พาณิชย์ จับมือโลตัส เปิดเจรจานำสินค้าขายในห้าง-ช่องทางออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ต.ค. 2559 10:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749896

 

โอกาสทองเอสเอ็มอี! พาณิชย์ จับมือโลตัส จัดงานเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีเจรจาทางธุรกิจ ต่อยอดนำสินค้าขายในห้าง-ช่องทางออนไลน์ 13 ต.ค. นี้ …

วันที่ 11 ต.ค.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับ เทสโก้ โลตัส จัดงาน “Tesco Lotus & SME: Growing Together 4.0 คิดต่าง สร้างคุณค่า เข้าใจลูกค้ายุค 4.0” ในวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 08.30 น.เป็นต้นไป ณ ห้องรอยัล จูบิลลี่ ฮอลล์ ศูนย์การแสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เจรจาธุรกิจเพื่อร่วมเป็นคู่ค้ากับเทสโก้ โลตัส เข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศ ผ่านทั้งช่องทางร้านค้ากว่า 1,800 สาขา และออนไลน์ รวมถึงให้ความรู้ เพื่อตอบโจทย์กับเอสเอ็มอีที่สนใจพัฒนาศักยภาพ มาตรฐานสู่ช่องทางขายโมเดิร์นเทรด

“ในประเทศไทย มีผู้ประกอบการ SME ที่จดทะเบียนและอยู่ในระบบมากกว่า 2.7 ล้านราย ทำให้เกิดการจ้างงานภายในประเทศสูงถึงร้อยละ 80 คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 4.5 ล้านล้านบาท หรือ มากกว่า 35% ของ GDP แต่ปัญหาอุปสรรคสำคัญของ SMEs ก็ยังมีอยู่ นั่นคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ตรงตามความต้องการของตลาด รูปแบบธุรกิจที่ยังไม่สอดคล้องกับสภาพการตลาดสมัยใหม่ รวมทั้งการดำเนินธุรกิจให้ได้มาตรฐานสากล ทำให้เสียโอกาสในการต่อยอดและขยายตลาด ความร่วมมือกับเทสโก้ โลตัสในครั้งนี้ เป็นโครงการในรูปแบบประชารัฐ ที่มุ่งหวังสร้างการพัฒนาและต่อยอดธุรกิจให้เอสเอ็มอีมีขีดการแข่งขันที่มากขึ้น และได้รับการพัฒนาเชิงนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์การเป็นเอสเอ็มอี 4.0 ได้”

ด้าน มร.จอห์น คริสตี้ ประธานกรรมการบริหาร เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า เทสโก้ โลตัส มีคู่ค้าที่เป็น SME มากกว่า 80% ซึ่งเป็นคู่ค้าที่นำสินค้ามาจำหน่ายในชั้นวางสินค้าของเทสโก้ โลตัส ในขณะที่มี ผู้ประกอบการ SME มาเช่าพื้นที่ของ เทสโก้ โลตัส มากกว่า 7,000 รายในแต่ละปี การจัดงานในครั้งนี้ เทสโก้ โลตัส และกระทรวงพาณิชย์ มุ่งหวังที่จะเสริมสร้างศักยภาพสำหรับผู้ประกอบการ SME และต่อยอดทางธุรกิจให้เกิดการค้าขายอย่างครบวงจร โดยมี เทสโก้ โลต้ส ซึ่งเป็นช่องทางจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมมากกว่า 1,800 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางการค้าแบบออนไลน์

“ในงานนี้ เทสโก้ โลตัส ได้เปิดให้มีการเจรจาธุรกิจโดยนำทีมฝ่ายการพาณิชย์ มาเตรียมพร้อมทำ business matching กับคู่ค้าที่สนใจ ครอบคลุมทุกหมวดหมู่สินค้า ตั้งแต่ อาหารและเครื่องดื่ม, ผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเอง, ของใช้ในครัวเรือน, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า, อุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสวน, สินค้าเพื่อสุขภาพและการออกกำลังกาย, เครื่องใช้สำนักงาน, ผลิตภัณฑ์กลุ่มแม่และเด็ก นอกจากนี้ยังคู่ค้าเทสโก้ โลตัส ที่เติบโตมาด้วยกัน มาบอกเล่าประสบการณ์ตรงและแนะแนวทางให้ด้วย”

นอกจากนี้ ภายในงานผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะได้ติดอาวุธในแบบ รู้เขา รู้เรา รู้ใจ และรู้ทาง ถือเป็นการติวเข้มแบบที่ไม่เคยจัดที่ไหนมาก่อน ซึ่งมีการออกบูธให้คำปรึกษาเอสเอ็มอีอย่างครบวงจร โดยหน่วยงานภาครัฐและภาคบริการต่างๆ อาทิ โซนกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) สมาพันธ์ SME โซนด้านการเงิน และอื่นๆ

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจเจรจาธุรกิจและร่วมงานสัมมนา สามารถลงทะเบียนได้ที่ http://www.tescolotus.com หรือ โทร. 08-6300-0644 ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย.

