ตั้งฮั่วเส็งยอดตก20% กัดฟันปรับสาขาธนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/753346

 

นายวิโรจน์ จุนประทีปทอง กรรมการผู้ จัดการ บริษัท สรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้า “ตั้งฮั่วเส็ง” เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่ยังคงชะลอตัวและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวมากนัก ทำให้คาดว่าปี 59 บริษัทฯ อาจมีรายได้ลดลง 20% จากปี 58 ที่ทำได้ 1,600 ล้านบาท ช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลขายรับเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ บริษัทฯ จะพยายามอัดกิจกรรมการตลาดและแคมเปญต่างๆเพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นอารมณ์การจับจ่ายของผู้บริโภค “ได้ทบทวนแผนการขยายงานและลงทุน ด้านต่างๆ ที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นปี 58 ใหม่ ทั้งการปรับปรุงห้างตั้งฮั่วเส็ง สาขาบางลำพู เนื่องจากกลุ่มลูกค้าเปลี่ยนแปลงจากเดิมมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มข้าราชการและคนไทย กลายเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการขยายสาขามินิมาร์ท “เก็ท อิท” ที่เดิมมีแผนขยายในสถานีบริการน้ำมันซัสโก้ ก็ชะลอออกไปก่อน ส่วนห้างตั้งฮั่วเส็ง สาขาธนบุรี จะเร่งสรุป ผลการเจรจากับพันธมิตรรายใหม่ เพื่อปรับปรุงครั้งใหญ่ในรอบ 55 ปี รวมถึงขยายกิจการต่างๆ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ตั้งฮั่วเส็งแข่งขันกับค้าปลีกรายใหญ่ในย่านเดียวกันได้ โดยคาดว่าสาขา ธนบุรี จะปรับปรุงแล้วเสร็จในปี 62 ก่อนโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงและสีน้ำเงินจะเสร็จ”

นายวิโรจน์กล่าวว่า หลังเปิดให้บริการโฉมใหม่ ตั้งเป้าให้ห้างตั้งฮั่วเส็ง สาขาธนบุรี เป็น Hobby Center ของคนในครอบครัวทุกเจเนอเรชั่น ปัจจุบันผลประกอบการของบริษัทฯ มาจากห้างสรรพสินค้า 50% ซุปเปอร์มาร์เกต 40% มินิมาร์ท 10%.

 

มหาโจรออนไลน์ ฉกลิขสิทธิ์ปล้นภาษี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752357

 

“โจรสลัดบนอินเตอร์เน็ต”… กำลังแผ่ขยายอาณาจักรสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลอเนกอนันต์ในยุคประเทศไทยกำลังฝันหวานเศรษฐกิจดิจิทัล “ไทยแลนด์ 4.0”

สืบเนื่องมาจากการร้องเรียนของสมาชิก “สมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์ แห่งชาติ” ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ถือครองสิทธิต่างๆจากการสร้างเอง จัดจำหน่าย ภาพยนตร์ต่างๆ รวมทั้งผู้จัดจำหน่ายในสื่อต่างๆ อาทิ วีดิโอทัศน์ ต่อนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) ที่ได้เข้าไปบอกกล่าวเล่าถึงปัญหาความเดือดร้อนจากความเสียหายอันมหาศาลจากการ “ละเมิดสิทธิบนอินเตอร์เน็ต”

ส่งผลทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยได้รับความเสียหายปีละหลายพันล้านบาท…

จนเป็นเหตุให้…หลายบริษัทต้องปิดกิจการลง ทำให้มีคนตกงานจำนวนหลายพันคน

ประเด็นน่าสนใจมีว่า ด้วยปัจจุบันยังไม่มี “กฎหมายคอมพิวเตอร์” ที่สมบูรณ์ในการควบคุม ปราบปราม ผู้ทำผิดกฎหมายบนอินเตอร์เน็ต ทำให้ “เว็บไซต์” ผิดกฎหมายที่เกิดผุดขึ้นมา เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เว็บไซต์ที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา”

สำรวจคร่าวๆยังพบว่า มีมากกว่า 140 เว็บไซต์เลยทีเดียว แบ่งลักษณะ การละเมิดลิขสิทธิ์ออกได้เป็น 2 จำพวกใหญ่ๆคือ หนึ่ง…ให้บริการดูหนังฟรี มีรายได้จากการโฆษณา สอง…แบบบอกรับสมาชิกเป็นรายเดือน โดยมีรายได้จากการเรียกเก็บค่าสมาชิกได้มากกว่าเดือนละ 100 ล้านบาท รวมแล้วมีรายได้กว่าปีละพันล้าน

กลุ่มเว็บไซต์เหล่านี้…เสมือนไม่มีตัวตน เพราะไม่มีการจดทะเบียนนิติบุคคล ไม่ต้องเสียภาษีให้แก่ประเทศแม้แต่บาทเดียว

ไม่ได้ลงทุน ลงแรงสร้าง ซื้อหนัง แต่ฉกฉวยเอามาแบบเปล่าๆพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ พฤติกรรมทำแบบ “โจร&rdquordquo; ปล้นขโมยของเขามาแล้วก็เอามาขายแลกเงิน ให้บริการแลกค่าโฆษณา ค่าสมาชิก

