ร้านค้าแฉน้ำอัดลมแอบขึ้นราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ต.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/755971

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ร้านจำหน่ายเครื่องดื่มได้แจ้งจากผู้ผลิตน้ำอัดลมรายหนึ่งว่า ล่าสุดได้ปรับขึ้นราคาน้ำอัดลมขวดแก้วและกระป๋องอีก 2 บาท โดยในส่วนขวดแก้วขนาด 250 มล. ปรับราคาขึ้นจากเดิม 10 บาท เป็น 12 บาท และแบบกระป๋องเป็นการปรับขึ้นราคา โดยยกเลิกการผลิตขนาด 240 มล. ที่มีราคาจำหน่าย 10 บาท และมาผลิตขนาด 245 มล.เพียงขนาดเดียว และจำหน่ายในราคา 12 บาท

โดยการปรับขึ้นราคาในครั้งนี้ เป็นการปรับขึ้นหลังจากที่ช่วงเดือน ก.ค.59 มีข่าวหลุดออกมาว่าผู้ผลิตน้ำอัดลมได้แจ้งร้านค้าว่าจะขอปรับขึ้นราคาจำหน่ายอีก 2 บาท โดยให้เหตุผลว่าต้นทุนวัตถุดิบ คือ น้ำตาลทรายสูงขึ้น และยังได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตกลุ่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ทั้งๆ ที่รัฐบาลยังไม่ได้เก็บภาษีดังกล่าว แต่หลังจากมีข่าวหลุดออกมาแล้ว ผู้ผลิตได้แจ้งร้านค้าว่าจะยังไม่ปรับขึ้นราคา แต่ในที่สุด ก็ปรับขึ้นราคาแล้ว

สำหรับน้ำอัดลม มีผู้ผลิตรายใหญ่ 3 ราย คือ โค้ก เป๊ปซี่ และเอส เป็นหนึ่งในสินค้าที่อยู่ในบัญชีติดตามดูแลของกรมการค้าภายในจำนวน 205 รายการ โดยปัจจุบันถูกกำหนดอยู่ในบัญชี Watch List (WL) โดยติดตามและตรวจสอบสถานการณ์เป็นประจำทุก 15 วัน และตรวจสอบไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค
นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังมีมาตรการกำหนดให้ผู้ผลิตต้องแจ้งการปรับขึ้นราคาล่วงหน้า และต้องได้รับการพิจารณาก่อน หากเห็นว่าเหมาะสมจึงจะอนุมัติให้ปรับขึ้นราคาได้ ซึ่งไม่แน่ชัดว่าการปรับขึ้นราคาครั้งนี้ ได้รับอนุมัติจากกรมการค้าภายในแล้วหรือไม่

ด้านนายปริญญา เพิ่มพานิช ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาน้ำอัดลมในภาพรวมทั้งอุตสาหกรรม รวมถึงแบรนด์ “เอส” ในช่วงนี้ ขอยืนยันว่าไม่มีแน่นอน เพราะไม่มีเหตุผลและปัจจัยอะไรที่ต้องปรับราคาสินค้าขึ้น เนื่องจากราคาน้ำตาลและน้ำมัน ต้นทุนวัตถุดิบหลักมีปัจจัยบวก ประกอบกับการปรับราคาน้ำอัดลมขึ้นทุกครั้ง ผู้ประกอบการทุกค่ายต้องมีการพูดคุยกันก่อนล่วงหน้า.

 

บนเส้นทางการปฏิรูปประเทศ ใต้ร่ม…ราชาประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/755286

17 ต.ค. 2559 05:30

บนเส้นทางการปฏิรูปประเทศ ใต้ร่ม…ราชาประชารัฐ

17 ต.ค. 2559 05:30

บนเส้นทางการปฏิรูปประเทศเพื่อให้พ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงโครงสร้างประเทศในทุกสาขา ตั้งแต่ระดับล่างขึ้นสู่ระดับบน ทั้งในภาคเกษตรกรรม การศึกษา ไปจนถึงภาคการผลิตในอุตสาหกรรม รวมทั้งระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆอีกมากมาย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การปฏิรูปประเทศไทยบรรลุผลสมดังที่คาดหวังไว้ ทีมเศรษฐกิจ ขอเสนอให้รัฐบาลนำเอาแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาประเทศของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างจริงจัง และสำเร็จดังปณิธานของพระองค์ท่านดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

**************

ใส่ใจพื้นฐานของประชาชน

นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีรากฐานผูกพันกับภาคการเกษตร ทั้งยังมีภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยต่อการทำเกษตรกรรม จึงทำให้ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญที่หล่อเลี้ยงอาหารแก่ชาวโลก กระนั้น การขยายสาขาเศรษฐกิจไปสู่ภาคอุตสาหกรรม และบริการ ด้านหนึ่งทำให้ขนาดเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวมาจนถึงระดับ 13 ล้านล้านบาท แต่อีกด้านหนึ่งภาคเกษตรกรรมในชนบทก็ยังต้องประสบกับปัญหามากมายที่สะสมมานานจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไขได้ยาก ส่งผลให้ความยากจนเพิ่มขึ้นตามลำดับ

สัดส่วนจีดีพี (รายได้ประชาชาติ) ภาคการเกษตรลดลงถึงระดับต่ำกว่าร้อยละ 10 ทั้งยังเป็นสัดส่วนเกือบร้อยละ 40 ของประชากรในวัยทำงานด้วย จึงเกิดสภาพที่ภาคเกษตรมีการใช้แรงงานมาก แต่ผลผลิตต่ำ นั่นทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ประสบภาวะหมดเนื้อหมดตัว

รายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า เกษตรกรที่เคยเป็นเจ้าของที่ดิน ลดลงจากร้อยละ 43.76 ในปี 2547 เหลือเพียงร้อยละ 17.81 เท่านั้นในปี 2554

การจะยกประเทศไทยออกจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางสำเร็จจึงเป็นเรื่องยากมาก หากรัฐไม่ทุ่มเทกับการแก้ไขปัญหาที่สะสมกันมาเป็นเวลานานให้แก่ภาคเกษตรกรรมในชนบท ทั้งยังอาจจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยรุนแรงยิ่งขึ้นจนสร้างปัญหาอื่นๆตามมาอย่างนับไม่ถ้วนด้วย

ในอดีตที่ประเทศไทยมุ่งหน้าไปเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำรัสไว้ในปี 2536 ว่า “…ตามปกติคนเราชอบดูสถานการณ์ในทางดี ที่เขาเรียกว่าเล็งผลเลิศ ก็เห็นว่า ประเทศไทยเรานี่ก้าวหน้าดี การเงินการอุตสาหกรรมการค้าดี มีกำไร…

อีกทางหนึ่งก็ต้องบอกว่า เรากำลังเสื่อมลงไปส่วนใหญ่ ทฤษฎีว่า ถ้ามีเงินเท่านั้นๆ มีการกู้เท่านั้นๆ หมายความว่า เศรษฐกิจก้าวหน้า แล้วประเทศก็เจริญ มีหวังว่าจะเป็นมหาอำนาจ ขอโทษเลยต้องเตือนเขาว่า จริงตัวเลขดี แต่ว่า ถ้าเราไม่ระมัดระวังในความ ต้องการพื้นฐานของประชาชนนั้น ไม่มีทาง…”

จากนั้นไม่กี่ปี ประเทศไทยก็เข้าสู่วิกฤติต้มยำกุ้ง ประชาชนตกงาน ธุรกิจล้มลงเป็นจำนวนมาก มีการปิดสถาบันการ เงิน 56 แห่ง ใช้เงิน ไปสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องช่วยเหลือสถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ไม่ให้ล้มครืนลงทั้งระบบ

ขณะเดียวกันยังใช้เงินกว่า 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อปกป้องค่าเงินบาท ก่อนจะพ่ายแพ้ให้แก่พ่อมดการเงินโลกทั้งหลาย จนต้องเข้าสู่โครงการความช่วยเหลือทางด้านการเงิน และทางวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ภายใต้วงเงินกู้ 17,200 ล้านเหรียญ

