หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับขึ้น 4.56 ดัชนีอยู่ที่ 1,581 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 มิ.ย. 2560 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/977650

หุ้นไทยปิดตลาดปรับขึ้น 4.56 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,581.14 จุด มูลค่าซื้อขาย 37,429.55 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 19 มิ.ย. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับตัวขึ้น 4.56 จุด อยู่ที่ 1,581.14 เปลี่ยนแปลง 0.29% มูลค่าการซื้อขาย 37,429.55 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,583.77 จุด และต่ำสุดที่ 1,579.32 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) 3.บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) 5.บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

 

พาณิชย์ สอนคนไทยฝึกอาชีพ หวังดันเปิดธุรกิจส่วนตัว เริ่ม ก.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 มิ.ย. 2560 17:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/977567

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือ มูลนิธิลุงขาวไขอาชีพ สอนคนไทยฝึกอาชีพ เริ่มจากการทำอาหารอย่างก๋วยเตี๋ยว หวังดันให้คนไทยมีธุรกิจเป็นของตนเอง ดีเดย์ ก.ค.60

วันที่ 19 มิ.ย. 60 น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมมือกับมูลนิธิลุงขาวไขอาชีพ องค์การสมาชิกสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์ด้านอาหาร ที่ได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาจากกรมพัฒนาฯ ร่วมกันจัดฝึกอาชีพ ให้กับประชาชนที่สนใจจะมีอาชีพเป็นของตนเอง โดยเริ่มต้นจากการฝึกให้ทำก๋วยเตี๋ยวก่อน เพราะทำได้ง่าย สามารถหาซื้อวัตถุดิบได้ไม่ยาก โดยจะเริ่มเปิดหลักสูตรฝึกอบรมที่กรมพัฒนาฯ ตั้งแต่เดือน ก.ค.60 เป็นต้นไป

สำหรับแนวทางการดำเนินการ กรมจะดึงพันธมิตรมาฝึกอบรมให้กับประชาชนที่สนใจ ซึ่งจะเริ่มจากมูลนิธิลุงขาวไขอาชีพ มาสอนวิธีการทำก๋วยเตี๋ยว วิธีการปรุงรสชาติ ส่วนธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีความหลากหลายในด้านสินค้าอาหาร ก็จะดึงมาสอนวิธีการทำอาหารที่แต่ละแฟรนไชส์มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งไม่จำเป็นว่ามาเรียนแล้ว จะต้องซื้อแฟรนไชส์ แต่สามารถขอซื้อวัตถุดิบจากแฟรนไชส์ เพื่อไปทำอาหารขายได้ โดยจะมีการจัดทำหลักสูตรหมุนเวียนกันไป

อย่างไรก็ตาม กรมพัฒนาฯ จะรุกขยาย และผลักดันให้ธุรกิจไมโครบิสสิเนส หรือธุรกิจเล็กๆ เกิดมากขึ้น โดยจะเริ่มจากธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งเป็นธุรกิจที่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ ได้ให้นโยบายเอาไว้ เพราะเป็นธุรกิจยอดนิยมและคนไทยสนใจทำ โดยตามสถิติการจดทะเบียนตั้งธุรกิจใหม่ทุกๆเดือน ธุรกิจร้านอาหาร ก็มียอดจดเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด

นอกจากนี้ การฝึกอบรม ไม่ใช่แค่สอนทำก๋วยเตี๋ยวให้เป็นอย่างเดียว แต่จะแนะนำช่องทางในการจัดหาวัตถุดิบ การสร้างเครือข่าย รวมถึงการสอนวิธีการทำธุรกิจ ทั้งการจัดทำบัญชี การบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจมีความเข้มแข็ง และมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นด้วย.

 

เปิดสถิติ ‘รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์’ ล่าช้า ขัดข้อง คนแน่นทุกสถานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 มิ.ย. 2560 16:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/977370

จากกรณี อุบัติเหตุสาวท้อง 6 เดือนพลัดตกรางแอร์พอร์ตลิงก์บ้านทับช้าง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งยังเป็นข้อกังขาว่า ผู้หญิงคนดังกล่าวตั้งใจที่จะกระโดดลงไป หรือ พลัดตกลงไปเนื่องจากอาการหน้ามืด (หญิงพลัดตกรางแอร์พอร์ตลิงก์ , หญิงตกรางแอร์พอร์ตลิงก์เสียชีวิตแล้ว) ทั้งนี้ ‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ ต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย

อย่างไรก็ตาม ในโลกโซเชียลได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงความปลอดภัยในกรณีนี้ด้วยว่า อยากให้รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ทำที่กั้นประตูระหว่างชานชาลา เพื่อความปลอดภัยในอนาคต

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แอร์พอร์ตลิงก์ กำลังดำเนินการติดตั้งประตูกั้นชานชาลาเพิ่มอีก 7 สถานี วงเงิน 200 ล้าน โดยกำหนดให้เอกชนยื่นซองเทคนิคในวันที่ 29 มิ.ย. 60 ก่อนแข่งขันประกวดราคาแบบอิเลกทรอนิกส์ในวันที่ 27 ก.ค. 60 โดยจะติดตั้งเสร็จสถานีแรกในช่วง เม.ย. 61

ทั้งนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ขอเก็บสถิติเหตุการณ์ที่รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ เกิดความขัดข้องที่ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสาร ดังนี้

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 56 แอร์พอร์ตลิงก์ เกิดระบบเดินรถขัดข้องในช่วงเวลาเร่งด่วน ทำให้รถไฟฟ้าต้องจอดสนิทคาราง ระหว่าง สถานีหัวหมาก มุ่งหน้า สถานีรามคำแหง ทำให้ผู้โดยสารกว่า 700 คนติดอยู่ในรถไฟฟ้าเกือบชั่วโมง ส่งผลให้ผู้โดยสารเริ่มเป็นลมเนื่องจากขาดอากาศ จึงช่วยกันงัดประตูรถ-ทุบกระจกออกมาได้ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 คน ส่งโรงพยาบาล

ทั้งนี้ พล.อ.ดรัณ ยุทธวงษ์สุข กรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.จำกัด เผยว่า สาเหตุเกิดขึ้นจากระบบไฟฟ้าขัดข้องบริเวณรามคำแหง ประกอบกับช่วงสถานีรามคำแหงเครื่องสำรองไฟที่ใช้งานมา 5 ปีแล้วไม่ทำงาน จึงส่งผลให้ขบวนรถไฟฟ้าหยุดทำงาน ค้างอยู่กลางสถานี โดยเจ้าหน้าที่เราไม่ได้เข้าไปยังพื้นที่ช้า แต่เพราะไฟฟ้าดับ อากาศร้อน ทำให้ผู้โดยสารต้องเปิดประตูฉุกเฉิน

เมื่อเปิดประตูฉุกเฉิน ขบวนรถจึงไม่สามารถขยับไปไหนได้ อีกทั้งผู้โดยสารบางส่วนยังเดินออกจากขบวนรถมาตามรางรถไฟฟ้า ทำให้รถไฟอีกขบวนที่จะเข้าไปช่วยลากจูงออกจากสถานีไม่ได้ จึงต้องรอให้ผู้โดยสารออกจากรางรถไฟทั้งหมดก่อน ส่วนมาตรการรองรับหลังจากนี้ จะหารือร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง ถึงแนวทางแก้ไขปัญหาไฟฟ้าดับบริเวณดังกล่าวแล้ว

