สนข.แจง ลงทุนรถไฟความเร็วสูง ร่วมจีน ยันไทยได้ประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 มิ.ย. 2560 13:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/985315

สนข. มุ่งพัฒนารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เผย เน้นประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก​ ยัน ฝ่ายไทยลงทุนทั้งหมด โดยอนาคตการพัฒนาพื้นที่จะเป็นฝ่ายไทยดำเนินการเอง

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข.กล่าวย้ำถึงความสำคัญของโครงการ ความร่วมมือพัฒนารถไฟ ไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพ-หนองคาย ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่นั้น ว่า ​การพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ–หนองคาย เป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นการเชื่อมต่อ (Connectivity) เส้นทางการคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และจีน ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งสอดรับกับนโยบาย One belt One Road ของสาธารณรัฐประชาชนจีน

ทั้งนี้​ ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารการพัฒนาโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ได้ประชุมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง 18 ครั้ง ซึ่งประเด็นการร่วมลงทุนพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ ดังกล่าว ได้มีการหารือมาอย่างต่อเนื่อง จากเดิมฝ่ายจีนได้ตกลงที่จะร่วมลงทุนกับฝ่ายไทย และจัดตั้งบริษัทร่วมลงทุน (SPV) ในส่วนการเดินรถและการซ่อมบำรุง ต่อมาภายหลัง ฝ่ายไทยได้เสนอให้ฝ่ายจีนร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านงานโยธาเพิ่มขึ้น แต่ในท้ายที่สุดในการประชุมหารือทวิภาคีระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับนายกรัฐมนตรีจีน เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2559 ได้ข้อยุติในหลักการว่า ไทยจะเป็นผู้ลงทุนในโครงการเองทั้งหมด รวมทั้งเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินงานจากรถไฟความเร็วปานกลางเป็นรถไฟความเร็วสูง ที่ 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยเส้นทาง ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา จะดำเนินการก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นจะต่อขยายจากนครราชสีมา จนถึงหนองคาย เพื่อเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และจีน​

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า จากผลการหารือทวิภาคีดังกล่าวซึ่งได้ข้อยุติว่า ฝ่ายไทยจะเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด โดยรัฐบาลจีน จะยังคงให้ความร่วมมือในการพัฒนารถไฟความเร็วสูงในช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ต่อไป โดยจีนจะเป็นผู้ออกแบบ ควบคุมการก่อสร้าง เพื่อให้เป็นไปตามแผนติดตั้งระบบรถไฟความเร็วสูง รวมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีและฝึกอบรมให้แก่บุคลากรฝ่ายไทยด้วยการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงจะส่งผลให้เกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ และในพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟ ในอนาคต ซึ่งการพัฒนาพื้นที่จะดำเนินการโดยฝ่ายไทยเท่านั้น​.

 

เลย์ลุยทำตลาดครึ่งปีหลัง แชร์ส่วนแบ่งค่า 3.3 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 มิ.ย. 2560 11:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/985257

“เลย์” เดินหน้าทำตลาดขนมขบเคี้ยว 3.3 หมื่นล้านบาทช่วงครึ่งปีหลัง เปิดตัวโกลบอลแคมเปญในไทยเป็นแห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก หวังครองเบอร์หนึ่งต่อ…

นายเคิร์ท พรีชอว์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัท เป๊ปซี่- โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายมันฝรั่งทอดกรอบเลย์ กล่าวว่า เลย์เขย่าตลาดขนมขบเคี้ยวมูลค่า 33,000 ล้านบาทอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวโกลบอลแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ “เลย์ เพราะชีวิตต้องมีรสชาติ” ในไทยเป็นตลาดแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อตอกย้ำตำแหน่งแบรนด์ผู้นำอันดับ 1 ในตลาดมันฝรั่งทอดกรอบ ที่สามารถครองใจผู้บริโภคทั่วโลกด้วยรสชาติความอร่อยหลากหลายและช่วยเติมเต็มสีสันความสนุกให้กับทุกโมเมนต์ของชีวิต

ทั้งนี้ ภายใต้แคมเปญนี้ เลย์เตรียมจัดเต็มกิจกรรมการตลาดแบบ 360 องศาด้วยงบการตลาด 100 ล้านบาท เพื่อสร้างสีสันและปลุกตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมเอาใจแฟนเลย์ด้วยแพ็กเกจจิ้งลิมิเต็ด เอดิชั่น และ 2 รสชาติใหม่ล่าสุด และตบท้ายด้วยไฮไลต์กับการจัดงาน ซึ่งรวบรวมเลย์มากกว่า 200 รสชาติจากทั่วโลกมาให้ทุกคนได้สัมผัสเป็นครั้งแรกในไทย.

 

ทองไทยเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,550

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 มิ.ย. 2560 09:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/985132

ทองไทยเปิดตลาดราคาคงที่ ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,950 ขายออกบาทละ 20,050 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,586.72 ขายออกบาทละ 20,550…

วันที่ 27 มิ.ย. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.29 น. ราคาคงที่ โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,950 ขายออกบาทละ 20,050 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,586.72 ขายออกบาทละ 20,550 บาท.