 

หุ้นไทยแดงเดือดดิ่งเฉียด 50 จุด นักลงทุนหวั่นปัจจัยภายใน-“สมคิด” ปลุกเชื่อมั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ต.ค. 2559 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749692

 

นักลงทุนตื่นตระหนก กังวลความไม่แน่นอนในประเทศ เทขายหุ้นหนัก กดดัชนีรูดต่ำสุด 53.18 จุด นักวิเคราะห์คาด ยังมีโอกาสลงได้อีกใน 2—3 วัน แต่ระยะยาวมองพื้นฐานหุ้นไทยยังดี ขณะที่ “สมคิด” ปลุกนักลงทุน เชื่อมั่นประเทศไทย เหตุพื้นฐานเศรษฐกิจยังแกร่ง เชื่อจากนี้ตลาดดีขึ้นแน่ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือน ต.ค.ลดลงกว่า 26% กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย

ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะตลาดหุ้นไทยวันที่ 10 ต.ค.59 ว่า นักลงทุนกังวลกับปัจจัยความไม่แน่นอนภายในประเทศ พากันเทขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงและตัดขายทำกำไร กดดัชนีปรับตัวลงอย่างรุนแรงทันทีที่ตลาดเปิดการซื้อขาย โดยดัชนีเปิดตลาดลดลง 53.18 จุด หรือ 3.55% มาอยู่ที่ 1,450.87 จุด ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของวัน ก่อนจะมีแรงซื้อคืนพยุงตัวขึ้นมาได้เพียงเล็กน้อย ก่อนมาปิดตลาดที่ 1,457.02 จุด ลดลง 47.32 จุด หรือ 3.15% ท่ามกลางการซื้อขายหนาแน่น โดยนักลงทุนสถาบันในประเทศเป็นตัวการขายนำตลาดสุทธิ 7,268.24 ล้านบาท ตามด้วยพอร์ตโบรกเกอร์ ขายสุทธิ 627.33 ล้านบาท นักลงทุนรายย่อย เข้ามาสวนซื้อสุทธิ 6,896.83 ล้านบาท และต่างชาติซื้อสุทธิ 998.73 ล้านบาท

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ดัชนีหุ้นไทยลดลงอย่างหนักตั้งแต่ช่วงเช้าที่เปิดตลาดว่า คนไทยขี้ตกใจ เชื่อว่าด้วยปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่งจะทำให้ตลาดปรับตัวดีขึ้นหลังจากนี้ จึงวอนนักลงทุนให้เชื่อมั่นไทย ส่วนการเดินทางไปฝรั่งเศสและเยอรมนีช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในเร็วๆนี้รัฐบาลและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศจะเดินทางมาเยือนไทย ซึ่งเบื้องต้นนักลงทุนทั้ง 2 ชาติสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทย
ส่วนนายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์กล่าวว่า นักลงทุนเทขายด้วยความตื่นตระหนก หรือแพนิคกับปัจจัยลบภายในประเทศ ส่วนตัวมองว่าระยะสั้นตลาดยังมีโอกาสปรับลดลงต่อเนื่องอีก 2-3 วัน แนะนำให้นักลงทุนทำใจให้นิ่ง เพราะตลาดผันผวน ส่วนนักลงทุนที่มีความรู้การซื้อขายระยะสั้น อาจหาจังหวะเข้าซื้อขายทำกำไรระยะสั้นได้ ส่วนนักลงทุนหน้าใหม่ แนะนำไม่ให้เข้าไปเสี่ยงในตลาดช่วงนี้ ควรจับตาดูจนกว่าราคาหุ้นจะรับข่าวร้ายไปในระดับหนึ่งแล้ว

สำหรับการลงทุนระยะยาว มองว่าพื้นฐานหุ้นไทยยังดีอยู่ เพราะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น จากระดับหนี้ครัวเรือนลดลง การส่งออกเริ่มฟื้นตัว และการบริโภคที่เห็นสัญญาณดีขึ้น ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังมองว่าตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่เริ่มชัดเจน ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งกำลังจะมีการเลือกตั้งในเร็วๆนี้ ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่นักลงทุนต้องติดตามหลังจากนี้ ซึ่งมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งไทยคือ การเลือกตั้งประธานา– ธิบดีสหรัฐฯในเดือน พ.ย.นี้ และแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ตลาดมองว่าอาจปรับขึ้นในเดือน ธ.ค.นี้

ด้านนายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย กล่าวว่า หุ้นไทยที่ปรับตัวลงแรง เมื่อมีปัจจัยหรือข่าวลบมากระทบ เพราะราคาหุ้นไทยที่ผ่านมา อยู่ในระดับที่แพงเกินไป ทำให้นักลงทุนเทขายทำกำไร แต่ในช่วงที่ตลาดปรับตัวลง แนะนำให้เข้าซื้อหุ้น 40% ของพอร์ต และเงินที่เหลือถือเงินสด 60% จากก่อนหน้าที่ดัชนีปรับขึ้นไปที่ระดับ 1,558 จุด ได้แนะนำให้นักลงทุนถือเงินสดถึง 80%
“ประเมินว่า ตลาดหุ้นปี 60 ดัชนีจะแกว่งตัวในกรอบแคบ แม้เศรษฐกิจไทยโดยรวมดีขึ้น แต่อัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จะกดดันดัชนี จึงไม่เหมาะลงทุนหุ้นระยะยาว ต้องลงทุนระยะสั้นในลักษณะขึ้นขาย-ลงซื้อ โดยดัชนีหุ้นไทยปีหน้าจะแกว่งในกรอบ 1,335-1,540 จุด บนสมมติฐานที่อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (พี/อี) ที่ 13-15 เท่า ดัชนีที่เหมาะสมที่จะทยอยเข้าซื้อคือ ช่วง 1,335-1,438 จุด ซึ่งพี/อีอยู่ที่ 13-14 เท่า หุ้นที่น่าสนใจเป็นกลุ่มที่ผลประกอบการเติบโตโดดเด่น เช่น พลังงาน อุปโภคบริโภค ประกัน ธนาคาร และหุ้นเกี่ยวกับการส่งออก”

โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือ กระแสเงินทุนต่างชาติที่อาจไหลออก หรือเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยลดลง เพราะคาดว่าเฟดและธนาคารกลางญี่ปุ่น อาจไม่เพิ่มเม็ดเงินในมาตรการคิวอีที่อัดฉีดเงินเข้าระบบ เพราะปัจจุบันเงินจากคิวอีที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งไทย ทำให้ตลาดหุ้นตลาดเกิดใหม่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงในปีนี้
ส่วนนายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า สาเหตุที่ดัชนีหุ้นไทยลงแรง เพราะราคาหุ้นไทยขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ทำให้นักลงทุนเทขายทำกำไร และเลือกถือเงินสด แต่เชื่อว่าความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจะเป็นปัจจัยระยะสั้น คาดว่าหลังจากนี้ตลาดจะกลับสู่ภาวะปกติได้ ขณะที่นายคเณศ วังส์ไพจิตร ผู้อำนวยการสภาธุรกิจตลาดทุน กล่าวถึงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนประจำเดือน ต.ค.59 ที่สะท้อนความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้าของนักลงทุนว่า อยู่ที่ 103.84 จุด ลดลง 26.19% จากการสำรวจครั้งก่อน โดยนักลงทุนทุกกลุ่ม ทั้งนักลงทุนรายบุคคล สถาบันในประเทศ และต่างชาติ เชื่อมั่นลดลง เพราะการส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่เป็นตัวฉุดความเชื่อมั่นต่อการลงทุนมากที่สุด เพราะอาจส่งผลให้เงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ โดยหมวดธุรกิจที่น่าสนใจลงทุนมากที่สุดคือ รับเหมาก่อสร้าง ส่วนหมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ เป็นธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด.

 

รัฐปราบทัวร์ศูนย์เหรียญไม่สิ้นซาก ยังแฝงในบริการเครือข่ายร้านจิวเวลรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ต.ค. 2559 07:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749687

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่หน่วยงานภาครัฐ ได้ร่วมมือกันเก็บหลักฐานจนนำไปสู่การตรวจค้นเครือข่ายทัวร์ศูนย์เหรียญรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและจับกุมผู้บริหารบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด และบริษัทเครือข่ายที่ขายของที่ระลึกซึ่งเป็นเครือญาติกันทั้งสิ้น ได้แก่ บริษัท รอยัลเจมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัท รอยัล ไทยเฮิร์บ จำกัด บริษัท รอยัล พาราไดซ์ จำกัด และบริษัท แฮนดิคราฟท์ เซ็นเตอร์ จำกัด ซึ่งบริษัททั้งหมดนี้มีส่วนแบ่งการตลาดของทัวร์ศูนย์เหรียญถึง 60% ในไทย ปรากฏว่าจนถึงขณะนี้ธุรกิจทัวร์ศูนย์เหรียญยังไม่หมดไปจากไทย

ทั้งนี้ พบว่าบริษัททัวร์ที่มีกว่า 300 แห่งที่ทำธุรกิจทัวร์ตลาดจีน มีครึ่งหนึ่งที่ธุรกิจสะดุด เพราะไม่สามารถกำหนดราคาขายได้ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจีนที่ใช้คนไทยเป็นนอมินีจดทะเบียนบริษัทนำเที่ยว ไม่ยอมให้ธุรกิจหยุดลง ได้ปรับมาใช้บริการของบริษัทจิวเวลรี รายใหญ่อีกแห่งที่เป็นเครือข่ายของทัวร์ศูนย์เหรียญแทน โดยมีรูปแบบการให้บริการรถทัวร์ให้เช่าในราคาถูก ภายใต้เงื่อนไขพาลูกทัวร์จีนมาใช้บริการร้านจิวเวลรีและร้านขายของที่ระลึกที่เป็นเครือข่าย อย่างไรก็ตาม ทำงานถือว่ารัดกุมมากขึ้น โดยคู่ค้าฝ่ายจีนโอนเงินค่าออปชั่นทัวร์มาล่วงหน้าก่อน เพื่อปิดบังภาครัฐของไทยว่าไม่ใช่ทัวร์ศูนย์เหรียญ

ด้านนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าวและภาครัฐยังไม่มีการจับรายไหนเพิ่ม อย่างไรก็ตาม ยอมรับการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญครั้งนี้กระทบต่อบริษัททัวร์รายเล็กที่ปรับตัวไม่ทันจนเกิดภาวะตลาดช็อก แต่เพื่อเป็นการช่วยเหลือให้บริษัททัวร์ประคองธุรกิจให้อยู่รอด กระทรวงได้เตรียมหารือธนาคารตามที่ผู้ประกอบการเรียกร้องมา เช่น การเจรจากับธนาคารวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสร้างสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการด้วย.