เมื่อ 13 มี.ค. 60 เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ ขบวน 2052 เกิดขัดข้องระหว่างสถานีมักกะสัน ไปทางสถานีรามคำแหง มีเสียงดังและมีกลิ่นคล้ายเหม็นไหม้ จากนั้นรถก็ไหลไปเรื่อยๆ แล้วหยุด โดยไฟฟ้าดับ ระบบปรับอากาศไม่ทำงาน บรรยากาศภายในขบวนอึดอัด และมีผู้โดยสารบางรายเป็นลม โดยเจ้าหน้าที่ได้มีการนำขบวนรถเปล่ามาขนถ่ายผู้โดยสาร เพื่อไปส่งยังจุดหมาย

ล่าสุด เมื่อ 3 เม.ย. 60 ผู้ใช้งานทวิตเตอร์ “SSR_920914” ได้โพสต์รูปภาพพร้อมระบุข้อความว่า “แอร์พอร์ตลิงก์ขัดข้อง หนึ่งขบวนค้างที่สถานีบ้านทับช้าง ตอนนี้ขบวนที่มาถึงหัวหมากให้ผู้โดยสารลงจากขบวนรถแล้ว”

 

คนกรุงฝันค้าง! ขสมก.เลื่อนประมูลรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ไม่มีกำหนด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 มิ.ย. 2560 14:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/977363

คนกรุงฝันค้าง! ขสมก.เลื่อนประมูลรถเมล์เอ็นจีวี 489 คันไม่มีกำหนด เหตุบอร์ด ขสมก.กลัวไม่รอบคอบ ขอรอราคากลางจากกรมธนารักษ์ หลังเอ็นจีวีไม่เดินหน้า ขสมก.เหยียบสปีดเปิดประมูลรถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน เตรียมเสนอ ครม.ฝันรับมอบรถวิ่งให้บริการได้ไม่เกิน เดือน ธ.ค.นี้ 50 คัน กลางปี 61 อีก 150 คัน

นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่าการจัดหารถเมล์เอ็นจีวี จำนวน 489 คัน ที่จะเริ่มเปิดประมูลใหม่จะต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งจะส่งผลให้ไม่สามารถรับมอบรถใหม่ตามกำหนดภายใน 31 ตุลาคมนี้แน่นอน เนื่องจากขณะนี้ได้มีความคิดเห็นระหว่างฝ่ายคณะกรรมการบอร์ด ขสมก. และ ฝ่ายบริหาร ขสมก. ไม่สอดคล้องกัน โดยฝ่ายบอร์ด ขสมก.ต้องการให้เกิดความรอบคอบ เห็นควรให้ฝ่ายดำเนินการรอคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายรอการกำหนดราคาจากกรมบัญชีกลาง

ขณะที่ ฝ่ายบริหารเห็นควรให้ดำเนินการได้เลย เพราะราคากลางเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกำหนดราคากลาง อย่างไรก็ตาม เมื่อเป้าหมายของบอร์ด ขสมก. และฝ่ายบริหารไม่สอดคล้องกัน จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินการประกวดราคาจัดหาเอกชนเข้ามาดำเนินงานรถเมล์เอ็นจีวี 489 คันได้ ซึ่งจะส่งผลให้ ขสมก.ไม่สามารถรับรถเพื่อมาให้บริการทันในวันที่ 31 ตุลาคมนี้แน่นอน เนื่องจากหากรอให้กรมบัญชีกลางตอบกลับมา ขสมก.และฝ่ายกฎหมาย ขสมก.พิจารณาขั้นตอนการดำเนินการจัดหา อาจต้องเกิน 90 วัน

ล่าสุด ขณะนี้มีเอกชนเข้ามาซื้อซองประกวดราคาจัดหารถเมล์เอ็นจีวีใหม่ 12 ราย ดังนั้น ขสมก.จะทำหนังสือแจ้งไปยังเอกชนที่มาซื้อซองประกวดราคาว่า ขสมก.ขอเลื่อนการประกวดราคาออกไปก่อน

นายประยูร ช่วยแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. กล่าวว่า ในขณะเดียวกัน ขสมก.ยังคงเดินหน้าจัดหารถเมล์ไฟฟ้าจำนวน 200 คัน เข้ามาให้บริการประชาชนตามขั้นตอนจะเสนอรายละเอียดการดำเนินการเสนอมายังกระทรวงคมนาคมภายในสัปดาห์นี้ เพื่อขอความเห็นชอบโครงการก่อนที่จะเสนอ ครม.เพื่ออนุมัติโครงการภายในเดือนกรกฎาคม 60 โดย ขสมก.ตั้งเป้าหมายว่า หากขั้นตอนดำเนินการตามแผน ขสมก.จะรับมอบรถไฟฟ้าในเดือนธันวาคม ก่อน 50 คัน และภายในเดือนมิถุนายน 61 จำนวน 150 คัน

 

ถอดรหัสลับ ดอกเบี้ยเงินกู้ MLR MOR MRR ที่คนเป็นหนี้ควรรู้ไว้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 มิ.ย. 2560 11:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/975047

เชื่อว่า หลายคนคงเคยประสบปัญหาเหล่านี้ เวลาไปขอสินเชื่อที่ธนาคาร สถาบันการเงิน เราจะพบกับรหัสลับเหล่านี้ MLR MOR MRR ยิ่งฟัง ยิ่งง ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว ‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ ขอสรุปความแบบง่ายๆ โดยก่อนอื่นเราต้องทำความรู้จัก ดอกเบี้ย กันก่อน 

ดอกเบี้ย คือ เงินที่ผู้ให้กู้ไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร บริษัททางการเงิน หรือบุคคลทั่วไป ขอเรียกเก็บเพื่อเป็นผลตอบแทนจากการปล่อยกู้ โดยดอกเบี้ยมักจะคิดเป็นร้อยละ และมีอยู่ 2 ประเภท คือ

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ หรือ Fixed Rate คือ หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้เป็นตัวเลขเฉพาะ ไม่ขึ้น หรือลงตามต้นทุนของสถาบันการเงิน คงที่ตลอดอายุสัญญาเงินกู้ หรือในช่วงเวลาที่กำหนด ยกตัวอย่างเช่น สินเชื่อรถยนต์ ที่กำหนดดอกเบี้ยไว้ที่ 3.25% ตลอดระยะเวลาการผ่อน 4 ปี หรือสินเชื่อบ้านที่กำหนดดอกเบี้ยคงที่ 3.25% ระยะ 3 ปีแรก เป็นต้น

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว หรือ Floating Rate คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามต้นทุนของสถาบันการเงิน ซึ่งสถาบันการเงินจะประกาศออกมาเป็นคราวๆ ไป เช่น อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เช่น MLR MOR และ MRR