โจรสมัยใหม่บนโลกอินเตอร์เน็ต…ไฉไล ยุคดิจิทัลไทยแลนด์ไม่ได้ใช้ปืน ใช้มีดข่มขู่ขืนใจเพื่อให้ได้มา หากแต่ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ขโมยลิขสิทธิ์ต้นฉบับที่ซื้อง่ายขายคล่องในโลกแห่งความจริง

ระดับธรรมดาๆ ซื้อหนังดีๆของแท้ต้นฉบับ แต่มาในรูปแบซีดีก๊อบปี้ราคาถูก หน้าปกสแกนภาพต้นฉบับใส่ซองพลาสติกใส ถูกกว่าของจริงกว่าหลายเท่าตัว

ลองไล่เรียงสำรวจกันดูก็จะรู้ คิดอะไรไม่ออกบอก “กูเกิล” ค้นคำง่ายๆ “ซื้อ หนัง ซีดี” สบายๆ ด้วยเวลา 0.42 วินาที ก็ได้แหล่งข้อมูลผลการค้นหามาเกือบ 7 แสนรายการ

ไม่ต้องไล่ทุกรายการ แค่คำค้นแรกก็ดูจะสะท้อนความจริงได้แล้ว “หนังถูก ขาย DVD ราคาถูกแผ่นละ 12 บาท ซีรีส์เกาหลี, ซีรีส์ฝรั่ง, อีกสารพัดซีรีส์ และ DVD หนังใหม่…”

หนังโรง, หนังซูม, หนังจีน, หนังไต้หวัน, หนังไทย, หนังญี่ปุ่น, การ์ตูน…แอนิเมชั่น, คอนเสิร์ต, ละครไทย, หนังไตรภาค, การ์ตูนชุด, การตูนรวม, รายการบันเทิง, เกมโชว์, เพลงประกอบละคร, อีโรติก (18+), ซิตคอม, หนังอื่นๆ

พาเหรดกันมาให้คุณลูกค้ารับซื้อของโจรเลือกสรรแบบจุใจ ถามว่าหนังที่เอามาขายกันข้างต้นมี “ลิขสิทธิ์” ถูกต้องหรือเปล่า? ตอบแบบไม่ต้องคิดมาก ดูแค่ราคาที่ขายก็น่าจะรู้คำตอบได้ไม่ยาก

คลิกดูรายละเอียดหนังแต่ละเรื่องจะพบรายการขาย ถ้าเป็นแผ่น DVD RIDATA, DVD RITEX สนนราคาอยู่ที่ 10 บาท, แผ่น DVD SONY ราคา 17 บาท, แผ่นสกรีนหน้าขาว (ไม่สกรีน) ราคา 12 บาท, แผ่นสกรีนเต็มแผ่นราคา 16 บาท และปกทุกเรื่องราคา 7 บาท

ใครสนใจก็ง่ายๆ แค่ระบุความต้องการ จำนวนชุดที่ต้องการลงไป เพิ่มในรายการตะกร้าสินค้า เท่านี้ก็ได้ของดีราคาถูก แต่ละเมิดลิขสิทธิ์…
กลับไปครอบครองได้แล้ว

หรือเหนือระดับขึ้นไปอีกหน่อย…ก็ซื้อทีละมากๆ ก๊อบปี้ไฟล์หนังต้นฉบับเอามาใส่ไว้ในฮาร์ดดิสก์ความจุสูงแบบพกพา ใส่หนังต้นฉบับแบบความละเอียดสูง (HD) ได้นับกว่าสิบๆเรื่องได้อย่างสบายๆ

สนนราคาแบบนี้เรียกว่าเป็นงานเหมา ไม่ต้องต่อรองราคาหน้าร้านก็ลดให้ได้เรื่องละ 40 บาท แต่ถ้าสั่งทีละมากๆ แน่นอนว่าราคาไม่ต้องพูดถึง คุยกันได้ ลด แลก แจก แถม จนคุณลูกค้าพอใจ สบายกระเป๋า

ของดีราคาถูกไทยแลนด์โอนลี่…คนขายยิ้ม คนซื้อก็ยิ้ม แต่คนที่ยิ้มไม่ออกก็คือ ผู้ประกอบการ เจ้าของลิขสิทธิ์…คิดอีกที “ซื้อเทปผี ซีดีเถื่อน” จะเรียกว่า “รับซื้อของโจร” ก็น่าจะได้

ความยากในการไล่ล่าโจรในโลกออนไลน์ไม่ใช่เรื่องง่าย เว็บไซต์ไม่ได้มีที่อยู่ ชื่อบุคคล บริษัทห้างร้านให้ไล่จับตามได้เหมือนแผงค้าซีดีเถื่อนตามซอย ห้างใหญ่ๆ หรือตามตลาดนัด

ซื้อขายใช้การโอนเงิน รับส่งของก็ผ่านไปรษณีย์ ถ้าเป็นการติดต่อพูดคุยก็ทำได้ผ่านอินเตอร์เน็ตเท่านั้น ส่วนใหญ่ที่ทำกันก็ติดต่อโดยตรงทางหน้าเว็บไซต์กับทางอีเมล…จดหมายอิเล็กทรอนิกส์