 

“จีน” ความหวังใหม่ของโลก ทุ่มงบ 1.5 ล้านล้านบาทรับทัพนักลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ต.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749686

 

(ภาพ : AP)

ธนาคารไอซีบีซี จำกัด จัดสัมมนาประจำปี เห่กล่อมนักลงทุนจีนเข้ามาในไทย ขณะที่จีนยังกังวลกับนโยบายภาษี-ค่าแรงงาน “สมคิด” ย้ำเศรษฐกิจโลกยังผันผวน แต่ในเอเชียจีนยังได้ไปต่อและเป็นความหวังของประเทศที่ต้องการนักลงทุน ย้ำไทยมีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อรองรับนักลงทุนในอนาคต

นายเฉียน เหวินฮุย ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา ธนาคารไอซีบีซี จำกัด แห่งประเทศจีน เปิดเผยว่า ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จัดสัมมนา SINO-THAI Business Investment Forum 2016 เพื่อสนับสนุนการค้าการลงทุนระหว่างไทยและจีน โดยเชิญนักลงทุนในอุตสาหกรรม เช่น หัวเว่ย, ไชน่า เรลเวย์ คอนสตรัคชั่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี และอมตะ คอร์ปอเรชั่น ผู้บริหารจากธนาคารไอซีบีซี ประเทศจีน และตัวแทนจาก 4 มณฑล ได้แก่ กว่างซีจ้วง ยูนนาน เหอเป่ย เฮยหลงเจียง และเมืองชิงเต่า พร้อมตัวแทนธนาคารไอซีบีซี ที่ตั้งกิจการอยู่ในทวีปเอเชียอีก 9 แห่ง รวมถึงนักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนไทย โดยมีผู้ร่วมงาน 300 คน และภายในงาน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และเฉียน เหวินฮุย ได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาความร่วมมือระหว่างธนาคารไอซีบีซี (ไทย) กับ 6 บริษัทคู่ค้ารายใหญ่ คือ หัวเว่ย เทคโนโลยี, หัวอี๋ กรุ๊ป, ไชน่า เรลเวย์ คอนสตรัคชั่น, อาเซียน โปแตช ชัยภูมิ, ทีอาร์ซี คอนสตัคชั่น และจงเช่อ รับเบอร์ (ไทยแลนด์)

นายจื๊อกัง กลี่ ประธานกรรมการ ธนาคารซีไอเอ็มบี (ไทย) กล่าวว่า 7 เดือนแรกของปีนี้ มีบริษัทจีนเข้ามาลงทุนในไทย 525 บริษัท มูลค่ารวม 2,150 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารได้สนับสนุนสินเชื่อ 200 ล้านบาท และในปีหน้ายอดสนับสนุนสินเชื่อให้นักลงทุนจีนก็จะเติบโต 20-30% ซึ่ง อุตสาหกรรมที่นักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนคือ การผลิตยางรถยนต์ ยานยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ พลังงานทดแทน แปรรูปสินค้าเกษตร อสังหาริมทรัพย์ และโรงแรม แต่จีนยังมีความกังวลในเรื่องของ นโยบายภาษี ค่าแรงงาน และนโยบายการสนับสนุนนักธุรกิจจีน ที่เข้ามาลงทุนในไทย
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานดังกล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังถดถอยและไร้วี่แววแห่งการฟื้นตัว แม้ว่าปราชญ์โบราณกล่าวไว้เสมอว่า โอกาสอันยิ่งใหญ่ มักจะตามมาจากวิกฤตการณ์ และเราพูดกันมาตั้งแต่ก้าวสู่ศตวรรษใหม่แล้วว่า เป็นศตวรรษแห่งเอเชีย แต่ก็ยังไร้วี่แววที่ชัดเจน จะมีแต่จีนที่เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วและโดดเด่น แต่ขณะนี้โลกได้เชื่อมั่นแล้วว่าโอกาสของเอเชียกำลังจะมาถึง เอเชียกำลังจะผงาด แม้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง แต่ก็ยังเต็มไปด้วยพลังที่จะขับเคลื่อนให้เดินหน้าต่อไปได้

ดังนั้น ประเทศไทยจึงจะเร่งรัด เพื่อให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับนักลงทุน โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางคมนาคมทั้งถนน มอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าความเร็วสูง ที่เชื่อมโยงเหนือสู่ใต้ ตะวันออกสู่ตะวันตก สนามบิน ท่าเรือ มูลค่ารวมการลงทุนใน 5 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ 43,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 1,505,000 ล้านบาท โครงการต่างๆเหล่านี้จะทยอยเรียกประกวดราคาตั้งแต่ไตรมาสนี้และปี 2560 โดยปีหน้าเป็นปีแห่งการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ หลายๆโครงการจะใช้ระบบร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยและต่างประเทศได้เข้ามามีส่วนร่วม โครงการลงทุนสำคัญๆ คือ การลงทุนในพื้นฐานดิจิทัลที่ ใน 5 ปีข้างหน้า จะมีโครงการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนมูลค่ารวม 12,000-15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

“โครงการลงทุนที่สำคัญๆ ได้แก่ โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อให้เป็นแหล่งลงทุนของอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต โดยมีการตระเตรียมพื้นที่สำหรับนักลงทุน จึงขอเชิญชวนนักลงทุนจากจีนให้มาลงทุนในประเทศไทย ผมในฐานะรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จะดูแลนักลงทุนให้ได้รับความสะดวกและเป็นธรรมในทุกๆด้าน”.

 

“มันนี่ เอ็กซ์โป อุดรธานี” เงินสะพัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ต.ค. 2559 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749681

 

นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานบรรณาธิการ วารสาร “การเงินธนาคาร” ในฐานะประธานจัดงานมหกรรมการเงินอุดรธานี ครั้งที่ 4 Money Expo Udonthani 2016 เมื่อวันที่ 7-9 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่จังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า มียอดธุรกรรมการเงินเกิดขึ้นภายในงานรวม 7,983 ล้านบาท จากผู้สมัครใช้บริการ 21,400 ราย

ขณะที่นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฎ์ รองประธานจัดงาน กล่าวว่า ธุรกรรมการเงินที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ปรากฏว่า สินเชื่อบ้านและรีไฟแนนซ์บ้าน มีผู้สมัครใช้บริการเป็นอันดับ 1 วงเงินรวม 4,100 ล้านบาท จากอัตราดอกเบี้ยที่จูงใจ 0% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ ที่เข้าร่วมงาน ได้นำโปรโมชั่นรีไฟแนนซ์บ้านมาแข่งขันกันในงาน โดยเสนอดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ ช่วยให้ผู้กู้ซื้อบ้านสามารถผ่อนชำระต่อเดือนลดลง ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีเป็นบริการทางการเงิน ที่ผู้สมัครใช้บริการสูงเป็นอันดับ 2 วงเงินรวม 1,300 ล้านบาท ส่วนใหญ่กู้ไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเสริมสภาพคล่อง

“ปีนี้สินเชื่อเอสเอ็มอีมียอดเงินลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวม แม้มีโปรโมชั่นที่จูงใจโดยผู้ประกอบการที่ไปขอสินเชื่อระบุว่า เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ประสบปัญหาจากการที่ประเทศลาว เก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% จากประชาชนลาว ที่เดินทางมาซื้อสินค้าในฝั่งไทย จึงส่งผลให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบในวงกว้าง ทำให้การค้าชายแดนกับลาวซบเซาลงมาก”

ทั้งนี้ บริการทางการเงินอื่นๆ ปรากฏว่ามีผู้สมัครใช้บริการบัตรเครดิตสูงเป็นอันดับ 3 รวม 5,598 ใบ วงเงินอนุมัติ 600 ล้านบาท บัตรเดบิต 3,207 ใบ สินเชื่อบุคคลอีก 2,000 ราย วงเงิน 200 ล้านบาท ขณะที่งานมหกรรมการเงินในภูมิภาคครั้งต่อไป ที่เป็นครั้งสุดท้ายของปีนี้ คือ งานมหกรรมการเงินเชียงใหม่ ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 4-6 พ.ย. ที่เชียงใหม่ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาเชียงใหม่ แอร์พอร์ต จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้บริการประชาชนในภาคเหนือ.

 

“เจ้าสัวเจริญ” ลุยร่วมทุน “ไทคอน” ต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จัดทัพลงทุนครอบคลุมอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ต.ค. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749677

 

นายวีรพันธ์ พูลเกษ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) หรือไทคอน (TICON) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทไทคอนฯได้อนุมัติเพิ่มทุน และจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน 735 ล้านหุ้น มูลค่า 13,200 ล้านบาท ให้แก่บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPHT บริษัทในเครือ Frasers Centrepoint Limited (FCL) หนึ่งในบริษัทผู้นำแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์จากสิงคโปร์ ทั้งนี้ FPHT จะขออนุมัติผู้ถือหุ้นไม่ต้องทําคําเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท ภายใต้กฎหมายการเข้าครอบงำกิจการ และการเพิ่มทุนจะช่วยสร้างความแข็งแกร่ง ทางการเงินให้แก่ไทคอน เพื่อขยายการลงทุนได้มากขึ้น

ทั้งนี้ การร่วมลงทุนระหว่างไทคอน และ FCL เป็นการเสริมพันธมิตรที่แข็งแกร่งในการลงทุนพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าให้เช่าเพิ่มขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย เวียดนาม พม่า ซึ่งบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทในเครือบริษัท Frasers Centrepoint Limited (FCL) ที่เป็นบริษัทในตลาดหุ้นสิงคโปร์ เป็นบริษัทชั้นนำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของสิงคโปร์ มีมูลค่าสินทรัพย์รวม 23,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ มีธุรกิจหลักในการพัฒนา และบริหารอสังหาริมทรัพย์หลายประเภท เช่น เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โรงแรมที่อยู่อาศัย ในสิงคโปร์ ออสเตรเลีย และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์และโรงแรม ใน 80 หัวเมืองทั่วโลก

“การลงทุนของ FCL เป็นยุทธศาสตร์สร้างการเติบโตในต่างประเทศ และสร้างรายได้ของ FCL โดยเฉพาะประเทศไทย เป็นเป้าหมายที่ FCL เลือกในการสร้างตลาดรอง เนื่องจากไทย มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับที่ 2 ของอาเซียน มีปัจจัยหนุนให้เกิดการเติบโตด้านอุตสาหกรรมและขนส่ง ในระยะยาว ช่วยเปิดโอกาสให้ไทคอน และ FCL ต่อยอดการขยายธุรกิจไปสู่ผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมให้เติบโต
ในไทยและอาเซียน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า FCL เป็นบริษัทที่กลุ่มบริษัทในเครือของ “เจ้าพ่อน้ำเมา” ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ถือหุ้นใหญ่ ประกอบด้วยบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด และบริษัท ทีซีซี แอสเสทส์ จำกัด ซึ่ง FCL เป็นบริษัทที่ได้มาจากการเข้าเทกโอเวอร์ “เฟรเซอร์แอนด์นีฟ” หรือ F&N บริษัทอาหารเครื่องดื่ม และอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เมื่อปี 2556 ขณะที่ไทยคอนทำธุรกิจก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม และคลังสินค้าให้เช่า และขายในนิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ.

 

“อ๊อบเทนเม้นต์” คว้างาน กสทช. เปลี่ยนผ่านทีวีอนาล็อกสู่ดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ต.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749676

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ที่มี พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นประธาน ได้รับทราบว่าสำนักงาน กสทช.ได้จ้าง บริษัท อ๊อบเทนเม้นต์ จํากัด เป็นผู้ดำเนินการโครงการจัดจ้างผู้ผลิตและดำเนินการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ สื่อและกิจกรรมรณรงค์ เสริมสร้างการรับรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิทัลวงเงิน 53.50 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลาง 10 ล้านบาท ที่ กสทช.กำหนดไว้ที่ 63.27 ล้านบาท

ขณะเดียวกันบอร์ด กสท.ได้รับทราบว่าขณะนี้มีผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ และวิทยุ ค้างชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีในอัตรา 2% ของรายได้ราว 166 ราย จากผู้รับใบอนุญาตรวม 592 ราย คิดเป็นเงิน 104 ล้านบาท ซึ่งบอร์ด กสท.ได้กำชับให้สำนักงาน กสทช.ไปเร่งรัดดำเนินการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่อไป.

 

“เอพี” จับมือ “ซัมซุง” โชว์บ้านนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ต.ค. 2559 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749672

 

นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมมือกับบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เปิดตัว “เอพี อินเทลลิเจนท์ ลิฟวิ่ง” (AP Intelligent Living) ที่สุดของนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยของเครื่องใช้ไฟฟ้าซัมซุง ซึ่งทำงานร่วมกันกับอุปกรณ์ต่างๆ บนแพลตฟอร์ม IoT (Internet of Things) หรือนวัตกรรมทางดิจิทัลต่างๆ เพื่อยกระดับรูปแบบการใช้ชีวิตของลูกค้าเอพีให้สะดวกสบายปลอดภัยยิ่งขึ้น

“บริษัทเน้นความโดดเด่นด้วยแนวคิดสร้างความแตกต่างให้กับการอยู่อาศัย ซึ่งการผสานความร่วมมือเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทภายใต้วิสัยทัศน์ เอพี ดิจิทัล คอมมิวนิตี้ (AP Digital Community) อีกด้วย”

สำหรับนวัตกรรมใหม่นี้จะนำร่องใช้งานจริงแล้วที่โครงการ “บ้านกลางเมือง คลาสเซ่” เอกมัย-รามอินทรา ซึ่งพร้อมเปิดให้เข้าชมในวันที่ 5 พ.ย.นี้ โดยนวัตกรรมที่นำมาใช้ประกอบด้วยการผสานนวัตกรรม Alexa Voice Command ระบบสั่งงานด้วยเสียงให้เชื่อมต่อเข้ากับระบบสมองกลอัจฉริยะที่จะเป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ทุกชิ้นภายในบ้าน นอกจากนี้ยังได้พัฒนาระบบขั้นสูงไปจนถึงสามารถตอบโต้กับเจ้าของบ้านตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวที่มีความสามารถมากขึ้นด้วย ทั้งนี้บริษัทเตรียมต่อยอดคอนเซปต์นี้ไปยังโครงการ “ริธึ่ม สาทร” ไฮเอนด์คอนโดมิเนียมต่อไป.

 

เที่ยวข้ามภาค ทัวร์อิ่มบุญ หาดใหญ่-เชียงราย สัมผัสมนตร์เสน่ห์ 2 วัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749231

 

ใกล้เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2559 หลายคนคงเริ่มมองหาสถานที่พักผ่อนช่วงวันหยุดยาว สำหรับใครที่แพลนท่องเที่ยวต่างประเทศ ก็ขอให้เที่ยวอย่างสนุก ปลอดภัย แต่ถ้าใครมีเวลาไม่มาก อยากจะพักผ่อนสบายๆ กับครอบครัว ญาติผู้ใหญ่ที่เคารพ การท่องเที่ยวในประเทศก็น่าจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เพราะปัจจุบันการเดินทางมีความสะดวกสบายมากขึ้น จะขึ้นเหนือ ล่องใต้ ไม่ต้องเสียเวลาข้ามวันกันแล้ว

เมื่อไม่นานมานี้ “สายการบินไทยแอร์เอเชีย” ได้จับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ผลักดันธุรกิจการท่องเที่ยวภายในประเทศ เจาะตลาดไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวสูงวัยที่มีกำลังซื้อ รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาเป็นครอบครัว พาบินข้ามภูมิภาค ด้วยเส้นทางหาดใหญ่-เชียงราย เพื่อเยี่ยมชมศาสนสถานใน 2 จังหวัดสำคัญของไทย

ตามรอยอัตชีวประวัติหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด จังหวัดสงขลา

ลงเครื่องกันที่หาดใหญ่ เมืองที่เปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจการค้า การขนส่ง การสื่อสาร การคมนาคม ตลอดจนการท่องเที่ยวของภูมิภาค เมืองที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติ ทำให้เป็นเมืองที่มีความคึกคักอยู่ตลอดเวลา
 หากพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในจังหวัดสงขลา ควรค่าแก่การไปเยี่ยมชม ที่แรกที่พลาดไม่ได้ คือ เมืองเก่าสงขลา มีถนนน่าเดินเที่ยว 3 สาย ทั้งถนนนครนอก ถนนนครใน และถนนนางงาม ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ความเป็นมาของชาวสงขลาผ่านมุมมองทางสถาปัตยกรรม


เล่าความเป็นมาของชาวสงขลา ผ่านมุมมองทางสถาปัตยกรรม

ที่โดดเด่นที่สุดคือ ตลาดกิมหยง สวรรค์ของนักซื้อ ศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าต่างๆ ทั้งจากในและนอกประเทศ ราคาถูก แถมยังมีของกินอร่อยๆ มากมาย

จังหวัดสงขลา มีศาสนสถานที่สำคัญ โดยเฉพาะกับผู้ศรัทธาที่อยากจะตามรอยอัตชีวประวัติหลวงปู่ทวด สตาร์ตกันด้วยการกราบสักการะพระรัตนเจดีย์ศรีมหาธาตุ และ พระเชตุพน (พระนอน) อันศักดิ์สิทธิ์ ที่วัดจะทิ้งพระ วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองประจำ อ.สทิงพระ ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1542


พระรัตนเจดีย์ศรีมหาธาตุ ที่ วัดจะทิ้งพระ

ก่อนจะออกเดินทางต่อไปเยี่ยมชม วัดต้นเลียบ ที่ตั้งของต้นเลียบอายุกว่า 400 ปี ต้นไม้ที่ปลูกทับ “รก” ของหลวงปู่ทวด และเป็นบริเวณบ้านเดิมของหลวงปู่ทวดสมัยเด็กอีกด้วย และก็ต้องไม่พลาดโอกาสไปเยี่ยมชม สำนักสงฆ์นาเปล สถานที่ที่บิดามารดาของหลวงปู่ทวดนำหลวงปู่ตอนแบเบาะไปผูกเปลไว้กลางนา แล้วพบว่ามีงูใหญ่มารัดลูกไว้ หลังจากจุดธูปอธิษฐานจนงูใหญ่คลายตัวออก ยังได้พบกับลูกแก้วคู่บารมีอันเป็นตำนานเริ่มต้นของลูกแก้วหลวงปู่ทวด


ต้นเลียบอายุกว่า 400 ปี ต้นไม้ที่ปลูกทับ “รก” ของหลวงปู่ทวด

จากนั้นก็ไปเยี่ยมชมอีก 3 วัด เริ่มจาก วัดพะโคะ สถานที่ประวัติศาสตร์ที่หลวงปู่ทวดอยู่อย่างยาวนาน และเมื่อครั้งที่ไป หลวงปู่ทวด ได้รับความดีความชอบจากพระมหากษัตริย์อยุธยา รับพระราชทานสมณศักดิ์เสมอด้วยสังฆราชหัวเมืองปักษ์ใต้ จนศาสนสถานแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางการปกครองที่เป็นเอกเทศ


วัดพะโคะ

ลูกแก้วหลวงปู่ทวด

ภายในวัด เราจะได้สักการะลูกแก้วสารพัดนึกคู่บารมี รอยพระบาทหลวงปู่ทวดที่ประทับบนแผ่นหิน และสักการะพระมหาเจดีย์สมัยอยุธยา ชมปลียอดสำริดที่ได้รับพระราชทานถวายมาจากสมเด็จพระเอกาทศรถ อธิษฐานขอพรพระพุทธบารมี พร้อมชมทิวทัศน์บนเขาพะโคะ เขาศักดิ์สิทธิ์ ศูนย์กลางการปกครองในยุค 400 กว่าปีที่ผ่านมา


รอยพระบาทหลวงปู่ทวดประทับบนแผ่นหิน

ต่อด้วย วัดดีหลวง จุดเริ่มต้นแห่งการเข้าสู่บวรพุทธศาสนา โดยหลวงปู่ทวดได้บวชเณรเล่าเรียนวิชาอยู่ที่นี่ ปิดท้ายวัดที่ 3 วัดสีหยัง วัดสำคัญแห่งสรรพวิชา หลวงปู่ทวดร่ำเรียนวิชาจนสำเร็จ ก่อนจะกลับมาจำพรรษาที่วัดพะโคะนั่นเอง

สักการะพระโพธิสัตว์แดนเหนือ เจ้าแม่กวนอิม วัดห้วยปลากั้ง จังหวัดเชียงราย

จากหาดใหญ่บินตรงสู่เชียงราย ใช้ระยะเวลาราว 2 ชั่วโมงกว่า เราเริ่มต้นออกเดินทางสู่ วัดห้วยปลากั้ง ตั้งอยู่ใน ต.ริมกก อ.เมือง เป็นอีกวัดหนึ่งของจังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่บนเนินเขา สามารถเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามโดยรอบ


พระโพธิสัตว์แดนเหนือ เจ้าแม่กวนอิม วัดห้วยปลากั้ง

สิ่งที่โดดเด่นของวัดนี้ คือ “พบโชคธรรมเจดีย์” ซึ่งเป็นเจดีย์สูง 9 ชั้น รูปทรงแปลกตา ลักษณะเป็นทรงแหลมศิลปะจีนผสมล้านนา ทั้งสองข้างบันไดล้อมรอบด้วยเจดีย์เล็กๆ 12 ราศี ขณะที่ ภายในเจดีย์ ประดิษฐานพระพุทธรูป และพระอรหันต์ต่างๆ โดยวัดนี้ ชาวบ้านนับถือ และเชื่อกันว่า หากใครได้มาเยือนจะเหมือนกับได้ขึ้นสวรรค์เลยทีเดียว


สิ่งที่โดดเด่นของวัดห้วยปลากั้ง คือ พบโชคธรรมเจดีย์ เจดีย์สูง 9 ชั้น

ขอพรเจ้าแม่กวนอิมให้มีแต่คนรัก คนเมตตา

ในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งอื่นที่พลาดไม่ได้ ทั้ง พิพิธภัณฑ์บ้านดำ อ.ถวัลย์ ดัชนี ถูกสร้างขึ้นโดย อ.ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ ที่มีฝีมือทางด้านจิตรกรรม ประติมากรรม ได้สร้างงานศิลปะไว้มากมาย โดยลักษณะของบ้านดำจะเป็นกลุ่มบ้านศิลปะแบบล้านนา บ้านมีทั้งหมด 36 หลัง ทุกหลังทาด้วยสีดำ แต่ละหลังแกะสลักลวดลายงดงาม และแม้ว่า อ.ถวัลย์ จะถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว แต่บ้านดำยังคงเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาสัมผัสความงดงามที่แตกต่างไม่เหมือนใครที่นี่


พิพิธภัณฑ์บ้านดำ อ.ถวัลย์ ดัชนี

เปรียบเสมือนสถานที่เก็บของสะสมของ อ.ถวัลย์ ดัชนี

อีกสถานที่หนึ่ง ที่มีความตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์บ้านดำอย่างสิ้นเชิง แต่ความสวยงาม ความมีคุณค่านั้นแทบไม่ต่าง นั่นคือ วัดร่องขุ่น ซึ่งเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2540 โดยท่านอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จิตรกรชั้นแนวหน้าของไทย ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างมาจาก 3 สิ่ง คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์


วัดร่องขุ่น โดยท่านอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ สวยงามมาก

สวยงาม เป็นเอกลักษณ์ เห็นภาพนี้แล้วรู้ได้ทันทีว่าอยู่วัดไหน

เดินทางสู่เหนือสุดของไทยทั้งที ห้ามพลาดเที่ยวชม ไร่บุญรอด หรือ สิงห์ปาร์ค เชียงราย แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สวยงาม จัดแต่งสวนดอกไม้เมืองหนาวสีสันสวยงามนานาชนิด เรียกได้ว่า ผู้ที่รักธรรมชาติ ชอบชมความงามของวิว ต้องถูกใจอย่างแน่นอน


ยืนชมวิวไร่บุญรอด แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สวยงาม

บรรยากาศดีมากๆ

นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของความสวยงามในประเทศไทย แต่ยังมีที่อื่นๆ ที่รอเราเดินทางไปสัมผัสอยู่เสมอ เชื่อเถอะว่า การดูความสวยงามของรูปภาพจากในหนังสือ หรือแม้แต่การอ่านรีวิวตามเว็บไซต์ต่างๆ ก็ไม่เท่ากับที่เราไปเห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ หรอก 🙂

 

รุมช่วยอีสปริงอัพ-สตาร์ทอัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ต.ค. 2559 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749671

 

นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยความคืบหน้าโครงการสนับสนุนเอสเอ็มอี กลุ่มอี สปริง อัพ (ผู้ประกอบการที่ได้รับการเสริมสร้างศักยภาพในการลงทุน) ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินโครงการดังกล่าว ตั้งแต่เดือน ก.ค. โดยมีเอสเอ็มอีเข้าร่วม 110 ราย สามารถเชื่อมโยงธุรกิจ และก่อให้เกิดการซื้อขายระหว่างกันรวม 100 ล้านบาท และกำลังอยู่ระหว่างพัฒนาเอสเอ็มอี ที่อยู่โครงการยกระดับดาวเด่น เอสเอ็มอี (DIP Star) จำนวน 31 ราย ให้มีศักยภาพตามหลักเกณฑ์การเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่มผู้ประกอบการใหม่ ที่ขณะนี้ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนระดมทุนให้เอสเอ็มอีกลุ่มดังกล่าวแล้ว

นายเจมส์ รามา ปัทมินทรวิภาส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี (ไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารพร้อมส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพไทย ทั้งในกลุ่มฟินเทค (FinTech) และกลุ่มอื่นๆ ที่มีนวัตกรรมหรือแนวคิดการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ใน 3 ด้านคือ การจัดตั้งแหล่งบ่มเพาะสตาร์ทอัพ โอกาสในการระดมทุน และความแข็งแกร่งและศักยภาพของเครือข่ายในระดับภูมิภาค เพราะธนาคารมีความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายที่เชื่อมโยง ภูมิภาคเอเชีย ที่พร้อมจะส่งเสริม และเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนสตาร์ทอัพให้เติบโตและมีศักยภาพในการแข่งขันที่จะก้าวไปในเวทีระดับภูมิภาค

“แผนงานดังกล่าวจะเริ่มด้วยโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพที่จะเปิดรับสมัครผู้ประกอบการไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.นี้ โดยกลุ่มฟินเทคที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการจะได้ไปร่วมอบรมที่สิงคโปร์เป็นเวลา 3 เดือน โดยจะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ที่พร้อมด้วยความรู้ความชำนาญ ประสบการณ์ เครือข่ายทางธุรกิจ รวมทั้งผู้บริหารจากธนาคารที่จะช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถปรับแผนธุรกิจและโครงสร้างรายได้ของธุรกิจได้อย่างเหมาะสม”.