หุ้นไทยปิดตลาดพุ่งแรง 64.79 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,477.61 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ต.ค. 2559 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/754052

 

หุ้นไทยปิดตลาดเพิ่มขึ้น 64.79 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,477.61 จุด มูลค่าซื้อขาย 105,761.63 ล้านบาท …

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 14 ต.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดเพิ่มขึ้น 64.79 จุด เปลี่ยนแปลง 4.59% ดัชนีอยู่ที่ 1,477.61 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 105,761.63 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน).

 

ปธ.หอการค้าฯ มุ่งสนองพระราชปณิธานในหลวง เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/754021

14 ต.ค. 2559 16:55

ปธ.หอการค้าฯ มุ่งสนองพระราชปณิธานในหลวง เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศต่อ

14 ต.ค. 2559 16:55

ประธานหอการค้าไทย อาลัย “ในหลวง” ส่งสารถึงสมาชิก ร่วมสนองพระราชปณิธาน เปลี่ยนความเศร้าเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้าต่อ ยันต่างชาติ เข้าใจสถานการณ์ไทยดี …

วันที่ 14 ต.ค.59 นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ทรงเหน็ดเหนื่อยกับพระราชกรณียกิจ ในการดูแลทุกข์สุขของพสกนิกร ตลอดระยะเวลาที่ครองสิริราชสมบัติ ซึ่งเป็น 70 ปี ที่ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามอย่างแท้จริง

“ตลอดระยะเวลา 70 ปี พระองค์ทรงคิดแต่ว่า จะทำประโยชน์อะไรให้ประชาชน สมัยนั้น ความเป็นอยู่ของประชาชนยังไม่ดี ทรงสละทรัพย์สินเงินทอง เพื่อช่วยเหลือประชาชน ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งในเรื่องของการทำมาหากิน สุขอนามัย การศึกษา ฯลฯ จนชาวโลกยกย่อง เป็นพระมหากษัตริย์ที่ไม่ทรงเห็นแก่พระองค์ แต่ทรงเห็นแก่ทุกข์สุขของประชาชนเป็นหลัก”

สำหรับพระราชกรณียกิจที่สำคัญ อย่างการเปลี่ยนให้ชาวเขาที่ปลูกฝิ่นหันมาปลูกพืชเมืองหนาวนั้น เป็นเรื่องใหญ่มาก และกลายมาเป็นโครงการหลวงกว่า 3,000 โครงการ ซึ่งทำให้คนทั่วโลกยอมรับและเคารพพระองค์โดยถ้วนหน้า พระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์ และการทรงงานหนัก ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่คนไทยควรเจริญรอยตามพระยุคลบาท สืบสานพระราชปณิธาน เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา ตนได้ส่งสารถึงสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศ เพื่อแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และขอให้สมาชิกร่วมกันสนองพระราชปณิธานของพระองค์ และร่วมกันทำให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปอย่างแข็งแกร่ง

“ในนามของคณะกรรมการฯ ผมขอให้สมาชิกทุกท่านร่วมกันสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ด้วยการตั้งใจทำความดี และร่วมสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญก้าวหน้า แปรเปลี่ยนความโศกเศร้าทั้งปวงให้เป็นแรงขับเคลื่อนประเทศ แสดงพลังจากความจงรักภักดีของพวกเรา ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของคนทั้งโลก ว่าคนไทยเทิดทูนพระองค์ท่านมากเพียงใด”

ส่วนหอการค้าต่างประเทศนั้น ตนได้พูดคุยกับประธานหอการค้าต่างประเทศในไทยมาโดยตลอด ซึ่งขณะนี้ ต่างชาติเข้าใจสถานการณ์ของไทยเป็นอย่างดี และยังคงเชื่อมั่นที่จะทำธุรกิจในไทยต่อไป

ขนส่งภาครัฐ เพิ่มเที่ยวรถ-เรือ รองรับประชาชนถวายสักการะพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ต.ค. 2559 15:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/753967

 

ระบบขนส่งมวลชนของภาครัฐ ทั้ง ร.ฟ.ท. บขส. ขสมก. กรมเจ้าท่า เตรียมจัดรถ-เรือ บริการพิเศษ รองรับประชาชนชาวไทย เดินทางเข้าเฝ้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ …

วันที่ 14 ต.ค.59 พลตำรวจเอกอำนาจ อันอาตม์งาม กรรมการบริษัทฯ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. เปิดเผยว่า ได้จัดรถเสริมทุกเส้นทางเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากเที่ยววิ่งปกติ เช่น เส้นทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ จากปกติ 6,833 เที่ยววิ่ง เพิ่มขึ้น 1,711 เที่ยววิ่ง รวมทั้งหมด 8,544 เที่ยววิ่ง รองรับผู้โดยสารได้ 191,367 คน

เส้นทางภาคตะวันออก ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ จัดเที่ยววิ่งรถโดยสารจากปกติ 2,237 เที่ยววิ่ง เพิ่ม 560 เที่ยววิ่ง รวม 2,797 เที่ยววิ่ง รองรับผู้โดยสารได้ 52,667 คน

ส่วนเส้นทางภาคใต้ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ ถนนบรมราชชนนี ได้จัดเที่ยววิ่งรถโดยสารจากปกติ 3,850 เที่ยววิ่ง เพิ่ม 962 เที่ยววิ่ง รวม 4,812 เที่ยววิ่ง รองรับผู้โดยสารได้ 94,439 คน

