คลื่นความร้อนยุโรป ดันแอร์จีนขายดีจนเกลี้ยง คนแห่ซื้อรับอากาศร้อนจัด

คลื่นความร้อนยุโรป ดันแอร์จีนขายดีจนเกลี้ยง คนแห่ซื้อรับอากาศร้อนจัด

17 ก.ค. 2569 08:08 น.

คลื่นความร้อนยุโรป ดันแอร์จีนขายดีจนเกลี้ยง คนแห่ซื้อรับอากาศร้อนจัด

ยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศจากจีนกลายเป็นสินค้าขายดีจนขาดตลาด  

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า คลื่นความร้อนที่ปกคลุมยุโรปในปีนี้ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากหันมาซื้อเครื่องปรับอากาศ หลังหลายพื้นที่เผชิญอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในเยอรมนีที่บางเมืองมีอุณหภูมิพุ่งเกิน 40 องศาเซลเซียส และยังมีแนวโน้มเกิดคลื่นความร้อนอีกหลายระลอกก่อนสิ้นสุดฤดูร้อน

หนึ่งในสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนเคลื่อนที่ได้ของบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติจีน  ซึ่งออกแบบให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านอาคารของหลายประเทศในยุโรป โดยความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เครื่องปรับอากาศชนิดนี้ขายหมดเกลี้ยงในหลายร้านค้า และเริ่มมีผู้นำไปขายต่อบนเว็บไซต์มือสองในราคาสูงกว่าราคาปกติราว 750 ยูโร หรือประมาณ 28,000 บาท แพงขึ้นถึง 2-3 เท่า จนมีการสร้างเว็บไซต์ เพื่อติดตามว่าสินค้ายังมีจำหน่ายที่ใดบ้าง

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จุดเด่นของเครื่องปรับอากาศชนิดนี้คือสามารถติดตั้งได้โดยไม่ต้องเจาะผนังอาคาร จึงเหมาะกับเมืองเก่าในยุโรปที่มีกฎอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์เข้มงวด โดยตัวเครื่องภายนอกมีน้ำหนักเบาและสามารถติดตั้งไว้บริเวณหน้าต่างได้เอง กระ

กระแสความนิยมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ชาวยุโรปเริ่มหันมาใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น หลังคลื่นความร้อนเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้แบรนด์จีนที่เคยไม่เป็นที่รู้จักในตลาดยุโรป กลายเป็นหนึ่งในผู้ได้รับอานิสงส์จากสภาพอากาศสุดขั้วในปีนี้.

ที่มา BBC

จนท.ทำเนียบขาว ถูกกล่าวหาเล่นพนันคำพูดทรัมป์ โกยเงิน1 แสนดอลลาร์

จนท.ทำเนียบขาว ถูกกล่าวหาเล่นพนันคำพูดทรัมป์ โกยเงิน1 แสนดอลลาร์

17 ก.ค. 2569 06:47 น.

จนท.ทำเนียบขาว ถูกกล่าวหาเล่นพนันคำพูดทรัมป์ โกยเงิน1 แสนดอลลาร์

เจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่องช่วยอ่านบทพูดของทำเนียบขาว ถูกสอบสวนหลังเล่นพนันคำพูดประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้วยข้อมูลวงใน จนสามารถโกยเงินได้กว่า 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อ 16 ก.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่องช่วยอ่านบทพูดหรือเทเลพรอมป์เตอร์ (Teleprompter) ประจำทำเนียบขาว กำลังถูกสอบสวน หลังถูกกล่าวหาว่าใช้ข้อมูลวงในไปวางเดิมพันและทำเงินได้เกือบ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากการคาดเดาคำพูดในสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

เจ้าหน้าที่รายนี้มีชื่อว่า กาเบรียล เปเรซ ซึ่งทำงานที่ทำเนียบขาวมาตั้งแต่ปี 2559 ถูกกล่าวหาว่าแอบวางเดิมพันว่าประธานาธิบดีจะใช้คำพูดใดบ้างในระหว่างการแถลงสุนทรพจน์ต่อสาธารณะครั้งสำคัญ รวมถึงการแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภา หรือ สเตต ออฟ เดอะ ยูเนียน (State of the Union)

การซื้อขายสัญญาทายผลดังกล่าวเกิดขึ้นบน “คาลชี” (Kalshi) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มตลาดการคาดการณ์ที่อนุญาตให้ผู้ใช้เข้ามาวางเดิมพันในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงบนโลก โดยทางบริษัทยืนยันว่าได้รายงานพฤติกรรมนี้ไปยังคณะกรรมาธิการการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ (CFTC) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลแพลตฟอร์มดังกล่าวแล้ว

มีรายงานว่า ทางคาลชีได้ทำการระงับบัญชีของเปเรซไว้ก่อนที่เขาจะสามารถถอนเงินกำไรใด ๆ ออกไปได้

ทางแพลตฟอร์มเปิดเผยกับ BBC ว่า นักวิเคราะห์ของบริษัทเริ่มสังเกตเห็นการวางเดิมพันที่ผิดปกติใน “ตลาดทายคำพูด” เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งตลาดนี้เป็นสัญญาที่เปิดให้ผู้ใช้เข้ามาทายว่าผู้พูดจะใช้คำศัพท์ทั่วไป เช่น ชื่อประเทศเฉพาะเจาะจง คำศัพท์ทางเศรษฐกิจ หรือสโลแกนหาเสียง หรือไม่

