“อาคม” เข้ม พ.ร.บ.ใหม่ออกใบอนุญาตการบิน กพท.แฉพบหลายสายการบินติดหนี้-ถูกฟ้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ต.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750841

 

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างยกร่างพระราชบัญญัติเดินอากาศไทยฉบับใหม่ โดยเฉพาะประเด็นการออกใบอนุญาตประกอบกิจการการค้าขายการเดินอากาศ (AOL) ซึ่งจะพิจารณาความพร้อมทางการเงินและแผนธุรกิจเป็นหลัก โดยจะยกเลิกคำสั่ง ปว 58 ที่ให้อำนาจ รมว.คมนาคม คนเดียวลงนามอนุมัติใบอนุญาต AOL โดยให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ซึ่งมี รมว.คมนาคมเป็นประธาน เตรียมเสนอให้นายอาคมพิจารณาในเร็วๆนี้

“ในช่วงต่อไปธุรกิจสายการบินจะทำได้ยากขึ้น เมื่อก่อนใบอนุญาต AOL อนุมัติง่าย แต่ปรากฏว่านำใบอนุญาตไปขายต่อกันเป็นปัญหาของประเทศมานาน ต่อไปจะมีวิธีการร่อนตะแกรงเพื่อเลือก ผู้ที่มีความพร้อมจริงๆ”

นายจุฬายอมรับว่า ขณะนี้มีข้อมูลว่ามีบางสายการบินกำลังมีปัญหา ซึ่ง กพท.กำลังจับตาดู เนื่องจากได้รับร้องเรียนเข้ามาว่า บางสายการบินไปติดหนี้ค้างจ่ายค่าควบคุมการจราจรทางอากาศในบางประเทศและติดต่อขอให้ กพท.ช่วยทวงหนี้ ซึ่งตามขั้นตอนจะเรียกสายการบินนั้นมาตักเตือน และที่ผ่านมาได้สั่งยกเลิกใบอนุญาต AOL ไป 2 ราย

ด้านนายอาคมกล่าวว่า จะพิจารณาร่างกฎหมายที่เสนอมาก่อน แต่ยืนยันว่าจะทำให้เกิดความโปร่งใสแน่นอน และที่ผ่านมาสายการบินใดมีปัญหาก็ได้มีการเรียกมาตักเตือน และมีบางสายการบินถูกยกเลิกทำการบินและบางรายอยู่ระหว่างดำเนินการฟ้องร้อง ดังนั้น ต่อไปนี้ขั้นตอนการออกใบอนุญาต AOL จึงจะเข้มข้นมากขึ้น.

 

ไทยยูเนี่ยนทุ่ม 2 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ต.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750836

 

ซื้อภัตตาคารอาหารทะเลใหญ่สุดในโลก

ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ปเดินหน้าสยายปีกขยายการลงทุนทั่วโลก ล่าสุดทุ่ม 2 หมื่นล้าน ซื้อ “เรด ล็อบสเตอร์ ซีฟู้ด” ภัตตาคารอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือหุ้น 25% และหุ้นกู้แปลงสภาพระยะเวลา 10 ปี “ธีรพงศ์” ระบุถือเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพิ่มช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าบริษัทได้เข้าลงทุนในบริษัท เรด ล็อบสเตอร์ ซีฟู้ด (Red Lobster Seafood Co.) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกิจการภัตตาคารอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 575 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 20,000 ล้านบาท โดยการเข้าไปถือหุ้น 25% มูลค่า 230 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนที่เหลืออีก 345 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นการลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพ ซึ่งมีระยะเวลาในการแปลงสภาพเป็นหุ้นทุนภายใน 10 ปี ขณะที่หุ้นกู้แปลงสภาพนี้จะให้ผลตอบแทนต่อไทยยูเนี่ยน 8% ต่อปี และหากมีการแปลงสภาพหุ้นกู้เป็นหุ้นทุนจะทำให้ไทยยูเนี่ยนถือหุ้นในเรด ล็อบสเตอร์เพิ่มอีก 24% รวมเป็น 49%