นอกจากนี้ ได้จัดพื้นที่บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ เป็นจุดจอดสำหรับรถตู้และรถโดยสารไม่ประจำทาง ที่เดินทางมาจากต่างหวัดเพื่อร่วมพระราชพิธีพระบรมศพ โดยไม่คิดค่าบริการ ซึ่งพื้นที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ สามารถจอดรถได้ประมาณ 130 คัน รวมทั้งได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการความสะดวกในการเดินทางของประชาชน โทรศัพท์ 02-936-2963 หรือ Call Center 1490 เรียก บขส. ตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะเดียวกัน ขสมก. ได้เพิ่มจำนวนรถและเที่ยววิ่ง ในเส้นทางที่ผ่านบริเวณวัดพระแก้ว สนามหลวง และบริเวณใกล้เคียงทั้งหมด 25 สาย และร่วมบริการอีก 12 สาย ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ที่ต้องการเดินทางเข้าเฝ้าถวายสักการะ ระหว่างวันที่ 14-16 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 5.00-24.00 นาฬิกา โดยรถโดยสารธรรมดาให้บริการฟรีทั้งหมด ยกเว้นรถปรับอากาศเก็บค่าโดยสารอัตราปกติ นอกจากนี้ยังได้จัดรถชัตเติ้ลบัส เพื่ออำนวยความสะดวกแต่ละจุดของปลายทางสนามหลวง โดยให้บริการฟรีรวม 32 เส้นทางอีกด้วย

ขณะที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย ระบุว่า เตรียมเพิ่มรถไฟขบวนพิเศษโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนไทยเร็วๆ นี้ แม้จะยังไม่ระบุจำนวนขบวน แต่เบื้องต้นคาดว่า จะเพิ่มขบวนพิเศษใกล้เคียงกับช่วงเทศกาลใหญ่ๆ ของไทย ประมาณ 20-30 ขบวน

ส่วนกรมเจ้าท่า ร่วมกับบริษัทเรือด่วนเอกชน จัดเรือด่วนข้ามฟากเจ้าพระยา รับ-ส่ง ประชาชนที่ต้องการเดินทางไปเข้าเฝ้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ โดยจะมีเรือด่วนเจ้าพระยา ข้ามฟากบริการรับ-ส่งไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างท่าช้างเเละท่าพรานนกตลอดทั้งวัน เริ่มให้บริการตั้งแต่เวลา 8.30 น. ส่วนในวันพรุ่งนี้ เเละวันต่อไปยังคงไม่มีกำหนดระยะเวลา ขึ้นอยู่กับจำนวนประชาชนที่ต้องการเดินทาง

ด้าน นายประเสริฐ อัตตะนันทน์ กรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เตรียมขบวนรถไฟฟ้าไว้คอยให้บริการจำนวน 5 ขบวน ตลอดระยะเวลาการให้บริการ และในช่วงเวลาเร่งด่วน เช้า (06.00–10.00 น.) และช่วงเวลาเร่งด่วน เย็น (16.00 – 20.00 น.)

บริษัทฯ ได้เสริมขบวนรถไฟอีก 2 ขบวน เพื่อคอยให้บริการแก่ประชาชน และในช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารต้องการใช้บริการเป็นจำนวนมาก นอกเหนือจากช่วงเวลาเร่งด่วน ศูนย์ควบคุมการเดินรถไฟฟ้า สามารถนำรถไฟฟ้าเสริม 2 ขบวน ขึ้นมาเตรียมพร้อมให้บริการในระบบรถไฟฟ้าได้ตลอด โดยรถไฟฟ้าเสริม 2 ขบวนนี้ จะจอดรอให้บริการอยู่ที่สถานีมักกะสัน และสถานีสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00 – 24.00 น.

นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังได้ตั้งศูนย์ประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวก และรองรับการใช้บริการของผู้โดยสารตลอดช่วงเวลาดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งผู้โดยสารที่มีความประสงค์เดินทางไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สามารถโดยสารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มาลงที่สถานีพญาไท แล้วใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสไปยังสถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางสาย 59 และ 503 หรือเดินทางด้วย Shuttle Bus เส้นทางอนุสาวรีย์ชัยฯ – สนามหลวง ที่ทางองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพได้จัดเตรียมไว้

 

บขส.พร้อมรับ ปชช.ทั่วประเทศมุ่งหน้า กทม.เพื่อร่วมงานพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/753541

14 ต.ค. 2559 08:58

บขส.พร้อมรับ ปชช.ทั่วประเทศมุ่งหน้า กทม.เพื่อร่วมงานพระบรมศพ

14 ต.ค. 2559 08:58

บขส.เตรียมพร้อมรับการเดินทางของประชาชนทั่วประเทศที่มุ่งหน้ามายัง กทม.เพื่อร่วมถวายน้ำสรงพระบรมศพและถวายสักการะพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ

เมื่อวันที่ 14 ต.ค.59 พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม กรรมการบอร์ด บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. กล่าวว่า ขณะนี้ทาง บขส. ได้เตรียมการรองรับประชาชนที่เดินทางมาถวายน้ำสรงพระบรมศพและถวายสักการะพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

ทั้งนี้ บขส.ได้จัดเสริมรถในทุกเส้นทางเพิ่มขึ้น 25% และให้นายสถานีเดินรถทั่วประเทศประสานกับทางจังหวัดเพื่อทราบความต้องการของประชาชน และอำนวยความสะดวกในการจัดรถรองรับให้เพียงพอ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

“พระเจ้าอยู่หัว” ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ปวงชนชาวไทยร่วมถวายความจงรักภักดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/753402

14 ต.ค. 2559 06:16

“พระเจ้าอยู่หัว” ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ปวงชนชาวไทยร่วมถวายความจงรักภักดี

14 ต.ค. 2559 06:16

เพื่อร่วมถวายความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ทีมเศรษฐกิจ” ขออนุญาต ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา นำบันทึกที่ ดร.สุเมธ ได้เขียนถึงพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไว้ในหนังสือ “ตามรอยพระยุคลบาท…ครูแห่งแผ่นดิน” มานำเสนอแก่ท่านผู้อ่านเป็นการร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงทุ่มเทพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยอย่างมิได้ทรงคำนึงถึงความสุขส่วนพระองค์เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม

ในฐานะที่ได้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท และได้บรรยายไว้หลายครั้งในหลายโอกาสว่า ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากการทรงสอนงานในอันที่จะทำประโยชน์ให้แก่ปวงชนชาวไทยทุกด้าน จึงได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและตระหนักในสำนึกเป็นอย่างยิ่งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ครูของแผ่นดินไทยอย่างแท้จริง

