“ออมสิน” นั่งยันไม่ซ้ำซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ต.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/756946

 

เดินหน้าสายเคเบิลตามเส้นทางรถไฟ

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามการดำเนินโครงการติดตั้งระบบโครงข่ายโทรคมนาคมของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการวางระบบเคเบิลไฟเบอร์ออฟติค (เส้นใยแก้วนำแสง) ของ รฟท. ตามข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยากให้บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงพลังงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงการคลัง เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อน โดยที่ประชุมได้ข้อสรุปว่าการวางระบบเคเบิลไฟเบอร์ออฟติคของ รฟท.นั้นไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นๆอย่างแน่นอน

“รฟท.จะนำข้อสรุปและรายละเอียดโครงการเสนอ สศช.ภายในวันที่ 21 ต.ค. หรืออย่างช้าวันที่ 25 ต.ค.นี้ เพื่อพิจารณาอีกครั้งว่าซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นหรือไม่ เพราะถือว่า สศช.มีข้อมูลของหน่วยงานอื่นๆแล้ว จากนั้นจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติต่อไป”

ทั้งนี้ จากการดูรายละเอียดของ รฟท.แล้วพบว่าไม่มีอะไรซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เพราะระบบไฟเบอร์ออฟติคของหน่วยงานอื่น เช่น การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย ซึ่งไม่สามารถใช้ร่วมกันกับ รฟท.ได้ ดังนั้น รฟท.ควรมีระบบสื่อสัญญาณของตัวเอง เพื่อประสิทธิภาพในการสื่อสารที่ดี สัญญาณชัดเจน มีเสถียรภาพมากๆ และติดต่อได้ตลอดเวลา เพื่อรองรับการพัฒนาระบบราง ระบบรถไฟความเร็วสูงของ ร.ฟ.ท.ในอนาคตด้วย.

 

“โคเด็กซ์” รับมาตรฐานสับปะรดกระป๋อง มกอช.เป็นปลื้มยอดส่งออกถล่มทลายแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ต.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/756941

 

น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (โคเด็กซ์) สาขาผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้ ครั้งที่ 28 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อเร็วๆนี้ ได้ยอมรับมาตรฐานสับปะรดกระป๋องไทยที่แก้ไขใหม่ หลังจากใช้มาตั้งแต่ปี 24 เพื่อให้สอดคล้องกับการค้าปัจจุบัน โดยมาตรฐานนี้ครอบคลุมสับปะรดที่ไม่เจาะแกน และสับปะรดในบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว หรือถุงเพาซ์ โดยโคเด็กซ์เตรียมประกาศเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศต่อไป ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถครองอันดับ 1 ในการส่งออก และครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 50% ในแต่ละปีไทยส่งออกได้ 35,000-40,000 ล้านบาท

สำหรับมาตรฐานใหม่ได้แก้ไข 5 ประเด็น คือ 1.ปรับเกณฑ์ความสม่ำเสมอของสับปะรดแบบลูกเต๋าให้ยอมรับขนาดที่เล็กกว่า 8 มิลลิเมตร หรือน้ำหนักน้อยกว่า 3 กรัม โดยไม่ถือว่าไม่ได้มาตรฐาน 2.ปรับข้อกำหนดของตำหนิที่เกิดจากการจิกตาสับปะรดให้ชัดเจนขึ้น 3.ปรับแก้ไขน้ำหนักบรรจุขั้นต่ำของเนื้อสับปะรดในช่วง 58-78% ขึ้นกับรูปแบบผลิตภัณฑ์และชนิดการบรรจุ 4.อนุญาตให้ใช้สารป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นในสับปะรดที่บรรจุถุงเพาซ์ และ 5. เพิ่มรูปแบบผลิตภัณฑ์สับปะรดชนิดไม่เจาะแกน.

