นาฬิกา-รองเท้าแฟชั่นยังขายกระจุย! “รอนนี่”จัดทัพลุยปั้นยอดขายโค้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749667

 

นายรอนนี่ โกรเวอร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รอนนี่ อินเตอร์เทรดดิ้ง จำกัด ผู้นำเข้าสินค้าแฟชั่นแบรนด์ดังประเภทนาฬิกา-รองเท้า จากประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น เปิดเผยว่า การทำตลาดสินค้าแฟชั่น ในกลุ่มนาฬิกาและรองเท้าในตลาดเมืองไทย ยังไปได้ต่อเนื่องและเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ กำลังซื้อไม่ได้ลดลงมาก เพียงแต่ผู้บริโภคแค่ชะลอการซื้อสินค้าลง ในช่วงที่สถานการณ์ต่างๆ รวมถึงสถานการณ์การเมืองยังไม่คลี่คลาย แต่พอสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลาย มีความมั่นใจมากขึ้น ก็พร้อมใช้จ่ายเงินทันที เพราะสินค้าแฟชั่นประเภทดังกล่าวยังเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ ทั้งผู้ชาย-ผู้หญิงมีความต้องการสูง และพร้อมใช้จ่ายเงิน “บริษัทมีจุดแข็งในเรื่อง

ของแบรนด์สินค้าที่หลากหลาย ที่มีรวมกว่า 10 แบรนด์ อาทิ Daniel Wellington, We-wood, Victoria, See By Chloe, Calvin Klein, Diadora และ Hey Dude เป็นต้น จำหน่ายผ่านร้าน Groove&Groovy Concept Store 70% และออนไลน์ 30% ซึ่งยอดขายเติบโตทุกช่องทาง ล่าสุดได้เปิดตัวนาฬิกา Daniel Wellington (DW) คอลเลกชั่นใหม่รุ่น Classic Black นาฬิกาสัญชาติสวีเดน ที่บริษัทได้ลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เข้ามาทำตลาดเสริมทัพ พร้อมทุ่มงบกว่า 5 ล้านบาท รุกทำตลาด 3 แบรนด์ อาทิ Daniel Wellington, Calvin Klein และ We-wood ช่วง 3 เดือนสุดท้ายให้แข็งแกร่งมากขึ้นในตลาดเมืองไทย และดันยอดรายได้รวมบริษัทสิ้นปี 59 โต 20%”.

 

ท้า!เที่ยวข้ามภาค เมินทัวร์ศูนย์เหรียญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/748957

 

เราขอท้า… “พี่น้องชาวเหนือ อีสาน ตะวันออกใต้ มานั่งล่องเรือชมวาฬบรูด้า ที่เพชรบุรี ช่วงวันจันทร์ถึงพฤหัสบดี…500 ท่านแรก รับฟรีของที่ระลึก ใครกล้ามาขอให้ยกมือขึ้น”

ประเดิมคำท้าจาก ททท.สำนักงานเพชรบุรี ภายใต้แคมเปญ ปลุกกระแสสังคมท่องเที่ยวไทยครั้งยิ่งใหญ่ตลอดปี 2560 ด้วยตั้งความหวังกันว่าจะสามารถดันรายได้การท่องเที่ยวให้ตรงเป้า 9.5 แสนล้านบาท

คำท้านี้ได้ผล มีคนสนใจใคร่ถามไถ่มากันมากมาย แม้กระทั่งคนเพชรบุรีเองก็ยังเอ่ยปาก อยู่ใกล้แค่เนี้ย…ยังไม่เคยไปสักครั้ง “อยากไปจัง คงต้องหาเวลาไปดูให้ได้”

ช่วงหน้าฝนอย่างนี้ ใครตั้งใจจะไปก็สอบถามสภาพดินฟ้าอากาศล่วงหน้าเอาไว้สักหน่อย กันเหนียว เดี๋ยวฝนฟ้าไม่เป็นใจจะพลาดโอกาสสำคัญได้

ครั้งหนึ่ง…กับการล่องเรือไปดูวาฬบรูด้า พิกัดอยู่ที่อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี นั่งเรือวนไปเรื่อยๆ…เรื่อยๆ แล้ววินาทีที่รอคอยก็มาถึง เมื่อเจ้าวาฬบรูด้าโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ เพื่อเสยปลากะตักเข้าปากโตๆของมัน ส่วนด้านเหนือผิวน้ำก็มีฝูงนกนางนวลคอยบินตาม คอยเฝ้ากินปลากะตักที่กระโดดหนีปากเจ้าวาฬบรูด้า…

“รอดจากวาฬยักษ์ ก็อาจไม่แคล้วคมปากนกนางนวล…

เรียกว่าเป็นประสบการณ์ที่สุดยอดจริงๆ อย่างมิรู้ลืม”

ให้รายละเอียดกันอีกสักนิด นักท่องเที่ยวที่สนใจ ติดต่อเช่าเรือได้ที่ จุดลงเรือบริเวณหาดเจ้าสำราญ จะมีเจ้าหน้าที่ท่องเที่ยวเทศบาลหาดเจ้าสำราญคอยให้คำแนะนำ มีเรือลำใหญ่ไว้บริการ 10 ลำ…นั่งได้ลำละ 10 คน ค่าบริการท่านละ 500 บาท…เช่าเหมาลำอยู่ที่ 5,000 บาท

