ทองไทยเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,750

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 มิ.ย. 2560 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/975503

ทองไทย วันที่ 17 มิ.ย. 2560 เปิดตลาดวันเสาร์ ราคาคงที่ ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,150 ขายออกบาทละ 20,250 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,783.80 ขายออกบาทละ 20,750 บาท…

วันที่ 17 มิ.ย. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.14 น. ราคาคงที่ โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,150 ขายออกบาทละ 20,250 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,783.80 ขายออกบาทละ 20,750 บาท.

เกาหลีมีลุ้น เข้าร่วมประมูล โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 มิ.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/975375

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังจากการเป็นประธานการประชุมโครงการห้วยหลวง ว่า หลังจากกระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมมือกับรัฐบาลเกาหลีใต้ ในการศึกษาโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างจนแล้วเสร็จ คิดเป็นงบประมาณก่อสร้างรวมกว่า 21,000 ล้านบาท ที่ประชุมครั้งนี้จึงสั่งการให้กรมชลประทาน สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เดินหน้าโครงการ โดยไปจัดทำรายละเอียดของแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการดำเนินโครงการ และแนวทางที่จะเปิดโอกาสให้เกาหลีใต้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการนี้ด้วย

ทั้งนี้ข้อสรุปเบื้องต้น แบ่งออกได้ 2 แนวทาง คือ 1.หากจะใช้งบประมาณปกติ กรมชลประทาน ต้องจัดทำรายละเอียดการใช้งบประมาณในแต่ละปีว่าจะใช้เท่าใด ภายใต้กรอบระยะเวลาโครงการ 9 ปี และเปิดโอกาสให้เกาหลีใต้ เข้าร่วมแข่งประมูลก่อสร้างโครงการเหมือนเอกชนรายอื่นๆและ 2.ใช้เงินกู้จากรัฐบาลเกาหลีใต้ ภายใต้เงื่อนไขที่อัตราดอกเบี้ยจะต้องถูกกว่าแหล่งเงินภายในประเทศ และเปิดโอกาสให้เกาหลีร่วมแข่งประมูลก่อสร้างโครงการตามปกติ

“โครงการห้วยหลวงของไทย คงไม่สามารถยกให้ทางฝ่ายเกาหลีใต้ก่อสร้างทั้งหมด เหมือนกับโครงการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน เนื่องจากติดปัญหาในเรื่องพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดซื้อจัดจ้าง และทางกระทรวงเกษตรฯเอง ก็ไม่มีแนวคิดที่จะใช้มาตรา 44 (ม.44) แก้ไขปัญหาดังกล่าว”

สำหรับโครงการห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี เป็นโครงการเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่ได้มีการศึกษาระหว่าง 2 ประเทศเพิ่มเติม เพื่อหาแนวทางในการพัฒนา และดึงน้ำที่เอ่อจากฝั่งแม่น้ำโขงเข้ามาเก็บไว้ในฝั่งไทยเพื่อใช้เป็นน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร รวมทั้งลดผลกระทบน้ำท่วมและฝนแล้ง.

 

รัฐผุด“ตลาดเคหะประชารัฐ”สนองชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/975383

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยมีข้อสรุปในการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาตลาดชุมชนเคหะที่มีอยู่เดิม ให้เป็น “ตลาดเคหะประชารัฐ” โดยยกระดับให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และเป็นตลาดที่จำหน่ายสินค้าราคาถูกให้กับชุมชน เพื่อเป็นการลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนที่อยู่ในชุมชนเคหะ ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดตลาดเคหะประชารัฐภายในเดือน ก.ย.นี้