สำหรับ MLR (Minimum Loan Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี เช่น มีประวัติการเงินที่ดี มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างเพียงพอ โดยส่วนใหญ่ใช้กับเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เช่น สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ

ส่วน MOR (Minimum Overdraft Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทวงเงินเบิกเกินบัญชี

ขณะที่ MRR (Minimum Retail Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย ตัว MRR นี่ที่เราจะพบได้บ่อย เช่น  MRR -0.25% ในสินเชื่อบ้าน

ทั้งนี้ หลายคนก็คงถามต่อแล้ว มีจะมีวิธีคิดดอกเบี้ยอย่างไร เราจะยกตัวอย่างให้ดูง่ายๆ สมมติว่า ยอดสินเชื่อบ้านของเราอยู่ที่ 1,500,000 บาท ธนาคารกำหนดดอกเบี้ยไว้ ดังนี้ ปีที่ 1-3 อยู่ที่ 5.42% และ ปีที่ 4 ขึ้นไปอยู่ที่ MRR -0.25% (ภายใต้สมมติฐาน MRR 7% และเงินกู้ที่ยอด 1,500,000 บาท)

วิธีการคำนวณ นำ 1,500,000 x 5.42% ก็จะได้ดอกเบี้ยที่เราจะต้องจ่ายในปีที่ 1-3 จะอยู่ที่ 81,300 บาทต่อปี

ส่วนปีที่ 4 คิดดังนี้ นำ MRR 7% มาลบด้วย 0.25% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะอยู่ที่ 6.75% จากนั้นเอา 1,500,000 x 6.75% ก็จะพบว่าดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายในปีที่ 4 คือ 101,250 บาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม หากอ่านมาถึงตรงนี้ สิ่งที่เราต้องรีบสำรวจ คือ เงินกู้ที่เรากำลังผ่อนส่งอยู่นั้น ดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไร โดยเราสามารถค้นหาอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารแต่ละแห่งกำหนดไว้ได้ที่เว็บไซต์ของธนาคารนั้นๆ

การเป็นหนี้ ไม่น่ากลัว แต่สิ่งที่เราควรมีคือ การบริหารจัดการหนี้ที่เป็นระบบ และการวางแผนการเงินที่ดี โดยสัดส่วนการผ่อนชำระหนี้ที่ดีนั้น ไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือนนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

 

เปิดวันจันทร์ ทองลดลง 100 บาท รูปพรรณขายออกบาทละ 20,650 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 มิ.ย. 2560 10:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/977073

เปิดตลาดวันจันทร์ ทองราคาลดลง 100 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 ขายออกบาทละ 20,150 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 ขายออกบาทละ 20,650 บาท…

วันที่ 19 มิ.ย. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดวันจันทร์ราคาลดลง 100 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 ขายออกบาทละ 20,150 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 ขายออกบาทละ 20,650 บาท.

 

3 ปี รัฐบาล คสช. “บิ๊กตู่” เปิดใจ ภารกิจปฏิรูปประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/976365

“ที่เชิญมาคุยกันเนี่ย ผมไม่ได้คิดจะเป็นศัตรูกับสื่อนะ จริงๆผมเคารพทุกสื่อ เพราะอ่านทุกวัน ถามมาสิ ผมตอบท่านได้หมด ที่เห็นผมดุผมว่า ก็ไม่ได้อะไรหรอก ผมเป็นคนแบบนี้แหละ แต่ผมก็น้อยใจเป็นเหมือนกันเวลาถูกพวกคุณเล่นงาน…แม้จะยอมรับว่า บางอย่างเร็ว บางอย่างช้า และบางอย่างเกิดความผิดพลาดขึ้นก็ตาม”

นี่เป็นคำทักทายแรกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

หลังแนะนำตัวกันเป็นที่เรียบร้อย บทสนทนาในประเด็นสำคัญที่ประสงค์จะพูดคุยกันก็เริ่มต้นขึ้น

“3 ปีที่เข้ามาทำงานน่ะ ผมอยากบอกพวกคุณให้เข้าใจว่า ผมและคณะตั้งใจทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด โดยเฉพาะในการปฏิรูปประเทศ ผมต้องทำให้เกิดเป็นรูปธรรมขึ้นให้ได้ ถ้าไม่ทำ หรือทำไม่สำเร็จ ครั้งหน้าผมจะบอกให้ว่า ไม่มีใครทำได้”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า อยากให้เข้าใจว่า การรัฐประหารของ คสช.ไม่เหมือนกับการรัฐประหารในประเทศอื่นๆ เพราะไม่ได้ไปทำร้ายใคร หรือจับใครขังคุก แต่เปิดโอกาสให้ทุกคนที่กระทำความผิดผ่านกระบวนการทางกฎหมายเอง

 

“ถ้าไม่ได้ปฏิวัติรัฐประหารเข้ามาวันนั้น ผมคงต้องทะเลาะกับคนทั้งสองฝ่าย ที่ฝ่ายหนึ่งเตรียมเล่นงาน ขณะที่อีกฝ่ายเตรียมการรับมือ แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ผมก็ขอแค่ทำงานของผมให้สำเร็จ ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกอย่างแตกสลายกระจัดกระจายไป…

ที่ต้องทำให้สำเร็จ ก็เพราะไม่มีโอกาสให้แก้ตัวอีกแล้ว ทุกสิ่งจะล้มครืนลง และจะหนักหนาสาหัสกว่าที่กำลังเป็นอยู่ในวันนี้อีกมาก…”

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความสำคัญของการต้อง “จับเข่าคุยกัน” ว่า วันนี้ความมั่นคงของบ้านเมืองยังคงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดอยู่ ขณะที่ประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องปรับเปลี่ยนบริบทในโครงสร้างทางสังคมใหม่ทั้งหมด…

ถ้ายังคิดแบบเก่า ทำแบบเก่าอยู่ ประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าไม่ได้

ว่าแต่รัฐบาลจะประสบความสำเร็จกับการปฏิรูปประเทศ และการปรับโครงสร้างทางสังคมในทุกภาคส่วนหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับ “สื่อ” เป็นสำคัญ ถ้าสื่อทำความเข้าใจกับประชาชนได้ว่า รัฐบาลพยายามแก้ไขสิ่งต่างๆที่หมักหมม เละเทะมานานให้กลับคืนสภาพที่ดีกว่า ถูกต้อง และเท่าเทียมกันภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ 6 ประการคือ

1.สร้างความมั่นคง 2.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 3.พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 4.ลดความเหลื่อมล้ำ-สร้างความเป็นธรรม 5.รักษาสิ่งแวดล้อมตามพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ 6.บริหารจัดการประเทศชาติให้เกิดสงบสุข ประเทศไทยก็จะเดินหน้าไปพร้อมๆกับประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วยดี

“ทั้งหมดอยู่ที่การไว้เนื้อเชื่อใจกัน ไม่หวาดระแวงกัน แก้ปัญหาต่างๆที่มีไปด้วยกัน เชื่อมั่นในกันและกัน ดูแลผลประโยชน์ของประชาชนให้เกิดความเท่าเทียมกัน…หน้าที่ของผมมีแค่นี้…

