พณ. เผย จีนตกลงซื้อข้าวจีทูจีลอตแรกแสนตัน คาด ช่วยดันราคาข้าวเปลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ต.ค. 2559 21:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750506

 

พาณิชย์ เผยจีนตกลงซื้อข้าวจีทูจีลอตแรก 1 แสนตัน จากสัญญาจีทูจี 1 ล้าน คาด ช่วยผลักดันราคาข้าวเปลือกในประเทศปรับสูงขึ้น หลังมีคำสั่งซื้อรองรับ เล็งเจรจาจีนให้นำเข้าส่วนที่เหลือต่อไป พร้อมคลอด 3 มาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยใหม่ รับความต้องการตลาด …

วันที่ 11 ต.ค.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ตกลงราคาซื้อข้าวงวดแรกปริมาณ 100,000 ตันจากไทย เป็นข้าวขาว 5% ฤดูกาลผลิตใหม่ ขนาดบรรจุ 25 กิโลกรัม (กก.) ราคาตันละ 399 เหรียญสหรัฐฯ และขนาดบรรจุ 50 กก. ราคาตันละ 394 เหรียญฯ ซึ่งเป็นราคา FOB CY (Container Yard) หรือราคา ณ ลานตู้คอนเทนเนอร์ กำหนดส่งมอบ เดือน ต.ค.-พ.ย.นี้ โดยการซื้อขายครั้งนี้ เป็นลอตแรก จากปริมาณที่รัฐบาลจีน และไทยทำสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ปริมาณรวม 1 ล้านตัน เมื่อเดือน ธ.ค.58 และกำหนดเงื่อนไขตกลงราคาเป็นรายงวด งวดละประมาณ 100,000 ตัน

“ราคาข้าวที่กรมการค้าต่างประเทศเจรจาจนสามารถตกลงขายได้ เป็นราคาที่น่าพอใจ เมื่อเทียบกับราคาข้าวจากประเทศคู่แข่งสำคัญ เช่น เวียดนาม และปากีสถาน ที่ขณะนี้ราคาอยู่ที่ตันละ 332 และ 335 เหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ”

นอกจากนี้ การที่ไทยมีคำสั่งซื้อข้าวปริมาณมากจากต่างประเทศมารองรับผลผลิตข้าวฤดูใหม่ ที่กำลังออกสู่ตลาดขณะนี้ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่จะกระตุ้นให้ราคาข้าวเปลือก ที่เกษตรกรขายได้ จะสูงขึ้นตามไปด้วย และเป็นผลดีต่อราคาข้าวไทยทั้งระบบ จากนี้ไป กรมฯ จะเร่งเจรจาให้รัฐบาลจีนตกลงราคา และนำเข้าข้าวที่เหลือตามสัญญาเพื่อให้ครบปริมาณ 1 ล้านตันโดยเร็ว

ส่วน นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ ได้ปรับปรุงมาตรฐานข้าวไทย เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าข้าวในปัจจุบัน เนื่องจากมาตรฐานข้าวที่ใช้ในปัจจุบัน ทำมาตั้งแต่ปี 40 ใช้มา 20 ปีแล้ว โดยการปรับปรุงครั้งนี้ ได้กำหนดมาตรฐานข้าวหอมไทยไว้ 3 มาตรฐาน คือ กลุ่มตลาดระดับบน ระดับกลาง และระดับล่าง คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ประมาณเดือน ธ.ค.นี้ จากปัจจุบันที่กำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิ 92% และ 98%

สำหรับมาตรฐานใหม่ในกลุ่มตลาดระดับบน กำหนดให้มีข้าวหอมมะลิไทยไม่น้อยกว่า 92% โดยปริมาณ และมีข้าวอื่นปนได้ไม่เกิน 8% ใช้ชื่อภาษาไทยว่า “ข้าวหอมมะลิไทย” ภาษาอังกฤษ “THAI HOM MALI RICE” ส่วนกลุ่มตลาดระดับกลาง กำหนดให้มีข้าวหอมไทยไม่น้อยกว่า 80% โดยปริมาณ มีอมิโลสไม่เกิน 20% ใช้ชื่อภาษาไทยว่า “ข้าวหอมไทย” และภาษาอังกฤษว่า “THAI JASMINE RICE หรือ THAI FRAGRANT RICE หรือ THAI AROMATIC RICE” ส่วนกลุ่มตลาดระดับล่าง เปิดช่องให้ผสมข้าวหอมมะลิตามเงื่อนไขที่ผู้ซื้อต้องการได้ แต่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

 

ถนนตัดผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำ ช่วงพระราม 3 แล้วเสร็จ เปิดใช้วันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ต.ค. 2559 19:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750226

 

ร.ฟ.ท.ทำถนนตัดผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำ ช่วงถนนพระราม 3 แล้วเสร็จ เตรียมเปิดให้ประชาชนใช้สัญจร ตั้งแต่เวลา 16.00 น. วันนี้ (11 ต.ค.) เป็นต้นไป มั่นใจ ช่วยแก้ไขปัญหาคอขวดขณะขึ้นสะพาน-บรรเทาปัญหาจราจรพื้นที่โดยรอบ…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากการที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงคมนาคม ได้มีนโยบายเร่งด่วน แก้ไขปัญหาจราจรในเมืองหลวงและปริมณฑล พร้อมกับมีนโยบายจากที่ประชุมบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ได้มอบหมายให้ การรถไฟฯ ไปเร่งดำเนินโครงการสร้างถนนตัดผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรบริเวณถนนพระราม 3 และละแวกใกล้เคียงนั่น

ล่าสุด นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความก้าวหน้าของโครงการสร้างถนนตัดผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำ บริเวณถนนพระราม 3 ว่า ขณะนี้ การปรับปรุงพื้นที่ทางรถไฟให้เป็นถนนผิวการจราจรแอสฟัลต์ขนาดกว้าง 7.2 เมตร 2 ช่องจราจร บริเวณถนนพระราม 3 ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และพร้อมเปิดให้ประชาชนใช้เดินทางสัญจรไปมาได้เป็นทางการ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันที่ 11 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป พร้อมกับมี พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นประธานในการทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ

สำหรับโครงการสร้างถนนตัดผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำ บริเวณถนนพระราม 3 เป็นโครงการที่มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างการรถไฟฯ กรุงเทพมหานคร และกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยการรถไฟฯ ได้เป็นเจ้าของพื้นที่ และมีหน้าที่ในการปรับปรุงพื้นที่ของการรถไฟฯ ให้มีความพร้อม จากนั้นได้ประสานความร่วมมือไปทางกรุงเทพมหานคร เพื่อให้เข้ามาดำเนินการปรับพื้นผิวถนนจราจร ด้วยการลาดแอสฟัลต์จนแล้วเสร็จ โดยใช้เวลาการปรับปรุงโดยรวมเพียง 1 เดือนเท่านั้น นับตั้งแต่ได้รับนโยบายก็สามารถเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรเดินทางไปมาได้

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า การสร้างถนนตัดผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำ จะช่วยบรรเทาปัญหาจราจร
ในถนนพระราม 4 ถนนพระราม 3 ถนนรัชดาภิเษกจากแยกอโศก ถนนสุนทรโกษา รวมถึงแก้ปัญหาคอขวด ระหว่างทางลงสะพานข้ามแยก ห้าแยก ณ ระนอง กับพื้นราบถนนขาเข้าได้เป็นอย่างดี เพราะสภาพการจราจรในปัจจุบัน มีรถลงจากสะพาน 2 ช่องทาง มารวมกับรถพื้นราบจากแยก ณ ระนอง อีก 3 ช่องทาง รวมเป็น 5 ช่องทาง แต่เมื่อขึ้นสะพานข้ามทางรถไฟสายแม่น้ำจะเหลือ 2 ช่องทางเดินรถเท่านั้น  ทำให้เกิดปัญหาจราจรสะสมติดยาวไปถึงถนนพระราม 4 กระทบสู่ถนนสาทรเหนือ ถนนวิทยุ และถนนสีลม ตามลำดับ

“โครงการนี้ ถือเป็นหนึ่งในหลายโครงการที่การรถไฟฯ ได้ดำเนินการสนองนโยบายของรัฐบาลในการ
บูรณาการแก้ปัญหาจราจรในเมือง ซึ่งที่ผ่านมาการรถไฟฯ ได้รับนโยบายให้ดำเนินโครงการสร้างถนนตัดผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำ บริเวณถนนพระราม 3 เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา จากนั้นได้มีประสานความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร กองบัญชาการตำรวจนครบาล ในการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการปรับปรุงอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด จนสามารถดำเนินการได้เสร็จอย่างรวดเร็วภายใน 1 เดือน ช่วยบรรเทาปัญหาจราจรและการเดินทางของพี่น้องประชาชนในเมืองหลวงอย่างทันท่วงที” นายวุฒิชาติ กล่าว.