 

กสท.ห้ามผลีผลามเลิกสัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ต.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/756929

 

ย้ำต้องแจ้งทีวีดิจิตอลล่วงหน้า30วัน

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสท.ได้เห็นชอบแนวทางการขอพัก หรือหยุดให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิตอล ในกรณีคู่สัญญาผิดสัญญาซึ่งผู้รับใบอนุญาตโครงข่ายทีวีดิจิตอล จะต้องยื่นคำร้องเหตุผลความจำเป็นของการขอพักการให้เช่ามายัง กสท. เมื่อ กสท.เห็นชอบแล้ว ก็ต้องแจ้งให้ผู้เช่าโครงข่ายหรือผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลรับทราบ 30 วัน ขณะเดียวกันผู้รับใบอนุญาตโครงข่ายจะต้องดำเนินการตามมาตรการเยียวยาหลังจากมีการยกเลิกสัญญาแล้วให้ครบถ้วน

ส่วนผู้เช่าใช้บริการโครงข่ายหรือผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลนั้น จะต้องแจ้ง กสท.ให้ทราบว่า ได้เจรจาเช่าใช้กับผู้ให้บริการโครงข่ายรายใหม่ และแจ้ง กสท. เพื่อขอเปลี่ยนแปลงการใช้งานคลื่นความถี่ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งจากผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์รายเดิม แต่หากไม่สามารถติดต่อขอเช่าใช้บริการโครงข่ายรายใหม่ได้ทันภายใน 30 วัน ก็ต้องขอความเห็นชอบจาก กสทช. เพื่อพักและหยุดการบริการ เพื่อจะได้หามาตรการเยียวยาต่อไป

นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบความจำเป็นของการใช้คลื่นความถี่วิทยุ โดยกรณีของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) คลื่นความถี่ FM 105.50 MHz มีการใช้งานคลื่นความถี่ และมีการทำสัญญาสัมปทานให้กับบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด นั้นคลื่นจะสิ้นสุดตามระยะเวลาสัมปทาน ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ม.ค.63 ส่วนคลื่นของหน่วยงานภาครัฐ จะสิ้นสุดในปี 2560 ซึ่งเป็นไปตามแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ พ.ศ.2555.

 

คลังห่วงเศรษฐกิจไตรมาส 4 ทรุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ต.ค. 2559 06:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/756954

 

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงกำลังติดตามภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดในช่วงที่ประชาชนอยู่ในภาวะเศร้าโศก โดยยังคงตั้งเป้าหมายเศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตมากกว่า 3.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งในช่วงอีกเกือบ 3 เดือนที่เหลือของปีนี้ กระทรวงจะเตรียมออกมาตรการพิเศษเพื่อประคับ ประคองให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้าหมาย “ภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 4 ของปีนี้ คงได้รับผลกระทบในช่วงสั้นๆ จากกลุ่มธุรกิจบริการ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม วงดนตรีและนักดนตรี เพราะหลายหน่วยงานอาจเลิก หรือเลื่อนการจัดงานเลี้ยงออกไป กระทรวงจึงต้องเข้าไปดูแล โดยจะดูว่าจำเป็นต้องออกมาตรการอะไรในช่วงนี้หรือไม่ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้า และไม่ให้กระทบสภาพจิตใจของประชาชน”

สำหรับสถานการณ์ตลาดเงินและตลาดทุน ยอมรับว่าตลาดหุ้นในช่วงก่อนหน้านี้ มีกลุ่มผู้ต้องการให้ตลาดมีความผันผวน จึงได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สถาบันการเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เตรียมมาตรการรองรับตลาดหุ้นในช่วงที่ผันผวนก่อนหน้านี้เอาไว้แล้ว แต่เมื่อทุกอย่างผ่านไปด้วยดี และเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติมาตรการพิเศษทางด้านตลาดหุ้น จึงไม่ได้นำมาใช้แต่อย่างใด

ด้านนายบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงผลการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ครั้งที่ 23 วันที่ 14-15 ต.ค.59 ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรูว่า ที่ประชุมได้หารือถึงประเด็นต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น เศรษฐกิจและการเงินโลกยังคงเผชิญความท้าทายต่างๆ ทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำ ภาวะตลาดการเงินโลกที่ผันผวน การหดตัวของการค้าโลก เป็นต้น ทำให้สมาชิกต้องร่วมมือกันผลักดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยใช้เครื่องมือทางการคลัง และการเงิน นอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงิน สร้างภาวะแวดล้อมทางดิจิทัลที่จะอำนวยความสะดวกในการให้บริการทางการเงิน เป็นต้น.

