จับมือ 6 ค่ายอสังหาฯจัดงานคอนโดหรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ต.ค. 2559 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752051

 

นายณัฐสิทธิ์ อิทธิถาวร กรรมการผู้จัดการบริษัท ออกาไนเซอร์ ไอคิว จำกัด เปิดเผยว่า ได้จัดงานสำหรับการลงทุน และเลือกซื้อที่อยู่อาศัยเหนือระดับ งาน The Ultimate Property Fair 2016 ครั้งที่ 27 ที่ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม ในวันที่ 13-17 ต.ค.นี้ พร้อมโปรโมชั่นแห่งปีโดยร่วมมือกับ 6 บริษัท นำโดยบริษัท เมเจอร์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) โครงการ Marque Sukhumvit, บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) โครงการ Loft Asoke, Loft Ekamai, บริษัท เอเพ็กซ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) โครงการ Movenpick, บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทล แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) โครงการ Hyde, บริษัท เอปัส ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) โครงการ Delmare และ บริษัท ซินเซีย วีพี จำกัด โครงการ X2 Huahin Oasis รวมโครงการกว่า 20,000 ล้านบาท

ทั้งนี้มองว่าตลาดลูกค้าที่มีกำลังซื้อในระดับไฮเอนด์นั้นยังมีอยู่ และไม่ถดถอยไปจากตลาด แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจโดยรวมอาจไม่ดีนัก แต่ยังมีโอกาสสูงมาก.

 

ดันไทยศูนย์กลางผลิตเหล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752046

 

นายฮิโรกิ มิทสึมาตะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ประจำกรุงเทพฯ เปิดเผยหลังนำนายฮิเดโอะ ซูซูกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิปปอน สตีล แอนด์ ซูมิโตโม เมทัล คอร์ปอเรชั่น หารือร่วมกับนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม ว่า ญี่ปุ่นมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเหล็กเกรดพิเศษ จากปัจจุบันใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเหล็กดังกล่าว เพื่อใช้ในประเทศไทย และส่งออกในอาเซียนอยู่แล้ว เนื่องจากต้องการหนีปัญหาเหล็กคุณภาพต่ำที่มีราคาถูกจากประเทศจีนเข้ามาทุ่มตลาด และอีกส่วนหนึ่งเพื่อ ป้อน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในไทยด้วย

“ขณะนี้บริษัทเหล็กจากญี่ปุ่น ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ทยอยเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว 500 แห่ง โดย 50% ของผู้ที่ลงทุนมีความต้องการขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะการผลิตเหล็กเกรดพิเศษ ที่จะเป็นผลดีต่อประเทศไทย ที่จะได้พัฒนาเทคโนโลยีให้กับไทย และญี่ปุ่นก็จะพัฒนาเหล็กเกรดพิเศษ เพื่อหนีปัญหาเหล็กคุณภาพต่ำจากประเทศจีนด้วย หากญี่ปุ่นพัฒนาผลิตเหล็กเกรดพิเศษจากไทยมากขึ้น ก็จะลดการนำเข้าจากญี่ปุ่นด้วย ซึ่งเหล็กที่ผลิตมาได้ นอกจากใช้ในไทยแล้ว ยังเป็นการส่งออกในกลุ่มประเทศอาเซียน”

นายฮิเดโอะ ซูซูกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิปปอน สตีล แอนด์ ซูมิโตโม เมทัล คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ได้ขอความร่วมมือให้ไทยเจรจากับประเทศเวียดนาม เพื่อแก้ปัญหามาตรการการกีดกันการส่งออกเหล็ก และมาตรการทางภาษีไปยังเวียดนาม เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในอาเซียน ที่จะเจรจาช่วยเหลือได้ ซึ่งขณะนี้บริษัทฯมีโรงงาน 17 แห่งในไทย กำลังการผลิตรวม 1 ล้านตันต่อปี โดย 50% ผลิตป้อนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่เหลือเป็นอุตสาหกรรมทั่วๆไป.