กติกาสำคัญที่ต้องเข้าใจกันหากจะรับคำท้า นักท่องเที่ยวจะต้องมานั่งเตรียมพร้อมที่หน้าหาดตั้งแต่เวลา 08.00 น. ส่วนเวลาออกเรือจริงๆนั้น ต้องดูคลื่นลมของแต่ละวันเป็นหลัก

อีกจุด…อยู่ที่ท่าเรือแหลมผักเบี้ย เรือเล็ก…นั่งได้ไม่เกิน 6 คนราคา 2,500 บาท, เรือกลาง…นั่งได้ไม่เกิน 10 คน ราคา 4,500 บาท และเรือใหญ่…นั่งได้ไม่เกิน 15 คน ราคา 5,500 บาท

จุดสุดท้าย…บริเวณท่าเทียบเรือปากอ่าวบางตะบูน มีเรือคอยบริการ 2 ลำ เรือใหญ่…นั่งได้ 12 คน ราคา 5,500 บาท กับนั่งได้ 13-15 คน ราคา 6,000 บาท

แหล่งท่องเที่ยวพื้นที่อื่น ภาคอื่นอย่าเพิ่งน้อยใจ กระแส “ท้าเที่ยวข้ามภาค” ยังมีต่อไปไม่จบง่ายๆแน่นอน จะเห็นได้จากคำท้าผ่านโลกออนไลน์ เครือข่ายใยแมงมุมโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กลินท์ สารสิน ประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บอกว่า จากการที่รัฐบาลมีนโยบายเศรษฐกิจในการผลักดันให้ประเทศไทยยกระดับเศรษฐกิจของประเทศเพิ่มขึ้น ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ททท.จึงได้กำหนดกรอบแนวคิด “ท่องเที่ยว 4.0” โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน

ที่สำคัญก็คือการเชื่อมโยง “ภายใน” สู่ “เศรษฐกิจโลก” เพื่อขับเคลื่อน “เศรษฐกิจการท่องเที่ยวฐานราก”

หลักใหญ่ใจความ…สร้างความมั่งคั่งทางการท่องเที่ยวผ่านเทคโนโลยี วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ เข้ามาพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวให้มีนวัตกรรม แตกต่างจากเดิมๆ

โครงการ “ท้าเที่ยวข้ามภาค” มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อสร้างกระแสสังคมท่องเที่ยวครั้งใหญ่ในการกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวข้ามภูมิภาคมากขึ้น และสร้างกระแสต่อเนื่องตลอดปี 2560…นำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวที่ท้าทายแปลกใหม่ เชื่อมโยงกับประสบการณ์ท้องถิ่น

อย่างที่รู้ๆกันแค่คนไปเที่ยวกินไข่คนละฟอง ก็กระตุ้นเศรษฐกิจในแต่ละท้องถิ่น ทำให้เงินหมุนไป…หมุนไปกระจายรายได้ไปทั่วทุก หย่อมหญ้าได้แล้ว

การกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ตลอดโครงการ…คาดว่าจะสร้างการรับรู้ได้ไม่ต่ำกว่า 54 ล้านคน กระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวข้ามภาคกว่าแสนคน…ตลอดปี 2560 เป้ารายได้ที่ว่าไว้กว่า 9.5 แสนล้านบาท หมายถึงเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นถึง 10 เปอร์เซ็นต์

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่า “ท้าเที่ยวข้ามภาค”…กลยุทธ์หลักจะเน้นการสร้างกระแสคำท้าผ่านโลกออนไลน์ ภารกิจคำท้าต่างๆจะกระจายผ่านทางเว็บไซต์ www.ท้าเที่ยวข้ามภาค.com  และ Facebook Fanpage “ท้าเที่ยวข้ามภาค”

หลายคนอาจจะเห็นแล้วว่า แคมเปญนี้เราใช้พรีเซ็นเตอร์หนุ่มหล่อขาลุย “ติ๊ก” เจษฎาภรณ์ ผลดี ที่รับมอบภารกิจคำท้าครั้งแรกจาก

ผู้ว่าการ ททท. เพื่อเป็นการสร้างกระแสการท้าให้คนไทยทั้งประเทศอย่างเป็นทางการ ทั้งยังได้มีการประกาศคำท้าไปยังคนดัง…ประชาชนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องไปอีก“…ให้นักท่องเที่ยวแข่งสะสมคะแนนท่องเที่ยวข้ามภาค ใครที่ออกไปพิชิตคำท้า…สามารถลุ้นรับของที่ระลึกจากพันธมิตรที่ร่วมโครงการได้อีกด้วย”

ยุทธศักดิ์ บอกว่า ติ๊ก…เจษฎาภรณ์ เป็นตัวอย่างที่ดีในด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เดินทางท่องเที่ยวมาทั่วเมืองไทย และยังเป็นที่ชื่นชอบในกลุ่ม GEN Y อีกด้วย