 

เดินหน้าอี-เพย์เมนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ต.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/756925

 

นางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ที่ประชุม คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาการ รมว.ดีอี เป็นประธาน ได้อนุมัติให้ใบอนุญาตสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 6 แห่ง ดำเนินธุรกิจบริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (อี-เพย์เมนต์) ได้ ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.), ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ยังอนุมัติให้ใบอนุญาตอี-เพย์เมนต์เอกชน 3 ราย คือ บริษัท ทูซีทูพี พลัส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท พีซีโฮม (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ทรี เพย์ (ประเทศไทย) จำกัด

อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินเฉพาะกิจได้รับและจ่ายเงินด้วยระบบอี-เพย์เมนต์อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีใบอนุญาตถูกต้อง ซึ่งตามกฎหมายใหม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการชุดนี้ และออกใบอนุญาตให้ด้วย โดยกฎหมายที่ใช้บังคับคือ พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พ.ศ.2559 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 24 พ.ย.นี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังมอบให้กระทรวงดีอีหามาตรการให้หน่วยงานรัฐป้องกันและระวังภัยทางอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบต่างๆเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะการทำธุรกรรมทาง การเงิน รวมทั้งสร้างระบบให้มีความมั่นคง ปลอดภัย ป้องกันระบบล่มด้วย.

 

“ซีไอเอ็มบีไทย” โชว์ 9 เดือนกำไรหด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ต.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/756921

 

นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือน ปี 2559 มีกำไรสุทธิ 798 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 48 ล้านบาท หรือ 5.7% หลังจากธนาคารได้มีการกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น 16.7% ขณะที่รายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 9,693 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 418 ล้านบาท หรือ 4.5% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2558 สาเหตุหลักเกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 19.1% และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ 8.2% ส่วนรายได้อื่นลดลง 42.7% ทำให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น 10.6% เป็นจำนวน 4,382 ล้านบาท

ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2559 และปี 2558 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 1,178 ล้านบาท หรือ 19.1% เป็นผลจากการลดลงของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย 23.8% รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 92 ล้านบาท หรือ 8.2% ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ธุรกรรมเช่าซื้อและสัญญาเช่าทางการเงิน และรายได้จากการดำเนินงานอื่นลดลง 851 ล้านบาท หรือ 42.7% ขณะที่ค่าใช้จ่ายลดลง 900,000 บาท หรือ 0.02%
สำหรับสินเชื่อสุทธิจากรายได้รอตัดบัญชี รวมเงินให้สินเชื่อซึ่งค้ำประกันโดยธนาคารอื่นและเงินให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงิน ของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 205,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับเงินให้สินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2558 ขณะที่เงินฝากรวมตั๋วแลกเงินหุ้นกู้ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางประเภทจำนวน 216,700 ล้านบาท ลดลง 0.8% จากสิ้นปี 2558 ส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 9,100 ล้านบาท หรือ 4.2% ของสินเชื่อรวม ซึ่งเพิ่มจากสิ้นปี 2558 เอ็นพีแอลอยู่ที่ 3.1% เนื่องจากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลงอันเกิดจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโดยรวมยังคงอ่อนแอ.

 

“ซีเอซี” ปลื้มยอดบริษัทต้านทุจริตเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ต.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/756914

 

ผ่านพิจารณาล่าสุด23กิจการ ย้ำไม่รับรองพฤติกรรมพนักงาน

นายบัณฑิต นิจถาวร เลขาธิการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) หรือซีเอซี เปิดเผยว่า คณะกรรมการซีเอซี มีมติให้การรับรองบริษัทที่ผ่านกระบวนการประเมินตนเองว่ามีนโยบายและมีแนวปฏิบัติป้องกันการทุจริต ภายในองค์กรครบถ้วนตามเกณฑ์ที่ซีเอซีกำหนดในไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้นอีก 23 บริษัท รวมเป็น 200 บริษัท ขณะที่ซีเอซี ก็จะจัดสัมมนาใหญ่ประจำปีในหัวข้อ “Ethical Leadership : Combating Corruption Together” ในวันที่ 18 ต.ค.นี้ โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ จากทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมเสวนา

ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีจำนวนบริษัทเอกชน ที่ร่วมประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่รับ ไม่จ่าย ไม่ให้สินบน ในการทำธุรกิจตามโครงการซีเอซี รวม 732 บริษัท เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 361 บริษัท ซึ่งมีมูลค่าตลาดคิดเป็นสัดส่วน 80% ของมูลค่าตลาดรวมของหุ้นทั้งตลาด

นายบัณฑิตกล่าวว่า การที่มีบริษัทเอกชนเข้ามาร่วม ประกาศเจตนารมณ์ และยื่นขอรับรองจากซีเอซีเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นของภาคเอกชนที่อยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ และการที่หน่วยงานกำกับดูแล อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการด้านการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ขณะที่สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ก็ส่งตัวแทนเข้าไปสอบถามถึงนโยบายและแนวดำเนินการด้านการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน จากผู้บริหารบริษัทต่างๆ ในการประชุมประจำปีผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

“คณะกรรมการซีเอซี ได้กำหนดกรอบเวลาให้บริษัทที่ยื่นประกาศเจตนารมณ์ต้องมีการดำเนินการให้ผ่านการรับรองภายใน 18 เดือน เมื่อผ่านการรับรองครบสามปีแล้วต้องยื่นขอรับรองใหม่ (Re-certification)”

ทั้งนี้ ซีเอซีเป็นโครงการที่บริษัทเอกชน เข้าร่วมตามความสมัครใจ

โดยบริษัทที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการซีเอซี หมายถึงบริษัทที่เข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์กับโครงการซีเอซี และได้ผ่านกระบวนการประเมินตนเอง ที่มีการสอบทานและลงนามรับรองโดยประธานคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัท หรือผู้ตรวจสอบบัญชีภายนอก ว่าบริษัทมีการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติป้องกันการทุจริตครบถ้วนตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการซีเอซีกำหนดซึ่งการรับรองโดยโครงการซีเอซี เป็นการรับรองว่าบริษัทมีนโยบาย และระบบป้องกันคอร์รัปชัน การให้สินบน ทั้งนี้ ไม่ได้รับรองพฤติกรรมของตัวบุคคล

 

เอกชนร่วมมือรัฐผลิตนักศึกษา เพิ่มทักษะป้อนโรงงานน้ำตาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/756910

 

นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา จัดทำโครงการทวิภาคีระดับอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นโปรแกรมการศึกษาสายอาชีพในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือ ปวส. ในรูปแบบการฝึกอาชีพในสถานประกอบการ และการเรียนในภาคทฤษฎี เพื่อพัฒนาวิชาชีพนักศึกษาระดับอาชีวศึกษาให้มีทักษะการทำงานในโรงงานน้ำตาล เพื่อช่วยสร้างแรงงานให้แก่สถาบันการศึกษา และการพัฒนามาตรฐานการเรียนการสอน เพื่อยกระดับคุณภาพนักศึกษาและครูผู้สอน และพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ รวมทั้งสร้างบุคลากรด้านแรงงานในสายวิชาชีพ ป้อนภาคอุตสาหกรรมน้ำตาล และอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

นายสิริวุทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้ธุรกิจอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย มีการเติบโตเพิ่มขึ้นจากการลงทุนตั้งโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่ๆ อีกทั้งมีการย้ายและขยายกำลังการผลิตโรงงานน้ำตาล จึงมีความต้องการบุคลากรด้านวิชาชีพสายช่าง เช่น สาขาซ่อมบำรุงเครื่องกล สาขาเครื่องมือการเกษตร และเทคโนโลยีการจัดการเกษตรสมัยใหม่ ช่างไฟฟ้า ช่างอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

“ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลจะสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีกับสถาบันการศึกษา อุปกรณ์ที่ใช้ในการฝึกอาชีพ และเปิดให้นักศึกษาเข้ามาฝึกปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ เพื่อ ทำให้มีความเชี่ยวชาญในสายอาชีพจากการเรียนรู้ปฏิบัติงานในสถานที่จริง นักศึกษาที่ผ่านหลักสูตรจากโครงการจะได้รับใบรับรองผ่านการปฏิบัติงานจากกลุ่มอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อให้พร้อมก้าวสู่การทำงานในโรงงานน้ำตาลทราย หรือโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ”.