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างดีขึ้นจริงๆ อย่างเรื่องของขีดความสามารถของประเทศที่เพิ่มขึ้นจากการจัดอันดับโดย World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ IMD ของสวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2560 ซึ่งประกาศผลเมื่อช่วงกลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา นั่นก็ใช่”

ประเทศไทยมีพัฒนาการด้านขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้นตามลำดับ จากปี 2559 ซึ่งมีคะแนนอยู่ที่ 74.681 ก็ได้รับการปรับคะแนนขึ้นเป็น 80.095 ได้เลื่อนอันดับขึ้นจาก 28 เป็น 27 จาก 63 ประเทศ และเมื่อเทียบกันในหมู่ประเทศอาเซียน ไทยอยู่ในอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ มาเลเซีย สูงกว่าฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆนั้น IMD พิจารณาจากคุณสมบัติ 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่ สภาวะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ (Infrastructure) เป็นสำคัญ

ปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยมีอันดับดีที่สุดคือ สภาวะทางเศรษฐกิจ ซึ่งปรับขึ้น 3 อันดับมาอยู่อันดับที่ 10 ขณะที่คุณสมบัติด้านประสิทธิภาพของภาครัฐปรับตัวดีขึ้น 3 อันดับเช่นกัน โดยมาอยู่ในอันดับที่ 20 ส่วนประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐานยังอยู่ในอันดับที่ 25 และ 49 คงเดิม

กระนั้นก็ตาม หลังการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้า 10 สายเสร็จสิ้นตามกำหนดเวลา ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยควรจะได้รับการปรับอันดับขึ้นแน่นอน

“ผมอาจจะปฏิรูปประเทศไม่ได้ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะการปฏิรูปหรือปรับโครงสร้างทางสังคมให้ได้ทุกภาคส่วนต้องใช้เงินและเวลา จำเป็นต้องค่อยๆแกะสิ่งที่หมักหมมไว้นานออกมาทีละส่วน…”

เช่นในเรื่องของเศรษฐกิจหลายคนอาจจะบอกว่า ไม่เกิดและยังไม่เติบโตตามเป้าหมาย

ก็เมื่อเงินที่เคยอยู่นอกระบบหรืออยู่ข้างล่างหายไป เงินจากบ่อน จากซ่องหายไปอีกก้อน และเงินจากเศรษฐกิจรากหญ้าอย่างการบริหารจัดการที่เอาหาบเร่แผงลอยออกจากทางเท้าหายไปอีกก้อนใหญ่ ขณะที่เงินจากคนขี้โกง และทุจริตหายไปพร้อมๆกันด้วย ก็เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องมาดูว่า จะช่วยเหลืออะไรกับคนที่ยากจน ด้อยโอกาส และได้รับผลกระทบจริงๆจากมาตรการของรัฐบาลได้บ้าง

สิ่งที่รัฐบาลทำภายใต้แนวทาง Negative Income Tax ก็คือ แจกเงินให้คนจนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนที่ระดับ 30,000 บาทต่อปี เดือนละ 2,500 บาท หรือเฉลี่ยเพียงวันละ 83 บาทนั่นเอง โดยรัฐได้เปิดให้คนกลุ่มนี้ไปขึ้นทะเบียนไว้แล้ว 14 ล้านคนเศษ หลังจากนี้จะส่งนักศึกษาออกไปสำรวจว่ายากจนระดับใดบ้าง ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐไปบ้างไหม เพื่อแยกแยะจัดกลุ่มความช่วยเหลือให้ชัดเจนไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน

“เราตั้งเป้าจะทำให้คนที่มีรายได้ 30,000 บาทต่อปี มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 100,000 บาท และขยับเป็น 300,000 บาท ด้วยการเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อนำไปใช้ในการสร้างงานในอนาคต โดยให้แบงก์รัฐอัดฉีดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และพักหนี้ให้ในระยะเวลาที่กำหนด”

เวลาเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยไปใช้พื้นที่บนถนนเลียบคลองผดุงกรุงเกษมด้านหลังทำเนียบรัฐบาล เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเอาแผงลอยออกจากทางเท้า ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถจะปล่อยให้ใครใคร่ค้า ก็ค้าตามใจตัวเองโดยไม่ยึดกฎกติกาได้อีกต่อไป

“เราไม่ได้จัดการกับปัญหาหนึ่งแล้วไม่สนใจต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ตามไปดูด้วยว่า จะช่วยอะไรพวกเขาได้บ้าง เพราะรู้ว่าเงินหายไปจากระบบจำนวนมาก ส่วนคนชั้นกลางกับธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลาง (SMEs) รัฐก็ให้แบงก์ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง และตั้งกองทุนขึ้นมาช่วยเหลือ…เราจะไม่แก้ไขปัญหาแบบเก่าที่หมดปีไปกลับมาขอใหม่อีก เพราะไม่มีเงินมากพอจะช่วยใครได้เหมือนระบบประชานิยม”

นายกรัฐมนตรีรู้ดีว่าประเทศไทยยังมีคน 1.0, 2.0 และ 3.0 อยู่มาก จึงจำเป็นต้องแยก 1.0 และ 2.0 ออกมาพัฒนาศักยภาพให้ผู้ใช้แรงงานในระดับต่างๆมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น และเมื่อเทคโนโลยีเข้ามามากขึ้น เร็วขึ้น ก็ต้องวางแผนการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยในห่วงโซ่ตรง 3.0 ให้พัฒนาขึ้นเป็นทรัพยากรมนุษย์ในระดับ 4.0 ได้ เมื่อเศรษฐกิจประเทศใช้คนน้อยลง และใช้หุ่นยนต์แทนที่มากขึ้น คนในระดับ 3.0 จึงเป็นกำลังสำคัญที่จะต้องได้รับการต่อยอดการพัฒนาขึ้นไป

“ส่วนคนในภาคการเกษตร ต่อไปนี้จะเพาะปลูกพืชผลการเกษตรตามความต้องการของผู้ซื้อและตลาด ไม่ใช่เพาะปลูกตามความต้องการของตนเอง”

ทุกๆสาขาของเกษตรกรรมไทย จะได้รับโอกาสจากรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็ง การมีทางเลือกที่มากขึ้น มีแหล่งเรียนรู้เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ และการจ้างงานอันเป็นภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงมากขึ้น โดยรัฐบาลจะเข้าไปจัดตั้งศูนย์บริการ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลขึ้น ซึ่งตามโรดแม็ปต้องจัดให้มีมากกว่า 8,000 แห่ง

มาถึงตรงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ชวนเราคุยเรื่อง ข้อกำหนดการทำประมงสากล (IUU) และการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ว่า หลายประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะอินโดนีเซียเดินทางมาขอพบ และแจ้งให้ทราบว่า พวกเขากำลังรอประเทศไทยจัดทำแผนการทำประมง และการบินให้สำเร็จ ก่อนจะขอนำสิ่งนี้ไปเป็นแผนแม่บทการทำประมง และการบินพลเรือนในประเทศเขา