 

ครม. ทุ่มงบกว่าพันล. ออกมาตรการพัก-ยืดชำระหนี้ ช่วยเกษตรกรถูกน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ต.ค. 2559 18:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750532

 

ที่ประชุม ครม. เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 59/60 ทุ่มงบกว่าพันล้าน ช่วยเกษตรกรถูกน้ำท่วม ออกมาตรการพัก-ขยายเวลาชำระหนี้ …

วันที่ 11 ต.ค.59 นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2559/2560 โดยต้องเป็นเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ตามประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอุทกภัย ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 จนกว่าจะสิ้นสุดฤดูฝนภาคใต้ หรือเดือนกุมภาพันธ์ 2560 และเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนประกอบกิจการเกษตรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนเกิดภัยพิบัติ โดยจะช่วยเหลือด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ ครัวเรือนละ 3,000 บาท จำนวน 5,427 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 120 ครัวเรือน วงเงินรวมหนึ่งพันเก้าร้อยห้าสิบสามล้านเจ็ดแสนสองหมื่นบาท (1,953,720,000 บาท) ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 18 พฤษภาคม 2559 – 28 กุมภาพันธ์ 2560

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการพักชำระหนี้และขยายระยะเวลาชำระหนี้แก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยปี 2559/2560 โดยสหกรณ์หรือเกษตรกรจะขยายระยะเวลาชำระหนี้ในสัญญาเงินกู้ระยะเวลา 6 เดือน โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรแทนสมาชิกตามอัตราที่สหกรณ์หรือกลุ่มสหกรณ์เรียกเก็บจากสมาชิกใช้งบประมาณประจำปี 2560 วงเงิน 306 ล้านบาท ขณะที่กองทุนพัฒนาสหกรณ์สนับสนุนเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยให้สหกรณ์กู้ในวัตถุประสงค์เป็นทุนให้สมาชิก กู้ปลอดดอกเบี้ยระยะเวลา 1 ปี รายละ 50,000 บาท ในกรอบวงเงินประมาณ 100 ล้านบาท

สำหรับลูกค้า ธ.ก.ส.จะขยายเวลาชำระหนี้ไม่เกิน 12 เดือน พร้อมกำหนดเวลาชำระหนี้เดิมให้เหมาะสมกับภาวะการผลิตของเกษตรกรแต่ละราย และให้สินเชื่อใหม่แก่เกษตรกรเพื่อฟื้นฟูการประกอบอาชีพภายในวงเงินกู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท ดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ รวมทั้งมาตรการฟื้นฟูอาชีพสนับสนุนปัจจัยการผลิตและความรู้ในการปรับตัวต่อภัยพิบัติ เช่น ส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือการปลูกพืชหลากหลาย โครงการธนาคารโคกระบือ

** เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วม **

 

ครม. ไฟเขียว ปรับปรุง 2 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร-รักษาเสถียรภาพราคาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ต.ค. 2559 18:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750546

 

ที่ประชุม ครม. มีมติทบทวนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร-การรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ปี 59/60 เพิ่มสินเชื่อเกษตรกรที่ชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี พร้อมชดเชยดอกเบี้ยผู้ประกอบการเก็บสต๊อกข้าว …

วันที่ 11 ต.ค.59 นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติทบทวนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร และการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ในฤดูการผลิตปี 2559/2560 จากเดิมที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือน มิ.ย.59 ได้อนุมัติมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรไว้ 4 มาตรการ แต่จากสถานการณ์ผลผลิตข้าวนาปีในปีนี้ คาดว่าจะมีผลผลิตสูงมากเมื่อเทียบกับปีก่อน ดังนั้น ครม.จึงมีมติทบทวนมาตรการ 2 มาตรการ ดังนี้

มาตรการแรก โครงการสินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โดยมาตรการนี้จะให้เกษตรกรนำข้าวมาเก็บไว้ในยุ้งฉางก่อน ซึ่งเดิมจะครอบคลุมแค่เกษตรกรรายบุคคล และสหกรณ์การเกษตรเท่านั้น แต่ที่ปรับปรุงใหม่จะเพิ่มให้ครอบคลุมไปยังกลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนด้วย

กลุ่มเกษตรกรจะได้รับสินเชื่อไม่เกินกลุ่มละ 20 ล้านบาท และวิสาหกิจชุมชนได้รับสินเชื่อไม่เกินชุมชนละ 5 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาข้าวเปลือกนั้น เดิมให้ค่าเก็บรักษาตันละ 1,500 บาท แต่จะจ่ายให้เมื่อวันที่มาไถ่ถอนข้าวออกไปแล้ว ส่วนมาตรการที่ปรับปรุงใหม่คือ ให้เลย 1,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 500 บาท มารับได้ตอนไถ่ถอน