 

เอกชน 9 ราย สนใจประมูลพัฒนาสุวรรณภูมิเฟส 2 จ่อยื่นซองเสนอราคา 28 พ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ต.ค. 2559 20:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/751652

 

ทอท. เผย มีเอกชน 9 ราย สนใจซื้อเอกสารประมูลงานจัดซื้อ พร้อมติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) ในโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2 จ่อยื่นซองเสนอราคาภายใน 28 พ.ย. นี้ คาด ประกาศผลการประมูล ธ.ค. 59 …

วันที่ 12 ต.ค.59 นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า ตามที่ ทอท. ได้มีโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบประมาณ 2554 – 2560) เฟส 2 ซึ่งมีรายละเอียดของงาน 7 งาน และได้เริ่มงานก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (ชั้น B2 ชั้น B1 และชั้น G) ลานจอดอากาศยานประชิดอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 และส่วนต่อเชื่อมอุโมงค์ด้านทิศใต้ (CC1/1) และงานจ้างก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค (CC3) แล้วเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา นั้น

ขณะนี้ มีความคืบหน้าของงานจัดซื้อ พร้อมติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) ซึ่งเป็นระบบขนส่งผู้โดยสารแบบไม่มีคนขับ โดยเชื่อมต่อระหว่างสถานีรถไฟฟ้าบริเวณ Concourse และอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายน – 12 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา ทอท.ได้เปิดให้มีการซื้อเอกสารประมูลงานดังกล่าว ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมซื้อเอกสารจำนวน 9 บริษัท ได้แก่ (1) บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเชีย จำกัด (2) บริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น ไทยแลนด์ จำกัด (3) บริษัท เรืองณรงค์ จำกัด (4) บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (5) บริษัท บอมบาร์ดิเอร์ ทรานสปอร์เทชั่น ซิกแนล (ประเทศไทย) จำกัด (6) บริษัท ที.อี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (7) บริษัท ออทโต้ เอ็นเดอร์ สตีล สตรัคเจอร์ จำกัด (8) บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) และ (9) บริษัท ซีเมนต์ จำกัด

นายนิตินัย กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ จะเป็นขั้นตอนการยื่นซองเสนอราคา ซึ่ง ทอท. ได้กำหนดระยะเวลาการยื่นซองเสนอราคาภายในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 และคาดว่า จะสามารถประกาศผลการประมูลได้ในเดือนธันวาคม 2559 ทั้งนี้ งานจัดซื้อพร้อมติดตั้งระบบ APM มีระยะเวลาตามสัญญา 29 เดือน หากสามารถดำเนินการได้ตามกำหนดการดังกล่าวจะทำให้มั่นใจได้ว่าโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบประมาณ 2554-2560) จะเสร็จตามกำหนดในเดือนพฤศจิกายน 2562

 

บขส. วางมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุด ป้องกันเหตุวินาศกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ต.ค. 2559 18:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/751572

 

บขส. จัดมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุด จัด จนท.เฝ้าระวัง-ติดตามด้วยกล้อง CCTV ป้องกันเหตุวินาศกรรม-ลอบวางระเบิด ตลอด 24 ชม.