“ในแต่ละตลาดจะดูว่าชุมชนต้องการอะไร ก็พัฒนาให้ตรงตามความต้องการของชุมชน เพราะแต่ละชุมชนมีความต้องการไม่เหมือนกัน บางชุมชนอาจจะเป็นตลาดที่ขายของทั่วไป บางชุมชนอาจเป็นตลาดสด อยากได้อาหารสด วัตถุดิบทำอาหาร แต่ที่สำคัญจะผลักดันให้เป็นตลาดที่ช่วยสร้างอาชีพให้กับชุมชน โดยคนในชุมชนสามารถทำของมาขาย ทำอาหารมาขาย และจะเปิดให้คนภายนอกชุมชนเข้าไปจับจ่ายใช้สอย รวมทั้งจะประสานเอาสินค้าจากที่ต่างๆทั่วประเทศมาขายในตลาดเคหะประชารัฐด้วย เช่น สินค้าเกษตร สินค้าปลอดสารพิษ เป็นต้น” นายสนธิรัตน์กล่าว

ด้านนายธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันมีชุมชนเคหะอยู่ทั่วประเทศประมาณ 680 แห่ง ซึ่งจะผลักดันให้มีตลาดชุมชนครบทุกแห่ง โดยเบื้องต้นจะพัฒนาตลาดเคหะประชารัฐในชุมชนเคหะพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีมากกว่า 300 แห่งก่อน และจะนำร่องใน 4 พื้นที่ ได้แก่ เขตห้วยขวาง คลองจั่น ดินแดง และบ่อนไก่ จากนั้นจะทยอยดำเนินการให้ครบทุกชุมชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ อุดรธานี สงขลา เป็นต้น.

 

จาก Know-how ในธุรกิจเวทีประกวดนางงาม ถึง ป๊อปคอร์น ยอดนิยม “การ์เร็ต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/974515

ผู้หญิงประเภทที่เป็น Faminist ไม่ได้มีแต่เฉพาะในภาพยนตร์ที่กำลังดังทะลุจออย่าง Wonder Woman ภาคใหม่แห่งทศวรรษที่ 21 เท่านั้น แต่ยังมีผู้หญิงอีกมากมายในทุกมุมโลกที่อยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ด้วยเหตุเพราะเธอมีสติปัญญา รู้จักการต่อยอดทางธุรกิจ และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะนำพาตัวเองไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต

และผู้หญิงคนหนึ่งในหลายๆคนที่เราพบก็คือ ปวีณา บำรุงรส ประธานบริหาร บริษัท ERM Thailand จำกัด และ ประธานบริษัท ไทย มิสออแกไนซ์ จำกัด

คุณกุ้ง ที่เพื่อนๆเรียกกันว่า “ออร่า” มี อายุเพียง 38 ปี แต่เธอเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์รายแรก ของไทยที่ถือครองสิทธิ์การจัดประกวดเวทีระดับ นานาชาติของสินค้า บริการ และความงามมาก ที่สุดในเอเชียถึง 18 เวทีด้วยกัน อาทิ Miss Global Beauty Queen International Miss Tourism Queen International รวมถึง เวทีการประกวดของ Mrs.World Mrs.Globe Mrs.Asia International และ Man Hunt เป็นต้น

หลังคว้ามงกุฎนางงามในการประกวด Miss International 2003 กลับมา คุณกุ้งบอกว่า เธอเริ่มได้ข้อคิดว่านางงามที่ได้ ตำแหน่งกลับมา 1 คน แม้จะได้รางวัลมา ทั้งเงิน บ้าน และรถยนต์ แต่ก็ควรจะมีมูลค่าในตัวเองมากกว่าที่จะกลับมา นั่งโต๊ะทำงานตามปกติเหมือนเธอ

 

 

นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้เธอคิดว่า การประกวดนางงาม ประกวดสินค้า หรือบริการอะไรก็ตาม สามารถสร้างมูลค่าในตัวเองได้ ไม่ใช่แค่ค่าลิขสิทธิ์การจัดประกวด แต่ยังมีค่าความรู้ความเชี่ยวชาญ ที่เรียกว่า Know-how ซึ่งเป็นความรู้เกี่ยวกับลำดับขั้นตอนการทำงาน หรือความเชี่ยวชาญเชิงขั้นตอนที่ผู้เข้าประกวดทุกรายต่างก็ได้รับกลับมา

