,153.4 ล้านบาท

สำหรับสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้การส่งออกในเดือน ต.ค.ลดลง เป็นเพราะมูลค่าการส่งออกทองคำ และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันลดลง จากราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวต่ำ รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกยังผันผวน ที่สำคัญฐานการส่งออกเดือน ต.ค. 58 ต่ำ

“สินค้าส่งออกสำคัญที่ปรับตัวลดลง คือ กลุ่มรถยนต์และส่วนประกอบ ติดลบ 2.0% เป็นผลมาจากการส่งออกไปตลาดออสเตรเลียและตะวันออกกลาง ลดลง โดยเฉพาะตะวันออกกลาง ที่กำลังซื้อหดตัวจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลง ซึ่งกระทรวงฯ หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหากลยุทธส่งออกตะวันออกกลางต่อไป”

นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า สำนักงานฯ ได้จัดทำสมมติฐานการส่งออกในช่วง 2 เดือนที่เหลือ โดยหากในช่วง 2 เดือน การส่งออกมีมูลค่าเฉลี่ยเดือนละ 18,000 ล้านเหรียญฯ จะทำให้ทั้งปี 59 ขยายตัวได้ 0% เท่ากับปี 58 หรือมีมูลค่าราว 214,000 ล้านเหรียญฯ หากเฉลี่ยเดือนละ 17,700 ล้านเหรียญฯ ทั้งปี 59 จะติดลบ 0.30% หากได้เฉลี่ยเดือนละ 17,100 ล้านเหรียญฯ ทั้งปี 59 จะติดลบ 0.86% แต่หากได้มากถึงเดือนละ 18,400 ล้านเหรียญฯ ทั้งปี 59 จะขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 0.3% อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ ยังคงคาดการณ์ว่า ทั้งปี 59 จะยังไม่ติดลบ โดยอยู่ในระดับ 0% ถึงแดนบวกเล็กน้อย

 

กสท. มีมติเห็นชอบ ให้ยกเว้นการแจ้งเปลี่ยนแปลงผังรายการ ถึง 21 ม.ค.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 พ.ย. 2559 15:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/796042

 

ที่ประชุม กสท. มีมติเห็นชอบ ให้ยกเว้นการแจ้งเปลี่ยนแปลงผังรายการของผู้ประกอบการ จนถึง 21 ม.ค.60 ส่วนการจัดทำผังรายการหลักและสัดส่วนรายการ ประจำปี 60 ให้ผู้รับอนุญาตฯ เสนอคณะกรรมการตามกำหนด …

วันที่ 28 พ.ย.59 ผศ.ภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) วันที่ 28 พ.ย. มีมติเห็นชอบร่างประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การส่งเสริมชุมชนที่มีความพร้อม และสนับสนุนผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง บริการชุมชนที่มีคุณภาพ พ.ศ. … ที่ปรับปรุงแล้ว ก่อนเผยแพร่ผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวในเว็บไซต์สำนักงาน กสทช. ให้สาธารณชนทราบเป็นการทั่วไป โดยมอบหมายให้สำนักงาน กสทช.นำเสนอร่างประกาศดังกล่าวต่อที่ประชุม กสทช. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบและอนุมัติตามมาตรา 27(24) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แล้วนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุม กสท. มีมติเห็นชอบ ให้ยกเว้นการแจ้งเปลี่ยนแปลงผังรายการของผู้รับอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และผู้ได้รับอนุญาตทดลองประกอบกิจการกระจายเสียงตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดทำผังรายการสำหรับการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2556 ข้อ 14 และ ข้อ 15 จนถึงวันที่ 21 มกราคม 2560 ส่วนการจัดทำผังรายการหลักและสัดส่วนรายการ ประจำปี 2560 ให้ผู้รับอนุญาตฯ เสนอคณะกรรมการตามกำหนด.

 

นิด้า ชี้ ช็อปช่วยชาติกระตุ้นใช้จ่ายระยะสั้น แนะดึงจีนย้ายฐานเข้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 พ.ย. 2559 15:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/796051

 

นิด้า ชี้ มาตรการช็อปช่วยชาติ ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท กระตุ้นใช้จ่ายแค่ช่วงสั้น ไม่ยั่งยืน คนรายได้สูงได้ประโยชน์กว่าคนจน แนะรัฐเร่งโครงสร้างเพิ่มฐาน พร้อมดึงนักลงทุนจากจีน ย้ายฐานการผลิตมาตั้งในไทยเพื่อเป็นฐานการส่งออก หลังจีนโดนกำแพงภาษีกีดกันการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เชื่อช่วยกระตุ้น ศก.ได้ดีกว่า …