“ผมต้องทะเลาะกับนายทุนประมงรายใหญ่ๆ เพื่อให้ชาวประมงรายย่อยๆสามารถกลับมาจับปลาในทะเลได้มากขึ้น และมีรายได้จากการทำประมงที่ถูกต้องตามกฎกติกาสากลมากขึ้น มันเหมือนเราเปิดแหล่งน้ำใหม่โดยการเอาปลาไปปล่อยในทะเลเยอะๆ โดยเราจัดหาเบ็ดให้ สอนวิธีตกปลาให้ได้จำนวนมากๆอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ให้เบ็ดตกปลาไปแล้ว ไม่มีปลาเลยสักตัว”

ส่วนที่มีคนพูดว่าต่างชาติไม่อยากคบรัฐบาลทหารน่ะ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ถ้าเป็นจริงก็คงไม่มีชาติใดมาขอพบที่ทำเนียบรัฐบาลทุกวันอย่างที่เป็นอยู่ และชาติที่มาต่างก็เห็นด้วยกับแผนปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งเขาไม่เคยเห็นรัฐบาลทหารประเทศใดบริหารราชการแผ่นดินในลักษณะนี้มาก่อน

“เขาแสดงความห่วงใยเหมือนๆเกษตรกรที่มาพบผมว่า นโยบายหรือโรดแม็ปที่รัฐบาลชุดนี้วางไว้ อาจไม่เกิดความต่อเนื่องหรือกลัวว่า การปฏิรูปประเทศไทยจะทำไม่สำเร็จ แต่ผมก็บอกไปตรงๆว่า โรดแม็ปมีระยะเวลาที่ต้องดำเนินการตามที่วางไว้ เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งก็ขอให้คนไทยไปเลือกคนดีๆเข้ามา ถ้ารัฐบาลใหม่จะไม่ทำต่อ ก็ต้องไปพูดกันในรัฐสภา ไม่ก็ต้องไปว่ากันในศาลรัฐธรรมนูญ…

บางคนจะตะแบงให้ผมเร่งรัดใช้อำนาจพิเศษ หรือมาตรา 44 โดยไม่ดูผลกระทบที่จะตามมา”

แม้โครงสร้างสังคมไทยจะต้องได้รับการปฏิรูปกันใหม่ทั้งระบบ หมายถึงทำทุกอย่างใหม่ ทำให้ดีขึ้นและเอาใจใส่กับทุกเรื่อง จนต้องมาจัดวาง และร้อยเรียงเรื่องราวต่างๆเข้าด้วยกันใหม่หมดก็ตาม แต่เรื่องใดทำได้ก่อน ก็ให้ทำทันที ส่วนเรื่องใดทำแล้วส่งผลกระทบ ก็จำต้องหยุดตรวจสอบก่อน

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงระบบการศึกษาไทยที่ผ่านมาว่า ทำกันไว้เละเทะมานาน แต่จะเปลี่ยนได้มากน้อยแค่ไหน จำเป็นต้องใช้เวลา ซึ่งแต่ละกระทรวงมีโรดแม็ปกำหนดเวลาการทำงานของตนไว้ว่าภายใน 3-5 ปี จะต้องได้เห็นการเปลี่ยนแปลง

“แต่จะเปลี่ยนเดี๋ยวนี้ วันนี้เป็นไปไม่ได้ ครูกว่า 400,000 คน คงจะลุกฮือขึ้น”

พล.อ.ประยุทธ์ยังเล่าด้วยว่า รัฐบาลนี้พยายามดูแลประชาชนหลายกลุ่มให้ได้รับความเป็นอยู่ในชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งที่ได้ทำเป็นคู่ขนานกันไปก็คือ ส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล ตำบลละ 5 ล้านบาท จำนวน 7,255 ตำบล คิดเป็นวงเงินรวม 36,000 ล้านบาทเศษ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาให้ผู้คนมีเงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

เช่นเดียวกับการเพิ่มเบี้ยยังชีพให้คนชราที่ยากจน และออกมาตรการช่วยเหลือผู้สูงอายุ ทั้งทางด้านภาษี ที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่บุตรที่ให้การดูแลบิดามารดา “ที่ผ่านมามีใครเคยทำไหม มีใครมองเห็นเรื่องนี้ว่า กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในอนาคตไหม ไม่มีหรอก”

อย่างไรก็ตาม ความพยายามจะทำคลอดมาตรการต่างๆภายใต้งบประมาณรายจ่ายรัฐที่มีจำกัดเพียงปีละ 2.9 ล้านล้านบาทนั้น ไม่เพียงพอจะดูแลประชาชน 100 เปอร์เซ็นต์ได้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหารายได้เพิ่มขึ้น

“ถ้าไม่ยากจน ก็ไม่ควรไปใช้สิทธิเอาเบี้ยคนจน หรือคนชรามาใช้ สละสิทธิให้เขาไป รัฐก็จะมีเงินพอช่วยคนได้มากขึ้น ทุกวันนี้ก็มีทั้งรถไฟฟรี รถเมล์ฟรี แต่คนมีสตางค์กลับไปใช้แทน ส่วนคนจนไม่กล้าใช้เพราะกลัวถูกเก็บเงิน คนจนในประเทศจึงกลายเป็นพลเมืองชั้นสองไปทั้งๆที่ไม่ควรจะเป็น”

ส่วนการดำเนินงานตามโครงการรถไฟความเร็วสูงบนเส้นทางสายไหมใหม่ One Belt One Road ของจีนนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เขาเองรู้สึกอายที่ 3 ปีผ่านไป ยังไม่สามารถดำเนินการโครงการนี้ได้ แม้จะรู้ว่าเส้นทางสายไหมที่ไม่ผ่านไทยจะทำให้จีนไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม แต่ก็ทำให้ไทยไม่ได้รับประโยชน์ตามที่ควรจะเป็นด้วย!

ก่อนจบการสนทนาที่ทำให้เรามีความเข้าใจการทำงานของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมากขึ้น เราได้ถามความรู้สึกของ พล.อ.ประยุทธ์เกี่ยวกับเสียงเรียกร้องที่จะให้เขาอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป ได้รับคำตอบว่า…

จะอยู่ได้อย่างไร ถ้าพรรคการเมืองต่างๆรวมหัวกันเตะโด่งตัวเขาออกมา!

“กฎหมายมีห้วงเวลาว่าจะต้องเลือกตั้งกันเมื่อใด กระบวนการต่างๆก็ต้องพร้อม แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคนไทยจะตระหนักถึงบ้านเมืองมากแค่ไหน…

ขึ้นอยู่กับคนไทยคิดอย่างไรกับโจทย์ที่ว่าการเมืองกับความล้มเหลวของประเทศชาติ หรือการเมืองกับความเป็นความตายของประเทศชาติ…อะไรสำคัญกว่ากัน?!”

คงจะจริงอย่างที่นายกรัฐมนตรีพูด!!

