อิสราเอล-เลบานอน เจรจาตรงครั้งแรกรอบ 30 ปี หวังยุติสู้รบ

อิสราเอล-เลบานอน เจรจาตรงครั้งแรกรอบ 30 ปี หวังยุติสู้รบ

15 เม.ย. 2569 07:00 น.

อิสราเอล-เลบานอน เจรจาตรงครั้งแรกรอบ 30 ปี หวังยุติสู้รบ

อิสราเอลและเลบานอนเปิดการเจรจาทางการทูตโดยตรงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี ท่ามกลางความพยายามยุติการสู้รบกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

วันที่ 15 เมษายน 2569 ผู้แทนอิสราเอลและเลบานอนเข้าร่วมการเจรจาทางการทูตโดยตรงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี การหารือดังกล่าวจัดขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดีซี ของสหรัฐฯ โดยมีนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็นคนกลาง ซึ่งระบุว่าเป็น โอกาสทางประวัติศาสตร์ ในการลดอิทธิพลของฮิซบอลเลาะห์และยุติความขัดแย้ง

แถลงการณ์ของสหรัฐฯ ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงจะเริ่มต้นการเจรจาโดยตรงเพิ่มเติมในอนาคต แม้ยังไม่ได้กำหนดเวลาและสถานที่ ขณะที่อิสราเอลย้ำจุดยืนต้องการปลดอาวุธกลุ่มติดอาวุธนอกภาครัฐทั้งหมด ทางด้านเลบานอนเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที พร้อมเสนอให้มีมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาวิกฤตด้านมนุษยธรรมภายในประเทศ

ทั้งนี้ อิสราเอลและเลบานอนไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน และการเจรจาระดับสูงโดยตรงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2536 ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงตึงเครียด โดยมีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 ศพ นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนเมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา และในวันเดียวกับที่มีการเจรจา ฮิซบอลเลาะห์อ้างว่าได้เปิดฉากโจมตีอิสราเอลอย่างน้อย 24 ครั้ง ขณะที่ระบบเตือนภัยทางอากาศในพื้นที่ภาคเหนือของอิสราเอลดังขึ้นตลอดทั้งวัน

ทางด้าน สหรัฐฯ เชื่อว่าการเจรจาครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ขณะที่นายโจเซฟ อูน ประธานาธิบดีเลบานอน แสดงความหวังว่าการหารือจะนำไปสู่การยุติความทุกข์ยากของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ความพยายามต้องเผชิญข้อจำกัด เนื่องจากรัฐบาลเลบานอนไม่สามารถควบคุมฮิซบอลเลาะห์ได้เต็มที่ โดยตัวแทนระดับสูงของกลุ่มยืนยันว่าจะไม่ผูกพันกับข้อตกลงใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเจรจาครั้งนี้. 

ทรัมป์ส่งสัญญาณฟื้นเจรจาอิหร่านใน 2 วัน ท่ามกลางปิดล้อมท่าเรือ

ทรัมป์ส่งสัญญาณฟื้นเจรจาอิหร่านใน 2 วัน ท่ามกลางปิดล้อมท่าเรือ

15 เม.ย. 2569 06:33 น.

ทรัมป์ส่งสัญญาณฟื้นเจรจาอิหร่านใน 2 วัน ท่ามกลางปิดล้อมท่าเรือ

ทรัมป์ส่งสัญญาณว่าการเจรจาเพื่อยุติสงครามกับอิหร่านอาจกลับมาเริ่มต้นอีกครั้งภายใน 2 วันข้างหน้า หลังการหารือรอบล่าสุดล้มเหลวในช่วงสุดสัปดาห์ ด้านยูเอ็นมองมีโอกาสสูงที่การเจรจาจะเริ่มใหม่

วันที่ 15 เมษายน 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กโพสต์ ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่การเจรจาจะกลับไปจัดขึ้นอีกครั้ง ที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน พร้อมกล่าวว่า บางอย่างอาจเกิดขึ้นในอีกสองวันข้างหน้า

โดยคำกล่าวของทรัมป์เกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ ตัดสินใจใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรือและพื้นที่ชายฝั่งของอิหร่าน เพื่อกดดันทางเศรษฐกิจ หลังการเจรจาหยุดยิงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ ยังไม่มีเรือลำใดฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อม โดยมีเรือพาณิชย์อย่างน้อย 6 ลำที่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของกองกำลังสหรัฐฯ และหันกลับไปยังท่าเรืออิหร่าน

ทางด้านนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่การเจรจาจะกลับมาเริ่มต้นอีกครั้ง โดยบอกว่า แหล่งข่าวจากประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย ปากีสถาน และอิหร่าน เปิดเผยว่า คณะเจรจาของทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านอาจเดินทางกลับไปยังปากีสถานภายในสัปดาห์นี้ แม้ยังไม่มีการกำหนดวันอย่างเป็นทางการ

 อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสำคัญของโลก หลังถูกโจมตีทางอากาศจากสหรัฐฯ และอิสราเอลตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่สหรัฐฯ ส่งเรือรบมากกว่าสิบลำและกำลังพลราว 10,000 นาย เพื่อบังคับใช้มาตรการปิดล้อม โดยมีเป้าหมายตัดรายได้หลักของอิหร่านจากการส่งออกน้ำมันและค่าธรรมเนียมการผ่านเส้นทางเดินเรือ โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการนี้วยังคงดำเนินต่อไปเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน.

กาตาร์เผยติดต่อทุกฝ่ายในสงครามอิหร่าน รวมถึงเลบานอนและปากีสถาน พร้อมหนุนฟื้นเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน

กาตาร์เผยติดต่อทุกฝ่ายในสงครามอิหร่าน รวมถึงเลบานอนและปากีสถาน พร้อมหนุนฟื้นเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน

15 เม.ย. 2569 01:40 น.

กาตาร์เผยติดต่อทุกฝ่ายในสงครามอิหร่าน รวมถึงเลบานอนและปากีสถาน พร้อมหนุนฟื้นเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน

กาตาร์เผยว่ายังคงติดต่อกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการเจรจาและลดความตึงเครียดในภูมิภาค

วันที่ 15 เมษายน 2569 นายมาเจ็ด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ เปิดเผยว่า กาตาร์อยู่ระหว่างประสานงานกับทางการเลบานอน โดยย้ำว่าเลบานอนเป็นประเด็นสำคัญ ไม่เพียงต่อภูมิภาค แต่ยังส่งผลต่อประเทศอื่นทั่วโลก พร้อมระบุว่า แม้จะไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม แต่กาตาร์ยังคงติดต่อกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในสงครามอิหร่าน พร้อมทั้งมีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ปากีสถาน ซึ่งเป็นผู้จัดการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายอัล-อันซารี กล่าวชื่นชมบทบาทของปากีสถาน โดยระบุว่า กาตาร์สนับสนุนความพยายามของปากีสถาน ในการผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง ด้านปากีสถานยืนยันว่า กำลังเร่งดำเนินการเพื่อดึงสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเจรจาเพิ่มเติม หลังการหารือแบบเผชิญหน้าครั้งสำคัญยุติลงเมื่อวันอาทิตย์โดยไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้.

ที่มา AFP

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านยืดเยื้อ

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านยืดเยื้อ

14 เม.ย. 2569 23:34 น.

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านยืดเยื้อ

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอย หากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านยืดเยื้อและราคาพลังงานพุ่ง อาจทำให้การเติบโตปี 2569 ต่ำกว่า 2% ใกล้ภาวะวิกฤต

วันที่ 14 เมษายน 2569 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของไอเอ็มเอฟ (World Economic Outlook) ระบุว่า เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านยังยืดเยื้อ และราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด หากราคาน้ำมัน ก๊าซ และอาหารพุ่งสูงต่อเนื่องในปีนี้และปีหน้า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 อาจลดลงต่ำกว่า 2% ซึ่งเข้าใกล้ภาวะถดถอย โดยสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2523 ล่าสุดคือช่วงการระบาดของโควิด-19

โดย รายงานของ IMF ระบุว่า ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงกว่า 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังสงครามปะทุและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญได้ถูกปิดกั้น ขณะเดียวกันการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านก็จบลงแบบไร้ข้อสรุป

นายปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ระบุว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ จะทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูง อัตราว่างงานเพิ่มขึ้น และบางประเทศเผชิญปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เขายังเตือนว่า แม้สงครามจะยุติทันที ผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันอาจรุนแรงใกล้เคียงวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 แม้โลกปัจจุบันจะพึ่งพาพลังงานฟอสซิลน้อยลงก็ตาม

ภายใต้สมมติฐานที่รุนแรง ราคาน้ำมันอาจเฉลี่ยแตะ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปีนี้ และเพิ่มเป็น 125 ดอลลาร์ในปี 2570 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอาจพุ่งสูงถึง 6% ในปีหน้า และอาจบีบให้ธนาคารกลางหลายประเทศต้องขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์คลี่คลายในไม่กี่สัปดาห์ และการผลิตพลังงานกลับสู่ภาวะปกติภายในกลางปีนี้ เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตที่ 3.1% แม้จะต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 3.3%

ทั้งนี้ IMF ชี้ว่า ความสามารถในการรับมือของแต่ละประเทศจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ และทางเลือกในการส่งออกพลังงาน.

ที่มา BBC

ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา ที่สหรัฐฯ ผลักดัน ชี้เอนเอียงเข้าข้างอิสราเอล พร้อมย้ำว่าจะไม่เจรจาเฟส 2

 ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา ที่สหรัฐฯ ผลักดัน ชี้เอนเอียงเข้าข้างอิสราเอล พร้อมย้ำว่าจะไม่เจรจาเฟส 2

14 เม.ย. 2569 22:42 น.

ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา ที่สหรัฐฯ ผลักดัน ชี้เอนเอียงเข้าข้างอิสราเอล พร้อมย้ำว่าจะไม่เจรจาเฟส 2

ฮามาสปฏิเสธแผนปลดอาวุธกาซาที่สหรัฐฯ ผลักดัน ชี้เอนเอียงเข้าข้างอิสราเอล พร้อมย้ำไม่คุยเฟส 2 จนกว่าอิสราเอลทำตามข้อตกลงเฟสแรกครบถ้วน

วันที่ 14 เมษายน 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า กลุ่มฮามาสได้แจ้งต่อผู้ไกล่เกลี่ยในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ขอปฏิเสธแผนปลดอาวุธกาซา ที่เสนอโดยนายนิโคไล มลาเดนอฟ ผู้แทนระดับสูงด้านกาซาในคณะกรรมการสันติภาพที่นำโดยสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดกรอบให้กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ปลดอาวุธ เพื่อแลกกับการเริ่มต้นฟื้นฟูพื้นที่หลังสงครามพร้อมกันนี้จะไม่เข้าร่วมการเจรจาในระยะที่ 2 ของข้อตกลงหยุดยิง จนกว่าอิสราเอลจะดำเนินการตามเงื่อนไขของระยะที่ 1 อย่างครบถ้วน

โดยแหล่งข่าวฮามาสระบุว่า เงื่อนไขสำคัญก่อนเริ่มการเจรจาระยะที่ 2 คือ อิสราเอลต้องยุติการละเมิดข้อตกลง การโจมตี และสถานการณ์อดอยากในกาซาอย่างสิ้นเชิง พร้อมทั้งดำเนินการตามข้อตกลงระยะที่ 1 ให้ครบถ้วน ข้อเรียกร้องยังรวมถึง การถอนทหารทั้งหมด การเปิดจุดผ่านแดนราฟาห์ การอนุญาตความช่วยเหลือและสินค้าเข้าสู่กาซา การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงโรงพยาบาล ระบบไฟฟ้า และแหล่งน้ำ

อย่างไรก็ตาม ฮามาสย้ำว่าประเด็นการปลดอาวุธต้องเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ครอบคลุม ซึ่งต้องรับรองสิทธิในการกำหนดอนาคตของชาวปาเลสไตน์ ไม่ใช่เพียงข้อตกลงบางส่วน ขณะเดียวกัน อิสราเอลระบุว่าจะไม่เดินหน้าสู่การเจรจาระยะต่อไป หากไม่มีความคืบหน้าเรื่องการปลดอาวุธของฮามาส ทำให้การเจรจาอยู่ในภาวะชะงักงัน

ก่อนหน้านี้ ข้อตกลงระยะที่ 1 ของแผนสันติภาพทรัมป์ ส่งผลให้การสู้รบยุติลง มีการปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลทั้งหมดที่ยังถูกควบคุมตัวโดยฮามาส แลกกับนักโทษปาเลสไตน์ และกองทัพอิสราเอลถอนกำลังบางส่วนออกจากกาซา อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่มีการประกาศเริ่มระยะที่ 2 ในช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา การเจรจายังไม่คืบหน้า โดยระยะที่ 2 มีเป้าหมายให้เกิดการยุติสงครามอย่างถาวร พร้อมการปลดอาวุธและการถอนทหารอิสราเอลทั้งหมด

ทั้งนี้ ความขัดแย้งครั้งล่าสุดเริ่มต้นจากการโจมตีของฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 โดยข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,200 ศพ และถูกจับเป็นตัวประกัน 251 คน ก่อนที่ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลจะคร่าชีวิตผู้คนในกาซาไปแล้วมากกว่า 72,330 ศพ.

ที่มา BBC 

เกาหลีใต้จำคุกหญิงวัย 90 ปี ฟอกเงินค้ายาเสพติดให้ลูกชายที่ถูกคุมขังในกัมพูชา

เกาหลีใต้จำคุกหญิงวัย 90 ปี ฟอกเงินค้ายาเสพติดให้ลูกชายที่ถูกคุมขังในกัมพูชา

14 เม.ย. 2569 16:46 น.

เกาหลีใต้จำคุกหญิงวัย 90 ปี ฟอกเงินค้ายาเสพติดให้ลูกชายที่ถูกคุมขังในกัมพูชา

ศาลเมืองอินชอนของเกาหลีใต้ตัดสินจำคุกหญิงชราวัย 90 ปี เป็นเวลา 1 ปี หลังพบหลักฐานชัดเจนว่าช่วยฟอกเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติดให้กับลูกชาย ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการค้ายาข้ามชาติที่ขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในประเทศกัมพูชา

ศาลแขวงอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยหญิงวัย 90 ปีเศษ (ไม่ระบุชื่อ) เป็นเวลา 1 ปี พร้อมสั่งริบเงินจำนวน 386 ล้านวอน (ประมาณ 8.4 ล้านบาท) ในข้อหาละเมิดกฎหมายพิเศษว่าด้วยการป้องกันการค้ายาเสพติดให้โทษ

จากคำฟ้องของอัยการระบุว่า ระหว่างเดือนเมษายน 2020 ถึงกุมภาพันธ์ 2022 จำเลยได้รับเงินโอนจากบุคคลนิรนามรวม 9 ครั้ง เป็นเงินรวมกว่า 386.42 ล้านวอน ก่อนจะโอนเงินดังกล่าวต่อไปยังบัญชีธนาคารตามที่ลูกชายสั่งการ เพื่อเป็นการอำพรางแหล่งที่มาของเงินหรือการฟอกเงิน

แม้จำเลยจะพยายามต่อสู้คดีโดยอ้างว่าไม่ทราบถึงที่มาของเงิน แต่ศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าคำกล่าวอ้างฟังไม่ขึ้น โดยมีเหตุผลสนับสนุนว่าจำเลยเคยเดินทางไปกัมพูชาถึง 5 ครั้งในปี 2019 และได้รับแจ้งทางโทรศัพท์เกี่ยวกับการที่ลูกชายถูกจับกุมที่นั่น โดยศาลเชื่อว่าจำเลยย่อมทราบดีว่าเงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจผิดกฎหมายของลูกชาย

สำหรับลูกชายของจำเลยซึ่งอยู่ในวัย 60 ปีเศษ ถูกจับกุมที่ประเทศกัมพูชาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020 ในข้อหาครอบครองยาไอซ์ และยังคงถูกคุมขังอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ผลการสอบสวนพบว่าเขาใช้โทรศัพท์มือถือลักลอบบงการเครือข่ายค้ายาจากภายในเรือนจำ โดยมีการจัดส่งยาเสพติดเข้าไปยังเกาหลีใต้อย่างน้อย 9 ครั้ง ในช่วงปี 2019 ถึง 2022

ผู้พิพากษาระบุในคำวินิจฉัยว่า “การกระทำของจำเลยทำให้การติดตามยึดทรัพย์สินที่ได้จากความผิดทำได้ยากขึ้น และเป็นการสนับสนุนการแพร่ระบาดของยาเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างร้ายแรง จึงจำเป็นต้องลงโทษอย่างเด็ดขาด”

อย่างไรก็ตาม ศาลได้พิจารณา เหตุบรรเทาโทษ เนื่องจากจำเลยมีอายุกว่า 90 ปี รวมถึงไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน และกระทำความผิดตามคำสั่งของลูกชาย อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัจจัยด้านอายุและอิทธิพลจากครอบครัว แต่ศาลเกาหลีใต้ยังคงยืนหยัดในการลงโทษจำคุกเพื่อแสดงให้เห็นถึงความร้ายแรงของคดียาเสพติดและการฟอกเงินในระดับสากล.

ที่มา Korea Herald

อดีตนักเรียนบุกกราดยิงในโรงเรียนตุรกี บาดเจ็บ 16 ราย ก่อนปลิดชีพตัวเอง

อดีตนักเรียนบุกกราดยิงในโรงเรียนตุรกี บาดเจ็บ 16 ราย ก่อนปลิดชีพตัวเอง

14 เม.ย. 2569 16:20 น.

อดีตนักเรียนบุกกราดยิงในโรงเรียนตุรกี บาดเจ็บ 16 ราย ก่อนปลิดชีพตัวเอง

เกิดเหตุระทึกขวัญในเมืองซีเวเรค จังหวัดชานลึอูร์ฟา ประเทศตุรกี เมื่ออดีตนักเรียนวัย 19 ปี บุกกราดยิงภายในโรงเรียน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 16 ราย เป็นนักเรียนถึง 10 คน ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดเผย ผู้ก่อเหตุตัดสินใจปลิดชีพตัวเองขณะถูกตำรวจปิดล้อม

นายฮาซัน ชึลดัก ผู้ว่าราชการจังหวัดชานลึอูร์ฟา ออกแถลงการณ์ด่วนกรณีเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอซีเวเรค ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 16 ราย โดยระบุว่าผู้ก่อเหตุเป็นอดีตนักเรียนวัย 19 ปี ของโรงเรียนดังกล่าว  ได้ตัดสินใจใช้อาวุธปืนปลิดชีพตัวเองในที่เกิดเหตุหลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกดดันและปิดล้อมจนไม่สามารถหนีได้

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 16 ราย ประกอบด้วย นักเรียน 10 ราย, ครู 4 ราย, เจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 ราย และผู้ประกอบการร้านค้าสวัสดิการอีก 1 ราย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดยืนยันว่าไม่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้นอกจากตัวผู้ก่อเหตุเอง

ปัจจุบัน ผู้บาดเจ็บ 12 ราย กำลังรับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐซีเวเรค ขณะที่อีก 4 รายที่มีอาการในระดับปานกลาง รวมถึงนักเรียน 1 ราย ได้ถูกส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์ครบครันในตัวเมืองเพื่อรับการรักษาที่เข้มข้นขึ้น โดยแพทย์ระบุว่าทุกคนอยู่ในอาการที่ทรงตัวและได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

นายชึลดัก เปิดเผยข้อมูลด้านการศึกษาของผู้ก่อเหตุว่า เคยเป็นนักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนจะย้ายออกไปเรียนในระบบการศึกษาทางไกล โดยในช่วงเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไประงับเหตุอย่างรวดเร็วและต้อนผู้ก่อเหตุให้จนมุมภายในอาคารโรงเรียน เมื่อผู้ก่อเหตุรู้ตัวว่าไม่สามารถหลบหนีการจับกุมได้ จึงตัดสินใจใช้ปืนยิงตัวเองเสียชีวิตทันที

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ทำการอพยพนักเรียนและบุคลากรออกจากโรงเรียนเพื่อความปลอดภัย พร้อมสั่งปิดพื้นที่ชั่วคราวเพื่อเก็บหลักฐาน โดยอัยการสูงสุดได้เริ่มกระบวนการสืบสวนทางกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่ฝ่ายบริหารจะเร่งตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยของโรงเรียน

ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อื่น แต่จะมีการตรวจสอบย้อนหลังอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุจูงใจและรายละเอียดทั้งหมด พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจและส่งกำลังใจไปยังชาวเมืองซีเวเรค ครอบครัวผู้บาดเจ็บ และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ.

ที่มา TRT Haber

ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร หวังซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม กระจายความเสี่ยงพลังงาน

ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร หวังซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม กระจายความเสี่ยงพลังงาน

14 เม.ย. 2569 15:00 น.

ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร หวังซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม กระจายความเสี่ยงพลังงาน

รัฐบาลฟิลิปปินส์ร้องขอให้ สหรัฐอเมริกา ขยายระยะเวลามาตรการยกเว้น เพื่อเปิดทางให้สามารถซื้อน้ำมันจาก รัสเซียได้ต่อไป ท่ามกลางความพยายามกระจายแหล่งพลังงานของประเทศ

 เจ้าหน้าที่รัฐบาลฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังรอคำตอบจากสหรัฐฯ ที่จะขยายระยะเวลามาตรการยกเว้น (waiver)  เพื่อเปิดทางให้สามารถซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้ต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าจะได้รับการอนุมัติให้ขยายเวลาเพิ่มเติม

ทางการฟิลิปปินส์ระบุว่า การเปิดทางนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย เป็นเพียงหนึ่งในกลยุทธ์เพิ่มตัวเลือกด้านพลังงาน โดยยังมองหาแหล่งนำเข้าอื่น ๆ ด้วย เช่น โคลอมเบีย, อาร์เจนตินา, แคนาดา และ สหรัฐอเมริกา เพื่อมีทางเลือกกระจายความเสี่ยง 

ก่อนหน้านี้ เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำสหรัฐฯ โฮเซ มานูเอล โรมัลเดซ ระบุว่า กรุงมะนิลากำลังทำงานร่วมกับวอชิงตัน เพื่อขอรับการยกเว้นจากมาตรการคว่ำบาตร สำหรับการซื้อน้ำมันจากประเทศที่ถูกสหรัฐฯ ลงโทษ

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้มีคำสั่งระงับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันก๊าด และก๊าซหุงต้ม (LPG) ชั่วคราว หลังได้รับอำนาจพิเศษจากรัฐสภา เพื่อปรับโครงสร้างภาษีพลังงาน

อย่างไรก็ตาม ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลยังคงคัดค้านการระงับภาษีในน้ำมันดีเซลและเบนซิน

ด้านรัฐมนตรีคลัง เฟรเดอริก โก เปิดเผยว่า คณะกรรมการประสานงบประมาณและพัฒนาเศรษฐกิจ เห็นว่าการลดภาษีดีเซลและเบนซิน อาจไม่ช่วยลดราคาหน้าปั๊มได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากยังถูกกดดันจากปัจจัยตลาดโลก ทำให้รัฐบาลเลือกใช้มาตรการแบบเฉพาะจุด มากกว่าการลดภาษีวงกว้าง.

ที่มา :channelnewsasia

“สี จิ้นผิง” ต้อนรับนายกฯ สเปน ประกาศบทบาทจีนส่งเสริม”เจรจาสันติภาพ” ในตะวันออกกลาง

"สี จิ้นผิง" ต้อนรับนายกฯ สเปน ประกาศบทบาทจีนส่งเสริม"เจรจาสันติภาพ" ในตะวันออกกลาง

14 เม.ย. 2569 14:26 น.

“สี จิ้นผิง” ต้อนรับนายกฯ สเปน ประกาศบทบาทจีนส่งเสริม”เจรจาสันติภาพ” ในตะวันออกกลาง

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบหารือกับนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปน ในกรุงปักกิ่ง เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและใช้สเปนเป็นสะพานเชื่อมสู่สหภาพยุโรป พร้อมยืนหยัดจุดยืนหนุนการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ แห่งสเปน ที่มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ในโอกาสเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายหลักในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและสหภาพยุโรป ท่ามกลางความตึงเครียดของนโยบายการค้าโลก

นายกรัฐมนตรีซานเชซ ซึ่งเดินทางเยือนจีนเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 4 ปี พยายามวางตำแหน่งให้สเปนเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างจีนและอียู ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปและสหรัฐฯ กำลังสั่นคลอนจากนโยบายกำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ผู้นำสเปนได้ระบุว่าปัญหาการขาดดุลการค้าระหว่างอียูกับจีนในปัจจุบันเป็นสถานการณ์ที่ “ไม่ยั่งยืน” และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

ด้านนายสี จิ้นผิง กล่าวกับซานเชซว่า ทั้งสองฝ่ายควรเสริมสร้างความร่วมมือท่ามกลาง “ความโกลาหลและความปั่นป่วน” ทั่วโลก และ “การต่อสู้ระหว่างความยุติธรรมและอำนาจ” เขากล่าวว่า “ทั้งจีนและสเปนเป็นประเทศที่มีหลักการและยืนหยัดเพื่อความยุติธรรม พวกเขาควรเสริมสร้างการสื่อสาร เสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อต่อต้านการถอยหลังของโลกไปสู่กฎแห่งป่า” หรือ “ผู้ที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชนะ”

เขาเสริมว่า “วิธีที่ประเทศหนึ่งปฏิบัติต่อกฎหมายระหว่างประเทศและระเบียบระหว่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์ แนวคิดเกี่ยวกับระเบียบ ค่านิยม และความรู้สึกรับผิดชอบของประเทศนั้น” และกล่าวว่า ทั้งสองประเทศควร “คว้าโอกาส” ในการร่วมมือกันในด้านการค้า พลังงานใหม่ และเทคโนโลยี

แม้ว่าการเยือนของนายกรัฐมนตรีซานเชซจะเน้นไปที่เรื่องการค้าทวิภาคี แต่เขาได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า จีนสามารถแสดงบทบาทที่ “สำคัญอย่างยิ่ง” ในการแก้ไขความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ได้

นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปน เรียกร้องให้มีการปฏิรูปเพื่อทำให้ระเบียบโลก “มีความเป็นแบบอย่างมากขึ้น” หลังจากการหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นายซานเชซกล่าวในการแถลงข่าวว่า “สิ่งที่เราต้องการคือการทุ่มเทความพยายามทั้งหมดของเราเพื่อปฏิรูประเบียบโลกที่รับประกันสันติภาพมาหลายทศวรรษ และทำให้มันมีความครอบคลุมมากขึ้น เป็นตัวแทนมากขึ้น และเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น” 

ซานเชซยังกล่าวอีกว่า เขาได้หารือกับสี จิ้นผิง เกี่ยวกับ “การปฏิรูปที่ระบบพหุภาคีของเราต้องการเพื่อให้สามารถรับรู้ความเป็นจริงของโลกหลายขั้วในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น”

นอกเหนือจากการหารือกับผู้นำสเปนแล้ว ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังได้เข้าพบกับเชค คาลิด บิน โมฮัมเหม็ด บิน ซายิด อัล นาห์ยาน มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดีบี  โดยผู้นำจีนได้ยื่นข้อเสนอ 4 ประการเพื่อสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางและอ่าวเปอร์เซีย

ประธานาธิบดีสีเน้นย้ำว่า จีนจะแสดง “บทบาทที่สร้างสรรค์” ในการผลักดันให้เกิดการเจรจาสันติภาพ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพอำนาจอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศในภูมิภาค โดยเขากล่าวอย่างมีนัยสำคัญว่า “การรักษาอำนาจของกฎหมายสากลต้องไม่ใช่การเลือกใช้ตามอำเภอใจเฉพาะตอนที่ได้ประโยชน์”

คำกล่าวของผู้นำจีนเกิดขึ้นหลังจากที่การเจรจารอบแรกระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ปากีสถานจบลงโดยไม่มีข้อตกลง โดยนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าขณะนี้เป็นหน้าที่ของอิหร่านในการตัดสินใจยุติสงคราม

สัปดาห์นี้กรุงปักกิ่งกลายเป็นศูนย์กลางการเจรจาระดับโลกอย่างแท้จริง นอกจากผู้นำจากสเปนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว ในวันอังคารนี้ยังมีผู้นำและนักการทูตระดับสูงจากอีกหลายประเทศที่เดินทางมาถึง ได้แก่ นายโต เลิม ผู้นำเวียดนาม และนายเซอเก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ซึ่งมีกำหนดการหารือกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เพื่อร่วมมือกันลดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง.

ที่มา AFP

กรีนพีซเตือนโครงสร้าง “เชอร์โนบิล” เสี่ยงพังถล่ม กัมมันตรังสีอาจรั่วไหลครั้งใหญ่

กรีนพีซเตือนโครงสร้าง "เชอร์โนบิล" เสี่ยงพังถล่ม กัมมันตรังสีอาจรั่วไหลครั้งใหญ่

14 เม.ย. 2569 12:42 น.

กรีนพีซเตือนโครงสร้าง “เชอร์โนบิล” เสี่ยงพังถล่ม กัมมันตรังสีอาจรั่วไหลครั้งใหญ่

“กรีนพีซ” เตือนโครงสร้างของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลในยูเครน เสี่ยงพังถล่มแบบไม่สามารถควบคุมได้ หลังถูกรัสเซียโจมตีจนโครงสร้างป้องกันเสียหาย ชี้หากพังลงมาจะทำให้ฝุ่นกัมมันตรังสีมหาศาลฟุ้งกระจายไปทั่วทวีปยุโรป

“กรีนพีซ” (Greenpeace) องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกได้ออกรายงานเตือนถึงความเสี่ยงระดับ “หายนะ” ที่อาจเกิดขึ้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ในยูเครน โดยระบุว่าโครงสร้างนิรภัยชั้นในที่สร้างขึ้นเพื่อกักเก็บกัมมันตรังสี กำลังอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการพังถล่ม ซึ่งจะส่งผลให้มีการปล่อยรังสีออกมาสู่สิ่งแวดล้อมในระดับที่ควบคุมไม่ได้

ปัจจุบัน ซากเตาปฏิกรณ์ที่ระเบิดเมื่อปี 1986 ถูกครอบด้วยโครงสร้างสองชั้น ได้แก่ “ซาร์โคฟากัส” (Sarcophagus) ซึ่งเป็นเหล็กและคอนกรีตชั้นในที่สร้างขึ้นอย่างเร่งด่วนหลังเกิดเหตุ และ “โครงสร้างโดมป้องกันรังสี” (New Safe Confinement) ซึ่งเป็นโดมโลหะที่ใช้เทคโนโลยีสูงชั้นนอก อย่างไรก็ตาม กรีนพีซระบุว่าจากการที่รัสเซียรุกรานยูเครนและมีการโจมตีทางอากาศเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา ส่งผลให้โดมชั้นนอกเสียหายจนไม่สามารถทำหน้าที่กักเก็บรังสีได้อย่างสมบูรณ์

ฌอน เบอร์นี ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์อาวุโสของกรีนพีซยูเครน ให้สัมภาษณ์ว่า “ภายในซาร์โคฟากัสมีฝุ่นกัมมันตรังสีเข้มข้นสูงถึง 4 ตัน รวมถึงเม็ดเชื้อเพลิงจำนวนมหาศาล หากโครงสร้างชั้นในพังถล่มลงมาในขณะที่โดมชั้นนอกยังซ่อมแซมไม่ได้ จะถือเป็นหายนะครั้งใหญ่เพราะกัมมันตรังสีจะรั่วไหลออกสู่ภายนอกทันที”

ขณะที่ เซอร์เก ทารากานอฟ ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ย้ำว่าสถานการณ์ในพื้นที่ “อันตรายมาก” โดยระบุว่าแม้ขีปนาวุธจะไม่ได้ตกใส่โดมโดยตรง แต่หากตกในระยะ 200 เมตร แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงราวกับแผ่นดินไหวก็เพียงพอที่จะทำให้โครงสร้างชั้นในที่เสื่อมสภาพพังถล่มลงมาได้ และบทเรียนจากปี 1986 สอนให้เรารู้ว่า “อนุภาคกัมมันตรังสีไม่มีพรมแดน”

แม้จะมีความจำเป็นเร่งด่วนในการรื้อถอนโครงสร้างที่ไม่มั่นคงออกเพื่อป้องกันการถล่ม แต่การดำเนินการแทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากสงครามที่ยังคงยืดเยื้อ โดยเบอร์นีระบุว่ารัสเซียยังคงยิงขีปนาวุธข้ามพื้นที่เชอร์โนบิลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเขามองว่านี่คือการทำ “สงครามนิวเคลียร์” ต่อประชาชนในยูเครนและยุโรปโดยพฤตินัย

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลฝรั่งเศสประเมินว่าโดมป้องกันรังสีของเชอร์โนบิลอาจต้องใช้เงินงบประมาณในการซ่อมแซมสูงถึงเกือบ 500 ล้านยูโร (ราว 19,000 ล้านบาท) หลังจากได้รับความเสียหายจากการโจมตีของรัสเซียในปี 2025 ที่ผ่านมา โดยรายงานของกรีนพีซในครั้งนี้ถูกเผยแพร่ออกมาเพียงไม่กี่วันก่อนจะครบรอบ 40 ปีของโศกนาฏกรรมเชอร์โนบิลในเดือนเมษายนนี้.

ที่มา AFP