บลจ.ทุ่ม 100 ล้าน ล้างพอร์ตตั๋วบีอี ‘เนชั่น’ ลดผลกระทบผู้ลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ต.ค. 2559 12:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752452

 

บลจ.แอสเซท พลัส ทุ่ม 100 ล้าน เข้าซื้อตั๋วแลกเงินบริษัทเนชั่น ลดผลกระทบผู้ลงทุนกองทุนตราสารหนี้ หลังผู้บริหารเนชั่น ถูก ก.ล.ต.ลงดาบขาดคุณสมบัติ ส่งผลให้เกิดสุญญากาศการบริหารงาน เชื่อจะชำระหนี้ได้หากปัญหาจบ

สืบเนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีหนังสือแจ้งไปยังบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG เรื่องการขาดคุณสมบัติของกรรมการ และผู้บริหารของบริษัทจำนวน 8 คน จากกรณีที่มีการสั่งฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการต่อกรรมการ และผู้บริหารทั้ง 8 คนของบริษัท ในฐานะกรรมการบริษัทที่ไม่ให้ผู้ถือหุ้นบางรายเข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงคะแนนในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2558

ทั้งนี้คำสั่งดังกล่าวส่งผลให้เกิดสุญญากาศในการดำเนินธุรกิจ และการทำธุรกรรมทางการเงินของบริษัท รวมทั้งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากบริษัทมีตั๋วแลกเงิน (B/E) ที่จะครบกำหนดชำระคืนในวันที่ 12 ต.ค.59 ที่ผ่านมาจำนวน 100 ล้านบาท รวมภาระการชำระคืนตั๋วแลกเงินจากวันนี้จนถึงสิ้นปี 59 จำนวนรวม 250 ล้านบาทนั้น

เมื่อวันที่ 13 ต.ค.59 นายรัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด กล่าวว่า บลจ.มีการลงทุนในตั๋วแลกเงินของ NMG ด้วยกัน 2 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดแอสเซทพลัสตราสารหนี้ และกองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอไอตราสารหนี้ 1 ซึ่งตั๋วแลกเงินได้ครบอายุไปแล้วเมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้ บลจ.ได้ดำเนินการนำเงินลงทุนของบริษัทมูลค่า 100 ล้านบาท เข้าซื้อตั๋วแลกเงินของ NMG ไว้แล้ว เพื่อเป็นการลดผลกระทบและรักษาประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้ลงทุน

“เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับผู้ลงทุนในช่วงที่ NMG ยังอยู่ในภาวะสุญญากาศที่ขาดคณะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจลงนาม บลจ.แอสเซท พลัส จึงได้นำเงินของบริษัทเข้าซื้อตั๋วแลกเงิน NMG ที่ครบอายุในวันที่ 12 ต.ค.59 จากกองทุนเปิดแอสเซทพลัสตราสารหนี้เป็นเงิน 50 ล้านบาท และกองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอไอตราสารหนี้ 1 เป็นเงิน 50 ล้านบาท ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะทำให้ทั้ง 2 กองทุนไม่มีการลงทุนในตราสารหนี้ดังกล่าวอีก ผู้ลงทุนจึงสามารถคลายความกังวลต่อปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของ NMG ลงได้”

สำหรับกองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอไอตราสารหนี้ 2 ซึ่งมีการลงทุนในตราสารหนี้ของ NMG และจะครบกำหนดชำระในวันที่ 8 มี.ค.60 นั้น บลจ.เชื่อว่า NMG จะสามารถเร่งจัดการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ให้แล้วเสร็จได้ก่อนที่จะถึงกำหนดการชำระหนี้ ตลอดจนมองว่าสถานะทางการเงินของบริษัทดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่ดีมีความสามารถที่จะชำระหนี้คืนได้

อย่างไรก็ตาม บลจ.แอสเซท พลัส มองว่า เหตุขัดข้องที่ NMG ไม่สามารถชำระคืนเป็นเพียงผลกระทบจากการขาดอำนาจอนุมัติเท่านั้น เนื่องจากสถานะทางการเงินของ NMG ยังแข็งแกร่งและมีความสามารถในการชำระหนี้ได้.