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 59 รศ.ดร.มนตรี โสคติยานะรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน สำหรับนักบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า การที่กระทรวงการคลัง เสนอนโยบายการลดหย่อนภาษี ด้วยการออกมาตรการช็อปช่วยชาติ ที่ขยายวงเงินการนำมาลดหย่อนภาษีจากเดิม 15,000 บาท เพิ่มเป็น 30,000 บาท แม้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนให้เกิดขึ้น แต่จะเป็นเพียงผลในระยะสั้นและไม่มีความยั่งยืน เนื่องจากการกำหนดเวลาเพื่อจับจ่ายซื้อสินค้าเพื่อนำมาลดหย่อนภาษีนั้น เป็นเพียงการเลื่อนเวลาให้เกิดการซื้อสินค้าในช่วงเวลาดังกล่าวมากเป็นพิเศษ แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดเม็ดเงินใหม่ในระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว จะเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง มากกว่ากลุ่มที่มีรายได้น้อย และมีสินค้าเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการนี้ เช่น โทรศัพท์มือถือและยานพาหนะ ซึ่งเป็นสินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายภายในประเทศทั้งสิ้น

ทั้งนี้ การดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ได้ผลในระยะยาวนั้น ภาครัฐควรเร่งดำเนินการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดิน เพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ รวมถึงบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีกว่าการออกมาตรการช็อปช่วยชาติ เนื่องจากขณะนี้ภาคการผลิตของไทยได้ส่งสัญญาณชะลอตัว ด้วย Capacity Utilization ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 64.89 ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาคการผลิตและการลงทุนของไทยยังรอปัจจัยเชิงบวกที่เข้ามาช่วยสนับสนุนการเติบโต

รศ.ดร.มนตรี กล่าวว่า นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการขับเคลื่อนการลงทุนของภาครัฐแล้ว ประเทศไทยยังต้องฉวยโอกาสที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ จะตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนสูงถึง 45% ทำให้ผู้ประกอบการในประเทศจีนจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี ดังนั้นไทยจึงควรใช้ช่วงเวลานี้ในการดึงดูดนักลงทุนและภาคการผลิตของประเทศจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งหากไทยได้กลายเป็นฐานการผลิตสินค้าให้แก่ประเทศจีน เพื่อป้อนตลาดโลกแล้วนั้น ย่อมส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของไทยขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการสร้างงานที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และนับเป็นปัจจัยบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้ในที่สุด

“ในอดีตไทยเคยประสบความสำเร็จในการดึงนักลงทุนชาวญี่ปุ่น มาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยมาแล้ว หลังจากที่สหรัฐฯ เสียดุลการค้ากับประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก จนทำให้สินค้าญี่ปุ่นโดนกีดกันสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งในช่วงเวลานั้น ไทยมีนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนของญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานการผลิตไทย และครั้งนี้ก็มีความคล้ายคลึงกัน หากเราสามารถดึงนักลงทุน หรือย้ายภาคการผลิตจากจีนมายังประเทศไทยได้ จะทำให้เศรษฐกิจของไทยสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น”

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ด้วยนโยบายของภาครัฐที่พยายามเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนได้เป็นอย่างดี ประกอบกับความได้เปรียบในเรื่องของทำเลที่ตั้งของประเทศที่อยู่ศูนย์กลางอาเซียนที่สามารถเชื่อมการค้าและการส่งออกผ่าน AEC อย่างเป็นรูปธรรม จะทำให้ประเทศไทยมีความได้เปรียบและมีจุดเด่นเพียงพอที่จะดึงดูดนักลงทุนจากจีนเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน

 

สมาคมธนาคารอาเซียน พร้อมรับการเปลี่ยนผ่านสู่บริบทใหม่ของ ศก.โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 พ.ย. 2559 14:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/795872

 

สมาคมธนาคารอาเซียน ผนึกกำลังบูรณาการภาคการเงินของภูมิภาค พร้อมรับการเปลี่ยนผ่านสู่บริบทใหม่ของเศรษฐกิจโลก-การเติบโตของ AEC …

วันที่ 28 พ.ย. 59 นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยในงานสัมมนา ASEAN Banking Conference ครั้งที่ 21 และการประชุม ASEAN Banking Council Meeting ครั้งที่ 46 ภายใต้หัวข้อ “Enhancing and Strengthening the Roles of Regional ASEAN Banks in the context of growing the ASEAN Economic Community (AEC)” ซึ่งสมาชิกสมาคมธนาคารอาเซียน พร้อมสมาคมธนาคารไทย ร่วมระดมความคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับบริบททางการเงินของโลกและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ว่า ปัจจุบันภาคการเงินการธนาคารในภูมิภาคอาเซียนกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่บรรทัดฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลกอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การแข่งขันภายใต้เทคโนโลยี เช่น ฟินเทค (Fintech) ในภาคการเงินอย่างรวดเร็ว ตลอดจนหลักเกณฑ์ข้อบังคับใหม่ๆ ที่ถูกนำมาใช้ในการควบคุมกิจการของสถาบันการเงิน

