ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่เจรจากับอิสราเอล ตราบที่เลบานอนยังโดนโจมตี

ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่เจรจากับอิสราเอล ตราบที่เลบานอนยังโดนโจมตี

26 มี.ค. 2569 00:33 น.

ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่เจรจากับอิสราเอล ตราบที่เลบานอนยังโดนโจมตี

หัวหน้ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ประกาศจะไม่เจรจากับอิสราเอลตราบใดที่เลบานอนยังคงถูกระดมโจมตี ชี้การเจรจาภายใต้เงื่อนไขเช่นนั้นเปรียบเหมือนการยอมจำนน

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 นายนาอิม คาสเซม ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งมีอิทธิพลในเลบานอน ออกมาปฏิเสธที่จะเจรจากับอิสราเอลในขณะที่เลบานอนยังคงตกอยู่ภายใต้การระดมยิง โดยระบุว่าการเจรจาใดๆ ภายใต้เงื่อนไขความขัดแย้งในปัจจุบันถือเป็นการ “บังคับให้ยอมจำนน”

“เมื่อมีการเรียกร้องสิทธิ์ขาดในการถือครองอาวุธเพียงเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของ “อิสราเอล” ในขณะที่การยึดครองและการรุกรานยังคงดำเนินอยู่ นั่นย่อมเป็นก้าวไปสู่ความพินาศของเลบานอน” นายคาสเซมระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านทาง Telegram

เขากล่าวเสริมว่า “การเจรจากับศัตรู “อิสราเอล” ภายใต้การระดมยิง ถือเป็นการบังคับให้ยอมจำนนและเป็นการพรากขีดความสามารถทั้งหมดของเลบานอนไป การเจรจากับศัตรูที่ยึดครองดินแดนและโจมตีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้โดยสิ้นเชิง”

นอกจากนั้น นายคาสเซมยังอ้างว่า นักรบฮิซบอลเลาะห์ “มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างไม่มีขีดจำกัด” หากความขัดแย้งขยายตัวรุนแรงขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน

ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน

25 มี.ค. 2569 23:16 น.

ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน

ซีอีโอบริษัท เชลล์ กับรัฐมนตรีพลังงานเยอรมนีกล่าวเตือนว่า ยุโรปอาจเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป หลังจากทวีปเอเชียได้รับผลกระทบไปแล้ว

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 ทั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง “เชลล์” (Shell) และรัฐมนตรีเศรษฐกิจของเยอรมนี ต่างออกมาเตือนว่า ยุโรปอาจต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป หากสงครามกับอิหร่านยังไม่ยุติ

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งเป็นภูมิภาคที่อุดมไปด้วยน้ำมัน ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแล้ว และนายเวล ซาวัน (Wael Sawan) CEO ของบริษัทเชลล์ กล่าวในงานประชุมด้านพลังงาน CERAWeek ที่รัฐเท็กซัสว่า น้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินจะเป็นลำดับถัดไปที่จะได้รับผลกระทบ

การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งตามปกติเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก รวมถึงการโจมตีโรงงานพลังงานในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการจัดหาเชื้อเพลิงทั่วโลก

“เอเชียใต้เป็นภูมิภาคแรกที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด จากนั้นได้ลามไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และจะขยายวงกว้างเข้าสู่ยุโรปมากขึ้นเมื่อเราเข้าสู่เดือนเมษายน” นายซาวันกล่าว

ในงานประชุมเดียวกัน นางคาเทอรินา ไรเชอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานของเยอรมนี ถูกตั้งคำถามว่าวิกฤตพลังงานโลกกำลังส่งผลกระทบต่อประเทศของเธออย่างไร ซึ่งเธอตอบว่า “ในขณะนี้เรายังไม่เห็นการขาดแคลนในแง่ของปริมาณ แต่ถ้าความขัดแย้งไม่ยุติ เราอาจจะได้เห็นผลกระทบนี้ในช่วงหลังจากนี้ คือประมาณเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม

อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม

25 มี.ค. 2569 22:07 น.

อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม

สื่อท้องถิ่นเผย ทางการอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอที่สหรัฐฯ ยื่นมาเพื่อหาทางยุติสงครามในตะวันออกกลางแล้ว พร้อมกับยื่นเงื่อนไขของตัวเอง 5 ข้อ โดยย้ำว่าสงครามจะยุติเมื่อเงื่อนไขทุกข้อได้รับการตอบสนองแล้ว

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 Press TV สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน รายงานโดยอ้างคำพูดของ เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงและการเมืองรายหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยนาม ว่า อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้

Press TV ไม่ได้ระบุชื่อ ตำแหน่ง หรือยศของเจ้าหน้าที่รายดังกล่าว แต่รายงานว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นระบุว่า “อิหร่านจะยุติสงครามก็ต่อเมื่ออิหร่านตัดสินใจด้วยตัวเอง และเมื่อเงื่อนไขต่างๆ ของอิหร่านได้รับการตอบสนองแล้วเท่านั้น”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อิหร่านย้ำมาโดยตลอดว่าพวกเขาต้องการให้ “สงครามยุติลงอย่างสมบูรณ์” ไม่ใช่เพียงแค่การประกาศหยุดยิงชั่วคราว

ตามรายงานของ Press TV เจ้าหน้าที่ได้สรุปเงื่อนไขสำคัญไว้ 5 ข้อ ดังนี้

1.ยุติ “การรุกรานและการลอบสังหาร” โดยฝ่ายศัตรูอย่างสิ้นเชิง

2.จัดตั้งกลไกที่ชัดเจน เพื่อรับประกันว่าจะไม่มีการกลับมาทำสงครามกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอีก

3.ต้องมีการรับประกันและระบุจำนวนการชดเชยค่าเสียหายจากสงคราม และค่าปฏิกรรมสงครามอย่างชัดเจน

4.สงครามในทุกแนวรบต้องสิ้นสุดลงรวมถึงการต่อสู้กับฝ่ายต่อต้านทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องทั่วทั้งภูมิภาค

5. ต้องมีการยอมรับและรับประกันในระดับนานาชาติ เรื่องสิทธิอธิปไตยของอิหร่าน ในการมีอำนาจเหนือช่องแคบฮอร์มุซ

Press TV ระบุทิ้งท้ายว่า แม้วอชิงตันจะพยายามผลักดันการเจรจาผ่านช่องทางทางการทูตต่างๆ แต่เตหะรานมองว่าข้อเสนอเหล่านั้นเป็นข้อเรียกร้องที่ “เกินกว่าเหตุ”

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอ 15 ข้อให้อิหร่านทำตามเพื่อยุติสงคราม แต่แหล่งข่าวรายหนึ่งให้ความเห็นว่า มีหลายประเด็นที่ “แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย” ที่อิหร่านจะยอมรับ ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายระบุว่า ข้อเสนอเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นประเด็นเดียวกับที่สหรัฐฯ เคยเสนอให้อิหร่านพิจารณาในการหารือเมื่อปีที่แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

25 มี.ค. 2569 21:31 น.

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ กำลังส่งทหารไปยังตะวันออกกลางเพิ่มอีกประมาณ 1,000 นาย เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร ในขณะที่รัฐบาลทรัมป์อ้างว่า การเจรจากับอิหร่านเพื่อหาทางยุติความขัดแย้งกำลังดำเนินอยู่

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 สำนักข่าว CNN รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าว 2 คนว่า ทหารสหรัฐฯ ประมาณ 1,000 นายจากกองพลร่มที่ 82 เตรียมจะเคลื่อนกำลังพลไปยังตะวันออกกลางในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อเพิ่มแสนยานุภาพทางทหารในภูมิภาค ในขณะที่รัฐบาลทรัมป์อ้างว่ากำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้ง

แหล่งข่าวระบุว่า กำลังพลชุดนี้ประกอบด้วย พลตรี แบรนดอน เทกต์ไมเออร์ ผู้บัญชาการกองพลร่มที่ 82 พร้อมคณะเสนาธิการ รวมถึงกองพลน้อยที่ 1 (1st Brigade Combat Team) ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นหน่วยตอบโต้ฉับพลัน โดยคาดว่าหน่วยเสนาธิการและกองพลส่วนแรกจะเริ่มเคลื่อนกำลังพลภายในหนึ่งสัปดาห์ ส่วนหน่วยอื่นๆ ในกองพลน้อยมีกำหนดจะตามไปในภายหลัง แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์

แหล่งข่าวรายที่สองเปิดเผยกับ CNN เมื่อวันพุธว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้อนุมัติคำสั่งเคลื่อนกำลังพลเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเมื่อช่วงค่ำวันอังคาร โดยกองพลน้อยนี้จะทำหน้าที่เป็น “หน่วยเตรียมพร้อม” ในตะวันออกกลาง ซึ่งพร้อมปฏิบัติการทันทีหากมีความจำเป็น เช่นเดียวกับที่กองพลร่มที่ 82 เคยเคลื่อนกำลังพลในลักษณะนี้เมื่อปี 2563 หลังจากการสังหารนายพล คาเซม โซเลมานี ของอิหร่าน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้แล้ว 15 ประเด็น ในการหารือเพื่อยุติความขัดแย้ง และอิหร่าน “กระตือรือร้นอย่างมาก” ที่จะทำข้อตกลง ขณะที่ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธว่าไม่มีการพูดคุยกับสหรัฐฯ แต่เมื่อวันอังคาร แหล่งข่าวชาวอิหร่านบอกกับ CNN ว่ามีการ “ติดต่อประสานงาน” ระหว่างสองประเทศจริง และอิหร่านพร้อมจะรับฟังข้อเสนอที่ “ยั่งยืน” เพื่อยุติสงคราม

ทั้งนี้ นอกจากกองพลร่มที่ 82 แล้ว ยังมีกองกำลังสหรัฐฯ อีกหลายพันนายกำลังมุ่งหน้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึง หน่วยปฏิบัติการทางทะเล (MEU) ที่ 11 กับกองเรือสะเทินน้ำสะเทินบก (ARG) “บ็อกเซอร์” (Boxer) และหน่วย MEU ที่ 31 กับกองเรือ ARG “ตริโปลี” (Tripoli)

หน่วย ARG-MEU แต่ละชุดประกอบด้วยนาวิกโยธินและลูกเรือประมาณ 4,500 นาย พร้อมขีดความสามารถที่หลากหลาย ทั้งการสนับสนุนภาคพื้นดิน การบิน และการส่งกำลังบำรุงที่ครบวงจร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปธน.เบลารุสเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก หวังกระชับความสัมพันธ์ต้านอำนาจชาติตะวันตก

ปธน.เบลารุสเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก หวังกระชับความสัมพันธ์ต้านอำนาจชาติตะวันตก

25 มี.ค. 2569 16:43 น.

ปธน.เบลารุสเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก หวังกระชับความสัมพันธ์ต้านอำนาจชาติตะวันตก

อเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส เดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการครั้งแรกตามคำเชิญของผู้นำ คิม จองอึน หวังกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ถูกคว่ำบาตรโดยชาติตะวันตก 

นายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส ได้เริ่มภารกิจเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) อย่างเป็นทางการในวันนี้ (25 มี.ค.) ถือเป็นการเยือนครั้งประวัติศาสตร์ท่ามกลางการจับตามองของนานาชาติ เนื่องจากประเทศทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัสเซียและต่างถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกเช่นเดียวกัน

เบลตา (Belta) สื่อเบลารุส ระบุว่าการเยือนเกาหลีเหนือเป็นเวลา 2 วันในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผ่านการเฟ้นหาประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญรวมถึงเดินหน้าวางรากฐานโครงการที่มีศักยภาพและมีความเป็นไปได้สูงในการพัฒนาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมร่วมกัน

โดยนักวิเคราะห์มองว่า ทั้งเบลารุสและเกาหลีเหนือต่างเป็นพันธมิตรสำคัญที่คอยสนับสนุนรัสเซียในทำสงครามกับยูเครน โดยเกาหลีเหนือได้ส่งทั้งอาวุธและกำลังพลไปยังสมรภูมิ ขณะที่เบลารุสเคยให้รัสเซียใช้พื้นที่เป็นฐานปฏิบัติการในการเปิดฉากบุกโจมตียูเครนเมื่อปี 2022

สำหรับการพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นหลังนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้กล่าวเชิญปธน.ลูคาเชนโกด้วยตนเอง ระหว่างที่ทั้งคู่พบกันในงานสวนสนามที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา โดยนายคิมได้ส่งจดหมายถึงปธน.ลูคาเชนโก เพื่อย้ำถึงความตั้งใจในการยกระดับความสัมพันธ์ยุคใหม่ของสองประเทศให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

สถาบันเกาหลีเพื่อการวิเคราะห์การป้องกันประเทศ (KIDA) ให้ความเห็นกับสื่อต่างประเทศว่า การที่ปธน.เบลารุสเดินทางเยือนเกาหลีเหนือในครั้งนี้อาจเป็นไปเพื่อให้กลุ่มประเทศที่ต่อต้านระเบียบโลกของชาติตะวันตก ได้แสดงพลังและเสริมสร้างความสามัคคีในกลุ่มให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ทั้งนี้เกาหลีเหนือตกอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกมาอย่างยาวนาน โดยส่วนใหญ่มีชนวนเหตุมาจากโครงการอาวุธนิวเคลียร์และการทดสอบขีปนาวุธ รวมไปถึงการสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามรุกรานยูเครน

หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้และชาติตะวันตกประเมินว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ส่งกำลังพลหลายพันนาย พร้อมด้วยยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ทั้งกระสุนปืนใหญ่ และขีปนาวุธ ไปยังรัสเซีย โดยเฉพาะในภูมิภาคเคิร์สก์ โดยข้อมูลจากเกาหลีใต้ระบุว่า มีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตจากการสู้รบแล้วประมาณ 2,000 นาย และบาดเจ็บอีกหลายพันนาย

นักวิเคราะห์มองว่า สิ่งที่เกาหลีเหนือได้รับเป็นการตอบแทนจากรัสเซีย คือความช่วยเหลือด้านการเงิน เทคโนโลยีทางทหาร เสบียงอาหาร และพลังงาน ซึ่งการกระชับมิตรภาพครั้งนี้สามารถเห็นได้ชัดจากการเดินทางเยือนเกาหลีเหนือของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในปี 2024 ซึ่งช่วยให้เกาหลีเหนือลดการพึ่งพาจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักรายเดียวมาอย่างยาวนานลงได้

ขณะเดียวกัน องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศยังคงเดินหน้าประณามความโหดร้ายของระบอบเกาหลีเหนือ ทั้งในเรื่องการซ้อมทรมาน การประหารชีวิตในที่สาธารณะ การกักขังประชาชนในค่ายกักกันนักโทษ การบังคับใช้แรงงานทาส ตลอดจนการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกและการเคลื่อนไหวของประชาชน

ด้านปธน.ลูคาเชนโกก็ได้พยายามนำเบลารุสเข้าหารัสเซียอย่างเต็มตัว ทั้งยังใช้นโยบายจัดการผู้เห็นต่างอย่างเด็ดขาดตลอดช่วง 3 ทศวรรษที่ครองอำนาจ โดยชาติตะวันตกได้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อเบลารุสเนื่องจากการสนับสนุนรัสเซียในการรุกรานยูเครน และการใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงในปี 2020

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กลับมีความพยายามที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเบลารุส โดยมีการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรและส่งคำเชิญให้เบลารุสเข้าร่วม คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ส่งผลให้ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เบลารุสมีการปล่อยตัวนักโทษจำนวนมาก ซึ่งรวมไปถึงการปล่อยตัวนักโทษครั้งใหญ่ 250 รายเมื่อต้นเดือนนี้

อย่างไรก็ตามยังมีนักโทษการเมืองอีกหลายร้อยคนที่ยังถูกคุมขัง โดยส่วนใหญ่ถูกจับกุมหลังการเลือกตั้งปี 2020 ที่ปธน.ลูคาเชนโกคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย ท่ามกลางเสียงครหาจากฝ่ายค้านว่าเป็น “การเลือกตั้งลวงโลก”

ทั้งนี้ การที่ปธน.ทรัมป์เคยพบปะกับนายคิม จองอึน มาแล้วในวาระแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่าอาจมีการการพบกันครั้งใหม่เกิดขึ้น ในระหว่างที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนจีนในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้หลังขอเลื่อนกำหนดการมาแล้วครั้งหนึ่ง.

ที่มา: AFP

สหรัฐฯ เตรียมส่ง “กองพลร่มที่ 82” เกือบ 4,000 นาย บุกตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ เตรียมส่ง "กองพลร่มที่ 82" เกือบ 4,000 นาย บุกตะวันออกกลาง

25 มี.ค. 2569 16:05 น.

สหรัฐฯ เตรียมส่ง “กองพลร่มที่ 82” เกือบ 4,000 นาย บุกตะวันออกกลาง

แหล่งข่าวระบุ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมส่งทหารพลร่มหน่วยรบพิเศษ “กองพลร่มที่ 82” เพิ่มอีกเกือบ 4,000 นาย เข้าสู่สมรภูมิตะวันออกกลาง เสริมกำลังรบทางบกท่ามกลางสถานการณ์สงครามกับอิหร่านที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แม้ “โดนัลด์ ทรัมป์” จะอ้างว่าการเจรจาคืบหน้า ขณะผลโพลชี้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เริ่มไม่เห็นด้วยกับสงครามครั้งนี้

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมเคลื่อนกำลังพลจากกองพลร่มที่ 82 (82nd Airborne Division) ซึ่งเป็นหน่วยรบระดับหัวกะทิจากค่ายฟอร์ตแบรกก์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา จำนวน 3,000 ถึง 4,000 นาย มุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง โดยหน่วยนี้มีความสามารถพิเศษในการกระโดดร่มลงสู่พื้นที่ปฏิบัติการได้ภายใน 18 ชั่วโมงหลังได้รับคำสั่ง

แหล่งข่าวยืนยันว่า ยังไม่มีการตัดสินใจส่งทหารเข้าไปในดินแดนอิหร่านโดยตรง แต่การเสริมกำลังครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับปฏิบัติการในอนาคต และเพื่อขยายทางเลือกทางทหารให้ครอบคลุมถึง “การปฏิบัติการภาคพื้นดินในดินแดนอิหร่าน” ซึ่งรวมถึงแผนการส่งทหารเข้ายึดชายฝั่งเพื่อควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และการบุกเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันถึง 90% ของอิหร่าน

นับตั้งแต่ปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สถานการณ์ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในอิหร่านไปแล้วกว่า 9,000 จุด และมีทหารอเมริกันเสียชีวิตแล้ว 13 นาย และบาดเจ็บอีก 290 นาย ในจำนวนนี้บาดเจ็บสาหัส 10 นาย ทั้งนี้ ก่อนการส่งทัพเสริมครั้งนี้ สหรัฐฯ มีทหารประจำการในภูมิภาคแล้วกว่า 50,000 นาย พร้อมด้วยกองเรือบรรทุกเครื่องบินและหน่วยนาวิกโยธินบนเรือยูเอสเอส บ็อกเซอร์ (USS Boxer)

ความเคลื่อนไหวทางทหารครั้งใหญ่เกิดขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามส่งสัญญาณในเชิงบวกผ่านโซเชียลมีเดียว่ามีการเจรจาที่ “เกิดดอกออกผล” กับเตหะราน และได้ระงับแผนการทิ้งระเบิดโรงไฟฟ้าในอิหร่านไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านได้ออกมาปฏิเสธทันควันว่า “ไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น”

การตัดสินใจส่งทหารราบเข้าสู่สมรภูมิถือเป็นความเสี่ยงสูงสำหรับทรัมป์ เนื่องจากขัดกับคำมั่นสัญญาในช่วงหาเสียงที่ว่าจะไม่พาประเทศเข้าสู่สงครามครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ผลสำรวจล่าสุดจาก Reuters/Ipsos พบว่าชาวอเมริกันเพียง 35% ที่เห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่าน ซึ่งลดลงจากสัปดาห์ก่อน และมีชาวอเมริกันถึง 61% ไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามครั้งนี้.

ที่มา Reuters

เอเชียงัดสูตรยุคโควิด รับมือวิกฤตน้ำมัน ทำงานจากบ้าน-ลดใช้พลังงาน-ช่วยค่าครองชีพ

เอเชียงัดสูตรยุคโควิด รับมือวิกฤตน้ำมัน ทำงานจากบ้าน-ลดใช้พลังงาน-ช่วยค่าครองชีพ

25 มี.ค. 2569 15:31 น.

เอเชียงัดสูตรยุคโควิด รับมือวิกฤตน้ำมัน ทำงานจากบ้าน-ลดใช้พลังงาน-ช่วยค่าครองชีพ

ประเทศต่าง ๆ ทั่วเอเชียกำลังหวนใช้มาตรการแบบยุคโควิด-19 อีกครั้ง ทั้งนโยบายทำงานจากที่บ้าน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานโลกจากสงครามอิหร่าน ที่กระทบราคาน้ำมันอย่างรุนแรง

ภูมิภาคเอเชียถือเป็นภูมิภาคที่เจอผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้แบบเต็ม ๆ เนื่องจากต้องพึ่งพาน้ำมันดิบกว่า 80% ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮฮร์มุซ ซึ่งปัจจุบันถูกปิดกั้นเกือบทั้งหมด หลังสงครามปะทุเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

แม้ยังไม่มีประเทศใดในเอเชียบังคับใช้ Work From Home หรือการทำงานจากบ้านอย่างเป็นทางการ แต่หลายประเทศเริ่มพิจารณาอย่างจริงจัง

ด้านสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency)  หรือ IEA ได้ออกข้อเสนอเพื่อลดแรงกดดันด้านพลังงาน เช่น การทำงานจากบ้าน ลดการเดินทางโดยเครื่องบิน และประหยัดพลังงานในชีวิตประจำวัน

พร้อมกันนี้ IEA ยังประกาศระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ ราว 400 ล้านบาร์เรล เพื่อช่วยบรรเทาวิกฤต

ฟาติห์ บิรอล ผู้อำนวยการบริหารของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ย้ำว่า มาตรการลักษณะนี้เคยพิสูจน์แล้วว่าได้ผล เช่นในช่วง ที่รัสเซียรุกรานยูเครน ที่ยุโรปสามารถลดการพึ่งพาพลังงานรัสเซียและยังคงรักษาระบบไฟฟ้าได้

หลายประเทศเริ่มลงมือจริง: เกาหลีใต้-ฟิลิปปินส์-ไทย

ในประเทศเกาหลีใต้รัฐบาลเปิดแคมเปญให้ประชาชนลดการใช้พลังงาน เช่น อาบน้ำให้สั้นลง ชาร์จมือถือช่วงกลางวัน และใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ขณะที่รัฐมนตรีพลังงาน ระบุว่า มาตรการทำงานจากบ้าน (Work From Home) เป็นแนวคิดที่ดี และกำลังอยู่ระหว่างพิจารณา

ด้านฟิลิปปินส์ซึ่งพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมาก ได้ลดวันทำงานในหน่วยงานรัฐบางแห่ง พร้อมประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน โดยนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ผู้นประเทศเตือนว่าสถานการณ์นี้เป็นภัยคุกคามเร่งด่วน ต่อความมั่นคงพลังงาน

ขณะที่ในประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ เช่น งดเดินทางต่างประเทศ ตั้งแอร์สูงกว่า 25 องศา เลี่ยงการใส่สูท ใช้บันไดแทนลิฟต์ และสนับสนุนการทำงานจากที่บ้าน

ปากีสถาน-ศรีลังกา-สิงคโปร์ ใช้มาตรการเข้ม

ปากีสถาน ปิดโรงเรียน 2 สัปดาห์ และเพิ่มการทำงานจากบ้าน

ศรีลังกา ประกาศให้ทุกวันพุธเป็นวันหยุดราชการ เพื่อยืดอายุการใช้น้ำมัน

ส่วนสิงคโปร์แนะนำประชาชนและธุรกิจใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ใช้รถยนต์ไฟฟ้า และตั้งอุณหภูมิแอร์ให้สูงขึ้น

นอกจากนี้หลายประเทศยังเริ่มออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนโดยตรง

อย่างประเทศญี่ปุ่นรัฐบาลเตรียมใช้งบสำรอง 8 แสนล้านเยน เพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันให้อยู่ที่ราว 170 เยนต่อลิตร

ด้าน นิวซีแลนด์ เตรียมจ่ายเงินช่วยเหลือครอบครัวรายได้น้อย สัปดาห์ละ 50 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ เพื่อลดผลกระทบจากราคาพลังงาน

ขณะที่ ออสเตรเลีย เผชิญปัญหาปั๊มน้ำมันขาดแคลนจากการกักตุน และออกกฎหมายเพิ่มโทษผู้ฉวยโอกาสขึ้นราคาน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการหลายอย่างจะคล้ายยุคโควิด แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือนโยบายการเงิน โดยในครั้งนี้ ธนาคารกลางไม่ได้ลดดอกเบี้ย แต่กลับมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน

ธนาคารกลางของประเทศออสเตรเลีย ได้ขึ้นดอกเบี้ยแล้ว 2 ครั้งในปีนี้ และเตือนว่าความเสี่ยงด้านพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ดันเงินเฟ้อ

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นทำให้เงินเฟ้อสูง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจฉุดเศรษฐกิจให้ชะลอตัว.

ที่มา : channelnewsasia

ฮ่องกงจับเจ้าของร้านหนังสือ-พนักงาน ปมขายหนังสือชีวประวัติ “จิมมี ไหล”

ฮ่องกงจับเจ้าของร้านหนังสือ-พนักงาน ปมขายหนังสือชีวประวัติ "จิมมี ไหล"

25 มี.ค. 2569 15:03 น.

ฮ่องกงจับเจ้าของร้านหนังสือ-พนักงาน ปมขายหนังสือชีวประวัติ “จิมมี ไหล”

สถานีโทรทัศน์ TVB ของฮ่องกงรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมตัว นายพง ยัต-หมิง เจ้าของร้านหนังสือ “บุ๊ก พันช์” (Book Punch) และพนักงานอีก 3 คน โดยถูกกล่าวหาว่าจำหน่ายสิ่งพิมพ์ที่มีเนื้อหา “ปลุกระดม” ซึ่งรวมถึงหนังสือชื่อ “The Troublemaker” ซึ่งเป็นชีวประวัติของจิมมี ไหล มหาเศรษฐีสื่อและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ถูกจำคุก

ปัจจุบันร้านหนังสือ “บุ๊ก พันช์” ได้ติดป้ายประกาศ “หยุดพักชั่วคราวเนื่องจากเหตุฉุกเฉิน” ขณะที่โฆษกตำรวจไม่ได้ให้ความเห็นโดยตรงต่อการจับกุม แต่ระบุเพียงว่าตำรวจ “จะดำเนินการตามสถานการณ์จริงและเป็นไปตามกฎหมาย”