ไม่มีให้…แม้แต่เบอร์โทรศัพท์มือถือ คนซื้อ…คนขายไม่ต้องเห็นหน้าได้ยินเสียงกันเลย แค่ความพอใจตรงกัน เคมีรักของดีราคา ถูกเข้ากันได้ ก็ซื้อขายกันได้ แต่ต้องยอมเสี่ยงวัดใจเรื่องโกง

คราวนี้มาลองถาม “กูเกิล” เรื่องที่เป็นปัญหาตรงๆ ตัดขั้วหัวใจกันดูบ้าง ลองค้นคำว่า “ดูหนังออนไลน์” แม่เจ้าโว้ยวันนี้ดูจะฮอตฮิตได้รับความนิยมมากกว่า “ซื้อ หนัง ซีดี” ธรรมดาๆเสียแล้ว

ใช้เวลาค้น 0.23 วินาที แต่ได้ผลการค้นหามาถึง 1.6 ล้านรายการ สะท้อนถึงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป วันนี้…ไม่ว่าความเร็วของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มือถือสมาร์ทโฟนที่ทันสมัยมากขึ้น ทำให้ใครๆก็สามารถดูหนัง ฟังเพลง เชื่อมโยงโลกทั้งใบเอาไว้ในมือได้สะดวก รวดเร็ว ทันใจ

แน่นอน…ทุกอย่างบนโลกนี้ย่อมเหมือนเหรียญที่มีสองด้านมีขาวก็มีดำ ขณะที่เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกผู้ใช้มากขึ้น อีกด้านหนึ่งของเทคโนโลยีที่เป็นสีเทา สีดำก็แผ่ขยายขอบข่ายเพิ่มขึ้นด้วยเป็นเงาตามตัว

น่าสนใจว่าปัญหาเทปผี ซีดีเถื่อน…ผ่านยุคสมัยมายาวนานเต็มทีเหลือเกินแล้ว ไม่ว่ายุคไหนๆก็ปราบยากปราบเย็นเข็ญใจเหลือเกิน แม้กระทั่งยุคนี้ “คืนความสุขประชาชนคนไทยทุกหย่อมหญ้า” หลายคนก็พูดกันหนาหูว่า “ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์เทปผี ซีดีเถื่อน” ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย กลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

เพิ่มทั้งในโลกออนไลน์…ออฟไลน์ ว่ากันว่าในจุดพื้นที่ครอบครองสีเขียวเรืองอำนาจ จะเป็นที่ไหนบ้างในกรุงเทพฯ หัวเมืองใหญ่ในจังหวัดใด แนวชายแดนแห่งหนตำบลใด ขอให้ “ผู้มีอำนาจ”…“ผู้รักประเทศไทย” ที่ตั้งใจจะ “คืนความสุขคนไทย” ตัวจริงลองไปสแกนพื้นที่กันเอาเอง

วันนี้…ฟ้าเปิดมีข่าวดี รัฐบาลโดยคณะอนุกรรมการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์-สุวรรณ เป็นประธาน ได้จัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ที่ได้รับความเห็นชอบแล้วจากคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ โดยมี นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน มอบหมายให้คณะ กสทช.เป็นผู้มีอำนาจในการรับคำร้องทุกข์จากเจ้าของลิขสิทธิ์ หากตรวจสอบพบความผิดจริง ให้ดำเนินการปิดเว็บไซต์ได้ทันที

ที่สำคัญ…ให้ปฏิบัติในระยะเร่งด่วนให้เสร็จสิ้นภายในธันวาคม 2559

“ไทยแลนด์ 4.0” เศรษฐกิจยุคดิจิทัล นอกจากพัฒนาศักยภาพรอบด้านแล้ว ต้องไม่ลืมกลไกควบคุมกำกับดูแล ไม่ให้เทคโนโลยีอยู่เหนือกฎหมาย แอบใช้ช่องว่างที่มีอยู่เป็น “ซ่องโจร”.

 

รมว.ท่องเที่ยว ชื่นชมแท็กซี่ภูเก็ต เก็บเงิน 3 แสนบาท ส่งคืน นทท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ต.ค. 2559 17:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752936

 

รมว.ท่องเที่ยว ชื่นชมแท็กซี่พลเมืองดี ชาวภูเก็ต เก็บกระเป๋าส่งคืน นทท. ชาวอาหรับ พร้อมเงินอยู่ครบร่วม 300,000 บาท พร้อมให้กำลังใจคนทำดีทุกคน เผย การเป็นเจ้าบ้านที่ดี เราคนไทยทุกคนสามารถทำได้ …

เมื่อวันที่ 13 ต.ค.59 นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ได้รับทราบข่าวแท็กซี่พลเมืองดี ชาวภูเก็ต เก็บกระเป๋าที่มีเงินจำนวนมาก เพื่อส่งคืนนักท่องเที่ยว ชาวอาหรับ จึงอยากจะขอชื่นชม และให้สังคมได้ร่วมกันรับรู้ถึงการเป็นเจ้าบ้านที่ดีของคนไทย เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งว่า มีพลเมืองดีพบเงินและส่งคืนแก่นักท่องเที่ยว เบื้องต้นทราบชื่อว่า นายกฤษ นิยมพงษ์ อายุ 53 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่ และส่งคืนเงินให้แก่นักท่องเที่ยวจำนวนกว่า 300,000 บาท โดยมี ร.ต.อ.วีระยุทธ ธัญศิริสุขวรกุล ร้อยเวร สภ.กะรน ร่วมเป็นสักขีพยาน

