‘เรือเอกสุทธินันท์’ สละตำแหน่ง ผอ.การท่าเรือ แจงมีปัญหาสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 มิ.ย. 2560 19:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/975107

‘เรือเอกสุทธินันท์’ ผอ.การท่าเรือ ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง ให้เหตุผลเรื่องสุขภาพ คาดมีผลเดือน ก.ค.60

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา เรือเอกสุทธินันท์ หัตถวงษ์ ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง

โดย ระบุว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ ทั้งนี้ทางคณะกรรมการได้อนุมัติใบลาออกและให้มีผลภายใน 1 เดือนนับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการอนุมัติ และคณะกรรมการฯ จะดำเนินการในเรื่องของการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทยคนใหม่ต่อไป

ทั้งนี้ เรือเอกสุทธินันท์ หัตถวงษ์ เป็นผู้อำนวยการ กทท. คนที่ 17 เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.58

 

ธ.ก.ส.ย้ำไม่มีนโยบาย ให้พนง.โทรเช็กประวัติ อ้างลงทะเบียนคนจนไม่สมบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 มิ.ย. 2560 19:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/975090

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ชี้แจงข่าวลือ ยันไม่มีนโยบายให้พนักงานโทร สอบถามเลขบัตรประชาชน ข้อมูลส่วนตัว อ้างการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยไม่สมบูรณ์ …

วันที่ 16 มิ.ย. 60 นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข่าวลือในพื้นที่ว่ามีบุคคลแอบอ้างเป็นพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โทรศัพท์ไปหาประชาชน เพื่อสอบถามเลขบัตรประจำตัวประชาชน และวันเดือนปีเกิด โดยอ้างว่าการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยของบุคคลนั้นยังไม่สมบูรณ์

กระทรวงการคลังขอเรียนชี้แจงดังนี้ 1. ธ.ก.ส. ไม่มีนโยบายให้พนักงานดำเนินการในลักษณะเช่นนี้แต่อย่างใด จากการประสานกับ ธ.ก.ส. พบว่า ธนาคารไม่มีนโยบายให้พนักงาน ดำเนินการในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังการให้ข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลอื่น เพราะอาจเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพกระทำการที่ไม่ชอบตามกฎหมาย โดยใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านได้

2. รัฐบาลโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะมีการจ้างนักศึกษาลงสำรวจทั่วประเทศ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2560 เห็นชอบให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) จัดทำโครงการสำรวจข้อมูลผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้ทราบถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้มีรายได้น้อย โดยทำการจ้างนักศึกษาในจังหวัดต่างๆ ทั้งในระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา ที่อยู่ในจังหวัดภูมิลำเนาของตัวเอง หรือในจังหวัดใกล้เคียง หรือจังหวัดที่สถานศึกษาของตัวเองตั้งอยู่ ลงพื้นที่สำรวจทั่วประเทศในช่วง ก.ค. ถึง ส.ค. 60 และนักศึกษาที่จะลงพื้นที่นั้น ต้องมีบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่สำรวจที่ สสช. ออกให้

ดังนั้น การแอบอ้างเป็นพนักงาน ธ.ก.ส. เพื่อกระทำการดังกล่าวในช่วงนี้ จึงไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลแต่อย่างใด จึงขอให้ประชาชนที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ระมัดระวังการให้ข้อมูลส่วนบุคคล และติดตามข่าวสารจากกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งนี้ หากพบการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าว ให้รีบแจ้งตำรวจและหน่วยงานที่ถูกแอบอ้างทันที เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีต่อไป.

 

ผู้โดยสารเฮ! ดีเซลลด ประกาศลดค่าตั๋วเรือทุกชนิด เริ่ม 21 มิ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 มิ.ย. 2560 18:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/975080

กรมเจ้าท่า ปรับลดอัตราค่าโดยสารเรือกลเดินประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลงข้ามช่วงอยู่ในระหว่าง 21.01-25.00 บาท/ลิตร มีผลใช้บังคับวันที่ 21 มิ.ย. นี้

วันที่ 16 มิ.ย. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมเจ้าท่า อาศัยอำนาจตามความในข้อ 4 ของประกาศคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรือเดินประจำทาง ลงวันที่ 29 ก.ย. 2559 ได้มีประกาศ เรื่องปรับปรุงอัตราค่าโดยสารเรือกลเดินประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประกาศอัตราค่าโดยสารตามช่วงราคาน้ำมันดีเซล เนื่องจากราคาน้ำมันได้เปลี่ยนแปลงข้ามช่วงอยู่ในระหว่าง 21.01-25.00 บาท/ลิตร ติดต่อกัน 10 วัน กรมเจ้าท่า จึงประกาศปรับปรุงอัตราค่าโดยสารให้เป็นไป ตามประกาศของคณะกรรมการฯ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย. 2560 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ จะใช้ราคาที่อยู่ในช่วงอัตราที่ 2 ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ระหว่าง 21.01-25.00 บาท/ลิตร ดังนี้ เรือด่วนเจ้าพระยา(ธรรมดา) อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 8, 10, 12 บาท ตามระยะ สำหรับเรือด่วนพิเศษ(ธงส้ม) อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 14 บาท เรือด่วนพิเศษ (ธงเหลือง) อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 19 บาท ส่วนเรือด่วนพิเศษ (ธงเขียว) อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 12, 19, 31 บาท ตามระยะ ในด้านเรือโดยสารคลองแสนแสบ กำหนดอัตราค่าโดยสารไม่เกิน 8, 10, 12, 14, 16, 18 บาทตามระยะทาง

สำหรับอัตราค่าโดยสารเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา คณะกรรมการฯ ได้กำหนดอัตราที่ 3 โดยแยกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มแรกประกอบด้วย เส้นทางนนทบุรี-บางศรีเมือง, ท่าช้าง-วังหลัง, ท่าช้าง-วัดระฆัง, วังหลัง-ท่าพระจันทร์เหนือ, วังหลัง-มหาราช และ ราชวงศ์-ดินแดง อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 3 บาท

กลุ่มที่สองประกอบด้วยเส้นทาง โอเรียนเต็ล-วัดสุวรรณ และ ท่าเตียน-วัดอรุณ อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 3.50 บาท กลุ่มที่สาม มี 1 เส้นทางคือ สี่พระยา-คลองสาน อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 4 บาท กลุ่มที่สี่ประกอบด้วยเส้นทาง พระสมุทรเจดีย์-วิบูลย์ศรี และ สะพานตากสิน(สาทร) ฝั่งพระนคร-ฝั่งธนบุรี อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 5 บาท และกลุ่มสุดท้าย มี 1 เส้นทาง คือ ปากคลองตลาด-วัดกัลยาณมิตร-วัดกุฎีจีน อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 5.50 บาท.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับขึ้น 3.05 ดัชนีอยู่ที่ 1,576 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 มิ.ย. 2560 17:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/975048

หุ้นไทยปิดตลาดปรับขึ้น 3.05 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,576.58 จุด มูลค่าซื้อขาย 41,218.57 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 16 มิ.ย. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับตัวขึ้น 3.05 จุด อยู่ที่ 1,576.58 เปลี่ยนแปลง 0.19% มูลค่าการซื้อขาย 41,218.57 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,579.23 จุด และต่ำสุดที่ 1,573.15 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) 5. บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)

 

‘ดีป้า’ จัดเสวนา ‘ผ่าเทรนด์ผู้ประกอบการไทยโตไวด้วยดิจิทัล 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 มิ.ย. 2560 17:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/975003

“4 กูรู ภาครัฐ-เอกชน-นักวิชาการ” ยกอีคอมเมิร์ซโตเร็ว ส่งสัญญาณบวกค้าขายออนไลน์ เล็งดึงนโยบายประชารัฐร่วมขับเคลื่อนต่อยอดจนครบ 77 จังหวัด ด้าน “ดีป้า” โชว์ผลสำเร็จ “โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล” นำร่อง 10 จังหวัด หวังยกระดับสินค้าชุมชนแข่งขันในอาเซียน-ตลาดโลก

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.60 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) จัดเสวนาหัวข้อ “ผ่าเทรนด์ผู้ประกอบการไทยโตไวด้วยดิจิทัล 4.0” ภายหลังแถลงผลความสำเร็จโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล โดยนายภาวุธ พงศ์วิทยภาณุ กรรมการผู้จัดการบริษัทตลาดดอทคอม กล่าวว่า ขณะนี้อีคอมเมิร์ซถือว่าเติบโตมาก มีคนเข้าใช้จำนวนมาก มีกลุ่มเข้ามาใหม่ทั้งเด็กรุ่นใหม่ ผู้สูงอายุ เข้าสู่ระบบออนไลน์ จำนวนมากเช่นกัน ถือเป็นสัญญาณที่ดี ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย ช่วยเหลือผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยอยากจะแนะนำผู้ประกอบการเพื่อให้เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยต้องอยู่ในทุกช่องทางทั้งเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย การค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซ เชื่อว่าจะไปสู่ตลาดต่างประเทศได้

ด้าน นายพงษ์ศักดิ์ ตันวิสุทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะขายสินค้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีข้อจำกัด ใช้เงินสูง แต่ปัจจุบันมีโทรศัพท์มือถืออยู่กับทุกคน ซึ่งคนไทยมีทั้งหมด 68 ล้านคน มีการใช้โทรศัพท์ 90 ล้านเลขหมาย ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มาก ดังนั้น AIS มองเห็นโอกาส และรัฐบาลก็สนับสนุน ทาง AIS จึงเปิดตลาด e Market Place เพื่อเกษตรกรขึ้นมาให้ผู้ประกอบการรายย่อยนำสินค้ามาขาย และมีการจ่ายเงินผ่านระบบ ซึ่งเป็นระบบที่เชื่อถือได้ ดังนั้นเป็นโอกาสที่ดีในอนาคตหากผู้ประกอบการเรียนรู้และอยู่ในกระแสได้

นายโสภณ ผลประพฤติ หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีมัลติมีเดีย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กล่าวว่า โครงการของดีป้า ทำให้สินค้าชุมชนโดยเฉพาะจังหวัดนครราชสีมาเช่น ที่ด่านเกวียน ซึ่งกำลังจะล้ม สามารถฟื้นกลับคืนมาได้ ซึ่งนอกจากสินค้าชุมชนก็ยังเชื่อมโยงไปเรื่องการท่องเที่ยว เกษตรแปรรูป ทำให้การค้าขายไม่มีเขตจำกัด และยิ่งมีไทยแลนด์ 4.0ทำให้เกิดภาพฝันในอนาคตที่เป็นจริง

นายสมศักดิ์ สุคำภา ผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าวว่า โจทย์ที่จะเดินสู่ไทยแลนด์ 4.0 ไม่ได้มองแค่การค้าขาย แต่จะต่อยอดไปถึงการท่องเที่ยววิถีชีวิต ส่งเสริมชุมชน โดยที่ผ่านมา ได้ให้ความรู้กับผู้ประกอบการ ทั้งเรื่องการทำบัญชี วิธีเพิ่มมูลค่าของสินค้า โดยจะมีการยกระดับสินค้าชุมชนไปถึงต่างประเทศเชื่อมโยงไปทั่วอาเซียน

ต่อมาที่ห้อง Meeting Room 1-2 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) แถลงผลความสำเร็จใน “โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล” ว่า เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ดีป้าได้ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเข้าไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นให้ดิจิทัลเข้าไปยกระดับสังคมไทยในทุกมิติ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทยในทุกระดับ เข้าไปช่วยเหลือและพัฒนาชุมชน วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนผู้ประกอบการ ด้วยการเคลื่อนย้ายข้อมูลสู่ดิจิทัล ในลักษณะของการส่งวิทยากรอาสา (Agent) 400 คน ลงพื้นที่อบรมผู้ประกอบการในพื้นที่ 10 จังหวัดนำร่องได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง น่าน สกลนคร ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา ภูเก็ต นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี รวม 4,000 คน ทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลให้เกิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจของตัวเอง และขยายผลไปยังผู้ประกอบการอื่นๆ ในพื้นที่ของชุมชน

รวมทั้งแอปพลิเคชัน Thailand I Love U ที่จะเข้าไปส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในระดับชุมชน ซึ่งตรงนี้จะเข้าไปเชื่อมโยงกับไปรษณีย์ไทย ที่เป็นเจ้าภาพหลักในการส่งเสริมและผลักดันผลิตภัณฑ์ชุมชนให้สามารถแข่งขันในระดับประเทศ ระดับภูมิภาคอาเซียน ตลอดจนตลาดโลกได้ ทั้งนี้ ดีป้าจะพัฒนาต่อยอดโครงการดังกล่าว เพื่อให้ชุมชนทั้งประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของดิจิทัลในอนาคต เกิดความเข้มแข็งและพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนทำให้ชุมชนสามารถเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ โดยดีป้าได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าใน 20 ปีข้างหน้า จะต้องมีผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และมั่นใจว่าการพัฒนาบุคลากรและสร้างคนด้านดิจิทัล สามารถดำเนินการให้เห็นผลได้ภายในกรอบระยะสั้น 5 ปี (พ.ศ.2560 – 2564) เนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การดำเนินให้ได้ตามแผนระยะสั้น จึงถือว่ามีความสำคัญ

ทั้งนี้ ภายในงานได้มีพิธีมอบรางวัลให้กับผู้ชนะการประกวด B2C Application from Tech-Startup ในหัวข้อ “The Better THAILAND with Digital Services” ภาคกลาง รางวัลชนะเลิศ Liluna รางวัลรองชนะเลิศ TripGuru รางวัลชมเชย 2 รางวัล คือ Huolto และ 9 วัด ปัง ปัง @ dbizcomSDU ภาคเหนือ รางวัลชนะเลิศ Knight Club รางวัลรองชนะเลิศ Thai Portals ภาคตะวันออก รางวัลชนะเลิศ ทีม Yusai รางวัลรองชนะเลิศ mRestaurant ภาคใต้ รางวัลชนะเลิศ Miex รางวัลรองชนะเลิศ Handigo Thailand โดยผู้ชนะเลิศได้รับเงินรางวัล 250,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ 120,000 บาท และรางวัลชมเชย 60,000 บาท

 

“ทุ่งคา” ออกจากแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 16 มิ.ย. 2560 15:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/974453

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ “ทุ่งคา” ออกจากแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว เนื่องจากสามารถดำเนินการได้สำเร็จตามแผนที่วางไว้ และได้ดำเนินการวางทรัพย์ชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการครบถ้วนทุกกลุ่มเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งสามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ภายเวลา 1 ปี เร็วกว่าแผนที่วางไว้ 5 ปี พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจต่อเนื่อง ทั้งยังมีข่าวดีที่ปีนี้จะเป็นปีที่ครบ 111 ปี การดำเนินงานของบริษัทฯ

นายวิจิตร เจียมวิจิตรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทุ่งคาฮาร์เบอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ บริษัท ทุ่งคาฮาร์เบอร์ จำกัด (มหาชน) ออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากศาลเห็นว่าบริษัทฯ ได้ดำเนินการครบถ้วนตามผลสำเร็จของแผนฟื้นฟูกิจการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งการปรับแผนงานขององค์กร การเพิ่มทุน และได้ดำเนินการวางทรัพย์ชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการครบถ้วนทุกกลุ่มเป็นที่เรียบร้อย ทำให้บริษัทฯ มีฐานะกิจการที่ดีขึ้น ซึ่งสามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ภายเวลา 1 ปี เร็วกว่าแผนที่วางไว้ 5 ปี

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการด้วยความสมัครใจ โดยการยื่นคำร้องเพื่อขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อวัตถุประสงค์ในการดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2556 และในเดือนพฤศจิกายน 2556 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ตามคำร้องของบริษัทฯ โดยศาลล้มละลายกลางได้ตั้งบริษัทเป็นผู้ทำแผน ซึ่งต่อมาในวันที่ 18 มีนาคม 2559 บริษัทฯ ได้ระดมทุนสำเร็จตามแผนฟื้นฟูกิจการโดยเปลี่ยนแปลงจากทุนเดิม 756,939,463 บาท เป็น 20,402,222,606 บาท ได้รับเงินจำนวน 982,264,157.15 บาท และบริษัทฯ ได้ดำเนินการวางทรัพย์ชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการครบถ้วนทุกกลุ่มเป็นที่เรียบร้อย คิดเป็นเงินจำนวน 529,784,548.64 บาท ในวันที่ 19 มีนาคม 2559 ดังนั้น ในวันที่ 10 ตุลาคม 2559 บริษัทฯ จึงได้ยื่นคำร้องขอยกเลิกการฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง

“นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมาก ที่บริษัทฯ สามารถชำระหนี้ และออกจากแผนฟื้นฟูได้ภายในเวลา 1 ปี ซึ่งเร็วกว่าแผนถึง 4 ปี ซึ่งจากแผนเดิมจะชำระหนี้เป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2559 และออกจากแผนได้ปี 2563 โดยนโยบายของบริษัทฯ คือต้องการการออกจากแผนฟื้นฟูกิจการให้เร็วที่สุด เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การพิจารณาพ้นเหตุเพิกถอนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและทำให้บริษัทฯ สามารถบริหารงานได้คล่องตัวมากขึ้น” นายวิจิตร กล่าว

นายวิจิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2560 นี้ ถือเป็นปีที่ดีมาก เนื่องจากบริษัทฯ ได้ดำเนินธุรกิจเหมืองแร่มาเป็นเวลากว่า 111 ปี โดยเริ่มต้นจากการทำเหมืองแร่ดีบุกในพื้นที่อ่าวภูเก็ต ตั้งแต่ปี 2449 โดยเริ่มต้นจากการทำเหมืองแร่ดีบุกในพื้นที่อ่าวภูเก็ต โดยกัปตัน เอ็ดเวิร์ด ที ไมล์ส ชาวออสเตรเลีย ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ ซึ่งได้เริ่มมีแนวคิดจากการสังเกตเห็นวิธีการทำเหมืองแร่ของชาวจีนที่ภูเก็ตในปี 2448 จึงได้พัฒนาเครื่องมือและลงทุนในการทำธุรกิจนี้

“หลังจากนี้ไป บริษัทฯ จะมุ่งมั่นสร้างการเติบโตขององค์กรให้มั่นคงและยั่งยืนด้วยการทุ่มเทความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรและควบคู่ไปกับการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม อีกทั้งยังรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” นายวิจิตร กล่าวในที่สุด

 

กรุงไทยปิดระบบอิเล็กทรอนิกส์ชั่วคราว 17 มิ.ย.นี้ ช่วง 00.01 – 04.30 น.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 มิ.ย. 2560 11:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/974475

กรุงไทยปิดระบบอิเล็กทรอนิกส์ชั่วคราว 17 มิ.ย.นี้ ระหว่าง 00.01 – 04.30 น. ส่งผลให้ลูกค้าจะไม่สามารถใช้บริการระบบงาน KTB Corporate Online และระบบงาน KTB netbank ในส่วนของบริการ Payment และ Pay Save…

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2560 ฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ ธนาคารกรุงไทย แจ้งว่า ธนาคารกำหนดปิดระบบงานอิเล็กทรอนิกส์ชั่วคราว ในวันเสาร์ที่ 17 มิถุนายนนี้ ระหว่างเวลา 00.01-04.30 น. เพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบงาน ส่งผลให้ลูกค้าจะไม่สามารถใช้บริการระบบงาน KTB Corporate Online และระบบงาน KTB netbank ในส่วนของบริการ Payment และ Pay Save สำหรับบริการอื่นๆ สามารถใช้บริการได้ตามปกติ ธนาคารขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ KTB Call Center หมายเลข 0-2111-1111.

 

ทองไทยเปิดตลาด ร่วง 100 รูปพรรณ ขายบาทละ 20,700

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 มิ.ย. 2560 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/974382

ทองไทยเปิดตลาด ราคาปรับลง 100 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,100 ขายออกบาทละ 20,200 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 ขายออกบาทละ 20,700…

วันที่ 16 มิ.ย. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.29 น. ราคาลดลง 100 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,100 ขายออกบาทละ 20,200 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 ขายออกบาทละ 20,700 บาท…

 

ธุรกิจพัทยาเฮ! เตรียมเป็นสถานที่จัดงาน ทีทีเอ็มพลัส 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 มิ.ย. 2560 08:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/973805

ททท. ย้ายเวทีซื้อขายท่องเที่ยวที่ใหญ่สุดในไทย จากเชียงใหม่ไปพัทยาในปีหน้า ชี้เพื่อโปรโมตแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษอีอีซี และนโยบายการกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว เผยหลังย้ายจากกรุงเทพฯ ออกสู่ภูมิภาคประสบผลสำเร็จมากขึ้น..

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในการจัดงานไทยแลนด์ ทราเวล มาร์ท พลัส (TTM+)2017 ที่ศูนย์การประชุมและการแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ ว่า ได้หารือกับกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่จะหมุนเวียนการจัดงานทีทีเอ็ม พลัส ซึ่งเป็นเวทีซื้อขายด้านท่องเที่ยวรายการใหญ่ที่สุดของประเทศในปี 2561 ไปที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

หลังจากสองปีที่ผ่านมา ได้นำงานออกจากกรุงเทพฯ มาที่ จ.เชียงใหม่ และประสบผลสำเร็จ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำเที่ยวจากต่างประเทศได้มาสำรวจข้อมูลสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวของจริง ทั้งได้ช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ซึ่งการที่เลือกพัทยา เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุด และเป็นการโปรโมตนโยบายการกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว หรือ Sport tourism เป็นเมืองใหญ่ด้านการท่องเที่ยว มีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการจัดงาน ได้แก่ สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา

อีกทั้ง ในปีหน้าที่ไทยเตรียมประกาศเป็นปีแห่งการท่องเที่ยวไทย (Tourism Year) จะมีอีเวนต์ด้านประชุมสัมมนารายการใหญ่ กิจกรรมบันเทิง และมหกรรมกีฬาสำคัญ เตรียมไปจัดที่พัทยาด้วย จึงเป็นภาพลักษณ์ที่สอดคล้องกันพอดี

ทางด้าน นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่า การเลือกพัทยา จะสอดรับกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้พอดี เนื่องจากเมื่อมีการเคลื่อนตัวด้านการลงทุน มีชาวต่างชาติเข้าไปแล้ว ธุรกิจท่องเที่ยวจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นด้วย ขณะเดียวกัน ยังสามารถใช้โมเดลเดียวกับในเชียงใหม่ สำหรับการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อกับเพื่อนบ้าน โดยทำเลพัทยา จะเน้นการเชื่อมต่อทางน้ำจากการที่ไทยเคยไปเซ็นเอ็มโอยูส่งเสริมท่องเที่ยวร่วมกับ กัมพูชา และเวียดนามไปแล้ว และทั้งสองประเทศต้องการเชื่อมต่อทะเลภาคตะวันออกของไทย เข้ากับ สีหนุวิลล์ (กัมพูชา) และเกาะฟูก๊วก (เวียดนาม)

ด้าน นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยว่า การจัดงานปีนี้ มีผู้ซื้อเข้าร่วม 361 รายจาก 56 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้น 20% เทียบกับปีที่แล้ว มีผู้ซื้อตลาดเอเชียตะวันออกเข้าร่วมเพิ่มขึ้นสูงสุด 45% หรือคิดเป็น 82 รายในครั้งนี้ ส่วนผู้ซื้อที่เข้ามามากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน, สหราชอาณาจักร, อินเดีย, ออสเตรเลีย และอิตาลี ขณะที่ผู้ขายจากไทยมี 362 หน่วยงาน แบ่งเป็นรายใหม่ที่เข้าร่วมครั้งแรกกว่า 29% มาจากภาคใต้และภาคเหนือมากที่สุด และมีการนัดหมายเพื่อเจรจาธุรกิจล่วงหน้าไว้ 14,000 นัดหมาย.

 

โตโยต้าทูโชแตกไลน์ขายสินค้าญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มิ.ย. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/974280

นายคิโยโยชิ โอบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ฯ บริษัท โตโยต้า ทูโช (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า เนื่องจากปีนี้ครบรอบ 60 ปี ของบริษัท โตโยต้า ทูโช และครบรอบ 130 ปี ระหว่างความสัมพันธ์ไทยและญี่ปุ่น บริษัทจึงนำเทศกาล “โตโยต้า เจแปน เฟสติวัล” มาจัดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เนื่องจากเห็นว่าคนไทยนิยมไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักของกิจกรรม คือ กลุ่มคนที่ชื่นชอบประเทศญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่นที่มาทำงานในประเทศ โดยเป้าหมายคือ ให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าคุณภาพในราคาที่เหมาะสมเทียบเท่าประเทศญี่ปุ่น

“แรงบันดาลใจมาจากงาน โตโยต้า กรุ๊ป แต๊งค์ เซลส์ ที่จัดโดยบริษัท โตโยต้า ทูโช ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีคอนเซปต์ คือ ต้องการให้คนญี่ปุ่นได้ใช้สินค้าคุณภาพราคาถูก ซึ่งครั้งนี้บริษัทก็ตั้งใจจัดงานเพื่อให้คนไทยได้ใช้ของที่มีคุณภาพเช่นกัน และถือเป็นการรุกตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคครั้งแรกของบริษัทในรูปแบบงานแฟร์”

นางอนุษฐา เชาว์วิศิษฐ์ ผู้จัดการทั่วไปบัญชีและการเงิน บริษัท โตโยต้า ทูโช (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า สำหรับงาน “โตโยต้า เจแปน เฟสติวัล” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 ก.ค.60 ณ รอยัล พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ภายในงานมีสินค้าที่นำเข้าจากญี่ปุ่นที่ไม่เคยโชว์ที่ไหนมาก่อน อาทิ กล่องใส่สาเก แบรนด์ Under Scratch เป็นต้น รวมทั้งจะมีกิจกรรมทอล์กโชว์ และแฟชั่นโชว์แบรนด์เสื้อผ้าเด็กด้วย

“งานครั้งนี้ใช้งบประมาณราว 10 ล้านบาท คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงาน 50,000 คน มีมูลค่าซื้อขายในงานราว 30-40 ล้านบาท สินค้าแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ อาหารและผลไม้ 60% สินค้าแม่และเด็ก และสินค้าเพื่อสุขภาพอีก 40% โดยต้นปีหน้าจะเปิดตลาดสินค้าอุปโภคและบริโภคเต็มตัว นำเข้าสินค้าแม่และเด็ก และที่นอนสุขภาพ”.