 

ออมสินออกบัตรกดเงินสด ลุยแก้หนี้นอกระบบลดดอกเบี้ยเหลือ 19% ต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ต.ค. 2559 08:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752096

 

ธนาคารออมสินออกสินเชื่อบัตรเงินสด “People Card” และ “Prima Card” คิดดอกเบี้ยต่ำสุด 0.88% ต่อเดือน หรือ 19% ต่อปี วงเงินกู้ 3 หมื่นบาท จ่ายดอกเบี้ยเดือนละ 260 บาท มั่นใจยอดสมัครปีแรกทะลุ 8 หมื่นบัตร พร้อมลุยแก้หนี้นอกระบบตามมติ ครม.ภายในเดือนนี้

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยเหลือประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบและบรรเทาความเดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ธนาคารจึงเปิดให้บริการ “สินเชื่อบัตรเงินสดประชาชนพร้อมใช้” โดยมีทั้งหมด 2 รูปแบบคือ 1.บัตร People Card (พีเพิล การ์ด) บัตรกดเงินสดสำหรับลูกค้าธนาคารประชาชนของธนาคารออมสินที่มีประวัติการชำระเงินที่ดี มีวินัยทางการเงินเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีอาชีพค้าขายเพื่อสำรองเงินไว้ใช้จ่ายในครอบครัวในช่วงเวลาฉุกเฉินเร่งด่วนเช่น ค่าเทอมบุตร ค่ารักษาพยาบาลของตนเอง หรือพ่อแม่พี่น้อง โดยธนาคารให้วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท มีรายได้ขั้นต่ำ 7,000 บาทต่อเดือน อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 0.88%-1% ต่อเดือนหรือไม่เกิน 19% ต่อปี โดยในปีแรกธนาคารจะยกเว้นค่าธรรมเนียมกดเงินสด และค่าธรรมเนียมแรกเข้า

และ 2. บัตร Prima Card (พรีม่า การ์ด) บัตรกดเงินสดสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ 15,000 บาทขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้มีรายได้หรือมีเงินเดือนประจำ ประกอบอาชีพอิสระหรือเจ้าของกิจการ ธนาคาร ให้วงเงินสินเชื่อสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของรายได้รวมต่อเดือน วงเงินอนุมัติ 30,000-1,500,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 0.88%-1.12% ต่อเดือนพร้อมฟรีค่าธรรมเนียมกดเงินสด และค่าธรรมเนียมแรกเข้า

“ธนาคารออมสินคืนความสุขทางการเงินให้แก่ประชาชน เพื่อให้มีเงินสดพร้อมที่จะใช้จ่ายในยามจำเป็น เร่งด่วนฉุกเฉิน เช่น หมุนเวียนไว้ใช้จ่ายในครอบครัว ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมแซมรถ ค่าซ่อมแซมบ้าน รวมถึงค่าใช้จ่ายทางการศึกษา และที่สำคัญธนาคารยังมุ่งเน้นให้ประชาชนเลือกใช้บริการทางการเงินในระบบจากสถาบันการเงิน เพราะมีค่าใช้จ่ายทางด้านดอกเบี้ยน้อยกว่าเงินกู้นอกระบบ เช่น หากกู้เงินจากธนาคารจ่ายดอกเบี้ย 0.88% ต่อเดือน วงเงินกู้ 30,000 บาท หรือคิดเป็นค่าดอกเบี้ย 260-270 บาทต่อเดือน แต่หากกู้เงินนอกระบบจ่ายดอกเบี้ย 10% ต่อเดือน วง เงินกู้ 30,000 บาท จะต้องเสียค่าดอกเบี้ย 3,000 บาทต่อเดือน”