“ไม่ว่าคุณจะได้หรือไม่ได้ตำแหน่ง อย่างน้อยเวลาเตรียมตัวเข้าประกวดก็ต้องมีไม่น้อยกว่า 1 ปี เวลานั้น คุณทำอะไร และดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อเข้าประกวดจริง ทำอย่างไรจึงได้เข้ารอบ เมื่อเข้ารอบแล้ว คุณได้รับความรู้-ประสบการณ์อะไรกลับมา อย่างน้อย 15 วัน-1 เดือน คุณต้องได้วิธีการแต่งหน้าทำผมกลับมา รู้เทคนิคการวางท่า การแต่งกาย ที่สำคัญเวลาคุณเข้าไปอยู่ในค่ายประกวด คุณได้ Connection และรู้จักการพูด หรือ Present ตัวตนที่ดีกว่ากลับมาไหม เมื่อคุณต้องอยู่กับนางงามจากหลายชาติที่ผ่านเข้ารอบมา”

คุณกุ้ง เล่าว่า แรกๆเธอไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่คิดนี้จะมีใครหัวเราะไหม และมันจะทำให้เกิดเป็นรูปธรรมได้อย่างไร แต่เมื่อลงมือทำมันอย่างจริงจัง และปักหมุดลงไปในหัวสมองว่า การประกวดนางงามคืออาชีพหนึ่งที่ทำเงินให้กับทุกคนได้ เธอจึง Creat เวทีการประกวดหลายๆเวทีขึ้นมา แล้วเดินสายไปต่างประเทศทั้งเพื่อเข้าร่วมบนเวที และเจรจาซื้อลิขสิทธิ์…แล้วมันก็…ใช่!! มันทำให้เธอมีลิขสิทธิ์จัดเวทีการประกวดระดับอินเตอร์ในมือมากที่สุด

 

 

“กุ้งอยากให้เด็กผู้หญิง หรือแม้แต่ผู้ชายที่เข้าประกวดใน เวทีต่างๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ได้กลับไปคิดว่า อะไรคือสิ่งที่เหมาะ จะทำเป็นอาชีพเลี้ยงตัว และครอบครัว ระหว่างทางที่เดินไป เราไม่ควรเสียเวลา แต่ควรมองหาสิ่งที่จะเป็นตัวตนของเรา สิ่งที่เราชอบ และรักมัน”

ธุรกิจจัดการประกวดบนเวทีระดับอินเตอร์นี้ คุณกุ้งทำมา 13-14 ปี แล้ว ก็เหมือนๆกับผู้ที่ถือลิขสิทธิ์จัดการประกวด Miss Universe หรือ Miss USA ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ขายให้กับค่าย IMG นั่นเอง

“การประกวดที่น่าสนุก และเหมาะกับประเทศไทยมากก็คือ Miss Tourism Queen International เพราะเรามีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆหลายแห่ง ส่วนการประกวดเวที Mrs. ทั้งหลายที่เป็นผู้หญิงแต่งงานแล้ว และมีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไปก็น่าสนุกไม่น้อย เพราะคนกลุ่มนี้เป็นคนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานดี และมีเงินในระดับหนึ่งแล้ว พวกเค้าจะตามภรรยา และแม่มาทั้งครอบครัวเพื่อมาเชียร์ และทำหน้าที่พี่เลี้ยงให้ ซึ่งเหมาะมาก ถ้าจะจัดในประเทศ ไทยเรา”

จากเรื่องประกวด เราถามถึงธุรกิจป๊อปคอร์นระดับพรีเมียมยอดนิยม Garrett Popcorn จากชิคาโกที่เธอคว้าการเป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงรายเดียวในประเทศมาได้ “ต้องถือเป็นเรื่องโชคดีจริงๆ ทุกวันนี้เราไม่ได้คืนทุนเร็วอย่างเดียว แต่กลับทำรายได้ให้มากมาย โดยที่เจ้าของเค้าเข้ามาช่วยเราทำธุรกิจให้ด้วย”