มาตรการที่สอง การชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก ฤดูการผลิต 59/60 โดยผู้ประกอบการค้าข้าวในที่นี้หมายถึง สหกรณ์การเกษตร ไม่ใช่โรงสี ซึ่งจากเดิมจะชดเชยดอกเบี้ยให้ในอัตรา 3% ต่อปี ถ้าเก็บสต๊อกไว้ตั้งแต่ 60-180 วัน แต่มาตรการใหม่นี้จะชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% ต่อปีในช่วง 60-90 วัน แต่หากเลย 90 วันไปถึง 180 วัน จะชดเชยดอกเบี้ยให้ 4% เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เก็บสต๊อกข้าวไว้นานขึ้น

“ในส่วนของมาตรการที่ 2 นี้ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 366.5 ล้านบาท และมีเป้าหมายที่ 8 ล้านตัน ขณะที่มาตรการแรกมีเป้าหมายที่ 2 ล้านตัน” นายณัฐพร กล่าว

 

ครม. ไฟเขียว ร่างแก้ไข พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ปรับแก้ 3 หลักการใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ต.ค. 2559 18:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750517

 

ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เผย ที่ประชุม ครม. เห็นชอบ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พร้อมปรับปรุงเนื้อหา-เพิ่มนิยาม-เพิ่มโทษ …

วันที่ 11 ต.ค.59 นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบหลักการ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า สืบเนื่องจาก พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 ที่ใช้ในปัจจุบันยังไม่สามารถดำเนินการเอาผิดกับผู้ใดได้อย่างจริงจัง ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะนอกจากจะเป็นการส่งเสริมการประกอบธุรกิจ SMEs ให้สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้แล้ว ยังช่วยในเรื่องการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย

สำหรับร่างกฎหมายฉบับที่แก้ไขใหม่นี้ มีการปรับแก้ภายใต้ 3 หลักการใหญ่ ประกอบด้วย 1. ความครอบคลุมของกฎหมาย โดยจะให้ครอบคลุมเพิ่มไปยังรัฐวิสาหกิจด้วย ยกเว้นกรณีการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อประโยชน์ของสาธารณะเท่านั้น 2. เพิ่มนิยามของคำว่า “ผู้มีอำนาจเหนือตลาด” ให้รวมถึงธุรกิจในเครือด้วย ไม่ว่าจะเป็นแนวราบหรือแนวดิ่ง และ 3. ความมีอิสระในการบังคับใช้กฎหมาย

จากที่ผ่านมา มักถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง จึงจะให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสรรหา 7 คน คือ ปลัดกระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งจะทำหน้าที่สรรหาคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าขึ้นมา 7 คน จากนั้น จะมีการแต่งตั้งเลขาธิการสำนักงานแข่งขันทางการค้าขึ้น โดยการทำงานของสำนักงานนี้ จะต้องมีการรายงานผลการดำเนินงานให้ประชาชนทราบ

นายณัฐพร กล่าวว่า หลักการที่สำคัญอีกประการของกฎหมายฉบับที่แก้ไขใหม่นี้ คือ ความมีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ จากเดิมที่จะมีเพียงโทษทางอาญาเท่านั้น ซึ่งการดำเนินคดีทางอาญามักใช้เวลานาน แต่ฉบับใหม่จะเพิ่มโทษทางปกครองเข้ามาด้วย นอกจากนี้ยังกำหนดว่าเมื่อมีการควบรวมธุรกิจ จะต้องมีการแจ้งภายใน 7 วัน อย่างไรก็ดี หากจะมีการออกกฎหมายลูกจะต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการด้วย เพื่อให้กฎหมายมีความทันสมัยและจะมีการทบทวนกฎเกณฑ์ต่างๆ ทุก 3 ปี นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานฯ สามารถเป็นพนักงานสอบสวนได้ด้วย

“หลังจากนี้ ร่างกฎหมายจะเข้าไปที่ สนช. พอผ่าน สนช.แล้ว จะต้องได้คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าภายใน 270 วัน หรือ 9 เดือน นับตั้งแต่กฎหมายประกาศใช้ หลังจากนั้นอีกภายใน 6 เดือน ต้องได้เลขาฯ สำนักงาน…เชื่อว่าจะเร็ว เพราะนายกฯ สั่งให้กฎหมายฉบับนี้ fast track เพราะเรารอกันมานาน ที่ delay เพราะต้องการให้พิจารณากันถี่ถ้วนที่สุด เวลาบังคับใช้จะได้ไม่มีปัญหาเหมือนฉบับเก่า…เชื่อว่าจะปลอดจากการเมืองมากกว่าเดิม เพราะของเดิมอยู่ภายใต้กรมการค้าภายใน และมี รมว.พาณิชย์เป็นประธาน แต่รอบนี้ใช้การสรรหา ซึ่งกรรมการอย่างน้อยมี 2 ท่านมาจากภาคเอกชน” นายณัฐพร กล่าว