ทั้งนี้ ได้สอบถามไปยัง นายกฤษ เล่าให้ฟังว่า ได้รับสองสามีภรรยาชาวอาหรับ เมื่อเที่ยงคืนของวันที่ 10 ต.ค. 59 เวลาประมาณ 21.00 น. จากสนามบินนานาชาติภูเก็ต ไปส่งที่โรงแรมเบส เวสเทิร์น ต.กะรน โดยเมื่อไปส่งเสร็จ ก็ขับรถกลับบ้าน อ.ถลาง จ.ภูเก็ต แต่ขณะขับรถมาถึงแยกสนามบินสายเก่า ได้มี ร.ต.อ.วีระยุทธ โทรหา พร้อมสอบถามเรื่องกระเป๋า ซึ่งระบุว่า นักท่องเที่ยวลืมกระเป๋าไว้ภายในรถ จึงได้จอดรถและสำรวจดูเบาะนั่งด้านหลัง พบว่า มีกระเป๋าสีดำใบเล็กๆ ตกอยู่บริเวณที่วางเท้า จึงเก็บขึ้นมาและเดินทางไปที่ สภ.กะรน ซึ่งนักท่องเที่ยวเจ้าของกระเป๋า 2 คนนั่งรออยู่อย่างเคร่งเครียด

นายกฤษ จึงรีบนำกระเป๋าไปมอบคืนให้ Ms.Fandini Houda ภรรยานักท่องเที่ยวชาวอาหรับ ร้องไห้ด้วยความดีใจ และตรวจนับดูทรัพย์สินภายใน มีทั้งพาสปอร์ต และเงินดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 3 แสนบาท ซึ่งนักท่องเที่ยวแจ้งว่า ทรัพย์สินอยู่ครบ และได้กล่าวชื่นชม และขอบคุณคนขับแท็กซี่ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่ช่วยติดต่อประสานงานให้ จนตนได้รับเงินคืนทั้งหมด

“ขอชื่นชม คุณกฤษ นิยมพงษ์ ร.ต.อ.วีระยุทธ ธัญศิริสุขวรกุล และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานเป็นระบบ ช่วยทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกอุ่นใจในการมาพักผ่อนในบ้านเรา ขอให้กำลังใจคนทำดีทุกคน เพราะการเป็นเจ้าบ้านที่ดี เราคนไทยทุกคนสามารถทำได้” นางกอบกาญจน์ กล่าว.

 

หุ้นไทยแกร่ง ปิดตลาดปรับขึ้น 6.64 จุด ดัชนียืน 1,412 จุดอีกครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ต.ค. 2559 16:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752911

 

หุ้นไทยผันผวนตลอดทั้งวันทำการ ช่วงบ่ายร่วงถึง 48.56 จุด ก่อนดีดกลับมาอีกครั้ง ปิดตลาดบวก 6.64 จุด ดัชนียืน 1,412 จุด มูลค่าการซื้อขาย 103,829.60 ล้านบาท ผู้จัดการกองทุนมองหุ้นไทยแข็งแกร่ง โอกาสที่จะปรับตัวลดลงเริ่มอยู่ในวงจำกัด

การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 13 ต.ค. 59 เมื่อเวลา 10.01 น. เปิดตลาดดัชนีหุ้นไทยปรับลด 23.25 จุด เปลี่ยนแปลง -1.65% ดัชนีอยู่ที่ 1,382.93 จุด มูลค่าการซื้อขาย 2,919.34 ล้านบาท

ปิดตลาดครึ่งวันเช้า ดัชนีปรับตัวลดลง 29.83 จุด เปลี่ยนแปลง -2.12% ดัชนีแตะ 1,376 จุด มูลค่าการซื้อขาย 31,810.91 ล้านบาท

ปิดตลาดช่วงเย็น ดัชนีปรับขึ้น 6.64 จุด เปลี่ยนแปลง +0.47% ดัชนีแตะ 1,412.82 จุด มูลค่าการซื้อขาย 103,863.34 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเวลา 14.30 น. ดัชนีเริ่มปรับตัวลดลง จนถึงเวลา 15.40 น. ปรับลด 48.56 จุด อยู่ที่ 1,357.62 จุด และมีแรงซื้อกลับเข้ามาเพิ่มเติมช่วงเวลา 16.22 น. ปรับลดลงเพียง 12.73 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,393.45 จุด โดยช่วงเวลา 16.27 น. ดัชนีปรับขึ้น 1.57 จุด กลับมายืนที่ 1,407.75 จุด อีกครั้ง

นายมณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ จำกัด กล่าวว่า ภาพการลงทุนในตลาดหุ้นไทย หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานภายใน เรายังคงมีมุมมองเชิงบวก เนื่องจากมองว่าดัชนีหุ้นไทยได้รับแรงสนับสนุนจากการเปิดประมูลโครงการลงทุนภาครัฐฯ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ช่วงปลายปี คาดว่าภาครัฐบาลจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ อาทิ มาตรการทางภาษีเกี่ยวกับการท่องเที่ยวภายในประเทศ เงินช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกจากแนวโน้มการปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนฯ ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ

“การปรับตัวลงของดัชนีในระดับปัจจุบันนี้ หากพิจารณาในแง่ของมูลค่าหุ้นถือว่าถูกมาก โดยปีนี้ตลาดคาดการณ์อัตรากำไรต่อหุ้น (EPS) ปีที่ระดับ 106 และอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไร (PE) ที่ระดับ 12.68 เท่า บริษัทมองว่า โอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวลงจะจำกัดมากขึ้น โดยมองแนวรับที่ระดับ 1,344 จุด และแนวต้านที่กรอบ 1,420-1,450 จุด ซึ่งระดับดัชนีที่ 1,400 จุด มีค่า PE เฉลี่ยที่ประมาณ 13.20 เท่า ขณะที่ อัตราการจ่ายปันผลที่ระดับ 4% ยังถือว่ายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐาน ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศเริ่มส่งสัญญาณที่ดี สำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาวในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลง แนะนำให้ทยอยสะสม”

สำหรับปัจจัยต่างประเทศ ยังคงให้น้ำหนักติดตามผลการโต้วาทีระหว่าง นางฮิลลารี คลินตัน และ นายโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะวันที่ 19 ต.ค. 59 เนื่องจากเป็นการโต้วาทีครั้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 พ.ย. 59 เนื่องจากสะท้อนถึงนโยบายที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองระหว่างประเทศ อีกทั้ง ยังคงมีปัจจัยความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ หลังการบรรลุข้อตกลงเบื้องต้น เรื่องการควบคุมการผลิตของกลุ่ม OPEC และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ

 

ดังกิ้นโดนัท ฉลองครบรอบ 35 ปี! จัดโปรฯ ลดราคาสุดพิเศษ 19 ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ต.ค. 2559 16:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752817

 

ดังกิ้นโดนัทประเทศไทย ฉลองครบรอบ 35 ปี จัดโปรสุดพิเศษ ลูกค้าซื้อโดนัทชุดแวลูแพค ในราคาเพียง 135 บ. เฉพาะวันที่ 19 ต.ค.นี้ วันเดียวเท่านั้น …

มีรายงานว่า ดังกิ้นโดนัทประเทศไทย จะฉลองครบรอบ 35 ปี ในวันที่ 19 ต.ค. 59 จึงได้จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ สำหรับลูกค้าทุกท่าน คือ รับสิทธิซื้อโดนัทชุดแวลูแพค (โดนัท 6 ชิ้น) ในราคาเพียงกล่องละ 135 บาท จากราคาปกติกล่องละ 174 บาท

นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่เกิดวันเดียวกับดังกิ้นโดนัท จะได้รับฟรีโดนัท 1 ชิ้น (จำกัด 35 ท่านแรกต่อสาขา) และเครื่องดื่มทุกชนิดในราคา 19 บาท ซึ่งทั้ง 2 โปรโมชั่น จัดขึ้นเฉพาะวันที่ 19 ต.ค. 59 วันเดียวเท่านั้น

 

ขนส่ง แจง โซเชียลแชร์ข้อมูลคลาดเคลื่อน ย้ำ แต่งหน้า-ทานอาหารบนรถไม่ผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ต.ค. 2559 14:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752702

 

ขนส่ง ย้ำ ข้อมูลในโซเชียล เรื่อง “23 พ.ร.บ.จราจรใหม่ ปรับหนักมาก” มีความคลาดเคลื่อน ระบุ ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการดัดแปลงรถ-ความผิดตามกฎหมายอาญา แนะ ประชาชน-ผู้ใช้สังคมออนไลน์ ตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์…

เมื่อวันที่ 13 ต.ค.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ขณะนี้ ในสังคมออนไลน์มีการแชร์ข้อมูลเรื่อง “23 พ.ร.บ.จราจรใหม่ ปรับหนักมาก” อย่างแพร่หลายอีกครั้ง โดยล่าสุด มีการระบุความผิดทั้งเรื่องการแต่งหน้าและรับประทานอาหารบนรถ ซึ่งไม่เป็นความจริง และข้อมูลส่วนใหญ่คลาดเคลื่อน

ทั้งนี้ ข้อมูลที่ปรากฏส่วนใหญ่เป็นประเด็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ซึ่งที่ถูกต้อง ได้แก่ ความผิดกรณีแก้ไขดัดแปลงรถโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก ประกอบด้วย ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ที่มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ได้แก่ รถที่มีการโหลดเตี้ยหรือยกสูงที่วัดความสูงของโคมไฟจากพื้นราบน้อยกว่า 40 เซนติเมตร หรือสูงเกิน 1.35 เมตร การเปลี่ยนท่อไอเสียที่มีระดับเสียงดังเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด การติดไฟสปอตไลต์ ติดไฟนีออนใต้ท้องรถ หรือติดไว้กับแผ่นป้ายทะเบียน รวมถึงการปรับเปลี่ยนโคมไฟรถผิดไปจากที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งกำหนดให้โคมไฟแสงพุ่งไกล โคมไฟแสงพุ่งต่ำ (ไฟหน้า) ต้องมีแสงขาวหรือเหลืองอ่อน ไฟเลี้ยวต้องเป็นแสงสัญญาณกะพริบสีอำพัน ไฟหยุดต้องเป็นแสงสีแดง และไฟส่องป้ายทะเบียนต้องเป็นแสงสีขาวเท่านั้น