 

หนี้ครัวเรือนติดอันดับโลก กู้ใช้จ่ายส่วนตัว-ซื้อรถจนหมดปัญญาผ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 มิ.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/984923

หนี้ครัวเรือนไทยสูงติดอันดับ 3 ของเอเชีย-แปซิฟิก และอันดับต้นของโลก เฉลี่ยหนี้ต่อหัว 1.47 แสนบาท เป็นหนี้ตั้งแต่เริ่มทำงานจนเกษียณ ส่วนใหญ่กู้เงินใช้จ่ายส่วนบุคคล ซื้อรถยนต์-มอเตอร์ไซค์ หนำซ้ำยังเบี้ยวชำระอีก ทำให้มีหนี้เสียต่อหัว 5.6 หมื่นบาท หวั่นกระทบการพัฒนาประเทศในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๋งภากรณ์ (สศป.) ได้ออกรายงานวิจัยเรื่อง “มุมมองใหม่หนี้ครัวเรือนไทยผ่าน BIG DATA ของเครดิต บูโร” โดยนางโสมรัศมิ์ จันทรัตน์ และ น.ส.อัจจนา ล่ำซำ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สศป.ได้จัดทำรายงานดังกล่าวจากข้อมูลหนี้ครัวเรือนไทย ของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ที่ระบุว่า ไทยมีหนี้ครัวเรือนตามหลักสากล 71.2% สูงเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย-แปซิฟิกและอันดับต้นๆของโลก รองจากออสเตรเลียและเกาหลีใต้ แต่หนี้ครัวเรือนอาจไม่ได้เปราะบางทั้งหมด มีเพียงบางกรณีที่น่าเป็นห่วง

สำหรับข้อมูลของเครดิตบูโรได้ศึกษาตัวเลขตั้งแต่เดือน ธ.ค.52 ถึงล่าสุดเดือน ก.ค.59 โดยเป็นข้อมูลสินเชื่อจากสถาบันการเงิน 90 แห่ง รวม 60.5 ล้านบัญชี ยอดหนี้รวม 9.8 ล้านล้านบาท พบว่าประชากร 1 ใน 3 ของประเทศมีหนี้ในระบบ โดยมีหนี้เฉลี่ยต่อคน 147,068 บาท แต่เชื่อว่าอาจสูงกว่านี้ เพราะข้อมูลที่เก็บสถิติยังไม่รวมหนี้สหกรณ์ หนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และหนี้นอกระบบ ขณะเดียวกันคนไทยมีหนี้เสีย 56,529 บาทต่อคน

นอกจากนี้ ยังพบว่า กรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคกลาง มีประชากรมีหนี้สูงที่สุด เพราะเข้าถึงสินเชื่อมากกว่า เช่น มีรายได้ประจำ มีสลิปเงินเดือน ส่วนคนในชนบทมีหนี้ต่อหัวมากกว่าคนในเมือง โดยมีหนี้เฉลี่ยต่อหัว 161,073 บาทต่อคน คนในเมืองอยู่ที่ 122,762 บาทต่อคน โดยภาคเหนือมีหนี้ต่อหัวสูงสุดเฉลี่ย 183,832 บาทต่อคน ตามด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 159,263 บาทต่อคน ภาคใต้ 151,614 บาทต่อคน ภาคกลาง 137,423 บาทต่อคน และกรุงเทพฯและปริมณฑล 101,977 บาทต่อคน ส่วนผู้กู้ 1 ใน 5 ของผู้กู้ทั้งหมด หรือ 20% จะเบี้ยวหนี้ หรือเป็นหนี้เสีย ถือว่าเป็นสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน พบอีกว่า คนไทยเริ่มมีหนี้ตั้งแต่อายุน้อย โดยคนที่เริ่มทำงาน 1 ใน 2 คน หรือ 50% จะเริ่มเป็นหนี้และเป็นหนี้ต่อเนื่องแทบตลอดชีวิต โดยหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลน่าห่วงที่สุด เพราะเป็นสินเชื่อที่คนมีรายได้น้อย และเริ่มทำงานเข้าถึงมากที่สุด และมีแนวโน้มเป็นหนี้เสียมากที่สุด ซึ่ง 30% ของคนวัยเริ่มทำงานเป็นลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล และในจำนวนนี้เป็นหนี้เสียถึง 20% ขณะที่ในภาพรวมหนี้เสียของสินเชื่อส่วนบุคคลน่าเป็นห่วงเช่นกัน เพราะมีหนี้เสียถึง 32% ของหนี้เสียรวมในระบบ ต้องจับตาสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก

ส่วนสินเชื่อรถยนต์ น่าเป็นห่วงเช่นกัน เพราะคนวัยเริ่มทำงาน 20% จะมีหนี้ผ่อนส่งรถยนต์ ในจำนวนนี้เป็นหนี้เสียถึง 20% ขณะที่สินเชื่อมอเตอร์ไซค์ เป็นหนี้เสียสูงที่สุดถึง 37% แสดงถึงความเปราะบางของความสามารถในการชำระหนี้ทั้ง 2 ประเภทนี้ อย่างไรก็ตาม การเป็นหนี้ และมีหนี้เสียตั้งแต่อายุน้อย อาจสร้างผลกระทบทั้งต่อตัวผู้กู้ ทั้งในส่วนพฤติกรรมการใช้จ่าย และการเข้าถึงสินเชื่อ รวมถึงอาจกระทบการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ดังนั้น ควรปลูกฝังความรู้และวินัยทางการเงิน ขณะที่การมีข้อมูลเชิงลึกจะทำให้เข้าใจกลุ่มที่เปราะบาง และออกแบบนโยบายที่เหมาะสมในการแก้ไข เพื่อลดผลกระทบที่รุนแรง ต่อเสถียรภาพการเงินในอนาคต.