วันที่ 12 ต.ค. 59 พลตำรวจเอกอำนาจ อันอาตม์งาม กรรมการบอร์ด รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า ตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ทุกพื้นที่เฝ้าระวังการก่อวินาศกรรมและลอบวางระเบิดนั้น ในส่วน บขส. มีมาตรการรักษาความปลอดภัย ทั้งในส่วนของสถานีขนส่งผู้โดยสาร รถโดยสาร และพนักงานขับรถ ที่เข้มงวดอยู่แล้ว โดยล่าสุด ได้ติดตั้งเครื่องตรวจโลหะแบบเดินผ่าน หรือสแกนวอล์กทู บริเวณประตูทางเข้า ชั้น 1 และ ชั้น 3 อาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) เพื่อตรวจสอบบุคคลที่เดินทางเข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสาร ขณะเดียวกัน ได้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามด้วยกล้องวงจรปิด (CCTV) ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ และพนักงานรักษาความปลอดภัย ทำหน้าที่ตรวจสอบ ตรวจตรา สังเกต เฝ้าระวังสิ่งผิดปกติ ตลอดจนดูแลความเรียบร้อยของพื้นที่ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ บขส. ยังมีมาตรการรักษาความปลอดภัยโดยการห้ามรับฝากสัมภาระ หรือสิ่งของไปกับรถโดยสาร โดยผู้ฝากไม่ได้เดินทางไปด้วย เว้นแต่สิ่งของนั้นเป็นสิ่งที่ตรวจดูแล้ว มิใช่วัตถุอันตราย โดยต้องระบุชื่อและที่อยู่ของผู้ฝากตามบัตรประชาชนไว้กับหีบห่อ กล่องและเอกสารการรับฝากทุกครั้ง

อย่างไรก็ดี บขส. ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจบางซื่อ ตั้งจุดบริการภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง และขอความร่วมมือจากผู้ใช้บริการ หากพบเหตุการณ์ผิดปกติ สิ่งของต้องสงสัย หรือบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานโดยทันที และหากมีปัญหาในการเดินทาง สามารถแจ้งไปยังกองคุ้มครองผู้โดยสาร บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร 02-537-8443

 

ปิดตลาดหุ้นรูด 36.03 จุด ดัชนีกลับมายืน 1,406 จุดอีกครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ต.ค. 2559 17:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/751612

 

ปรากฏการณ์หุ้นไทย เปิดตลาดภาคบ่ายร่วง 90 จุด ดัชนีลงไปทดสอบที่ 1,347.70 จุด ก่อนจะค่อยๆ ดีดขึ้นปิดตลาดดิ่งลงเหลือ 36.03 จุด ดัชนีกลับมายืน 1,406 จุดอีกครั้ง

การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 12 ต.ค.59 ช่วงครึ่งเช้าพบว่า ดัชนีปรับลด 37.82 จุด เปลี่ยนแปลง -2.62% ดัชนีอยู่ที่ 1,404.39 จุด แต่เมื่อเปิดตลาดทำการซื้อขายอีกครั้งพบว่าดัชนีร่วงถึง 94.51 จุด อยู่ที่ 1,347.70 จุด

ส่วนภารบ่ายปิดตลาดดัชนีร่วง 36.03 จุด เปลี่ยนแปลง -2.50% ดัชนีอยู่ที่ 1,406.18 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 130,035.02 ล้านบาท โดยดัชนีต่ำสุดอยู่ที่ 1,343.13 จุด สูงสุดอยู่ที่ 1,435.29 จุด


สำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักวิเคราะห์รายหนึ่งมองว่า ความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยเกิดจากแรงกดดันจากปัจจัยในประเทศเป็นหลัก เช่น ความกังวลต่อเรื่องการสร้างสถานการณ์รุนแรง ขณะที่แรงกดดันจากปัจจัยภายนอกก็ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง เช่น ความกังวลต่อเฟดเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมถึงผลการประชุมของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน เป็นต้น

ส่วนการคาดการณ์การเคลื่อนไหวของหุ้นไทยในวันพรุ่งนี้ (13 ต.ค.) แนวรับอยู่ในกรอบ 1,343-1,350 จุด แนวต้าน 1,435-1,470 จุด

 

กรมการจัดหางาน ตั้งเป้า 5 ปี ลดพึ่งพาแรงงานต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ต.ค. 2559 13:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/751366

 

กรมการจัดหางาน ตั้งเป้า 5 ปี ลดพึ่งพาแรงงานต่างชาติ ไม่ขยายจดทะเบียนต่างด้าว 3 สัญชาติ ยกเว้นประมงทะเล-แปรรูปสัตว์น้ำ

เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 59 นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร.) ครั้งที่ 4 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางการยุติการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา

นายสิงหเดช กล่าวว่า จากนี้จะเน้นนำเข้าผ่านระบบเอ็มโอยู (MOU) เท่านั้น ยกเว้นในกิจการประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำ ที่จะเปิดจดทะเบียนอีกครั้งในวันที่ 1 พ.ย.59 ระยะเวลา 60 วัน ตั้งเป้า 26,000 คน เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการการตรวจสัญชาติ ส่วนกลุ่มแรงงานดังกล่าวที่ใบอนุญาตจะหมดอายุหลังวันที่ 1 พ.ย.59 ต้องเข้าสู่การพิสูจน์สัญชาติ หากพบไม่สามารถดำเนินการได้ตามกำหนด จะถูกส่งกลับประเทศต้นทางทันที

ทั้งนี้ ในที่ประชุมยังได้พูดถึงแนวทางการนำเข้าแรงงานต่างด้าวตามยุทธศาสตร์ บริหารจัดการแรงงานต่างด้าว 5 ปี (พ.ศ.2560-2565) โดยไทยมีแนวทางที่จะลดการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวภายใน 5 ปี โดยจะนำเข้าในอุตสาหกรรมที่จำเป็นเท่านั้น เช่น กรรมกร และแม่บ้าน

 

ทช.จ้างที่ปรึกษาร่างแผนแม่บท สนับสนุนพัฒนาทางหลวงเมืองชายแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ต.ค. 2559 12:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/751246

 

กรมทางหลวงชนบทจ้างที่ปรึกษาจัดทำแผนแม่บทการลงทุนสนับสนุนเมืองชายแดนด้วยงบประมาณ 19 ล้านบาท คาดสรุปผลการศึกษาในอีก 3-4 เดือน และเริ่มลงทุนลอตแรกในปีงบประมาณ 2561

เมื่อวันที่ 12 ต.ค.59 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เปิดเผยว่า ทช. อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บทพัฒนาโครงข่ายทางหลวงชนบทสนับสนุนเมืองชายแดน เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของจุดผ่านแดนและพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านโดย ทช. ใช้งบประมาณ 19 ล้านบาท ว่าจ้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเป็นที่ปรึกษาโครงการจัดทำแผนแม่บทฯ และคาดว่าจะแล้วเสร็จในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ผลการศึกษาจะครอบคลุมจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านจำนวน 26 จังหวัด และจุดผ่านแดนจำนวน 93 จุดจากนั้น ทช. จะนำผลการศึกษามาจัดลำดับความสำคัญของโครงการก่อนเสนอของบประมาณลงทุนลอตแรกในปีงบประมาณ 2561 โดยการลงทุนจะมีทั้งการขยายถนนรวมรวมถึงการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสินค้าของแต่ละพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ทช. ได้เริ่มออกแบบและลงทุนบริเวณด่านสิงขร ต.คลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่ปีนี้ เนื่องจากทางจังหวัดเสนอว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพมากและรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุน โดยการลงทุนประกอบด้วยการขยายถนนจาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร รวมถึงออกแบบระบบระบายน้ำและระบบไฟฟ้า รวมทำทางต่างระดับบริเวณที่เชื่อมต่อกับกรมทางหลวงเพื่ออำนวยความสะดวก

นายพิศักดิ์ กล่าวว่า จากนั้นจะศึกษาระบบเชื่อมต่อกับระบบราง เนื่องจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มีโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่มาถึง จ.ประจวบคีรีขันธ์ด้วย สำหรับแผนพัฒนาโครงข่ายทางหลวงชนบทสนับสนุนการลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดนนั้น นายพิศักดิ์ กล่าวว่า ปีนี้จะเน้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จ.ตาก ด้วยงบประมาณ 800 ล้านบาท ส่วนโครงการอื่นๆ ได้รับงบประมาณพันธ์ตั้งแต่ปี 2558