โดยการลงทุนครั้งนี้เป็นการซื้อหุ้นจากโกลเดนเกท แค-ปิตอล ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่ลงทุนในหุ้น โดยโกลเดน-เกท แคปิตอลจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีอำนาจควบคุมการบริหารเรด ล็อบสเตอร์เช่นเดิมต่อไป แต่ไทยยูเนี่ยนได้โควตาเข้าไปนั่งเป็นกรรมการ 2 คนจากทั้งหมด 7 คน ขณะที่ปัจจุบันบริษัทในเครือไทยยูเนี่ยนได้เป็นผู้ส่งวัตถุดิบอาหารทะเลให้เรด ล็อบสเตอร์มาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 20 ปี สำหรับเงินที่ใช้ลงทุนครั้งนี้เบื้องต้นมาจากเงินกู้ระยะสั้น หลังจากนั้นบริษัทจะออกหุ้นกู้ที่มีวงเงินเหลือจากที่ได้ขออนุมัติผู้ถือหุ้นไว้แล้ว 13,000 ล้านบาท และกู้ เงินระยะยาวจากสถาบันการเงิน โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน


“เรด ล็อบสเตอร์ เป็นแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากกว่า 40 ปี มีภัตตาคารกว่า 700 แห่ง ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา รวมทั้งยังขยายแฟรนไชส์ไปทั่วโลก มีพนักงานมากกว่า 58,000 คน มีทีมบริหารที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลก โดยมีรายได้หรือยอดขายต่อปีสูงถึง 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่อง”

นายธีรพงศ์กล่าวต่อว่า ซึ่งการลงทุนครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวในเชิงกลยุทธ์ของไทยยูเนี่ยน ที่มุ่งเพิ่มช่องทางที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง และจะทำให้บริษัทได้ประโยชน์จากทีมผู้บริหารจากเรด ล็อบสเตอร์ และโกลเดนเกท ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมร้านอาหารทะเลอย่างกว้างขวาง โดยไทยยูเนี่ยนจะใช้จุดแข็งจากความเชี่ยวชาญอาหารทะเลและมีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่มีคุณค่าให้ผู้บริโภคเข้าไปผนึกกับเรด ล็อบสเตอร์

ขณะที่แผนระยะสั้นจะเข้าไปร่วมปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เน้นทำกำไรให้ดีขึ้น

นายธีรพงศ์กล่าวว่า ด้วยประสบการณ์นานถึง 40 ปีของไทยยูเนี่ยน ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายอาหารทะเลชั้นนำระดับโลก โดยปัจจุบันไทยยูเนี่ยนจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลหลากหลายประเภท ได้แก่ ล็อบสเตอร์ กุ้ง ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ปลาแซลมอน และปู ไทยยูเนี่ยนเป็นเจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลชั้นนำระดับโลกมากมาย เช่น Chicken of the Sea, King Oscar, John West และ Petit Navire นอกจากนั้นยังมีฐานการผลิตมาตรฐานระดับโลกใน 12 ประเทศ ที่เป็นฐานการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต และเครือข่ายการจัดจำหน่ายไปทั่วโลก และมีศูนย์นวัตกรรมมาตรฐานระดับโลกที่ไทยยูเนี่ยนทำการวิจัยตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทะเลให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นใหม่ โดยพันธกิจของไทยยูเนี่ยนคือการจัดหาอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก ขณะเดียวกันไทยยูเนี่ยนยังพัฒนาความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอาหารทะเลอีกด้วย.

 

สิงเทลรุกคืบเอไอเอส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ต.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743717