 

“ฉัตรชัย” โยนผ้าขาวสินค้าเกษตรราคาวูบ เหตุเพราะไม่ใช่ “ทศกัณฐ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/984865

“ฉัตรชัย” ยอมรับ “ข้าวโพด-ปาล์ม-สับปะรด” ราคาดิ่งเหว ชี้ทุกหน่วยงานต้องทำงานร่วมกันเพราะกระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้ดูแลครบวงจร ขณะที่ สศก.ระบุดัชนีราคาสินค้าเกษตร ลดลง 2.84% เหตุผลผลิตล้นตลาด เผยโรงงานอาหารสัตว์รายใหญ่ เล่นเกมปิดซ่อมเครื่องจักร หยุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ยอมรับว่าราคาผลผลิตด้านการเกษตร ทั้งราคาข้าวโพด ปาล์ม สับปะรด อยู่ในช่วงตกต่ำ แต่เรื่องของการเพาะปลูกและราคาสินค้าเกษตร เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงที่ต้องทำงานร่วมกัน อาทิ ข้าวโพด และปาล์ม เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงพาณิชย์ กล้วยและสับปะรด เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

“ราคาข้าวโพดและปาล์มน้ำมัน อยากให้ไปถามที่กระทรวงพาณิชย์ว่าราคาตกเพราะอะไร ในเรื่องของราคาข้าวโพดตกต่ำและมีการหยุดรับซื้อ เพื่อต่อรองราคา หรือเรื่องของการนำเข้าข้าวสาลี เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ต้องไปควบคุมการนำเข้าให้เหมาะสมกับปริมาณผลผลิตข้าวโพด หากควบคุมปริมาณให้เหมาะสมจะไม่เกิดเรื่องกดราคา หรือไม่รับซื้อจากเกษตรกร ซึ่งกระทรวงพาณิชย์กำลังแก้ไขเรื่องนี้อยู่ ส่วนเรื่องราคาสินค้าที่ผลผลิตหลายชนิดออกมากระจุกตัวกัน กระทรวงพาณิชย์ก็ต้องขยายตลาดออกไปให้มากกว่าที่เป็นอยู่”

สำหรับเรื่องราคาสับปะรด กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรฯ กระทรวงมหาดไทย ได้รายงานว่า ผลผลิตที่ล้นตลาดก็ได้พยายามเอา ผลผลิตออกไปขายนอกพื้นที่เพาะปลูก แต่ปัญหาที่แท้จริง คือ การที่เกษตรกรปลูกสับปะรดในพื้นที่ผิดกฎหมายหรือบุกรุกป่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ควบคุมยาก ทำให้ผลผลิตออกมาจำนวนมาก อาทิ จังหวัดอุตรดิตถ์ ล่าสุด กระทรวงทรัพยากรฯและกระทรวงมหาดไทยได้เข้าไปแก้ไขปัญหาแล้ว ขณะที่ในพื้นที่ที่กระทรวงเกษตรฯส่งเสริมให้ปลูกสับปะรด เกษตรกรจะรู้ว่าต้องปลูกปริมาณเท่าไหร่ ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องราคาและการรับซื้อ เพราะควบคุมมาตรฐานได้ ทั้งคุณภาพและปริมาณ

“ผมไม่เข้าใจราคาสินค้าเกษตรร่วงทุกตัว ต้องมาถามผม ทำไมไม่ไปถามกระทรวงพาณิชย์ ผู้ดูแลเรื่องของราคา หรือผลผลิตปาล์ม ข้าวโพด ก็ต้องถามกระทรวงพาณิชย์ อ้อย ถามที่กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรฯไม่ได้ดูแลทุกเรื่อง”

น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือน พ.ค. พบว่า ลดลง 2.84% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สินค้าที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลง อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลดลง 21% เนื่องจากปริมาณออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น สับปะรดโรงงาน ลดลง 55% เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น 60,000 ตัน และเดือน มิ.ย. ดัชนีราคาสินค้าเกษตรคาดว่าจะเพิ่มขึ้น อาทิ ยางพารา มังคุด ไก่เนื้อ

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงการแก้ปัญหากรณีที่กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซี.พี.), กลุ่มแหลมทอง และกลุ่มลีพัฒนา หยุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรในหลายพื้นที่ เช่น ศรีราชา ราชบุรี โดยอ้างปิดโรงงานเพื่อปรับปรุงเครื่องจักร ว่า ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ที่มีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ตั้งอยู่ ประสานกับโรงงานให้สลับกันปิดโรงงาน เพื่อให้เปิดรับซื้อข้าวโพด และเท่าที่ตรวจสอบ โรงงานอาหารสัตว์ของ ซี.พี.หลายแห่งหยุดรับซื้อ ทำให้โรงงานแหลมทองและ ลีพัฒนาหยุดซื้อด้วย ขณะที่เบทาโกร ซึ่งเป็นรายใหญ่ยังรับซื้อปกติ ล่าสุดอยู่ที่กิโลกรัม (กก.)ละ 8.40-8.50 บาท

นายไพศาล เครือวงศ์วานิช รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) หรือบีเคพี ซึ่งเป็นบริษัทจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าบริษัทยังเปิดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามปกติ.