ดร.สุเมธ กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณโดยสรุปว่า

“ผมได้เข้าถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านพัฒนาการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่ พ.ศ.2514 ขณะนั้นผมดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองวางแผนเตรียมพร้อมด้านเศรษฐกิจ ของสำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) และได้ถวายงานเรื่อยมาในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ กปร.) เป็นระยะเวลา 18 ปีกระทั่งลาออกจากราชการใน พ.ศ.2542

ทรงพร้อมจะเสด็จฯไปแก้ปัญหา

ดร.สุเมธกล่าวว่า ระหว่างที่รับราชการอยู่นั้น ในปี พ.ศ.2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจัดตั้งมูลนิธิชัยพัฒนาขึ้น โดยพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งผมเป็นเลขาธิการมูลนิธิฯ เพราะฉะนั้นเมื่อลาออกจากราชการแล้ว ผมจึงยังคงทำงานมูลนิธิชัยพัฒนาเรื่อยมา จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

หากถามว่า ผมได้รับความประทับใจอะไรบ้างในการถวายงาน ผมคงจะตอบว่า ในฐานะส่วนตัวผมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อตัวผม และในฐานะเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ผมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทย และประเทศชาติ

ตั้งแต่ผมถวายงาน และตามเสด็จพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกสารทิศ แม้ว่าจะทรงเป็นองค์พระประมุขของประเทศ แต่ผมก็สังเกตเห็นความยากลำบากที่ทรง ตรากตรำพระวรกาย ทรงเหน็ดเหนื่อยพระองค์จากการทรงลุยบุกป่าฝ่าดงเข้าไป

ถ้าจุดใดในทั่วราชอาณาจักรไทยมีปัญหา พระองค์ทรงพร้อมที่จะเสด็จฯไปแก้ไขด้วยพระองค์เองเสมอ

ทรงแบกรับทุกปัญหาของบ้านเมือง

“ไม่ว่าพระองค์จะทรงย่างพระบาทไปในพื้นที่ใดบนผืนแผ่นดินไทย ทุกหนทุกแห่ง คือ ผืนแผ่นดินของพระองค์ และพระองค์ คือ พระเจ้าแผ่นดินของประชาชน และประชาชนทุกหมู่เหล่าไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดบนแผ่นดินนี้คือ พสกนิกรของพระองค์”

ดร.สุเมธยังได้กล่าวถึงปัญหาที่ถาโถมเข้ามาหาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยว่า มีมากมายหลายประเภท ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

ในฐานะองค์พระประมุขของประเทศ พระองค์ทรงแบกรับภาระทั้งหลายทั้งปวงเป็นเวลานาน และในปริมาณที่มากมาย โดยทรงใช้หลักธรรมาภิบาลในการครองแผ่นดิน และหลักธรรมาภิบาลของพระองค์ ก็คือ ทศพิธราชธรรมซึ่งทรงยึดถือและทรงปฏิบัติตามมาโดยตลอด

ตั้งแต่ผมเริ่มถวายงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ทรงเป็นต้นแบบในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดำเนินชีวิต การใช้สติปัญญา การทุ่มเทในการทำงานเพื่อผู้อื่น พระองค์ทรงสอนหมด ถ้าพลาดเรื่องใด ก็จะทรงแนะนำเสมอ

อย่างเช่นเรื่องการเกษตร ผมไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน ผมตามเสด็จฯเข้าไปในพื้นที่ขึ้นเขาลงห้วย สนุกทุกวัน ได้ถวายงานในการทำประโยชน์ให้กับพี่น้องร่วมประเทศ ได้เห็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตจากพระราชจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ พระองค์ทรงอดทนมาก พระองค์เสด็จพระราชดำเนินด้วยระยะทางเป็นกิโลเมตรๆ ไม่ทรงสนพระราชหฤทัยว่า การเดินทางจะยากลำบากเพียงใด จะขึ้นเขา-ลงห้วย หรือฝนจะตก แดดจะออก

ทรงเป็น The Great King

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรักแผ่นดิน ทรงรักประชาชน ทรงทำทุกอย่างให้แผ่นดินไทย ให้ประชาชนชาวไทย ในขณะที่เสด็จแปรพระราชฐาน ได้ทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ของประชาชน และเมื่อประชาชนมาเฝ้าฯรับเสด็จ ก็จะกราบบังคมทูลถึงปัญหาต่างๆซึ่งพระองค์ทรงรับฟังปัญหาจากปากคำของพสกนิกรด้วยพระองค์เอง ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงรับฟังปัญหา และทรงเข้าไปแก้ไขปัญหา โดยไม่ทรงวางเฉย

ผมคิดว่า นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์มาจนถึงวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงช่วยเหลือประชาชนไทยมากมายสุดที่จะพรรณนาในทุกๆด้านที่ประชาชนและประเทศชาติประสบปัญหามา แม้ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะประทับอยู่ในโรงพยาบาลศิริราช แต่ก็ทรงติดตามงานในทุกเรื่อง และทุกด้านตลอดเวลาในทุกวัน
ครั้งใดที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปยังพื้นที่ใด ก็จะทรงกลับมากราบบังคมทูลรายงาน และพระองค์ก็จะมีรับสั่งแนะนำตลอด ส่วนงานอื่นๆก็จะทรงใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเป็นเครื่องมือในการติดตามงาน และทรงเรียกข้อมูลไปดูได้ตลอดเวลา

ผู้คนทั่วโลกขนานพระนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราว่า “The Great King” เพราะพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทำงาน และทรงเสียสละพระองค์เองตลอดเวลา คนทั่วโลกยังขนานพระนามพระองค์ด้วยว่า ทรงเป็นกษัตริย์ “Working Monarch” เพราะพระองค์ทรงทำงานด้วยความเหนื่อยยาก

พระผู้ทรงเป็นครูของแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการเทิดพระเกียรติเป็นพระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย พระบิดาแห่งฝนหลวง และเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2554 ที่ผ่านมาทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน”

หลักการสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ พระองค์จะทรงเน้นการปฏิบัติให้ลูกศิษย์ดู และจูงใจนักเรียนให้มาสนใจ แต่ไม่เคยรับสั่ง หรือทรงบังคับให้ทำ