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ต.ค. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้ประกาศแต่งตั้งนายฮุย เวง ชอง ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ (President) อีก 1 ตำแหน่ง ควบคู่กับตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการ (ซีโอโอ) โดยรับผิดชอบงานด้านการตลาด, การดูแลลูกค้าและบริการ, การพัฒนาโครงข่าย รวมทั้งการพัฒนาโซลูชั่นส์ใหม่ๆ ในการให้บริการดิจิทัล เพื่อเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจให้มีความแข็งแกร่ง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการนั้น เคยเป็นของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาก่อน ขณะที่นายสมประสงค์ บุญยะชัย ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ)ทำงานร่วมกัน หลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ลาออกจากเอไอเอส ตำแหน่งดังกล่าวก็ถูกยุบไป และล่าสุดมีการแต่งตั้งนายฮุยเข้ามาทำหน้าที่อีกครั้ง ดูแลเรื่องการบริหาร จัดการทั้งหมด โดยนายฮุยถือเป็นผู้บริหารชาวสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นจากสิงคโปร์เทเลคอม โดยล่าสุดสิงคโปร์เทเลคอมได้ซื้อหุ้นเพิ่มจากสัดส่วนที่ถืออยู่ประมาณ 20% ขยับเป็น 32% เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ขณะที่นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารนั้น จะทำหน้าที่ดูแลองค์กรในภาพกว้าง กำหนดกลยุทธ์ ทิศทาง โดยนายฮุยจะต้องรายงาน (report) ตรงต่อนายสมชัยเช่นเดิม.

 

ดีอีผุดไอเดียตั้งกองทุนดาวเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ต.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750832

 

นางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีแนวคิดที่จะนำทรัพย์สินดาวเทียมที่ได้รับมอบตามสัญญาสัมปทานจากบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) มาจัดตั้งเป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม เพื่อบริหารทรัพย์สินและสร้างรายได้ให้กับรัฐต่อไป โดยในเร็วๆ นี้จะจ้างบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินมาศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ตามสัญญาสัมปทานแล้ว กระทรวงดีอีจะต้องเตรียมแผนการรองรับการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานล่วงหน้า 5 ปี ดังนั้นการเตรียมการช่วงนี้ถือว่าเหมาะสม โดยสัญญาสัมปทานดาวเทียมจะสิ้นสุดในปี 2564 และเมื่อสามารถจัดตั้งกองทุนรวมได้สำเร็จ กระทรวงดีอีจะจ้างไทยคมบริหารต่อไปหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผู้ที่จะมาบริหารกองทุนด้วย แต่ในข้อเท็จจริง ไทยคมก็ถือว่าสามารถดำเนินการได้ เพราะเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์และดำเนินการมาก่อน แต่รูปแบบก็ต้องเจรจากัน แต่ไม่ใช่ในลักษณะสัมปทานอีกต่อไป

สำหรับปัญหาคาราคาซังกับไทยคมในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นกรณีดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่ได้อยู่ในสัญญาสัมปทาน และดาวเทียมไทยคม 7-8 ก็ไม่ได้อยู่ในสัญญาสัมปทานนั้น ทางกระทรวงดีอีจะเชิญไทยคมมาเจรจาหารือในเร็วๆนี้ เพื่อหาทางออกร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นไทยคมจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทานอย่างครบถ้วน และทำตามกฎหมายโดยเคร่งครัดด้วย ซึ่งเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ได้รับทราบมติ ครม.เกี่ยวกับกิจการดาวเทียมแล้ว แต่ยังไม่มีข้อเสนอใด นอกจากมีการหารือกันว่ากิจการดาวเทียม ควรจะมีกฎหมายเฉพาะ เพื่อความคล่องตัวและชัดเจน.

 

จับตาตั๋วเงินเนชั่นผิดนัดชำระหนี้ โดนทริสลดอันดับเครดิตหลุดลุ่ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ต.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750827

 