 

ชง “บิ๊กตู่” แจกของขวัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 มิ.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/984900

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล (กขร.) ได้สรุปประเด็นที่จะให้รัฐบาลเตรียมประกาศเป็นของขวัญให้ประชาชนในโอกาสครบรอบ 3 ปีของรัฐบาล ซึ่งมีอยู่ 9 ด้าน ประกอบด้วย 1.จะจัดตั้งธนาคารที่ดินเป็นธนาคารเฉพาะกิจ เป็นแหล่งทุนช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจนมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง กำหนดทุนเรือนหุ้นการจัดตั้งธนาคารไว้ที่ 10,000 ล้านบาท เพื่อให้มีวงเงินซื้อที่ดิน สินเชื่อ ค่าเช่าที่ดิน และค่าใช้จ่าย โดยธนาคารที่ดิน จะมีรายได้มาจากค่าเช่าที่ดิน ค่าเช่าซื้อที่ดิน ค่าบริการ

2.การลดความขัดแย้งเรื่องที่ดินและป่าไม้ 3.การออก พ.ร.บ.การเงินฐานรากหรือสถาบันการเงินชุมชนเป็นการออมของประชาชนและบริหารจัดการปล่อยสินเชื่อกันเอง ปัจจุบันมี 2,000 แห่ง บางแห่งมีเงินออมกว่า 100 ล้านบาท จะทำให้การเงินชุมชนเข้มแข็ง 4.การปฏิรูปฐานข้อมูลเรื่องที่ดินทั้งระบบ โดยใช้แผนที่เดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาการบุกรุกที่ราชการหรือป่าไม้ 5.ระบบยุติธรรมชุมชน ให้มีกระบวนการไกล่เกลี่ยในชุมชน 6.การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ ระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น 7.การปฏิรูปตำรวจ ระบบการให้บริการประชาชน งานสืบสวนสอบสวน 8.การปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพเกี่ยวข้องทั้งด้านเกษตร อาหาร ไบโอเทคโนโลยี สุขภาพ การแพทย์ และด้านพลังงานด้วย 9.ความมั่นคงด้านอาหาร อาหารปลอดภัย (ฟู้ดเซฟตี้)

“โจทย์ทั้ง 9 ด้านต้องการให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.โดยจะเสนอให้กับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้เป็นของขวัญจากลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) ให้ประชาชนครบรอบ 3 ปี เป็นเรื่องการปฏิรูปที่จับต้องได้ นำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและลดความขัดแย้ง เป็นระบอบประชาธิปไตย”.

 

สวดคาถาป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/984892

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานเสวนา “20 ปี วิกฤติต้มยำกุ้ง : อดีตสู่อนาคต” ที่จัดโดยบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) อินฟินิต ว่า หวังว่าประเทศไทยคงจะไม่เจอปัญหาเหมือนวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 บทเรียนจากปี 40 ทำให้ 20 ปีที่ผ่านมา ไทยได้มีการแก้ไขและปฏิรูปในหลายๆเรื่อง สิ่งที่เป็นห่วงขณะนี้คือความเสี่ยงของสถาบันการเงินและสหกรณ์ออมทรัพย์เพราะปัจจุบันผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญเรื่องข้อมูลหนี้สินของสมาชิก ทั้งที่ได้เปิดให้สหกรณ์ออมทรัพย์เข้ามาเป็นสมาชิกบริษัทข้อมูลแห่งชาติ (เครดิตบูโร) แต่ส่วนใหญ่กลับไม่เห็นความสำคัญ ไม่เข้ามาเป็นสมาชิกเพื่อนำข้อมูลเครดิตมาใช้ในการพิจารณาปล่อยกู้ ทำให้มีการปล่อยสินเชื่อด้วยความไม่ระมัดระวัง

“รัฐบาลควรใช้ช่วงเวลานี้ เข้าไปจัดการก่อนที่จะเกิดปัญหาจนกลายเป็นวิกฤติ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ดูแลควรไปกำกับดูแลสหกรณ์ให้มากกว่านี้ รวมถึงต้องดึงสหกรณ์ออมทรัพย์ให้เป็นสมาชิกเครดิตบูโร เพื่อตรวจสอบประวัติหรือข้อมูลผู้กู้ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อบริหารความเสี่ยง เนื่องจากพบว่าธุรกิจสหกรณ์ออมทรัพย์ ขยายตัวหรือโตรวดเร็วมากมีเงินจำนวนมากเข้ามาอยู่ในระบบเป็นธุรกิจเงินต่อเงิน หากเกิดปัญหาลุกลามเป็นลูกโซ่ จะก่อให้เป็นปัญหาทั้งระบบได้”

นายประสารกล่าวว่า มีความเป็นห่วงบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีกำไรจำนวนมาก หันมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น แทนที่จะเอาเงินไปลงทุนให้ก่อผลผลิตทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาฟองสบู่ได้และขอแนะนำคาถาป้องกันการเกิดวิกฤติว่ามี 3 คาถา คือ 1.ต้องให้ความสำคัญกับการปรับระบบความคิด (mind set) ทำทุกอย่างให้รอบคอบอย่าชะล่าใจ ตรงไหนมีจุดอ่อนก็ทำให้เข้มแข็งขึ้น 2.ต้องสร้างความเข้มแข็งทนทาน จะคำนึงถึงเป้าหมายอย่างเดียวไม่ได้ 3.มีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้เร็ว ทั้งในส่วนของนโยบายรัฐและแผนงานของเอกชน เพราะไม่มีใครรู้อนาคต.