ทั้งนี้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้นโยบายต่อ ทช. 3 ด้าน ประเด็นแรกคือ การยกระดับความปลอดภัย โดยปีนี้ ทช. มีงบลงทุนด้านความปลอดภัย 2,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้มี 500 ล้านบาท เป็นงบสำหรับยกระดับความปลอดภัยหน้าโรงเรียนกว่า 2,000 แห่ง

นายพิศักดิ์ กล่าวต่อว่า เราจะเร่งหมั่นตรวจตราเส้นทางและซ่อมบำรุงทันที ถ้าพบว่าถนนมีความเสียหาย โดยแต่ละปี ทช.จะมีงบประมาณสำหรับซ่อมบำรุงจำนวน 15,000 -17,000 ล้านบาท เพื่อบำรุงรักษาถนน 47,000 กิโลเมตรที่อยู่ภายใต้ความดูแล

อย่างไรก็ตามปัจจุบันถนนของ ทช. ก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ และสุดท้ายขอให้ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วม ถ้าหากเกิดน้ำท่วมบริเวณใดก็ให้ติดป้ายแจ้งเตือนประชาชนและเข้าซ่อมแซมชั่วคราวทันทีเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ถ้าหากจะซ่อมบำรุงถาวรก็ขอให้งบประมาณของ ทช.ก่อน แต่ถ้าไม่พอก็จะของบกลางเข้ามาช่วยเสริม.

 

กพร. จัดฝึกอบรม ปั้นพ่อครัวบนเรือเดินทะเล ยกระดับมาตรฐานด้านอาหารไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ต.ค. 2559 10:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/751087

 

กพร. เปิดหลักสูตรจัดฝึกอบรมการจัดการด้านอาหารและโภชนาการบนเรือ ปั้นพ่อครัวบนเรือเดินทะเล ยกระดับมาตรฐานด้านอาหารไทย ตามอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทะเล 2006 ของ ILO รับสมัครรุ่นแรก 20 คน 25-30 ต.ค. นี้ …

วันที่ 12 ต.ค.59 นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) เปิดเผยว่า เนื่องจากเรือเดินทางทะเลระหว่างประเทศของไทยจะต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทะเล 2006 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งมีผลบังคับใช้กับเรือเดินทะเลระหว่างประเทศ เรือพาณิชย์ เรือท่องเที่ยวขนาดตั้งแต่ 500 ตันกรอสขึ้นไป โดยหนึ่งในข้อบังคับ 14 ข้อของอนุสัญญาดังกล่าว ได้กำหนดให้คนครัวบนเรือ ต้องผ่านการอบรมการประกอบอาหารที่ถูกสุขลักษณะ การจัดการเก็บอาหาร การควบคุมห้องจัดเก็บอาหาร การจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยในการจัดเตรียมอาหาร จากสถาบันที่ผ่านการรับรองหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ ต้องผ่านมาตรฐานการฝึกอบรมและมีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่ง ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่ กพร. กำหนด หากไม่ผ่านมาตรฐานข้อบังคับทางประเทศเจ้าของท่าเทียบเรือก็มีสิทธิไม่ให้เรือเข้าจอดเทียบท่าได้ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เรือไทย

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า เพื่อส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติงานคนครัวบนเรือ มีคุณสมบัติ กพร. จึงจัดฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกอบรม การจัดการด้านอาหารและโภชนาการบนเรือ (Food and Catering) ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตั้งแต่ความรู้พื้นฐานของคนครัวบนเรือ ความปลอดภัยและสุขภาพในการปฏิบัติงานครัวบนเรือ ความรู้เกี่ยวกับสุขลักษณะส่วนบุคคล การป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ ความรู้พื้นฐานในการประกอบอาหาร ความรู้พื้นฐานและทักษะการประกอบอาหาร ความรู้เกี่ยวกับสุขลักษณะอาหาร โภชนาการและสุขภาพ การจัดการ การควบคุมดูแลครัว มุมมองด้านศาสนาวัฒนธรรม และการกำจัดของเสียในครัว (ระยะเวลาการฝึกอบรม 42 ชั่วโมง)

นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามอนุสัญญาแล้ว ยังเป็นการยกระดับคนครัวบนเรือ ให้มีทักษะฝีมือ ความสามารถ และบุคลิกภาพที่เหมาะสมในการปฏิบัติงาน คุณสมบัติของผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี สุขภาพร่างกายแข็งแรง เข้ารับการฝึกอบรมได้ตลอดหลักสูตร จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้น ม.3 หรือมีประสบการณ์การทำงานบนเรือเดินทะเลของรัฐ หรือเอกชน ไม่น้อยกว่า 6 เดือนในช่วงเวลา 5 ปี ก่อนเข้ารับการฝึกอบรม หรือสำเร็จการศึกษาด้านคหกรรมศาสตร์ อาหารและโภชนาการ หรือวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ หรือมีประสบการณ์การฝึกอบรมเกี่ยวกับการประกอบอาหารไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมง มีประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับการประกอบอาหารไม่น้อยกว่า 1 ปี

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคมนี้ วิทยาลัยการแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดรับสมัคร 3 รุ่น รุ่นละ 20 คน รวม 60 คน รุ่นแรกระหว่างวันที่ 25-30 ตุลาคม 2559 รุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 21-26 พฤศจิกายน 2559 และรุ่นที่ 3 ระหว่างวันที่ 13-18 ธันวาคม 2559 สมัครได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สนใจเข้ารับการฝึกอบรมติดต่อ โทร 02-2454317, 02-2451707 ต่อ 312, 321 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.dsd.go.th/oitt

 

วิสัยทัศน์แจ๊ค หม่า “เล็กทรงพลัง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ต.ค. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750851

 

เปิด“อี-โรด”โลกาภิวัตน์สานฝันธุรกิจรายย่อย

หลังได้พบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว นายแจ๊ค หม่า ประธานกลุ่มบริษัท อาลีบาบา ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกอี-คอมเมิร์ซ (e-commerce) รายใหญ่ของจีน ซึ่งได้รับเชิญจากรัฐบาลไทยเป็นตัวแทนภาคเอกชน 34 ประเทศเข้าร่วมการประชุมกรอบความร่วมมืออนุภาคเอเชีย (ACD:Asia Co-operation Dialogue) ได้เข้าพบนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯอีกครั้ง

นายสมคิดกล่าวว่า นายแจ๊ค หม่า ได้บอก ความตั้งใจของเขาว่า ไม่ได้ต้องการมาทำธุรกิจในไทย แต่ประสงค์จะเข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลในไทยเหมือนที่เคยได้ช่วยรัฐบาลจีน และรัฐบาลอีกหลาย ประเทศมาแล้ว โดยต้องการที่จะช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หรือผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 90% ของผู้ประกอบการไทย ได้มีโอกาสค้าขายไปยังต่างประเทศบนแพลตฟอร์มเดียวกันเพื่อให้รายย่อยมีหนทางในการค้าขายได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังจะช่วยฝึกอบรมนักธุรกิจและเอสเอ็มอีไทยเรื่องการค้าขายผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซ โดยร่วมกับรัฐบาล และสถาบันการศึกษาไทยเปิดสอนระบบนี้ ตั้งเป้า 2 ปีจะฝึกอบรมให้ได้ 100,000 ราย เพื่อให้เกิดการตื่นตัวในคนรุ่นใหม่ และสร้างผู้ประกอบการใหม่ (Start-up) ขายสินค้าให้กับคนทั่วโลก โดยนายหม่าคาดหวังให้เด็กไทยทำการค้าแบบอี-คอมเมิร์ซเป็นตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งจะมีการตั้งคณะทำงานร่วม 2 ฝ่ายจัดทำแผนปฏิบัติการกันทันที