ต้องเริ่มจากการพอมีพอกินก่อน

สหกรณ์การเกษตรเป็นรูปแบบหนึ่งของการรวมตัวกันเพื่อสร้างความเข้มแข็ง นับจากการจัดตั้งสหกรณ์แห่งแรกในประเทศไทยเมื่อ 100 ปีก่อนในจังหวัดพิษณุโลก จากนั้นจึงเกิดสหกรณ์ประเภทต่างๆตามมา จนมีจำนวนประมาณ 7,000 แห่งในปัจจุบัน และมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตร

อย่างไรก็ตาม ขณะที่สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ดำเนินกิจการต่างๆมายาวนาน จนมีทุนบริหารเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,300 ล้านบาท ก็มีรายงานจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ว่า ช่วงระหว่างปี 2553-2558 มีสหกรณ์ประเภทต่างๆเลิกกิจการลงไปกว่าพันแห่ง จากการสำรวจยังพบว่ามีจำนวนสหกรณ์มากถึงร้อยละ 60 ไม่มีการจัดทำแผนกลยุทธ์ มีเพียงร้อยละ 40 เท่านั้นที่ทำงานตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้

เช่นเดียวกับวิสาหกิจชุมชนที่มีการจัดตั้งขึ้นทั่วประเทศเกือบ 70,000 แห่ง แต่มีศักยภาพในระดับดีเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น

การรวมตัวกันของประชาชนในชนบทเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ตนเองนั้นต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายทั้งจากปัจจัยทางสังคมและประชากรคือ เป็นผู้ที่มีระดับการศึกษาน้อย และอายุมาก ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของเกษตรกรสูงถึง 46 ปี และเป็นผู้ที่อายุเกิน 60 มากถึงร้อยละ 12.8

นอกจากนั้น ระบบการส่งเสริมภาคการเกษตรให้อยู่ได้ของภาครัฐยังอ่อนแอ ต้นทุนการผลิต และระบบการขนส่ง หรือโลจิสติกส์ของเกษตรกรไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม และลาวได้

อนาคตของเกษตรกรในชนบทจึงยังอ่อนแอเกือบทุกด้าน ยากที่จะพัฒนาตนเองไปได้ สอดคล้องกับพระราชดำรัสที่พระราชทานไว้ว่า “…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือความ พอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการ และใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…

หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศ และของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด…”

บันไดสามขั้นของ “ในหลวง”

หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ประเทศไทยบอบช้ำอย่างหนัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังพระราชทานพระราชดำรัสสำคัญ ตอนหนึ่งว่า “…ถึงบอกว่า เศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ สองอย่างนี้จะทำความเจริญแก่ประเทศได้ แต่ต้องมีความเพียร แล้วต้องอดทน ต้องไม่ใจร้อน…”

นั่นคือการใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่กับเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อให้ประชาชนทั้งในชนบทและในเมืองพัฒนาได้อย่างมีขั้นตอน จากระดับครัวเรือนสู่ชุมชนได้อย่างมั่งคั่งสมบูรณ์ โดยมีความรู้ และคุณธรรมเป็นเครื่องมือให้เกิดความยั่งยืน

สำหรับประชาชนภาคเกษตรกรรมในชนบทนั้น ทฤษฎีใหม่ขั้นต้นมุ่งหวังให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในด้านการอยู่การกินด้วยการจัดสรรทรัพยากรทางการเกษตรให้เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภค

เมื่อสามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องสร้างหนี้สินแล้ว ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สองซึ่งได้แก่การรวมกลุ่มกันเพื่อเพิ่มพลัง รวมทั้งลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มอำนาจต่อรองในการขายสินค้าไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ที่สำคัญในขั้นนี้คือ เมื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้สำเร็จแล้ว จะต้องเสริมความเข้มแข็งภายในชุมชนไปพร้อมๆกัน เช่น การจัดกองทุนสวัสดิการ กองทุนบำรุงศาสนา กองทุนการศึกษา เป็นต้น เพื่อให้การพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมเดินไปพร้อมๆกัน

การรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งจะนำไปสู่ความสามารถในทฤษฎี ใหม่ขั้นที่สาม ซึ่งองค์กร ชุมชน จะมีความสามารถเพียงพอในการขยายงานร่วมกับองค์กรภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การระดมทุน การหาแหล่งเงินทุน และการลงทุนขยายกิจการ เป็นต้น

“ราชาประชารัฐ” ของพระราชา

ความสำเร็จของการประยุกต์แนวพระราชดำริปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ ดังที่พระราชทานไว้นั้น เกษตรกรในชนบทไม่สามารถทำได้เองตามลำพัง จึงเป็นงานที่ภาคส่วนต่างๆ ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เช่น ภาคราชการต้องปฏิบัติหน้าที่ให้สมบูรณ์ สถาบันการศึกษาต้องนำความรู้ไปเสริมความสามารถของชุมชน ภาคธุรกิจให้ความเป็นธรรม และต้องร่วมพัฒนาการกับเกษตรกรเป็นสำคัญ

การก้าวไปในแต่ละขั้นของทฤษฎีใหม่ ล้วนแล้วแต่จะต้องมีบทบาทขององค์กรภายนอกเข้ามาเสริม เช่น ในขั้นที่หนึ่ง เพื่อการพออยู่พอกิน ย่อมต้องพึ่งความรู้ และการสนับสนุนด้านการพัฒนาดิน พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ การจัดการน้ำ ในขณะที่ ขั้นสอง จะต้องเรียนรู้เรื่องการบริหาร เทคนิคการตลาด นวัตกรรม และ ขั้นที่สาม ต้องมีความรู้ด้านการบริหารธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง เป็นต้น

สหกรณ์การเกษตรบ้านลาดเดินบนบันไดสามขั้น และแสวงหาความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ จนปัจจุบัน นอกจากจะมีขนาดธุรกิจที่ใหญ่จากการเป็นผู้ส่งออกกล้วยรายใหญ่ไปยังประเทศญี่ปุ่น และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แล้ว ยังจัดการด้านสวัสดิการต่างๆแก่สมาชิกและชุมชน จนริเริ่มทำโครงการเพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ต่อยอด พัฒนาจากพื้นฐานที่มีอยู่ให้รองรับคนรุ่นใหม่ในชุมชนจริงๆ

แนวทางการพัฒนาประเทศตามพระราชดำริจึงมีความชัดเจนของการเริ่มต้นจากจุดย่อยที่สุด คือ ที่ตัวประชาชน เกษตรกร และครอบครัว แล้วพัฒนาขึ้นเป็นกลุ่ม เป็นชุมชน เป็นสหกรณ์ และขยายจากภายในออกไปสู่ภายนอก

ขณะที่แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามมติองค์การสหประชาชาติ (UN) มีลักษณะเป็นสัญญาประชาคมของสมาชิกที่จะไปขับเคลื่อนในประเทศของตน จึงมีลักษณะการพัฒนาประเทศด้วยกลไกราชการแบบบนลงล่าง อย่างไรก็ตาม องค์การสหประชาชาติเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างไปด้วยกันในทุกภาคส่วน (Inclusive Growth) เป็นความริเริ่มให้เกิดการประสานงานกันระหว่างแนวทางพัฒนาแบบแนวราบ และแนวดิ่ง

แนวพระราชดำริเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงกลายเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกเพื่อใช้เป็นแนวทางหลุดพ้นจากเศรษฐกิจที่ชะงักงัน

ประเทศไทยเองก็ควรถึงเวลาที่จะช่วยกันพยุงเกษตรกรในชนบทให้สามารถขึ้นบันไดตามทฤษฎีใหม่ได้อย่างเป็นระบบตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่ายให้เต็มความสามารถ

ถึงเวลานั้น คนไทยเราก็จะพ้นกับดักรายได้ปานกลางไปพร้อมๆกันตาม พระปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศของเรา.