จากการตรวจสอบข้อมูลบัญชีผู้ใช้ บริษัทพบว่าผู้ใช้งานรายนี้เป็นพนักงานของรัฐบาลกลางที่ทำหน้าที่ควบคุมเทเลพรอมป์เตอร์ของทำเนียบขาว ทางแพลตฟอร์มจึงได้ระงับเงินจำนวนมากกว่า 90,000 ดอลลาร์สหรัฐเอาไว้ก่อนที่จะมีการถอนออกไป

ทางด้าน คาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกหญิงประจำทำเนียบขาว แถลงว่าประธานาธิบดีทรัมป์รับทราบเรื่องของเจ้าหน้าที่เทเลพรอมป์เตอร์รายนี้แล้ว และขณะนี้พนักงานคนดังกล่าวได้ถูกสั่งพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่าเปเรซจะไม่ทำงานที่ทำเนียบขาวอีกต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่ เป็นคืนที่ 6 ติดต่อกัน

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่ เป็นคืนที่ 6 ติดต่อกัน

17 ก.ค. 2569 04:00 น.

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่ เป็นคืนที่ 6 ติดต่อกัน

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศเข้าใส่อิหร่านระลอกใหม่ โดยเป็นการโจมตีคืนที่ 6 ติดต่อกัน ขณะที่ฝ่ายอิหร่านรายงานว่า เกิดเสียงระเบิดหลายครั้งที่เมืองท่าทางตอนใต้ของประเทศ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ก.ค. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองแทมปา ในรัฐฟลอริดา และทำหน้าที่ควบคุมดูแลกองกำลังทหารสหรัฐฯ ในความขัดแย้งกับอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่อิหร่านระลอกใหม่แล้ว

Centcom ระบุว่า การโจมตีทางอากาศซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 21:30 น. ของวันพฤหัสบดี ตามเวลาท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์ “เพื่อลดทอนขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านลงไปอีก” โดยนี่นับเป็นคืนที่ 6 ติดต่อกันแล้วที่สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน

ด้านองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (IRIB) รายงานเมื่อเย็นวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่นว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้น 3 ครั้ง ในพื้นที่ทางตะวันตกของเมือง บันดาร์อับบาส ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญทางชายฝั่งตอนใต้ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม IRIB ระบุว่า ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุระเบิดดังกล่าวมีสาเหตุจากอะไร และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันอังคาร ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านว่า โจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซหลายครั้ง ซึ่งเป็นชนวนเหตุให้สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีรอบใหม่ และกลายเป็นการยิงอาวุธตอบโต้กันในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

แคนาดาอ่วม เผชิญไฟป่า 800 จุด ควันลอยลงใต้ สหรัฐฯ เตือนคุณภาพอากาศ

แคนาดาอ่วม เผชิญไฟป่า 800 จุด ควันลอยลงใต้ สหรัฐฯ เตือนคุณภาพอากาศ

17 ก.ค. 2569 03:16 น.

แคนาดาอ่วม เผชิญไฟป่า 800 จุด ควันลอยลงใต้ สหรัฐฯ เตือนคุณภาพอากาศ

เกิดเหตุไฟป่าปะทุขึ้นมากกว่า 800 จุดทั่วประเทศแคนาดา ในขณะที่ควันไฟลอยลงมาทางใต้ ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาต้องประกาศเตือนภัยด้านคุณภาพในหลายรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 16 ก.ค. 2569 อ้างข้อมูลจากระบบข้อมูลไฟป่าแคนาดา ว่า ปัจจุบันมีไฟป่าที่กำลังปะทุอยู่ทั้งหมด 858 จุด ทั่วแคนาดา ซึ่งรวมถึงไฟป่าที่เกิดใหม่ถึง 30 จุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นไฟป่าที่ยังไม่สามารถควบคุมได้

กลุ่มไฟป่าขนาดใหญ่ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐออนแทรีโอ เป็นต้นตอที่ส่งกลุ่มควันหนาทึบและมลพิษทางอากาศปกคลุมเมือง ธันเดอร์ เบย์ และโทรอนโต รวมถึงมีกลุ่มควันเบาบางลอยตัวสูงในชั้นบรรยากาศพัดผ่านทะเลสาบเกรตเลกส์และเหนือรัฐนิวยอร์ก จนท้องฟ้ามืดสลัว

ดัชนีคุณภาพอากาศของสหรัฐฯ ชี้ว่า คุณภาพอากาศในพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐทางตอนเหนืออย่างมิชิแกนและมินนิโซตาเข้าขั้น “เป็นอันตราย” (Hazardous) โดยมีคำแนะนำให้ประชาชนอาศัยอยู่แต่ภายในอาคาร

ขณะที่สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NOAA) แถลงความคืบหน้าเมื่อวันพฤหัสบดีว่า มีการประกาศเตือนภัยครอบคลุมพื้นที่ตอนบนของฝั่งมิดเวสต์, ภูมิภาคเกรตเลกส์ ยาวไปจนถึงแถบตะวันออกเฉียงเหนือ

ส่วนที่รัฐนิวยอร์ก คุณภาพอากาศในพื้นที่ทางตะวันตกของรัฐเมื่อวันพฤหัสบดี อยู่ในเกณฑ์ “ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง” (Very Unhealthy) ขณะที่ในเขตมหานครนิวยอร์ก คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ “ไม่ดีต่อสุขภาพ” (Unhealthy)

ก่อนหน้านี้เมื่อวันพุธ รัฐนิวยอร์กได้ขยายแผนรับมือภาวะฉุกเฉินจากคลื่นความร้อน และเปิดใช้งานมาตรการฉุกเฉินด้านคุณภาพอากาศ โดยมีการจัดตั้งศูนย์ลดความร้อนหลายร้อยแห่ง และแจกจ่ายหน้ากากอนามัยชนิด KN95 ทั่วทั้งเมือง

ทั้งนี้ แม้จะมีการคาดการณ์ว่าจะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองกระจายตัวเป็นวงกว้างในรัฐออนแทรีโอของแคนาดาตลอดช่วง 2-3 วันข้างหน้า แต่ปริมาณฝนที่ตกลงมาอาจยังไม่เพียงพอที่จะช่วยบรรเทาความรุนแรงของไฟป่าได้มากนัก

IQAir บริษัทติดตามคุณภาพอากาศสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า ปัจจุบันคุณภาพอากาศในเมืองดีทรอยต์ ซึ่งเป็นเมืองในแถบมิดเวสต์ของสหรัฐฯ ย่ำแย่ที่สุดในโลก ตามมาด้วยเมืองมินนิอาโปลิส กับชิคาโกในสหรัฐฯ และเมืองโทรอนโต ในแคนาดา

สมาชิกสภานิติบัญญัติพรรครีพับลิกันในรัฐมิชิแกนได้ร่วมกันลงนามในจดหมายเปิดผนึกถึง มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการปัญหาไฟป่าของประเทศที่ดีกว่านี้ พร้อมทั้งแสดงความอึดอัดใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำรอยเป็นปีที่สามติดต่อกัน

ต่อมาในวันพฤหัสบดี นายมาร์ก คาร์นีย์ ได้ตอบกลับข้อวิพากษ์วิจารณ์จากสมาชิกสภานิติบัญญัติของสหรัฐฯ โดยระบุว่า ทั้งสองประเทศต่างมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเสริมว่ารัฐบาลของเขา “มีการติดต่อประสานงานอย่างใกล้ชิด” กับเขตและชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเสมอ

ขณะเดียวกัน ดั๊ก ฟอร์ด ผู้ว่าการรัฐออนแทรีโอ ปฏิเสธเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับแนวทางการจัดการไฟป่าของรัฐบาลของเขา โดยชี้แจงว่ามีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมากกว่า 150 ทีมที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังในพื้นที่เกิดเหตุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูกันดาเฮ ผู้ป่วยอีโบลาคนสุดท้าย ออกจากโรงพยาบาลแล้ว

ยูกันดาเฮ ผู้ป่วยอีโบลาคนสุดท้าย ออกจากโรงพยาบาลแล้ว

17 ก.ค. 2569 01:36 น.

ยูกันดาเฮ ผู้ป่วยอีโบลาคนสุดท้าย ออกจากโรงพยาบาลแล้ว

ผู้ติดเชื้ออีโบลาคนสุดท้ายในประเทศยูกันดา ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว เริ่มการนับถอยหลัง 42 วัน เพื่อประกาศเป็นประเทศปลอดเชื้ออีโบลา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 16 ก.ค. 2569 ว่า ผู้ป่วยโรคอีโบลาคนสุดท้ายที่เข้ารับการรักษาในยูกันดาได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล และเดินทางกลับบ้านได้แล้ว ทำให้ในประเทศนี้ไม่มีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันเหลืออยู่แล้ว แต่ยังต้องรออีก 42 วันเพื่อประกาศเป็นประเทศปลอดเชื้อได้

ผู้ป่วยรายแรกในการระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo) ในยูกันดาครั้งนี้ได้รับการยืนยันเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยผู้ป่วยเป็นชายที่เดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านและเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาด เพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาล

ขณะนี้ทางการของดีอาร์คองโกกำลังต่อสู้เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ขณะที่สหรัฐอเมริกาได้ขยายมาตรการจำกัดการเดินทางสำหรับพลเมืองอเมริกันที่เคยเดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกแล้ว

สำหรับในยูกันดา การนับถอยหลังเป็นเวลา 42 วันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ก่อนที่จะสามารถประกาศให้เป็นประเทศที่ปลอดเชื้ออีโบลาได้อย่างเป็นทางการ หากไม่มีการพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว

“สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ด้วยการตรวจพบที่รวดเร็ว การรักษาที่ทันท่วงที และระบบสาธารณสุขที่แข็งแกร่ง เราจะสามารถเอาชนะอีโบลาได้” ดร. คริส บาร์โยมุนซี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของยูกันดากล่าว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขได้กระตุ้นเตือนให้ประชาชน “ยังคงต้องเฝ้าระวัง” ต่อไป โดยระบุในแถลงการณ์บนแพลตฟอร์ม X ว่า “หากคุณมีอาการ เช่น มีไข้ อาเจียน ท้องเสีย หรือมีเลือดออกโดยไม่ทราบสาเหตุ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที”

ทั้งนี้ ยูกันดามียอดสะสมของผู้ติดเชื้ออีโบลาในการระบาดระลอกนี้อยู่ที่ 20 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้เดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ

อย่างไรก็ตาม ในประเทศที่เป็นศูนย์กลางการระบาดอย่างดีอาร์คองโก มีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้วมากกว่า 2,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตจากไวรัสมรณะชนิดนี้แล้วอย่างน้อย 796 ศพ แต่องค์การอนามัยโลกเตือนว่า จำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงอาจสูงกว่าตัวเลขอย่างเป็นทางการถึง 4 เท่า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลอิตาลีสั่งจำคุกอดีตผู้บริหารคดีสะพานถล่มที่เจนัว คร่า 43 ชีวิต

ศาลอิตาลีสั่งจำคุกอดีตผู้บริหารคดีสะพานถล่มที่เจนัว คร่า 43 ชีวิต

17 ก.ค. 2569 00:09 น.

ศาลอิตาลีสั่งจำคุกอดีตผู้บริหารคดีสะพานถล่มที่เจนัว คร่า 43 ชีวิต

ศาลอิตาลีตัดสินจำคุกอดีตผู้บริหารบริษัทผู้ให้บริการทางหลวงของอิตาลี และจำเลยร่วมอีกหลายสิบคน จากเหตุสะพานถล่มในเมืองเจนัวเมื่อ 8 ปีก่อน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 43 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569 ว่า นายโจวานนี คัสเตลลุชชี อดีตผู้บริหารบริษัท Autostrade per l’Italia (Aspi) ผู้ให้บริการทางหลวงของอิตาลี ถูกพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 12 ปี จากกรณีการพังถล่มของสะพานโมรันดี (Morandi bridge) ในเมืองเจนัว เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2561

เหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนั้นเกิดขึ้นในช่วงฤดูท่องเที่ยวท่ามกลางพายุฝน ส่งผลให้สะพานทางหลวงที่ตัดผ่านตัวเมืองพังครืนลงมา ดึงเอาทั้งรถยนต์และรถบรรทุกร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 43 ศพ

คัสเตลลุชชี ซึ่งปัจจุบันกำลังรับโทษจำคุก 6 ปีจากคดีอุบัติเหตุทางถนนเมื่อปี 2556 อยู่แล้ว เป็นหนึ่งในจำเลยทั้งหมด 57 คนที่ถูกนำตัวขึ้นศาลในเมืองเจนัว โดยมีผลคำพิพากษาที่สำคัญดังนี้

มิเคเล ดอนเฟอร์รี มิเตลลี อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกรายของบริษัททางหลวง ถูกตัดสินจำคุก 11 ปี ขณะที่ เปาโล แบร์ตี อดีตรองผู้บริหารสูงสุดอันดับสองของบริษัททางหลวง ถูกตัดสินจำคุก 5 ปีครึ่ง แม้อัยการจะขอให้ศาลจำคุกเขา 7 ปี

นายอันโตนิโน กาลาตา อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Spea (บริษัทซ่อมบำรุง) ถูกตัดสินจำคุก 5 ปีครึ่ง, เมาโร โคเล็ตตา อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้ดูแลกรมทางหลวงของกระทรวงคมนาคม ถูกตัดสินจำคุก 5 ปี

ส่วนจำเลยรายอื่นๆ มีหลายคนที่ถูกตัดสินจำคุกต่ำกว่า 2 ปีเล็กน้อย ขณะที่อีก 25 คนได้รับการยกฟ้องหรือพ้นผิดเนื่องจากคดีหมดอายุความ

ทั้งนี้ ฝ่ายอัยการกล่าวหาจำเลยว่า การซ่อมบำรุงโครงสร้างของสะพานที่ทรุดโทรมตามกาลเวลาถูกเตะถ่วงและล่าช้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมีการเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนภัยอันตรายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ

ขณะที่ทนายความฝ่ายจำเลยพยายามโต้แย้งว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้มีสาเหตุมาจากข้อบกพร่องในการออกแบบตั้งแต่แรกเริ่ม โดยสะพานแห่งนี้เปิดใช้ตั้งแต่ปี 2510 แล้ว และสายเคเบิลเฉพาะจุดถูกหุ้มด้วยคอนกรีต ซึ่งเป็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง

ครอบครัวของผู้เสียชีวิตหลายคนพอใจในคำตัดสินของศาล เช่น เอ็มมานูเอล ดิอาซ ผู้เสียน้องชายไปในเหตุการณ์นี้ เผยกับสถานีโทรทัศน์อิตาลีว่าเขา “พึงพอใจอย่างมาก” กับคำตัดสินนี้ ส่วน เอเกล โปสเซตติ ผู้สูญเสียพี่สาวและครอบครัว มองว่าโทษจำคุก 12 ปีของคัสเตลลุชชีเป็นสิ่งที่ “ยอมรับได้”

ด้านเซซาเร วัย 18 ปี ซึ่งสูญเสียผู้เป็นพ่อ กล่าวว่า การออกมาขอโทษต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกของ อาร์ริโก จีอานา ประธาน Aspi คนปัจจุบัน เป็นเพียง “น้ำตาจระเข้” พร้อมระบุว่าคนพวกนี้ขาดทั้งความเห็นอกเห็นใจและความเป็นมนุษย์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีโดนประท้วง ฉุนปลดรัฐมนตรีกลาโหม ปมขัดแย้ง ผบ.ทสส.

เซเลนสกีโดนประท้วง ฉุนปลดรัฐมนตรีกลาโหม ปมขัดแย้ง ผบ.ทสส.

16 ก.ค. 2569 23:05 น.

เซเลนสกีโดนประท้วง ฉุนปลดรัฐมนตรีกลาโหม ปมขัดแย้ง ผบ.ทสส.

ชาวยูเครนจำนวนมากออกมารวมตัวประท้วงประธานาธิบดีเซเลนสกี หลังจากเขาตัดสินใจปลดนายเฟโดรอฟ รัฐมนตรีกลาโหม ในขณะที่ยูเครนเริ่มสามารถกดดันรัสเซียได้ด้วยการใช้ฝูงโดรนโจมตี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 16 ก.ค. 2569 ว่า เกิดเหตุประท้วงในหลายเมืองของยูเครน เพื่อต่อต้านที่ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี สั่งปลดนาย มีไคโล เฟโดรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง ออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน ในขณะที่กองทัพยูเครนกำลังสามารถตอบโต้รัสเซียได้อย่างหนักหน่วง

เมื่อเช้าวันพฤหัสบดี กลุ่มฝูงชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวได้รวมตัวกันในกรุงเคียฟ พร้อมชูป้ายข้อความ เช่น “อย่าแตะต้องเฟโดรอฟ” และ “หยุดบ่อนทำลายชัยชนะ!” พร้อมทั้งตะโกนต่อว่าเซเลนสกีด้วยคำว่า “น่าละอาย!”

มีไคโล เฟโดรอฟ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของยูเครน ซึ่งเพิ่งถูกถอดจากตำแหน่ง
มีไคโล เฟโดรอฟ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของยูเครน ซึ่งเพิ่งถูกถอดจากตำแหน่ง

การตัดสินใจของเซเลนสกีครั้งนี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากในหมู่ผู้วิเคราะห์ทางเมือง กองทัพ รวมถึงภาคประชาสังคม ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่ว่าการปลดนายเฟโดรอฟ เกิดจากความขัดแย้งระหว่างเขากับนายพล โอเลกซานเดอร์ ซีร์สกี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยเรื่องนี้ได้รับการยืนยันทางอ้อมจากทั้งตัวนายเฟโดรอฟและนายเซเลนสกี

เฟโดรอฟเปิดเผยว่าเขาเคยเสนอให้เซเลนสกีเปลี่ยนตัวซีร์สกี และอันดรีย์ ฮนาตอฟ เสนาธิการทหารบก ขณะที่นายเซเลนสกียอมรับว่าความขัดแย้งระหว่างคณะเสนาธิการทหารและกระทรวงกลาโหมนั้นเป็นปัญหา “เชิงระบบ” และเกิดขึ้น “ในหลายระดับ” ซึ่งซีร์สกีและเฟโดรอฟจะทำงานร่วมกันได้ก็ต่อเมื่อมีตัวเขาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเท่านั้น

“เมื่อประธานาธิบดีบอกว่าเขาไม่มีแผนจะเปลี่ยนตัวซีร์สกี ผมก็… บอกไปว่าจะเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับเขา” เฟโดรอฟกล่าวในการแถลงข่าวของตัวเอง แต่เขากล่าวเสริมว่า “ทุกความคิดริเริ่มที่เรานำเสนอล้วนถูกขัดขวาง”

นอกจากนี้ เฟโดรอฟยังกล่าวถึงซีร์สกีว่า “แทนที่จะหาทางเอาชนะรัสเซียด้วยกลยุทธ์แบบอสมมาตร (Asymmetric warfare) ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บัญชาการทหารสูงสุด เขากลับหาทางทำให้ประเทศของเราแตกแยกแทน”

ทางด้านซีร์สกีได้เขียนข้อความสั้น ๆ บน Telegram ว่าเขารู้สึก “ภูมิใจ” กับปฏิบัติการป้องกันทางทหารรอบกรุงเคียฟในปี 2565 เมื่อครั้งที่กองทัพรัสเซียประชิดเมือง และกล่าวว่าเขาจะยังคง “มุ่งเน้นไปที่สงครามและกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ” ก่อนจะอวยพรให้เฟโดรอฟ “ประสบความสำเร็จต่อไป”

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน
โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน

ทั้งนี้ นายเฟโดรอฟในวัย 35 ปี เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่ได้รับคำชมเชยอย่างมากในการเข้ามาสร้างความกระปรี้กระเปร่าให้กับกระทรวง โดยเป็นผู้นำในการปราบปรามการทุจริต และใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์เพื่อพยายามปรับปรุงประสิทธิภาพการรบในแนวหน้า

เฟโดรอฟให้ความสำคัญกับโดรน และสงครามเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ตอนนี้ยูเครนสามารถโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย และกดดันรัฐบาลเครมลินอย่างหนัก

นอกจากนั้น ในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่ง เฟโดรอฟ ขอความร่วมมือไปยัง อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้ง SpaceX ให้ระงับไม่ให้รัสเซียใช้ประโยชน์จากดาวเทียม Starlink ในการโจมตีด้วยโดรน ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้สร้างความระส่ำระสายอย่างมากต่อการปฏิบัติการและการรุกคืบในแนวหน้าของกองทัพรัสเซีย

กระทรวงของเขายังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการโจมตีคาบสมุทรไครเมียที่ถูกรัสเซียยึดครอง โดยเมื่อเดือนที่แล้ว เฟโดรอฟได้ให้คำมั่นว่าจะ “ตัดขาด” ไครเมียออกจากรัสเซียอย่างสิ้นเชิงด้วยการใช้โดรนโจมตีระยะกลาง

สำหรับการโหวตเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทน สมาชิกรัฐสภามีกำหนดลงคะแนนเสียงในวันพฤหัสบดีนี้ โดยมีชื่อของ อีฮอร์ คลีเมนโก ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นหนึ่งในผู้ที่คาดว่าจะมาแทน อย่างไรก็ตาม เซเลนสกีระบุว่านั่นเป็นเพียงหนึ่งในรายชื่อที่กำลังพิจารณา และยังไม่มีการเสนอชื่ออย่างเป็นทางการ

เฟโดรอฟเปิดเผยว่าเซเลนสกีได้เสนอให้เขาอยู่ในทีมต่อในฐานะที่ปรึกษา แต่เขาปฏิเสธ โดยอธิบายว่าเขาไม่ได้ต้องการทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับประธานาธิบดี และยังคง “มั่นใจ” ว่าเซเลนสกี “รับฟังประชาชนชาวยูเครน รู้ว่าต้องทำอะไร และสถานการณ์จะได้รับการแก้ไขอย่างแน่นอน 100%” และย้ำด้วยว่า เขาไม่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการเลือกข้าง

อย่างไรก็ตาม ทหารในแนวหน้าและประชาชนมีปฏิกิริยากับเรื่องนี้อย่างรุนแรง เช่นนาย โอเลกซานเดอร์ ทหารยูเครน ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า “นี่คือความผิดพลาดที่เลวร้ายที่สุดของเซเลนสกีตลอดการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี”

เขาเสริมว่าตนเองสมัครเข้ากองทัพเมื่อต้นปีนี้เพราะเชื่อมั่นในทีมงานและวิสัยทัศน์ของเฟโดรอฟ “ผมไม่เห็นใครเลยที่สนับสนุนการตัดสินใจเปลี่ยนตัวเขา ไม่ว่าจะในกองทัพหรือในสังคม”

ด้าน มารีอา ลาฟริเนตส์ หญิงชาวยูเครน กล่าวที่จุดประท้วงบริเวณจัตุรัสอีวาน ฟรังโก ใจกลางกรุงเคียฟ ว่า “ฉันมีเพื่อนมากมายในกองทัพ หลายคนเสียชีวิตไปแล้ว ฉันไม่อยากให้สิ่งนี้ดำเนินต่อไป เราเห็นผลงานของ เฟโดรอฟ เราเห็นแรงผลักดันของทหาร เราควรยืนหยัดเคียงข้างพวกเขา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย อ้างละเมิดมาตรการปิดล้อม

สหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย อ้างละเมิดมาตรการปิดล้อม

16 ก.ค. 2569 22:03 น.

สหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย อ้างละเมิดมาตรการปิดล้อม

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเปล่าลำหนึ่งในอ่าวเปอร์เซีย โดยอ้างว่าเรือลำนี้กำลังเดินทางไปยังท่าเรือของอิหร่าน ซึ่งเป็นการละเมิดมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ก.ค. 2569 กองทัพสหรัฐฯ ยิงมิสไซล์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งในอ่าวเปอร์เซีย โดยระบุว่าเรือลำดังกล่าวกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าส่งออกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรการปิดล้อมทางทหารของสหรัฐฯ ซึ่งจะสกัดกั้นเรือต่างๆ ไม่ให้เดินทางเข้าหรือออกจากท่าเรือของอิหร่าน

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) แถลงว่า เรือ “เบลมา” (Belma) เพิกเฉยต่อคำเตือนหลายครั้งขณะมุ่งหน้าไปยังท่าเรือขนส่งน้ำมันบนเกาะคาร์ก (Kharg Island) ส่งผลให้เครื่องบินรบตัดสินใจสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวด้วยการ “ยิงขีปนาวุธเฮลล์ไฟร์ (Hellfire) ใส่ปล่องควันของเรือ” จนไม่สามารถใช้การได้

ตามรายงานของ MarineTraffic ซึ่งคอยติดตามข้อมูลการเดินเรือ ระบุว่า เรือเบลมาแล่นเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียเมื่อวันอังคารหลังจากผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยรายงานว่าไม่มีสินค้าอยู่บนเรือ และส่งสัญญาณระบุตำแหน่งครั้งล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดี ณ บริเวณห่างจากเกาะคาร์กไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 100 กิโลเมตร

นอกเหนือจากการโจมตีเรือเบลมาแล้ว Centcom ระบุว่าได้เปลี่ยนเส้นทางเดินเรือพาณิชย์อีก 2 ลำ ซึ่งยอมปฏิบัติตามคำสั่งในการเปลี่ยนเส้นทางแต่โดยดี

ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันอังคาร ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านว่า โจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซหลายครั้ง ซึ่งเป็นชนวนเหตุให้สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีรอบใหม่ และกลายเป็นการยิงอาวุธตอบโต้กันในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เคยใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลกับอิหร่านมาแล้วระหว่างวันที่ 13 เม.ย. ถึง 18 มิ.ย. แต่มาตรการนี้รวมถึงการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน ถูกระงับชั่วคราว ภายใต้ข้อกำหนดในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกันในวันที่ 17 มิ.ย.

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่า การหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝ่าย “สิ้นสุดลงแล้ว” และไม่คาดหวังในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้อนาคตของการเจรจาสันติภาพตกอยู่ในความไม่แน่นอนอีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เพลิงไหม้สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าในแอลจีเรีย ดับ 11 บาดเจ็บ 19

เพลิงไหม้สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าในแอลจีเรีย ดับ 11 บาดเจ็บ 19

16 ก.ค. 2569 16:51 น.

เพลิงไหม้สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าในแอลจีเรีย ดับ 11 บาดเจ็บ 19

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าและเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ ในเขตโมฮัมมาเดีย ชานกรุงแอลเจียร์ ประเทศแอลจีเรีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย และบาดเจ็บอีก 19 ราย ด้านนายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีรุดเยี่ยมผู้บาดเจ็บ พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสืบสวนหาสาเหตุอย่างละเอียด ท่ามกลางสถานการณ์คลื่นความร้อนทั่วประเทศ

นายเซฟี ฆะรีบ นายกรัฐมนตรีแอลจีเรีย ได้นำคณะรัฐมนตรี ซึ่งประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และตรวจสอบระดับการดูแลทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้นำความความแสดงความเสียใจจากประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ ส่งตรงถึงครอบครัวของผู้สูญเสียในโศกนาฏกรรมครั้งนี้

นายกรัฐมนตรีแอลจีเรีย แถลงว่า “ในนามของประธานาธิบดี ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอวิงวอนต่ออัลเลาะห์ให้ทรงรับดวงวิญญาณของพวกเขาไปสู่สุขคติ ในระหว่างที่คณะของเราเดินทางไปตรวจเยี่ยมที่โรงพยาบาลศัลยกรรมทางตานและแผลไหม้แห่งชาติซีรัลดา และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมุสตาฟา บาชา เราได้ออกคำสั่งทุกประการที่จำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าผู้บาดเจ็บทุกคนจะได้รับการดูแลรักษาอย่างดีที่สุด”

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของแอลจีเรีย เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้เมื่อเวลา 03:32 น. วันนี้ (16 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยได้ระดมรถดับเพลิง 6 คัน รถพยาบาล 6 คัน รถกระเช้า และทีมกู้ภัยในพื้นที่ลาดชัน พร้อมทั้งขอกำลังสนับสนุนจากหน่วยฝึกอบรมและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์

ยอดผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้แบ่งเป็นผู้เสียชีวิต 11 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 19 ราย แบ่งโดยผู้ถูกไฟคลอกรุนแรงต่างระดับกัน 10 ราย, ผู้มีอาการสำลักควันและหายใจติดขัด 2 ราย และผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจเฉียบพลัน/ช็อก 7 ราย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังสามารถอพยพผู้พิการและผู้มีความต้องการพิเศษจำนวน 5 ราย ออกจากพื้นที่อาคารไปยังสถานที่ปลอดภัยได้อย่างหวุดหวิด ในขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าค้นหาผู้ตกค้างภายใต้ซากปรักหักพังอย่างต่อเนื่อง

ในด้านกฎหมาย สำนักงานอัยการสูงสุดประจำศาลอุทธรณ์ได้สั่งการให้เปิดการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกโดยด่วน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของโศกนาฏกรรมที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่ชาวแอลจีเรียทั้งประเทศในครั้งนี้ และตรวจสอบว่ามีประเด็นเรื่องการกระทำความผิดทางอาญาเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่

แม้ว่าทางการจะยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสาเหตุของเพลิงไหม้ แต่มีรายงานว่า ประเทศแอลจีเรียกำลังเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดและคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมอย่างรุนแรง โดยสำนักข่าวสารสนเทศแอลจีเรีย รายงานอ้างอิงข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยว่า นับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคมเป็นต้นมา เจ้าหน้าที่ต้องเข้าควบคุมและดับไฟป่าและไฟไหม้ทั่วประเทศมาแล้วสูงถึง 913 แห่ง ซึ่งสภาพอากาศที่แห้งแล้งและร้อนจัดนี้อาจเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ง่ายและรุนแรงขึ้น.

ที่มา Al Shorouk / Reuters

ค้นพบลิงสายพันธุ์ใหม่ “ริมฝีปากสีส้ม” ในป่าลึกดีอาร์คองโก

ค้นพบลิงสายพันธุ์ใหม่ "ริมฝีปากสีส้ม" ในป่าลึกดีอาร์คองโก

16 ก.ค. 2569 14:57 น.

ค้นพบลิงสายพันธุ์ใหม่ “ริมฝีปากสีส้ม” ในป่าลึกดีอาร์คองโก

นักวิจัยยืนยันการค้นพบลิงสายพันธุ์ใหม่ของโลกในอุทยานแห่งชาติโลมามี สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หลังใช้เวลาในการศึกษาภาคสนามกว่า 15 ปี พบลิงขนสีดำที่มีริมฝีปากสีส้มอมชมพูอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ลิกเวลี” นับเป็นลิงสายพันธุ์ใหม่ของทวีปแอฟริกาเพียงชนิดที่ 5 ที่ถูกค้นพบในรอบ 75 ปี

รายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ PLOS ONE ระบุว่า ลิงสายพันธุ์ใหม่นี้มีชื่อเรียกในท้องถิ่นโดยชาวบ้านเผ่าบาลังกาว่า “ลิกเวลี” (Likweli) ถูกพบเห็นครั้งแรกโดยนักอนุรักษ์เมื่อปี 2008 แต่ในขณะนั้นบันทึกภาพไว้ได้เพียงภาพเดียวและมีความเบลออย่างมาก จนกระทั่งอีก 10 ปีต่อมา หรือปี 2018 มีการพบเห็นมันอีกครั้ง นำไปสู่การตั้งทีมนักวิจัยร่วมระหว่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี เพื่อออกตามล่าหาความจริงนานกว่า 4 ปี

จูเนียร์ อัมโบโก นักชีววิทยาด้านการอนุรักษ์และนักศึกษาปริญญาเอกชิ้นสำคัญจากมหาวิทยาลัยฟลอริดา แอตแลนติก เปิดเผยว่า ลิงลิกเวลีเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างขี้อายและชอบซ่อนตัวอยู่บนเรือนยอดไม้ที่สูงมากในป่าดิบชื้น “จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ชุมชนใน 52 หมู่บ้านรอบผืนป่า มีชาวบ้านเพียง 8 หมู่บ้านเท่านั้นที่บอกว่าเคยพบเห็นลิงชนิดนี้ มันเป็นความรู้สึกที่มหัศจรรย์มากที่ได้จ้องมองใบหน้าของสิ่งมีชีวิตที่แทบไม่มีใครรู้ว่ามีอยู่บนโลก” 

ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ให้ลิงสายพันธุ์ใหม่นี้ว่า Colobus congoensis เพื่อเป็นเกียรติแก่ความหลากหลายทางชีวภาพของลุ่มน้ำคองโก โดยจัดอยู่ในกลุ่ม “ลิงโคโลบัส” (Colobus) ซึ่งมีลักษณะเด่นร่วมกันคือเป็นลิงแอฟริกาที่ไม่มีหัวแม่มือ โดยมีเพียง 4 นิ้ว ทำหน้าที่เป็นสัตว์กินพืชบนเรือนยอดไม้ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศในการช่วยกระจายและงอกของเมล็ดพันธุ์พืช

จากการศึกษาตัวอย่างดีเอ็นเอและกายภาพอย่างละเอียด พบความต่างจากลิงโคโลบัสสายพันธุ์อื่น เช่น มีแต้มสีชมพูอมส้มครีมรอบริมฝีปากอย่างเด่นชัด บนใบหน้าสีดำสนิท และมีขนชี้แหลมเป็นเอกลักษณ์

ลิงดังกล่าวมีขนาดตัวที่เล็กกว่าลิงโคโลบัสทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด และมีแต้มขนสีขาวบริเวณส่วนบั้นท้าย พวกมันมีเสียงร้องคำรามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ยินเสียงก่อนที่จะเห็นตัว ส่วนด้านพันธุกรรม แม้ภายนอกจะคล้ายคลึงกับลิงโคโลบัสสีดำ (C. satanas) แต่ผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันว่าพวกมันแยกสายวิวัฒนาการออกจากกันมานานกว่า 5 ล้านปีแล้ว

ศาสตราจารย์ เคต เดตวิเลอร์ นักวานรวิทยาจาก FAU สันนิษฐานว่า แต้มสีส้มสดใสบนใบหน้าน่าจะเป็นสัญลักษณ์ทางสายตาที่ใช้สื่อสารระหว่างกันในป่าทึบ หรืออาจใช้ในการดึงดูดคู่ผสมพันธุ์

ทีมนักวิจัยประเมินว่า ลิง Colobus congoensis เป็นสัตว์ประจำถิ่นที่มีขอบเขตการอยู่อาศัยที่จำกัดมาก โดยคาดว่ามีพื้นที่หากินอยู่เพียง 1,700 ตารางกิโลเมตรเท่านั้นในป่าลึกที่อุดมสมบูรณ์

ระหว่างการเก็บข้อมูล ภาคสนามทีมนักวิจัยยังสามารถยึดซากของลิงสายพันธุ์นี้ได้จากพรานป่าท้องถิ่น ซึ่งพิสูจน์ว่าพวกมันกำลังตกเป็นเหยื่อของ “ขบวนการล่าเนื้อสัตว์ป่าผิดกฎหมาย” นอกจากนี้ การขยายพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบอุทยานฯ ยังทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมันอย่างต่อเนื่อง

ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาชี้ว่า การเป็นสัตว์ประจำถิ่นที่มีพื้นที่อาศัยน้อยเช่นนี้ ทำให้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์สูงมาก ทีมนักวิจัยจึงเร่งเสนอให้องค์กรสากลจัดสถานะของลิงชนิดนี้ให้อยู่ในกลุ่ม “สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์” เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ พร้อมเตรียมวางแผนสำรวจเชิงลึกเพื่อประเมินประชากรและพฤติกรรมของพวกมันต่อไป.

ที่มา BBC / Science Magazine