โดยช่วงเริ่มต้นแนะนำบริการนี้ ธนาคาร ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ ฟรีค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินหรือกดเงินสดปีแรกเมื่อสมัครและอนุมัติภายในวันที่ 30 ธ.ค.นี้ จะฟรีค่าธรรมเนียมสมัครบัตร และฟรีค่าธรรมเนียมรายปี และคาดว่าในสิ้นปีนี้จะมีผู้ใช้บริการทั้ง 2 บัตรรวมกันแล้วประมาณ 80,000 บัตร และคาดว่าจะมียอดเงินหมุนเวียนจนถึงสิ้นปีนี้ ประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขที่สำคัญคือ ผู้กู้จะต้องประกอบอาชีพหรือมีแหล่งที่มาของรายได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องมีบุคคลค้ำประกัน แต่ต้องผ่อนชำระหนี้อย่างน้อย 5% ของยอดวงเงินกู้ ส่วนกรณีที่ไม่สามารถชำระหนี้ 5% ได้ จะต้องถูกเปรียบเทียบปรับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดคือ 29% ต่อปี เหมือนกับหนี้บัตรเครดิตทั่วไป

นายชาติชายกล่าวว่า โครงการนี้ธนาคารมั่นใจว่า ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จะมีไม่เกิน 2% ของวงเงินสินเชื่อ เนื่องจากหลักเกณฑ์ และวิธีการวิเคราะห์ลูกค้าของธนาคารมีระบบตรวจสอบที่แม่นยำเหมือนกับโครงการธนาคารประชาชนของธนาคารออมสินที่ดำเนินการมาแล้วสิบปีกว่า มียอดเอ็นพีแอลเพียง 2% โดยโครงการนี้ประชาชนสามารถกู้ได้สูงสุดถึง 200,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน มีบุคคลค้ำประกันและต้องกู้เพื่อลงทุนในกิจการเท่านั้น แตกต่างจากโครงการสินเชื่อบัตรเงินสดประชาชนพร้อมใช้ ซึ่งไม่ต้องมีบุคคลค้ำประกันและที่สำคัญการมีบัตรเงินสดของธนาคารออมสิน เหมือนกับเป็นการเปิดวงเงินกู้เบิกเกินบัญชี หรือโอดี ซึ่งมีข้อดีคือ หากไม่ได้ใช้เงินอัตราดอกเบี้ยก็ไม่คิด ซึ่งจะทำให้ผู้ถือบัตรไม่มีภาระเรื่องของอัตราดอกเบี้ย

ส่วนเรื่องการแก้ไขหนี้นอกระบบตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่กระทรวงการคลังเสนอให้ธนาคารออมสินตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมาดูแลหนี้นอกระบบโดยตรงนั้น ฝ่ายบริหารจะนำเสนอเรื่องดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการธนาคาร (บอร์ด) ในวันที่ 18 ต.ค.นี้ หลังจากนั้นจะเริ่มต้นกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบโดยจะมีเจ้าหน้าที่เข้ามารับผิดชอบเรื่องดังกล่าวโดยตรง ทั้งในเรื่องการแก้ไขหนี้นอกระบบมาเป็นหนี้ในระบบ และประเภทสินเชื่อที่มีความเหมาะสมกับลูกหนี้แต่ละราย โดยในเบื้องต้นกำหนดอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ไม่เกิน 19% ต่อปี หรือ 0.88% ต่อเดือน ขณะที่ผลการดำเนินงานของธนาคารออมสินในปีนี้ คาดว่ากำไรจะลดลงจากเป้าหมายเดิมในช่วงต้นปี จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 17,800 ล้านบาท ลดลงเหลือ 15,000-16,000 ล้านบาท โดยในปีนี้คาดว่าจะมียอดสินเชื่อปล่อยใหม่ประมาณ 40,000 ล้านบาท.

 

“พาณิชย์” ตื่นตรวจสอบเซอร์วิส ชาร์จ สั่งร้านอาหารติดป้ายให้ชัดเจน ชี้ผู้บริโภคมีสิทธิปฏิเสธไม่จ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ต.ค. 2559 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752091

 

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้แจ้งไปยังสมาคมภัตตาคารไทย เพื่อให้แจ้งสมาชิกที่เป็นร้านอาหารทั้งหมด ให้ปิดป้ายแสดงราคาค่าบริการ (เซอร์วิส ชาร์จ) ภายในร้านอาหารให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนที่เข้าไปใช้บริการรับทราบ โดยการแสดงราคาเซอร์วิส ชาร์จ ต้องจัดทำไว้บนรายการอาหาร (เมนู) หรือติดป้ายแสดงไว้ที่เคาน์เตอร์ หรือป้ายหน้าร้านหากร้านคิดค่าเซอร์วิส ชาร์จ