การรวมตัวของนายธนาคารและนักการเงินจากประเทศอาเซียนในครั้งนี้ จึงเป็นการประชุมที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในอนาคต และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของภาคการเงินในภูมิภาค ผ่านความร่วมมือที่แนบแน่นยิ่งขึ้น ด้วยแนวทางและเป้าหมายที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นั่นคือการยกระดับบริการทางการเงินให้สามารถรองรับศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการค้าและการส่งออกในภูมิภาคอาเซียนที่มีมูลค่าสูงถึง 2.27 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีการลงทุนจากต่างประเทศมากถึง 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังจากเริ่มต้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปลายปี 2558 พร้อมใช้เครือข่ายที่แข็งแกร่งของสมาชิกสมาคมธนาคารอาเซียนส่งเสริมให้ภาคธุรกิจสามารถขยายฐานการค้าและการลงทุนระหว่างกันได้อย่างเต็มศักยภาพ

ด้าน ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้กล่าวว่า โลกเรากำลังเผชิญกับ New Mediocre หรือ ภาวะเศรษฐกิจเติบโตเชื่องช้า ภาวะเงินเฟ้อต่ำ ส่งผลความรู้สึกและพฤติกรรมของผู้บริโภค ในปัจจุบัน ผู้บริโภคต้องการความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงินมากขึ้น คาดหวังให้ค่าบริการลดลง ในขณะเดียวกัน Non-bank ก็ก้าวเข้ามาเป็นผู้เล่นในภาคการเงินผ่านเทคโนโลยีฟินเทค ส่งผลให้ภาคการเงินการธนาคารต้องมีการปรับตัวขนานใหญ่ ซึ่งภูมิภาคอาเซียนก็ได้รับผลกระทบดังกล่าวเช่นกัน จึงจำเป็นที่ธนาคารในอาเซียนต้องร่วมมือกัน ทั้งในด้านการสร้างระบบ Cross–border Payment and Settlement หรือระบบการชำระเงินค่าสินค้าและบริการระหว่างประเทศให้เป็นระบบเดียวกัน รวมทั้งวิธีการคิดค่าบริการ

“ในด้านของความปลอดภัย ก็จำเป็นที่ต้องมีระบบในการป้องกันที่ดี ควบคู่ไปกับการสร้างความรู้ด้านการเงินแก่ผู้บริโภค ในส่วนของธนาคารเอง ต้องไม่พิจารณาเฉพาะผลประกอบการในระยะสั้น หากแต่ต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดำรงอยู่บนจรรยาบรรณและรับผิดชอบต่อสังคม เพราะในที่สุดการตัดสินใจต่างๆ ของธนาคาร ก็สะท้อนมาจากค่านิยมขององค์กรนั่นเอง” ดร.วิรไท กล่าว

ทั้งนี้ การประชุม ASEAN Banking Council Meeting ครั้งที่ 46 จะมีขึ้นต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 พ.ย.59

 

กกจ. เผย 3 เดือน ส่งกุ๊กไทยสู่ครัวโลกเกือบ 700 คน ญี่ปุ่นฮิตสุด 116 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 พ.ย. 2559 11:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/795711

 

กกจ. เผย ตั้งแต่ ส.ค.-ต.ค.59 แรงงานไทยได้รับอนุญาตเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ในตำแหน่งพ่อครัว-แม่ครัว จำนวน 672 คน นิยมไปญี่ปุ่นสูงสุด 116 คน ระบุ แรงงานไทยต้องพัฒนาตนเองให้มีคุณสมบัติครบถ้วน ทั้งทักษะการปรุงอาหาร-ภาษา …

วันที่ 28 พ.ย.59 นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวว่า ตั้งแต่เดือน ส.ค.-ต.ค.59 มีแรงงานไทยได้รับอนุญาตเดินทางไปทำงานต่างประเทศในตำแหน่งพ่อครัว-แม่ครัว จำนวน 672 คน ส่วนใหญ่นิยมเดินทางไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด 116 คน รองลงมาเป็นประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 55 คน นิวซีแลนด์ 46 คน สาธารณรัฐเกาหลี 44 คน และอังกฤษ 37 คน ส่วนใหญ่แจ้งเดินทางไปทำงานด้วยตนเอง

นายสิงหเดช กล่าวว่า เพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงานในตำแหน่งพ่อครัว-แม่ครัวมากขึ้น แรงงานไทยต้องพัฒนาตนเองให้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่แต่ละประเทศได้กำหนด  และควรฝึกฝนพัฒนาศักยภาพต่างๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น การพัฒนาทักษะการปรุงอาหาร เพื่อให้มีรสชาติอาหารที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน และควรพัฒนาทักษะด้านภาษาต่างประเทศ โดยควรพัฒนาภาษาอื่นๆ เพิ่มเติม นอกจากภาษาอังกฤษ เช่น ภาษาญี่ปุ่น และภาษาเกาหลี

สำหรับคนหางานที่สนใจจะเดินทางไปทำงาน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694