ชวนใช้ “บัตรเดบิต” แบงก์ตั้งกฎรูดผิดคืนเงินใน 1 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มิ.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/974278

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า จากแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ National e-Payment ซึ่งปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการโครงการที่ 1 ระบบพร้อมเพย์ เพื่อเป็นทางเลือกที่จะเพิ่มความสะดวกการรับเงินและโอนเงินด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าบริการโอนเงินแบบเดิม ในปีนี้จะเร่งโครงการที่ 2 ขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บัตรเดบิตกว้างขวางขึ้น โดยมีต้นทุนการชำระเงินด้วยบัตรลดลง ลดภาระร้านค้าที่รับบัตร เพิ่มอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้แพร่หลายมากขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้ประชาชนใช้บัตรเดบิตในการชำระค่าสินค้าและบริการ สมาคมธนาคารไทย ธนาคารของรัฐ และสาขาธนาคารต่างประเทศ ได้ร่วมกันกำหนดมาตรฐานระยะเวลาการตรวจสอบรายการใช้บัตรเดบิตและการคืนเงินให้ผู้ถือบัตรในกรณีที่เครื่องรูดบัตรที่ร้านค้า หรือระบบเครือข่ายของธนาคารขัดข้อง โดยจะคืนเงินให้ลูกค้าภายในวันที่ทำรายการ หรืออย่างช้าภายในวันทำการถัดไปแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตที่มีความสะดวก ปลอดภัย ส่งผลให้ประชาชนเปลี่ยนการใช้จ่ายด้วยเงินสดไปสู่บัตรอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น.

 

บางกอกออโตซาลอน 2017 ระดมยอดรถแต่งระดับโลกปลุกกำลังซื้อคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มิ.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/974277

นายวิลักษณ์ โหลทอง ประธานบริหาร บริษัท คอร์โน แอนด์ แนช จำกัด ในเครือบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) แถลงในฐานะประธานจัดงานบางกอก ออโต ซาลอน 2017 งานจำหน่าย รถแต่งและอุปกรณ์โมดิฟายยิ่งใหญ่สุดในอาเซียน ว่างานปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 5 จัดระหว่างวันที่ 5-9 กรกฎาคมนี้ ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยบริษัท คอร์โน แอนด์ แนช ได้จับมือกับค่ายรถยนต์และค่ายอุปกรณ์โมดิฟายชุดแต่งชั้นนำระดับโลก นำความยิ่งใหญ่กลับมาอีกครั้งกับบรรยากาศแห่งเทศกาลยานยนต์รถแต่งพิเศษ ทั้งจากค่ายรถยนต์และสำนักแต่งรถในไทย รวมทั้งในอาเซียน และรถแต่งพิเศษที่เป็นไฮไลต์ของานโตเกียวออโตซาลอน 2017 เมื่อต้นปีนี้

“การจัดงานบางกอก ออโตซาลอน มีการเติบโตและเข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดทุกปี จนกลายเป็นเทศกาลรถยนต์ที่ทุกคนรอคอย ด้วยความชัดเจนในรูปแบบการจัดงานที่เป็นการแสดงรถยนต์แต่งพิเศษแบบ “คัสตอมคาร์” จากแม่แบบการจัดงานโตเกียวออโตซาลอน งานแสดงรถแต่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งผู้บริโภคมีโอกาสเลือกรถยนต์ใหม่ที่แต่งเสร็จโดยโรงงานผู้ผลิต ซึ่งตรงตามความต้องการ และการเลือกซื้ออุปกรณ์หรืออะไหล่เพื่อดูแลรักษารถยนต์ พร้อมกันนี้จากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่หลายๆรุ่นทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะรถยนต์ในกลุ่มสปอร์ตคาร์ขนาดเล็ก หรืออีโค คาร์ ทำให้ผู้บริโภคมองหาอุปกรณ์ตกแต่งมากขึ้นด้วย”

นายวิลักษณ์กล่าวต่อว่า งานปีนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการ ค่ายรถยนต์ ค่ายรถจักรยานยนต์ชั้นนำ และค่ายผู้ผลิตอุปกรณ์ตกแต่งคุณภาพมาร่วมงานมากมาย ซึ่งต่างเตรียมแคมเปญส่วนลดให้ผู้บริโภคได้เลือกสรรเสมือนเทศกาล “ออโต้ มิดเยียร์เซลส์” ส่วนเป้าหมายในปีนี้คาดว่าจะมียอดผู้ชมงานอยู่ที่ 700,000 คน เติบโต 10% จากปีที่แล้ว และด้วยภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่แม้จะเติบโตช้าแต่ต่อเนื่อง เชื่อว่าจะส่งผลให้มีการซื้อขายเกิดขึ้นภายในงานนี้แน่นอน.

 

กสทช.ตามบี้รับจ้างกดไลค์ จบไม่ลง “ไลน์ โมบาย” เลื่อนแจงขายซิมมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/974275

“ฐากร” ชี้ “ไลน์ โมบาย” หากจะให้บริการมือถือต้องขอใบอนุญาต ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตามล่าหาความจริงซิมแก๊งต่างชาติรับจ้างกดไลค์ ขณะที่ไลน์ ขอเลื่อนชี้แจงขายซิมไปเป็นสัปดาห์หน้า “พาณิชย์” มองอีคอมเมิร์ซมีโอกาสโตต่อ พบคนไทยใช้สมาร์ทโฟนกว่า 46 ล้านเครื่อง ใช้เฟซบุ๊กอันดับ 3 ของโลก

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า บริษัท ไลน์ พลัส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ขอเลื่อนเข้าชี้แจงเกี่ยวกับการเปิดตัวซิมการ์ดของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหม่ของประเทศ ภายใต้ชื่อ “ไลน์ โมบาย” (Line mobile) เป็นสัปดาห์หน้า เนื่องจากติดภารกิจที่ประเทศญี่ปุ่น กสทช.ยังไม่มีข้อสรุปของกรณีไลน์ โมบาย เนื่องจากต้องรอการชี้แจงจากไลน์อย่างเป็นทางการอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เป็นเพียงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในการเปิดตัวซิมการ์ดมือถือเท่านั้น ทางไลน์ และทางบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ก็ได้ยุติการโฆษณาประชาสัมพันธ์ดังกล่าวแล้ว

ทั้งนี้ หากไลน์ต้องการประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือ ต้องยื่นขออนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ประเภทที่ 1 แบบไม่มีโครงข่ายเป็นของตัวเอง (เอ็มวีเอ็นโอ) เพราะหากไม่มีใบอนุญาต ก็เปิดให้บริการไม่ได้ และถ้าเปิดบริการจริง ก็จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

นายฐากรกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของ กสทช.ลงพื้นที่ จ.สระแก้ว เพื่อตรวจสอบซิมการ์ดมือถือร่วมกับเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองสระแก้ว และค่ายมือถือเพื่อตรวจสอบว่าซิมการ์ดจำนวน 347,200ซิม ซึ่งเป็นซิมโทรศัพท์ที่ใช้รับจ้างกดไลค์ กดแชร์ ของแก๊งต่างชาติว่า มีการลง ทะเบียนซิมหรือไม่ และมีการใช้จริงจำนวนเท่าใด และนำกลับมารายงานให้เลขาธิการรับทราบภายในวันที่ 21 มิ.ย.60 นี้ สำหรับการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่า ซิมมือถือจำนวน 347,200 ซิมนั้น แบ่งเป็น ดีแทค 104,000 ซิม ทรูมูฟ 131,000 ซิม และเอไอเอส 112,200 ซิม ส่วนประเด็นการหลอกลวงผู้บริโภคนั้น ต้องขึ้นอยู่กับการดำเนินการของสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

ด้านนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวภายหลังตัวแทนดีแทคมาชี้แจงการเปิดตัวซิมการ์ดของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหม่ของประเทศ ภายใต้ชื่อ ไลน์ โมบาย ซึ่งใช้โครงข่ายดีแทคว่า ยังขอไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ มิเช่นนั้นจะเป็นการช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์แบรนด์ไลน์โมบาย และต้องรอให้ไลน์มาชี้แจงก่อน

วันเดียวกัน นางลลิดา จิระนันทประวัติ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยในการเปิดงาน Thailand e-Commerce Day 2017 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด The edge of Digital Commerce :พลิกธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล เพิ่มช่องทางการขาย เพิ่มรายได้ด้วยการค้าแบบออนไลน์” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า ปัจจุบันนี้ ไทยมีประชากรที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่กว่า 90 ล้านเครื่อง และในจำนวนนี้เป็นสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ถึง 46 ล้านเครื่อง และยังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กถึง 35 ล้านราย มากเป็นอันดับ 3 ของโลก แสดงให้เห็นว่าโอกาสในการค้าขายสินค้าผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนคนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น

โดยมูลค่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 10% ในแต่ละปีมีมูลค่าตลาด 2.4 ล้านล้านบาทต่อปี ส่วนใหญ่เป็นการค้าขายประเภทธุรกิจต่อธุรกิจ (บีทูบี) ขณะที่การค้าขายธุรกิจต่อผู้บริโภค (บีทูซี) ยังไม่มากประมาณ 300,000 ล้านบาทต่อปี แต่พบว่ามีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังจากที่การซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และขยายตัวแบบก้าวกระโดด ถือว่าเป็นรูปแบบใหม่ของธุรกิจ โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมทางออนไลน์ เช่น สินค้าแฟชั่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสื่อสาร อาหาร และสินค้าไลฟ์สไตล์ เป็นต้น

กรมยังได้มอบรางวัล Best e-Commerce Website Award 2017 สุดยอดเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แห่งปีให้ 9 เว็บไซต์ ได้แก่ www. cmart.co.th บริษัทซี ดีสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด, http://www.central.co.th บริษัท เซ็นทรัล ออนไลน์ จำกัด, http://www.primonly.com นายณภัทร แสงรุ่งเรือง, http://www.shop.thaiware.com บริษัทไทยแวร์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด, http://www.Lnwmall.com บริษัท แอลเอ็นดับเบิ้ลยูช็อป จำกัด, http://www.shop sawadee.com นางกรกนก พันธ์ธรรม, http://www.orami. co.th บริษัท ว้อทส์นิว จำกัด, http://www.trueselect.com บริษัท ทรู จีเอส จำกัด และ http://www.beautynista.com บริษัท บิวตี้ นิสต้า จำกัด.

 

ประหยัดขึ้นเยอะ! โอนเงินผ่านพร้อมเพย์ง่าย และไม่เสียค่าธรรมเนียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 16 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/972575

เคยบ่นกับตัวเองเป็นประจำว่าทำไมการโอนเงินมันถึงมีหลายขั้นตอนจัง ต้องจำเบอร์บัญชี ต้องมาใส่เลขบัญชีอีก กว่าจะเสร็จเสียเวลาไปไม่น้อย แถมถ้าโอนต่างธนาคาร หรือข้ามจังหวัดยังต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนตั้งหลายบาท

อีกปัญหาที่เจอบ่อยๆ คือเวลาซื้อของ กำลังจะจ่ายเงิน แต่ปรากฏว่าเงินในกระเป๋าไม่พอ แถวนั้นก็ไม่มีตู้เอทีเอ็มให้กดอีก เดินหาจนเหนื่อย อายก็อายแม่ค้า สุดท้ายก็ไม่ได้ของ ทำไมชีวิตถึงได้เศร้ามากมายขนาดนี้

แต่ตอนนี้พอมีบริการพร้อมเพย์ก็ตอบโจทย์ชีวิตมาก ความดีงามของพร้อมเพย์คือไม่ต้องแคร์เงินสดอีกแล้ว แค่รู้เบอร์มือถือหรือหมายเลขบัตรประชาชนของคนรับเงินก็โอนเงินได้ทันที ไม่ต้องจำเลขบัญชีให้เปลืองสมอง ยิ่งถ้าใช้พร้อมเพย์เคแบงก์อยู่แล้ว ก็สามารถโอนเงินพร้อมเพย์ได้หลายวิธี ทั้ง K PLUS, K-Cyber และ K-ATM ทั่วประเทศ ไม่ว่าอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ หากพร้อมก็เพย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมงไม่แคร์วันหยุดราชการ

ส่วนค่าธรรมเนียมเวลาโอนก็ถูกเวอร์ สมัยก่อนเวลาโอนข้ามจังหวัดหรือโอนข้ามธนาคาร ต้องเสียค่าธรรมเนียมเริ่มต้นอย่างน้อย 10 บาท ไปจนถึง 35 บาท แต่ตอนนี้โอนได้ฟรี ย้ำอีกครั้ง “ฟรี” ถ้าโอนผ่านพร้อมเพย์ไม่เกิน 5,000 บาท แต่ถ้าเกิน 5,000 ค่าธรรมเนียมสูงสุดก็แค่ไม่เกิน 10 บาทต่อรายการ มันดีต่อจิต ดีต่อใจเหลือเกิน

ส่วนเรื่องที่หลายคนยังไม่กล้าใช้ เพราะกลัวว่าต้องให้เลขบัตรประชาชนหรือเบอร์มือถือของเรากับคนไม่รู้จัก บอกตรงนี้ได้เลยว่าไม่อันตรายแน่นอน เพราะถึงรู้ไปก็โอนเงินออกมาไม่ได้ เนื่องจากถ้าจะโอนเงินออก ยังต้องใช้รหัสผ่าน K PLUS, K-Cyber หรือ K-ATM ซึ่งถ้าเราเก็บรหัสผ่านไว้เป็นความลับ บัญชีของเราก็จะปลอดภัย

ใครยังไม่เคยลองใช้ ตัดสินใจมาใช้เถอะ มาร่วมเป็น Cashless Society ด้วยกัน เพราะอีกไม่นาน เชื่อว่าเราจะไม่ต้องใช้เงินสดอีกต่อไปแล้ว แม้จะเดินซื้อของในตลาดราคาหลักสิบ หลักร้อยก็โอนพร้อมเพย์ได้ แบบไม่ต้องกังวลเรื่องค่าธรรมเนียม นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทยยังเปิดตัวแคมเปญ “พร้อมเพย์ K สุด มั่นใจ ใครๆ ก็เพย์” โดยลงพื้นที่ตามตลาดนัดและตลาดสดต่างๆ ทั้งตลาด อ.ต.ก. ตลาดละลายทรัพย์ ตลาดนัดเมืองไทยภัทร และตลาดน้ำอัมพวา เพื่อเชิญชวนให้พ่อค้าแม่ค้าสมัครใช้พร้อมเพย์

ดีงามไปกว่านั้นคือถ้าลงทะเบียนพร้อมเพย์เคแบงก์ตั้งแต่วันนี้-31 มกราคม 2561 และสมัครใช้บริการ SMS ขยันบอกผ่าน K PLUS จะได้รับสิทธิ์ใช้บริการ SMS ขยันบอกฟรี 3 เดือน และคุ้มสุดๆ เมื่อโอนเงินพร้อมเพย์ผ่านช่องทางของธนาคารกสิกรไทย ฟรีค่าธรรมเนียมโอนเงินพร้อมเพย์ ทุกวงเงิน ทุกรายการ

คราวนี้การโอนเงินก็ทั้งง่าย สะดวก ประหยัด ไม่เป็นปัญหากับชีวิตให้กวนใจอีกต่อไปแล้ว คลิกเลย kasikornbank.com #พร้อมเพย์Kสุด #มั่นใจใครๆ ก็เพย์

 

เร่งติด “อีทิกเกต” พร้อมใช้ 1 ต.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มิ.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/974273

นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้ลงนามในสัญญาเช่าระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์พร้อมอุปกรณ์ “อีทิกเกต” (E-Ticket) จำนวน 2,600 คัน วงเงิน 1,665 ล้านบาท ระยะสัมปทานรวม 5 ปี กับนิติบุคคลร่วมทำงาน โดยบริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ระยะแรกจะดำเนินการติดตั้งระบบดังกล่าวบนรถประจำทาง ขสมก.ทั้งรถร้อนและรถปรับอากาศรวม 800 คัน ให้แล้วเสร็จ เพื่อรองรับการใช้บัตรผู้มีรายได้น้อยที่รัฐบาลจะเริ่มต้นโครงการในวันที่ 1 ต.ค.60 นี้

“ระบบดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บค่าโดยสาร และช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายเรื่องการจ้างพนักงานเก็บค่าโดยสารด้วย”

นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ ขสมก.กล่าวว่า ในช่วงระยะ 2 ปีแรก ขสมก.จะจัดให้มีพนักงานเก็บค่าโดยสารประจำรถ ทำหน้าที่แนะนำการใช้บัตรก่อน จากนั้นจะปรับมาใช้ระบบจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติแทนทั้งหมด อย่างไรก็ตามวันที่ 1 ต.ค.60 นี้ จะมีการนำ “บัตรแมงมุม” หรือตั๋วร่วมบัตรใบเดียวที่สามารถเดินทางได้ทุกระบบขนส่งมาใช้ร่วมด้วย

ด้านนายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) (CHO) กล่าวว่า โครงการนี้มีการติดตั้งระบบ “อีทิกเกต” และเครื่องเก็บค่าโดยสาร หรือแคลชบ็อกซ์ ในรถโดยสารประจำทางของ ขสมก.จำนวน 2,600 คัน ซึ่งทางกลุ่มฯได้คิดค้นเทคโนโลยีต่างๆให้เหมาะสมกับการใช้งานของคนกรุงเทพฯมากขึ้น เพื่อให้สะดวก รวดเร็ว และเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย

“ภายในระยะเวลา 120 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา ต้องมีการติดตั้งระบบอีทิกเกต สําหรับรถโดยสารประจำทางไม่น้อยกว่า 100 คัน และภายใน 180 วัน ต้องติดตั้งให้ได้ครบ 800 คัน รวมถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและอุปกรณ์ต่างๆด้วย เพื่อให้ระบบอีทิกเกตสามารถใช้งานได้ตั้งแต่อุปกรณ์บนรถโดยสารประจำทาง ระบบสารสนเทศที่เขตการเดินรถ ที่ส่วนกลางของ ขสมก.และกระทรวงคมนาคม”.

 

ปลุกเอสเอ็มอีลงทุนชายแดนเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/974272

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ให้คณะทำงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนเพิ่มเติม จากเดิมที่มีเฉพาะมาตรการด้านภาษี เช่น มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสินเชื่อ เป็นต้น พร้อมให้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาพัฒนาและปรับปรุงการให้บริการด่านศุลกากรตามแนวชายแดน 15 ด่าน ใน 10 เขตพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและด่านของประเทศเพื่อนบ้าน ให้สามารถอำนวยความสะดวกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เพื่อรองรับการค้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเป็นประตูเชื่อมโยงการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้อนุมัติอัตราค่าเช่าสำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.กาญจนบุรี ที่ราคา 1,200 บาทต่อไร่ต่อปี และค่าธรรมเนียมในอัตรา 20,000 บาทต่อไร่ต่อ 50 ปี ส่วนที่ จ.นครพนม กำหนดอัตราค่าเช่าที่ราคา 8,400 บาทต่อไร่ต่อปีและค่าธรรมเนียม 140,000 บาทต่อไร่ต่อ 50 ปี โดยจะปรับขึ้น 9% ในทุก 3 ปี ขณะที่การนิคมอุตสาหกรรมจะได้ส่วนลด 30% ขณะเดียวกันยังให้สิทธิประโยชน์ เพื่อเร่งรัดการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 3 จังหวัด คือ จ.ตาก จ.กาญจนบุรี และ จ.นครพนม เพื่อให้เกิดการลงทุนโดยเร็ว

“หากผู้ประกอบการลงทุนจริง หลังทำสัญญาเช่าไม่น้อยกว่า 10% ของวงเงินลงทุนภายในปี 2560 จะได้รับการยกเว้นค่าเช่าที่ดินราชพัสดุเป็นเวลา 2 ปี และหากลงทุนไม่น้อยกว่า 10% ภายในปี 2561 จะได้รับการยกเว้นค่าเช่าที่ราชพัสดุเป็นเวลา 1 ปี โดยจะเปิดประมูลให้เอกชนยื่นเสนอโครงการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษที่ จ.กาญจนบุรี จ.นครพนม และ จ.ตาก ที่อนุมัติอัตราค่าเช่าไปก่อนหน้านี้แล้ว ไร่ละ 36,000 บาท และค่าธรรมเนียม 250,000 บาทต่อไร่ต่อ 50 ปี พร้อมกันในเดือน ก.ค.นี้”.

 

“สุวิทย์”ฝันปั้นมะพร้าวไทยผงาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มิ.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/974267

จ่อเสนอแผนยุทธศาสตร์ใหม่ หวัง!เพิ่มผลผลิต-ลดนำเข้า

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำร่างยุทธศาสตร์มะพร้าวเพื่ออุตสาหกรรม พ.ศ.2561-2564 ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณา เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวไทย เพื่อเพิ่มผลผลิตคุณภาพให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังต้องการสร้างความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ ช่วยให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม และยกระดับอุตสาหกรรมมะพร้าวไทยสู่สากล ให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ในระยะยาว

“ภายใน 5 ปี จะสามารถรักษาระดับพื้นที่ปลูกมะพร้าวของไทยไว้ไม่ต่ำกว่า 1.16 ล้านไร่ และรักษาระดับผลผลิตต่อไร่ให้ไม่ต่ำกว่า 1,000 กิโลกรัม พร้อมควบคุมการระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าวให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการบริโภคสดและโรงงานแปรรูปภายในประเทศเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 1.1 ล้านตัน ราคามะพร้าวมีเสถียรภาพมากขึ้น ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศได้มาก”

นายสุวิทย์กล่าวว่า สำหรับร่างยุทธศาสตร์มะพร้าวเพื่ออุตสาหกรรม ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์หลัก และ 11 กลยุทธ์ คือ 1.ยุทธศาสตร์พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่ 2.ยุทธศาสตร์พัฒนาประสิทธิภาพการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว 3.ยุทธศาสตร์พัฒนาการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์มะพร้าว 4.ยุทธศาสตร์พัฒนาการตลาด พัฒนาเกษตรกรให้มีความสามารถในการผลิต ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการกำจัดศัตรูมะพร้าว อาทิ แมลงดำหนามมะพร้าว หนอนหัวดำ และพัฒนากลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ ส่งเสริมให้เกิดการแปรรูปมะพร้าวหลากหลายรูปแบบ ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปีนี้กระทรวงเกษตรฯ คาดการณ์ว่า ไทยจะมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวประมาณ 1.1 ล้านไร่ ได้ผลผลิต 0.88 ล้านตัน ปัจจุบันการผลิตมะพร้าวของไทยมีจุดอ่อนที่สวนมะพร้าวกว่า 60% หรือประมาณ 690,000 ไร่ มีอายุมากกว่า 40 ปี ขาดการดูแลและการจัดการที่ดี จึงทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 16/06/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/974175

กั๊ก!ขอดูเงื่อนไขเพิ่มทุนนกแอร์ การบินไทยเดินหน้าทุ่มเงินซื้อเครื่องบิน 28 ลำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/974248

การบินไทย ลุยซื้อเครื่องบินใหม่ 28 ลำ ชงบอร์ดไฟเขียว ก.ค.นี้ ด้าน “อารีพงศ์” เปิดใจเหตุล้มสรรหาดีดี เหตุขัดข้อกฎหมายที่ผู้สมัครต้องไม่เคยเป็นผู้ค้ากับบินไทย พร้อมปรับทีโออาร์เปิดกว้าง บินไทยแทงกั๊ก! ดูเงื่อนไขโครงสร้างนกแอร์ก่อนตัดสินใจทุ่มเงินเพิ่มทุนหรือไม่ อ้างเงินพร้อมหากลงทุนแล้วไม่เจ๊ง!!

นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังประชุมบอร์ดการบินไทย ว่า การบินไทยมีแผนที่จะจัดซื้อเครื่องบินใหม่จำนวน 28 ลำ ในระยะ 5 ปี (2560-2564) เพื่อทดแทนเครื่องบินเก่าเพื่อรักษาฝูงบินไว้ โดยแบ่งเป็นการจัดหาเครื่องบินของการบินไทย 19 ลำและเครื่องบินของสายการบินไทยสมายล์อีก 9 ลำ ส่วนวงเงินรวมในการจัดซื้อยังไม่สามารถตอบได้ เพราะจะต้องกำหนดชนิดของเครื่องบินก่อนจึงจะคำนวณได้ คาดว่าจะเสนอแผนจัดซื้อให้ที่ประชุมบอร์ดการบินไทยพิจารณาอนุมัติในเดือน ก.ค. จากนั้นจะเสนอสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือน ส.ค. และจะเริ่มทยอยจัดซื้อตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้เป็นต้นไป ส่วนจะใช้วิธีจัดหาเป็นซื้อหรือเช่าต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง

นางอุษณีย์กล่าวถึงกรณีที่ประชุมบอร์ดการบินไทยครั้งก่อนได้มีมติไม่ให้การบินไทยเข้าไปเพิ่มทุนในสายการบินนกแอร์ เนื่องจากนกแอร์มีการนำเสนอแผนบริหารจัดการ แผนการใช้เงินและผลตอบแทนด้านการลงทุนไม่ชัดเจน แต่แม้จะไม่เข้าไปเพิ่มทุนในช่วงที่ผ่านๆมา การบินไทยก็ให้ความช่วยเหลือนกแอร์มาโดยตลอดอย่างต่อเนื่องอย่างไรก็ตาม หากที่ประชุมบอร์ดนกแอร์ วันที่ 15 มิ.ย. มีมติให้เพิ่มทุนอีก และมีเงื่อนไขผลตอบแทนที่ดี มีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนและมีแนวโน้มที่จะมีผลกำไรจากการลงทุนคืนมาให้ การบินไทยก็พร้อมเข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มทุน

ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) ของบริษัทว่า บอร์ดการบินไทยได้ประชุมนัดพิเศษในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการสรรหาได้สัมภาษณ์ผู้สมัครทั้งหมดและสุดท้ายก็ไม่มีใครผ่านเกณฑ์คุณสมบัติตามที่บริษัทต้องการ ดังนั้น ในระหว่างนี้คณะกรรมการจึงมอบหมายให้นางอุษณีย์ รักษาการในตำแหน่งดีดีต่อไป เพื่อให้มีการบริหารงานให้การบินไทยเดินไปตามแผนปฏิรูปได้ ส่วนคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งดีดี ที่มีนายสมชัย สัจจพงศ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ก็จะเดินหน้าสรรหาดีดีรอบใหม่ต่อไป โดยบริษัทจะหาวิธีทางเพื่อให้สามารถเปิดกว้างรับผู้สมัครมากขึ้น

“เรื่องดังกล่าวติดระเบียบกฎหมายของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะต้องพิจารณาทบทวนคุณสมบัติของผู้สมัครดีดี เนื่องจากการบินไทยมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหลายองค์กร ขณะที่ข้อกำหนดของรัฐวิสาหกิจระบุว่า ผู้สมัครต้องไม่เคยทำธุรกิจร่วมกับการบินไทยมาก่อนเพื่อไม่ให้เกิดขัดแย้งทางผลประโยชน์ จากข้อกำหนดนี้ทำให้ผู้สมัครหลายคนที่เก่งเรื่องการตลาด จึงไม่ผ่านคุณสมบัติ ทั้งนี้การเปิดสรรหาดีดีรอบใหม่จะปรับปรุงเงื่อนไขเพื่อให้กว้างขวางขึ้น หรืออาจจะเห็นบุคคลที่มีความสามารถชักชวนเข้ามาร่วมสมัครสรรหาดีดี”

นายอารีพงศ์กล่าวต่อถึงสาเหตุที่การบินไทยไม่เพิ่มทุนในนกแอร์ว่า เพราะที่ผ่านมาการบินไทยมุ่งเน้นแผนปฏิรูปการบินไทยและสร้างความร่วมมือ กับไทยสมายล์ ซึ่งผู้ถือหุ้นการบินไทยก็ตอบรับการตัดสินใจดังกล่าวเป็นอย่างดี รวมทั้งบอร์ดบางคนได้ท้วงติงว่าแผนบริหารจัดการของนกแอร์ยังไม่มีความชัดเจน ขณะที่บอร์ดเองก็มีหน้าที่ในการรับผิดชอบ ดูแลเงินและผลประโยชน์ให้กับผู้ถือหุ้นและองค์กร

“ขณะนี้การบินไทยมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ในนกแอร์ลดลง 21.5% ดังนั้นการบินไทยจะต้องรักษามูลค่าเงินลงทุนเอาไว้ให้ดีที่สุดและไม่ยอมให้นกแอร์ล้มแน่นอน ส่วนจะเพิ่มทุนหรือไม่เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาแยกกัน และไม่จำเป็นต้องถือหุ้นใหญ่ เพราะสัดส่วน 21% ก็ถือว่าครอบคลุมแล้ว หากนกแอร์มีผู้ถือหุ้นใหม่เข้ามายอมรับว่าสัดส่วนการบินไทยอาจลดลงอีก แต่ถ้าผู้ถือหุ้นใหม่ทำให้นกแอร์รอดก็เป็นเรื่องที่ดี”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ว่า วานนี้ (15 มิ.ย.) ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) สายการบินนกแอร์ได้หารือถึงการดำเนินธุรกิจขององค์กรในภาพรวมและหลักการการขายหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement : PP) เป็นเวลากว่า 5 ชั่วโมง แต่ที่ประชุมบอร์ดก็ยังไม่ได้เห็นชอบให้ขายหุ้นเพิ่มทุนรอบใหม่แต่อย่างใด เนื่องจากการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการและการขายหุ้นเพิ่มทุนยังขาดตัวเลขสำคัญ เช่น วงเงิน เป้าหมาย และเงื่อนไขในการเพิ่มทุน ดังนั้นจึงมอบหมายให้ทีมบริหารไปรวบรวมข้อมูลที่ชัดเจนก่อนนำเสนอบอร์ดให้ตัดสินใจอีกครั้ง.

 

คสช. ออกคำสั่ง ม.44 ปลดล็อกปัญหา รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มิ.ย. 2560 23:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/974158

คสช. งัด ม.44 ปลดล็อกปัญหา ข้อจำกัดตามกฎหมาย โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ให้เดินหน้า พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ ยกระดับศักยภาพการแข่งขัน…

จากโครงการรถไฟไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพ-นครราชสีมา ที่ต้องอาศัยอำนาจมาตรา 44 มาขับเคลื่อนให้เดินหน้าจากปัญหา 5 ด้าน 1.การก่อสร้างที่ต้องใช้สถาปนิกหรือวิศวกรของจีนไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะติดกฎหมายต้องสอบใบอนุญาตประเภทบุคคลจากไทยก่อน ยกเว้นจะเป็นนิติบุคคลเท่านั้น 2.พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ที่ต้องผ่านกระบวนการของซุปเปอร์บอร์ด กรณีวงเงินลงทุนเกินกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป 3.การกำหนดราคากลาง ที่ไทยใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างแตกต่างจากจีนที่ไม่มีราคากลาง 4.การจัดซื้อจัดจ้างแบบรัฐต่อรัฐ ระหว่างรัฐบาลไทย-จีน โดยระบบทางการจีนใช้ระบบให้สภาพัฒน์ของจีนเลือกบริษัทเอกชนเป็นคู่สัญญา จึงสั่งการให้กระทรวงคมนาคมเร่งประสานทางการสภาพัฒน์จีนให้ออกหนังสือรองรับว่าจะใช้บริษัทใดเป็นคู่สัญญาเพื่อดำเนินการก่อสร้าง และ5.เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา มีบางพื้นที่ต้องผ่านเขตป่าสงวนหรือพื้นที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กำหนดให้ใช้เฉพาะทำการเกษตรเท่านั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2560 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยเเพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓๐/๒๕๖๐ เรื่อง มาตรการเร่งรัดและเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินการ โครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพ – นครราชสีมา ที่ระบุว่า มีความจำเป็นต้องพัฒนาระบบคมนาคมให้ก้าวหน้า ทันสมัย และสอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ของประเทศ โดยเฉพาะการขนส่งทางราง ซึ่งรวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟของประเทศไทยในกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558-2565

แต่การดําเนินการดังกล่าวยังมีปัญหาและอุปสรรคหลายประการ โดยเฉพาะข้อจำกัดตามกฎหมาย ซึ่งมีผลกระทบต่อการขับเคลื่อนโครงการและกรอบระยะเวลาการดำเนินการ และด้วยเหตุที่การดําเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงนี้เป็นการดําเนินการในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล ซึ่งโดยสภาพของข้อเท็จจริงย่อมจําเป็นต้องยกเว้นการปฏิบัติตามกฎระเบียบบางเรื่อง ในขณะที่จะต้องดําเนินการด้วยความรอบคอบรัดกุม โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสามารถเร่งรัดการดําเนินโครงการให้แล้วเสร็จได้โดยเร็ว จึงจําเป็นต้องกําหนดขั้นตอนและหลักเกณฑ์วิธีการไว้เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนผู้ใช้บริการ

รวมทั้งเป็นการรักษาประโยชน์ของรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบคมนาคมของประเทศนําไปสู่การพัฒนาโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ ยกระดับศักยภาพการแข่งขัน และลดความเหลื่อมล้ำตามยุทธศาสตร์ของประเทศ ทั้งนี้อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคําสั่ง รายละเอียดดังนี้