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายจิมมี ไหล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี ที่ถูกสั่งปิดไปแล้ว ถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในข้อหาสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติและปลุกระดม ซึ่งถือเป็นคดีความมั่นคงแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดของฮ่องกง

มาร์ก คลิฟฟอร์ด ผู้เขียนหนังสือเล่มดังกล่าวซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในนิวยอร์ก ให้สัมภาษณ์ว่า “หากข่าวนี้เป็นจริง มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและย้อนแย้งอย่างยิ่ง ที่การขายหนังสือเกี่ยวกับชายที่ติดคุกเพราะการทำหน้าที่สื่อสารมวลชนและการส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออก กลับต้องถูกตั้งข้อหาปลุกระดมเสียเอง”

ภายใต้กฎหมายความมั่นคงภายในหรือ “มาตรา 23” ที่เพิ่งบังคับใช้ ผู้กระทำผิดในข้อหาปลุกระดมมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี และหากพบว่ามีการสมคบกับต่างชาติ โทษจะเพิ่มเป็นสูงสุด 10 ปี

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (23 มี.ค.) รัฐบาลฮ่องกงเพิ่งประกาศแก้ไขกฎระเบียบใหม่ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถยึดสิ่งของที่ต้องสงสัยว่ามี “เจตนาปลุกระดม” ได้ทันที นอกจากนั้น ตำรวจที่มีหมายศาลสามารถบังคับให้ผู้ต้องสงสัยส่งมอบ “รหัสผ่าน” โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ หากขัดขืนจะมีความผิดทั้งจำและปรับ

เอเลน เพียร์สัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียของฮิวแมนไรท์วอตช์ ระบุว่า “ฮ่องกงเริ่มเหมือนดินแดนดิสโทเปียขึ้นทุกที เริ่มจากการจับกุมเจ้าของหนังสือพิมพ์ ต่อมาคือการจับคนขายหนังสือเกี่ยวกับเขา คำถามคือใครจะเป็นรายต่อไป?” เธอยังชี้ว่าการไล่ล่าความมั่นคงทางการเมืองอย่างไม่สิ้นสุดของทางการ จะกลับกลายเป็นตัวสร้างความไม่มั่นคงเสียเอง.

ที่มา The Guardian

สหรัฐฯ ยื่นแผน 15 ข้อถึงอิหร่าน หวังยุติสงครามตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์ยังตึงเครียด

สหรัฐฯ ยื่นแผน 15 ข้อถึงอิหร่าน หวังยุติสงครามตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์ยังตึงเครียด

25 มี.ค. 2569 15:00 น.

สหรัฐฯ ยื่นแผน 15 ข้อถึงอิหร่าน หวังยุติสงครามตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์ยังตึงเครียด

สำนักข่าวต่างประเทศเผยรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอแผนหยุดยิง 15 ข้อ ต่ออิหร่าน เพื่อหาทางยุติสงครามที่กำลังสั่นคลอนภูมิภาคตะวันออกกลาง

รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เสนอแผนหยุดยิง 15 ข้อให้กับอิหร่าน เมื่อช่วงค่ำวันอังคารที่ผ่านมา ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับข้อเสนอ

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวถูกเสนอขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่กองทัพสหรัฐฯ กำลังเตรียมส่งกำลังทหารเพิ่มเติมอย่างน้อย 1,000 นาย ไปยังตะวันออกกลาง เพื่อเสริมกำลังจากเดิมที่มีอยู่ราว 50,000 นายในภูมิภาค

ปากีสถานเป็นตัวกลางส่งแผน – เปิดทางเจรจารอบใหม่

แหล่งข่าวระบุว่า แผนหยุดยิงดังกล่าวถูกส่งถึงอิหร่านผ่านตัวกลางจากปากีสถาน ซึ่งได้เสนอเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจารอบใหม่ระหว่างวอชิงตันและเตหะราน

รายงานระบุว่าเดอะ นิวยอร์กไทมส์ เป็นสื่อรายแรกที่เปิดเผยว่า ข้อเสนอนี้ได้ถูกส่งถึงเจ้าหน้าที่อิหร่านแล้ว

ทั้งนี้ แหล่งข่าวให้ข้อมูลโดยไม่เปิดเผยชื่อ เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ

เพนตากอนขยับ ส่งนาวิกโยธินเพิ่มอีกหลายพันนาย

ขณะเดียวกันเพนตากอนอยู่ระหว่างการส่งหน่วยนาวิกโยธิน 2 หน่วยไปยังภูมิภาค ซึ่งจะเพิ่มกำลังทหารอีกประมาณ 5,000 นาย พร้อมด้วยกำลังพลทางเรืออีกหลายพันนาย

แหล่งข่าวระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของโดนัลด์ ทรัมป์ที่ต้องการเพิ่มความยืดหยุ่นสูงสุดในการตัดสินใจขั้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าทางทหารหรือการเจรจาทางการทูต

อิสราเอลแปลกใจ หลังหนุนสหรัฐฯ เดินหน้าสงคราม

ด้านเจ้าหน้าที่อิสราเอล ซึ่งก่อนหน้านี้สนับสนุนให้สหรัฐฯ เดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน แสดงความประหลาดใจต่อการยื่นข้อเสนอหยุดยิงครั้งนี้ โดยจนถึงขณะนี้ทำเนียบขาวยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อรายงานดังกล่าวแต่อย่างใด

ที่มา : AP

OpenAI ประกาศหยุดให้บริการ “Sora” แอปฯสร้างวิดีโอด้วย AI แม้เปิดให้บริการมาเพียง 6 เดือน

OpenAI ประกาศหยุดให้บริการ "Sora" แอปฯสร้างวิดีโอด้วย AI แม้เปิดให้บริการมาเพียง 6 เดือน

25 มี.ค. 2569 14:12 น.

OpenAI ประกาศหยุดให้บริการ “Sora” แอปฯสร้างวิดีโอด้วย AI แม้เปิดให้บริการมาเพียง 6 เดือน

สะเทือนวงการเทคโนโลยี! OpenAI ประกาศปิดตัวแอปฯสร้างวิดีโอ “Sora” แม้เปิดตัวได้เพียง 6 เดือน พร้อมหันไปมุ่งพัฒนา AI เขียนซอฟต์แวร์-วิเคราะห์ข้อมูล หวังกู้กำไรก่อนจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์

OpenAI ผู้นำด้านธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการเทคโนโลยีเมื่อวานนี้ (24 มี.ค.) ด้วยการประกาศยุติการพัฒนา Sora แอปพลิเคชันสร้างวิดีโอจากข้อความด้วย AI แม้เพิ่งเปิดตัวมาได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น โดยระบุสั้น ๆ ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “เราขอโบกมือลาโซระ” เพื่อปรับทิศทางบริษัทไปมุ่งเน้นการพัฒนาเครื่องมือสำหรับภาคธุรกิจแทน

การสั่งยุติโครงการในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางคำถามถึงความยั่งยืนของโมเดลธุรกิจของ Sora เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการประมวลผลวิดีโอนั้นสูงมากจนแซงหน้าผลกำไร แม้ว่าปัจจุบันแอปฯ Sora จะมียอดผู้ใช้งานสูงถึง 1,000 ล้านคนต่อวันก็ตาม

รายงานจาก The Wall Street Journal ระบุว่า Sam Altman ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI ได้แจ้งถึงการปรับทิศทางใหม่นี้แก่พนักงานด้วยตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับคำแถลงของ Fidji Simo หัวหน้าฝ่ายแอปพลิเคชัน ที่ย้ำกับทีมงานว่าห้ามวอกแวกไปกับ ภารกิจรอง (Side Quests) แต่ให้ทุ่มเททรัพยากรไปกับการพัฒนา “เอไอตัวแทน” (Agentic AI) หรือระบบปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติบนคอมพิวเตอร์ เช่น การเขียนซอฟต์แวร์ หรือการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก

นอกจากนี้ การปิดตัว Sora ยังส่งผลให้ดีลยักษ์ใหญ่ที่ทำไว้กับ Disney เมื่อเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมาต้องล่มลงทันที โดยเดิมทีดิสนีย์เตรียมทุ่มงบลงทุนสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32,700 ล้านบาท) เพื่อแลกกับการเข้าถึงเทคโนโลยี Sora มาใช้ผลิตคอนเทนต์บนบริการสตรีมมิ่ง Disney+ รวมถึงการนำตัวละครดังมาโลดแล่นในรูปแบบวิดีโอ AI

ทางด้านโฆษกของดิสนีย์แถลงผ่าน The Hollywood Reporter ว่า “เราเคารพการตัดสินใจของ OpenAI ที่จะถอยจากธุรกิจวิดีโอและหันไปมุ่งหน้าพัฒนา AI ในธุรกิจอื่น โดยดิสนีย์จะยังคงเดินหน้าหาพันธมิตรด้าน AI รายอื่น ๆ เพื่อเข้าถึงแฟนคลับด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยยังคงคำนึงถึงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ผลงานอย่างมีความรับผิดชอบต่อไป”

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ความเคลื่อนไหวของ OpenAI ในครั้งนี้เป็นการเร่งสร้างผลกำไรจากภาคธุรกิจเพื่อเตรียมความพร้อมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต.

ที่มา: France24