คุณกุ้งยังทำธุรกิจผลิตรองเท้าชื่อ “Pawii” ให้หลานๆไปออกบูธตามงานมหาวิทยาลัย ซึ่งก็จัดว่าเป็นธุรกิจที่ทำเงินเล็กๆ ให้หลานๆได้มีเงินค่าขนมที่ดีไม่น้อยทีเดียวด้วย.

 

AEC Go On 17/06/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 17 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/974502

ห่างเหินไปนานกับการที่ผมได้เขียนถึงประเทศต่างๆใน AEC เป็นรายประเทศ ทั้งนี้ ผมเขียนถึงไปแล้ว 5 ประเทศ คือ CLMV ได้แก่ กัมพูชา เมียนมา ลาว และเวียดนาม รวมถึงพูดถึงประเทศในกลุ่ม IMT-GT ไป 1 ประเทศคืออินโดนีเซีย (ยังคงค้างมาเลเซียไว้) สัปดาห์นี้ผมจะกลับมาพูดถึงสมาชิก AEC อีกครั้ง โดยขอข้ามคิวพูดถึงฟิลิปปินส์ ซึ่งนานาชาติกล่าวขวัญถึงอย่างมากในระยะหลัง

จริงๆแล้วคนไทยคุ้นเคยเรื่องราวของฟิลิปปินส์มากกว่าหลายๆ ประเทศใน AEC ด้วยซ้ำ เพราะนักร้อง นักดนตรีดังๆในเมืองไทยหลายท่านเป็นคนฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ นักเรียนไทยหลายคนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในฟิลิปปินส์ รวมถึงครูสอนภาษาอังกฤษ และครูสอนโรงเรียนนานาชาติหลายแห่งก็มาจากฟิลิปปินส์ ที่สำคัญคนไทยกับคนฟิลิปปินส์มีอะไรที่คล้ายกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะหน้าตาดูเหมือนกันมาก ถ้าคนฟิลิปปินส์เดินในเมืองไทยและคนไทยเดินในฟิลิปปินส์ แทบมองไม่ออกว่าเป็นคนต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่จะคิดว่าเป็นคนท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ

ไม่ว่าคนไทยจะคุ้นเคยฟิลิปปินส์มากน้อยแค่ไหน ผมเชื่อว่าคนไทยไม่มากนักที่เคยเดินทางไปฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบการเดินทางไปประเทศ AEC อื่นๆ น่าจะเหมือนกับผมที่เพิ่งเคยไปฟิลิปปินส์เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนที่ผ่านมานี่เอง จึงต้องพูดถึงฟิลิปปินส์ก่อน เพราะเห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจและน่าประทับใจ อีกทั้งยังเข้าใจว่าทำไมนานาชาติจึงพูดถึงฟิลิปปินส์ค่อนข้างถี่ว่า จะโดดเด่นมากในอนาคตอันใกล้นี้

แม้ฟิลิปปินส์ไม่ได้อยู่ใน 2 กลุ่มใหญ่ใน AEC คือ กลุ่ม CLMV และกลุ่ม IMT-GT แต่ เคยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม TIP (Thailand, Indonesia and Philippines) ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งของไทยในปี 2540 ซึ่งได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุดของ AEC จากวิกฤติครั้งนั้น เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งใหญ่ในปี 2529 เป็นต้นมา การที่กลับมาโดดเด่นอีกครั้งเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตาม คุยกันครั้งหน้านะครับ.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 17/06/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/975274

ก.ล.ต.ฟันฉับ! บิ๊กกรุงเทพประกันชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/975387