ทีมเศรษฐกิจ

 

คมนาคมแจงยิบ กระแสต้าน ออก ม.44 ปลดล็อกรถไฟไทย-จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 มิ.ย. 2560 23:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/976845

คมนาคมแจงยิบ กระแสต้าน ออก ม.44 รถไฟไทย-จีน ชี้เปิดช่องสถาปนิกจีน ไม่เกี่ยวสนธิสัญญา WTO ระบุให้สิทธิพิเศษแก่จีน ไม่ขัดหลักการนิติสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีมาตรฐานความปลอดภัยเป็นสากล ย้ำเป็นประโยชน์ภาพรวมเศรษฐกิจ…

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกกระทรวง ได้ออกชี้แจงผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ สื่อมวลชน กระทรวงคมนาคม ในประเด็นกระแสต่อต้านกรณีนายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 เดินหน้าโครงการรถไฟไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ทำให้มีบุคคลต่างๆ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ โดยขอชี้แจงประเด็นที่ 1 ดังนี้ 1.1 นายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกชื่อดัง ระบุการใช้ มาตรา 44 ในการอนุญาตให้สถาปนิกจากจีนเข้ามาทำงานได้โดยไม่ต้องขอรับใบอนุญาต นั้นแม้ว่าจะอนุญาตให้เป็นการเฉพาะ แต่เป็นการเปิดช่องให้สถาปนิกจากชาติอื่นเข้าเจรจาภายใต้หลักการว่าด้วยการไม่เลือกปฏิบัติ ของ WTO ทำให้สถาปนิกทุกชาติทั่วโลกในสนธิสัญญา WTO เข้ามาปฏิบัติวิชาชีพในไทยได้อย่างเสรีทันที โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตปฏิบัติวิชาชีพ ทำให้คนไทยที่ประกอบอาชีพนี้เดือดร้อนนั้น การดำเนินการดังกล่าวก็เพื่อให้ฝ่ายจีนเข้ามาดำเนินโครงการตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558-2565 (mou) เท่านั้น ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นสนธิสัญญา WTO แต่อย่างใด

1.2 นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศจีน จะส่งผลให้นานาประเทศที่มีเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงขาดโอกาสในการแข่งขันและจะส่งผลตามมาอย่างร้ายแรง คือ ประเทศไทยจะขาดความเชื่อมั่นในสังคมโลก กระบวนการในระบบกฎหมายของไทยไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม โดยเฉพาะในการทำนิติสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558-2565 (mou) รัฐบาลไทยได้ตกลงให้รัฐบาลจีนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558-2565 โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่ขนาดมาตรฐาน เส้นทางหนองคาย-แก่งคอย-โคราช-ท่าเรือมาบตาพุด และเส้นทางแก่งคอย-กรุงเทพฯ การดำเนินการจึงมีสอดคล้องกับบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าวโดยไม่ขัดกับหลักการนิติสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

1.3 นายดิสพล ผดุงกุล นายกสมาคมวิศวกรรมระบบขนส่งทางรางไทย (วศรท.) ระบุว่า 1) การทำโครงการรถไฟความเร็วสูงไม่คุ้มกับการลงทุน คิดเฉลี่ยรัฐบาลจะมีรายได้ประมาณ 10 ล้านบาทต่อวัน จากการให้บริการประชาชนประมาณ 10,000 คนต่อวัน ในขณะที่มีการลงทุนในโครงการประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาทนั้น โครงการรถไฟความเร็วสูง เป็นโครงการให้บริการด้านขนส่งมวลชนซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อการหารายได้จากค่าโดยสาร แต่การพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมโยงพื้นที่ภูมิภาคจะส่งผลต่อการพัฒนาเมืองและการกระจายความเจริญ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ในภาพรวมต่อเศรษฐกิจของประเทศ

2)การใช้วิศวกรจีนทั้งหมดเข้ามาทำงาน โดยยกเว้นให้ไม่ต้องขึ้นทะเบียนตาม พ.ร.บ.วิศวกร พ.ศ. 2542 เป็นสิ่งไม่ถูกต้องนั้น ในการยกเว้น พ.ร.บ.วิศวกร พ.ศ. 2542 มาตรา 45 47 และ 49 คำสั่งคณะหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ ได้ระบุให้มีการอบรมและทดสอบตามความเหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์

3)ไม่เชื่อมั่นในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของจีน เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จีนยังเคยมีเหตุการณ์รถไฟตกรางนั้น รถไฟความเร็วสูงของประเทศจีนมีการดำเนินการมาแล้วถึงกว่า 20,000 กิโลเมตร และเป็นโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงขนาดใหญ่ที่สุดโดยมีมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นสากล หากเทียบสถิติการเกิดอุบัติเหตุต่อระยะทางการเดินรถรวมทั้งหมด จะมีสัดส่วนที่น้อยมาก ซึ่งไม่แตกต่างจากระบบที่ได้รับการพัฒนา.

 

ผู้ช่วยปลัดคมนาคม แจง สร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 มิ.ย. 2560 14:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/976407

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ (ภาพจาก : Facebook ข่าวและภาพกิจกรรมกระทรวงคมนาคม)

ผู้ช่วยปลัดคมนาคม ชี้แจงกรณีเลขาฯ สมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยคัดค้านคำสั่งหัวหน้า คสช. สร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

เมื่อ 18 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงคมนาคม และรองโฆษกกระทรวงคมนาคม ชี้แจงหลังจาก นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์คัดค้านคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 30/2560 กรณีให้ก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยต้องสูญเสียบูรณภาพแห่งอธิปไตยของชาติ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 52 โดยนำความดังกล่าวไปร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อวินิจฉัยและส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการใช้อำนาจดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยตั้งข้อสังเกตดังนี้

1.1 คำสั่ง คสช.ที่ 30/2560 กำหนดให้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล วิศวกรและสถาปนิกของจีนได้รับการยกเว้นไม่อยู่ภายใต้การบังคับของ พ.ร.บ.วิศวกร 2542 และ พ.ร.บ.สถาปนิก 2543 ซึ่งหากบุคคลต่างๆ ดังกล่าวสร้างความเสียหายให้กับโครงการฯ หรือกับสภาพแวดล้อมและคนไทย จะไม่สามารถเอาผิดตามกฎหมายไทยได้

ตอบ : คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 30/2560 เรื่อง มาตรการเร่งรัดและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ – นครราชสีมา มิได้ยกเว้น พระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ.2543 ทั้งฉบับ โดยยกเว้นเพียงมาตรา 45 มาตรา 47 และมาตรา 49 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการขอรับใบอนุญาต จึงมิได้เกี่ยวกับสิทธิในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในภายหลัง และในกรณีที่เกิดความเสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากคู่สัญญาให้รับผิดชอบทางแพ่งได้ ซึ่งได้กำหนดไว้ในสัญญาแล้ว รวมทั้ง National Development and Reform Commission ในนามรัฐบาลจีน ยังคงมีความรับผิดชอบในฐานะที่มอบหมายรัฐวิสาหกิจจีนมาเป็นคู่สัญญากับไทยตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558 – 2565 (MOU)

1.2 การยกเว้นการนำกฎหมายของไทยมาใช้ปฏิบัติบังคับกับโครงการฯ อีกกว่า 7 ฉบับ จะทำให้โครงการฯ และบุคคลธรรมดา นิติบุคคล วิศวกรและสถาปนิกของจีน มีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตซึ่งอยู่เหนืออำนาจอธิปไตยของคนไทยโดยชัดแจ้ง

ตอบ : การยกเว้นกฎหมายดังกล่าวเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้แก่บุคลากรของจีน ซึ่งเป็นงานในส่วนของการออกแบบ ควบคุมงานและระบบรถไฟความเร็วสูงซึ่งเป็นเทคโนโลยีชั้นสูงที่ยังไม่เคยมีในประเทศไทยมาก่อน โดยวิศวกรจีนและสถาปนิกจีนหากเข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทยยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่นของไทยทุกประการ และหากเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการพื้นฐานด้านงานโยธาที่มิได้เกี่ยวข้องกับงานการออกแบบ ควบคุมงานและระบบรถไฟความเร็วสูง วิศวกรและสถาปนิกจีนยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย ซึ่งมิได้ยกเว้นในคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับดังกล่าว

1.3 คำสั่งดังกล่าวเป็นการขัดต่อหลักธรรมาภิบาล (ม.75 ) ขัดต่อวินัยทางการเงินการคลังของรัฐ (ม.62, 76) และเป็นการเลือกปฏิบัติ (ม.7) ที่กำหนดให้มีการใช้อำนาจการกำหนดราคากลางได้ตามอำเภอใจโดยการใช้อำนาจการยกเว้นไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของมาตรา 107/3 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) 2554

ตอบ : คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับดังกล่าวยังคงต้องให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และแนวทางในการใช้ระบบข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2558 ที่ต้องคำนึงประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้บริการ ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าในการดําเนินกิจการและการใช้ทรัพยากรของรัฐ ซึ่งยังคงเป็นไปตามแนวทางที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้กำหนดไว้

1.4 หากโครงการดังกล่าวนำไปสู่การปฏิบัติและลงนามในสัญญากันระหว่างไทย-จีน รัฐบาลจะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน ไม่เช่นนั้นก็จะเข้าข่ายขัดต่อ ม.178 แห่ง รธน. 2560

ตอบ : สัญญาในโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน หากเข้าข่ายมาตรา 178 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติในฐานะรัฐสภาก่อนการลงนามในสัญญาต่อไป ซึ่งขณะนี้ กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบก่อนส่ง สนช. พิจารณาตามรัฐธรรมนูญต่อไป.

ข่าวเกี่ยวข้อง

สามารถ ถามใช้ ม.44 เข็นรถไฟความเร็วสูงได้จริงหรือ ชง 3ข้อ นายกฯ เร่งทำ

 

ช่าง..เหลื่อมล้ำ? เจาะปม ม.44 จีนฉลุยสร้างรถไฟความเร็วสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 มิ.ย. 2560 19:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/975943

โครงการรถไฟความเร็วสูงสายแรก ช่วงกรุงเทพฯ – นครราชสีมา ถูกคิดค้นเพื่อประโยชน์ของประชาชนในการเดินทางระยะไกลสามารถช่วยประหยัดเวลา และเพิ่มปริมาณการเดินทางต่อเที่ยวมากขึ้น อีกทั้ง ยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจในวงกว้างได้ แต่ที่ผ่านมาโครงการนี้กลับล่าช้ามาโดยตลอด จากเดิมที่คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างตอนที่ 1 สถานีกลางดง จ.นครราชสีมา ระยะทาง 3.5 กม. ก่อนในเดือนก.ย. 59 โดยเจรจากัน 10 กว่าครั้ง มีแต่ข่าวเลื่อนการก่อสร้างเพราะติดปัญหาต่างๆ จนดูเหมือนว่าโครงการดังกล่าวยากที่จะประสบความสำเร็จ

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นจนไม่สามารถขับเคลื่อนโครงการต่อไปได้นั้น มีอยู่ 5 เรื่อง ได้แก่

1. การก่อสร้างที่ต้องใช้สถาปนิกหรือวิศวกรของจีน ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะติดกฎหมายต้องสอบใบอนุญาตประกอบอาชีพวิศวกรรมหรือสถาปัตยกรรมจากไทยก่อน

2. พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างที่ต้องผ่านกระบวนการของซุปเปอร์บอร์ด กรณีวงเงินลงทุนเกินกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป (โครงการรถไฟความเร็วสูงสายแรก กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 252.5 กม. ใช้เงินลงทุนประมาณ 1.79 แสนล้านบาท)

3. การกำหนดราคากลางที่ไทยใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างแตกต่างจากจีนที่ไม่มีราคากลาง จึงอาจต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้สามารถใช้วิธีการเจรจาเสนอราคามาตรฐานที่ใช้อ้างอิงได้

4. การจัดซื้อจัดจ้างแบบรัฐต่อรัฐ ระหว่างรัฐบาลไทย-จีน โดยระบบทางการจีนใช้ระบบให้สภาพัฒน์ของจีนเลือกบริษัทเอกชนเป็นคู่สัญญา จึงสั่งการให้กระทรวงคมนาคมเร่งประสานทางการสภาพัฒน์จีนให้ออกหนังสือรองรับว่าจะใช้บริษัทใดเป็นคู่สัญญาเพื่อดำเนินการก่อสร้าง

5. เส้นทางกรุงเทพฯ – นครราชสีมา มีบางพื้นที่ต้องผ่านเขตป่าสงวนหรือพื้นที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กำหนดให้ใช้เฉพาะทำการเกษตรเท่านั้น จึงต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 เข้ามาดำเนินการ

ด้วยเหตุนี้ จึงนำมาสู่การออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 30/2560 เรื่องมาตรการเร่งรัดและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ – นครราชสีมา โดยใช้มาตรา 44 เข้ามาขับเคลื่อนให้โครงการดำเนินต่อไปได้

นายธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ วสท. เปิดเผยกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า ผลดีของการใช้ ม. 44 มาดำเนินการเรื่องนี้ มองว่า จะช่วยทำให้การก่อสร้างเร็วขึ้น ไม่ล่าช้า ประชาชนมีโอกาสได้ใช้รถไฟความเร็วสูงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

แต่ในขณะเดียวกัน มองว่า การจดทะเบียนรับรองการปฏิบัติวิชาชีพวิศวกรรมของสภาวิศวกรในการเข้าควบคุมงานในประเทศต่างๆ วิศวกรควรจำเป็นต้องรู้กฎหมายก่อสร้างและสภาพพื้นที่ การใช้กฎหมายมาตราพิเศษเพื่อยกเว้นให้วิศวกรจีน จะสร้างความเหลื่อมล้ำในการทำงานของวิศวกรต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิศวกรในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งขัดกับ พ.ร.บ.วิศวกร พ.ศ. 2542 ระบุไว้ว่า ใครก็ตามที่มาประกอบวิชาชีพวิศวกรในประเทศไทย จะต้องเป็นวิศวกรที่ถือใบอนุญาตของสภาวิศวกร แต่ปรากฏว่า ม.44 ยกเว้นในเรื่องนี้