ทีมเศรษฐกิจ

ลุ้น “ไบโอ-อีโคโมนี” เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน “PTTGC” แจ้งขอเลื่อนลงนามความร่วมมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/755967

 

หลังจากทางราชการประกาศให้บริษัทต่างๆ รวมถึงภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และประชาชนทั่วไป งดเว้นการจัดงานรื่นเริง และกิจกรรมอื่นๆในช่วงระหว่างงานพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ซึ่งมีกำหนดการต้องลงนามความร่วมมือ (MOU) ในการสร้างเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-Economy) เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันการวิจัยต่างๆ โดยคณะทำงานในกลุ่มไบโอ-อีโคโนมี สานพลังประชารัฐ ที่มี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.กระทรวงพลังงาน และนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานคณะกรรมการ บมจ.ปตท.จีซี จึงจำเป็นต้องเลื่อนการลงนามความร่วมมือระหว่างองค์กรในภาคต่างๆ ออกไปก่อนจากเดิมที่กำหนดให้มีการลงนามความร่วมมือระหว่างกันในวันจันทร์ที่ 17 ต.ค.นี้ เวลา 13.00-15.30 น. ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม เซ็นทรัล แกรนด์ @ เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว ออกไปก่อน จนกว่าจะมีความพร้อมในการกำหนดวันลงนามความร่วมมือกันอีกครั้ง.

 

กองสลากฯ ออกลอตเตอรี่งวด 16 ต.ค. ตรวจผลได้ที่นี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ต.ค. 2559 15:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/755711

 

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ดำเนินการออกเลขรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ประจำงวดวันที่ 16 ต.ค. 2559…

เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ดำเนินการออกเลขรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ประจำงวดวันที่ 16 ต.ค. 2559 จาก ณ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (สนามบินน้ำ) ผลรางวัลคือ รางวัลที่ 1-571947/ 3 ตัวหน้า 692, 885/ 3 ตัวท้าย 032,587 เลขท้าย 2 ตัว 98 สำหรับผู้สนใจสามารถตรวจสอบรางวัลทั้งหมดได้ที่ ผลลอตเตอรี่ 16 ต.ค.59

 

ขนส่ง เข้มห้ามฉวยโอกาสขึ้นค่ารถ ช่วง ปชช.แสดงความอาลัยในหลวง รัชกาลที่9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/755671

16 ต.ค. 2559 15:20

ขนส่ง เข้มห้ามฉวยโอกาสขึ้นค่ารถ ช่วง ปชช.แสดงความอาลัยในหลวง รัชกาลที่9

16 ต.ค. 2559 15:20

กรมการขนส่งทางบก เชิญชวนผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท ร่วมทำความดี ให้บริการด้วยมิตรไมตรี เอื้ออาทร และอำนวยความสะดวกประชาชน เตือน! รถสาธารณะอย่าฉวยโอกาสขึ้นราคา ขู่ ลงโทษหนักทันที

เมื่อวันที่ 16 ต.ค. นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในช่วงที่มีความต้องการในการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะเป็นจำนวนมาก ให้ได้รับความสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น กรมการขนส่งทางบก ได้จัดเจ้าหน้าที่ตรวจการขนส่งทางบก ลงพื้นที่อำนวยความสะดวก และคุมเข้มความปลอดภัยตรวจสอบการให้บริการรถโดยสารสาธารณะอย่างเข้มงวด ตลอดจนป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้โดยสารตามเส้นทางที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก โดยเฉพาะเส้นทางที่ประชาชนเดินทางมาร่วมลงนามแสดงความอาลัย โดยจัดเจ้าหน้าที่ตรวจการ จำนวน 15 ชุด (75 นาย) อำนวยความสะดวก และให้บริการประชาชน ณ จุดเชื่อมต่อต่างๆ เช่น สถานีรถไฟ หัวลำโพง สถานีขนส่งผู้โดยสารทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ จตุจักร สายใต้ใหม่ และเอกมัย จุดเชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าที่มีผู้ใช้บริการมาก รวมทั้งบริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสนามหลวง ทั้งนี้ หากพบรถโดยสารสาธารณะที่เอาเปรียบประชาชน จะดำเนินการตามกฎหมายทันที โดยปรับอัตราโทษสูงสุด และบันทึกประวัติเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจถูกพิจารณาพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตขับรถด้วย นอกจากนี้ ยังจัดพนักงานประจำศูนย์รับเรื่องร้องเรียน 1584 เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการให้บริการสอบถามข้อมูล และรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ยังเชิญชวนผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ให้บริการ พนักงานขับรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท โดยเฉพาะรถแท็กซี่, รถจักรยานยนต์รับจ้าง, รถตุ๊กตุ๊ก, รถเมล์, รถโดยสาร ฯลฯ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำความดีดูแลอำนวยความสะดวกประชาชน ในโอกาสที่มีประชาชนเดินทางร่วมลงนามแสดงความอาลัย ซึ่งมีความต้องการใช้รถโดยสารสาธารณะเป็นจำนวนมาก ด้วยการมอบบริการที่ดี มีน้ำใจ ไม่เอาเปรียบผู้โดยสาร และปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อร่วมใจกันสร้างสังคมที่ดี ยกระดับมาตรฐานการให้บริการ สร้างความอุ่นใจและความปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร ซึ่งเท่ากับเป็นการทำความดีในหน้าที่งานบริการรถโดยสารสาธารณะ ที่สามารถสร้างประโยชน์ในสังคมอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้ ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือถูกเอาเปรียบจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ แจ้ง 1584 ตลอด 24 ขั่วโมง อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด

คมนาคม สั่งหน่วยงานดูแล ปชช.ที่เดินทางมาน้อมถวายบังคม พระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/754652

15 ต.ค. 2559 20:53

คมนาคม สั่งหน่วยงานดูแล ปชช.ที่เดินทางมาน้อมถวายบังคม พระบรมศพ

15 ต.ค. 2559 20:53

กระทรวงคมนาคม จัดระบบขนส่งเพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทางของประชาชนที่มาร่วมน้อมถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม ได้จัดเตรียมการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาร่วมถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ระหว่างวันที่ 14–16 ต.ค.59 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ดังนี้

กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ตรวจการทั้งหมด จำนวน 15 ชุด (75 คน) ณ จุดเชื่อมต่อต่างๆ เช่น BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, สยาม, วงเวียนใหญ่ และบริเวณจุดเชื่อมต่อบริเวณรอบโรงพยาบาลศิริราชและสนามหลวง เพื่อตรวจจับรถสาธารณะป้องกันการเอาเปรียบผู้โดยสาร

ขณะเดียวกัน ได้จัดเตรียมบริเวณกรมการขนส่งทางบกเพื่อเป็นจุดรองรับรถโดยสาร บขส. ที่จะเข้ามาจากต่างจังหวัด พร้อมทั้งได้ประสานสหกรณ์แท็กซี่เพื่ออำนวยความสะดวกจัดคิวรับผู้โดยสารเดินทางต่อไปยังจุดต่างๆ นอกจากนี้ ประสานสมาคมรถโดยสารรับจ้างไม่ประจำทางให้ทราบถึงจุดจอดต่างๆ บริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง พร้อมและอาจเข้ามาใช้จุดจอดในขนส่ง เพื่อส่งประชาชนจากต่างจังหวัดและ ประชาสัมพันธ์ช่องทางต่างๆ เตือนรถโดยสารสาธารณะที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้โดยสาร ลงโทษหนักทุกกรณี

นายอาคม กล่าวอีกว่า ในส่วนของกรมเจ้าท่า ขอความร่วมมือผู้ประกอบการเรือโดยสารสาธารณะ จัดเตรียมเรือโดยสารเพิ่มเติม (เรือเสริม) ให้บริการ ดังนี้ เรือโดยสารสาธารณะ (เรือเสริม) จำนวน 3 ลำ ของบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ให้บริการรับส่งประชาชน โดยไม่เก็บค่าโดยสาร ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. โดยมีเส้นทางเดินเรือระหว่างท่าเรือสาทร–ท่าเรือพรานนก และท่าเรือพรานนก–ท่าเรือนนทบุรี