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ดำเนินคดี โดยใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับอดีตผู้บริหารของบริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (BLA) และผู้ถือหุ้นใหญ่ รวม 5 ราย ได้แก่ 1.นายฉัตรชัย โชตนาการ 2.นายเชิดชู โสภณพนิช 3. บริษัท วัฒนโสภณพนิช จำกัด 4.บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ 5.นายชัย โสภณพนิช กรณีอาศัยข้อมูลภายในขายหุ้น BLA โดยเรียกให้ชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 3,765,000 บาท และส่งคืนผลประโยชน์รวม 1,750,150 บาท

ทั้งนี้ ก.ล.ต.ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จึงตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าระหว่างไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2557 ซึ่ง BLA ได้รับผลกระทบจากการประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของทางการในเดือน มี.ค.2557 ทำให้กำไรสุทธิในไตรมาส 2/2557 เหลือเพียง 168.79 ล้านบาท ลดจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 1,096.04 ล้านบาท และทำให้บริษัทขาดทุนสุทธิในไตรมาส 3/2557 จำนวน 880.59 ล้านบาท
ก่อนที่ BLA จะเปิดเผยงบการเงินทั้ง 2 งวดต่อประชาชนทั่วไปผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์

ปรากฏหลักฐานว่า กรรมการ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ BLA หลายราย ซึ่งล่วงรู้ข้อมูลภายในดังกล่าว ได้ขายหุ้น BLA ในบัญชีตนเองหรือสั่งให้ขายในบัญชีของนิติบุคคลที่ตนเองมีอำนาจจัดการ โดยพบว่า ก่อนการเปิดเผยงบการเงินไตรมาส 2/2557 นายฉัตรชัย ที่ปรึกษาของกรรมการผู้จัดการใหญ่ BLA ได้ขายหุ้น BLA รวม 29,000 หุ้น นายเชิดชู ประธานกรรมการบริหารของ BLA ขายหุ้น BLA จากบัญชีตนเอง รวม 800,000 หุ้น และจากบัญชีบริษัท วัฒนโสภณพนิช จำกัด รวม 200,000 หุ้น ในขณะที่ก่อนที่ BLA จะเปิดเผยงบการเงินไตรมาส 3/2557 นายชัย กรรมการของ BLA ได้สั่งให้ขายหุ้น BLA จากบัญชีของบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำนวน 200,000 หุ้น

ทั้งนี้ ก.ล.ต.ได้สั่งห้ามมิให้นายฉัตรชัย นายเชิดชูและนายชัย เป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่มีมหาชนเป็นผู้ถือหุ้น เป็นเวลา 1 ปี รวมทั้งสั่งห้ามนายเชิดชูและนายชัยมิให้เป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนเป็นเวลา 3 ปีด้วย
ขณะที่นายชัย โสภณพนิช ชี้แจงถึงเหตุผลกรณีที่ลาออกจากตำแหน่งกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BLA ว่า หลังจากที่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าตนเองมิได้เป็นผู้สั่งการให้มีการขายหุ้นดังกล่าวแต่เป็นการดำเนินงานตามปกติของสำนักการลงทุน ก.ล.ต.ได้แจ้งว่า คำชี้แจงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานของ ก.ล.ต.ได้ ดังนั้น จึงได้แสดงความรับผิดชอบและยอมรับต่อกฎเกณฑ์ของ ก.ล.ต. จึงขอลาออกดังกล่าว.

 

‘ประกันสังคม’ เล็งกระจายลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง หาผลตอบแทนที่ดีในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 มิ.ย. 2560 21:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/975165

ประกันสังคม เล็งปรับทิศทางการลงทุนของกองทุน พร้อมกระจายความเสี่ยงไปสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีในอนาคต พร้อมเผยผลตอบแทนสะสมปี 60 อยู่ที่ 480,000 ล้านบาท

นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในช่วงปี 2550-2559 กองทุนประกันสังคม ได้รับผลตอบแทนตามมาตรฐานบัญชีภาครัฐ คิดเป็นร้อยละ 5.06 ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ร้อยละ 2.03 และอัตราเงินฝากเฉลี่ยที่ร้อยละ 1.99 ซึ่งในปี 2560 คาดว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับดีขึ้นจากปี 2559 จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐและการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเงินกองทุนประกันสังคมจะเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การลงทุนของกองทุนประกันสังคม โดยกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้สูงขึ้นภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม เช่น เพิ่มสัดส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ ซึ่งนอกจากจะได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมแล้ว ยังสามารถส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ กองทุนประกันสังคมยังมีแผนขยายการลงทุนไปภูมิภาคอื่นๆ โดยจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศจากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 3% เป็นร้อยละ 8–9% เพื่อให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ด้านการลงทุน ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2557–2561) ที่ได้มีการทบทวนและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการประกันสังคมแล้ว

สำหรับผลการดำเนินงานของกองทุนประกันสังคม ณ วันที่ 30 เม.ย. 60 กองทุนมีเงินลงทุนสะสมทั้งสิ้น 1.61 ล้านล้านบาท โดยนำไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย จำนวน 1.30 ล้านล้านบาท คิดเป็น 81%

นอกจากนี้ กองทุนฯ ลงทุนในหลักทรัพย์เสี่ยง เช่น เงินฝากธนาคาร หุ้นสามัญ จำนวน 3.09 แสนล้านบาท คือเป็น 19% เงินลงทุนสะสมจำนวน 1.61 ล้านบาทนี้ ประกอบด้วยเงินสมทบสะสมจากฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล จำนวน 1.13 ล้านล้านบาท และผลตอบแทนจากการลงทุนสะสมจำนวน 480,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานช่วงเดือน ม.ค.–เม.ย. 60 ที่ผ่านมา กองทุนประกันสังคมได้รับผลตอบแทนแล้วประมาณ 17,205 ล้านบาท แบ่งเป็นผลตอบแทนจากดอกเบี้ยและกำไรจากการขายตราสารหนี้ 13,493 ล้านบาท และเงินปันผลและกำไรจากตราสารทุน 3,712 ล้านบาท คิดอัตราผลตอบแทนตามมาตรฐานบัญชีภาครัฐ ได้ร้อยละ 1.43 ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อสะสม 4 เดือน ที่ร้อยละ -0.3 และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสะสม 4 เดือนที่ร้อยละ 0.46

 

พาณิชย์ เร่งปั้นตลาดเคหะประชารัฐ ภายใน ก.ย.นี้ นำร่อง4เขต กทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 มิ.ย. 2560 20:04

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/974993

พาณิชย์ จับมือการเคหะแห่งชาติ ยกระดับตลาดชุมชนเคหะเป็น ตลาดเคหะประชารัฐ เตรียมนำสินค้าจากโครงการธงฟ้าประชารัฐ 48 รายการ ซึ่งราคาถูกกว่าท้องตลาด 15-20% พร้อมนำร่องในกรุงเทพฯ 4 แห่ง ภายในก.ย.นี้ ก่อนขยายให้ครบ 680 แห่งทั่วประเทศ..

วันที่ 16 มิ.ย. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เผยว่า ได้หารือกับผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยมีข้อสรุปในการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาตลาดชุมชนเคหะที่มีอยู่เดิม ให้เป็น “ตลาดเคหะประชารัฐ” โดยยกระดับให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และเป็นตลาดที่จำหน่ายสินค้าราคาถูกให้กับชุมชน เพื่อเป็นการลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนที่อยู่ในชุมชนเคหะ ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดตลาดเคหะประชารัฐภายในเดือน ก.ย.นี้

สำหรับแนวทางการดำเนินการ กระทรวงพาณิชย์จะช่วยเหลือและพัฒนาตลาดให้มีมาตรฐาน ผลักดันให้เป็นตลาดที่ซื้อขายสินค้าของชุมชน ทั้งสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน และสินค้าทั่วไป และที่สำคัญ จะประสานนำสินค้าจากผู้ผลิตในโครงการธงฟ้าประชารัฐที่มีอยู่ 18 สินค้า 48 รายการ ราคาถูกกว่าท้องตลาด 15-20% ไปจำหน่ายให้กับประชาชนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงด้วย