ส่วนกรณีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ที่มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ประกอบด้วย ความผิดเกี่ยวกับแผ่นป้ายทะเบียน ทั้งการไม่ติดแผ่นป้ายโดยวางไว้ที่กระจก ตัดต่ออัดกรอบใหม่ ติดป้ายเอียงหรือมีวัสดุปิดทับ เปลี่ยนแปลง สีรถ การถอดเบาะหลังออกเพื่อติดตั้งโรลบาร์ ความผิดเกี่ยวกับการแก้ไขดัดแปลงซุ้มล้อหรือยางกว้างกว่าตัวถัง อาทิ การใส่ล้อยางเกินออกมานอกบังโคลน ใส่ล้อใหญ่จนแบะเพื่อหลบซุ้ม หรือตีโป่งขยายซุ้มล้อ เป็นต้น ส่วนการใช้แผ่นป้ายทะเบียนปลอม เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และสำหรับการติดตั้งไฟตัดหมอกแม้ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ต้องใช้ให้ถูกต้องและปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ เจ้าของรถที่มีการแก้ไขดัดแปลงตัวรถ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของรถ ให้ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้ ต้องนำรถเข้ารับการตรวจสภาพก่อนนำไปใช้ โดยเฉพาะกรณีที่การดัดแปลงนั้น ส่งผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวรถและความปลอดภัยในการใช้งาน หรือติดตั้งเพื่อใช้บรรทุกสิ่งของให้ได้ปริมาณที่มากขึ้น เช่น การเสริมแหนบ ต้องได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกก่อนนำรถไปใช้งาน เนื่องจากการแก้ไขดัดแปลงดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอันตรายและเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุได้

ในกรณีที่นายทะเบียนเห็นว่า รถนั้นปลอดภัยเวลาใช้งาน นายทะเบียนจะบันทึกรายการในคู่มือจดทะเบียนรถไว้เป็นหลักฐานประกอบการตรวจสอบต่อไป โดยเจ้าของรถ สามารถแสดงคู่มือจดทะเบียนรถ หรือสำเนาเก็บไว้ประจำรถเพื่อแสดงเป็นหลักฐาน ซึ่งหากดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก เจ้าของรถจะมีความผิดตามกฎหมายตามข้อหาความผิดดังกล่าว

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก ขอให้ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ ยุติการสร้างความสับสนแก่ประชาชน และขอให้ประชาชนอย่าเชื่อข้อมูลที่มาจากการแชร์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในทันที ขอให้ตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงให้รอบด้านก่อนการแชร์ข้อมูลต่างๆ เพื่อลดปัญหาการส่งต่อข้อมูลที่ผิดพลาด โดยประชาชน สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องได้ผ่านทางเว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบก http://www.dlt.go.th หรือสอบถาม Call Center 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

ทช. พร้อมรับสถานการณ์น้ำหลาก ป้องกันน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ต.ค. 2559 14:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752717

 

ทางหลวงชนบท เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำหลาก ป้องกัน-เฝ้าระวัง ถนนบริเวณคันกั้นน้ำ พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง …

วันที่ 13 ต.ค. 59 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า เนื่องจากมวลน้ำที่หลากมาจากทางภาคเหนือตอนล่าง มีปริมาณสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่เลียบคลองชลประทาน ทช.จึงได้ตรวจสอบการเตรียมความพร้อมของแนวคันกั้นน้ำที่อยู่บนโครงข่ายทางหลวงชนบท ตลอดจนการป้องกันในจุดที่มีความเสี่ยงที่จะมีน้ำหลากข้ามคันกั้นน้ำ โดยเฉพาะบริเวณที่เคยเป็นจุดทรุดตัวเมื่อฤดูแล้งปีที่ผ่านมา ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี และนครปฐม ซึ่งได้สั่งการให้แขวงทางหลวงชนบท ติดตามเฝ้าระวังในพื้นที่ เตรียมความพร้อมให้สามารถรับมือกับระดับน้ำที่สูงขึ้น และรายงานให้ส่วนกลางรับทราบ โดยเฉพาะคลองระพีพัฒน์ คลอง 13 และคลองพระยาบันลือ ที่ปัจจุบันมีระดับน้ำสูงมากขึ้นเป็นลำดับ