สำหรับเรือโดยสารด่วนเจ้าพระยาที่ให้บริการตามปกติ ได้มีการเพิ่มจำนวนการให้บริการ เป็น 55 ลำ ออกให้บริการทุก 10 นาที และขยายเวลาให้บริการถึงเวลา 21.00-22.00 น. เรือโดยสารข้ามฟาก เรือทรัพยธนนคร 1 ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ทรัพย์ธนนคร และเรือข้ามฟากนำโชคชัย 10 เรือข้ามฟากโพธิ์อรุณ 15 ให้บริการรับส่งประชาชนโดยไม่เก็บค่าโดยสาร ตั้งแต่เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป โดยมีเส้นทางเดินเรือระหว่างท่าเรือพรานนก–ท่าช้าง

นายอาคม กล่าวอีกว่า ในส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้จัดเพิ่มตู้โดยสารพ่วงในขบวนรถไฟฟรี รถไฟเชิงพาณิชย์ทั่วประเทศ และเพิ่มขบวนรถฟรีเสริมเที่ยวพิเศษสายชานเมือง–ทางไกล อีก 18 ขบวน เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค. พร้อมมอบนโบายให้เจ้าหน้าที่การรถไฟฯ คณะแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลบุรฉัตร (โรงพยาบาลรถไฟ) และขอความร่วมมือไปยังตำรวจรถไฟ อำนวยความสะดวกการเดินทางประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง โดยได้เพิ่มจำนวนตู้รถโดยสารพ่วงเพิ่มในขบวนรถไฟในเส้นทางปกติ พร้อมจัดขบวนรถเสริมพิเศษ “รถไฟฟรี” รองรับการเดินทางของประชาชนตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค.เป็นต้นไป

ส่วนองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เพิ่มจำนวนรถ เที่ยววิ่ง การเปลี่ยนกะพนักงานประจำรถ ทั้งกะเช้า กะบ่าย และกะสว่าง ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ตั้งแต่เวลา 05.00–24.00 น. ซึ่งรถโดยสารของ ขสมก. ที่ผ่านบริเวณวัดพระแก้ว สนามหลวง และบริเวณใกล้เคียง ซึ่งรถโดยสารธรรมดาให้บริการฟรีทั้งหมด ยกเว้นรถโดยสารปรับอากาศเก็บค่าโดยสารในอัตราปกติ

ทั้งนี้ ขสมก. ได้จัดรถโดยสาร Shuttel Bus อำนวยความสะดวกแต่ละจุด ปลายทางสนามหลวง ให้บริการฟรี รวม 32 เส้นทาง ดังนี้ เส้นทางหมอชิต เส้นทางสายใต้ใหม่ เส้นทางหัวลำโพง เส้นทางเอกมัย เส้นทางอนุสาวรีย์ชัย เส้นทางวงเวียนใหญ่ เส้นทางบางใหญ่ ที่จะมุ่งตรงมายัง สนามหลวง นอกจากนี้ ขสมก.ได้จัดรถเอกชนร่วมบริการ และบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) จัดรถเสริมทุกเส้นทางเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากเที่ยววิ่งปกติ อีกด้วย

นอกจากนี้ บขส. ได้จัดพื้นที่บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (ปิ่นเกล้า) เป็นจุดจอดสำหรับรถตู้และรถโดยสารไม่ประจำทาง (รถ 30) ที่เดินทางมาจากต่างหวัด เพื่อร่วมพระราชพิธีพระบรมศพ โดยไม่คิดค่าบริการ ซึ่งพื้นที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (ปิ่นเกล้า) สามารถจอดรถได้ประมาณ 130 คัน และได้มอบให้นายสถานีเดินรถทั่วประเทศประสานกับทางจังหวัด สำรวจความต้องการของประชาชนในการเดินทางเข้าร่วมพระราชพิธีฯ เพื่อจัดเตรียมรถโดยสารรองรับประชาชนให้เพียงพอตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

คนแห่ตลาดโบ๊เบ๊ ซื้อชุดดำ พณ.ฮึ่ม ห้ามโก่งราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/754642

15 ต.ค. 2559 13:16

คนแห่ตลาดโบ๊เบ๊ ซื้อชุดดำ พณ.ฮึ่ม ห้ามโก่งราคา

15 ต.ค. 2559 13:16

คนแห่ไปตลาดโบ๊เบ๊ หาซื้อชุดดำไว้ทุกข์ ร่วมน้อมถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ พาณิชย์ ฮึ่มห้ามโก่งราคา..

เมื่อวันที่ 15 ต.ค.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนจำนวนมากเดินทางมาเลือกซื้อเสื้อผ้าสีดำเพื่อสวมใส่ไว้ทุกข์ จนตลาดโบ๊เบ๊แน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่เบียดเสียด หลายคนต้องใช้เครื่องแต่งกายสีดำเป็นเวลานาน จึงตัดสินใจมาซื้อที่ตลาดค้าส่ง เพราะกรณีที่ซื้อจำนวนมากจะได้ราคาต่ำกว่าท้องตลาด ประกอบกับวันนี้เป็นวันหยุด คนมากเป็นพิเศษ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจึงเปิดร้านเร็วขึ้นกว่าปกติ เพราะเข้าใจดีว่าการไว้ทุกข์ต้องสวมเสื้อผ้าสีดำ และเพื่อแสดงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในหลวงในดวงใจ ทำให้ประชาชนพร้อมใจหาซื้อเสื้อผ้าสีดำ และหลายคนตั้งใจจะไว้ทุกข์ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะภูมิใจที่ได้เกิดมาในแผ่นดินไทย และได้อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

ส่วนผู้ค้ารายย่อย ก็เลือกเดินทางมาซื้อเสื้อสีดำจำนวนมากเช่นกัน เพื่อนำไปขายต่อ จนปริมาณสินค้าขาดตลาดไม่เพียงพอกับความต้องการ บางร้านถึงกับต้องติดป้ายว่าสินค้าหมด โดยเสื้อที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือเสื้อยืดคอกลมสีดำ สกรีนลายเลขเก้าไทย ขายราคาตัวละ 100 บาท มีประชาชนต่อแถวรอซื้อจำนวนมาก เจ้าของร้านบอกว่า เมื่อเช้ามืดลงของ 1,200 ตัว และขายหมดภายใน 2 ชั่วโมง ภาพรวมราคาเสื้อผ้าสีดำในวันนี้พ่อค้าแม่ค้าบางร้านก็ขายในราคาปกติที่เคยขายอยู่ คอกลมเฉลี่ยตัวละ 70-199 บาท และโปโล 199-250 บาท แต่บางร้านก็ขอขึ้นราคาจากเดิมเฉลี่ย 10-20 บาท เพราะราคาทุนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นทางที่โรงงานทอผ้า

ขณะที่ กระทรวงพาณิชย์ได้คุมเข้ม ห้ามไม่ให้โก่งราคาขายเสื้อสีดำ หากพบ จะมีโทษตามกฎหมาย หรือหากใครยังพอมีเสื้อผ้าสีดำไว้สวมใส่ขอให้อดใจรอสัก 1 สัปดาห์ ทั้งราคาและปริมาณจะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ.

นักธุรกิจสืบสานปณิธาน “ในหลวง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/754276

15 ต.ค. 2559 07:12

นักธุรกิจสืบสานปณิธาน “ในหลวง”

15 ต.ค. 2559 07:12

แม้จะอยู่ในยามทุกข์โศก น้ำตานองหน้าทั่วกันเพียงใด ประเทศไทยอันเป็นที่รักของประชาชน และของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ ต้องดำรงต่อไป อย่าให้การเสด็จสวรรคตครั้งนี้ ทำให้พระราชปณิธานที่จะเห็นราชอาณาจักรของพระองค์มีความเจริญรุ่งเรือง พสกนิกรมีความผาสุกสวัสดี มีเมตตาและไมตรีต่อกัน ต้องหยุดชะงักลง

…นี่เป็นความตอนหนึ่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการอ่านแถลงการณ์ในหลวงเสด็จสวรรคตเมื่อค่ำวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559 และข้างล่างนี้คือคำมั่นสัญญาของภาคธุรกิจเอกชนที่จะเดินรอยตามพระองค์…

นายธนินท์ เจียรวนนท์
ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์

เครือเจริญโภคภัณฑ์มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ก่อกำเนิดธุรกิจขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ทำให้กิจการเจริญเติบโตก้าวหน้ามาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 100 ปี