 

พลิกฟื้นผืนดิน ‘โครงการหลวง’ จากฝิ่นสู่พืชเมืองหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/754752

18 ต.ค. 2559 05:30

พลิกฟื้นผืนดิน ‘โครงการหลวง’ จากฝิ่นสู่พืชเมืองหนาว

18 ต.ค. 2559 05:30

เพื่อร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น และร่วมแสดงความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” ขอใช้พื้นที่ตรงนี้นำเสนอความสำเร็จของ “โครงการหลวง” โครงการส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวแก่ชาวเขา เพื่อสร้างรายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น

พื้นที่ปลูกพืช ผัก ผลไม้เมืองหนาว ทดแทนการปลูกฝิ่น

โครงการหลวง ถือเร่ิมต้นมาจาก พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของชาวเขาที่บ้านดอยปุย จ.เชียงใหม่ ทรงทราบว่าปลูกฝิ่น และมีฐานะยากจน แม้มีรายได้จากการเก็บพืชอื่นๆ คือ ท้อพื้นเมือง ขายบ้าง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้น เมื่อครั้งเริ่มต้น มี หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในตำแหน่งผู้อำนวยการ

พืชเมืองหนาวสร้างรายได้ยกระดับความเป็นอยู่ชาวเขา

เป้าหมายหลักๆ ของโครงการหลวงคือ 1. ช่วยชาวเขา 2. ลดการทำลายป่าไม้ และต้นน้ำ 3. กำจัดการปลูกฝิ่น 4. รักษาดิน ใช้พื้นที่ให้ถูกต้อง และ 5. ปลูกพืชเพื่อเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศ

การนำวิทยาการสมัยใหม่และงานวิจัยมาพัฒนาผลผลิต

ปัจจุบัน โครงการหลวงดำเนินโครงการใน 5 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ พะเยา เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน มี 4 สถานีวิจัย 21 ศูนย์ส่งเสริมปลูกพืชทดแทนฝิ่น 6 หมู่บ้านพัฒนา ซึ่งรวมเป็น 267 หมู่บ้านในเขตปฏิบัติการ

ผลผลิตส่วนหนึ่งสีสันน่ารับประทานจากโครงการหลวง

สำหรับการดำเนินงานนั้น โครงการหลวงจะวิจัย แนะนำ ส่งเสริม และสนับสนุนให้ชาวเขาปลูกดอกไม้ พืชผัก และผลไม้เมืองหนาว รวมทั้งเลี้ยงสัตว์ที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศเย็น เพื่อทดแทนการปลูกฝิ่นในรูปแบบต่างๆ ตามความถนัด และสภาพพื้นที่

ผลผลิตต่างๆ มีวางจำหน่ายที่ร้านโครงการหลวง

ทั้งนี้ เมื่อได้ผลผลิต บางส่วนใช้บริโภคในครัวเรือนของชาวเขา และจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น อีกส่วนจัดจำหน่ายผ่านระบบการตลาดของโครงการหลวง ในรูปแบบหน้าร้านตราโครงการหลวง และตราดอยคำโดยตรงสู่ประชาชนทั่วไป และจำหน่ายให้องค์กรที่รับซื้อตรง ในขณะที่ผลิตอีกส่วนหนึ่งเข้าสู่กระบวนการแปรรูป

ผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งจำหน่ายในรูปแบบ “สด”

ผลผลิตของโครงการหลวงในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าสดขึ้นชื่อ อาทิ สตรอเบอร์รี่ พีช กีวีฟรุต เสาวรส กาแฟอาราบิก้า เห็ดหอม กะหล่ำปลีรูปหัวใจ คะน้า เบบี้ฮ่องเต้ ยอดซาโยเต้ เป็ด ปลาเรนโบว์เทราต์ และกุ้งก้ามแดง เป็นต้น

ผลผลิตอีกส่วนแปรรูปจำหน่ายในแบรนด์ “ดอยคำ”

ส่วนผลิตภัณฑ์แปรรูปยิ่งมีมากมาย โดยเฉพาะตราดอยคำ ซึ่งกลุ่มเครื่องดื่ม เช่น น้ำเสาวรส น้ำมะเขือเทศ น้ำพีช และน้ำมังคุด กลุ่มผลไม้อบแห้ง เช่น สตรอเบอร์รี่อบแห้ง มะม่วงอบแห้ง และแคนตาลูปอบแห้ง เป็นต้น กลุ่มผลิตภัณฑ์ทาขนมปัง เช่น สตรอเบอร์รี่ทาขนมปัง เป็นต้น.

ผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวงมีหลากหลายรูปแบบในเลือกซื้อหา

ขอขอบคุณข้อมูลส่วนหนึ่งจาก

1. เว็บไซต์มูลนิธิโครงการหลวง www.royalprojectthailand.com

2. เว็บไซต์ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด www.doikham.co.th

เรื่องเล่าความสำเร็จ

ผู้ผลิตไบโอดีเซลผวากลัวเจ๊ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ต.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/756906

 

รอลุ้นทางรอดรัฐขยับส่วนผสมเพิ่มเป็นบี5-บี7

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทยว่า ขณะนี้ผู้ผลิตไบดีเซล (บี 100) ที่มีอยู่ 12 ราย ยังคงรอความชัดเจนในนโยบายของกระทรวงพลังงาน ว่าจะเพิ่มสัดส่วนการผสมน้ำมันไบโอดีเซลบี 100 ในน้ำมันดีเซล จากปัจจุบันที่ถูกปรับลดลงมาผสมเหลือ 3% หรือไบโอดีเซลบี 3 เพื่อให้กลับไปเป็นบี 5 หรือบี 7 ได้ในช่วงเวลาใด เพราะยอมรับว่าผู้ผลิต มีความวิตกมากกับท่าทีของภาครัฐ ที่ขณะนี้มองว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ยังมีราคาค่อนข้างสูง ซึ่งอาจกระทบต่อผู้บริโภค ทั้งกลุ่มผู้บริโภคน้ำมันพืชและไบโอดีเซล

ดังนั้นเมื่อดูจากสต๊อก CPO ที่มีขณะนี้มีปริมาณอยู่ 250,000 ตัน และจากนี้ไปก็จะค่อยๆทยอยลดลงเพราะหมดช่วงฤดูการเก็บผลผลิตปาล์มสด โดยฤดูผลิตใหม่จะเริ่มต้นในเดือน ม.ค.2560 และปริมาณสำรองผลผลิตปาล์มสดก็จะกลับมาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2560 ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง

ผู้ผลิตไบโอดีเซลอาจจะประสบภาวะขาดทุนหากมีการกว้านซื้อผลปาล์มสดไว้จำนวนมากๆ

ทั้งนี้ในขณะนี้ภาครัฐได้ลดสัดส่วนการเติมไบโอดีเซล ในเนื้อน้ำมันดีเซล จากสัดส่วนบี 7 เป็นบี 3 เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้ทำให้ผู้ผลิตบี 100 ที่มีอยู่ต้องลดกำลังการผลิตเฉลี่ยเหลือเพียง 25% จากกำลังการผลิตจริง 100% เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย แต่หากรัฐยังไม่ขยับสัดส่วนการผสมเพิ่มขึ้นไปจนถึงปี 2560 ก็เชื่อว่าธุรกิจไบโอดีเซลจะขาดทุนต่อเนื่อง และต้องทยอยปิดกิจการลง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการหารือร่วมกันทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงาน เมื่อเร็วๆนี้ ปรากฏว่าทั้ง 2 หน่วยงาน ยังมีมติให้คงสัดส่วนไบโอดีเซล ในปริมาณไบโอดีเซล 3% หรือบี 3 ตามเดิม เพราะพิจารณาว่ามีความผิดปกติเรื่องของสต๊อก ไบโอดีเซล ที่มีจำนวนสูงถึง 250,000 ตัน และราคาตลาดโลกยังตกต่ำ แต่ราคาจำหน่ายในประเทศกลับมีราคาที่สูง โดยราคาผลปาล์มดิบยังสูงถึง 6 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ขณะที่น้ำมัน ปาล์มดิบราคาอยู่ที่ 30-31 บาทต่อลิตร โดยเรื่องนี้ปัญหาที่เกิดขึ้น มาจากจำนวนโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบที่มีอยู่ 100 แห่ง มีกำลังผลิตที่มากกว่าการผลิตปาล์มในประเทศ 4 เท่าตัว จึงมีการแข่งขันซื้อปาล์มสดมาสกัดเพื่อให้โรงงานเดินเครื่องจักรต่อไป.