สำหรับการแก้ไขนั้น ทช.ได้แบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้ การแก้ไขในระยะเร่งด่วน ทช. ได้มีมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้น้ำหลากข้ามบริเวณจุดที่มีการทรุดตัว หากคาดว่าจะมีแนวโน้มทำให้เกิดน้ำท่วมข้ามคันป้องกัน ทช.ก็สามารถเข้าไปดำเนินการป้องกันเป็นการชั่วคราวได้ทันท่วงที โดยในเบื้องต้น ทช.ได้นำเครื่องจักรกลเข้าดำเนินการในพื้นที่ เพื่อปรับเกลี่ยจุดที่ทรุดตัว อาทิ รถเกรด รถบด รถตัก รถน้ำ รถแบ็กโฮ จากสำนักงานทางหลวงชนบทและแขวงทางหลวงชนบท โดยรอบ 9 หน่วย เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้ก่อน รวมถึงการปั้นคันเพื่อป้องกันน้ำท่วม โดยนำวัสดุหินคลุกกว่า 5,000 ลูกบาศก์เมตร เข้าไปเสริมยกระดับขึ้น และทำการปรับปรุงสภาพผิวการจราจร บริเวณจุดเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังน้ำเอ่อล้นตลิ่ง จำนวน 23 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี สระบุรี เพื่อให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าว เดินทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

ส่วนการแก้ไขในระยะยาว ทช. ได้ของบประมาณซ่อมแซมคันทางที่เกิดการทรุดตัว โดยแบ่งเป็น ระยะที่ 1 งบประมาณปี 2560 เป็นเงิน 232.48 ล้านบาท จำนวน 29 จุด ระยะทาง 2.673 คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2560 ระยะที่ 2 กรมจะดำเนินการของบเหลือจ่ายปี 2560 จำนวน 986.45 ล้านบาท จำนวน 59 จุด ระยะทาง 9.740 กิโลเมตร คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2560

ในเบื้องต้น ขอให้ประชาชนผู้ใช้เส้นทางโปรดระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำขึ้นสูง และโปรดสังเกตป้ายจราจร เตือนระดับน้ำ หรือป้ายหลีกเลี่ยงเส้นทาง ทั้งนี้ ท่านผู้ใช้เส้นทาง สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือแจ้งเหตุอุทกภัยได้ที่ สายด่วนทางหลวงชนบท 1146

 

‘สมคิด’ สั่ง ก.ล.ต. หาตัวคนปล่อยข่าวทุบหุ้น ขอคนไทยอย่าเชื่อข่าวลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ต.ค. 2559 14:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752622

 

“สมคิด” ชี้ ก.ล.ต. มีหน้าที่ติดตามคนปล่อยข่าวทุบหุ้น ขอให้นักลงทุนในตลาดหุ้นหนักแน่น อย่าเชื่อข่าวลือ ให้มั่นใจศักยภาพประเทศไทย ย้ำ ให้ฟังข่าวจากรัฐบาลหรือนายกฯ เท่านั้น …

วันที่ 13 ต.ค.59 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ว่า นักลงทุนอย่าไปเชื่อข่าวลือมากนัก ขอให้มั่นใจศักยภาพของประเทศไทย ที่กำลังเดินไปข้างหน้า เชื่อว่าทุกคนห่วงสุขภาพพระองค์ท่าน แต่อย่าไปฟังข่าวลือ ขอให้ฟังข่าวทางการจากรัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เท่านั้น ขณะที่ การดูแลการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทางตนเองและกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้หารือกันอย่างใกล้ชิดมานานแล้วที่จะดูแลทุกอย่างให้ดี ขออย่าตกใจและวิตกกังวลกันมากเกินไป

“เมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา ฝรั่งซื้ออย่างเดียว แต่คนไทยตกใจขาย คิดว่าต่างประเทศเข้าใจเรื่องที่รัฐบาลทำ และเข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทยดี แต่คนไทยกันเองกลับตกใจ เราต้องต้องหนักแน่นและมั่นใจตัวของเราเอง ขอให้ฟังรัฐบาล ฟังนายกรัฐมนตรีและอย่าไปฟังข่าวลือ เห็นได้ชัดมาก เมื่อวันที่ 12 มีการปล่อยข่าวลือว่าเวลา บ่าย 3 โมง ทางนายกรัฐมนตรี จะแถลงข่าวซึ่งใกล้เวลาปิดตลาดหุ้น ก็คิดดูละกันว่าคนที่ปล่อยข่าวลือเขาคิดอย่างไร ส่วนการติดตามผู้ปล่อยข่าวลือเพื่อทุบหุ้น เป็นหน้าที่ของ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ต้องไปติดตามว่าใครปล่อยข่าวทุบหุ้น”

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า นายฟรองซัวร์ คอน์บิน ประธานสภาธุรกิจไทย-ฝรั่งเศส และคณะผู้บริหารระดับสูง ภาคธุรกิจ จากสภานายจ้าง และผู้ประกอบการฝรั่งเศส ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล สะท้อนให้เห็นว่าขนาดฝรั่งยังเข้ามาดูลู่ทางการลงทุนในประเทศไทย แสดงถึงความมั่นใจประเทศไทย และเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการจัดประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (เอซีดี) ถือว่าเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมาก เพราะทำให้ประเทศไทยมีคุณสมบัติที่สูงขึ้นในเวทีโลก เป็นที่ยอมรับและเชื่อว่าประเทศไทยจะดีขึ้นเรื่อยๆ