น.ส.อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวถึงกรณีที่ตั๋วเงินระยะสั้น (B/E) ของบริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) จะครบกำหนดชำระคืนเงินต้นวงเงิน 100 ล้านบาท วันที่ 12 ต.ค.นี้ และจะครบกำหนดอีกราว 50 ล้านบาท กลางเดือน พ.ย.นี้ จากวงเงินทั้งหมด 550 ล้านบาทนั้น ขณะนี้มีความกังวลกันว่าบริษัทอาจไม่สามารถชำระคืนหนี้ตั๋ว B/E ดังกล่าวได้ หลังมีปัญหาจากการที่กรรมการและผู้บริหารรวม 8 คน ได้รับการประกาศจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่ามีความไม่น่าไว้วางใจเป็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน หลังสำนักงานอัยการสั่งฟ้องคดีอาญาผู้บริหารและกรรมการทั้ง 8 คน ทำให้หลุดจากตำแหน่ง และไม่มีผู้บริหารหรือกรรมการผู้มีอำนาจสั่งการในกรณีดังกล่าว โดย น.ส.อริยากล่าวว่า หากถึงวันครบกำหนดแล้วไม่สามารถชำระคืนหนี้ตั๋ว B/E ได้ ก็จะถือเป็นการผิดนัดชำระหนี้ทางเทคนิคทันที ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของระบบ แม้มูลค่าตั๋ว B/E ของ NMG จะมีสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับยอดคงค้างของตั๋วเงินระยะสั้นในระบบ 270,000 ล้านบาท “เมื่อวันก่อนทริสเรตติ้งได้ลดอันดับความน่าเชื่อถือของ NMG ลงเหลือ BB+ซึ่งต่ำกว่าอันดับที่น่าลงทุน จากเดิมอยู่ที่ BBB ซึ่งเป็นการลดลงเป็นครั้งที่ 2 แล้ว จากก่อนหน้านี้อยู่ที่ BBB+ ถ้าวันที่ 12 ต.ค.NMG ไม่สามารถชำระหนี้ก็จะถูกปรับลดอันดับเครดิตลงสู่ D หรือ Default ทันที

นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่าตราสารหนี้ของ NMG ที่กองทุนรวมถืออยู่มีมูลค่า 450 ล้านบาท ที่จะครบกำหนด 12 ต.ค.นี้ 100 ล้านบาท ถือโดยกองทุนรวมของ บลจ.Asset Plus ซึ่งผู้บริหาร บลจ.ระบุว่าได้มีแผนรองรับเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 350 ล้านบาท จะครบกำหนดกลาง พ.ย.59 ถึง มี.ค.60 น่าจะมีเวลาพอที่ NMG จะดำเนินการเพื่อให้มีการชำระหนี้หรือต่ออายุตราสารหนี้ได้.

 

“พฤกษา” มั่นใจอสังหาฯยังโตได้ ส่ง “แชปเตอร์วัน อีโค” บุกตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750826

 

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังเติบโตได้ ความต้องการที่อยู่อาศัยยังมีมากและยังเติบโตได้ในช่วง 7-10 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งปัจจุบันมีผู้อยู่อาศัย 16 ล้านคน และในจำนวนนี้มีทะเบียนบ้านอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล 11.6 ล้านคน ที่เหลืออีก 4.4 ล้านคนเป็นผู้อาศัย ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการมีบ้าน รวมถึงในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ยังได้รับปัจจัยหนุนจากโครงการรถไฟฟ้า โครงการรถไฟทางคู่ และการสร้างถนน ก็จะเป็นตัวเสริมให้ภาคอสังหาฯเติบโตได้

ด้านนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจพรีเมียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯได้เตรียมเปิดโครงการใหม่ “แชปเตอร์วัน อีโค รัชดา-ห้วยขวาง” คอนโดมิเนียมแนวใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ “ECOLOGY” เน้นความเป็นธรรมชาติรวมเข้ากับการอยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มูลค่าโครงการ 5,300 ล้านบาท จำนวน 8 อาคาร สูง 22-26 ชั้น รวม 1,914 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท เปิดพรีเซลวันที่ 29 ต.ค.นี้ “การเลือกทำเลจุดนี้ เพราะบริษัทฯเล็งเห็นว่าปัจจุบันย่านรัชดาภิเษกถือเป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ ด้วยศักยภาพทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยย่านนี้เติบโตต่อเนื่อง ดูได้จากราคาที่ดินที่ติดถนนรัชดาฯ ราคาขยับถึงตารางวาละ 800,000-1 ล้านบาท”.

 

ยูทูบ-พันทิปเหลิงลมออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ต.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750821

 

ไทยติดอันดับ 1 ใน 10 รับชมวีดิโอสูงสุดในโลก

นายไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัทกูเกิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า กูเกิลประเทศไทยได้ร่วมกับ TNS สำรวจกลุ่มผู้ใช้ยูทูบ YouTube จำนวนมากกว่า 1,000 คนเพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้เหล่านี้ หลังจากประเทศไทยติดอันดับมีผู้ใช้ยูทูบสูงที่สุด 1 ใน 10 อันดับแรกของโลก และด้วยความนิยมในการรับชมวีดิโอของคนไทย ทำให้พันธมิตรของยูทูบ ซึ่งเป็นผู้ที่มีช่องยูทูบเป็นของตัวเอง มีรายได้เติบโตแต่ละปีมากกว่า 50%

“ยูทูบไม่มีนโยบายเปิดเผยรายได้ รวมทั้งตัวเลขผู้ใช้ แต่เราบอกได้ว่าพันธมิตรที่ทำช่องกับเราและได้รับส่วนแบ่งรายได้นั้น มีรายได้เพิ่มขึ้นแต่ละปีมากกว่า 50% โดยเฉพาะในไทย ซึ่งคนนิยมรับชมวีดิโอค่อนข้างมาก เรามีพันธมิตรที่เป็นช่องระดับทอง (Gold) คือมีสมาชิกรับชมตั้งแต่ 1 ล้านคนขึ้นไปสูงถึง 25 ช่อง สูงที่สุดในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเทียบกับอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรมากถึง 250 ล้านคน มีช่องระดับทองแค่ช่องเดียว”

ทั้งนี้ผลการสำรวจระบุคนไทย 83% ของกลุ่มตัวอย่างบอกว่ายูทูบเป็นเว็บไซต์ที่ชื่นชอบ และ 61% ของกลุ่มตัวอย่างบอกว่าเลือกชมยูทูบมากกว่าโทรทัศน์ และคนในต่างจังหวัดรับชมยูทูบมากกว่าคนกรุงเทพฯ โดยคนต่างจังหวัดใช้เวลาเฉลี่ยวันละ 2.1 ชั่วโมง ขณะที่คนกรุงเทพฯใช้เวลาเฉลี่ยวันละ 1.8 ชั่วโมง

ด้านนายอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าเทคโนโลยีเว็บไซต์พันทิป หรือ Pantip.com เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา พันทิปเป็นเว็บไซต์ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสมาชิกราว 3.3 ล้านคน มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ 4.2 ล้านคนต่อวัน มี Pageviews 16 ล้านต่อวัน โดยพันทิปในยุคต่อไป จะเน้นการเป็นเว็บที่ให้ความรู้ มีคำตอบที่น่าเชื่อถือให้กับทุกคำถามของคนไทย แตกต่างจากเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียอื่นๆ ที่เน้นสร้างเครือข่ายหรือคุยกับเพื่อน ส่วนรายได้ในปีนี้ คาดว่าจะมีอัตราเติบโต 1-2% จากปี 2558 ที่มีรายได้ราว 115 ล้านบาท รายได้ส่วนใหญ่ยังคงมาจากแบนเนอร์โฆษณาบนคอมพิวเตอร์ (Desktop) 65% สมาร์ทโฟน 35% ส่วนห้องที่ทำรายได้สูงสุดคือห้องรัชดา ห้องเกี่ยวกับรถยนต์ ยานพาหนะ รองลงมาคือ โต๊ะเครื่องแป้ง บลูแพลนเน็ต.

 

คลอด 12 บัญญัติกันชนแบงก์ขายประกัน แยกพื้นที่ให้ชัดห้ามใช้เป็นเงื่อนไขปล่อยกู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750816

 

นายชูฉัตร ประมูลผล รองเลขาธิการด้านตรวจสอบ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยหลังประชุมร่วมกับสมาคมธนาคารไทยว่า ที่ประชุมได้ตกลงให้ออกบัญญัติ 12 ประการ เพื่อใช้เป็นข้อแนะนำในการซื้อขายประกันภัยผ่านธนาคารพาณิชย์ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อในการขายประกันพ่วงผลิตภัณฑ์การเงินของธนาคาร รวมถึงใช้เป็นแนวทางให้สาขาปรับปรุงคุณภาพการขายให้ดียิ่งขึ้น โดยหลังจากออกบัญญัติ 12 ประการแล้ว จะมีการประชุมประเมินผลใน 90 วัน หากยังไม่ดีขึ้นจะเสนอมาตรการอื่นๆเพิ่มเติม โดยหลังออกแนวทางปฏิบัติแล้ว ธนาคารพาณิชย์ต้องแยกพื้นที่เสนอขายประกันออกจากเคาน์เตอร์รับฝากเงินอย่างชัดเจน โดย คปภ.จะสุ่มตรวจคุณภาพการขายประกันของธนาคารทั้งก่อนและหลังการขายด้วย

สำหรับสาระสำคัญข้อแนะนำ 12 ประการ มีใจความสำคัญ ได้แก่ ก่อนซื้อ ผู้ซื้อต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการซื้อประกันชีวิต ไม่ใช่การฝากเงินกับธนาคาร สามารถปฏิเสธได้หากไม่ต้องการ ซึ่งธนาคารไม่สามารถใช้การทำประกันภัยเป็นเงื่อนไขต่อรองในการให้สินเชื่อหรือธุรกรรมอื่นได้ และที่สำคัญต้องขอดูใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันภัยของพนักงานธนาคารก่อนซื้อทุกครั้ง ส่วนระหว่างซื้อผู้ซื้อควรเลือกแบบประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองตรงกับความต้องการมากที่สุด และทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อยกเว้นของกรมธรรม์นั้นๆ อีกทั้งยังควรประมาณการรายรับ-รายจ่าย เพื่อให้สามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยได้ครบตลอดสัญญา และควรกรอกใบสมัครด้วยตนเองตามความเป็นจริง ส่วน
หลังซื้อ ผู้ซื้อต้องชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยเข้าบัญชีบริษัทประกันภัยเท่านั้น และจะต้องได้รับเอกสารการรับชำระเงินจากธนาคาร พร้อมเก็บไว้เป็นหลักฐาน รวมถึงควรตรวจสอบความถูกต้องของกรมธรรม์ หากไม่เป็นไปตามที่เสนอ สามารถยกเลิกได้ในเวลาที่กำหนด 15 วันพร้อมได้รับเบี้ยประกันหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว.

 

ขนส่งฯพักใบอนุญาตขับรถ 30 วัน ปรับ 4 พัน 2 โชเฟอร์รถตู้ชกแย่งผู้โดยสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ต.ค. 2559 23:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750667

 

(ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา)

ขนส่งทางบก พักใช้ใบอนุญาตขับรถ 30 วัน ปรับรายละ 4,000 บาท คนขับรถตู้สองคัน ก่อเหตุทะเลาะวิวาทแย่งผู้โดยสาร พร้อมพิจารณาลงโทษขั้นเด็ดขาด เจ้าของรถทั้งสองคัน เนื่องจากละเลยไม่กำกับดูแลการให้บริการ และไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเส้นทางการเดินรถ

วันที่ 11 ตุลาคม นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตามที่มีผู้ร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กรณีผู้ขับรถตู้โดยสารสาธารณะ ก่อเหตุทะเลาะวิวาทชกต่อยกันในที่สาธารณะ บริเวณป้ายหยุดรถประจำทางริมถนนรังสิต-นครนายก เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 นั้น กรมการขนส่งทางบกตรวจสอบพบว่าสาเหตุการทะเลาะวิวาทดังกล่าวเกิดจากผู้ขับรถตู้โดยสารสาธารณะสองคันแย่งกันรับส่งผู้โดยสาร โดยคันหนึ่งเป็นรถตู้โดยสารสาธารณะ ในเส้นทางหมวด 1 (รถร่วม ขสมก.) สาย ต.84 หมายเลขทะเบียนรถ 14-1623 กรุงเทพมหานคร เจ้าของรถคือ นางไฉน แตงทอง และมี นายอนันท์ แตงทอง เป็นผู้ขับรถ ซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถชนิดที่ 2 ประเภททุกประเภท (ท.2) ฉบับที่ นย.00084/54 วันอนุญาต 31 มีนาคม 2554 วันสิ้นอายุ 19 ตุลาคม 2560

ส่วนอีกคันเป็นรถตู้โดยสารสาธารณะ ในเส้นทางหมวด 2 (รถร่วม บขส.) หมายเลขทะเบียน 15-2619 กทม. สาย 58 เส้นทางกรุงเทพฯ – บ้านนา (จ.นครนายก) เจ้าของรถคือบริษัท ไทยเลมอน ฟู้ดส์ จำกัด มีนายจิรันธนิน กาวี เป็นผู้ขับรถ ซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถชนิด ทุกประเภท (ท.2) ฉบับที่ 1ปท.00100/57 วันอนุญาต 9 มิถุนายน 2559 วันสิ้นอายุ 8 มิถุนายน 2562

ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ขับรถทั้งสองมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งสร้างความไม่มั่นใจในความปลอดภัยให้กับผู้ใช้บริการ กรมการขนส่งทางบกจึงได้สั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถทั้งสองรายเป็นระยะเวลา 30 วัน พร้อมเปรียบเทียบปรับในข้อหาแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ ไม่เหมาะสม ตามมาตรา 102 (2) ประกอบมาตรา 127 เปรียบเทียบปรับเป็นจำนวนเงิน 2,000 บาท และข้อหาผู้ขับรถละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามมาตรา 106 ประกอบมาตรา 127 เปรียบเทียบปรับเป็นจำนวนเงิน 2,000 บาท รวมรายละ 4,000 บาท และส่งตัวเข้ารับการอบรมความปลอดภัยในการขับรถให้บริการและกำชับตักเตือน พร้อมลงบันทึกประวัติการกระทำความผิดในศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้อีก

สำหรับกรณีรถตู้โดยสารประจำทางในเส้นทางหมวด 1 (ร่วม ขสมก.) คันดังกล่าวใช้รถทำการขนส่งออกนอกเส้นทางโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งกรณีเงื่อนไขเส้นทางการเดินรถของรถโดยสารประจำทางในเส้นทางหมวด 2 (ร่วม บขส.) สายกรุงเทพฯ-บ้านนา นั้น กรมการขนส่งทางบกจะประสาน ขสมก. และ บขส. เพื่อเรียกเจ้าของรถมาดำเนินการพิจารณาลงโทษขั้นเด็ดขาดต่อไป ทั้งนี้ ยังได้กำชับให้ ขสมก. และ บขส. เข้มงวดตรวจสอบการประกอบกิจการของรถร่วมอย่างใกล้ชิด เพื่อคุ้มครองสิทธิการใช้บริการอย่างสะดวกและปลอดภัยของประชาชนตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม และขอให้ผู้ขับรถโดยสารสาธารณะปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามกฎหมาย ให้บริการประชาชนด้วยความปลอดภัย เป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับมาตรฐานการให้บริการรถโดยสารสาธารณะของประเทศ หากประชาชนหรือผู้โดยสารพบปัญหาจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ พบการกระทำความผิด เรียกเก็บค่าโดยสารเกินกำหนด หรือมีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตราย แจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน โทร. 1584 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือร้องเรียนผ่านทางเว็บไซต์ที่ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/, ผ่านทาง E-mail ที่ dlt_1584complain@hotmail.com, application ชื่อว่า “ร้องเรียนรถสาธารณะ”, facebook ชื่อ “กตส กรมการขนส่งทางบก” , LINE ID ในชื่อ “1584dlt” ส่งจดหมายหรือเดินทางมาร้องเรียนด้วยตนเอง ณ กรมการขนส่งทางบก.

 

ราคามัน-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ดิ่งฮวบ! หวั่นกระทบเกษตรกร 5 ล้านครัวเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ต.ค. 2559 23:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750561

 

ราคาสินค้าเกษตรดิ่งไม่หยุด! โดยเฉพาะมันสำปะหลัง-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หลังผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดมากขึ้น ประกอบกับผู้ผลิตอาหารสัตว์ ไม่ชะลอนำเข้าข้าวสาลี ตาม “พาณิชย์” ร้องขอ ด้าน “อภิรดี” ยังมั่นใจ มาตรการที่มีดึงราคาขึ้นได้ชัวร์…

วันที่ 11 ต.ค.59  ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ขณะนี้ ราคาสินค้าเกษตรหลายรายการ ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมันสำปะหลัง เชื้อแป้ง 25% จ.นครราชสีมา กิโลกรัม (กก.) ละ 1.45-1.55 บาท จากราคาต่ำสุดที่ กก.ละ 1.20 บาท ขณะที่เดือน ก.ย.อยู่ที่กก.ละ 1.70-2.00 บาท ส่วนราคามันเส้น ณ โกดังผู้ส่งออก จ.พระนครศรีอยุธยา เฉลี่ย กก.ละ 5.10-5.45 บาท ลดลงจาก 5.60-5.85 บาท ราคาส่งออกมันเส้นเอฟโอบี กรุงเทพฯ (ท่าเรือกรุงเทพฯ) ตันละ 170-175 เหรียญสหรัฐฯ ลดจากตันละ 180 เหรียญฯ

ส่วนสาเหตุที่ราคาตกต่ำ เพราะผลผลิตได้ทยอยออกสู่ตลาด และจะมากขึ้น ตั้งแต่เดือนพ.ย.นี้ เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้ราคามีแนวโน้มลดลงอีก ขณะที่มาตรการดูแลราคามันสำปะหลังที่รัฐบาลนำออกมาใช้ ยังไม่สามารถดึงราคาให้สูงขึ้นได้ ขณะที่แนวโน้มการส่งออก ยังชะลอตัว ทำให้ราคาส่งออกลดลง และกระทบต่อราคาหัวมันสำปะหลังสดในประเทศ

นอกจากนี้ ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยังลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยเมล็ดข้าวโพด ความชื้น 14% จ.สุโขทัย กก.ละ 6 บาท เลย กก.ละ 6.60 บาท น่าน กก.ละ 6.80 บาท เชียงราย อุทัยธานี และพิษณุโลก กก.ละ 7 บาท ต่ำกว่าที่กระทรวงพาณิชย์ ขอความร่วมมือให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์รับซื้อที่ กก.ละ 8 บาท

นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการค้าพืชไร่ จ.นครสวรรค์ กล่าวว่า แม้กระทรวงพาณิชย์ ขอความร่วมมือให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ชะลอการนำเข้าข้าวสาลี จนกว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศจะออกสู่ตลาดหมด เพื่อไม่ให้ราคาข้าวโพดตกต่ำ แต่ไม่มีรายใดทำตาม โดยต้นเดือน ต.ค.นี้ ข้าวสาลีนำเข้ารอขึ้นที่ท่าเรือ 55,000 ตัน ปลายเดือน ต.ค.อีก 220,000 ตัน และช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) ปีนี้ นำเข้าแล้วกว่า 3 ล้านตัน และยังมีรำข้าวสาลี รอการนำเข้าอีก 40,000 ตัน และยังนำเข้ากากข้าวโพดแล้วกว่า 400,000 ตัน ทำให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ไม่รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ หรือหากจะซื้อ จะตั้งเงื่อนไขการรับซื้อมากจนไม่มีการซื้อขายจริง

“ขอให้กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการดูแล โดยกำหนดเป็นสินค้าควบคุม และกำหนดมาตรการนำเข้า ไม่เช่นนั้น จะกระทบต่อเกษตรกรทั้งระบบกว่า 5 ล้านครัวเรือน เป็นผู้ปลูกข้าวโพดกว่า 1 ล้านครัวเรือน มันสำปะหลัง 1 ล้านครัวเรือน และข้าว 3.8 ล้านครัวเรือน”

ด้าน นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ มาตรการดูแลราคามันสำปะหลัง มีผลใช้แล้ว หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติ โดยมี 6 มาตรการ เช่น โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ผู้ปลูกมันสำปะหลัง, โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลังในระบบหยดน้ำ, โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร เป็นต้น นอกจากนี้ ยังให้ผู้ส่งออกต้องสต๊อกมันเส้นไว้ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 โดยหากส่งออก 1 ตัน ต้องเก็บสต๊อก 1 ตัน เพื่อให้มีการซื้อมาเก็บสต๊อกมากขึ้น เป็นต้น