ทั้งนี้ หากร้านอาหารใดไม่ปิดป้ายแสดงค่าเซอร์วิส ชาร์จ และเรียกเก็บในภายหลัง ประชาชน หรือผู้ใช้บริการร้านอาหารแห่งนั้นๆ มีสิทธิ์ปฏิเสธไม่จ่ายได้ แต่หากร้านอาหารยังเรียกเก็บค่าเซอร์วิส ชาร์จ ให้ผู้ใช้บริการเก็บหลักฐานจากใบเสร็จ และร้องเรียนมายังสายด่วน 1569 ซึ่งกรมจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ หากพบว่ากระทำผิดจริง จะมีโทษตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มาตรา 28 ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
นอกจากนี้ กรมจะเข้าไปดูแลการคิดอัตราค่าบริการเซอร์วิส ชาร์จที่เป็นธรรมด้วย ซึ่งปกติการคิดค่าบริการเซอร์วิส ชาร์จของร้านอาหารทั่วไปจะเรียกเก็บที่อัตรา 10% ของมูลค่าอาหารที่ใช้บริการในแต่ละครั้ง แต่หากมีการเรียกเก็บสูงเกินกว่า 10% ขึ้นไป อาจเข้าข่ายคิดค่าบริการสูงในอัตราเกินสมควร เพราะจะเข้าข่ายผิดมาตรา 29 ว่าด้วยพฤติกรรมขายไม่เหมาะสม จะมีโทษปรับ 140,000 บาท จำคุก 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

“เรื่องเซอร์วิส ชาร์จ เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน แต่กรมจะใช้กฎหมายที่มีอยู่เข้ามาดูแลการคิดค่าบริการให้กับประชาชน โดยต้องปิดป้ายแสดงให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจว่าจะใช้บริการร้านอาหารแห่งนั้นหรือไม่”
นางนันทวัลย์กล่าวว่า การดูแลราคาสินค้าในช่วงน้ำท่วม หลายๆพื้นที่ โดยในเดือน ต.ค.นี้ กรมได้นำน้ำดื่มบรรจุขวด กระสอบทราย เข้ามาอยู่ในบัญชี สินค้าอ่อนไหว (เอสแอล) ที่ต้องติดตามราคาทุกวัน เพราะพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมมีความจำเป็นต้องใช้สินค้าดังกล่าว อาจเกิดฉวยโอกาสขึ้นราคา หรือสร้างความปั่นป่วน ทำให้สินค้าขาดแคลน จึงต้องติดตามสถานการณ์ทุกวัน ล่าสุด กระสอบทรายเท่าที่ตรวจสอบยังไม่พบว่ามีการขายเกินราคา หรือขาดแคลน โดยกระสอบทรายขนาด 15 กิโลกรัม (กก.) ราคาปกติกระสอบละ 25-30 บาท หากพื้นที่ใดขายเกินราคาให้ร้องเรียนมาที่สายด่วน 1569.

 

กฟผ.จ่อลดไฟฟ้าสำรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ต.ค. 2559 07:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752087

 

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงพลังงานสั่งการให้ กฟผ.ทบทวนปริมาณสำรองการผลิตไฟฟ้าที่มีสูงถึง 30% ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติที่ระดับ 15% ว่า กฟผ.กำลังทบทวนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2015) ว่าจะลดปริมาณสำรองลงได้อย่างไร ที่ผ่านมาก็ได้เลื่อนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆออกไปหลายแห่ง แต่ยอมรับว่าในส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากภาคเอกชนที่เป็นผู้ผลิตอิสระรายใหญ่เป็นเรื่องลำบากหากจะให้ลดกำลังการผลิต เพราะ กฟผ.ได้ทำสัญญาไปแล้ว ขณะที่โรงไฟฟ้าของ กฟผ.หากจะมีการก่อสร้างเพิ่มเติมก็เป็นการสร้างเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม

สำหรับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. อาทิ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ที่จังหวัดลำปาง มีทั้งที่เป็นของเดิมและสร้างเพื่อทดแทนของเดิม จึงมีความจำเป็นทั้งเรื่องการกระจายเชื้อเพลิงเพื่อรักษาระดับต้นทุนการผลิตไฟฟ้า และลดความเสี่ยงการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ส่วนโรงไฟฟ้าพระนครใต้และบางปะกง เป็นจุดสำคัญที่ป้อนไฟฟ้าเข้ามาสู่ผู้ใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ที่มีความต้องการวันละ 10,000 เมกะวัตต์ และปริมาณสำรองไฟฟ้าปัจจุบัน กฟผ.มีสูงถึง 30% ต้องยอมรับว่าแผนพีดีพี 2015 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ได้ยึดถือตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขยายตัว 4% ต่อปี แต่ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำเติบโตเพียง 3 % ต่อปี จึงทำให้ปริมาณไฟฟ้าสำรองสูงเกินปกติที่ระดับ 15%.

 

ขนส่งปรับค่าแท็กซี่ต่างจังหวัด สตาร์ตครั้งแรกปรับขึ้น 10 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ต.ค. 2559 07:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752081

 

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมการขนส่งทางบกได้จัดทำโครงสร้างอัตราค่าโดยสารรถแท็กซี่มิเตอร์ที่จดทะเบียนนอกเขต กทม. (ต่างจังหวัด) อัตราใหม่ที่จะนำไปบังคับใช้กับ 35 จังหวัดทั่วประเทศเสร็จแล้ว ยกเว้น ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย และขอนแก่น โดยจะนำเสนอรายละเอียดให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม พิจารณาอนุมัติ ทั้งนี้ หาก รมว.เห็นชอบ ก็สามารถลงนามออกประกาศและลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

สำหรับอัตราค่าโดยสารใหม่นั้นขนส่งทางบกเสนอให้มีการปรับอัตราค่าโดยสาร 1 กม.แรก (อัตราเริ่มสตาร์ตมิเตอร์) ขึ้นอีก 10 บาท คือปรับจาก 30 บาท เป็น 40 บาท ส่วน กม.ต่อไปให้ปรับขึ้นตามระยะทาง ดังนี้ 2-10 กม. ปรับจาก กม.ละ 4 บาท เป็น กม.ละ 6 บาท และ 10 กม. ขึ้นไปปรับจาก กม.ละ 6 บาท เป็น กม.ละ 10 บาท ส่วนกรณีรถติด
คงเดิมที่ 1 บาทต่อนาที ส่วนสาเหตุที่ปรับปรุงค่าโดยสารเนื่องจากค่าครองชีพสูงขึ้นและบังคับมาตั้งแต่ปี 2537.

 

ธอส.ปล่อยกู้ช่วยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ต.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752076

 

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ได้จัดเตรียมวงเงิน 500 ล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2559 เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมในหลายจังหวัดในขณะนี้ โดยมาตรการที่ 1 เป็นวงเงินกู้สำหรับลูกค้าเดิมของ ธอส. กรณีหลักประกัน (ที่อยู่อาศัยที่จดจำนองกับธนาคาร) ที่ถูกน้ำท่วม ธนาคารจะลดดอกเบี้ยและเงินงวดผ่อนชำระ โดยคิดดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4-12 ดอกเบี้ย MRR-2.5% ต่อปี และปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-2% ต่อปี ปีที่ 3 ดอกเบี้ย MRR-1% ต่อปี ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญาเงินกู้ ส่วนกรณีลูกค้าสวัสดิการ ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี จากปัจจุบันดอกเบี้ย MRR ธอส.อยู่ที่ 6.75% ต่อปี