หากจะทรงสอนอย่างละเอียดให้เข้าใจในทุกแง่มุม ที่สำคัญทรงเน้นเสมอว่า การสอนควรยึดรากฐานเดิมของสังคมไทยไว้ ไม่ควรคัดลอกจากต่างประเทศมากเกินไป แต่อาจนำหลักการมาเปรียบเทียบปรับปรุงได้ เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้ขาดความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมาพระองค์พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆขึ้นมามาก ซึ่งถ้าสนใจศึกษาโครงการที่พระองค์พระราชทานมา ก็จะได้รับความรู้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย และสอดคล้องกับวิถีชีวิตไทย ตลอดจนถึงภูมิประเทศในบ้านเราด้วย

ปรัชญาการทำงานของในหลวง

ทีมเศรษฐกิจ ยังค้นหาเรื่องราวอันเป็นความประทับใจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งได้พบข้อเขียนของนายทศพนธ์ นรทัศน์ thossaphol@ictforall.org ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากข้อคิดการทำงานของเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา จากการที่ได้มีโอกาสได้ทำงานใต้เบื้องพระยุคลบาทกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายทศพนธ์กล่าวไว้ว่า ในฐานะเป็นข้าราชการคนหนึ่งที่มุ่งอุทิศตนทำงานเพื่อประเทศชาติ และประชาชนมาตลอดอายุราชการจนถึงปัจจุบัน ได้ประสบกับเหตุการณ์ต่างๆมากมายทั้งสุข ทุกข์ เมื่อได้อ่านปาฐกถาของ ดร. สุเมธ แล้ว ทำให้เกิดแง่คิด เกิดกำลังใจในการทำงานเพื่อประเทศชาติ และประชาชนต่อไป จึงทำให้ต้องหยิบยกเนื้อหาบางตอนมานำเสนอผู้อ่านเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานกันต่อไปเป็นทอดๆ ดังที่ ดร.สุเมธได้กล่าวไว้ว่า

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า ความสุขจริงๆ หาได้จากเรื่องงานทั้งสิ้น แต่ความสนุกนั้นหาได้หลากหลาย ถ้าเราไม่ทำงาน สิ่งที่ไม่เคลื่อนไหวเลย ก็คือ ความตาย ความตายนั้นก็ยุติ งานก็ไม่ต้องทำ อันนั้นก็ไม่เป็นสิ่งปรารถนาสำหรับพวกเราเลย สิ่งต่างๆพระพุทธเจ้าก็ได้รับสั่งไว้มีคำพระ ปุตตะ ฐานะ หมายความว่า จะต้องไป อย่านอนนิ่งเฉยๆ ถ้านอนนิ่งเฉยๆ นั่นคือ ทุกข์…

…เราเดินทางไปในการพัฒนา บุกตะลุยไปเรื่อยๆ ผลสุดท้าย ก็คือ เรื่องความเจริญก้าวหน้าต่างๆ บางอย่างเราคิดว่า เราจะเป็นอย่างนั้น คงไม่จำเป็น อย่างตัวผมเองเป็นนักรัฐศาสตร์ นักการทูตด้วย ซึ่งไม่ควรจะอยู่สภาพัฒน์เลย เพราะไม่มีทางโตได้ อยู่อย่างมีปมด้อยที่สุด แต่สาเหตุที่อยู่ได้ คือ ได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบ คือ ตอนนั้นไปสู้กับ ผกค.สู้โดยให้ทหารวางอาวุธ แล้วเอาเรื่องการพัฒนาต่างๆ ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของผู้คนรอบด้านมา…

เรียนที่เวียดนาม จบที่ลาว

แต่เราเชื่อมั่น เพราะตามประวัติที่ได้แนะนำไว้ ผมเรียนที่เวียดนาม จบที่ลาว เห็นประเทศชาติแตกมา 2 ชาติ เห็นว่า การพังทลายเป็นอย่างไร และข้ามมาลาว เพราะอยู่ไม่ได้ มาเรียนที่ลาว มาเรียนฝรั่งเศสที่นั่น เห็นลาวพังไปอีกประเทศหนึ่ง ผมก็เลยฝังหัวแต่ภาพนี้

ผมได้เป็นด็อกเตอร์น่าจะไปเป็นทูต ผมกินนอนอยู่ที่นาแก เขาค้อ อยู่ที่สนามรบทั้งหมด 13 แห่งทั่วประเทศไทย แต่การรบของผมไม่ได้หมายความว่า รบด้วยอาวุธ ผมนอนอยู่ในสนามรบ ผมแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเอาชีวิตเข้าไปอุทิศเลยก็ว่าได้ แต่ผมมีความสุขอย่างที่สุด มีความสุขจริงๆ เพราะรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่นั้นมีจุดหมาย คือจะทำให้โดมิโนหยุด เพราะฉะนั้นต้องให้ก่อน ที่สำคัญ คือ ไม่ต้องการเป็นคนอพยพ

ผมจำได้ พล.อ.เปรม (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ) เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ท่านดูผมหัวจดเท้าเลย ด็อกเตอร์บ้าๆคนหนึ่งมาฟุ้งซ่านให้ฟังอีกแล้ว เพราะผมอาสาเข้าไปทำที่นาแก ปี 2517 ไม่มีข้าราชการคนใดเข้าไปเหยียบที่นั่น ก็บอกเขตปลดปล่อย ผมถามว่า ใครปลดปล่อย ผกค.ปลดปล่อย หรือเขามีอำนาจมีพลังถึงกับมายึดส่วนหนึ่งของแผ่นดินไป หรือแท้ที่จริงเราเองปลดปล่อยไป…

ตอนที่มี ผกค.เราไม่เข้าไป อย่างเวียดนามทำโดยการต้อนคนเข้าไปอยู่ในค่าย แล้วที่เหลือก็ปล่อย ปลดปล่อยไปหมด แล้วเป็นอย่างไร พังคาตา

ผมบอกไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เราต้องไปปลดปล่อยให้เกิดอิสรภาพขึ้นมาในพื้นที่นั้น ผมขออาสาไป เชื่อไหมว่าชีวิตผมตอนนั้นแขวนอยู่กับอะไรไม่รู้ ทีนี้ก็มีความกลัว แต่ก็มีความสุขที่ทำงาน เวลาเข้าไปรู้ว่ามันซุ่มอยู่ข้างหน้าก็เลยยิงเข้าไปข้างหน้า ความกลัวมีแต่ไม่ใช่ความขลาด ความกลัวมีเป็นจังหวะๆ แต่ว่าเราเข้าไปทำงานและมีความสุข ปิดทองหลังพระ แต่เราลงไปทำไปอุทิศจนประสบความสำเร็จ ชื่อเสียงไปอยู่ที่คนอื่น แต่เรารู้อยู่แก่ใจว่าเราทำ

ติดงานของพระเจ้าอยู่หัว

ผมถูกยิง 2 ครั้งด้วยกัน เฮลิคอปเตอร์ตก 2 ครั้ง ไม่เคยเป็นข่าวเลย ตอนที่เฮลิคอปเตอร์ตก และตายไปหลายคน ชื่อเบอร์หนึ่งที่อยู่ใน ฮ.ลำนั้น คือ ผมเอง แต่ผมไม่ยอมไป มีอะไรไม่รู้มาสะกิดใจผมไม่ให้ไป ปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีก ก็ถูกชี้แล้วชี้อีกให้ผมไป จะต้องไปให้ได้ เพราะเป็นผู้รับผิดชอบการวางแผน…

มีเสียงจากข้างหลังแว่วมาว่า ให้บอกไปว่า ติดงานพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งบัดนี้ผมก็ไม่รู้ว่า เสียงนั้นแว่วมาจากไหน ผมก็บอกที่ประชุมว่า ติดงานพระเจ้าอยู่หัว ก็เลยเอาชื่อผมออก แล้วเอาลูกน้องผมไปนั่งแทนได้ชื่อไว้เรียบร้อยพอแล่น กลับมาที่ทำงาน อีก 5 นาทีจะถึงสภาพัฒน์ ผมบอกพรุ่งนี้คุณไม่ต้องไป เขาบอกคำสั่ง กอ.รมน.ออกแล้ว ผมบอกผมรับผิดชอบ คุณไม่ต้องไป เสร็จแล้วตายหมดทั้งลำ

ต้องมากราบพระบาท เพราะวันนั้นโกหกไปว่าติดงานพระเจ้าอยู่หัว แท้ที่จริงไม่มีงานอะไรเลยที่เกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัว ก็เลยกราบพระบาท เพราะบารมีทำให้ข้าพระพุทธเจ้ารอด ไม่ใช่ครั้งหนึ่ง แต่ 3-4 ครั้งด้วยกัน เพราะว่าทำแล้วเรามีจิตมุ่งมั่น แล้วเราไม่สนใจเลย

ถ้าพูดถึงยศตำแหน่งแล้วต้องมีความอดทนที่จะรอผลอันนั้น อย่าไปพะวง สุดท้ายพอตำแหน่งผู้ช่วยฯว่าง ผมก็ขึ้นมาโดยไม่มีใครปฏิเสธเลย ขณะที่คนอื่นได้ 2 ขั้นปี เว้นปี ผม 10 ปีไม่เคยได้ 2 ขั้นเลย เพราะฉะนั้นอย่าไปห่วงอย่าไปกังวล อะไรที่เป็นของเราย่อมเป็นของเรา อะไรที่ไม่ใช่ของเราให้คุณวิ่งอย่างไร มันก็ไม่ใช่ของเรา ใช้หลักพระพุทธเจ้าไปจับ ผมคิดว่า ความสุขมีได้

…อย่างที่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่ง มีอะไรที่จะให้กับสังคมได้นั้น ผมคิดว่าเราต้องทำ แล้วผลสุดท้ายเราก็เป็นคนที่ได้รับ ประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างมีความสุขและคุณก็มีความสุขด้วย ถ้าหากทุกคนเห็นแก่ตัว ผมว่าทุกข์กันหมด”

ดร.สุเมธ (2553, หน้า 35) ได้กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เคยรับสั่งกับท่านครั้งหนึ่งว่า “ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากมีความสุขร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น”

และในการทำงานนั้น ดร.สุเมธ (2553, หน้า 241) ได้กล่าวว่า “…การปิดทองหลังพระ เขาเห็นทั้งนั้น ไม่ช้าก็เร็ว ถ้าจิตไม่ขลุกอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ทำงานก็จะสนุกและมีความสุข เป็นสิ่งที่สำคัญมาก”

ของขวัญพระราชทานไว้สู้ยามวิกฤติ

ดร.สุเมธยังได้กล่าวในหนังสือ “ตามรอยพระยุคลบาท ครูแห่งแผ่นดิน” (2556, หน้า 95) ความว่า “ชีวิตทุกคนมีทุกข์สุข คนเราเป็นอย่างนี้ ขอให้ดูเป็นเรื่องธรรมดา ความทุกข์ ความสุข วิกฤติ สงบ ตื่นเต้น ทุกข์ใจ เป็นธรรมดา พกอาวุธอย่างหนึ่งไว้ยามที่ชีวิตเจอวิกฤติที่สุด

วันหนึ่ง ผมมีความทุกข์มาก เพราะทำงานชิ้นหนึ่งไม่สำเร็จ นั่งคอตก หมดพละกำลังแรงใจ ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ถ้าจะใช้คำสามัญ ก็ทรงเป็นนายที่ดี ทรงเห็นผมทุกข์อยู่ ทรงพระดำเนินมา และไม่ทรงถามสักคำว่าผมทุกข์เรื่องอะไร รับสั่งกับผมว่า ไปหาเหล็กให้ฉันก้อนหนึ่งได้หรือไม่ เหล็กธรรมดา เศษเหล็กอะไรก็ได้ ราคา 20-30 บาทก็ได้