“พระมหากษัตริย์ของเราทรงตรากตรำพระวรกาย พูดอย่างสามัญว่าทรงทำงานหนักมาก ทรงห่วงใยพสกนิกรตลอดเวลา ทรงพยายามหาทางช่วยเหลือตลอดเวลา โดยเฉพาะประชาชนที่เป็นเกษตรกร ซึ่งมีฐานะยากจน ซึ่งปรากฏว่ามีโครงการพระราชดำริหลายพันโครงการ ที่แม้แต่องค์การต่างประเทศทั้งหลาย ก็รู้จักดี

จนองค์การต่างๆ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถวายเหรียญและประกาศยกย่องในพระปรีชาสามารถมากมาย”

ในส่วนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งดำเนินธุรกิจหลักด้านการเกษตรนั้น ได้รับพระมหากรุณาธิคุณหลายครั้งหลายครา โดยได้น้อมนำกระแสพระราชดำรัสและแนวพระราชดำริมาสู่การปฏิบัติ เริ่มตั้งแต่โครงการฟาร์มส่วนพระองค์หาดทรายใหญ่ ที่ตำบลเขาเต่า อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี พ.ศ.2514 และต่อมาเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2530 พนักงานและผู้บริหารได้ร่วมบริจาคเงินทุนเริ่มต้นกว่า 20 ล้านบาท ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบทขึ้นมา เพื่อดำเนินโครงการและกิจกรรมอันเนื่องมาจากพระราชดำรัสและพระราชดำริ

นอกจากนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้รับสนองโครงการพระราชดำริหลายโครงการ อาทิ ปลาทับทิม เพื่อให้พัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ปลานิลจิตรลดา ซึ่งทรงได้รับจากมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2508 ให้เป็นปลามีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ เกษตรกรสามารถนำไปเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพได้ จากนั้นในปี พ.ศ.2532 เครือเจริญโภคภัณฑ์โดย บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ จึงพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ปลานิลจิตรลดา โดยนำมาผสมข้ามพันธุ์กับสายพันธุ์ชั้นเลิศจากต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน และอิสราเอล ทำให้ได้สายพันธุ์ปลาชนิดใหม่ที่มีคุณสมบัติดีเด่น เหมาะเป็นปลาเนื้อเศรษฐกิจคุณภาพสูง สร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่เกษตรกรเป็นจำนวนมาก เป็นต้น

“พระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนเปรียบประดุจสายฝนที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผืนแผ่นดินไทย หลากหลายกิจกรรมที่เครือเจริญโภคภัณฑ์และเหล่าพนักงาน ร่วมแรงร่วมใจดำเนินการตามเบื้องพระยุคลบาท โดยน้อมเกล้าฯรับแนวพระราชดำริมาสานต่ออย่างจริงจังและต่อเนื่อง เปรียบได้เป็นเพียงหยดน้ำเล็กๆ ที่พร้อมใจไหลรวมกันเป็นสายธาร เพื่อสานต่อจุดมุ่งหมายของสายฝนแห่งพระมหา-กรุณาธิคุณให้คงอยู่คู่ผืนแผ่นดินไทยตลอดไป”.

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ
ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ทรงเหน็ดเหนื่อยกับพระราชกรณียกิจในการดูแลทุกข์สุขของพสกนิกร ตลอดระยะเวลาที่ครองสิริราชสมบัติ ซึ่งเป็น 70 ปีที่ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามอย่างแท้จริง

สำหรับพระราชกรณียกิจที่สำคัญอย่างการเปลี่ยนให้ชาวเขาที่ปลูกฝิ่นหันมาปลูกพืชเมืองหนาวนั้น เป็นเรื่องใหญ่มากและกลายมาเป็นโครงการหลวงกว่า 3,000 โครงการ ซึ่งทำให้คนทั่วโลกยอมรับและเคารพพระองค์โดยถ้วนหน้า พระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์ และการทรงงานหนัก ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่คนไทยควรเจริญรอยตามพระยุคลบาท สืบสานพระราชปณิธาน เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ได้ส่งหนังสือถึงสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศเพื่อแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และขอให้สมาชิกร่วมกันสนองพระราชปณิธานของพระองค์ และร่วมกันทำให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปอย่างแข็งแกร่ง

ในนามของคณะกรรมการฯ ผมขอให้สมาชิกทุกท่านร่วมกันสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ด้วยการตั้งใจทำความดีและร่วมสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญก้าวหน้า แปรเปลี่ยนความโศกเศร้าทั้งปวงให้เป็นแรงขับเคลื่อนประเทศ แสดงพลังให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของคนทั้งโลก ว่าคนไทยเทิดทูนพระองค์ท่านมากเพียงใด

ส่วนหอการค้าต่างประเทศนั้น ตนได้พูดคุยกับประธานหอการค้าต่างประเทศในไทยมาโดยตลอด ซึ่งขณะนี้ ต่างชาติเข้าใจสถานการณ์ของไทยเป็นอย่างดี และยังคงเชื่อมั่นที่จะทำธุรกิจในไทยต่อไป”.

นางเกศรา มัญชุศรี
กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยึดมั่นในหลักทศพิธราชธรรม ตลอดระยะเวลากว่า 70 พรรษาที่ทรงครองราชสมบัติ พระราชกรณียกิจที่สร้างรากฐานความยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยมีมากมาย

โดยเฉพาะหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระราชทานให้ปวงชนชาวไทยมากว่า 50 ปี เป็นปรัชญาแห่งความยั่งยืนที่แท้จริง ที่เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ตนเอง ครอบครัว ชุมชน องค์กรรัฐ และแม้แต่บริษัทเอกชนทั่วไป ในการนำมาใช้ปฏิบัติงานหรือบริหารพัฒนาประเทศ ให้สามารถดำเนินงานและเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ส่วนที่เป็นเงื่อนไขของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอีก 2 เงื่อนไข คือความรู้และคุณธรรม เป็นการตอกย้ำความรู้ความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจนั้นๆ ที่เดินคู่เคียงกันไปกับคุณธรรมขององค์กรและผู้บริหาร หรือที่เราคุ้นเคยกับคำว่าธรรมาภิบาล ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้นำหลักการด้านธรรมาภิบาล (good governance) และมุ่งเสริมสร้างการพัฒนาบริษัทจดทะเบียน ให้มีการดำเนินงานด้วยความมีธรรมาภิบาลและตระหนักถึงความสำคัญตลอดระยะเวลาเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา

ปรัชญาของเศรษฐกิจเพียงพอ คือ กรอบการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง นับเป็นความโชคดีอย่างไม่อาจจะเปรียบได้ของดิฉันและชาวไทยทุกคนที่เกิดมาใต้ร่มโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระนาม “ภูมิพล” ที่เปี่ยมล้นไปด้วยพระปรีชาสามารถและพระหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาต่อพสกนิกรของพระองค์ ทรงทุ่มเทพระวรกายอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ทรงเป็นมหาราชนักพัฒนา ที่ทรงทุ่มเท ค้นคิดแนวทางการพัฒนาประเทศ และความอยู่ดีกินดีของพสกนิกร ด้วยพระราชกรณียกิจมากมาย ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ถือว่าทรงเป็นต้นแบบและรากฐานของการพัฒนาความยั่งยืนของประเทศไทยอย่างแท้จริง

นายวัลลภ วิตนากร
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

การเสด็จสวรรคตของในหลวง “พ่อของแผ่นดิน” ในฐานะที่เป็นปวงชนชาวไทยคนหนึ่งรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งไม่ต่างกับคนไทยอื่นๆ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ภายใต้ร่มพระบารมียาวนาน 70 ปี ท่านได้นำความสุข และความเจริญมาสู่ปวงชนชาวไทย ท่านยังทรงเป็นนักพัฒนาด้านต่างๆ รวมถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่จะเป็นการจุดประกายให้ภาคเอกชนไทยเดินตามรอยมาอย่างต่อเนื่อง และจะน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งนานาประเทศต่างก็ยอมรับ เพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวันและพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืนตลอดไป.

นายศุภชัย เจียรวนนท์
ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

“ผมถือเสมอ ว่าผมช่างโชคดีนัก ที่เกิดมาในยุคสมัยของพระองค์ท่าน พระเจ้าอยู่หัวของเรา เป็นตัวอย่างของความเสียสละทุ่มเทต่อประเทศ ต่อประชาชนชาวไทย เป็นตัวอย่างผู้ที่มีความรักแท้ต่อประเทศและประชาชนของพระองค์ ทรงเป็นพ่อของแผ่นดินอย่างแท้จริง ซึ่งผมเชื่อว่าไม่เคยมีกษัตริย์ใดในโลกที่จะได้รับความรู้สึกนี้จากประชาชน”

นอกจากที่พระองค์ท่านจะทรงเปี่ยมด้วยความรักความเสียสละแล้ว ผมยังถือว่าท่านเป็นปราชญ์ ที่ช่วยให้ประเทศไทย ผ่านพ้นวิกฤตินับครั้งไม่ถ้วน จนมีความสงบ รุ่งเรือง ผาสุกมาจนถึงปัจจุบัน สังคมไทยอาจไม่ใช่สังคมที่ทันสมัยที่สุด แต่เป็นสังคมที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นสังคมที่มีอิสระ เปิดกว้าง พูดได้ว่าเป็นสังคมที่น่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก พระองค์ท่านไม่ทรงใช้พระราชอำนาจที่มีอยู่ล้นเหลือ เพื่อทำสิ่งที่ท่านต้องการต่อประเทศ แต่ท่านกลับใช้การกระทำ เป็นตัวอย่างที่ดี ด้วยความอุตสาหะและความเมตตา

ท่านทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่เข้าถึงแก่นธรรมของพระพุทธเจ้าโดยแท้ ผมภูมิใจที่เป็นคนไทย ที่มีพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ และจะมีความภาคภูมิใจเช่นนี้ตลอดไป ตอนรับรู้ข่าวว่าพระองค์ท่านสวรรคต ผมและภรรยา ใจหายอย่างบอกไม่ถูก น้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้าตา ทั้งที่รู้ว่าสักวัน วันนี้ต้องมาถึง เราได้สูญเสียบุคคลที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่โลกนี้มีโอกาสได้เห็น เหลือไว้ซึ่งความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน แม้ท่านจะไม่อยู่แล้ว แต่ท่านก็เหมือนยังอยู่ และมากกว่าเดิม อยู่ในใจเราทุกคน อยู่ด้วยความทรงจำที่สร้างคุณค่าและเป็นแรงบันดาลใจ ต่อผม ต่อชาวไทยทุกคนที่จะเดินหน้าต่อไป ด้วยความภูมิใจ ที่เกิดเป็นลูกในแผ่นดินของพระองค์ ตราบชีวิตจะหาไม่.

นายสมชาย ชมระกา
อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)

“ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ สอนให้รู้จักความพอเพียง อย่าโลภมาก สอนให้ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและอาชีพ ซึ่งในอาชีพผู้ประกอบการท่องเที่ยว ที่มีปัญหาก็เพราะมีผู้ประกอบการบางกลุ่มเอารัดเอาเปรียบ มุ่งแต่จะเอาผลประโยชน์ของตัวเอง โดยไม่น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ จึงสร้างความเสียหายต่อภาพรวมของธุรกิจท่องเที่ยว ถ้าน้อมนำมาใช้ จะไม่เกิดปัญหาอย่างแน่นอน

ผู้ประกอบการบางกลุ่มเห็นแก่ได้ พอนักท่องเที่ยวมาก็พาไปซื้อของเป็นส่วนใหญ่ ไปแหล่งท่องเที่ยวไม่กี่นาที ไม่ได้สัมผัสกับแก่นแท้ของวัฒนธรรม หรือแหล่งท่องเที่ยวของไทยในเชิงลึก เน้นแค่ผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้เท่านั้น ทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศเสียหาย”

สำหรับสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือแอตต้า ได้ยึดมั่นน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคม ตั้งมั่นในสติ อย่าเห็นแก่ได้ และสร้างความคุ้มค่าให้กับนักท่องเที่ยวอย่างสมเหตุสมผลกับเงินที่เสียไป

การน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ จะทำให้การท่องเที่ยวของไทยเกิดความยั่งยืนผู้ประกอบการก็จะอยู่ได้ในระยะยาวอย่างแท้จริง.

นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นผู้คิดค้นสิ่งใหม่ๆ เพื่อพัฒนาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ และโครงการในพระราชดำริอีกหลายโครงการ

ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ ได้ทรงปกครองประเทศ พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ตลอดจนผู้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ต่างได้รับความร่วมเย็นเป็นสุข

พระองค์ได้เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรไปทุกหนทุกแห่ง ได้ทรงพบผู้คน แลกเปลี่ยน รับรู้ และทรงเข้าใจในสภาพความเป็นอยู่ของคนเหล่านั้น และได้นำข้อเท็จจริงทั้งหลาย อันนำมาซึ่งความทุกข์ยากต่างๆ ที่คนเหล่านั้นประสบ มาหาแนวทางช่วยเหลือแก้ไข เป็นที่มาของโครงการพระราชดำริมากมายกว่าหนึ่งพันโครงการ ที่ผมและคณะผู้บริหาร และพนักงานดีแทค พร้อมน้อมนำไปปฏิบัติ เพื่อเป็นแนวทางในการทำความดีให้กับแผ่นดินไทยต่อไป

โดยดีแทคมีแนวคิดด้านการสนับสนุนกิจกรรมทางสังคม เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย และได้ดำเนินโครงการ Smart Farmer ตามพระราชกรณียกิจด้านการเกษตร เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกร เพราะคนไทยส่วนใหญ่เป็นผู้มีอาชีพทางด้านเกษตรกรรมและการเกษตร ถือเป็นรากฐานและชีวิตสำหรับประเทศของเรา

“การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ เป็นทางสายกลางที่จะป้องกันตัวเองจากความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยดีแทคได้นำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาผสมผสานกับการใช้เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร เชื่อมโยงเกษตรกรให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ และรับข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรทั่วไทย เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรไทย สู่การเป็นเกษตรกรต้นแบบ (Smart Farmer)”.

ในหลวงทรงเป็น THE GREAT KING ปวงชนชาวไทยร่วมถวายความจงรักภักดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/753592

15 ต.ค. 2559 07:10

ในหลวงทรงเป็น THE GREAT KING ปวงชนชาวไทยร่วมถวายความจงรักภักดี

15 ต.ค. 2559 07:10

เพื่อร่วมถวายความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้ต่อพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ทีมเศรษฐกิจ” ขออนุญาต ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา นำบันทึกที่ ดร.สุเมธ ได้เขียนถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไว้ในหนังสือ “ตามรอยพระยุคลบาท…ครูแห่งแผ่นดิน” มานำเสนอแก่ท่านผู้อ่านเป็นการร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงทุ่มเทพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยอย่างมิได้ทรงคำนึงถึงความสุขส่วนพระองค์เลยแม้แต่น้อยไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม

ในฐานะที่ได้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท และได้บรรยายไว้หลายครั้งในหลายโอกาสว่า ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากการทรงสอนงานในอันที่จะทำประโยชน์ให้แก่ ปวงชนชาวไทยทุกด้าน จึงได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและตระหนักในสำนึกเป็นอย่างยิ่งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ครูของแผ่นดินไทยอย่างแท้จริง

ดร.สุเมธ กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณโดยสรุปว่า

“ผมได้เข้าถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านพัฒนาการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่ พ.ศ.2514 ขณะนั้นผมดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองวางแผนเตรียมพร้อมด้านเศรษฐกิจ ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) และได้ถวายงานเรื่อยมาในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ กปร.) เป็นระยะเวลา 18 ปี กระทั่งลาออกจากราชการใน พ.ศ.2542

ทรงแบกรับทุกปัญหาของบ้านเมือง

ดร.สุเมธกล่าวว่า ระหว่างที่รับราชการอยู่นั้น ในปี พ.ศ.2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจัดตั้งมูลนิธิชัยพัฒนาขึ้น โดยพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งผมเป็นเลขาธิการมูลนิธิฯ เมื่อลาออกจากราชการแล้ว ผมจึงทำงานมูลนิธิชัยพัฒนาเรื่อยมากระทั่งถึงปัจจุบัน