นายหม่ายังได้เข้าร่วมการสนทนาในกิจกรรมคู่ขนานกับนายชุตินทร คงศักดิ์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศภายใต้บรรยากาศการพูดคุยกันอย่างเป็นกันเองเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้แนวทางการบริหาร และต่อยอดการพัฒนาธุรกิจด้วยระบบนี้ภายใต้แนวคิดที่เขาได้กล่าวกับบรรดาผู้เข้าร่วมการสนทนาที่กระทรวงการต่างประเทศว่า…

หลายคนบอกว่า ปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ มาจากกระแสโลกาภิวัตน์ (Globali zation) แต่เขาไม่เห็นด้วย เขาเห็นว่าโลกาภิวัตน์ ยังเดินมาไม่ถึงจุดสมบูรณ์ด้วยซ้ำ ที่ไม่สำคัญ ยังไม่เปิดโอกาสให้ธุรกิจเล็กๆมีสิทธิ์มีส่วนร่วมในกระแสที่เกิดขึ้น “ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โลกาภิวัตน์ เกิดขึ้น ก็เพื่อบริษัทใหญ่ๆในประเทศพัฒนาแล้ว เราควรให้โลกาภิวัตน์ เป็นสิ่งที่ทุกคนมีส่วนร่วม ควรช่วยให้คนรุ่นใหม่-บริษัทเล็กๆ มีโอกาสก้าวไปสู่ความท้าทายร่วมกัน”

นายหม่ากล่าวด้วยว่า เขาเชื่ออย่างยิ่งว่า ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า โลกใบนี้จะเป็น Small is beautiful. Small is powerful. Small is wonderful.“ยิ่งเล็กยิ่งสวยงาม ยิ่งเล็กยิ่งทรงพลัง ยิ่งเล็กยิ่งวิเศษสุด” เพราะฉะนั้น เราควรให้ประเทศกำลังพัฒนาได้มีโอกาสมากขึ้น เช่นเดียวกันก็ควรส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสมากขึ้นด้วย

“หลายพันปีก่อน เรามี Silk Road (เส้นทางสายไหม) ขณะนี้ เราควรมี e-road (เส้นทางอิเล็กทรอนิกส์) เพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กค้าขาย ทำธุรกิจได้ง่าย คล่องตัว ในอนาคต โลกจะมีการปฏิรูปเทคโนโลยี และผมให้เวลา 50 ปี…ช่วง 20 ปีข้างหน้า อินเตอร์เน็ตจะกลายเป็นของเก่า จากนั้นอีก 30 ปีต่อไป โลกเราจะซื้อ-ขายปลีก ในรูปแบบใหม่ (new retail) คือ online กับ offline และเข้าสู่ยุคการผลิตใหม่ ที่เรียกว่า IOT (Internet of Things) มีระบบการเงินใหม่โลกในยุค IT เอเชียอาจล้าหลังสหรัฐฯ แต่เดี๋ยวนี้เราไปไวเหมือนกบกระโดด เอาง่ายๆ 15 ปีที่แล้ว ใครจะเชื่อว่าธุรกิจ e-commerce ของจีนจะโตเร็ว ขนาดนี้ ก็ในเมื่อโครงสร้างสาธารณูปโภคเพื่อการค้าของจีนยังแย่สุดๆ”