ทรงถามผมว่าได้เหล็กมาแล้วรู้หรือไม่ว่าฉันอยากทำอะไร ต้องนำเหล็กไปเผา ถ้าตัวเราถูกเผาอย่างนั้น แล้วจะทรมานหรือไม่ เมื่อเผาแล้วนำมาทุบมาตี พระองค์ทรงถามว่า ถ้าเราถูกทุบถูกตีอย่างนั้น จะเจ็บปวดหรือไม่ กว่าจะเป็นมีดดาบ ถูกเผากี่ครั้ง ถูกทุบกี่ครั้งกว่าจะจบสิ้นยาวนานมาก ทรมานอยู่อย่างนั้น

แต่ผลสุดท้ายเป็นดาบใช่หรือไม่ พอเป็นดาบแล้วสวยหรือไม่ ใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ แต่ถ้าใช้ไม่ดีก็บาดมือเราได้นะ ถ้าเราทำฝักให้สวยๆ ทำด้ามสวยๆ ราคา 20-30 บาท เหมือนราคาเหล็กก้อนเดิมหรือไม่ กลายเป็นดาบที่มีราคาสูงขึ้นมามากมาย จำไว้ว่า ใครผู้ใดก็ตามในชีวิตไม่เคยถูกเผา ไม่เคยถูกทุบเหมือนเหล็กชิ้นนั้น ทำงานใหญ่ให้กับแผ่นดินไม่ได้

ขอให้รับใส่เกล้าไว้ทุกคน ยามชีวิตเจอวิกฤติ ให้นึกถึงเรื่องนี้ เจอวิกฤติอย่างไรให้คิดเสียว่า เรากำลังถูกเผาถูกทุบ  “ขอเพิ่มเติมว่า เมื่อเป็นมีดดาบเมื่อใด ก็ให้ใช้ฝ่าฟันปัญหาที่ขวางหน้าให้เรียบไปเลย…”

นี่คือข้อคิดดีๆเพื่อการทำงานของทุกๆคน โดยเฉพาะคนที่รับราชการ หากเรามีเป้าหมายในการทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้งแล้ว ความสุข ความสำเร็จ ชื่อเสียง เกียรติยศก็จะมาหาท่านเอง ไม่ช้าก็เร็ว ดังเช่นที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ได้เล่าไว้ และพิสูจน์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วนั่นเอง.

ก่อหนี้อันตรายใช้จ่ายเกินตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ต.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/753401

 

นักศึกษา-แรงงานไทยความรู้การเงินต่ำ

ผลวิจัยพบคนไทยความรู้ทางการเงินต่ำ โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษาและแรงงานยุคใหม่อายุระหว่าง 25-35 ปี มีพฤติกรรมก่อหนี้อันตราย ใช้จ่ายเกินตัว ช็อปปิ้งออนไลน์ กระตุ้นหนี้สินพุ่ง ต้องหันกู้นอกระบบ ซิตี้แบงก์ผนึกสถาบันคีนันฯและกระทรวงแรงงาน ทำแอพพลิเคชั่นช่วยวางแผนการเงิน

นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานอำนวยการสถาบันคีนันแห่งเอเชีย เปิดเผยถึงการวิจัยค้นคว้าปัญหาหนี้สินใน 3 กลุ่มเสี่ยง คือ ภาคแรงงาน เกษตรกร และนักศึกษา พบว่าขณะนี้ปัญหาการก่อหนี้สินในกลุ่ม นักศึกษามีความน่าเป็นห่วงมาก เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่มีรายได้แต่กลับมีการบริโภคสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีการเติบโตของธุรกิจออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ การจัดโปรโมชั่นลดราคา การซื้อที่ง่ายขึ้น ได้กระตุ้นให้เกิดการบริโภคที่เกินตัว จนทำให้นักศึกษาบางส่วนต้องหันไปเป็นหนี้นอกระบบ หยิบยืมเงินจากญาติ เพื่อนฝูง และบางรายอาจเลือกไปทำงานที่ไม่เหมาะสมเพื่อหารายได้มาใช้จ่ายให้พอกับค่านิยม

นายปิยะบุตรกล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีนักเรียนนักศึกษาในระบบราว 12.8 ล้านคน แต่กลุ่มที่น่าห่วงคือกลุ่มนักศึกษาที่ใช้จ่ายเกินตัว สาเหตุนอกจากเรื่องค่านิยมแล้ว ยังมาจากความรู้เรื่องการเงินน้อย เพราะระบบการศึกษาไทยไม่ได้สอนให้บริหารการเงินเลยเป็นจุดอ่อนของทักษะการใช้จ่ายเงินของคนไทย ซึ่งแนวทางแก้ไขควรกำหนดการพัฒนาความรู้ด้านการเงินเป็นวาระแห่งชาติ การริเริ่มโครงการบังคับเกี่ยวกับการ ออมในระดับเยาวชน การฝึกอบรมควบคุมหนี้สิน “ภาพ รวมปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่สูงกว่า 80% จีดีพี มีผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ เนื่องจากหนี้ที่สูงกระทบต่อขีดความสามารถในการใช้จ่ายของประชาชน หากปล่อยไปจะฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ”

ด้านนายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) กล่าวว่า จากข้อมูลเครดิตบูโรของไทยพบว่ากลุ่มคนวัยทำงานเป็นวัยที่มีการก่อหนี้สูงสุด เพราะมีค่านิยมการเสพติดหนี้ พอเริ่มทำงานต้องเริ่มมีบัตรเครดิตเริ่มขอสินเชื่อ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล ออกคำเตือนการโฆษณาสินเชื่อบัตรเครดิตเหมือนคำเตือนในซองบุหรี่ เช่น คนกลุ่มใดไม่เหมาะสมสำหรับการขอสินเชื่อหรือข้อเสียของการเป็นหนี้ เป็นต้น

นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร ซิตี้แบงก์ ในฐานะผู้แทนจากมูลนิธิซิตี้ กล่าวว่า คนไทยมีทักษะทางการเงินต่ำกว่า 14 ประเทศ ที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจระดับเดียวกัน ดังนั้นคนไทยควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริการจัดการด้านการเงินให้มากขึ้น ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการต้องเปิดหลักสูตรการเรียนด้านบริหารการเงินเพื่อสร้างพื้นฐานความเข้าใจด้านการเงินให้คนไทยได้มากขึ้น