สำหรับ “คำท้าเที่ยวข้ามภาค” นั้น แบ่งออกเป็น 8 หมวดหลัก ได้แก่ 1.ธรรมชาติ 2.ศาสนา 3.ประเพณีวัฒนธรรม 4.สุขภาพ & ความงาม 5.ชุมชน 6.อาหาร 7.สิ่งแวดล้อมและสังคม 8.Outdoor&Adventure

อาทิ ภาคเหนือ…ท้าวัดใจข้ามสะพานยอดไม้ Tree Top Walk ภาคตะวันออก…ท้าเที่ยวดูกวางกลางทะเลตราด ภาคกลาง…ท้าสร้างสุขใจกลางใจหุบเขาวง ภาคอีสาน…ท้าขี่อีแต๊กขึ้นภูดูทะเลหมอกที่ห้วยอีสัน ภาคใต้…ท้าเที่ยว 4 เกาะทะเลใต้ภายใน 24 ชั่วโมง ฯลฯ

นอกจากนี้ ททท.ยังร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วนทั้งภาคเอกชน หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ พันธมิตรภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ร่วมมือกันกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวทั่วภูมิภาคแพร่กระจายไปทุกภาคส่วน

ร่วมแรงร่วมใจกันจัดกิจกรรมกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวจริงตลอดทั้งปี พร้อมนำเสนอแพ็กเกจสุดพิเศษ…มอบรางวัลพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางข้ามภาคมากมายหลายอย่าง

กลุ่ม GEN Y…เป็นกลุ่มหลัก ด้วยศักยภาพที่จะช่วยสร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มอื่น…เป็นผู้นำในการส่งต่อกระแสไปยังกลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้หญิง กลุ่มผู้สูงวัย ให้เกิดการกระตุ้นรายได้ ผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวข้ามภาคอย่างต่อเนื่อง

เจาะลึกพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนกลุ่มนี้ พบว่านิยมเดินทางตามกระแสโซเชียลแบบเกาะติดตามกระแส ไม่ตกเทรนด์ ต้องการความคุ้มค่าและใส่ใจสิ่งแวดล้อม ขณะที่กลุ่มผู้หญิงถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ เพราะมีกำลังซื้อ…มีอำนาจในการตัดสินใจสูง ขณะที่กลุ่มผู้สูงวัยก็ถือว่าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายและมีเวลาท่องเที่ยว

ณ นาทีนี้ ท่ามกลางปัญหา “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ที่ทุกฝ่ายพยายามแก้ไข ท่ามกลางความกังวลตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่ลดน้อยถอยลง คนไทยต้องพึ่งตนเอง…“ท้าเที่ยวข้ามภาค” ไทยเที่ยวไทย เงินๆทองๆจะได้ไม่ถูกหอบหายไปจากประเทศไทย.

 

ทล.เตรียมเปิดประมูลมอเตอร์เวย์ 2 สาย ‘นครปฐม-ชะอำ’-‘หาดใหญ่-สะเดา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ต.ค. 2559 02:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749617

 

“ทางหลวง”เตรียมเปิดประมูลมอเตอร์เวย์ “นครปฐม-ชะอำ” ปลายปี 60 ส่วน “หาดใหญ่-สะเดา”ปี 61 เปิดให้เอกชนลงทุน100% ให้สัมปทาน 30ปี ลดภาระงบประมาณรัฐ…

เมื่อวันที่ 10 ต.ค. นายสุรชัย ศรีเลณวัติ ผู้อำนวยการสำนักแผนงานกรมทางหลวง (ทล.)เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้เห็นชอบในหลักการให้ทล. นำโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายใหม่จำนวน 2 สายทาง คือ 1.สายนครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 119 กม. วงเงินลงทุน 80,600 ล้านบาท และสายหาดใหญ่-สะเดา (ชายแดนไทย-มาเลเซีย) ระยะทาง 70 กม. วงเงินลงทุน 30,500 ล้านบาท เข้าบรรจุในแผนการลงทุน PPP ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) แล้วซึ่งจะเป็นแผนลงทุนในปี 2558-2562 สำหรับสายนครปฐม-ชะอำนั้น อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมโครงการคาดว่า ภายในปลายปีนี้จะได้ข้อสรุปทั้งหมด ทั้งนี้มีแนวโน้มเป็นไปได้สูงวว่าการลงทุนจะเป็นรูปแบบ PPP Net Cost คือ เปิดให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนเต็มรูปแบบ ทั้งงานก่อสร้างและงานระบบจัดเก็บค่าผ่านทางและซ่อมบำรุง โดยรัฐทำหน้าที่จัดเก็บค่าสัมปทานในระยะ 30 ปี ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่ต้องการลดภาระงบประมาณรายจ่ายของประเทศ