นักลงทุนฝรั่งเศสกับนายกรัฐมนตรี แสดงความสนใจที่จะลงทุนในประเทศไทย ใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มแรก คือ สมาร์ท ซิตี้ กลุ่มสอง เป็นอุตสาหกรรมในอนาคต หรือ New S-curve และกลุ่มที่ 3 เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ซึ่งคาดว่า จะมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ในเร็วๆ นี้ และคงจะมีการจัดเวทีให้นักลงทุนฝรั่งเศสได้พบกับนักลงทุนไทยในกลุ่ม ที่จะร่วมเป็นหุ้นส่วนกันได้ โดยนักลงทุนไทย คงต้องหาที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างพิจารณาว่า จะให้พบกันที่ประเทศไทยหรือจะนำคณะเอกชนของไทยไปพบที่ประเทศฝรั่งเศส

นายสมคิด กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 21-22 ต.ค.นี้ ตนเองพร้อมด้วย กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน จะเดินทางไปเยือนสหภาพเมียนมา ตามคำเชิญของ นางอองซาน ซู จี ที่ปรึกษาแห่งรัฐแห่งสาธารณรัฐ สหภาพเมียนมา และรมว.กระทรวงการต่างประเทศ ที่เดินทางมาเยือนไทยก่อนหน้านี้ โดยจะได้มีการเจรจาสานต่อความร่วมมือที่เมียนมาต้องการให้ประเทศไทยเข้าไปลงทุนในด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานคมนาคม และความร่วมมือพัฒนาการศึกษา รวมถึงการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

 

กรมท่าอากาศยาน ปรับระดับรักษาความปลอดภัย เข้มงวดสูงสุด สนามบินทั่ว ปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ต.ค. 2559 14:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752601

 

กรมท่าอากาศยาน ปรับระดับการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบ ทั้ง 28 แห่ง เป็นระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับความเข้มงวดสูงสุด

วันที่ 13 ตุลาคม นายดรุณ แสงฉาย รองปลัดกระทรวงคมนาคม รักษาราชการแทน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน ได้สั่งการให้ท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน ปรับระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยกำชับให้เพิ่มความเข้มงวดของการรักษาความปลอดภัยทุกรูปแบบ ดังนี้ ให้เจ้าหน้าที่ตรวจอาวุธและวัตถุอันตราย เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจกระเป๋าผู้โดยสารทุกใบ ทั้งจากเครื่อง X-RAY และการตรวจค้นโดยตรงของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ยังจัดเจ้าหน้าที่ตรวจตราบริเวณอาคารที่พักผู้โดยสาร และบริเวณท่าอากาศยานตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเฝ้าระวังตรวจตราผ่านกล้องวงจรปิดทั่วทั้งท่าอากาศยาน เพื่อดูความเคลื่อนไหวโดยรวมตลอดเวลา รวมถึงทำการตรวจค้นรถยนต์ก่อนเข้าท่าอากาศยานทุกคัน ทั้งนี้ ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ในพื้นที่ เพื่อติดตามควบคุมสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยกรมท่าอากาศยานมีแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกท่าอากาศยาน กรณีหากเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ

กรมท่าอากาศยานจึงขอความร่วมมือผู้โดยสารและประชาชน หากพบเห็นสิ่งผิดปกติต้องสงสัย หรือพบสัมภาระที่ไม่ทราบเจ้าของ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ท่าอากาศยานทราบโดยด่วน เพื่อดำเนินการตรวจสอบต่อไป.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– คอมมานโดกระจายกำลัง ตรวจเข้ม 5 จุด กทม. เพิ่มความเชื่อมั่น

 

กสร.เผย 10 เดือนปี 59 แรงงานในระบบถูกเลิกจ้างแล้ว 1,915 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ต.ค. 2559 13:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752547

 

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เผย 10 เดือนที่ผ่านมามีแรงงานในระบบถูกเลิกจ้างแล้ว 1,915 คน พบแรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตถูกเลิกจ้างมากที่สุด 1,493 คน ในสถานประกอบการ 23 แห่ง

เมื่อวันที่ 13 ต.ค.59 นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยสถานการณ์เลิกจ้างประจำปี 2559 ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.– 6 ต.ค.59 มีสถานประกอบการจำนวน 36 แห่ง เลิกจ้างพนักงานจำนวน 1,915 คน แบ่งเป็น อุตสาหกรรมการผลิต จำนวน 1,493 คน ในสถานประกอบการ 23 แห่ง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 217 คน ในสถานประกอบการ 4 แห่ง โรงแรมและภัตตาคาร 140 คน ในสถานประกอบการ 3 แห่ง ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ชิ้นส่วนยานยนต์และสินค้าอุปโภคบริโภค 51 คน ในสถานประกอบการ 4 แห่ง การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 10 คน ในสถานประกอบการ 1 แห่ง และการขนส่ง 3 คน ในสถานประกอบการ 1 แห่ง

นายสุเมธ กล่าวอีกว่า ตัวเลขการเลิกจ้าง ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สำหรับสถานการณ์น้ำท่วม ยังไม่พบว่ามีสถานประกอบการได้รับผลกระทบจนถึงขั้นต้องปิดกิจการ มีเพียงการได้รับผลกระทบเล็กน้อยในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีปริมาณน้ำไหลผ่าน แต่ไม่ส่งผลกระทบกับสายการผลิต.