หากถามว่า ผมได้รับความประทับใจอะไรบ้างในการถวายงาน ผมคงจะตอบว่า ในฐานะส่วนตัวผมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อตัวผม และในฐานะเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ผมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทย และประเทศชาติ

ตั้งแต่ผมถวายงาน และตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกสารทิศ แม้ว่าจะทรงเป็นองค์พระประมุขของประเทศ แต่ผมก็สังเกตเห็นความยากลำบากที่ทรงตรากตรำพระวรกาย ทรงเหน็ดเหนื่อยพระองค์จากการทรงลุยบุกป่าฝ่าดงเข้าไป ถ้าจุดใดในทั่วราชอาณาจักรไทยมีปัญหา พระองค์ทรงพร้อมที่จะเสด็จฯไปแก้ไขด้วยพระองค์เองเสมอ

“ไม่ว่าพระองค์จะทรงย่างพระบาทไปในพื้นที่ใดบนผืนแผ่นดินไทย ทุกหนทุกแห่ง คือ ผืนแผ่นดินของพระองค์ และพระองค์ คือ พระเจ้าแผ่นดินของประชาชน และประชาชนทุกหมู่เหล่าไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดบนแผ่นดินนี้คือ พสกนิกรของพระองค์”

ดร.สุเมธยังได้กล่าวถึงปัญหาที่ถาโถมเข้ามาหาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยว่า มีมากมายหลายประเภท ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในฐานะองค์พระประมุขของประเทศ พระองค์ทรงแบบรับภาระทั้งหลายทั้งปวงเป็นเวลานาน และในปริมาณที่มากมาย โดยทรงใช้หลักธรรมาภิบาลในการครองแผ่นดิน และหลักธรรมาภิบาลของพระองค์ ก็คือ ทศพิธราชธรรมซึ่งทรงยึดถือ และทรงปฏิบัติตามมาโดยตลอด

ตั้งแต่ผมเริ่มถวายงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นต้นแบบในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดำเนินชีวิต การใช้สติปัญญา การทุ่มเทในการทำงานเพื่อผู้อื่น พระองค์ทรงสอนหมด ถ้าพลาดเรื่องใด ก็จะทรงแนะนำเสมอ

อย่างเช่นเรื่องการเกษตร ผมไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน ผมตามเสด็จฯเข้าไปในพื้นที่ขึ้นเขาลงห้วย สนุกทุกวัน ได้ถวายงานในการทำประโยชน์ให้กับพี่น้องร่วมประเทศได้เห็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตจากพระราชจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ พระองค์ทรงอดทนมาก พระองค์เสด็จพระราชดำเนินด้วยระยะทางเป็นกิโลเมตรๆ ไม่ทรงสนพระราชหฤทัยว่าการเดินทางจะยากลำบากเพียงใด จะขึ้นเขา-ลงห้วย หรือ ฝนจะตก แดดจะออก

ทรงเป็น The Great King

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรักแผ่นดิน ทรงรักประชาชน ทรงทำทุกอย่างให้แผ่นดินไทย ให้ประชาชนชาวไทย ในขณะที่เสด็จแปรพระราชฐาน ได้ทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ของประชาชน และเมื่อประชาชนมาเฝ้าฯรับเสด็จ ก็จะกราบบังคมทูลถึงปัญหาต่างๆ ซึ่งพระองค์ทรงรับฟังปัญหาจากปากคำของพสกนิกรด้วยพระองค์เอง ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงรับฟังปัญหา และทรงเข้าไปแก้ไขปัญหา โดยไม่ทรงวางเฉย

ผมคิดว่า นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์มาจนถึงวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงช่วยเหลือประชาชนไทยมากมายสุดที่จะพรรณนาในทุกๆด้านที่ประชาชน และประเทศชาติประสบปัญหามา แม้ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงประทับอยู่ในโรงพยาบาลศิริราช แต่ก็ทรงติดตามงานในทุกเรื่อง และทุกด้านตลอดเวลาในทุกวัน

ครั้งใดที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปยังพื้นที่ใด ก็จะทรงกลับมากราบบังคมทูลรายงาน และพระองค์ก็จะมีรับสั่งแนะนำตลอด ส่วนงานอื่นๆก็จะทรงใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเป็นเครื่องมือในการติดตามงาน และทรงเรียกข้อมูลไปดูได้ตลอดเวลา

ผู้คนทั่วโลกขนานพระนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราว่า “The Great King” เพราะพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทำงาน และทรงเสียสละพระองค์เองตลอดเวลา คนทั่วโลกยังขนานพระนามพระองค์ด้วยว่า ทรงเป็นกษัตริย์ “Working Monarch” เพราะพระองค์ทรงทำงานด้วยความเหนื่อยยาก

ปรัชญาการทำงานของในหลวง

ทีมเศรษฐกิจ ยังค้นหาเรื่องราวอันเป็นความประทับใจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งได้พบข้อเขียนของนายทศพนธ์ นรทัศน์ thossaphol@ictforall.org ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากข้อคิดการทำงานของเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา จากการที่ได้มีโอกาสได้ทำงานใต้เบื้องพระยุคลบาทกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายทศพนธ์กล่าวไว้ว่า ในฐานะเป็นข้าราชการคนหนึ่งที่มุ่งอุทิศตนทำงานเพื่อประเทศชาติ และประชาชนมาตลอดอายุราชการจนถึงปัจจุบัน ได้ประสบกับเหตุการณ์ต่างๆมากมายทั้งสุข ทุกข์ เมื่อได้อ่านปาฐกถาของ ดร.สุเมธ แล้ว ทำให้เกิดแง่คิด เกิดกำลังใจในการทำงานเพื่อประเทศชาติ และประชาชนต่อไป จึงทำให้ต้องหยิบยกเนื้อหาบางตอนมานำเสนอผู้อ่านเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานกันต่อไปเป็นทอดๆ ดังที่ ดร.สุเมธได้กล่าวไว้ว่า

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า ความสุขจริงๆ หาได้จากเรื่องงานทั้งสิ้น แต่ความสนุกนั้นหาได้หลากหลาย ถ้าเราไม่ทำงาน สิ่งที่ไม่เคลื่อนไหวเลย ก็คือ ความตาย ความตายนั้นก็ยุติ งานก็ไม่ต้องทำ อันนั้นก็ไม่เป็นสิ่งปรารถนาสำหรับพวกเราเลย สิ่งต่างๆพระพุทธเจ้าก็ได้รับสั่งไว้มีคำพระ ปุตตะ ฐานะ หมายความว่า จะต้องไป อย่านอนนิ่งเฉยๆ ถ้านอนนิ่งเฉยๆ นั่นคือ ทุกข์…

…เราเดินทางไปในการพัฒนา บุกตะลุยไปเรื่อยๆ ผลสุดท้าย ก็คือ เรื่องความเจริญก้าวหน้าต่างๆ บางอย่างเราคิดว่า เราจะเป็นอย่างนั้น คงไม่จำเป็น อย่างตัวผมเองเป็นนักรัฐศาสตร์ นักการทูตด้วย ซึ่งไม่ควรจะอยู่สภาพัฒน์ฯเลย เพราะไม่มีทางโตได้ อยู่อย่างมีปมด้อยที่สุด แต่สาเหตุที่อยู่ได้ คือ ได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบ คือ ตอนนั้นไปสู้กับ ผกค.สู้โดยให้ทหารวางอาวุธ แล้วเอาเรื่องการพัฒนาต่างๆ ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของผู้คนรอบด้านมา…

ของขวัญพระราชทานไว้สู้ยามวิกฤติ

ดร.สุเมธ (2553, หน้า 35) ได้กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เคยรับสั่งกับท่านครั้งหนึ่งว่า “ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากมีความสุขร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น”

และในการทำงานนั้น ดร.สุเมธ (2553, หน้า 241) ได้กล่าวว่า “…การปิดทองหลังพระ เขาเห็นทั้งนั้น ไม่ช้าก็เร็ว ถ้าจิตไม่ขลุกอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ทำงานก็จะสนุก และมีความสุข เป็นสิ่งที่สำคัญมาก”

ดร.สุเมธยังได้กล่าวในหนังสือ “ตามรอยพระยุคลบาท ครูแห่งแผ่นดิน” (2556, หน้า 95) ความว่า “ชีวิตทุกคนมีทุกข์สุข คนเราเป็นอย่างนี้ ขอให้ดูเป็นเรื่องธรรมดา ความทุกข์ ความสุข วิกฤติ สงบ ตื่นเต้น ทุกข์ใจ เป็นธรรมดา พกอาวุธอย่างหนึ่งไว้ยามที่ชีวิตเจอวิกฤติที่สุด

วันหนึ่ง ผมมีความทุกข์มาก เพราะทำงานชิ้นหนึ่งไม่สำเร็จ นั่งคอตก หมดกำลังแรงใจ ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ถ้าจะใช้คำสามัญ ก็ทรงเป็นนายที่ดี ทรงเห็นผมทุกข์อยู่ ทรงพระดำเนินมา และไม่ทรงถามสักคำว่า ทุกข์เรื่องอะไร รับสั่งว่า ไปหาเหล็กให้ฉันก้อนหนึ่งได้หรือไม่ เหล็กธรรมดา เศษเหล็กอะไรก็ได้ ราคา 20-30 บาท

ทรงถามผมว่าได้เหล็กมาแล้ว รู้หรือไม่ว่าฉันอยากทำอะไร ต้องนำเหล็กไปเผา ถ้าตัวเราถูกเผาอย่างนั้น แล้วจะทรมานหรือไม่ เมื่อเผาแล้วนำมาทุบมาตี พระองค์ทรงถามว่า ถ้าเราถูกทุบถูกตีอย่างนั้นจะเจ็บปวดหรือไม่ กว่าจะเป็นมีดดาบ ถูกเผากี่ครั้ง ถูกทุบกี่ครั้งกว่าจะจบสิ้นยาวนานมาก ทรมานอยู่อย่างนั้น

แต่ผลสุดท้ายเป็นดาบใช่หรือไม่ พอเป็นดาบแล้วสวยหรือไม่ ใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ แต่ถ้าใช้ไม่ดีก็บาดมือเราได้นะ ถ้าเราทำฝักให้สวยๆ ทำด้ามสวยๆ ราคา 20-30 บาท เหมือนราคาเหล็กก้อนเดิมหรือไม่ กลายเป็นดาบที่มีราคาสูงขึ้นมาก จำไว้ว่า ผู้ใดก็ตามในชีวิตไม่เคยถูกเผา ไม่เคยถูกทุบเหมือนเหล็กชิ้นนั้น ทำงานใหญ่ให้กับแผ่นดินไม่ได้

ขอให้รับใส่เกล้าไว้ทุกคน ยามชีวิตเจอวิกฤติให้นึกถึงเรื่องนี้ เจอวิกฤติอย่างไรให้คิดเสียว่า เรากำลังถูกเผาถูกทุบ “ขอเพิ่มเติมว่า เมื่อเป็นมีดดาบเมื่อใด ก็ให้ใช้ฝ่าฟันปัญหาที่ขวางหน้าให้เรียบไปเลย…”

นี่คือข้อคิดดีๆเพื่อการทำงานของทุกๆคน โดยเฉพาะคนที่รับราชการ หากเรา มีเป้าหมายในการทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้งแล้ว ความสุข ความสำเร็จ ชื่อเสียง เกียรติยศก็จะมาหาท่านเอง ไม่ช้าก็เร็ว ดังเช่นที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ได้เล่าไว้ และพิสูจน์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วนั่นเอง.

พณ. เผย เสื้อดำคอโปโล ควรขายไม่เกิน 250 ชี้ ใครฉวยโก่งราคาให้รีบแจ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/754071

14 ต.ค. 2559 18:42

พณ. เผย เสื้อดำคอโปโล ควรขายไม่เกิน 250 ชี้ ใครฉวยโก่งราคาให้รีบแจ้ง

14 ต.ค. 2559 18:42

พาณิชย์ คุมราคาเสื้อสีดำ ระบุคอโปโล ควรขายไม่เกิน 250 บาท หากใครโก่งราคา พร้อมใช้กฎหมายจัดการทันที แนะประชาชนอย่ารีบซื้อ รอ 1 สัปดาห์ของมีเพียงพอแน่ …

วันที่ 14 ต.ค.59 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ส่วนราชการติดตามดูแลภาวะเศรษฐกิจในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเรื่องเร่งด่วนที่กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการ คือ ติดตามสถานการณ์จำหน่ายเสื้อผ้าสีดำ ซึ่งได้รับรายงานจากผู้ประกอบการผลิตผ้าทอ ผ้ายืด และร้านขายส่ง เช่น ตลาดสำเพ็ง ตลาดโบ๊เบ๊ ว่ามีปริมาณผ้าเพียงพอที่จะผลิตเสื้อผ้าออกมา ส่วนห้างสรรพสินค้ายอมรับว่า ไม่ได้เก็บสต๊อกเสื้อผ้าสีดำไว้ แต่กำลังเร่งประสานโรงงานผู้ผลิต เพื่อให้จัดหาสินค้ามาจำหน่ายในห้างค้าปลีกทุกสาขาทั่วประเทศ 13,600 สาขาให้เพียงพอ

“เท่าที่ได้รับแจ้งภายในวันเสาร์ที่ 15 ต.ค.นี้ ห้างจะมีเสื้อผ้าสีดำมาจัดจำหน่าย ก็น่าจะเพียงพอ ส่วนการดูแลเรื่องราคาเท่าที่ตรวจสอบเสื้อยืดคอโปโลสีดำ ไม่มีแบรนด์ ราคาปกติตัวละ 200-250 บาท ถ้าจำหน่ายสูงกว่าราคานี้ ให้ประชาชนแจ้งเข้ามาที่สายด่วน 1569 เพื่อลงโทษผู้ที่โก่งราคามีโทษจำคุก 7 ปี ปรับ 140,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542”

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้กรมการค้าภายในประสานโรงงานผู้ผลิตเสื้อยืด เสื้อคอโปโล นำสินค้ามาจำหน่ายให้กับประชาชนภายในกระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ โดยจะขายตามราคาโรงงานด้วย ส่วนการติดตามสถานการณ์จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เพื่อดูแลประชาชนนั้น กระทรวงฯ จะตรวจสอบสัปดาห์ละ 3 ครั้ง จากเดิมที่ตรวจสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อดูแลภาวะราคาสินค้า ไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า

ด้าน นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมฯ อยากให้ประชาชนอย่าเพิ่งรีบซื้อเสื้อผ้าสีดำ เพราะขณะนี้ ผู้ผลิตกำลังเร่งกำลังการผลิต และจะมีสินค้าทั้งคุณภาพ และปริมาณออกมาเพียงพอภายใน 1 สัปดาห์หลังจากนี้ เท่าที่ตรวจสอบราคาการจำหน่ายเสื้อดำทั่วประเทศ พบว่า เสื้อยืดคอกลมมีจำหน่ายตั้งแต่ราคาตัวละ 65-199 บาท เสื้อคอโปโล ตัวละ 199-250 บาท และเสื้อเชิ้ต ตัวละ 250-350 บาท หากรายใดขายเกินกว่านี้ ให้แจ้งมาที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 กรมฯ จะดำเนินคดีกับผู้ที่ฉวยโอกาสโก่งราคา ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ในมาตรา 29 คือ จำคุก 7 ปี ปรับ 140,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

“ภายใน 1 สัปดาห์จากนี้จะมีปริมาณสินค้าเพียงพอ และมีคุณภาพให้ประชาชนได้เลือกใช้แน่นอน แต่ระยะนี้อยากให้นำเสื้อผ้าสีดำของเดิมที่มีอยู่มาใส่ก่อน เพราะหากทุกคนรีบซื้อของใหม่กันหมด สินค้าอาจผลิตไม่ทันกับความต้องการได้ในบางพื้นที่” นางนันทวัลย์ กล่าว.