มาตรการที่ 2 สำหรับลูกค้าใหม่ หรือลูกค้าเดิมของ ธอส. สามารถขอกู้เพิ่ม หรือกู้ใหม่ เพื่อปลูกสร้างทดแทนหลังเดิม หรือกู้ซ่อมแซมอาคารที่ได้รับความเสียหาย คิดดอกเบี้ยเงินกู้คงที่ 3% ต่อปี นาน 3 ปี หลังจากนั้นกรณีลูกค้าสวัสดิการ คิดดอกเบี้ย MRR-1% ต่อปี ส่วนลูกค้ารายย่อย คิดดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี

ขณะที่วงเงินให้กู้ต่อราย ธนาคารได้กำหนดไว้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อ 1 หลักประกัน โดยคุณสมบัติของผู้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นลูกหนี้เดิมของ ธอส. หรือลูกค้าใหม่ ซึ่งที่อยู่อาศัยเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรส และได้รับความเสียหายจากการประสบอุทกภัย โดยลูกค้าสามารถติดต่อยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 ธ.ค.นี้ หรือภายใต้กรอบวงเงินที่ธนาคารกำหนด หากมีข้อสงสัยสอบถามรายละเอียดได้ที่ ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร. 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th  และ Facebook fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์.

 

ทุบสถิติมูลค่าซื้อขายสูงสุด ตลาดหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งกระทบไม่มาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ต.ค. 2559 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752066

 

นักลงทุนตื่นตระหนกเทขายหุ้นไทยลงลึกเฉียด 100 จุด กังวลปัจจัยภายในประเทศท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 1.3 แสนล้านบาท ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ตั้งตลาดหลักทรัพย์มา 41 ปี ขณะที่ผู้จัดการตลาดหุ้นรายงานข้อมูลและสถานการณ์ต่อ รมว.คลัง ผู้ว่าการ ธปท.และเลขาธิการ ก.ล.ต.ทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 12 ต.ค. ว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงในแดนลบตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะเมื่อเปิดตลาดภาคบ่ายดัชนีปรับตัวลงแรงกว่า 80 จุด หลังนักลงทุนกังวลกับปัจจัยกดดันเฉพาะตัวภายในประเทศ พากันตื่นตระหนก ถล่มเทขายหุ้นออกมาอย่างหนักกดดัชนีปรับตัวลงไปลึกสุดที่ระดับ 1,343.13 จุด ลดลง 99.08จุด ก่อนจะมีแรงซื้อคืนหุ้นรายตัวที่ปรับตัวลงแรง ช่วยพยุงให้ตลาดมาปิดทำการที่ระดับ 1,406.18 จุด ลดลง 36.03 จุด ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 130,152.19 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ตั้งตลาดหลักทรัพย์มา 41 ปี และหากแยกการซื้อขายพบว่าพอร์ตโบรกเกอร์ขายสุทธิ 3,023.47 ล้านบาท พอร์ตกองทุนในประเทศขายสุทธิ 1,221.54 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 411.36 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 4,656.38 ล้านบาท

ขณะที่ดัชนีที่ระดับต่ำสุดของวัน ถือเป็นการทำนิวโลว์ในรอบ 7 เดือน นับจากเดือน ม.ค.ปี 59 นอกจากนี้ดัชนีหุ้นที่ลดลง 36.03 จุดทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาด (มาร์เกตแคป) ลดลง 351,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าเพียงวันเดียว ความมั่งคั่งของนักลงทุนในตลาดหรือเศรษฐีหุ้นจนลงไปทันที 351,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับมูลค่ามาร์เก็ตแคปในตลาดเอ็มเอไอ ก็ลดลงถึง 20,763 ล้านบาท

ขณะที่มีรายงานว่าผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ได้รายงานสถานการณ์ให้ รมว.คลัง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับภาครัฐทั้งตลาดเงินและตลาดทุน ตามที่ได้มีการทำข้อตกลงร่วมกัน รวมทั้งได้มีการประชุมทางสายโทรศัพท์หรือคอนเฟอเรนซ์ คอลล์ เพื่อรายงานสถานการณ์และข้อมูล เพื่อประเมินสถานการณ์ และเตรียมการรับสถานการณ์หากเกิดภาวะที่อาจมีผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุน

โดยนางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า เป็นการรายงานข้อมูล และสถานการณ์ให้กับรัฐบาลและหน่วยงานกำกับทั้ง ก.ล.ต.และ ธปท.ตามปกติ ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงที่ทำร่วมกันหากดัชนีหุ้นปรับตัวลงในระดับ 5% เพื่อให้การประสานงานและการสื่อสารข้อมูลระหว่างตลาดเงินตลาดทุนมีความใกล้ชิดกัน และจากการตรวจสอบสอบถามไปยังบริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ พบว่าลูกค้าสามารถบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนได้ดี โดยส่วนใหญ่ได้มีการปิดความเสี่ยง ทำให้มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นเป็นปกติ

ส่วนความกังวลที่จะมีลูกค้าที่ถูกบังคับขายหรือฟอร์ซเซลนั้น พบว่าปัจจุบันลูกค้าที่ใช้บัญชีสินเชื่อเพื่อซื้อขายหุ้น (มาร์จิ้นโลน) มีน้อยจากในอดีตมาก หรือมีทั้งระบบราว 50,000 ล้านบาทเท่านั้น ดังนั้นลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการฟอร์ซเซลจึงไม่น่าจะมีมากนัก ขณะที่มูลค่าการซื้อขายที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้นระบบคอมพิวเตอร์ด้านการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์สามารถรองรับได้ไม่มีปัญหา

ด้านนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ CLSA (ประเทศไทย) กล่าวว่า ราคาหุ้นไทยที่ปรับตัวลงแรงจากปัจจัยกดดันโดยเฉพาะตัวภายในประเทศ และข่าวลือต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ว่าข่าวลือจะเป็นจริงหรือเท็จ สำหรับมุมมองของนักลงทุนต่างชาตินั้น หากราคาหุ้นปรับตัวลงมาต่ำมากในภาวะเช่นนี้ จะเป็นโอกาสของต่างชาติที่จะเข้าซื้อหุ้นที่สนใจลงทุนอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งจะได้ซื้อหุ้นดีราคาถูก เพราะต่างชาติถือลงทุนในระยะยาว.

 

กลุ่มเซ็นทรัลปรับโครงสร้างครั้งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ต.ค. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752061

 

นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เปิดเผยว่า การประกาศทิศทางของกลุ่มเซ็นทรัล หรือ Central Group’s Future Challenges and Direction พร้อมจัดทัพทีมผู้บริหารใหม่ระดับขุนพลเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งของกลุ่มเซ็นทรัล โดยดึงนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่ปรึกษาอาวุโส ให้มาช่วยประสานความสัมพันธ์กับภาครัฐ และธรรมาภิบาลขององค์กร, นายศุภชัย พานิชภักดิ์ ที่ปรึกษาอาวุโส มาช่วยดูธุรกิจต่างประเทศ ฝั่งยุโรป อเมริกา รวมถึงกลุ่มประเทศ CLMV ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม, นายญนน์ โภคทรัพย์ ผู้จัดการใหญ่ กลุ่มเซ็นทรัล มาช่วยดูลูกค้าและซัพพลายเออร์, นายนิโคโล กาลันเต้ กรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มเซ็นทรัล มาช่วยดูธุรกิจออนไลน์

นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจกลุ่มเซ็นทรัล มาช่วยดูตลาด CLMV, นายพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร มาช่วยดูกิจกรรมเพื่อสังคม และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี, นางวิมลมาศ เกื้อโกมลเดช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล กลุ่มเซ็นทรัล และนายสจ๊วต สเต็มเพิล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล กลุ่มเซ็นทรัล มาช่วยดูบุคลากร เพื่อรับการปรับเปลี่ยนของกลุ่มลูกค้า ที่ปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นถึง 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป, เบบี้บูม, เจน X, เจน Y ทำให้การทำตลาดต้องแตกต่างกัน

ขณะที่กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ เดิมเป็นกลุ่มยุโรป ปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งจีน ตะวันออกกลาง รัสเซีย และเอเชีย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ครั้งที่ 3 ของกลุ่มเซ็นทรัล นับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมา สำหรับผลประกอบการของกลุ่มเซ็นทรัลปี 59 นี้ คาดว่าจะปิดรายได้ที่ 320,000 ล้านบาท เติบโต 21%.