ในแต่ละตลาดจะดูว่าชุมชนต้องการอะไร ก็พัฒนาให้ตรงตามความต้องการของชุมชน เพราะแต่ละชุมชนมีความต้องการไม่เหมือนกัน บางชุมชนอาจจะเป็นตลาดที่ขายของทั่วไป บางชุมชนอาจเป็นตลาดสด อยากได้อาหารสด วัตถุดิบทำอาหาร แต่ที่สำคัญจะผลักดันให้เป็นตลาดที่ช่วยสร้างอาชีพให้กับชุมชน โดยคนในชุมชนสามารถทำของมาขาย ทำอาหารมาขาย และจะเปิดให้คนภายนอกชุมชนเข้าไปจับจ่ายใช้สอย รวมทั้งจะประสานเอาสินค้าจากที่ต่างๆ ทั่วประเทศมาขายในตลาดเคหะประชารัฐด้วย เช่น สินค้าเกษตร สินค้าปลอดสารพิษ เป็นต้น

ด้าน นายธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันมีชุมชนเคหะอยู่ทั่วประเทศประมาณ 680 แห่ง ซึ่งจะผลักดันให้มีตลาดชุมชนครบทุกแห่ง โดยเบื้องต้นจะพัฒนาตลาดเคหะประชารัฐในชุมชนเคหะพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีมากกว่า 300 แห่งก่อน และจะนำร่องใน 4 พื้นที่ ได้แก่ เขตห้วยขวาง คลองจั่น ดินแดง และบ่อนไก่ จากนั้นจะทยอยดำเนินการให้ครบทุกชุมชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ อุดรธานี สงขลา

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเช่นนี้ นอกจากจะยกระดับตลาดที่มีอยู่แล้ว จะทำให้ตลาดในชุมชนแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง อย่างชุมชนในเขตคลองจั่น ก็อาจจะทำเป็นตลาดเฉพาะของอาหารภาคใต้ หรือทำตลาดสินค้าอินทรีย์ เป็นต้น

 

ตั้งเป้าดันโครงสร้างพื้นฐาน 2.4 ล้านล้าน ในปี61 ทิ้งทวนรัฐบาล’บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 มิ.ย. 2560 19:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/975098

‘สมคิด’ ตั้งเป้าดันโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ มูลค่า 2.4 ล้านล้าน เล็งลงนามภายในปีหน้า ทิ้งทวนรัฐบาล ‘บิ๊กตู่’ ระบุ ม.44 รถไทย-จีน ทำให้เส้นทางกรุงเทพฯ-โคราชรวดเร็วขึ้น

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลตั้งเป้าดันยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนเพื่อขับเคลื่อนโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย ต้อนรับการเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลจะเร่งดันโครงการขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด รวม 2.4 ล้านล้านบาท ให้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตลอดจนเข้าสู่ขั้นตอนการประมูลและลงนามสัญญาผู้รับเหมาภายในปี 2561 ก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะลงจากตำแหน่ง เพื่อเป็นเครื่องการันตีให้กับนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศ

ทั้งนี้ บ้านเราเดินหน้าโครงการต่างๆ แน่นอน ไม่มีล้มเหลวเหมือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการตามแนวระเบียงเศรษฐกิจอีอีซี ที่รัฐบาลตั้งเป้าดันโครงการต่างๆ ให้เกิดขึ้นในปีนี้ อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง วงเงิน 1.52 แสนล้านบาท ต้องเร่งดำเนินการให้เข้า ครม.ช่วงปลายปีนี้ ควบคู่ไปกับโครงการรถไฟทางคู่เชื่อมสามท่าเรือ ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างปีนี้เช่นกัน