ผู้ก่อตั้งอาลีบาบากล่าวต่อว่า ถ้าจะว่าไปแล้ว e-commerce ในสายตาสหรัฐฯ เปรียบเหมือน “ของหวาน” แต่จีน มอง e-commerce เป็น “อาหารจานหลัก” เพราะอะไร ก็เพราะสหรัฐฯ มีห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ทุกเมืองทั่วประเทศ อย่าง Walmart, Kmart แต่จีนไม่มีแบบนั้น สถานีวิทยุสราญรมย์ รายงานคำพูดของนายหม่าอย่างชัดเจนด้วยว่า
“ในยุคที่เครื่อง PC เฟื่องฟู ชาวนาชาวสวนเราไม่มี และใช้กันไม่เป็น แต่ยุคนี้ชาวนาชาวไร่มีมือถือเพื่อเชื่อมต่อการค้ากับคนทั่วโลกได้มากกว่า 4,000 ล้านคน ไฟฟ้าประดิษฐ์คิดค้นขึ้นในยุโรป แต่ไปใช้มากในอเมริกา อินเตอร์เน็ต คิดค้นในอเมริกา แต่มาใช้ประโยชน์กันมากในเอเชีย ถ้าคนเอเชียใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ให้เต็มที่ และเต็มกำลัง คิดดูเถอะว่าเราจะโตกันขนาดไหน ผมจึงมองว่าเอเชียนั้นมีศักยภาพ”

นายหม่าตั้งคำถามให้ผู้ร่วมสนทนาขบคิดด้วยว่า จะทำยังไงให้เอเชียเชื่อมต่อกับอนาคตที่เขาพูดถึงซึ่งหมายถึงสังคมที่ยิ่งเล็กยิ่งสวยงาม ทรงพลัง และวิเศษสุด ในโลกยุคข้อมูล เราต้องสู้กันด้วยความฉลาด และสมอง ไม่ใช่พละกำลัง เข้าคว้าโอกาสที่เห็น “ขอให้มีหัวใจที่กล้าแกร่ง เปิดใจกว้าง ยอมรับเอาเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ไม่ว่าบริษัทคุณจะเล็กแค่ไหน ประเทศจะเล็ก หรือด้อยเพียงใด…คุณก็สู้ได้แน่นอน”

ต้นแบบของธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีกรายใหญ่ยักษ์ตบท้ายบทสนทนาของเขาว่า หลายคนบอกว่า เทคโนโลยีทำให้คนตกงาน “แต่ผมว่าไม่จริง เทคโนโลยีมีแต่จะยิ่งสร้างงาน อย่างอาลีบาบาของผม สร้างงานให้คนในประเทศแล้ว 13 ล้าน ตำแหน่ง…เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการขจัดปัญหาความยากจนด้วยซ้ำ”.

 

ครม.อัดมาตรการเพิ่มช่วยอุ้มเอสเอ็มอี อนุมัติ 3 ยุทธศาสตร์เสริมพลังการแข่งขัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ต.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750842

 

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ฉบับที่ 4 (2560-2564) จะทำให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของเอสเอ็มอีต่อจีดีพี ของประเทศเพิ่มจาก 42% เป็น 50% ในปี 2564 รวมทั้งยังทำให้เอสเอ็มอีสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 30% และมีมูลค่าการส่งออกรายละ 100 ล้านบาทต่อปี ขณะที่คุณภาพแรงงานของเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น จนสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 600,000 บาท

ขณะเดียวกันเอสเอ็มอียังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ตั้งเป้าสัดส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นเป็น 38% และได้รับแหล่งเงินทุนประเภททุนเพิ่มขึ้น 20% ที่สำคัญยังทำให้รายได้เฉลี่ยของเอสเอ็มอีระดับล่างที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นอีก 20% “แผนส่งเสริมเอสเอ็มอีจะครอบคลุมใน 3 ยุทธศาสตร์ ทั้งการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีให้เติบโตและมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น, ส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีแบบเฉพาะกลุ่ม โดยจะเร่งสร้างผู้ประกอบการใหม่ที่มีมูลค่าสูงเพิ่มขึ้น 20%, พัฒนาระบบและเครื่องมือที่จะสนับสนุน ช่วยส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ข้อมูลเอสเอ็มอี โครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี รวมถึงกฎหมาย สิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเอสเอ็มอีมากขึ้น”.