 

รฟม. เตรียมมาตรการช่วยเหลือ ปชช. จากภาวะน้ำท่วม แนวเส้นทางรถไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ต.ค. 2559 17:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750356

 

รฟม. เตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม บริเวณแนวเส้นทางรถไฟฟ้า พร้อมเพิ่มการเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด …

วันที่ 11 ต.ค. 59 นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง บริเวณประเทศไทยตอนบน ส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มสูงขึ้น นายกรัฐมนตรี จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวัง และเตรียมมาตรการในการให้ความช่วยเหลือประชาชน หากเกิดเหตุการณ์ภาวะน้ำท่วมนั้น

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้มีการเตรียมพร้อมมาตรการในการช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในบริเวณแนวเส้นทางรถไฟฟ้า เพื่อเป็นการบรรเทาและแบ่งเบาภาระความเดือนร้อนของประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาล ดังนี้ 1. จัดเตรียมที่จอดรถเพื่อรองรับประชาชนที่จะนำรถยนต์มาจอดไว้ที่อาคารจอดรถของรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (คลองบางไผ่–เตาปูน) 4 แห่ง ได้แก่ อาคารจอดรถ สถานีคลองบางไผ่ รองรับได้ 1500 คัน อาคารจอดรถ สถานีสามแยกบางใหญ่ รองรับได้ 1000 คัน อาคารจอดรถ สถานีบางรักน้อยท่าอิฐ รองรับได้ 900 คัน และอาคารจอดรถ สถานีแยกนนทบุรี 1 รองรับได้ 200 คัน ซึ่ง รฟม.คิดอัตราค่าจอดรถในอัตราเดียวกับค่าจอดรถรายเดือน 500 บาท/เดือน

2. การให้บริการรถไฟฟ้าแก่ประชาชน ในกรณีที่ระดับน้ำท่วมสูงจากผิวถนนไม่เกิน 1 เมตร รฟม. จะยังให้เปิดให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (คลองบางไผ่–เตาปูน) เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้แก่ประชาชน

สำหรับ รถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล (หัวลำโพง–บางซื่อ) รฟม. ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ และได้มีการเพิ่มการเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งได้มีการประชุมหารือกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เพื่อปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

กสร. คาด รัฐวิสาหกิจใช้งบ 1,383 ล. ขึ้นเงินเดือนลูกจ้าง 1.8 แสนราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ต.ค. 2559 17:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750397

 

กสร. เผย ปรับค่าจ้างลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ 1.8 แสนราย ย้อนหลังถึง 1 ธ.ค.57 คาดใช้งบประมาณ 1,383 ล้านบาท ระบุ บอร์ดรัฐวิสาหกิจ 64 แห่ง ต้องไปพิจารณาตามหลักเกณฑ์ว่าจะจ่ายอย่างไร ไม่ให้ครอบคลุมถึงคนเกษียณ…

วันที่ 11 ต.ค.59 นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) แถลงถึงการปรับค่าจ้างรัฐวิสาหกิจ ว่า เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ที่ผ่านมา ว่า ครม. ได้เห็นชอบ ปรับค่าจ้างลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 43,890 บาท โดยรัฐวิสาหกิจที่มีโครงสร้างเงินเดือนแบบช่วงปรับขึ้นไม่เกินร้อยละ 2% และรัฐวิสาหกิจที่มีโครงสร้างเงินเดือนแบบขั้น ปรับขึ้นไม่เกิน 0.5 ขั้น ส่งผลให้ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจอยู่ในเกณฑ์ได้ปรับค่าจ้าง 188,881 คน จากจำนวน 295,009 คน ในรัฐวิสาหกิจ 64 แห่ง มีผลย้อนหลังถึงไปวันที่ 1 ธ.ค.57 โดยคนที่เกษียณไปแล้ว จะไม่ได้รับสิทธิย้อนหลัง คาดว่าแต่ละรัฐวิสาหกิจ ต้องใช้งบประมาณในการปรับค่าจ้าง รวมประมาณ 1,383 ล้านบาท

“การปรับขึ้นเงินเดือนรัฐวิสาหกิจในครั้งนี้ เป็นเพราะข้าราชการได้ปรับเงินเดือนชั้นผู้น้อยไปเมื่อปี 2557 รัฐวิสาหกิจ จึงร้องขอปรับขึ้นบ้าง เพราะไม่ได้ปรับขึ้นมาตั้งแต่ปี 2554 และข้อเรียกร้องได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ นำเสนอ ครม. เห็นชอบ จากนี้ บอร์ดของรัฐวิสาหกิจ 64 แห่ง ต้องไปพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของแต่ละแห่งว่า จะจ่ายยังไง และการปรับขึ้นค่าจ้างครั้งนี้ไม่ครอบคลุมย้อนหลังไปถึงคนที่เกษียณแล้ว ส่วนกรณีของแรงงานทั่วไป ที่เรียกร้องให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ มั่นใจว่ารัฐบาลไม่ทอดทิ้งแน่นอน” นายสุเมธ กล่าว.

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 14.81 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,442.21 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ต.ค. 2559 15:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750487

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 14.81 จุด เปลี่ยนแปลง -1.02% ดัชนีอยู่ที่ 1,442.21 จุด มูลค่าซื้อขาย 65,340.27 ล้านบาท …

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 11 ต.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาด ลดลง 14.81 จุด เปลี่ยนแปลง -1.02% ดัชนีอยู่ที่ 1,442.21 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 65,340.27 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน).

 

กรมธรรม์ไม่ใช่เงินฝาก! คปภ.-สมาคม ธ.ไทย แนะวิธีซื้อประกันผ่านแบงก์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ต.ค. 2559 15:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750126

 

ประกันไม่ใช่เงินฝาก! คปภ.หารือสมาคมธนาคารไทย แนะนำวิธีซื้อประกันผ่านธนาคาร ขณะที่แบงก์รับลูกเตรียมจัดเคาน์เตอร์รับฝากเงินและขายประกันแยกออกจากกันป้องกันลูกค้าสับสน หากมีปัญหาสามารถยกเลิกกรมธรรม์ได้

เมื่อวันที่ 11 ต.ค.59 นายชูฉัตร ประมูลผล รองเลขาธิการ ด้านตรวจสอบ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ประชุมหารือร่วมกับนายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เพื่อกำหนดกรอบแนวทางการกำกับและควบคุมคุณภาพการเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยผ่านธนาคาร (แบงก์ อินชัวรันส์)

ทั้งนี้ จากการหารือ สมาคมธนาคารไทยได้แจ้งแนวทางปฏิบัติร่วมกันของภาคธนาคารเพื่อปรับปรุงคุณภาพการขาย โดยจะมีการแยกพื้นที่การเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยออกจากเคาน์เตอร์รับฝากเงิน และมีป้ายบอกอย่างชัดเจน รวมถึงการใช้กระบวนการในการกำกับและตรวจสอบคุณภาพการขายประกันภัยของธนาคาร ทั้งกระบวนการก่อน ระหว่างและหลังการขาย ซึ่งจะมีการนำเอาวิธีการสุ่มตรวจ (Mystery Shopping) มาใช้ อีกทั้งจะมีการจัดทำคู่มือประกอบการขาย และจัดอบรมความรู้เพื่อสร้างมาตรฐานการขายที่เป็นสากล สามารถยึดปฏิบัติได้เหมือนกันทุกธนาคาร

นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ยังได้จัดทำข้อแนะนำ 12 ประการ แก่ประชาชนในการซื้อประกันภัยผ่านธนาคารเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขายประกันภัย โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้ ผู้ซื้อต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการซื้อประกันชีวิต ไม่ใช่การฝากเงินกับธนาคาร และมีสิทธิเลือกซื้อประกันภัยด้วยความสมัครใจ สามารถปฏิเสธได้หากไม่เป็นไปตามความต้องการ ซึ่งธนาคารเองก็ไม่อาจใช้การทำประกันภัยเป็นเงื่อนไขต่อรองในการให้สินเชื่อหรือธุรกรรมอื่นได้ และที่สำคัญต้องขอดูใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันภัยของพนักงานธนาคารก่อนซื้อทุกครั้ง

ขณะเดียวกัน ผู้ซื้อควรเลือกแบบประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองตรงกับความต้องการมากที่สุด และควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อยกเว้นของกรมธรรม์นั้นๆ หากไม่เข้าใจ ต้องสอบถามจากผู้ขายให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจซื้อ อีกทั้งยังควรประมาณการรายรับ-รายจ่าย เพื่อให้สามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยได้ครบตลอดระยะเวลาของสัญญาประกันภัย และควรกรอกใบคำขอเอาประกันภัยด้วยตนเองตามความเป็นจริง

นอกจากนี้ ผู้ซื้อต้องชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยเข้าบัญชีบริษัทประกันภัยเท่านั้น และจะต้องได้รับเอกสารการรับชำระเงินจากธนาคาร พร้อมเก็บไว้เป็นหลักฐาน และเมื่อได้รับกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว ควรตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยว่าถูกต้องและเป็นไปตามการเสนอขายหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามที่เสนอขาย สามารถยกเลิกได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย กรณีเกิดข้อสงสัยหรือข้อผิดพลาดในกรมธรรม์ ให้ติดต่อผู้ขายหรือบริษัทประกันภัยโดยเร็ว

“จากข้อมูลข้อร้องเรียนเรื่องการซื้อประกันภัยผ่านธนาคาร พบว่ากว่าครึ่งเกิดจากความเข้าใจของลูกค้าที่คลาดเคลื่อน ดังนั้นเพื่อสร้างวัฒนธรรมการขายประกันภัยผ่านธนาคารที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชนต้องมีความเข้าใจว่าการทำประกันชีวิตไม่ใช่การฝากเงินกับธนาคาร รวมถึงต้องเข้าใจสิทธิของตนเองว่าสามารถเลือกที่จะซื้อหรือไม่ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยจากธนาคารก็ได้ และธนาคารเองก็ไม่อาจใช้การทำประกันภัยเป็นเงื่อนไขต่อรองในการให้สินเชื่อ หรือธุรกรรมอื่น ซึ่งหากทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมีความเข้าใจที่ตรงกันแล้ว ก็จะช่วยให้ข้อขัดแย้งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตลดลง”

นายชูฉัตร กล่าวว่า ปัจจุบันช่องทางการขายประกันภัยผ่านธนาคาร (แบงก์ อินชัวรันส์) ได้รับความนิยมจากประชาชน ผู้เอาประกันภัยสูงขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขายประกันชีวิต ดังจะเห็นได้จากตัวเลข ณ วันที่ 30 มิ.ย.59 จำนวนเบี้ยประกันชีวิตรับรวมผ่านช่องทางธนาคาร มีจำนวนทั้งสิ้น 123,418 ล้านบาท คิดเป็น 45.36% ของการขายประกันชีวิตรวมทุกช่องทาง ซึ่งขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.7% ขณะที่จำนวนเบี้ยประกันวินาศภัยรับรวมผ่านช่องทางธนาคารมีจำนวนทั้งสิ้น 12,337 ล้านบาท คิดเป็น 11.78% ของการขายประกันวินาศภัยรวมทุกช่องทาง

 

ทอท.-รฟม. คุมเข้มความปลอดภัยสูงสุด 24 ชม. ป้องกันเหตุวินาศกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ต.ค. 2559 14:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750131

 

สนามบิน-รถไฟฟ้า เพิ่มความเข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุด ตลอด 24 ชม. ตามคำเตือน สตช.-หน่วยงานความมั่นคง เพื่อป้องกันเหตุวินาศกรรม-ลอบวางระเบิดสถานที่เชิงสัญลักษณ์ …

วันที่ 11 ต.ค. 59 นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กล่าวว่า ตามที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ทุกพื้นที่เฝ้าระวังการก่อวินาศกรรม และการลอบวางระเบิดสถานที่เชิงสัญลักษณ์ และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญนั้น

ในส่วนของ ทอท. ซึ่งบริหารท่าอากาศยาน 6 แห่งของประเทศไทย ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง
ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ได้เพิ่มความเข้มงวดมาตรการการรักษาความปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันใช้มาตรการการรักษาความปลอดภัย ระดับ 3 โดย ทอท.ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัย เฝ้าติดตามด้านการข่าว และประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเพิ่มวงรอบของทุกส่วนงานรักษาความปลอดภัย ได้แก่ เพิ่มวงรอบของชุดตรวจผสมตระเวนตรวจพื้นที่โดยรอบท่าอากาศยานและในเขตการบิน การตระเวนระงับเหตุ การรักษาการณ์ การจราจร การตรวจค้นสัมภาระติดตัวผู้โดยสาร และสัมภาระบรรทุก การตระเวนสุ่มตรวจของหน่วยทำลายวัตถุระเบิด รวมทั้งการออกบัตรอนุญาตบุคคลและยานพาหนะ ยกเลิกการจอดรถหน้าชานชาลาทุกประเภท งดออกบัตรอำนวยความสะดวกทุกประเภท และเฝ้าระวังด้วยกล้องวงจรปิด (CCTV) ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งตรวจสอบการทำงานของ CCTV และได้ประสานขอความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อจัดชุดตรวจผสมออกสุ่มตรวจในจุดล่อแหลม

นอกจากนั้น ยังได้เตรียมกำลังพลไว้รองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน พร้อมปฏิบัติตามแผนฉุกเฉินท่าอากาศยาน อีกทั้ง ประสานงานด้านการข่าวกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตำรวจสันติบาล และตำรวจท้องที่อย่างใกล้ชิด

นายนิตินัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ทอท.ขอความร่วมมือผู้โดยสารและผู้ใช้บริการท่าอากาศยาน ปฏิบัติตามมาตรการการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยาน เพื่อให้การบริการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ และหากพบเห็นเหตุการณ์ผิดปกติ สิ่งของต้องสงสัย หรือบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ รักษาความปลอดภัย หรือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ AOT Contact Center โทรศัพท์ 1722

ด้าน นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ได้สั่งการให้ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้า MRT สายเฉลิมรัชมงคล สายฉลองรัชธรรม และหน่วยงานด้านความปลอดภัยของ รฟม. ให้ดำเนินการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดย 1. จัดวางกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง 2. เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสัมภาระผู้โดยสาร 3. ตรวจบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้า MRT และภายในสถานีรถไฟฟ้าทั้ง 2 สาย เพื่อป้องกันเหตุ โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่

4. จัดรถยนต์สายตรวจ ตรวจรอบบริเวณศูนย์ซ่อมบำรุงคลองบางไผ่ และศูนย์ซ่อมบำรุงห้วยขวาง ทุก 1 ชั่วโมง 5. จัดกำลังหน่วยทำลายวัตถุระเบิด (EOD.) และสุนัข K-9 ตรวจตราและเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง 6. เตรียมกำลังหน่วยกู้ภัยพร้อมอุปกรณ์ในที่ตั้งตลอด 24 ชั่วโมง

7. ประสานงานเพื่อตรวจสอบข่าวกับหน่วยความมั่นคง และตำรวจสันติบาลตลอดเวลา 8. เพิ่มการตรวจใต้ท้องรถยนต์และที่เก็บของท้ายรถยนต์ ที่เข้ามาใช้บริการในอาคารและลานจอดรถของ รฟม. ทุกแห่ง

ดังนั้น ทาง รฟม.จึงขอความร่วมมือผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT โปรดให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และหากพบเห็นเหตุการณ์ ผิดปกติ สิ่งของต้องสงสัย หรือบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานที่อยู่ในบริเวณนั้นทันที หรือแจ้งศูนย์วิทยุพสุธา รฟม. หมายเลขโทรศัพท์ 0-2938-3666 ตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะที่ นายประเสริฐ อัตตะนันทน์ กรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เปิดเผยว่า ทางบริษัทฯ ได้มีการเน้นย้ำความเข้มงวดด้านมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุดในการให้บริการแก่ผู้โดยสารในระบบรถไฟฟ้า อันเป็นมาตรการที่บริษัทฯ ได้บังคับใช้มาโดยตลอด ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ระเบิดรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อช่วงเดือนมีนาคม รวมทั้งเหตุการณ์ระเบิดในประเทศตุรกี เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน และเหตุการณ์ความไม่สงบ ทั้งการวางระเบิด และเกิดไฟไหม้สถานที่สำคัญในหลายจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทยช่วงเดือนสิงหาคม โดยเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยเชิงป้องกันเป็นการเฉพาะเพิ่มเติมในช่วงระยะเวลาที่จำกัด โดยมีความเป็นไปได้สูงที่อาจเกิดเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบความปลอดภัยหรือเกิดภัยคุกคาม แม้ว่าจะไม่สามารถกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน

สำหรับมาตรการต่างๆ ได้แก่ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสัมภาระผู้โดยสาร บริเวณสถานีรถไฟฟ้าทุกสถานี เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลและวัตถุต้องสงสัยที่เข้าสู่ระบบรถไฟฟ้า เตรียมกำลังพล ชุดสุนัขตรวจวัตถุระเบิด (K9) เพิ่มการตรวจใต้ท้องรถยนต์และท้ายรถยนต์ที่จะเข้ามาในลานจอดรถสถานีรถไฟฟ้ามักกะสัน

หากผู้ใดพบเห็นสิ่งผิดปกติ สิ่งของหรือบุคคลต้องสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ประจำสถานีโดยทันที หรือ Call Center 1690