ส่วนโครงการรถไฟฟ้าเมืองหลวง คาดว่าภายในปีนี้จะเสนอโครงการรถไฟฟ้าสามเส้นรวมมูลค่า 2.78 ล้านบาทเข้าสู่ ครม.ภายในปลายปีนี้ ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ใต้ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ วงเงิน 1.31 แสนล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-ตลิ่งชัน วงเงิน 1.21 แสนล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง 2.6 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ โครงการรถไฟทางคู่ทั้ง 5 เส้นทางวงเงินรวม 8 หมื่นล้านบาท ต้องผ่านขั้นตอนการประมูล และได้ตัวผู้รับเหมาภายในเดือน ส.ค.นี้ ดังนั้นหากประเทศไทยสามารถผลักดันโครงสร้างพื้นฐานขนาด 2.4 ล้านล้านบาท พร้อมติดตั้งอินเทอร์เน็ตให้เข้าถึงทั่วประเทศภายในปีหน้า จะส่งผลให้บ้านเราเป็นประเทศที่กลับมาเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสได้อย่างมากมายอีกครั้ง โดยที่จะไม่มีใครหยุดเราได้อีก

นายสมคิด กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และรถไฟฟ้าสายสีชมพู มูลค่าแสนล้านบาทนั้น เป็นเส้นทางสำคัญในการรองรับความเติบโตของเมืองหลวงในหลากหลายด้าน ทั้งประชากรและแก้ปัญหาการจราจร ตลอดจนผลักดันเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ตามแนวรถไฟ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากประเทศไทยมีจุดยุทธศาสตร์เป็นศูนย์กลางของทวีปที่มีการเติบโตทางตัวเลขเศรษฐกิจ และตัวเลขการลงทุนมากที่สุดในโลก

ดังนั้นการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในประเทศอาเซียนจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยหนุนที่มีศักยภาพ ซึ่งทั้งโลกกำลังจับจ้องมาที่ชาติอาเซียน อาทิ โครงการทีพีพี โครงการเส้นทางสายไหมใหม่ และความร่วมมือ RCEP ล้วนมีชาติอาเซียนเป็นฟันเฟืองสำคัญทั้งหมด

สำหรับประเด็นการใช้มาตรา 44 เพื่อเร่งรัดโครงการรถไฟไทยจีนช่วงกรุงเทพฯ-โคราช วงเงิน 1.79 แสนล้านบาทนั้น เป็นการยกเว้นข้อบังคับบางข้อ อาทิการจัดซื้อและใบประกอบวิชาชีพวิศวกรรม เพื่อเร่งรัดให้โครงการดำเนินการได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ว่าต้องเข้าสู่ ครม.ภายในปีนี้ ก่อนเริ่มต้นตอกเสาเข็มในเดือน ก.ย.

ส่วนในอนาคตนั้นจะเชื่อมต่อรถไฟเส้นทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ One Belt One Road ด้วยการเชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูง สปป.ลาว ช่วงคุนหมิง-เวียงจันทน์ ที่จังหวัดหนองคาย จากนั้นมีแผนจะเชื่อมต่อโครงการรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ ไปยังปาดังเบซาร์ ตามแนวเส้นทาง จีน-สปป.ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นทางสำคัญที่ต้องเชื่อมผ่านกันได้โดยมีบ้านเราเป็นศูนย์กลาง

“แม้ว่าบางฝ่ายตั้งประเด็นว่า โครงการดังกล่าวจะไม่มีความคุ้มค่านั้น บอกได้เลยว่าปัจจุบันมีถึง 29 ประเทศบนโลกที่เชื่อมต่อกันโดยรถไฟ อีกทั้งไทยยังเป็นจุดศูนย์กลางของทวีปอาเซียน ตามแผนเส้นทางสายไหมใหม่อีกด้วย มิใช่แค่ทางผ่านของจีนแน่นอน”