นายสุรชัย กล่าวต่อว่า สำหรับสายหาดใหญ่-สะเดา ขณะนี้ได้รับจัดสรรงบประมาณปี 2560 จำนวน 30 ล้านบาท โดยทล.เตรียมที่จะจัดจ้างบริษัทศึกษาความเหมาะสมของโครงการคาดว่าจะเริ่มศึกษาได้ในปี 2560 และใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 ปีเต็มผลการศึกษาจะแล้วเสร็จในสิ้นปี 2560 ส่วนการลงทุนคาดว่าจะใช้รูปแบบเดียวกับเส้นทางแรก”สายนครปฐม-ชะอำ” ผลการศึกษาจะแล้วเสร็จ ปลายปีนี้ จากนั้นจะนำเสนอให้ สคร. และบอร์ด พีพีพี พิจารณาต่อไป หากเห็นชอบจะต้องนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาอนุมัติโครงการ คาดว่าจะเปิดประมูลได้ในช่วงปลายปี 2560 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3ปี ส่วนสาย หาดใหญ่-สะเดา ผลการศึกษาความเหมาะสมจะเสร็จช่วงสิ้นปี 2560 คาดว่าจะเปิดประมูลได้ในปี 2561 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปีเช่นกัน

สำหรับสายบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 96กม. 55,620 ขณะนี้ได้ลงนามไปแล้ว7ตอนจากทั้งหมด 25 ตอน คาดว่าจะเริ่มทยอยก่อสร้างได้พร้อมกันทุกหมดทุกตอนตั้งแต่เดือนพ.ย.เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม สำหรับมอเตอร์เวย์นครปฐม-ชะอำจะช่วยบรรเทาปัญหาการจรจาบริเวณ ถนนเพชรเกษม ซึ่งปัจจุบันเป็นเส้นทางหลักสายเดียวที่เชื่อมการเดินทางสู่ภาคใต้ หากในอนาคตมีการเปิดใช้งาน จะเพิ่มความสะดวกในหารเดินทางได้มาก ส่วนแนวเส้นทางนั้นจะเริ่มต้นเชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ที่ จ.นครปฐม ผ่านไปยัง จ.ราชบุรี จ.สมุทรสงคราม และสิ้นสุดที่ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ส่วนสายหาดใหญ่-สะเดาจะเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งที่รองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากเป็นการเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศระหว่างไทยกับมาเลเซีย โดยแนวเส้นทางจะเริ่มต้นจากบริเวณ กม.26+000 บนถนนสาย สข.4034 (สายเก่า) บริเวณพื้นที่บ้านทุ่งเลียบ ไปสิ้นสุดที่ กม.62+596 บริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย ขนาด 4 ช่องจราจร.

 

คค.เร่งแก้ปํญารถติด ทำทางเชื่อม ‘ทางด่วน-วงแหวนรอบนอก-โทลล์เวย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ต.ค. 2559 01:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749601

 

คมนาคมแก้ปัญหารถติด เร่งสร้างทางเชื่อมร่วมกัน “ทางด่วน-วงแหวนรอบนอก-โทลล์เวย์” บริเวณสถานีกลางบางซื่อ เพื่อแก้ปัญหาจราจร เล็งเสนอแผนร่วมทุน 6 พันล้าน ร่วมทุนพีพีพี…

เมื่อวันที่ 10 ต.ค. นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมโครงข่ายทางเชื่อมระหว่างทางยกระดับอุตราภิมุขและทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอกฯ และทางเชื่อมพิเศษด้านเหนือ(มุ่งหน้าแจ้งวัฒนะ) ว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. ไปศึกษาแนวทางการให้เอกชนเข้ามาลงทุนในโครงการก่อสร้างทางเชื่อมระหว่างทางยกระดับอุตราภิมุขและทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอกฯของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และทางเชื่อมพิเศษด้านเหนือ (มุ่งหน้าแจ้งวัฒนะ) บริเวณสถานีกลางบางซื่อ ในส่วนที่จะก่อสร้างศูนย์ซ่อมของรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต โดย สนข.จะต้องได้รายละเอียดและสรุปการดำเนินการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในโครงการทั้ง บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM),บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด(หาชน) หรือดอนเมืองโทลล์เวย์ ภายในเดือน พฤศจิกายน59 หลังจากนั้นจะเสนอให้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือสคร.พิจารณาแนวทางการให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการของรัฐ หรือ พีพีพี มูลค่ารวมทั้งโครงการประมาณ 6,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามโครงการก่อสร้างทางเชื่อมยกระดับ(แล้มป์)บริเวณสถานีกลางบางซื่อนั้น จะเป็นทางเชื่อมร่วมกันระหว่างโครงการดอนเมืองโทลลเวย์กับ ทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกฯ และทางเชื่อมพิเศษด้านเหนือ (มุ่งหน้าแจ้งวัฒนะ) โดยทางเชื่อมนี้จะมีระยะทาง 140 เมตร วงเงินลงทุนกว่า 275 ล้านบาท และเมื่อสร้างทางทางเชื่อมแล้ว แต่ละหน่วยงานที่จะต้องสร้างทางจากทางเชื่อมเข้าโครงการของตัวเองจะเป็นไปในรูปแบบร่วมทุนในโครงการ หลังจากนั้นจะแต่งตั้งคณะกรมการตามมาตรา 35 ใน พรบ.ร่วมทุน 2556 เพื่อดำเนินการเจรจาและคัดเลือกเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนต่อไป คาดว่าจะได้ตัวผู้ดำเนินการในปี 2560 และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ประมาณ 3 ปี ระหว่างปี 2561 – 2564

“การก่อสร้างทางเชื่อมดังกล่าวมีความสำคัญมาก แม้ว่าในปัจจุบันจะสามารถต่อเข้าสู่ทั้ง 2 โครงการได้แต่รถจะต้องลงมาใช้ถนนพื้นราบบริเวณถนนกำแพงเพชร ทำให้การจราจรติดขัดมาก การทำทางเชื่อมจะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรในจุดดังกล่าวได้ โดย สนข.จะจัดทำสรุปแผนการดำเนินโครงการและกรอบระยะเวลาทั้งหมดเสนอกลับมาอีกครั้ง ซึ่งผลการศึกษาของ สนข.เสนอว่าจำเป็นต้องใช้พื้นที่สถานีกลางบางซื่อในส่วนที่ก่อสร้างศูนย์ซ่อมของรถไฟฟ้าสายสีแดง เพื่อก่อสร้างทางเชื่อมทั้ง 2 โครงการ คือทางเชื่อมทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอกมุ่งหน้าแจ้งวัฒนะ กับทางเชื่อมเข้าสู่โครงการดอนเมืองโทล์เวย์ ระยะทาง 140 เมตร วงเงิน 275 ล้านบาท คาดว่าค่าใช้จ่ายจะต้องแบ่งกันรับผิดชอบ และเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้และตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาการจราจรทั้ง 2 จุด”นายพีระพลกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก สนข.กล่าวว่า ในส่วนของทางเชื่อมต่อเข้ากับโครงการดอนเมืองโทล์เวย์ มีแนวเส้นทางเริ่มจากทางแยกดอนเมืองโทลล์เวย์ บริเวณพื้นที่ทางแยกต่างระดับรัชวิภา (จุดตัดถนนวิภาวดีรังสิต กับถนนรัชดาภิเษก) มาตามแนวบนถนนกำแพงเพชร 2 สิ้นสุดที่ทางแยกต่างระดับบางซื่อ บริเวณหมอชิต 2 เชื่อมต่อกับทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกฯ เป็นทางยกระดับ ระยะทางยาว 2.3 กม. ในส่วนนี้คาดว่าจะใช้งบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท.

 

WHA เปิดแผน 5 ปี ทุ่ม 4.3 หมื่นล้าน ลุยธุรกิจ หวังรายได้ 2.1 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ต.ค. 2559 01:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749622

 

ดับบลิวเอชเอ เปิดแผน 5 ปี ทุ่ม 4.3 หมื่นล้าน พัฒนาธุรกิจ 4 กลุ่ม คาดใน 5 ปีโกยรายได้ 2.1 หมื่นล้าน เล็งสิ้นปี 59 ขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์ “HREIT -WHART” พร้อมส่งบริษัทลูก WHAUP ยื่นไฟลิ่ง ก.ล.ต. คาดขายไอพีโอ ต้นปีหน้า

น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมามีรายได้กว่า 13,000 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะมีรายได้ราว 17,000 ล้านบาท โดยบริษัทเตรียมลงทุนงบกว่า 43,000 ล้านบาท พัฒนาธุรกิจทั้ง 4 กลุ่มในระยะ 5 ปี แบ่งเป็นธุรกิจโลจิสติกส์ จะลงทุน 14,000 ล้านบาท ซึ่งจะขยายกิจการด้านโลจิสติกส์ทั้งในและต่างประเทศ โดยจะพัฒนาอาคารมูลค่าสูงให้เช่า, นิคมอุตสาหกรรม จะลงทุน 14,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนานิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ จำนวน 4 แห่งในประเทศ ได้แก่ อีสเทิร์นซีบอร์ด 3 แห่ง และจ.สระบุรี 1 แห่ง รวมถึงบริษัทฯ อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตเข้าไปลงทุนในเวียดนาม



ส่วนสาธารณูปโภคและพลังงาน ใช้เงินลงทุน 11,000 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตไฟฟ้า และให้บริการน้ำดิบ น้ำประปาเพื่ออุตสาหกรรม และดิจิทัลแพลตฟอร์ม ใช้เงินลงทุน 4,000 ล้านบาท สร้างดาต้า เซ็นเตอร์ 3-5 แห่ง โดย 2 แห่งแรกจะเปิดให้บริการปลายปี 2559 ส่วนแห่งที่ 3 คาดเปิดช่วงต้นปี 2561 และอีก 2 โครงการจะเปิดได้ในปี 2565


ทั้งนี้เมื่อการดำเนินธุรกิจเป็นไปตามแผน 5 ปี คาดว่าจะมีรายได้ และส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจร่วมทุนราว 21,000 ล้านบาทในปี 2563 และก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านโซลูชั่นโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมของภูมิภาคอาเซียน ขณะที่รายได้ล่าสุดในปี 2558 อยู่ที่ 13,102 ล้านบาท โดยโครงสร้างรายได้ในปัจจุบันที่มาจากกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ 47% นิคมอุตสาหกรรม 31% สาธารณูปโภคและไฟฟ้า 18% และดิจิทัลฯ 18%

นอกจากนี้ภายในปลายปีนี้ บริษัทเตรียมขายสินทรัพย์เข้าตลาดจำนวน 2 กอง ประกอบด้วยกองทรัสต์ HREIT มูลค่าไม่เกิน 8,018.6 ล้านบาท ภายในเดือนพ.ย.นี้ และกองทรัสต์ WHART มูลค่าไม่เกิน 4,190 ล้านบาท ภายในไตรมาส 4 ปี 2559 รวมทั้งมีแผนนำบริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในการให้บริการสาธารณูปโภคให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมและเขตประกอบการอุตสาหกรรมต่างๆ ของเหมราชฯ รวมทั้งดำเนินธุรกิจพลังงาน โดยลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเสนอขายหุ้นต่อประชาชน (IPO) ในช่วงต้นปีหน้า

“หลังจากการเสนอขายทรัพย์สินเข้ากองทรัสต์ HREIT-WHART และการเสนอขายหุ้นไอพีโอ และการนำหุ้นของ WHAUP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วเสร็จ จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนส่วนหนึ่งไปชำระหนี้ และขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัท ซึ่งคาดว่า อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ภายในสิ้นปีนี้ จะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.89 เท่ากว่าๆ จากสิ้นปี 2558 มี D/E อยู่ที่ 2.2 เท่า และคาดว่าภายในไตรมาส 1/2560 บริษัทฯ จะชำระหนี้เงินกู้จากการซื้อเหมราชฯ หมดลงได้ ซึ่งหากดำเนินการแผนการเบื้องต้นดังกล่าวแล้ว จะทำให้ D/E ลดลงไปอยู่ที่ 1.3 เท่า”

สำหรับแผนขยายธุรกิจเชิงรุกด้านโลจิสติกส์และนิคมอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ WHA ได้เตรียมพื้นที่แถบบางนาเพื่อรองรับการพัฒนา 10 อุตสาหกรรมใหม่ตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor – EEC) ของรัฐบาล โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบิน และโรโบติกส์ คาดว่าภายใน 5 ปี WHA จะมีพื้นที่คลังสินค้าให้เช่ารวมราว 3 ล้านตารางเมตร


ขณะที่ มร. เดวิด นาร์โดน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและการลงทุนต่างประเทศ บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มีแผนขยายการลงทุนในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดขายที่ดินไว้ประมาณ 1,100 ไร่ และเตรียมพัฒนานิคมอุตสาหกรรมใหม่อีก 4 แห่งในอีสเทิร์นซีบอร์ดและจ.สระบุรี


ส่วนในต่างประเทศ มีแผนที่จะเข้าไปลงทุนตั้งนิคมอุตสาหกรรม พื้นที่กว่า 20,000 ไร่ ที่จังหวัดเหงะอาน (Nghe An) ของประเทศเวียดนาม โดยได้จับมือกับบริษัท เซียนโก โฟร์ (Cienco 4) ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้างชั้นนำของเวียดนาม ในสัดส่วน 80:20 แบ่งออกเป็น 7 เฟส ในระยะ 7 ปี และเฟสแรกจะมีพื้นที่ราว 3,000 ไร่ คาดว่าจะเปิดขายหรือให้บริการลูกค้าได้ภายในปี 2560


อีซูซุเตรียมส่ง ดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์บุกตลาดยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ต.ค. 2559 20:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749502

 

อีซูซุเตรียมส่ง ออล-นิว 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ส่งออกจากประเทศไทยสู่ตลาดในยุโรปเป็นครั้งแรก คาดสร้างปรากฏการณ์กระตุ้นยอดจำหน่ายสูงสุดในปีหน้า …

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุ โดยนายโทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ และ ปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ พาคณะผู้บริหารสื่อมวลชนจากประเทศไทย เดินทางเยี่ยมชมกิจการจำหน่ายรถอีซูซุ ดีแมคซ์ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมี มร.จังคาร์โล่ มิรันโดล่า ประธานกลุ่มบริษัทมิดี้ (MIDI Group) ผู้แทนจำหน่ายรถอีซูซุ ซึ่งรับผิดชอบตลาดในภาคพื้นยุโรป กว่า 10 ประเทศ ให้การต้อนรับ พร้อมเปิดเผยถึงความพร้อมในการเตรียมเปิดตัวรถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์ ออล-นิว 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ นวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่ส่งออกจากประเทศไทยสู่ตลาดในยุโรปเป็นครั้งแรก โดยคาดว่าจะสามารถสร้างปรากฏการณ์กระตุ้นยอดจำหน่ายสูงสุดในปีหน้า






คสรท. ยัน รัฐต้องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เท่ากันทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ต.ค. 2559 19:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749442

 

คสรท. ยืนยัน รัฐต้องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศ ชี้ทุกจังหวัดของแพงไม่ต่างกัน อ้าง ขรก.-รัฐวิสาหกิจ ปรับขึ้นค่าจ้างทั้งประเทศไปแล้ว เหลือแต่ผู้ใช้แรงงาน …