 

ลืมตามาก็เห็นแต่เงิน! พิสูจน์ฝีมือเจน 2 สานต่อ “เครื่องเงิน ชมพูภูคา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/966450

การสืบทอดธุรกิจจากรุ่นบุกเบิกสู่รุ่นลูกรุ่นหลานถือว่า เป็นความท้าทายของหลายธุรกิจทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ซึ่งจะว่าไปแล้วง่ายก็ไม่ใช่ ยากเกินความสามารถก็ไม่เชิง เช่นเดียวกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครื่อเงินและเครื่องประดับเงิน ของ บริษัท ชมพูภูคา จำกัด เจ้าของธุรกิจด้านเครื่องเงินขึ้นชื่อของ จ.น่าน และระดับประเทศ ซึ่งได้ส่งต่อธุรกิจให้ทายาทรุ่นที่ 2 เข้ามาบริหารจัดการ

เส้นทางความสำเร็จในธุรกิจของบริษัท ชมพูภูคาฯ และแผนธุรกิจในอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร รวมทั้งเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับเครื่องเงินและเครื่องประดับเงินเป็นเช่นไร “ตันติกร วรรณวิภูษัติ” กรรมการผู้จัดการบริษัท ชมพูภูคาฯ จะมาบอกเล่าให้รับรู้กัน

สืบทอดงานฝีมือสู่ บริษัท ชมพูภูคา 

จุดเริ่มต้นการผลิตเครื่องเงินมาจาก นายกมล แซ่เต็น มีศักดิ์เป็นอา เป็นช่างเงินเก่าแก่เป็นช่างเงินรุ่นแรกๆ ของชนเผ่าเมี่ยนและของ จ.น่าน โดยทำสร้อยคอเงิน 9 สาย ไปขายให้ร้านที่ จ.เชียงใหม่ และมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงโปรด กระทั่งนายกมลได้ไปเป็นช่างเครื่องเงินในวัง

ต่อมาเมื่อพ.ศ.2537 นายกมลได้กลับมาอยู่ที่บ้านป่ากลาง จ.น่าน ซึ่งเป็นบ้านเกิด มีการพัฒนาช่าง รวมเป็นกลุ่มสร้างอาชีพหัตถกรรมในครัวเรือนได้รับการตอบรับจากพ่อค้าคนกลางในกรุงเทพฯ มาก แต่เมื่อผลิตมากขึ้นและตัดราคากันจนเกิดปัญหา นายกมลจึงร่วมกับหุ้นส่วนตั้งเป็นสหกรณ์ชมพูภูคา โดยรวมกลุ่มช่างทั้งหมดมารับงานไปทำที่บ้านแล้วนำมาส่ง กำหนดราคาเพียงเจ้าเดียว ภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็นบริษัท ชมพูภูคาจนปัจจุบัน

บริษัท ชมพูภูคา จำกัด ทำธุรกิจผลิตเครื่องเงินและเครื่องประดับจากเงิน จดทะเบียนพาณิชย์ในนาม บริษัท ชมพูภูคา เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2537 เปิดเป็นศูนย์เครื่องเงินชมพูภูคา และสินค้าหัตถกรรมเมืองน่าน

โอทอป 5 ดาวการันตีผลิต-ขายเงิน

เครื่อเงินทำมือชมพูภูคาเป็นเครื่องประดับที่มีมาตั้งแต่โบราณของชนเผ่าม้งและเมี่ยน โดยงานเครื่องเงินจะเป็นฝีมือของชาวเขาเผ่าเมี่ยน (เย้า) และม้ง (แม้ว) ซึ่งเป็นชนเผ่าชาวเขาในพื้นที่สูง จ.น่าน ซึ่งเชี่ยวชาญงานเครื่องเงินมาตั้งแต่ยุคโบราณ ลายเงินที่สลักลงลายมีความเป็นเฉพาะตัว ปัจจุบันศูนย์ฯ ทั้งผลิตและจำหน่ายเครื่องเงิน และเครื่องประดับเงิน รวมถึงเป็นจุดให้ความรู้ และฝึกอาชีพให้ชุมชนกว่า 200 ครอบครัว ได้รับรางวัลสินค้าโอทอประดับ 5 ดาว และของฝากเลื่องชื่อเมืองน่าน

จ.น่าน เป็นแหล่งผลิตเครื่องเงินและเครื่องประดับเงินดีที่สุดในประเทศไทย และอาจข้ามขั้นไปไกลถึงระดับโลก เพราะได้รับการตรวจวัดคุณภาพจาก บริษัท แอสเสย์ จำกัด บริษัทด้านตรวจวัดมาตรฐานพบว่า ขณะเดียวกันรูปพรรณเงินของศูนย์ฯ มีธาตุเงินผสมอยู่ในแต่ละแบบสูง 94-98% มากกว่าที่สากลกำหนดไว้คือ 92.5%

ถึงเวลาทายาทรุ่นที่ 2 สานต่อธุรกิจ

ที่ศูนย์เครื่องเงินชมพูภูคานี้ ปัจจุบันเหลือช่างฝีมือเก่าๆ เพียง 2 คน เนื่องจากบางคนแยกย้ายไปทำธุรกิจของตัวเอง หรือ เปิดบริษัท ดังนั้น จึงเหลือแม่ของตนคนเดียวเป็นเจ้าของอยู่ สำหรับตนเองได้เข้ามาสานต่อช่วยแม่ดูแลบริหารกิจการตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.2557 นับเป็นทายาทรุ่นที่ 2

ตนเรียนจบบริหารธุรกิจ ก่อนจะมาสานต่อธุรกิจหน้านี้ ขายเครื่องเงิน และเครื่องประดับเงิน โดยนำสินค้าของที่บ้านไปออกบูธในห้างเซ็นทรัลทั่วประเทศประมาณ 3 ปี หลังจากเข้ามาสานต่อธุรกิจได้พัฒนารูปแบบของสินค้าต่างๆ ให้ออกแนววินเทจมากขึ้น ใช้ได้กับกลุ่มลูกค้าหลากหลายมากขึ้น ที่ตระเวนออกบูธก่อนนั้น พบเจอลูกค้าและคนทั่วไปมากมาย รู้ว่าความต้องการของลูกค้าชอบอย่างไร ต้องการแบบไหน ทำให้สินค้ามีความหลากหลายมากขึ้น