 

เลื่อนบริการ “พร้อมเพย์” ไปต้นปีหน้า สมาคมแบงก์ดอดหารือธปท.ส่วนโอนเงินรัฐใช้ได้ไตรมาส 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ต.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752057

 

นางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ธนาคารที่เข้าร่วมโครงการและบริษัทเนชั่นแนลไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด หรือ NITMX ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่าการที่สมาคมธนาคารไทยและธนาคารที่เข้าร่วมโครงการเสนอให้เลื่อนการเปิดให้บริการพร้อมเพย์สําหรับธุรกรรมระหว่างบุคคลไปเป็นไตรมาสแรกของปี 2560 เป็นแนวทางที่เหมาะสม จากเดิมกำหนดให้บริการ 31 ต.ค.นี้ เพื่อให้มีระยะเวลาเพียงพอสําหรับการทดสอบระบบให้มีความเสถียรและมีประสิทธิภาพในการให้บริการอย่างต่อเนื่องในระยะยาว และสามารถรองรับธุรกรรมจำนวนมากในอนาคต มีความปลอดภัย ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือ รวมทั้งมีการเตรียมการเกี่ยวกับการดูแลและคุ้มครองผู้ใช้บริการที่เป็นธรรม มีความพร้อมในการบริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประชาชนมากขึ้น

อย่างไรก็ดี สำหรับการโอนเงินสวัสดิการจากภาครัฐสู่ประชาชน ระบบพร้อมเพย์มีความพร้อมให้บริการได้ในไตรมาส 4 ปี 2559 นี้ ทั้งนี้ ธปท.จะติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลให้ทุกธนาคารมีระบบที่มั่นคงปลอดภัยและสามารถเปิดให้บริการพร้อมกัน รวมทั้งการเตรียมความพร้อมด้านการสื่อสารผ่านสาขา และ คอลล์ เซ็นเตอร์ เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าอย่างทั่วถึงต่อไป

ด้านนายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาธุรกรรมชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์มีทิศทางเติบโตแบบก้าวกระโดด ในขณะที่ประชาชนผู้ใช้บริการก็มีความคาดหวังที่จะได้รับบริการที่ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย และถูกต้อง 100% จึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพสูง และทุกธนาคารก็มีเป้าหมายที่จะพัฒนาบริการพร้อมเพย์ให้เป็นบริการที่ดีที่สุดและมีความทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย โดยการทดสอบระบบอย่างละเอียดตามแผนการทดสอบ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ทำให้มั่นใจว่าทุกธนาคารสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดให้บริการพร้อมกันทั้งระบบได้อย่างราบรื่น และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

 

รุกแจ้งจับพนักงาน “เอไอเอส” พร้อมคาดโทษยึดใบอนุญาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ต.ค. 2559 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752052

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช.เห็นชอบให้สำนักงาน กสทช.ไปแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานเอไอเอส ในฐานความผิดนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไปเปิดเผยให้บุคคลอื่นได้รับทราบ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา 32 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพของบุคคลในการสื่อสารถึงกันโดยทางโทรคมนาคม ให้ กสทช.มีอำนาจคุ้มครองสิทธิในการใช้บริการของผู้บริโภค ในกรณีที่มีการกระทำความผิดโดยการนำข้อมูลไปเปิดเผย ให้ถือว่า กสทช.เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายอาญา ซึ่งทำให้ กสทช.ต้องไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับบุคคลที่นำข้อมูลไปเปิดเผย ซึ่งจะมีโทษจำคุก 2 ปี

“กสทช.ต้องไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานเอไอเอส ส่วนเอไอเอส ก็ได้ทำหนังสือตักเตือนไปแล้ว และเอไอเอสยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและก็ไม่ได้เพิกเฉยในกรณีดังกล่าว เพราะได้แจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว แต่หากเอไอเอสยังกระทำความผิดอีก กสทช.มีอำนาจที่จะสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตได้ ขณะเดียวกันได้ทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายอื่นๆ ด้วยว่า ห้ามเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นอันขาด”.