นายวรานนท์ ปีติวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่ม แรงงานในและนอกระบบทั่วประเทศมี 38.4 ล้านคน แต่มีความรู้ทางการเงิน อยู่ในระดับกลางและต่ำถึง 83% นอกจากนี้กลุ่มแรงงานยุคใหม่ที่มีอายุระหว่าง 25-35 ปี มีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย และยังพบว่ากลุ่มแรงงานยังประสบปัญหาด้านการชำระหนี้ ดังนั้นกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจึงหาแนวทางสร้างความรู้ความเข้าใจทางการเงิน แก้ไขปัญหาหนี้สินให้กลุ่มแรงงานในและนอกระบบ

ทั้งนี้ มูลนิธิซิตี้ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสถาบันคีนันแห่งเอเชียพัฒนาวิธีสร้างการเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์ เทรนนิ่ง ด้วยแอพพลิเคชั่นฉลาดคิดเรื่องเงิน ที่มีทั้งชุดความรู้ทางการเงินและเกมออนไลน์ สอดคล้องกับพฤติกรรมแรงงานยุคใหม่ พร้อมมีแผนที่จะบรรจุหลักสูตรฝึกอบรมการบริหารการเงินให้กลุ่มแรงงาน โดยมีกระทรวงแรงงานเป็นผู้รับผิดชอบ.

 

ติดตามการลงทุนตลาดหุ้นใกล้ชิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ต.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/753391

 

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงตลาดหุ้นที่ผันผวนและปรับตัวลงแรงช่วงนี้ว่า ขอให้นักลงทุนมั่นใจศักยภาพของประเทศไทยที่กำลังเดินไปข้างหน้า อย่าไปเชื่อข่าวลือมาก ขอให้ฟังข่าวทางการจากรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ส่วนการดูแลการลงทุนในตลาดหุ้นตนและกระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ได้หารือกันอย่างใกล้ชิดนานแล้ว ที่จะดูแลทุกอย่างให้ดี อย่าตกใจวิตกกังวลเกินไป “เมื่อวันที่ 12 ต.ค.คนไทยตกใจขาย คิดว่าต่างชาติเข้าใจเรื่องที่รัฐบาลทำและเข้าใจสถานการณ์ ของประเทศไทยดี คนไทยต้องหนักแน่นมั่นใจ ขอให้ฟังรัฐบาล ฟังนายกรัฐมนตรี อย่าฟังข่าวลือ เห็นได้ชัดมากมีการปล่อยข่าวว่าบ่าย 3 โมงนายกฯจะแถลงข่าวซึ่งใกล้เวลาปิดตลาด คนที่ปล่อยข่าวลือเขาคิดอย่างไร ส่วนการติดตามผู้ปล่อยข่าวทุบหุ้นเป็นหน้าที่ของ ก.ล.ต.ต้องไปติดตามว่าเป็นใคร”

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าเมื่อวันที่ 12 ต.ค. มีกระบวนการสร้างสถานการณ์เพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายในการซื้อขายหุ้นนั้น ก.ล.ต.มีหน้าที่ต้องเข้าไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง หากพบว่ามีการดำเนินการลักษณะดังกล่าว ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ได้ติดตามสถานการณ์และประสานงานกันใกล้ชิด ด้านนางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เปิดเผยว่า ตลาดได้ติดตามตรวจสอบความผิดปกติในการซื้อขายหุ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ตลาดมีความผันผวนต้องดูแลอย่างเข้มข้นมากขึ้น สำหรับหุ้นไทยวันที่ 13 ต.ค. พลิกกลับมาปิดบวกได้ที่ 1,412.82 จุด บวก 6.64 จุด หลังระหว่างวันลงลึกลบกว่า 30 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 103,973.27 ล้านบาท ต่างชาติ ขาย 573.66 ล้านบาท โบรกเกอร์ขาย 2,497.43 ล้านบาท รายย่อยขาย 6,645.23 ล้านบาท ขณะที่สถาบันในประเทศพลิกกลับมาซื้อสุทธิ 9,716.32 ล้านบาท.

 

ปตท.ทุ่ม 2.45 หมื่นล้านลงทุน 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ต.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/753376

 

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการลงทุนในธุรกิจน้ำมันระหว่างปี 2559-2563 ว่า ปตท.จะใช้งบประมาณรวม 24,500 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในประเทศไทย 20,000 ล้านบาท ลงทุนในอาเซียน 4,500 ล้านบาท โดยอาเซียนจะเป็นการลงทุนในธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (นอนออยล์) อาทิ กิจการอเมซอนคาเฟ่ มินิมาร์ทจิฟฟี่ การจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่น โดยการลงทุนในต่างประเทศ ตั้งเป้าสร้างรายได้ให้กับ ปตท.55,000 ล้านบาทภายในปี 2563 จากปัจจุบันธุรกิจน้ำมันและนอนออยล์มีรายได้อยู่ที่ปีละ 24,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ล่าสุด ปตท.ได้เปิดสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) ปตท.ที่จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา รวม 2 แห่ง ซึ่งเป็นปั๊มน้ำมันแบบครบวงจร และมีปั๊ม ปตท.ในกัมพูชา ขณะนี้รวม 28 แห่ง ตั้งเป้าในปี 2563 จะมีปั๊มน้ำมัน ปตท.รวม 90 แห่ง ซึ่งจะทำให้ธุรกิจน้ำมันในกัมพูชาของ ปตท.มีรายได้ในปีดังกล่าวรวม 10,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ปตท.ยังมีแผนขยายกิจการร้านกาแฟ “อเมซอน” ในกัมพูชา ต่อเนื่อง ทั้งที่อยู่ในปั๊ม ปตท.และนอกปั๊ม ปตท.เพราะผู้บริโภคกัมพูชานิยมดื่มกาแฟเพิ่มมากขึ้น เดือนพ.ย.นี้ ปตท.จะเสนอให้คณะกรรมการ ปตท.พิจารณาปรับแผนลงทุนธุรกิจร้านกาแฟอเมซอนในอาเซียนใหม่อีกครั้ง จากเดิมตั้งเป้าหมายปี 2563 จะมีร้านกาแฟอเมซอนในอาเซียนรวม 200 แห่ง เพราะพบว่าผู้ประกอบการท้องถิ่นในอาเซียน สนใจขอซื้อลิขสิทธิ์ไปเปิดกิจการเป็นจำนวนมาก เฉพาะในกัมพูชา มีผู้เสนอขอซื้อสิทธิ์ประมาณ 100 ราย “ธุรกิจน้ำมันในอาเซียนปี 2563 ปตท.ตั้งเป้าขยายปั๊มน้ำมันในอาเซียน 500 แห่ง จากปัจจุบันอยู่ที่ 170 แห่ง”.