โนโบราณเครื่องประดับเงินยุคใหม่

เครื่องเงินและเครื่องประดับเงินของชมพูภูคาเป็นการผลิตโดยผสมผสานระหว่างแบบสมัยใหม่ และแบบชาวเขา จุดเด่นของสินค้าคือ รูปแบบของเครื่องประดับ ลวดลายเป็นงานละเอียด ส่วนงานตอกลายทั่วไปนั้น มีผลิตหลายที่ แต่ชิ้นงานจะหยาบ เพราะใช้สิ่วตัวใหญ่ ส่วนของเราจะใช้สิ่วที่ละเอียดเหมือนการผลิตทองสุโขทัย ทำให้ได้งานละเอียดขึ้น เครื่องเงินและเครื่องประดับละเอียด รูปแบบก็ปรับเปลี่ยนตลอด ซึ่งรูปแบบของศูนย์ฯ ระยะหลังๆ จะออกแนววินเทจใช้ได้ทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่

ทุกวันนี้ ศูนย์ฯ มีช่างอยู่ประมาณ 50 คน โดยเราสนับสนุนช่าง ซึ่งปัจจุบันช่างยังขาดแคลน เพราะเป็นงานฝีมือและใช้ความละเอียดอ่อน ต้องใจเย็น ช่างคนรุ่นใหม่อยู่ไม่ค่อยนาน ดังนั้น เราจึงพัฒนฝีมือเปิดรับช่างรุ่นใหม่เข้ามา ทั้งอบรม ฝึก และกำลังร่วมกับวิทยาลัยชุมชนจะเปิดศูนย์เรียนรู้ เปิดคอร์สอบรม น่าจะเร่ิมได้ประมาณเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้ เมื่อเรียนจบถ้าสนใจทำงานก็จะรับ โดยเปิดรับทั่วไปเพื่อเป็นการสร้างช่างรุ่นใหม่ๆ

สินค้าทั้งหมดในศูนย์ฯ 60% ผลิตเอง อีกส่วนหนึ่งรับมาจากโรงงานใน จ.น่าน สำหรับใน จ.น่าน นี้แบ่งลักษณะการผลิตเป็น 2 กลุ่ม 1. ผลิตชิ้นงานสไตล์ชาวเขาและ 2. ผลิตสไตล์จิวเวลรี่คือ แนวๆ ฝังเพชร ส่งออกญี่ปุ่นและออสเตรเลีย

เพิ่มมูลค่าสินค้าร้อยบาทยันแสนๆ

ชมพูภูคามีสัดส่วนการขายจากที่มี 2 สาขา คือ สาขาใหญ่และสาขา ถ.มิ่งเมือง รวมหน้าร้าน 70% ส่งให้ลูกค้าขายต่อในน่าน 10% และที่เหลือ 20% มีเอเย่นต์รับไปส่งออก ทั้งอาร์เจนตินา บราซิล และอินเดีย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีญาติรับไปออกบูธตามงานต่างๆ และขายในห้างเซ็นทรัลอีกด้วยราคามีตั้งแต่ต่ำสุดชิ้นละ 100 บาท ไปจนถึงสูงสุดหลักแสนบาท

ยอดขายรวมของศูนย์ฯ เมื่อปี 2559 ประมาณ 20 ล้าน เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 5% ตั้งเป้าจะให้เติบโตมากขึ้นทุกปี อย่างไรก็ตาม สภาพเศรษฐกิจโดยรวมมีผลด้วย เพราะเครื่องประดับอิงกันทั้งหมด ปัจจุบันที่ทำให้เครื่องเงินและเครื่องประดับเงินขายดี คือ การท่องเที่ยวและคนในจังหวัดตื่นตัวใช้สวมใส่ ทั้งข้าราชการและพ่อค้าแม่ค้า มีการรณรงค์ มีการสวมใส่ชุดพื้นเมือง และใส่เครื่องประดับเงิน ไม่จำเป็นต้องใส่กับชุดพื้นเมืองเหมือนเดิมเท่านั้น สามารถใช้กับชุดทั่วไปได้มีการพัฒนา

ไทยไม่มีเงิน ต้องนำเข้า แต่เราผลิต

สำหรับวัตถุดิบนั้น เม็ดเงินนำเข้าจากออสเตรเลียและมาเลเซีย นำเม็ดเงินบริสุทธิ์ 100% เข้ามา ซึ่ง ในไทยไม่มีต้องนำเข้าทั้งหมด จากนั้น ถึงนำมาหลอมเข้าสู่กระบวนการผลิต ส่วนกรณีที่มีการระบุเงินลาวก็คือ เหมือนเป็นเงินโบราณของไทย เป็นเครื่องประดับเก่าๆ นำมาหลอมและผลิตใหม่ มีการผสม นานๆ ไปค่าเงินต่ำลงๆ แต่ถ้าสินค้าของศูนย์ เราการันตีเป็นเงินแท้ 100% เราเป็น 1 ใน 2 โรงงาน ใน จ.น่าน เป็นโรงงานและร้านใหญ่ แน่นอนหากมาซื้อจากที่น่านราคาย่อมถูกกว่าซื้อที่กรุงเทพฯ

ขณะเดียวกันทุกวันนี้ มีการรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องเงินน่านมีหน่วยงานภาครัฐร่วมเพื่อดูแลคุณภาพและราคาเกณฑ์มาตรฐาน มีการสุ่มตรวจคุณภาพเครื่องเงินตลอด มีสมาชิก 15 ราย ทั้งผู้ผลิตและจำหน่าย มูลค่าธุรกิจเครื่องเงิน จ.น่าน ทั้งหมดอยู่ที่ 250 ล้านบาทต่อปี ณ ปี 2559 รวมทั้งส่งและปลีก ส่วนอัตราการเติบโตทรงตัวและเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ

ได้เงินกู้สนับสนุนเปย์ต่อยอดธุรกิจ

เฉพาะของบริษัท ชมพูภูคาเอง ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และหน่วยงานของรัฐบาล ดังนี้ 1. ได้รับอนุมัติวงเงินกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวทางประชารัฐ จากคณะกรรมการกองทุนฯ จ.น่าน 3 ล้านบาท 2. ได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อจาก ธพว.SME Transormation Lone 5 ล้านบาท 3. ได้รับการค้ำประกันชินเชื่อจาก บสย. วงเงิน 5 ล้านบาท โดยเงินกู้ที่ได้จะนำมาใช้ปรับปรุงภูมิทัศน์ และขยายกิจการ มีแผนจะเปิดศูนย์จำหน่ายสินค้าแปรรูปทางการเกษตรและผ้าทอ จ.น่าน เพิ่มเติม โดยเฉพาะผ้าทอ จ.น่าน โดดเด่นและไปได้กับเครื่องเงิน รวมทั้งเปิดร้านขายอาหารพื้นเมือง และชาวเขา แนวสุขภาพ ซึ่งในน่านยังไม่มี เป็นการแตกไลน์ธุรกิจด้วย รวมทั้งขยายพิพิธภัณฑ์ให้น่าเดิน

อย่าเห็นแก่ของถูกอาจไม่ใช่เงินแท้

จนถึงวันนี้ เข้ามาดูแลกิจการได้ประมาณ 3 ปี ยอดขายเพิ่มขึ้น ซึ่งที่โดดเด่นเป็นรูปแบบชิ้นงานจากเดิมขายพัฒนาขึ้น ประยุกต์ชิ้นงานให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ส่วนคำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องซื้อเครื่องเงินและเครื่องประดับเงินนั้น อยากให้ซื้อชิ้นงานได้มาตรฐานคุณภาพ 92.5% เป็นอย่างน้อยตามมาตรฐาน สินค้าราคาถูกเกินไปอาจไม่ใช่เงินแท้ 100%

ทั้งนี้ ธุรกิจทุกวันนี้ คิดว่า ประสบความสำเร็จแล้วหรือยังนั้น ถือว่า ยังต้องเรียนรู้อีกมาก ตั้งเป้าให้ที่ศูนย์ฯ เป็นแลนมาร์กของผู้มาเที่ยว จ.น่าน ตรงนี้ เป็นเป้าหมายธุรกิจในอนาคต ใครมาน่านต้องมาแวะ มีการพูดถึงบอกต่อ พยายามจะรวมของดีเมืองน่านมาอยู่ที่นี่ให้ได้มากที่สุดด้วย.

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

คลังลดแผนบริหารหนี้สาธารณะ เหตุรัฐ-รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 มิ.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/984918

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 27 มิ.ย.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอให้รับทราบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบ 60 ครั้งที่ 2 ที่มีวงเงินปรับลดลงสุทธิ 10,176 ล้านบาท เหลือ 1,589,265 ล้านบาท จากเดิม 1,599,442 ล้านบาท และรับทราบการปรับปรุงแผนบริหารรัฐวิสาหกิจที่ไม่ต้องขออนุมัติ ครม. ที่มีวงเงินปรับลดลง 400 ล้านบาท เหลือ 149,741 ล้านบาท จากเดิม 150,141 ล้านบาท โดยสำนักงานเลขาธิการ ครม. เห็นว่า การปรับลดวงเงินทำให้หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลงเหลือ 42.8% จากเดิม 44.5% และควรให้กระทรวงต่างๆ และรัฐวิสาหกิจเร่งโครงการต่างๆด้วย เพราะการปรับลดวงเงินครั้งนี้สาเหตุหลักมาจากการดำเนินโครงการต่างๆล่าช้า

นอกจากนี้ ได้บรรจุวงเงินกู้โครงการความร่วมมือรถไฟไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา 1,746 ล้านบาท ในแผนการปรับปรุงด้วยเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายดำเนินโครงการ เช่น ค่าออกแบบ งานโยธา และค่าที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้าง ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวถึงการกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการรถไฟไทย-จีน ว่า เรื่องแหล่งเงินกู้ไม่ได้ติดปัญหาที่กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างรอรายละเอียดจากกระทรวงคมนาคมว่าจะเสนอขอกู้เท่าใด ซึ่งแหล่งเงินกู้มีพร้อมแล้ว รวมทั้งจากจีนด้วย โดยเตรียมวงเงินกู้ 170,000 ล้านบาทไว้แล้วในแผนกู้เงินปีงบประมาณรายจ่าย 61.

 

ยึดโยงชาติมหาอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/983982

บทบาทของประเทศไทยในโลกยังคงเป็นแค่มดตัวน้อย ตัวนิด เมื่อนำไปเปรียบกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯและจีน เวลารัฐบาลจะไปเจรจาให้มหาอำนาจหันมองประเทศไทย ต้องพยายามดึงความสนใจว่าไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และไทยเป็นศูนย์กลางของกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม)

เพราะรู้ตัวว่าถ้าชูประเทศไทยออกมาเดี่ยวๆ ถูกมองข้ามอย่างแน่นอน

กรณีโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้โครงการฯได้รับข้อยกเว้นทางกฎหมายบางประการ ว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการประเคนและเอื้อประโยชน์ให้กับจีนเกินไปหรือไม่ ทำไมชาติไทยจะต้องยอมศิโรราบให้จีนถึงขนาดนั้น

คำตอบหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ ในยามที่สหรัฐฯของลดบทบาทความเป็นผู้นำโลก ไทยจำเป็นต้องอาศัยความเป็นมหาอำนาจของจีนที่กำลังแผ่อิทธิพลไปในภูมิภาคเอเชียและภูมิภาคทั่วโลก ที่จะนำประเทศไทยไปสู่ภูมิศาสตร์การเมืองโลก (Geopolitic) ที่จะช่วยสร้างให้เกิดภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ (Geoeconomic) ใหม่ๆขึ้นมา

เส้นทางสายไหม หรือ One belt, One road ของจีน คือเส้นทางรถไฟที่มีโอกาสจะเชื่อมต่อประเทศต่างๆ ได้มากที่สุดถึง 64 ประเทศ ในกรณีที่จีนทำได้สำเร็จสูงสุด

ฉะนั้นการเชื่อมโยงรถไฟไทย-จีน จึงกลายเป็นหนทางหนึ่ง ที่จะผลักดันประเทศไทยไปเชื่อมต่อภูมิศาสตร์ทางการเมืองของโลก และเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ระบบการคมนาคมของไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนและซีแอลเอ็มวีอย่างแท้จริง

เพราะแม้ภูมิศาสตร์ของประเทศไทยในปัจจุบันจะอยู่จุดกึ่งกลางอาเซียนจริง แต่ถ้าไม่เชื่อมรถไฟไทย-จีนแล้ว ภาษาฟุตบอล เรียกว่า “ตกลีก” ถ้าประเทศอื่นๆเขาเชื่อมกันได้โดยปราศจากไทย ที่ยังยักแย้ยักยันทะเลาะกันอยู่ในประเทศ

ทีนี้มาดูประเด็นการเจรจากับจีนว่าไทยยอมเสียเปรียบ…จริงหรือไม่

สิ่งหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญได้เลยว่า ประเทศไทยจะไม่ยอมเสียเปรียบให้กับจีนอย่างแน่นอน เพราะหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทยที่ร่วมเจรจากับฝ่ายจีนมายาวนาน 3 ปี ยืดเยื้อถึง 18 ครั้ง

เขาคือ รมว.คมนาคม ที่ชื่อ “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” ตำแหน่งก่อนหน้าเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หน่วยงานที่มีหน้าที่พิจารณาโครงการลงทุนของรัฐบาล และมีบทบาทท้วงติงทุกรัฐบาลที่ผ่านมาในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

ฉะนั้น จึงไม่ต้องห่วงเรื่องความรอบคอบ รัดกุม และไม่เพลี่ยงพล้ำของนายอาคม จน พล.อ.ประยุทธ์ และรองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยังเกิดอาการหงุดหงิดถึงความล่าช้าของโครงการที่ไม่สามารถคลอดออกมาได้สักที นายกฯออกมาบอกกับสื่อมวลชนว่า “ผมอาย ถ้าโครงการนี้ที่เริ่มมา 3 ปีแล้วเกิดไม่ได้”

จึงเปิดช่องให้ปลดล็อกประเด็นข้อกฎหมายที่ติดขัดอยู่ ด้วยการออกคำสั่งตามมาตรา 44 ให้ และนายกรัฐมนตรีก็กลายมาเป็นเป้าถูกโจมตีจากทุกทิศทุกทาง

มีความจริงที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้ เกี่ยวกับการกัดฟันต่อสู้ในการเจรจาโครงการรถไฟไทย-จีน ของนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งไปเยือนกรุงปักกิ่ง เมื่อเดือน มี.ค.2559 ที่ไม่ยอมให้ประเทศไทยเสียเปรียบจีน

พล.อ.ประยุทธ์ ได้พบกับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และถูกทวงถามถึงความไม่คืบหน้าในโครงการนี้ ในใจของฝ่ายไทยรู้ดีอยู่ว่า ถ้าไทยยอมให้สัมปทานกับจีน ข้อตกลงภายในนั้นไทยจะถูกจีนยึดพื้นที่สองข้างทางรถไฟไปพัฒนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยยอมไม่ได้เด็ดขาด จนถึงกรณีที่จีนไม่ได้ให้เงินกู้กับไทยในอัตราที่ผ่อนปรนเป็นพิเศษ

เมื่อการเจรจาถูกกดดันอย่างหนัก คำตอบที่เด็ดเดี่ยวของ พล.อ.ประยุทธ์ คือ ประเทศไทยจะขอลงทุนในโครงการดังกล่าวเอง แต่ยังคงใช้เทคโนโลยีของจีนเพื่อให้เส้นทางรถไฟเชื่อมต่อกันได้

ในเมื่อไทยตัดสินใจจะใช้เงินภายในประเทศซึ่งมีจำกัด จึงเป็นที่มาของการตัดเส้นทางรถไฟนี้เป็น 2 ระยะ จากเดิมที่จะสร้างไปรวดเดียว 873 กิโลเมตร กรุงเทพฯ-หนองคาย จึงแบ่งเป็น ระยะแรก จากกรุงเทพฯ-นครราชสีมา 256 กิโลเมตร ซึ่งต่อรองลดวงเงินจาก 220,000 ล้านบาท มาเหลือ 179,000 ล้านบาท จากนั้นจะมีระยะที่ 2 นครราชสีมา-หนองคาย 617 กิโลเมตร แล้วจึงจะไปเชื่อมต่อกับรถไฟจีนที่ออกมาจากลาว

เมื่อบทบาทของไทยในเวทีโลกยังไม่เข้มแข็ง วิธีการเช่นนี้ คือหนทางหนึ่งที่จะเดินหน้าประเทศไทยได้.

อมรรัตน์ จรูญสมิทธิ์
econ@thairath.co.th