“อนาคตข้างหน้าคนจีนสร้างเสร็จก็กลับประเทศเขา แต่ของพวกนี้ก็ทิ้งไว้ในบ้านเรา ซึ่งประเทศไทยก็เหมือนบ้านหลังหนึ่ง มันต้องมีช่าง แต่ช่างในบ้านไม่รู้เรื่องอุปกรณ์ที่ติดอยู่ในบ้านเลย เวลาเกิดเสียหายใครจะซ่อม เราก็เลยเป็นห่วงในเรื่องนี้” นายกฯ วสท. แสดงความกังวล

นอกจากนี้ นายธเนศ ยังมีข้อเสนอว่า “วสท. อยากเสริมในเรื่องของการถ่ายโอนเทคโนโลยี โดยให้วิศวกรไทยมีส่วนร่วมในโครงการนี้ด้วย เหมือนกับว่าเราไปยืนดูเขาซ่อมหรือสร้าง เราก็จะทำเป็นด้วย ซึ่งมองว่าคนไทยจะได้ประโยชน์จากตรงนี้อย่างมาก ทำให้ในอนาคตเราสามารถทำเองได้ด้วย เพราะประเทศจีนเขาก็เรียนรู้มาจากประเทศอื่นเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม นายก วสท. ยืนยันว่าไม่ได้ค้านโครงการรถไฟความเร็วสูง เพียงแต่มองว่า การที่เอาวิศวกรจีนมาทั้งหมดเลยนั้น คนไทยจะเสียโอกาส เหมือนนั่งดูคนอื่นทำงานอย่างเดียว ดังนั้น หากเป็นไปได้ควรจะผสมทั้งวิศวกรจีนและไทย ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องถึงขนาดทำกิจการร่วมค้า (Joint Venture) เพียงแต่ขอให้มีวิศวกรไทยเข้าไปร่วมด้วยเท่านั้น จะเป็นประโยชน์กับประเทศอย่างมาก

ด้าน ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งและจราจร และอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ให้ความเห็นในการใช้ ม.44 มาดำเนินการแก้ปัญหาโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ – นครราชสีมา ว่า ในปัญหาข้อแรก ที่มีการใช้ ม.44 เข้ามาปลดล็อกให้วิศวกรและสถาปนิกเข้ามาทำงานได้ โดยไม่ต้องสอบใบอนุญาตประกอบอาชีพวิศวกรรมหรือสถาปัตยกรรมในเมืองไทย ซึ่งมองว่าเป็นการทำลายขวัญและกำลังใจของวิศวกรไทยอย่างยิ่ง อาจทำให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจกัน

ทั้งนี้ การสอบของวิศวกร หรือสถาปนิกจีน อาจจะแก้ไขได้ โดยการให้บริษัทของจีนมาร่วมทำงานกับบริษัทที่ปรึกษาของไทย โดยให้จีนออกแบบและคนไทยประกอบเรียนรู้การออกแบบรถไฟความเร็วสูงจากจีนด้วย ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากจีนสู่ไทย เพราะจีนมีความรู้และประสบการณ์ พอออกแบบเสร็จเรียบร้อยจึงให้คนไทยเซ็นรับรองแบบ

ยกตัวอย่างตึกสูงทั่วกรุงเทพฯ สถาปนิก-วิศวกรผู้ออกแบบส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติทำร่วมกับคนไทย พอออกแบบเสร็จคนไทยเป็นคนเซ็นรับรองแบบ โดยสถาปนิก-วิศวกรต่างชาติไม่ต้องมาสอบขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรม หรือสถาปัตยกรรมในเมืองไทย แต่ตนไม่เข้าใจว่าเหตุใดกระทรวงคมนาคมไม่ให้บริษัทจีนทำกิจการร่วมค้า (Joint Venture) กับบริษัทที่ปรึกษาของไทย ซึ่งหากทำได้ จะช่วยตัดปัญหาในข้อแรกได้

ส่วนประเด็นอื่นๆ เช่น โครงการตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องผ่านการทบทวนกลั่นกรองโดยซุปเปอร์บอร์ด ตนเห็นด้วยที่จำเป็นต้องใช้ ม.44 ยกเว้น เพื่อจะได้ไม่ต้องผ่านการกลั่นกรองและประหยัดเวลา ส่วนเรื่องราคากลาง เมื่อเริ่มตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลางขึ้นมา วิศวกรไทยกับจีนก็ทำงานร่วมกัน หาราคากลางขึ้นมาก็สามารถทำได้ และเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างแบบรัฐต่อรัฐก็เช่นเดียวกัน ประเทศจีนมีสภาพัฒน์จีนอยู่ ซึ่งก็อาจจะใช้มาตรา 44 ยกเว้นได้เช่นกัน นอกจากนี้ ประเด็นที่ดินป่าสงวนของ ส.ป.ก. ก็อาจจะต้องใช้ ม.44 เช่นกัน แต่ยังไม่เห็นในคำสั่งคสช.ล่าสุด

“ผมเห็นว่า ข้อแรกวิศวกรกับสถาปนิกไม่ควรใช้ ม.44 ในการแก้ปัญหา ซึ่ง ตาม พ.ร.บ.วิศวกร 2542 และ พ.ร.บ.สถาปนิก 2543 ตรงนี้ไม่ควรใช้ ม.44 มายกเว้น เพราะเสมือนเป็นตัวอย่างต่อไปในอนาคต หากชาติอื่นเขามาทำ ก็ไม่ต้องสอบความรู้ ประสบการณ์กับสภาวิศวกร สภาสถาปนิก ซึ่งตรงนี้แก้ได้เพียงแค่ทำกิจการร่วมค้า ข้อนี้เป็นข้อสำคัญที่ทำให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจของสถาปนิก วิศวกรไทย” ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งและจราจร กล่าวให้ความเห็น

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาในประเด็นนี้ ดร.สามารถ กล่าวว่า หากมีการจัดตั้งกิจการร่วมค้าระหว่างบริษัทที่ปรึกษาของไทยกับบริษัทที่ปรึกษาของจีนร่วมกันออกแบบ คนไทยก็จะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การออกแบบรถไฟความเร็วสูง และการคุมงานการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงด้วย ซึ่งรัฐบาลไทยควรจะใช้โอกาสนี้ เสริมสร้างความรู้ให้กับคนไทย

แต่ในขณะเดียวกัน หากให้จีนทำอยู่เพียงฝ่ายเดียว คนไทยก็จะไม่ได้อะไรจากโครงการนี้ เพราะเทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญมากทั้งเรื่องการออกแบบ การติดตั้งระบบราง อาณัติสัญญาณรถไฟ ระบบสื่อสารต่างๆ ซึ่งเมื่อก่อนประเทศจีนเองก็เรียนรู้มาจากประเทศอื่น โดยเพิ่งจะมาก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงภายหลัง แต่กลับก้าวหน้าไปมาก โดยโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงเมืองจีน มีระยะทางรวมมากกว่า 20,000 กม. ซึ่งนับว่ามีความยาวมากที่สุดในโลกด้วย

“อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าการใช้ ม.44 อาจจะใช้ยกเว้นกฎหมายบางกฎหมายที่จำเป็นจริงๆ ไม่ใช่ยกเว้นทุกกฎหมายครับ” ดร.สามารถ ฝากทิ้งท้าย.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน