“โทชิฟุมิ ซูซูกิ” บิดาแห่งร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น ผู้บุกเบิก 7-Eleven เสียชีวิตแล้วในวัย 93 ปี

"โทชิฟุมิ ซูซูกิ" บิดาแห่งร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น ผู้บุกเบิก 7-Eleven เสียชีวิตแล้วในวัย 93 ปี

25 พ.ค. 2569 11:06 น.

“โทชิฟุมิ ซูซูกิ” บิดาแห่งร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น ผู้บุกเบิก 7-Eleven เสียชีวิตแล้วในวัย 93 ปี

“โทชิฟุมิ ซูซูกิ” อดีตประธานบริษัทเซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิงส์ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น” เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว ขณะมีอายุ 93 ปี หลังสร้างอาณาจักร 7-Eleven ให้กลายเป็นเครือร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลก

บริษัท เซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิ้งส์ (Seven & i Holdings) ยักษ์ใหญ่ด้านค้าปลีกของญี่ปุ่น ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในวันนี้ (25 พ.ค.) ว่า นายโทชิฟุมิ ซูซูกิ (Toshifumi Suzuki) ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์และอดีตประธานกรรมการบริษัท ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา ด้วยวัย 93 ปี โดยพิธีศพจะจัดขึ้นอย่างเป็นส่วนตัวเฉพาะภายในครอบครัวและญาติสนิท และจะมีการจัดพิธีอำลาอย่างเป็นทางการในภายหลัง

แถลงการณ์ของบริษัทระบุว่า “พวกเราขอแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อความเมตตาและไมตรีจิตที่มีให้แก่ท่านในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ และขอแจ้งข่าวการจากไปของท่านด้วยความเคารพ” 

นายโทชิฟุมิ ซูซูกิ เกิดที่จังหวัดนางาโน สำเร็จการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยชูโอ ก่อนจะเข้าร่วมงานกับบริษัท อิโต-โยคาโด (Ito-Yokado) ในปี 1963 จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในต้นทศวรรษ 1970 ในฐานะผู้ดูแลการพัฒนาธุรกิจใหม่ เขาได้สะดุดตากับร้านสะดวกซื้อในสหรัฐฯ ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และมองเห็นโอกาสที่จะนำโมเดลนี้มาช่วยฟื้นฟูร้านค้าปลีกขนาดเล็กในญี่ปุ่น ท่ามกลางกระแสคัดค้านอย่างหนักจากทั้งภายในและภายนอกองค์กรที่มองว่า “ยังเร็วเกินไป” และร้านค้าขนาดเล็ก “ไม่มีทางประสบความสำเร็จ”

อย่างไรก็ตาม ด้วยวิสัยทัศน์ที่เฉียบคม ซูซูกิได้เดินหน้าเจรจาพันธมิตรกับบริษัท เซาท์แลนด์ (Southland Corporation) ของสหรัฐฯ และก่อตั้งบริษัท ยอร์ค-เซเว่น (ปัจจุบันคือ เซเว่น-อีเลฟเว่น เจแปน) ขึ้นในปี 1973 ก่อนจะเปิด 7-Eleven สาขาแรกของญี่ปุ่น ณ ย่านโทโยสุ กรุงโตเกียว ในเดือนพฤษภาคม ปี 1974 โดยการเปลี่ยนโฉมจากร้านขายสุราแบบดั้งเดิม

ซูซูกิไม่ได้เพียงแค่ก๊อปปี้โมเดลจากอเมริกา แต่เขาคือผู้สร้างระบบการบริหารร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ที่ใช้กันอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน ได้แก่ การจัดการสินค้าแบบรายชิ้น (Item-by-Item Management): ควบคุมการขายและสต็อกสินค้าอย่างแม่นยำเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน

กลยุทธ์ของเขายังรวมถึงการเปิดสาขาจำนวนมากกระจุกตัวในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง, ระบบจัดการข้อมูล ณ จุดขาย เพื่อนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เขายังเป็นผู้ริเริ่มนำข้าวกล่อง หรือเบนโตะ และกับข้าวสำเร็จรูปเข้ามาขายในร้าน จนกลายเป็นจุดขายหลักของเซเว่นฯ จนถึงปัจจุบัน

ความสำเร็จของเซเว่นฯ ในญี่ปุ่นเติบโตอย่างมหาศาล จนกระทั่งเมื่อบริษัทแม่ในสหรัฐฯ ประสบปัญหาทางการเงิน ซูซูกิได้นำบริษัทญี่ปุ่นเข้าซื้อกิจการของเซเว่นฯ สหรัฐฯ และชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ จนทำให้ 7-Eleven กลายเป็นเชนร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันเฉพาะในญี่ปุ่นมีสาขามากกว่า 22,000 แห่ง

ตลอดเวลาที่ซูซูกิบริหารงาน เขาดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย รวมถึงประธานและซีอีโอของ เซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิ้งส์ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 เขามักจะกล่าวกับคนรอบข้างเสมอว่า “ถ้าคุณทำในสิ่งที่ทุกคนคัดค้าน คุณจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน เพราะถ้าทุกคนคัดค้าน แปลว่านั่นคือโอกาสที่มีแค่เราคนเดียวที่คิดออก”

เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้บริหารสไตล์ “วันแมน” ที่ตัดสินใจเด็ดขาด เฉียบคม และขยายอาณาจักรไปสู่ธุรกิจธนาคาร รวมถึงแบรนด์สินค้าของตัวเอง โดยยึดเอาความต้องการของผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง

ทั้งนี้ ซูซูกิได้ประกาศลงจากตำแหน่งประธานกรรมการ เซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิ้งส์ ในเดือนพฤษภาคม ปี 2016 ด้วยวัย 83 ปี เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความขัดแย้งในบอร์ดบริหารเรื่องการตั้งประธานคนใหม่ ซึ่งในภายหลังเขาได้เผยความรู้สึกว่า เป็น “โอกาสที่ดี” ที่เขาจะได้วางมือหลังจากอุทิศตนขับเคลื่อนเศรษฐกิจและวิถีชีวิตคนญี่ปุ่นมานานหลายทศวรรษ.

ที่มา Yahoo JAPAN / AFP

ชาวมุสลิมกว่า 1.6 ล้านคนรวมตัวที่นครเมกกะ เตรียมประกอบพิธีฮัจญ์ประจำปี

ชาวมุสลิมกว่า 1.6 ล้านคนรวมตัวที่นครเมกกะ เตรียมประกอบพิธีฮัจญ์ประจำปี

25 พ.ค. 2569 09:58 น.

ชาวมุสลิมกว่า 1.6 ล้านคนรวมตัวที่นครเมกกะ เตรียมประกอบพิธีฮัจญ์ประจำปี

ชาวมุสลิมจากทั่วโลกกว่า 1.6 ล้านคนเดินทางถึงนครเมกกะ ของซาอุดีอาระเบีย ก่อนเริ่มพิธีฮัจญ์ประจำปี ท่ามกลางอุณหภูมิแตะ 48 องศาเซลเซียส และสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ผู้แสวงบุญชาวมุสลิมจากหลายประเทศรวมตัวกันที่นครเมกกะ เพื่อเตรียมประกอบพิธีฮัจญ์ โดยตลอดทั้งวัน ผู้แสวงบุญร่วมละหมาดและประกอบศาสนกิจบริเวณมัสยิด อัล ฮะรอม ก่อนจะเดินทางต่อไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ เพื่อประกอบพิธีในอีกหลายวันข้างหน้า

ผู้แสวงบุญจำนวนมากบอกว่าเฝ้ารอโอกาสนี้มาหลายปี บางคนเคยยื่นสมัครหลายครั้งก่อนจะได้รับสิทธิเดินทางมาร่วมพิธีในปีนี้ โดยหลายเสียงสะท้อนความรู้สึกปลาบปลื้มและซาบซึ้งที่ได้มาถึงนครเมกกะด้วยตนเอง

ระหว่างพิธีฮัจญ์ ผู้แสวงบุญจะประกอบพิธีเวียนรอบกะอ์บะฮ์ 7 รอบ หรือที่เรียกว่า “ฏอวาฟ” จากนั้นเดินระหว่างเนินเขาซอฟาและมัรวะฮ์ ก่อนเดินทางไปยังมีนา หลังจากนั้นจะเดินทางไปยังภูเขาอาระฟัต เพื่อยืนหยัดขอพรและภาวนา ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของพิธีฮัจญ์ ก่อนพักค้างคืนที่มุซดะลิฟะฮ์เพื่อเก็บก้อนกรวด และกลับไปยังมีนาเพื่อประกอบพิธีขว้างเสาหินเชิงสัญลักษณ์แทนการขับไล่สิ่งชั่วร้าย.

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกดิ่งกว่า 5% หลังตลาดคาดหวังข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน คลี่คลายสงคราม

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกดิ่งกว่า 5% หลังตลาดคาดหวังข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน คลี่คลายสงคราม

25 พ.ค. 2569 09:26 น.

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกดิ่งกว่า 5% หลังตลาดคาดหวังข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน คลี่คลายสงคราม

ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงมากกว่า 5% ในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ หลังนักลงทุนมีความหวังว่าสหรัฐฯ และอิหร่านอาจบรรลุข้อตกลงยุติสงครามในตะวันออกกลาง แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งสัญญาณว่ายังไม่ใกล้บรรลุข้อตกลงในเร็ววัน

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือปรับลดลง 5.1% มาอยู่ที่ 98.22 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือราว 3,580 บาทต่อบาร์เรล ในการซื้อขายเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันอาทิตย์ ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ลดลง 5.2% อยู่ที่ 91.57 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 3,340 บาทต่อบาร์เรล

แรงเทขายเกิดขึ้นหลังตลาดประเมินว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจมีทางออกผ่านการเจรจา แม้ก่อนหน้านี้นายโดนัลดฺ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียลดความคาดหวังต่อการทำข้อตกลง โดยระบุว่าได้แจ้งผู้แทนสหรัฐฯ ไม่ให้เร่งรีบ เพราะมองว่าเวลายังเป็นของฝ่ายสหรัฐฯ

ด้านนักวิเคราะห์มองว่า ราคาน้ำมันยังคงผันผวนสูงตามทิศทางการเจรจาและสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลาง ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลกในช่วงนี้ หลังความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีเป้าหมายในภูมิภาค.

พบรอยร้าวถังสารเคมีพิษในแคลิฟอร์เนีย อาจช่วยลดแรงดัน หลังอพยพประชาชนกว่า 4 หมื่นคน

พบรอยร้าวถังสารเคมีพิษในแคลิฟอร์เนีย อาจช่วยลดแรงดัน หลังอพยพประชาชนกว่า 4 หมื่นคน

25 พ.ค. 2569 08:25 น.

พบรอยร้าวถังสารเคมีพิษในแคลิฟอร์เนีย อาจช่วยลดแรงดัน หลังอพยพประชาชนกว่า 4 หมื่นคน

ความคืบหน้าล่าสุดกรณีถังเก็บสารเคมีพิษรั่วไหลในเมืองการ์เดนโกรฟ เขตออเรนจ์เคาน์ตี ล่าสุดเจ้าหน้าที่พบรอยร้าวบริเวณตัวถัง ซึ่งอาจช่วยระบายแรงดันภายในและลดความเสี่ยงการเกิดระเบิดครั้งใหญ่ได้

ก่อนหน้านี้ ทางการได้สั่งอพยพประชาชนราว 40,000 คนออกจากพื้นที่ตั้งแต่วันศุกร์ หลังถังเก็บสารเคมีเกิดการรั่วไหลและปล่อยไอระเหยปกคลุมชุมชน ซึ่งอยู่ห่างจากดิสนีย์แลนด์เพียงประมาณ 8 กิโลเมตร

ทีเจ แม็กโกเวิร์น รักษาการหัวหน้าหน่วยดับเพลิงเขตออเรนจ์เคาน์ตี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้เข้าใกล้ถังสารเคมีเมื่อคืนวันเสาร์เพื่อประเมินสถานการณ์ และพบรอยร้าวที่อาจช่วยลดแรงดันภายในถังได้บางส่วน

เขาระบุว่า ข้อมูลที่ได้จากปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก และช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินสถานการณ์ได้แม่นยำมากขึ้น แม้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าพื้นที่ปลอดภัยแล้วก็ตาม

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุของการรั่วไหล และเจ้าหน้าที่ยังไม่ยืนยันว่ารอยร้าวดังกล่าวเกี่ยวข้องกับต้นตอของเหตุหรือไม่

มีรายงานว่าถังดังกล่าวบรรจุเมทิลเมทาคริเลต (Methyl Methacrylate) ปริมาณประมาณ 26,000 ลิตร ซึ่งเป็นสารไวไฟและระเหยง่าย ใช้ในการผลิตพลาสติก

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเตือนว่าอุณหภูมิภายในถังเพิ่มสูงขึ้น จนเสี่ยงเกิดการระเบิดรุนแรง ทำให้ต้องฉีดน้ำหล่อเย็นถังอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) เตือนว่า สารชนิดนี้สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ดวงตา และระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทหากได้รับสารในปริมาณมาก

จนถึงวันอาทิตย์ ประชาชนที่อพยพยังไม่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้าพื้นที่ ขณะที่มีการเปิดศูนย์พักพิงรองรับผู้ได้รับผลกระทบ

ด้านดิสนีย์แลนด์ยืนยันว่ายังเปิดให้บริการตามปกติ แต่กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ขณะที่ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย กาวิน นิวซัม ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในเขตออเรนจ์เคาน์ตี และขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำสั่งอพยพอย่างเคร่งครัด

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่โรงงานของบริษัทจีเคเอ็น แอโรสเปซ ในเมืองการ์เดนโกรฟ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตและทดสอบชิ้นส่วนสำหรับอากาศยานพาณิชย์และทางทหาร โดยบริษัทระบุว่ากำลังทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์.

ที่มา : channelnewsasia

เวียดนามเตรียมแจกเงินจูงใจมีลูก 2 คนก่อนอายุ 35 หวังกระตุ้นอัตราเกิดที่ลดลง

เวียดนามเตรียมแจกเงินจูงใจมีลูก 2 คนก่อนอายุ 35 หวังกระตุ้นอัตราเกิดที่ลดลง

25 พ.ค. 2569 07:58 น.

เวียดนามเตรียมแจกเงินจูงใจมีลูก 2 คนก่อนอายุ 35 หวังกระตุ้นอัตราเกิดที่ลดลง

รัฐบาลเวียดนามเตรียมมอบเงินสนับสนุนให้ผู้หญิงที่มีลูก 2 คนก่อนอายุ 35 ปี เริ่มปี 2570 หวังรับมืออัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่คนรุ่นใหม่มีบุตรน้อยลง

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าว เวียดนามนิวส์ ของทางการเวียดนามรายงานว่า รัฐบาลเวียดนามเตรียมเริ่มมาตรการจูงใจทางการเงินตั้งแต่เดือนมกราคม 2570 โดยจะจ่ายเงินช่วยเหลือขั้นต่ำราว 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน หรือประมาณ 2,700 บาท ให้แก่ผู้หญิงที่มีบุตร 2 คนก่อนอายุครบ 35 ปี โดยมาตรการนี้ยังครอบคลุมผู้หญิงจากกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร

รายงานข่าวระบุว่า นอกจากเงินสนับสนุนแล้ว รัฐบาลยังเสนอมอบสิทธิประโยชน์ด้านการลาคลอด การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตร และการตรวจคัดกรองโรคแต่กำเนิดสำหรับหญิงตั้งครรภ์และทารกแรกเกิดในบางกรณี

ก่อนหน้านี้ เวียดนามเพิ่งยกเลิกนโยบายจำกัดการมีบุตรไม่เกิน 2 คนเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งใช้มายาวนานเพื่อควบคุมการเติบโตของประชากร ขณะที่แม้จำนวนประชากรของเวียดนามยังเพิ่มขึ้น แต่หลายเมืองใหญ่ โดยเฉพาะนครโฮจิมินห์ ซิตี้ กำลังเผชิญอัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ประชากรวัยแรงงานของประเทศจะถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายทศวรรษ 2030

ผู้กำหนดนโยบายของเวียดนามเตือนว่า หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป สังคมผู้สูงอายุจะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจและการเติบโตของประเทศในอนาคต.

ที่มา Vietnam News

อินเดียเผชิญคลื่นความร้อนขั้นวิกฤติ ดับจากฮีตสโตรกแล้ว 16 ศพ

อินเดียเผชิญคลื่นความร้อนขั้นวิกฤติ ดับจากฮีตสโตรกแล้ว  16 ศพ

25 พ.ค. 2569 07:25 น.

อินเดียเผชิญคลื่นความร้อนขั้นวิกฤติ ดับจากฮีตสโตรกแล้ว 16 ศพ

อินเดียเผชิญวิกฤตคลื่นความร้อนรุนแรง มีผู้เสียชีวิตจากภาวะฮีตสโตรกแล้วอย่างน้อย 16 ราย ขณะที่หลายเมืองทั่วประเทศอุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 45 องศาเซลเซียส ท่ามกลางคำเตือนด้านสุขภาพ

ทางการอินเดียระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากภาวะฮีตสโตรกทั้งหมดอยู่ในรัฐเตลังกานาทางตอนใต้ของอินเดีย โดยนายปงกูเลติ ศรีนิวาส เรดดี รัฐมนตรีฝ่ายรายได้ของรัฐ เรียกร้องให้หน่วยงานต่าง ๆ เฝ้าระวังทั่วทั้งรัฐเพื่อปกป้องสุขภาพประชาชนจากอันตรายของคลื่นความร้อน

โดยแถลงการณ์จากสำนักงานของเรดดีระบุว่า ความรุนแรงของสภาพอากาศร้อนได้เพิ่มขึ้นถึงระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ประกาศเตือนประชาชนล่วงหน้าเกี่ยวกับวิธีป้องกันตัวในช่วงคลื่นความร้อน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเตือนว่า อุณหภูมิที่สูงจัดอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ เลือดข้นขึ้น และในกรณีรุนแรงอาจทำให้อวัยวะภายในล้มเหลวได้

ทางการรัฐเตลังคานายังแนะนำให้ผู้สูงอายุ เด็ก และสตรีมีครรภ์ หลีกเลี่ยงการออกจากบ้านในช่วงเวลากลางวัน เว้นแต่มีความจำเป็น

ก่อนหน้านี้ กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย ได้คาดการณ์ว่า หลายพื้นที่ของประเทศจะเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยและคลื่นความร้อนรุนแรงต่อเนื่อง

ในกรุงนิวเดลีและเมืองใกล้เคียง อุณหภูมิยังคงสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสตลอดทั้งสัปดาห์ ส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากประชาชนต้องเปิดเครื่องปรับอากาศและพัดลมอย่างหนักเพื่อคลายร้อน

นอกจากอากาศร้อนจัดในช่วงกลางวันแล้ว อุณหภูมิในเวลากลางคืนยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ประชาชนแทบไม่มีเวลาพักจากความร้อน

อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ยังเป็นประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 3 ของโลก และยังพึ่งพาถ่านหินในการผลิตพลังงานเป็นหลัก แม้รัฐบาลจะประกาศเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2070 ก็ตาม

ทั้งนี้ สถิติอุณหภูมิสูงสุดอย่างเป็นทางการของอินเดียอยู่ที่ 51 องศาเซลเซียส วัดได้ที่เมืองพาโลดี รัฐราชสถาน เมื่อปี 2016.

ที่มา : channelnewsasia

ตำรวจตุรกีบุกอาคารที่ทำการฝ่ายค้าน หลังผู้นำพรรคถูกสั่งปลด

ตำรวจตุรกีบุกอาคารที่ทำการฝ่ายค้าน หลังผู้นำพรรคถูกสั่งปลด

25 พ.ค. 2569 05:29 น.

ตำรวจตุรกีบุกอาคารที่ทำการฝ่ายค้าน หลังผู้นำพรรคถูกสั่งปลด

ตำรวจตุรกีบุกอาคารที่ทำการพรรคฝ่ายค้านหลักของประเทศ หลังจากผู้นำพรรคไม่ยอมทำตามคำสั่งศาลที่ประกาศให้การรับตำแหน่งของเขากับคณะบริหารชุดปัจจุบันเป็นโมฆะ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. 2569 ตำรวจปราบจลาจลของตุรกีใช้กำลังบุกเข้าไปภายในอาคารที่ทำการสำนักงานใหญ่ของพรรค “ประชาชนสาธารณรัฐ” (CHP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักของประเทศ เพียงไม่กี่วันหลังจากศาลมีคำสั่งปลดคณะผู้บริหารพรรคออกจากตำแหน่ง

ปฏิบัติการดังกล่าวทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มฝ่ายค้าน โดยมีกลุ่มควันจากแก๊สน้ำตาพวยพุ่งอยู่ภายนอกอาคาร ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงอังการา ขณะที่ภาพวิดีโอจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นผู้ที่อยู่ภายในอาคารกำลังตะโกนและขว้างปาข้าวของไปยังประตูทางเข้า และใช้สายยางฉีดน้ำใส่เจ้าหน้าที่

เออซูร์ เออเซล ผู้นำพรรค CHP ประกาศกร้าวไว้ว่าจะขัดขืนคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ที่ออกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (21 พ.ค.) ซึ่งประกาศให้ผลการเลือกตั้งผู้นำพรรคของเขาเป็นโมฆะ จากข้อครหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง แต่ความเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นการกระชับอำนาจให้แน่นหนายิ่งขึ้นของประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน

ศาลมีคำตัดสินว่านายเออเซลจะต้องถูกแทนที่โดยนาย เคมาล คิลิชดาโรลู นักการเมืองอาวุโสวัย 77 ปีของพรรค ซึ่งเคยพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีให้แก่ประธานาธิบดีเอร์โดอันมาแล้วในปี 2566

เออซูร์ เออเซล ผู้นำพรรค CHP ผู้ถูกให้ออกจากตำแหน่ง
เออซูร์ เออเซล ผู้นำพรรค CHP ผู้ถูกให้ออกจากตำแหน่ง

“เรากำลังถูกโจมตี” นายเออเซลกล่าวในข้อความวิดีโอที่แชร์บนแพลตฟอร์ม X ในขณะที่กองกำลังความมั่นคงพยายามบุกเข้าไปในอาคาร ซึ่งมีรายงานการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนของเขากับกลุ่มผู้สนับสนุนของนายคิลิชดาโรลูด้วย

ในเวลาต่อมา นายเออเซลได้เดินออกมาจากตัวอาคารและกล่าวกับฝูงชนที่รวมตัวกันอยู่ด้านนอกว่า “พวกพยายามจะถอนรากถอนโคนและขับไล่พวกเราออกไป—แล้วจะให้พวกเราไปอยู่ที่ไหน?”

นายเออเซลประกาศว่า นับจากนี้เป็นต้นไป พรรคจะ “ออกไปอยู่บนท้องถนนหรือตามลานจัตุรัสต่างๆ และจะเดินหน้ามุ่งสู่การครองอำนาจ” หลังจากนั้น เขาได้เริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังรัฐสภาตุรกี โดยนำขบวนผู้สนับสนุนหลายร้อยคนเดินประท้วงไปตามท้องถนนในกรุงอังการา

ทั้งนี้ คำตัดสินของศาลในครั้งนี้เป็นการพลิกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเมื่อปี 2568 ที่เคยยกฟ้องข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้งภายในพรรค CHP ซึ่งส่งผลให้นายเออเซลได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคในตอนนั้น

นอกจากนี้ คำตัดสินดังกล่าวยังหมายความว่าคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนตัว และเป็นที่เข้าใจกันว่าการตัดสินใจต่าง ๆ ของคณะกรรมการชุดเดิมจะไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไป

ด้านองค์กรสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมนไรท์วอทช์” ออกมาเตือนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลของเอร์โดอันกำลังบ่อนทำลายประชาธิปไตยของตุรกีด้วยการใช้ “กลยุทธ์ที่มิชอบด้วยกฎหมาย” ต่อพรรค CHP

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เนทันยาฮูเผย ทรัมป์เห็นพ้องข้อตกลงต้องขจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์อิหร่าน

เนทันยาฮูเผย ทรัมป์เห็นพ้องข้อตกลงต้องขจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์อิหร่าน

25 พ.ค. 2569 04:20 น.

เนทันยาฮูเผย ทรัมป์เห็นพ้องข้อตกลงต้องขจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์อิหร่าน

เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลเผยว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เห็นพ้องกับเขาว่า ข้อตกลงใดๆ กับอิหร่าน จำเป็นต้องมีการกำจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์ให้หมดไป รวมถึงการรื้อถอนโรงงานเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. 2569 นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอลออกมากล่าวว่า ตัวเขาและประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มีความเห็นพ้องต้องกันว่า ข้อตกลงขั้นสุดท้ายใด ๆ กับอิหร่าน จะต้องขจัดภัยคุกคามทางนิวเคลียร์จากรัฐบาลเตหะรานให้หมดสิ้นไป

เนทันยาฮูโพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน Telegram โดยระบุว่าการกำจัดภัยคุกคามดังกล่าว จำเป็นต้องมีการรื้อถอนโรงงานเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ของอิหร่าน และต้องมีการขนย้ายวัสดุนิวเคลียร์ที่ผ่านการเสริมสมรรถนะแล้วออกไปจากอาณาเขตของอิหร่าน

แหล่งข่าวจากอิสราเอลเปิดเผยว่า ในระหว่างการต่อสายโทรศัพท์พูดคุยเกี่ยวกับข้อตกลงที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เนทันยาฮูยังได้แจ้งต่อทรัมป์ด้วยว่า อิสราเอลจะยังคงมีอิสระในการปฏิบัติการต่อต้านภัยคุกคามต่าง ๆ ในเลบานอนต่อไป

แหล่งข่าวรายเดิมระบุว่า สหรัฐฯ คอยรายงานข้อมูลความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจากับอิหร่านให้ทางอิสราเอลรับทราบอย่างต่อเนื่อง

“ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เขาจะยืนหยัดอย่างมั่นคงในการเจรจาตามข้อเรียกร้องเดิมของเขา นั่นคือการรื้อถอนโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและการขนย้ายยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมดออกจากดินแดนของอิหร่าน” แหล่งข่าวกล่าว “และเขาจะไม่ลงนามในข้อตกลงขั้นสุดท้ายอย่างแน่นอนหากเงื่อนไขเหล่านี้ไม่ได้รับการตอบสนอง”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลวอชิงตันและอิหร่าน “เจรจาเสร็จสิ้นเป็นส่วนใหญ่” แล้ว เรื่องการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ฝ่ายอิหร่านยืนยันว่า เส้นทางเดินเรือสายสำคัญแห่งนี้จะยังคงอยู่ในการควบคุมของพวกเขาต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนปล่อยจรวดส่งนักบินอวกาศปฏิบัติภารกิจในวงโคจรโลกนาน 1 ปี

จีนปล่อยจรวดส่งนักบินอวกาศปฏิบัติภารกิจในวงโคจรโลกนาน 1 ปี

25 พ.ค. 2569 02:47 น.

จีนปล่อยจรวดส่งนักบินอวกาศปฏิบัติภารกิจในวงโคจรโลกนาน 1 ปี

จีนปล่อยยานอวกาศพร้อมกับนักบินอวกาศ 3 คน ขึ้นสู่วงโคจรโลกแล้ว โดยนักบินจะปฏิบัติภารกิจนาน 1 ปี เพื่อปูทางไปสู่การส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ในปี 2573

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. 2569 จีนดำเนินการปล่อยยานอวกาศในภารกิจ “เสินโจว-23” (Shenzhou-23) ซึ่งจะส่งผลให้นักบินอวกาศของจีนได้ใช้เวลาปฏิบัติภารกิจในวงโคจรยาวนาน 1 ปีเต็มเป็นครั้งแรก นับเป็นก้าวสำคัญในการปูทางไปสู่การส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ภายในปี 2573 ตามแผนของรัฐบาลปักกิ่ง

จรวดลองมาร์ช 2-เอฟ (Long March 2-F) ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าท่ามกลางกลุ่มเปลวเพลิงและควันไฟตรงตามเวลาที่กำหนด ณ เวลา 23:08 น. ตามเวลาท้องถิ่นจากศูนย์ปล่อยดาวเทียม “จิ่วฉวน” (Jiuquan) บริเวณทะเลทรายโกบี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

องค์การอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมแห่งประเทศจีน (CMSA) เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า ยานอวกาศได้แยกตัวออกจากจรวดหลังจากถูกปล่อยออกไปประมาณ 10 นาที และเข้าสู่วงโคจรเป็นที่เรียบร้อย

“นักบินอวกาศทุกคนอยู่ในสภาพร่างกายที่ดี และการปล่อยยานประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์” องค์การอวกาศฯ ระบุเสริม

สำหรับภารกิจในครั้งนี้ หลี่ เจียอิง (Li Jiaying) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบอุปกรณ์บรรทุก และอดีตสารวัตรตำรวจฮ่องกง จะสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักบินอวกาศคนแรกจากฮ่องกงที่ได้เข้าร่วมภารกิจอวกาศของจีน

ส่วนสมาชิกลูกเรือคนอื่น ๆ ประกอบด้วย จู หยางจู (Zhu Yangzhu) ผู้บัญชาการภารกิจ และ จาง หยวนจื้อ (Zhang Yuanzhi) นักบิน ซึ่งทั้งสองมาจากหน่วยนักบินอวกาศของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน

หนึ่งในนักบินอวกาศทั้งสามคนมีกำหนดจะพำนักอยู่บนสถานีอวกาศเทียนกง (Tiangong) เป็นเวลาหนึ่งปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภารกิจอวกาศที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ยังคงสั้นกว่าสถิติ 14 เดือนครึ่งที่นักบินอวกาศชาวรัสเซียเคยทำไว้ในปี 2538 โดย CMSA จะตัดสินใจในภายหลังว่าจะนักบินอวกาศคนใดจะได้อยู่ต่อ โดยขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของภารกิจ

ทั้งนี้ จีนส่งนักบินอวกาศไปยังสถานีอวกาศของตัวเองมาแล้วเกือบสิบครั้ง แต่การปล่อยยานครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันสู่ดวงจันทร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นกับสหรัฐฯ ซึ่งทางสหรัฐฯ ออกมาอ้างว่า จีนมีแผนการยึดครองพื้นที่และขุดเจาะทรัพยากรบนดวงจันทร์ แต่ทางปักกิ่งได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างรุนแรง

องค์การนาซา (NASA) กำลังพยายามบรรลุเป้าหมายในการส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ให้ได้ภายในปี 2571 ซึ่งเร็วกว่าจีนสองปี โดยสหรัฐฯ มีเป้าหมายที่จะสร้างการคงอยู่บนดวงจันทร์ในระยะยาว เพื่อใช้เป็นรากฐานสำคัญไปสู่การส่งมนุษย์ไปสำรวจดาวอังคารในอนาคต

จีนเหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปีในการบรรลุเส้นตายปี 2573 ส่งผลให้จีนต้องเผชิญกับภารกิจที่ยากลำบากในการพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใหม่ทั้งหมดที่เฉพาะเจาะจงสำหรับภารกิจดวงจันทร์ พร้อมทั้งต้องพิสูจน์ว่าระบบเหล่านั้นพร้อมใช้งานจริง สิ่งนี้จะช่วยรับประกันได้ว่านักบินอวกาศของจีน ซึ่งคุ้นเคยกับความปลอดภัยในระดับหนึ่งบนสถานีอวกาศเทียนกงในวงโคจรต่ำของโลก จะสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่พื้นผิวดวงจันทร์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าได้อย่างปลอดภัย

ภารกิจเสินโจว (Shenzhou) ของจีนได้ส่งนักบินอวกาศกลุ่มละ 3 คนไปพำนักบนสถานีอวกาศเป็นเวลา 6 เดือนมาตั้งแต่ปี 2564 นอกจากนี้ องค์การอวกาศของจีนกำลังฝึกอบรมนักบินอวกาศชาวปากีสถาน 2 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นอาจจะได้เข้าร่วมภารกิจระยะสั้นบนสถานีอวกาศเทียนกงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

หนุ่มดำน้ำยิงปลา ถูกฉลามขย้ำดับที่เกรตแบริเออร์รีฟ

หนุ่มดำน้ำยิงปลา ถูกฉลามขย้ำดับที่เกรตแบริเออร์รีฟ

25 พ.ค. 2569 01:14 น.