 

จ่อลอยตัวราคาน้ำตาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/753357

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบนั้น แนวทางการปฏิบัติ ได้หารือกับทุกฝ่ายแล้ว โดยจะเริ่มใช้ในฤดูการผลิตปี 2560/61 โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างราคา ที่จะนำไปสู่การลอยตัวราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงาน ซึ่งขณะนี้ได้หารือกับทุกภาคส่วนแล้วว่า การลอยตัวจะมีเพดานราคากำหนดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอยู่ในระดับ 1-2 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เพื่อไม่ให้กระทบต่อทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ หลักการลอยตัวราคาจะเป็นส่วนของราคาหน้าโรงงาน ที่ขณะนี้กำหนดราคาน้ำตาลทรายขาวหน้าโรงงาน 19-20 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาน้ำตาลทรายขาวตลาดโลกเฉลี่ยเคลื่อนไหวที่ 400-700 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน แนวทางการลอยตัวจะดูการเคลื่อนไหวของราคาเป็นหลัก หากราคาตลาดโลกเปลี่ยนแปลง เมื่อคำนวณเป็นราคาไทยให้เคลื่อนไหวขึ้นลงระดับ 1-2 บาทต่อกิโลกรัม ก็จะประกาศเปลี่ยนแปลง จากนั้นตามกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์จะต้องดูราคาขายปลีก ที่จะมีค่าการตลาดและค่าขนส่งด้วย ซึ่งเป็นเรื่องของพาณิชย์

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายว่า การลอยตัว เบื้องต้นจะมีการกำหนด เพดานที่เหมาะสม เพื่อป้องกันผลกระทบต่อทุกฝ่าย แต่บางโรงงานเองก็อยากเห็นการลอยตัวแบบสมบูรณ์มากกว่า อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำตาลทรายดิบซื้อขายล่วงหน้าเฉลี่ยอยู่ที่ 21-22 เซนต์ต่อปอนด์ ยอมรับว่าทิศทางเป็นขาขึ้น

นายธีระชัย แสนแก้ว ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน กล่าวว่า การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายที่จะนำไปสู่การลอยตัว คาดว่าจะปฏิบัติได้ในฤดูการผลิตปี 2560/61 ซึ่งเบื้องต้นชาวไร่และโรงงานได้หารือแล้ว กรอบที่วางเป็นแนวทางให้ประเทศบราซิลได้รับทราบถึงการแก้ไขปัญหาของไทย เพื่อไม่ให้ผิดระเบียบขององค์การการค้าโลก (WTO)

 

ออกกฎหมายคุมธุรกิจรายใหญ่ ผูกขาด-แข่งขันไม่เป็นธรรมโดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ต.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/753356

 

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงร่างพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าที่ผ่านการพิจารณาจาก ครม.แล้วว่า จากนี้จะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คาดว่าน่าจะมีผลบังคับใช้ราวกลางปี 60 หลักการสำคัญที่แก้ไขคือ จะบังคับใช้กับทุกหน่วยธุรกิจ รวมถึงรัฐวิสาหกิจด้วย แต่ยกเว้นรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการตามกฎหมายหรือนโยบายของรัฐบาลเพื่อประโยชน์และความมั่นคงของรัฐ นอกจากนี้ ยังเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้ โดยได้ปรับบทบัญญัติต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น โดยมุ่งดูแลพฤติกรรมการใช้อำนาจเหนือตลาดของธุรกิจรายใหญ่ ที่ก่อให้เกิดการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน ปรับบทลงโทษให้เหมาะสม กับการกระทำผิดทางเศรษฐกิจ และสอดคล้องกับความหนักเบาของพฤติกรรม รวมถึงมีความเป็นอิสระมากขึ้น โดยให้คณะกรรมการและหน่วยงานที่กำกับดูแลแยกออกมาเป็นองค์กรอิสระ คณะกรรมการและเลขาธิการ มาจากกระบวนการคัดสรร ซึ่งจะทำให้ปราศจากการแทรกแซงจากการเมือง

หลักสำคัญของกฎหมาย ห้ามไม่ให้ใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม ห้ามการควบรวมธุรกิจที่ผูกขาดหรือไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน ห้ามผู้ประกอบธุรกิจตกลงร่วมกันในการผูกขาด จำกัด หรือลดการแข่งขัน ห้ามตกลงร่วมกับบริษัทในต่างประเทศ จำกัดโอกาสของบุคคลในประเทศในการซื้อโดยตรงจากต่างประเทศเพื่อใช้เอง ส่วนเกณฑ์การมีอำนาจเหนือตลาด และเกณฑ์ควบรวมกิจการ ได้ปรับใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพตลาดที่แท้จริงในปัจจุบัน “อำนาจเหนือตลาดจะพิจารณาจากสภาพตลาดของธุรกิจก่อน เช่น จำนวนผู้ประกอบการในธุรกิจ การเข้าถึงวัตถุดิบ อุปสรรค การเข้าถึงตลาด นโยบายรัฐ จากนั้นจะดูส่วนแบ่งตลาดที่ต้องเกิน 50% ถ้าพบว่าผู้มีอำนาจเหนือตลาดรายใดมีพฤติกรรมแข่งขันการค้าไม่เป็นธรรม จนกระทบรายเล็กมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 10% ของรายได้ปีก่อน”.