วันที่ 10 ตุลาคม นายชาลี ลอยสูง รักษาการประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า ตราบใดที่ภาวะเศรษฐกิจและค่าใช้จ่ายยังเท่ากันทั่วประเทศ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่บอร์ดค่าจ้างจะพิจารณาในเดือน ต.ค. ก็ควรที่จะให้มีการปรับขึ้นเท่ากันทั้งประเทศเช่นกัน ไม่ควรปรับในอัตราไม่เท่ากันหรือปรับขึ้นเพียงบางจังหวัด ถ้าหากผลสรุปอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ในเดือน ต.ค. ไม่เป็นไปตามข้อเสนอ คสรท. จะทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานบอร์ดค่าจ้าง ให้ทบทวนในเรื่องนี้ และจะชี้แจงให้สังคมทราบถึงสาเหตุที่ต้องปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในอัตราเท่ากันทั่วประเทศ

นายชาลี กล่าวว่า อยากถามว่าทำไมค่าจ้างขั้นต่ำของแรงงานถึงต้องแตกต่างกัน ทั้งที่ค่าครองชีพไม่ได้ต่างกันเลย ข้าวของ สินค้า มีราคาแพงขึ้นทุกอย่าง ทุกจังหวัดอยู่ในสภาพเดียวกัน คณะกรรมการค่าจ้างจึงควรจะต้องดูข้อมูลด้วยว่า ค่าครองชีพปัจจุบันปรับตัวสูงมากแล้ว และ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ได้มีการปรับขึ้นค่าจ้างกันทั้งประเทศไปแล้ว เหลือแต่ผู้ใช้แรงงานที่ได้ค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท มานานโดยไม่มีการปรับขึ้นมากว่า 3 ปี ประกอบกับการปรับค่าจ้างไม่เท่ากัน จะทำให้เกิดการไหลของแรงงานไปในจังหวัดที่มีค่าจ้างสูงกว่า ซึ่งอาจจะส่งผลไปถึงผู้ประกอบการด้วย.

 

ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.ดูแลสินค้าอาวุธทำลายล้างสูง หวังใช้คุมส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ต.ค. 2559 17:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749392

 

กรมการค้าต่างประเทศ เผย ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.การค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอาวุธทำลายล้างสูง หวังใช้คุมการส่งออก ถ่ายลำ ผ่านแดน-เป็นคนกลางค้าขายสินค้านี้ ยันสร้างเชื่อมั่น ไทยปลอดอาวุธทำลายล้างสูง …

วันที่ 10 ต.ค. 59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบหลักการร่าง พ.ร.บ.การค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายในการกำกับดูแลการส่งออก ถ่ายลำ ผ่านแดน และการเป็นคนกลางซึ่งสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง รวมทั้งสินค้าที่ใช้ได้สองทาง และสินค้าทั่วไปที่สามารถนำไปประกอบ พัฒนา เสริมสร้าง และดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง แล้วก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตมนุษย์จำนวนมากอย่างร้ายแรง

“กฎหมายนี้ จะส่งผลดีต่อภาพพจน์การค้าระหว่างประเทศของไทย ให้ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่า มีมาตรการควบคุมและยับยั้งการแพร่ขยายอาวุธฯ และป้องกันความเสี่ยงจากการก่อการร้ายด้วย สอดคล้องตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1540 ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิก รวมถึงไทย ต้องมีมาตรการภายในประเทศ เพื่อป้องกันการแพร่ขยายอาวุธฯ”

นอกจากนี้ ยังแสดงศักยภาพในการสร้างโอกาสการเป็นศูนย์กลางส่งออก ถ่ายลำ และการผ่านแดนสินค้าที่เกี่ยวข้องในอาเซียนตอนบน และดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ในการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญ ป้องกันไม่ให้ประเทศคู่ค้านำมาเป็นเงื่อนไขในการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าในอนาคต ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดร่าง พ.ร.บ. ได้ทางเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ http://www.dft.go.th

สำหรับสาะสำคัญของกฎหมายนี้ เช่น การกำหนดนิยามของคำสำคัญต่างๆ ที่กำหนดในร่าง พ.ร.บ.นี้ เช่น สินค้าเทคโนโลยี สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทําลายล้างสูง, อาวุธที่มีอานุภาพทําลายล้างสูง, สินค้าที่ใช้ได้สองทาง, สินค้าที่เข้าข่ายเป็นสินค้าที่ใช้ได้สองทาง, เหตุอันควรสงสัย และกิจกรรมที่ควบคุม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการการค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธฯ เพื่อกําหนด หรือแก้ไขนโยบายมาตรการ และแนวทางเกี่ยวกับการบริหารการค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธฯ รวมทั้งกํากับดูแล ประสานงาน สั่งการ และติดตามการดําเนินงานของส่วนราชการหน่วยงานของรัฐและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการค้าสินค้าดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่กําหนด

ขณะเดียวกัน ยังกำหนดมาตรการในการดำเนินกิจกรรมที่ควบคุม, บัญชีรายการสินค้าควบคุม, หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขการขออนุญาต และการรับรองตนเองกรณีสินค้าไม่เป็นสินค้าที่ใช้ได้สองทาง เป็นต้น รวมถึงกำหนดอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยมีอำนาจเข้าไปในเคหสถาน หรือสถานที่ใดๆ เพื่อตรวจค้น ตรวจสอบ และควบคุม เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการทำผิดตามกฎหมายนี้ และกำหนดบทกำหนดโทษกรณีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นต้น

 

หุ้นไทยดิ่งเหว ปิดตลาดร่วงแรง 47.32 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,457.02 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ต.ค. 2559 17:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749381

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วงแรง 47.32 จุด เปลี่ยนแปลง -3.15% ดัชนีอยู่ที่ 1,457.02 จุด มูลค่าซื้อขาย 74,142.56 ล้านบาท …

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 10 ต.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาด ลดลง 47.32 จุด เปลี่ยนแปลง -3.15% ดัชนีอยู่ที่ 1,457.02 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 74,142.56 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน).

 

ไทย-อิหร่าน เล็งลดภาษีสินค้าระหว่างกัน นำร่อง 100 รายการแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ต.ค. 2559 17:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749337

 

ไทย-อิหร่าน เล็งลดภาษีสินค้านำร่อง 100 รายการแรก ดันมูลค่าการค้าสองฝ่ายพุ่ง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายใน 5 ปี พร้อมเร่งรัดให้อิหร่าน ตรวจมาตรฐานข้าวไทย หวังชิงส่วนแบ่งตลาดคืน 7 แสนตัน …

วันที่ 10 ต.ค. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุม คณะกรรมการร่วมทางการค้า (เจทีซี) ไทย-อิหร่าน ครั้งที่ 1 ว่า จากการหารือร่วมกับ นายโมฮัมหมัด เรซา เนมัทซาเด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เหมืองแร่ และการค้าของอิหร่าน พบว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันที่จะจัดทำความตกลงสิทธิพิเศษทางการค้า (Preferential Trade Agreement-PTA) เพื่อเร่งเปิดตลาดสินค้าระหว่างกัน โดยจะนำร่องศึกษาสินค้าที่จะนำมาลดภาษีระหว่างกันใน 100 รายการแรก ซึ่งเป็นสินค้าที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในปี 60

สำหรับรายการสินค้าที่ไทยสนใจจะส่งออกไปอิหร่าน และต้องการให้อิหร่านลดภาษีนำเข้าสินค้าให้ เช่น มันสำปะหลัง, น้ำมันปาล์ม, ผลไม้เมืองร้อน เช่น กล้วย, อาหารทะเล, ยางพารา เป็นต้น ส่วนสินค้านำเข้าที่ไทยต้องการจากอิหร่าน เช่น อาหารทะเลแปรรูป, อัญมณีในกลุ่มพลอย, น้ำมัน, สิ่งทอ เป็นต้น รวมทั้ง ไทยยังสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ และต้องการให้อิหร่านอำนวยความสะดวกในการเข้าไปลงทุนให้กับไทยด้วย

นอกจากนี้ อิหร่านยังเชิญชวนให้ไทยร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีของอิหร่าน และยังสนใจให้ไทยลงทุนยานยนต์ ซึ่งอิหร่านวางเป้าหมายผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นในปี 60 ที่ 3 ล้านคัน จาก 2 ล้านคันในปีนี้ รวมถึงทั้ง 2 ฝ่ายได้ตั้งเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันเป็น 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 64 หรือในอีก 5 ปี จากปัจจุบัน มูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ 310 ล้านเหรียญฯ ซึ่งยังขยายตัวได้อีกมาก

นางอภิรดี กล่าวต่อว่า ไทยยังได้เร่งรัดให้อิหร่านส่งเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขมาตรวจสอบมาตรฐานข้าวไทยตามโรงงานต่างๆ เพื่อบรรจุให้ไทยอยู่ในบัญชีรายชื่อเป็นประเทศที่อิหร่านสามารถนำเข้าข้าวได้ภายในปี 59 ซึ่งอิหร่านพร้อมจะดำเนินการตามที่ไทยร้องขอ โดยไทยตั้งเป้าส่งออกข้าวไปอิหร่านให้ได้ปริมาณที่ไทยเคยส่งออกไปอิหร่านในช่วงก่อนถูกคว่ำบาตรประมาณปีละ 700,000 ตัน

พร้อมกันนี้ ทั้งสองประเทศยังเห็นชอบที่จะรื้อฟื้นความร่วมมือทางด้านพลังงาน หลังจากที่ได้ลงนามความร่วมมือมาตั้งแต่ปี 47 โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะทำงานร่วมด้านพลังงานในต้นปี 60 เพื่อหารือ และส่งเสริมภาคพลังงานระหว่างกันโดยเฉพาะ และภายในช่วงเดือน พ.ค.60 ไทยยังมีแผนนำนักธุรกิจไปเจรจาการค้ากับอิหร่านด้วย