หนุ่มดำน้ำยิงปลา ถูกฉลามขย้ำดับที่เกรตแบริเออร์รีฟ

ชายวัย 39 ปี ถูกฉลามจู่โจมจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะดำน้ำยิงปลาใกล้กับเกรตแบริเออร์รีฟ ของออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่พยายามพาเขาส่งโรงพยาบาลแต่ไม่ทันกาล

เมื่อ 24 พ.ค. 2569 ตำรวจออสเตรเลียเปิดเผยว่า ชายวัย 39 ปีรายหนึ่งเสียชีวิตหลังจากถูกฉลามโจมตีที่บริเวณแนวปะการัง “เกรตแบริเออร์รีฟ” เมื่อช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น นับเป็นเหตุฉลามโจมตีจนมีผู้เสียชีวิตเป็นรายที่ 2 ของออสเตรเลียในเดือนนี้

จุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากเมืองแคร์นส์ (Cairns) ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมไปทางใต้ประมาณ 160 กิโลเมตร โดยชายคนดังกล่าวซึ่งตำรวจไม่ได้ระบุชื่อ อาศัยอยู่ที่เมืองนี้

โฆษกสำนักงานตำรวจรัฐควีนส์แลนด์เปิดเผยว่า ผู้บาดเจ็บถูกเร่งนำตัวส่งขึ้นฝั่งหลังจากถูกฉลามกัดใกล้กับเคนเนดี โชล (Kennedy Shoal) ซึ่งเป็นแนวปะการังน้ำตื้นที่อยู่ห่างจากชายฝั่งของรัฐควีนส์แลนด์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย ออกไปประมาณ 45 กิโลเมตร

ในเวลาต่อมา ทางการระบุว่าเหยื่อเสียชีวิตจากบาดแผลฉกรรจ์ที่บริเวณศีรษะ หลังจากที่เขาถูกโจมตีในขณะที่กำลังดำน้ำยิงปลา (Spearfishing)

“เขาได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาจากน้ำโดยบุคคลอีกคนหนึ่งซึ่งอยู่ในน้ำกับเขาด้วยในตอนที่เกิดเหตุโจมตี” อีเลน เบิร์นส์ สารวัตรตำรวจรัฐควีนส์แลนด์ กล่าวในการแถลงข่าว “นั่นเป็นสิ่งเสี่ยงอันตรายและน่าสยดสยองมากที่ต้องเห็นมันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา”

ขณะนี้ ตำรวจกำลังให้การดูแลและสภาพจิตใจแก่ชายอีก 3 คนที่อยู่ในเหตุการณ์ และเป็นผู้โทรศัพท์แจ้งหน่วยยามฝั่งเพื่อขอความช่วยเหลือจากเรือส่วนตัว จากนั้นจึงเดินทางนานกว่าหนึ่งชั่วโมงเพื่อพาเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บกลับเข้าฝั่ง

หน่วยบริการฉุกเฉินของรัฐควีนส์แลนด์ระบุว่า ชายที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสมาถึงท่าเทียบเรือที่ฮัลล์ ริเวอร์ เฮดส์ ในเวลา 13.00 น. ซึ่งมีเจ้าหน้าที่กู้ชีพรอสแตนด์บายอยู่ก่อนแล้ว แต่สุดท้ายผู้บาดเจ็บก็เสียชีวิตที่จุดจอดเรือดังกล่าว

“นี่เป็นเหตุการณ์ที่น่าสลดใจสำหรับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง” เบิร์นส์กล่าว พร้อมกับเตือนประชาชนให้ “ยังคงสนุกสนานกับแนวชายฝั่งที่สวยงามของเราต่อไป แต่ต้องคอยระมัดระวังสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ”

ด้านนาย เจอราร์ด ไพก์ จากบริษัท ฮุกต์ อัป ฟิชชิง (Hooked Up Fishing) หนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า ในตอนเกิดเหตุเรือของเขาอยู่ห่างจากเคนเนดี โชล ราว 6 ไมล์ และเขาได้เห็นฉลามหัวบาตร (Bull shark) จำนวนมากที่มีพฤติกรรม “ดุร้ายและคาดเดาไม่ได้” ในบริเวณนั้น

“พวกเรากำลังตกปลาอินทรีจุด และมีปลาตัวหนึ่งถูกฝูงฉลามประมาณ 6 ตัวรุมกิน ห่างจากกราบเรือไปแค่ 4 เมตรเท่านั้น” เขาบอกกับสำนักข่าว AFP “พวกเราไม่คิดจะเอาแม้แต่ปลายนิ้วเท้าจุ่มลงน้ำเลย”

ไพก์บอกอีกว่า จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงวิทยุสื่อสารบนเรือของเขาแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากหน่วยบริการฉุกเฉินเกี่ยวกับอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้น

อนึ่ง เหตุการณ์ล่าสุดนับเป็นครั้งที่ 3 ที่ฉลามทำร้ายคนจนเสียชีวิตในออสเตรเลียในปีนี้ และเกิดขึ้นเพียง 1 สัปดาห์ นับจากเหตุการณ์ที่ชายคนหนึ่งถูกฉลามทำร้ายจนเสียชีวิตขณะกำลังดำน้ำยิงปลาในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna