อิหร่านยืนยันโจมตีเรือไทยในช่องแคบฮอร์มุซ หลังระบุฝ่าฝืนคำสั่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ (คลิป)

อิหร่านยืนยันโจมตีเรือไทยในช่องแคบฮอร์มุซ หลังระบุฝ่าฝืนคำสั่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ (คลิป)

18 ก.ค. 2569 08:31 น.

อิหร่านยืนยันโจมตีเรือไทยในช่องแคบฮอร์มุซ หลังระบุฝ่าฝืนคำสั่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ (คลิป)

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน โจมตีเรือพาณิชย์ของไทยลำหนึ่ง ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันศุกร์ โดยอ้างว่าเรือลำดังกล่าวเพิกเฉยต่อคำเตือนและพยายามเดินเรือผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต

สำนักข่าวที่ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) รายงานว่า กองทัพเรือของ IRGC ได้โจมตีเรือพาณิชย์ที่ชักธงไทยลำหนึ่ง ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยอ้างว่าเรือลำดังกล่าวเพิกเฉยต่อคำเตือนและพยายามเดินเรือผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต 

สื่อของ IRGC ยังเผยแพร่วิดีโอที่อ้างว่าเป็นภาพความเสียหายของเรือหลังถูกโจมตี อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นอิสระ ว่าวิดีโอดังกล่าวเป็นของเรือที่ชักธงไทยจริงหรือไม่ และยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตบนเรือลำดังกล่าว 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงต่อเนื่อง โดยในวันเดียวกัน สหรัฐฯ ยังคงปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านเป็นคืนที่ 7 ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ และพันธมิตรในหลายประเทศ ส่งผลให้ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง 

ขณะนี้ ยังไม่มีแถลงการณ์จากรัฐบาลไทยหรือกระทรวงการต่างประเทศของไทย เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว และยังไม่สามารถยืนยันรายละเอียดของเรือ ลูกเรือ หรือความเสียหายได้อย่างเป็นทางการ.

ดูคลิป ที่นี่

ที่มา : iranintl.com

อินเดียเปิดตัว “รถไฟพลังงานไฮโดรเจน” ขบวนแรก เดินหน้าขนส่งสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน

อินเดียเปิดตัว "รถไฟพลังงานไฮโดรเจน" ขบวนแรก เดินหน้าขนส่งสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน

18 ก.ค. 2569 07:15 น.

อินเดียเปิดตัว “รถไฟพลังงานไฮโดรเจน” ขบวนแรก เดินหน้าขนส่งสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน

อินเดียเปิดเดินรถไฟพลังงานไฮโดรเจนขบวนแรกในรัฐหรยาณา นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการผลักดันระบบขนส่งพลังงานสะอาด มุ่งสู่สังคมปลอดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อินเดียเปิดให้บริการรถไฟพลังงานไฮโดรเจนขบวนแรกของประเทศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่รัฐหรยาณา ทางตอนเหนือของประเทศ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในภาคการคมนาคม และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

โดยนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้เข้าร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดใช้รถไฟพลังงานไฮโดรเจน พร้อมระบุว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทในสังกัดภาครัฐกับผู้ผลิตรถไฟภาคเอกชน

รายงานระบุว่า รถไฟขบวนนี้ใช้ เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ผลิตกระแสไฟฟ้าจากปฏิกิริยาระหว่างไฮโดรเจนกับบออกซิเจน ทำให้ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างการเดินรถ ถือเป็นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 2,600 คน ต่อเที่ยว

นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังเดินหน้าผลักดันการผลิต กรีนไฮโดรเจน ซึ่งเป็นไฮโดรเจนที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสะอาดในภาคอุตสาหกรรมและการคมนาคม ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และมุ่งสู่การเป็นสังคมปลอดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในอนาคต.

ทรัมป์โทษแคนาดาต้นตอควันไฟป่า กระทบคุณภาพอากาศสหรัฐฯ ขู่บวกต้นทุนเข้าภาษี

ทรัมป์โทษแคนาดาต้นตอควันไฟป่า กระทบคุณภาพอากาศสหรัฐฯ ขู่บวกต้นทุนเข้าภาษี

18 ก.ค. 2569 07:01 น.

ทรัมป์โทษแคนาดาต้นตอควันไฟป่า กระทบคุณภาพอากาศสหรัฐฯ ขู่บวกต้นทุนเข้าภาษี

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาแคนาดาละเลยการจัดการไฟป่า จนควันพิษปกคลุมหลายพื้นที่ในสหรัฐฯ พร้อมขู่คิดค่าเสียหายจากมลพิษรวมในมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าแคนาดา ก่อนนัดหารือนายกฯ แคนาดา

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวตำหนิแคนาดาอย่างรุนแรง หลังควันจากไฟป่าที่ลุกลามในหลายพื้นที่ของแคนาดาพัดปกคลุมหลายรัฐของสหรัฐฯ จนต้องประกาศเตือนคุณภาพอากาศ ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 2569 รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งจะจัดขึ้นใกล้นครนิวยอร์ก

ทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม ทรูธ โซเชียล ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังถูกรุกรานโดยไม่จำเป็น จากอากาศที่สกปรก เป็นพิษ และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ พร้อมกล่าวหาแคนาดาว่าไม่สามารถบริหารจัดการป่าไม้และพื้นที่พุ่มไม้ได้อย่างเหมาะสม จนปล่อยให้ไฟป่าลุกลามและส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้าน

ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า จะโทรศัพท์หารือกับ นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา เพื่อเรียกร้องคำชี้แจงเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความประมาทโดยเจตนา” พร้อมขู่ว่าความเสียหายจากมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นควรถูกนำไปรวมเป็นต้นทุนเพิ่มเติมในมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าของแคนาดา

ขณะเดียวกัน ไฟป่าหลายร้อยจุดในแคนาดายังคงลุกลาม ส่งผลให้กลุ่มควันปกคลุมพื้นที่กว้างของทวีปอเมริกาเหนือ โดยหลายเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น ดีทรอยต์ ชิคาโก กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และนครนิวยอร์ก มีคุณภาพอากาศติดอันดับเลวร้ายที่สุดของโลกในวันเดียวกัน

ด้าน นายดัก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนแทรีโอของแคนาดา ตอบโต้เสียงวิจารณ์จากนักการเมืองสหรัฐฯ โดยระบุว่า แทนที่จะเอาแต่บ่น สหรัฐฯ ควรส่งกำลังและทรัพยากรเข้ามาช่วยควบคุมไฟป่า 

ขณะที่ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กำลังหารืออย่างไม่เป็นทางการกับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินผลกระทบของหมอกควันต่อการแข่งขันฟุตบอลโลก 2569 รอบชิงชนะเลิศในวันอาทิตย์นี้ ซึ่งจะจัดขึ้นบริเวณใกล้นครนิวยอร์ก.

อิสราเอลโจมตีกาซาดับ 14 ศพ โดรนถล่มขบวนแห่ศพ เสียชีวิต 8 ราย

อิสราเอลโจมตีกาซาดับ 14 ศพ โดรนถล่มขบวนแห่ศพ เสียชีวิต 8 ราย

18 ก.ค. 2569 06:07 น.

อิสราเอลโจมตีกาซาดับ 14 ศพ โดรนถล่มขบวนแห่ศพ เสียชีวิต 8 ราย

อิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีหลายจุดในฉนวนกาซา คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 14 ศพ ในจำนวนนี้ 8 รายเสียชีวิตจากโดรนโจมตีขบวนแห่ศพที่ค่ายผู้ลี้ภัยนูเซรัต ขณะที่ฮามาสกล่าวหาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงต่อเนื่อง

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีหลายพื้นที่ในฉนวนกาซาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ศพ โดยผู้เสียชีวิตมากกว่าครึ่งอยู่ในเหตุโดรนโจมตีขบวนแห่ศพที่ค่ายผู้ลี้ภัยนูเซรัต ทางตอนกลางของฉนวนกาซา

รายงานระบุว่า โดรนอิสราเอลโจมตีบริเวณตลาดอัล-บาลาตา ใกล้มัสยิดอาห์หมัด ยัสซิน ขณะประชาชนกำลังรวมตัวเพื่อร่วมพิธีศพของชาวปาเลสไตน์ที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ข้อมูลของสำนักงานป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในกาซาและโรงพยาบาลอัล-อาวดา ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ และบาดเจ็บอีก 20 ราย

พยานในที่เกิดเหตุระบุว่า ผู้ร่วมพิธีกำลังเดินออกจากมัสยิดเพื่อเริ่มขบวนแห่ศพ ก่อนที่โดรนจะยิงโจมตีใส่กลุ่มผู้ร่วมงานโดยตรง ขณะที่ การโจมตีครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการสู้รบยังคงดำเนินต่อไป แม้อิสราเอลและฮามาสจะอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงก็ตาม

ด้านกองทัพอิสราเอลยอมรับว่าเป็นผู้ดำเนินการโจมตีเป้าหมายคือกลุ่มติดอาวุธที่เรียกว่า “กลุ่มก่อการร้าย” ในพื้นที่ตอนกลางของฉนวนกาซา พร้อมระบุว่าได้รับทราบรายงานว่ามีพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบ และอยู่ระหว่างตรวจสอบผลของปฏิบัติการ

ขณะที่กลุ่มฮามาสออกแถลงการณ์ประณามเหตุโจมตีว่าเป็น “อาชญากรรมอันโหดร้าย” พร้อมกล่าวหาอิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาอย่างเป็นระบบ และเรียกร้องให้ประเทศผู้ไกล่เกลี่ย รวมถึงประชาคมระหว่างประเทศ เร่งดำเนินการยุติการโจมตี

ที่มา Aljazeera

เกิดแผ่นดินไหว 7.3 เขย่าชายฝั่งเม็กซิโก-กัวเตมาลา เตือนสึนามิในรัศมี 300 กม.

เกิดแผ่นดินไหว 7.3 เขย่าชายฝั่งเม็กซิโก-กัวเตมาลา เตือนสึนามิในรัศมี 300 กม.

17 ก.ค. 2569 23:51 น.

เกิดแผ่นดินไหว 7.3 เขย่าชายฝั่งเม็กซิโก-กัวเตมาลา เตือนสึนามิในรัศมี 300 กม.

เกิดแผ่นดินไหว 7.3 นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเม็กซิโก ใกล้พรมแดนกัวเตมาลา แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในทั้งสองประเทศ พร้อมประกาศเตือนสึนามิในรัศมี 300 กิโลเมตร ด้านเจ้าหน้าที่เร่งประเมินความเสียหาย

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.3 นอกชายฝั่งรัฐเชียปัส ทางตอนใต้ของเม็กซิโก ใกล้พรมแดนประเทศกัวเตมาลา ส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรงในทั้งสองประเทศ และมีการประกาศเตือนภัยสึนามิในพื้นที่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก

รายงานระบุว่า ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่บริเวณนอกชายฝั่งเมืองปวยร์โต มาเดโร รัฐเชียปัส ที่ความลึกราว 10 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นแผ่นดินไหวระดับตื้น ทำให้แรงสั่นสะเทือนส่งผลกระทบต่อพื้นผิวอย่างรุนแรงกว่าปกติ โดยมีการเตือนให้เฝ้าระวังคลื่นสึนามิที่อาจเกิดขึ้นภายในรัศมี 300 กิโลเมตร จากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว

หลังเกิดเหตุ ประชาชนในหลายพื้นที่ของเม็กซิโกและกัวเตมาลาต่างอพยพออกจากอาคารเพื่อความปลอดภัย ขณะที่ทางการทั้งสองประเทศได้ประกาศใช้มาตรการฉุกเฉิน พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับอาคาร บ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงประเมินว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่

เบื้องต้น สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ ระบุว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่บริเวณนอกชายฝั่งรัฐเชียปัส และยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงหรือผู้เสียชีวิตในทันที ขณะที่เจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจเกิดอาฟเตอร์ช็อกและความเสี่ยงจากคลื่นสึนามิตามมา.

ที่มา  BBC USGS

สหรัฐฯ ถล่มอิหร่านคืนที่ 6 ดับอย่างน้อย 8 ศพ อิหร่านโต้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ใน 4 ประเทศ

สหรัฐฯ ถล่มอิหร่านคืนที่ 6 ดับอย่างน้อย 8 ศพ อิหร่านโต้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ใน 4 ประเทศ

17 ก.ค. 2569 23:32 น.

สหรัฐฯ ถล่มอิหร่านคืนที่ 6 ดับอย่างน้อย 8 ศพ อิหร่านโต้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ใน 4 ประเทศ

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านเป็นคืนที่ 6 ติดต่อกัน ดับ 8 ศพ บาดเจ็บ 20 ราย ขณะที่อิหร่านอ้างโจมตีฐานทัพและทรัพย์สินของสหรัฐฯ ใน 4 ประเทศ พร้อมประกาศช่องแคบฮอร์มุซจะไม่กลับสู่สภาพเดิมก่อนสงคราม

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐฯ เดินหน้าปฏิบัติการโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่านเป็นคืนที่ 6 ติดต่อกัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ และบาดเจ็บอีก 20 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า การโจมตีสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนหลายแห่ง

รายงานระบุว่า เป้าหมายที่ได้รับความเสียหายประกอบด้วยสะพาน ท่าอากาศยาน โรงไฟฟ้า และสถานีรถไฟ สะท้อนให้เห็นว่าการสู้รบเริ่มส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคและการคมนาคมในพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่าน

โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command: CENTCOM) เปิดเผยว่า กำลังพลสหรัฐฯ ได้ขึ้นตรวจค้นเรือลำหนึ่งในอ่าวโอมาน เพื่อบังคับใช้มาตรการปิดล้อมอิหร่าน ซึ่งถือเป็นอีกสัญญาณของการเพิ่มแรงกดดันทางทหารต่ออิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่มีทีท่าว่าความขัดแย้งจะคลี่คลาย

ขณะที่กองทัพอิหร่านแถลงว่า ได้เปิดปฏิบัติการตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพและทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในบาห์เรน จอร์แดน คูเวต และกาตาร์ อย่างไรก็ตาม ทางการกาตาร์เปิดเผยว่า กองทัพสามารถสกัดการโจมตีได้สำเร็จ แต่มีเด็ก 1 คนได้รับบาดเจ็บจากเศษซากขีปนาวุธที่ตกลงมาหลังการสกัดกั้น

ขณะเดียวกัน โฆษกกองทัพอิหร่านประกาศว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก จะไม่มีวันกลับไปอยู่ในสภาพเดิมก่อนเกิดสงคราม ท่ามกลางความกังวลว่าวิกฤตครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อการเดินเรือและตลาดพลังงานโลก

ที่มา Aljazeera

โพลชี้ชาวอเมริกันไม่มั่นใจ “ทรัมป์” จะทำข้อตกลงอิหร่านดีกว่าโอบามา

โพลชี้ชาวอเมริกันไม่มั่นใจ "ทรัมป์" จะทำข้อตกลงอิหร่านดีกว่าโอบามา

17 ก.ค. 2569 21:37 น.

โพลชี้ชาวอเมริกันไม่มั่นใจ “ทรัมป์” จะทำข้อตกลงอิหร่านดีกว่าโอบามา

ผลสำรวจล่าสุดพบชาวอเมริกันเพียง 23% เชื่อว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะสามารถทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านได้ดีกว่าข้อตกลงยุคบารัก โอบามา ขณะที่ 37% มองว่าจะออกมาแย่กว่า

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ข่าว CNN เผยผลสำรวจร่วมของ The Washington Post-Ipsos ระบุว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่นว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะสามารถจัดทำข้อตกลงกับอิหร่านที่ดีกว่าข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558 ในสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้

โดยผลสำรวจพบว่า มีเพียง 23% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เชื่อว่า ทรัมป์จะสามารถบรรลุข้อตกลงที่ดีกว่า ขณะที่ 37% มองว่าข้อตกลงของทรัมป์จะออกมาแย่กว่า ส่วน 12% คาดว่าข้อตกลงจะมีคุณภาพใกล้เคียงกัน และที่เหลือยังไม่แสดงความคิดเห็น

ผลสำรวจที่ออกมาถือเป็นข่าวร้ายสำหรับทรัมป์ เนื่องจากนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งกับอิหร่าน เขาได้กล่าวถึงข้อตกลงนิวเคลียร์ของโอบามาซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยยืนยันว่าข้อตกลงเดิมเป็นหายนะ และให้คำมั่นว่าจะสามารถทำข้อตกลงที่ดีกว่าได้

อย่างไรก็ตาม แม้แต่ในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน ก็มีเพียง 54% ที่เชื่อว่าทรัมป์จะทำข้อตกลงได้ดีกว่าโอบามา โดยแรงสนับสนุนส่วนใหญ่มาจากกลุ่ม MAGA Republicans ซึ่งมีถึง 70% ที่เชื่อมั่นในตัวทรัมป์ ส่วนในกลุ่มรีพับลิกันที่ไม่ใช่สาย MAGA ความเห็นแตกออกเป็นสองฝ่าย โดย 27% เชื่อว่าทรัมป์จะทำข้อตกลงได้ดีกว่า ขณะที่ 23% มองว่าข้อตกลงของโอบามายังคงดีกว่า.

ที่มา CNN

บ.สื่อดูแล “ทรูธโซเชียล” ของทรัมป์ เปิดบริการเสียเงิน ส่งโพสต์ “เรียลไทม์” ให้วอลล์สตรีท

บ.สื่อดูแล "ทรูธโซเชียล" ของทรัมป์ เปิดบริการเสียเงิน ส่งโพสต์ "เรียลไทม์" ให้วอลล์สตรีท

17 ก.ค. 2569 17:15 น.

บ.สื่อดูแล “ทรูธโซเชียล” ของทรัมป์ เปิดบริการเสียเงิน ส่งโพสต์ “เรียลไทม์” ให้วอลล์สตรีท

“ทรัมป์ มีเดีย” เจ้าของแพลตฟอร์ม “ทรูธ โซเชียล” เตรียมเปิดตัวบริการส่งข้อมูลแบบเสียเงิน เพื่อให้บริษัทการเงินในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทสามารถเข้าถึงโพสต์ของบัญชีระดับสูง รวมถึงบัญชีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางข้อกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้ใช้งานหลักของแพลตฟอร์ม ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท

บริษัท ทรัมป์ มีเดีย แอนด์ เทคโนโลยี กรุ๊ป (Trump Media & Technology Group) ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย “ทรูธ โซเชียล” (Truth Social) ประกาศแผนการเปิดตัวบริการเชิงพาณิชย์รูปแบบใหม่ในชื่อ “ทรูธ เอพีไอ” (Truth API) ซึ่งเป็นระบบป้อนข้อมูลเชิงพาณิชย์แบบชำระเงิน โดยจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป

บริการนี้ได้รับการออกแบบมาสำหรับกลุ่มลูกค้าสถาบันการเงินและนักเทรดในวอลล์สตรีทที่ต้องการความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยระบบจะจัดส่งโพสต์จากบัญชีที่มีอิทธิพลและมีอันดับสูงสุดบนแพลตฟอร์ม ซึ่งปัจจุบันผู้ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตรงถึงมือผู้ซื้อบริการในเวลาเพียงเศษเสี้ยววินาที ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด

ที่ผ่านมา ข้อความสาธารณะของโดนัลด์ ทรัมป์ มักจะกระตุ้นให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดการเงินโลกในทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับนโยบายการค้า ภาษีศุลกากร หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ สำหรับสถาบันการเงินระดับโลกแล้ว ความล่าช้าในการเข้าถึงข้อมูลเพียงไม่กี่วินาทีอาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจหรือความเสียหายมูลค่ามหาศาล

ก่อนหน้านี้ ธนาคารและนักเทรดต่าง ๆ ต้องคอยเฝ้าหน้าจอแอปพลิเคชันทรูธ โซเชียล เพื่อตรวจสอบโพสต์ใหม่ ๆ ด้วยตนเอง แต่บริการใหม่นี้จะส่งข้อมูลโพสต์ที่สามารถขับเคลื่อนทิศทางตลาด ตรงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของลูกค้าที่ยอมจ่ายเงินทันที

“ตลาดการเงินต่างก็เคลื่อนไหวตามโพสต์บนทรูธ โซเชียล อยู่แล้ว” เควิน แมคเกิร์น  รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารของทรัมป์ มีเดีย กล่าว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าบริการนี้จะกลายเป็นแหล่งสร้างผลกำไรที่มั่นคงและสม่ำเสมอให้กับบริษัท ซึ่งปัจจุบันยังคงมีสถานะขาดทุน

อย่างไรก็ตาม ทางทรัมป์ มีเดีย ยังไม่ได้เปิดเผยโครงสร้างราคาอย่างเป็นทางการสำหรับบริการส่งข้อมูลความเร็วสูงนี้ และระบุเพิ่มเติมว่าที่ผ่านมามีหลายบริษัทแอบลักลอบดึงข้อมูลจากระบบไปใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งทางบริษัทจะเริ่มดำเนินการบล็อกช่องทางเหล่านั้นในเร็ว ๆ นี้ เพื่อบังคับให้สถาบันการเงินต้องหันมาซื้อข้อมูลอย่างถูกกฎหมาย

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงอย่างหนักในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากครอบครัวของโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดในบริษัททรัมป์ มีเดีย ซึ่งหมายความว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังจะได้รับผลประโยชน์ทางการเงินโดยตรงจากการขายสิทธิ์การเข้าถึงแถลงการณ์สาธารณะของตนเองอย่างรวดเร็วกว่าประชาชนทั่วไป

แม้ว่าสื่อโซเชียลมีเดียอื่น ๆ เช่น X  จะมีการขายข้อมูลสถิติและ API ให้กับสถาบันการเงินเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่กรณีนี้สร้างความตื่นตัวเนื่องจากเป็นกรณีของประธานาธิบดีที่ยังอยู่ในตำแหน่ง

มาร์ก สปีเกล ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจาก Stanphyl Capital Management ระบุว่า หากบริการนี้รวมโพสต์ของประธานาธิบดีเข้าไปด้วยจริง จะถือเป็นเรื่องที่ “ไม่เคยมีปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน” และบริษัทที่ทำการซื้อขายหุ้นตามข่าวด่วนจะตกอยู่ในสภาวะ “เสียเปรียบ” ทันทีหากพวกเขาไม่ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อข้อมูลความเร็วสูงนี้ ทว่าเขากล่าวเสริมว่า ในความเป็นจริงแล้วโพสต์ของทรัมป์ถือเป็นเพียงสัดส่วนที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับปัจจัยอื่น ๆ ทั้งหมดที่ขับเคลื่อนตลาดการเงินโลก

โรเบิร์ต เฟรนช์แมน หุ้นส่วนจากบริษัทกฎหมายสัญชาติอเมริกัน Dynamis ให้ความเห็นกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะดูไม่ยุติธรรมอย่างเห็นได้ชัด แต่ในแง่ของกฎหมายแล้ว แพลตฟอร์มเทคโนโลยีสามารถแบ่งระดับชั้นในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้โดยไม่ถือเป็นการละเมิดกฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐบาลกลาง”

ปัจจุบัน ทางทำเนียบขาวได้ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว ขณะที่สำนักข่าวบีบีซีได้ติดต่อไปยัง ทรัมป์ มีเดีย เพื่อขอคำยืนยันอย่างเป็นทางการว่า โพสต์ของตัวประธานาธิบดีทรัมป์เองจะถูกจัดรวมอยู่ในกลุ่มข้อมูลที่ต้องชำระเงินเพื่อเข้าถึงด่วนนี้ด้วยหรือไม่ แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับอย่างเป็นทางการ.

ที่มา BBC

ผลสอบไฟไหม้ฮ่องกงคร่า 168 ศพ ชี้ “โศกนาฏกรรมที่ป้องกันได้” ผู้รับเหมาลดต้นทุน-รัฐปล่อยเกียร์ว่าง

ผลสอบไฟไหม้ฮ่องกงคร่า 168 ศพ ชี้ "โศกนาฏกรรมที่ป้องกันได้" ผู้รับเหมาลดต้นทุน-รัฐปล่อยเกียร์ว่าง

17 ก.ค. 2569 16:02 น.

ผลสอบไฟไหม้ฮ่องกงคร่า 168 ศพ ชี้ “โศกนาฏกรรมที่ป้องกันได้” ผู้รับเหมาลดต้นทุน-รัฐปล่อยเกียร์ว่าง

คณะกรรมการสอบสวนอิสระของฮ่องกงสรุปสำนวนคดีเพลิงไหม้ครั้งประวัติศาสตร์ที่อาคารพักอาศัย “หวังฟุกคอร์ท” ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 168 ศพเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ชี้ชัดเป็นโศกนาฏกรรมที่ “ป้องกันได้แต่กลับไม่มีการป้องกัน” เผยบริษัทที่ปรึกษาและผู้รับเหมาสมคบคิดกันลดสเปกวัสดุ ปิดระบบดับเพลิงเพื่อซ่อมแซม และหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ขณะที่ระบบกำกับดูแลของภาครัฐล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเพราะปล่อยให้ผู้ประกอบการควบคุมกันเอง

คณะกรรมการอิสระที่มีผู้พิพากษาเป็นประธาน ซึ่งทำหน้าที่สอบสวนเหตุเพลิงไหม้อาคารชุด “หวังฟุกคอร์ต (Wang Fuk Court) ในเขตต่ายโป ของฮ่องกง ได้สรุปการไต่สวน โดยระบุว่า เหตุเพลิงไหม้ครั้งร้ายแรงที่สุดของฮ่องกงในรอบหลายทศวรรษ “เป็นโศกนาฏกรรมที่สามารถป้องกันได้ แต่กลับไม่มีการป้องกัน”

นาย วิกเตอร์ ดอว์ส ทนายความประจำคณะกรรมการ กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ สามารถคาดการณ์ได้ แต่ไม่มีผู้ใดคาดการณ์อย่างจริงจัง จนทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วและสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยในระหว่างการกล่าวสรุป มีอดีตผู้อยู่อาศัยหลายคนที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัวถึงกับหลั่งน้ำตาภายในห้องพิจารณา

หลักฐานที่นำเสนอในการไต่สวนระบุว่า ต้นเพลิงมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกิดจาก ก้นบุหรี่ที่ถูกทิ้งไม่ถูกวิธี ระหว่างโครงการปรับปรุงอาคาร ขณะเกิดเหตุ อาคารสูงจำนวน 8 หลัง อยู่ระหว่างการซ่อมแซม โดยมีนั่งร้านไม้ไผ่คลุมด้วยตาข่ายและแผ่นโฟมรอบอาคาร ทำให้เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปยัง 7 จาก 8 อาคาร

คณะกรรมการยังพบว่า ระบบเตือนไฟไหม้และระบบสายฉีดน้ำดับเพลิงถูกปิดใช้งานระหว่างการก่อสร้าง ขณะที่หน้าต่างหลายจุดถูกปิดทับด้วยแผ่นโฟม ทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์ภายนอกได้

การสอบสวนระบุว่า ผู้รับเหมาก่อสร้างเลือกใช้ ตาข่ายนั่งร้านที่ไม่ทนไฟ แทนวัสดุป้องกันการลุกไหม้ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไฟลุกลามไปทั่วโครงการ นอกจากนี้ ยังพบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานหลายประการ เช่น ปล่อยให้คนงานสูบบุหรี่ภายในพื้นที่ก่อสร้าง, กำจัดเศษวัสดุไวไฟอย่างไม่เหมาะสม, การถอดหน้าต่างบริเวณบันไดหนีไฟเพื่อให้คนงานเข้าออกสะดวก ส่งผลให้ควันและเปลวไฟแพร่กระจายเข้าสู่ช่องทางอพยพอย่างรวดเร็ว และการใช้ใช้ไม้ปิดช่องหน้าต่างบันได ทำให้ควันสะสมในเส้นทางหลบหนี

นายดอว์สกล่าวว่า หากใช้วัสดุที่ได้มาตรฐาน เหตุเพลิงไหม้อาจดับลงเองตั้งแต่ระยะแรก และอาจไม่ลุกลามกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่

แม้ความผิดส่วนใหญ่จะตกอยู่กับผู้รับเหมาและบริษัทที่เกี่ยวข้อง แต่คณะกรรมการเห็นว่า รัฐบาลฮ่องกงต้องรับผิดชอบส่วนหนึ่ง จากระบบกำกับดูแลที่อาศัยการรับรองตนเองของผู้รับเหมา นายดอว์สระบุว่า ระบบดังกล่าวเปรียบเสมือน “ระบบที่อาศัยเกียรติยศและความซื่อสัตย์ของผู้ประกอบการ” แต่เมื่อมีผู้ประกอบการที่ไม่ซื่อสัตย์ ระบบทั้งหมดก็ล้มเหลว

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้อยู่อาศัยเคยร้องเรียนถึงปัญหาความปลอดภัยหลายครั้ง แต่เรื่องร้องเรียนกลับถูกส่งต่อระหว่างหน่วยงานราชการ และการตรวจสอบไม่สามารถยืนยันปัญหาได้ ด้านนาย เจนกิน ซุน ทนายความฝ่ายรัฐบาล ยอมรับว่า ระบบกำกับดูแลมีจุดอ่อนหลายประการ แต่เห็นว่า ไม่เป็นธรรมที่จะกล่าวโทษหน่วยงานรัฐทั้งหมด

รัฐบาลระบุว่า สาเหตุหลักของเหตุเพลิงไหม้เกิดจากการหลอกลวง การละเลยหน้าที่ และการจงใจฝ่าฝืนกฎหมายของผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญบางรายที่ลงนามรับรองเอกสารตรวจสอบโดยไม่ตรวจสอบจริง

อาคารหวังฟุกคอร์ตมีผู้อยู่อาศัยมากกว่า 4,600 คน ในจำนวนนี้กว่า 1,700 คนเป็นผู้สูงอายุอายุเกิน 65 ปี จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด 168 คน มีผู้สูงอายุถึง 114 คน หรือคิดเป็นเกือบ 70% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็น เหตุเพลิงไหม้อาคารที่พักอาศัยที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของโลกนับตั้งแต่ปี 1980

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทางการฮ่องกงได้ตั้งข้อหาบุคคล 7 คน และบริษัท 2 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทที่ปรึกษาและบริษัทผู้รับเหมาหลักในข้อหาฆ่าคนตายโดยประมาท และสมคบกันฉ้อโกง จากบทบาทที่เกี่ยวข้องกับเหตุเพลิงไหม้

คณะกรรมการสอบสวนมีกำหนดส่งรายงานฉบับสมบูรณ์พร้อมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลฮ่องกงภายในเดือนกันยายน โดยรายงานจะมุ่งเน้นการหาสาเหตุของโศกนาฏกรรม การแก้ไขข้อบกพร่องของระบบ และการปรับปรุงกฎหมายด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต.

ที่มา Associated Press / AFP

อิสราเอลยุบสภา เตรียมเลือกตั้ง 27 ต.ค. หลัง “เนทันยาฮู” เดินหน้าผ่านกฎหมายอื้อฉาวโค้งสุดท้าย

อิสราเอลยุบสภา เตรียมเลือกตั้ง 27 ต.ค. หลัง “เนทันยาฮู” เดินหน้าผ่านกฎหมายอื้อฉาวโค้งสุดท้าย

17 ก.ค. 2569 15:37 น.

อิสราเอลยุบสภา เตรียมเลือกตั้ง 27 ต.ค. หลัง “เนทันยาฮู” เดินหน้าผ่านกฎหมายอื้อฉาวโค้งสุดท้าย

รัฐสภาอิสราเอลลงมติยุบสภาอย่างเป็นทางการ เปิดทางสู่การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ ปิดฉากการทำงานของรัฐบาลผสมภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ที่สามารถอยู่รอดจนครบเทอม 4 ปีเต็ม หลังรัฐบาลเนทันยาฮู เร่งผลักดันกฎหมายที่สร้างข้อถกเถียงหลายฉบับผ่านสภาในช่วงสุดท้ายของวาระ ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 3 ปี และความไม่แน่นอนทางการเมืองของประเทศ

รัฐสภาอิสราเอล หรือ เนสเซต (Knesset) ได้ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 62-0 เสียง ในช่วงเช้ามืดของวันศุกร์  (17 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อยุบสภาอย่างเป็นทางการก่อนหน้าที่จะถึงกำหนดพักสมัยประชุมฤดูร้อน โดยมีนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ร่วมลงมติเห็นชอบด้วย และจะไม่มีการประชุมเต็มคณะอีกจนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 ตุลาคม และจัดตั้งรัฐสภาชุดใหม่

การยุบสภาในครั้งนี้ส่งผลให้เนทันยาฮูสามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการเป็นรัฐบาลที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ครบวาระ 4 ปีเต็ม ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมากในประวัติศาสตร์การเมืองอิสราเอล โดยครั้งล่าสุดที่รัฐบาลอิสราเอลอยู่รอดจนครบวาระโดยไม่มีการประกาศเลือกตั้งก่อนกำหนด ต้องย้อนไปไกลถึงปี 1988 ขณะที่ในช่วงปี 2019 ถึง 2022 ชาวอิสราเอลต้องออกไปเลือกตั้งใหม่ถึง 5 ครั้งเนื่องจากความไร้เสถียรภาพทางการเมือง

ก่อนการลงมติยุบสภาเพียงไม่กี่วัน พรรคร่วมรัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยมของเนทันยาฮูได้สร้างความตะลึงด้วยการจัดประชุมมาราธอนเพื่อเร่งรัดผ่านร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นไปเพื่อรักษาฐานเสียงและปูทางสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลผสมในสมัยหน้า

สภาได้ผ่านกฎหมายที่ลดทอนอำนาจของอัยการสูงสุดลงอย่างมาก โดยกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2027 ส่งผลให้รัฐมนตรีสามารถปฏิเสธคำวินิจฉัยทางกฎหมายของอัยการสูงสุดได้ ซึ่งถือเป็นการทำลายระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารที่สำคัญที่สุดของประเทศ รวมถึงการผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปสื่อของรัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสาร ที่เพิ่มอำนาจให้รัฐบาลสามารถเข้าไปควบคุมและตรวจสอบสถานีโทรทัศน์และสื่อกระจายเสียงได้อย่างกว้างขวางขึ้น 

นอกจากนั้น ยังมีการผ่านกฎหมายห้ามจับกุมหรือดำเนินคดีชั่วคราวกับกลุ่มชาวยิวออร์โธดอกซ์สุดโต่งที่หนีทหาร ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารเป็นการชั่วคราวอย่างถูกกฎหมาย เพื่อเอาใจพรรคการเมืองสายเคร่งศาสนาในการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้ถูกศาลฎีกาสั่งระงับไว้ชั่วคราวเพื่อรอการไต่สวน หลังถูกยื่นร้องเรียนทันที

มติการยุบสภาในครั้งนี้ถูกพ่วงเข้าไปกับร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณของพรรคการเมือง ซึ่งมีการเพิ่มเงินสนับสนุนจากภาษีประชาชนให้กับพรรคการเมืองต่าง ๆ ในการหาเสียงเลือกตั้ง ส่งผลให้ อาวิกดอร์ ลิเบอร์แมน แกนนำพรรคฝ่ายค้าน ออกมาประณามว่าเป็น “ความพยายามอันน่ารังเกียจในการใช้เงินภาษีของประชาชนในทางที่ผิดก่อนสภาจะแยกย้าย”

ในคืนเดียวกันก่อนการยุบสภา รัฐสภาได้ผ่านกฎหมายขยายเวลาการเกณฑ์ทหารภาคบังคับสำหรับผู้ชายจาก 30 เดือน เป็น 32 เดือน แต่ประเด็นนี้กลับสร้างความไม่พอใจให้กับกองทัพอิสราเอลเป็นอย่างมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้กองทัพได้ร้องขอให้ขยายเวลาเป็น 36 เดือนเพื่อแก้ปัญหากำลังพลขาดแคลนอย่างหนัก ท่ามกลางภาวะสงครามหลายด้านที่ยืดเยื้อมานับตั้งแต่เหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023

กองทัพอิสราเอลระบุว่า ปัจจุบันต้องการทหารเกณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วนถึง 12,000 นาย โดยเป็นทหารราบเพื่อการรบ 7,000 นาย เพื่อลดแรงกดดันต่อกองกำลังประจำการและทหารกองหนุน แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีกลุ่มชายหนุ่มชาวฮารีดีหรือยิวเคร่งศาสนาที่เข้าเกณฑ์ทหารอีกกว่า 70,000 คน ที่ได้รับการละเว้นไม่ต้องเข้ารับราชการทหารภายใต้กฎหมายใหม่ของรัฐบาล

อามีร์ โอฮานา ประธานรัฐสภาจากพรรคลึคุด (Likud) ของเนทันยาฮู ได้กล่าวแถลงปิดสมัยประชุมโดยยอมรับว่า รัฐสภาชุดที่ 25 นี้ถือเป็นรัฐสภาที่ทำงานภายใต้ความท้าทายและยากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล “สภาชุดนี้ต้องเผชิญกับการประท้วงหลายรูปแบบ ทำงานควบคู่ไปกับสงครามที่ยาวนานและยากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียของครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้ลี้ภัยจากทางเหนือและทางใต้ ผู้บาดเจ็บจากสงคราม ตลอดจนครอบครัวของตัวประกันที่ยังถูกคุมขังอยู่””ผมหวังว่าเมื่อเรากลับมาที่นี่อีกครั้งในอนาคตอันใกล้ เราจะจดจำได้ว่า แม้เราจะมีความเห็นต่างกันอย่างรุนแรง แต่เราไม่ใช่ศัตรู เราคือหุ้นส่วน เป็นผู้ร่วมชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินเดียวกัน”  

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสถาบันประชาธิปไตยแห่งอิสราเอล เผยว่า โดยเฉลี่ยแล้วอิสราเอลจะมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ในทุก ๆ 2.4 ปี ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีความถี่ในการเลือกตั้งสูงเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศ OECD สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ฝังรากลึกในประเทศแห่งนี้


ที่มา The Times of Israel / AP