ผู้คนทั่วโลก เดินขบวนประท้วง ต่อต้านสงครามในอิหร่าน

ผู้คนทั่วโลก เดินขบวนประท้วง ต่อต้านสงครามในอิหร่าน

22 มี.ค. 2569 23:00 น.

ผู้คนทั่วโลก เดินขบวนประท้วง ต่อต้านสงครามในอิหร่าน

ประชาชนในหลายประเทศออกมาเดินขบวนประท้วงต่อต้านการทำสงครามกับอิหร่านของสหรัฐฯ กับอิสราเอล ซึ่งตอนนี้เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แล้ว

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีประชาชนในหลายประเทศทั่วโลกที่ออกมาเดินขบวนเพื่อแสดงพลังประท้วงต่อต้านการทำสงครามกับอิหร่านของสหรัฐฯ กับอิสราเอล ที่ดำเนินมานานกว่า 3 สัปดาห์แล้ว และกำลังทำให้เกิดวิกฤตพลังงาน และมีทีท่าว่าจะลุกลามกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต

ประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน ในกรุงเทลอาวิฟ ของอิสราเอล
ประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน ในกรุงเทลอาวิฟ ของอิสราเอล

หนึ่งในผู้ที่ออกมาประท้วงคือชาวอิสราเอล โดยพวกเขาเดินขบวนในกรุงเทลอาวีฟ ผู้ประท้วงบางส่วนทาสีแดงลงบนฝ่ามือ ขณะที่คนอื่นๆ ชูป้ายข้อความมากมาย รวมถึงป้ายที่เขียนว่า “หยุดสงคราม” และ “ระงับการส่งอาวุธเดี๋ยวนี้” นอกจากนั้น ยังมีผู้ถือป้ายที่ทำเองพร้อมข้อความต่างๆ เช่น “สหรัฐฯ และอิสราเอล = กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย”

ที่สหราชอาณาจักร มีผู้ออกมาเดินขบวนประท้วงตามท้องถนนในกรุงลอนดอนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 มี.ค.) พร้อมชูป้ายข้อความว่า “หยุดสงครามของทรัมป์” และ “หยุดทิ้งระเบิดอิหร่าน” โดยบางส่วนได้รวมตัวกันที่หน้าบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ซึ่งเป็นทำเนียบพักอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี

กลุ่มผู้ชุมนุมถือป้ายประท้วงที่หน้าฐานทัพอากาศ “แฟร์ฟอร์ด”ของอังกฤษ
กลุ่มผู้ชุมนุมถือป้ายประท้วงที่หน้าฐานทัพอากาศ “แฟร์ฟอร์ด”ของอังกฤษ

ส่วนที่ฐานทัพอากาศ “แฟร์ฟอร์ด” (Fairford) ในกลอสเตอร์เชอร์ ซึ่งเป็นฐานทัพที่เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) ใช้งานด้วยนั้น กลุ่มผู้ประท้วงได้ถือโปสเตอร์ที่มีข้อความว่า “อย่าแตะต้องอิหร่าน”, “หยุดฆ่าคนได้แล้ว” และ “วันนี้คุณช่วยฆ่าเด็กไปกี่คนแล้ว?” มารวมตัวกันอยู่

ที่เยอรมนี มีฝูงชนจำนวนมากออกมาประท้วงในกรุงเบอร์ลินเมื่อวานนี้ ณ จุดรำลึกถึงเหยื่อผู้เสียชีวิตจากการโจมตีโรงเรียนประถมในอิหร่านในช่วงเริ่มสงคราม มีป้ายข้อความระบุว่า “เด็กหญิงตัวน้อย 168 คน ถูกสังหารโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล”

ผู้ประท้วงรายหนึ่งกล่าวว่า “พวกเขาไม่ได้เล่นตามกติกา เหมือนกับที่เคยทำในช่วงสงครามอิรัก สหรัฐฯ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศมานานแล้ว และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสถานการณ์มีแต่จะแย่ลง ตัวอย่างล่าสุดเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านี่คือการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างหน้าไม่อาย”

ผู้คนรวมตัวในกรุงมาดริดของสเปน เพื่อประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน
ผู้คนรวมตัวในกรุงมาดริดของสเปน เพื่อประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน

ที่สเปน มีผู้ประท้วงมารวมตัวกันในกรุงมาดริด โดยถือป้ายแบนเนอร์ที่มีข้อความว่า “ไม่เอาสงคราม” และ “สันติภาพ” โดยมีผู้คนจำนวนมากโบกธงปาเลสไตน์ร่วมด้วย

ขณะที่ในอินเดีย ก็มีชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ออกมาชุมนุมกันตามท้องถนนในแคว้นแคชเมียร์ส่วนที่อินเดียบริหาร พร้อมถือภาพเหมือนของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดผู้ล่วงลับของอิหร่าน และต่างสวมชุดสีดำเพื่อเป็นการไว้อาลัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านลั่น จะทำลายโครงสร้างพื้นฐาน “อย่างไม่อาจฟื้นคืน” หากทรัมป์ทำตามคำขู่

อิหร่านลั่น จะทำลายโครงสร้างพื้นฐาน “อย่างไม่อาจฟื้นคืน” หากทรัมป์ทำตามคำขู่

22 มี.ค. 2569 22:17 น.

อิหร่านลั่น จะทำลายโครงสร้างพื้นฐาน “อย่างไม่อาจฟื้นคืน” หากทรัมป์ทำตามคำขู่

อิหร่านประกาศลั่น จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลางอย่างไม่อาจฟื้นคืน หากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านตามคำขู่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยื่นคำขาดให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชม.

เมื่อ 22 มี.ค. 2569 เจ้าหน้าที่และสื่อของรัฐบาลอิหร่านออกมาประกาศกร้าวว่า อิหร่านจะดำเนินการตอบโต้ทั่วทั้งภูมิภาค หาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน ตามที่ตัวเขาพูดเอาไว้ก่อนหน้านี้

ความเคลื่อนไหวของอิหร่านเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 มี.ค.) ทรัมป์ยื่นคำขาดว่า เขาจะสั่งให้กองทัพทิ้งระเบิดทำลายโรงไฟฟ้าของอิหร่าน หากช่องแคบฮอร์มุซไม่เปิดให้เรือขนส่งผ่านได้อย่างเต็มที่ภายใน 48 ชั่วโมง

แม้เมื่อวันศุกร์ (20 มี.ค.) ประธานาธิบดีทรัมป์จะบอกว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางเริ่มลดระดับลงแล้ว แต่คำขู่ของเขาและการตอบโต้จากอิหร่านบ่งชี้ว่า สิ่งอำนวยความสะดวกภาคพลเรือนทั่วตะวันออกกลาง อาจตกเป็นเป้าหมายการโจมตีมากขึ้นในสัปดาห์หน้า

นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอาทิตย์ว่า โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานในตะวันออกกลางอาจถูก “ทำลายอย่างไม่อาจฟื้นคืนได้” หากโรงไฟฟ้าของอิหร่านตกเป็นเป้าหมาย

นายกาลิบาฟบอกอีกว่า โครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคจะกลายเป็น “เป้าหมายที่ชอบธรรม” ทันทีหากฐานที่มั่นของอิหร่านถูกโจมตี และการตอบโต้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นเวลานาน

ด้านสำนักข่าว “เมห์ร” (Mehr) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน เผยแพร่แผนที่โรงไฟฟ้าในอ่าวเปอร์เซียพร้อมคำเตือนว่า “เตรียมบอกลาไฟฟ้าได้เลย” หากทรัมป์ทำตามคำขู่

“ในกรณีที่มีการโจมตีเพียงเล็กน้อยต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าของอิหร่าน ทั้งภูมิภาคจะตกอยู่ในความมืดมิด… โรงไฟฟ้าหลัก 70% ถึง 80% ตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งอ่าวเปอร์เซีย… ซึ่งทั้งหมดอยู่ในระยะการป้องปรามของอิหร่าน”

ทางด้านสำนักข่าว Nour news ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติของอิหร่าน ระบุว่าคำขู่ของทรัมป์ไม่ใช่การแสดงความแข็งแกร่ง แต่เป็นการเปิดเผยจุดอ่อนของสหรัฐฯ แม้จะมีการกล่าวอ้างเรื่องความเป็นอิสระทางพลังงานก็ตาม

Nour news เสริมอีกว่า “การยกระดับความรุนแรงใดๆ จะกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้แบบหลายชั้นจากอิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปที่ทรัพย์สินในภูมิภาค และก่อให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง”

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกองทัพอิหร่านยังได้แสดงท่าทีท้าทายว่า “หลักการของกองทัพเราได้เปลี่ยนจาก ‘เชิงรับ’ เป็น ‘เชิงรุก’ แล้ว และกำลังจะมีเซอร์ไพรส์ใหม่ๆ ตามมา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เฮลิคอปเตอร์ทหารตกในกาตาร์ ดับยกลำ 7 ศพ คาดขัดข้องทางเทคนิค

เฮลิคอปเตอร์ทหารตกในกาตาร์ ดับยกลำ 7 ศพ คาดขัดข้องทางเทคนิค

22 มี.ค. 2569 21:53 น.

เฮลิคอปเตอร์ทหารตกในกาตาร์ ดับยกลำ 7 ศพ คาดขัดข้องทางเทคนิค

เฮลิคอปเตอร์ทหารตกในประเทศกาตาร์ ระหว่างปฏิบัติการฝึกซ้อม ส่งผลให้คนบนเครื่องทั้งหมด 7 รายเสียชีวิตทั้งหมด ส่วนสาเหตุคาดว่าเกิดจากความขัดข้องทางเทคนิค

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ทหารตกในน่านน้ำของกาตาร์ระหว่างการฝึกซ้อมทางทหาร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 มี.ค. 2569 ส่งผลให้ผู้อยู่บนเครื่องทั้ง 7 รายเสียชีวิตทั้งหมด โดยมีสาเหตุมาจากความขัดข้องทางเทคนิค

ทางการกาตาร์และตุรกีให้ข้อมูลว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ทหารกาตาร์ 4 นาย, ทหารชาวตุรกี 1 นาย และช่างเทคนิคจากบริษัทด้านการป้องกันของตุรกีอีก 2 นาย โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริงในการตกของเฮลิคอปเตอร์ลำนี้

อนึ่ง ตุรกีมีฐานทัพตั้งอยู่ในกาตาร์ภายใต้ข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศที่ทั้งสองลงนามร่วมกันในปี 2557

กระทรวงมหาดไทยของกาตาร์ระบุในแถลงการณ์ว่า พบร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 7 รายแล้ว พร้อมทั้งขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดต่อครอบครัวของผู้ประสบภัย

ทางด้านกระทรวงกลาโหมของตุรกีเปิดเผยว่า เฮลิคอปเตอร์ทหารของกาตาร์ลำดังกล่าวอยู่ระหว่าง “การปฏิบัติภารกิจฝึกซ้อม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองบัญชาการกองกำลังร่วมกาตาร์-ตุรกี”

กระทรวงกลาโหมตุรกีระบุเพิ่มเติมว่า ช่างเทคนิคทั้งสองรายมาจากบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ Aselsan โดยทางการกาตาร์จะเป็นผู้สรุปสาเหตุที่แน่ชัดของเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกในครั้งนี้ต่อไป

ทั้งนี้ เหตุเฮลิคอปเตอร์ตกครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีอิหร่านอย่างกว้างขวาง ขณะที่ทางเตหะรานก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอลและรัฐพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศรีลังกาขึ้นราคาน้ำมัน 25% รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

ศรีลังกาขึ้นราคาน้ำมัน 25% รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

22 มี.ค. 2569 11:57 น.

ศรีลังกาขึ้นราคาน้ำมัน 25% รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

รัฐบาลศรีลังกาประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งใหญ่เป็นครั้งที่ 2 ในรอบสองสัปดาห์ อีก 25% หลังสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อจนกระทบการนำเข้าพลังงาน ด้านประธานาธิบดีสั่งบังคับใช้มาตรการประหยัดขั้นสูงสุด ทั้งการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ และรื้อฟื้นระบบ Work from Home เพื่อประคองเศรษฐกิจประเทศไม่ให้ซ้ำรอยวิกฤตปี 2022

รัฐบาลศรีลังกาได้ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงอีก 25% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งที่สองภายในระยะเวลาเพียงสองสัปดาห์ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยราคาน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 398 รูปี (ประมาณ 41.95 บาท) ต่อลิตร จากเดิม 317 รูปี (ราว 33.42 บาท) ขณะที่น้ำมันดีเซลซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่งมวลชน ปรับขึ้นอีก 79 รูปี ไปอยู่ที่ 382 รูปี (ราว 40.27 บาท) ต่อลิตร

เจ้าหน้าที่จากบรรษัทปิโตรเลียมซีลอนระบุว่า เป้าหมายของการขึ้นราคาสูงสุดครั้งนี้คือการบีบให้การบริโภคน้ำมันในประเทศลดลงให้ได้ 15-20% หลังจากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้สั่งปันส่วนน้ำมันไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน

วิกฤตครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่าน เพื่อตอบโต้สงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ซึ่งช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบถึง 20% ของโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อศรีลังกาที่ต้องนำเข้าน้ำมันและถ่านหินทั้งหมด 100% เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ประธานาธิบดีอนุรา กุมารา ดิสซานายาเก ได้ออกคำสั่งด่วนเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสงครามที่อาจยืดเยื้อ ซึ่งมีมาตรการต่างๆ เช่นการปรับลดวันทำงาน เหลือเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา (18 มี.ค.) และการ Work from Home โดยขอความร่วมมือให้นายจ้างกลับไปใช้ระบบทำงานจากที่บ้านในส่วนที่ทำได้ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงในการเดินทาง

รัฐบาลศรีลังกาแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า สงครามที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางอาจทำลายความพยายามในการฟื้นฟูประเทศจากวิกฤตเศรษฐกิจล่มสลายในปี 2022 ซึ่งในครั้งนั้นศรีลังกาต้องผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศมูลค่ากว่า 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์เนื่องจากขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ จนต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจำนวน 2.9 พันล้านดอลลาร์จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มาจนถึงปัจจุบัน.

ที่มา AFP 

โจมตีโรงพยาบาลซูดานคร่าชีวิต 64 ศพ WHO ประณามหนัก เรียกร้องยุติสงคราม

โจมตีโรงพยาบาลซูดานคร่าชีวิต 64 ศพ WHO ประณามหนัก เรียกร้องยุติสงคราม

22 มี.ค. 2569 11:16 น.

โจมตีโรงพยาบาลซูดานคร่าชีวิต 64 ศพ WHO ประณามหนัก เรียกร้องยุติสงคราม

องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยเหตุโจมตีโรงพยาบาลในรัฐดาร์ฟูร์ตะวันออกของซูดาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 64 ราย ในจำนวนนี้มีเด็กรวมอยู่ด้วย 13 ราย ด้าน ผอ. WHO เรียกร้องยุติสงคราม หลังสงครามยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 3 ทำลายระบบสาธารณสุขจนอัมพาตและมียอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีสถานพยาบาลทะลุ 2,000 ศพ

นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยรายละเอียดเหตุโจมตีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 มี.ค.) ที่โรงพยาบาลศูนย์การเรียนรู้ ในเมืองเอล-แดน เมืองหลวงของรัฐดาร์ฟูร์ตะวันออก โดยแรงระเบิดจากอาวุธหนักส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันทีอย่างน้อย 64 ราย และบาดเจ็บอีก 89 ราย

ในกลุ่มผู้เสียชีวิตยืนยันว่าเป็นเด็ก 13 ราย พยาบาลหญิง 2 ราย แพทย์ชาย 1 ราย และคนไข้จำนวนมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอีก 8 รายได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยกลุ่มนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนในพื้นที่รายงานว่า เป็นผลจากการโจมตีด้วยโดรนของกองทัพซูดาน ซึ่งพยายามรุกคืบเข้าไปยังพื้นที่อิทธิพลของกองกำลังกึ่งทหาร RSF

การโจมตีครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับแผนกกุมารเวชกรรม แผนกสูตินรีเวช และแผนกฉุกเฉิน จนทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถเปิดให้บริการได้อีกต่อไป ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่จำเป็นของประชาชนในพื้นที่

ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังการโจมตีสถานพยาบาล (SSA) ระบุว่า นับตั้งแต่สงครามในซูดานปะทุขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2023 ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีสถานพยาบาลรวมแล้วสูงถึง 2,036 ราย จากเหตุการณ์โจมตีทั้งหมด 213 ครั้ง โดยเฉพาะในปี 2025 เพียงปีเดียว มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 1,620 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 82 ของยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีสถานพยาบาลทั่วโลก

ผู้อำนวยการ WHO กล่าวด้วยความสลดใจว่า “เลือดถูกหลั่งมามากเกินพอแล้ว ความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นนั้นเกินกว่าจะรับไหว สถานพยาบาลต้องไม่ตกเป็นเป้าหมายของสงคราม เพราะสันติภาพคือยาที่ดีที่สุดสำหรับมนุษยชาติ”

ปัจจุบัน สงครามในซูดานส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นกว่า 11 ล้านคน และประชาชนอีกกว่า 33 ล้านคนกำลังเผชิญกับวิกฤตความหิวโหยและความต้องการความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน ขณะที่การใช้โดรนโจมตีพื้นที่ชุมชนกลายเป็นภาพชินตาที่โหดร้าย ซึ่งทางสหประชาชาติ (UN) ได้ออกมาประณามอย่างต่อเนื่องถึงความสูญเสียของพลเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว.

ที่มา Al Jazeera

“ทรัมป์” ยื่นคำขาดอิหร่าน 48 ชั่วโมงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่ทำลายโครงสร้างพลังงาน

"ทรัมป์" ยื่นคำขาดอิหร่าน 48 ชั่วโมงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่ทำลายโครงสร้างพลังงาน

22 มี.ค. 2569 10:28 น.

“ทรัมป์” ยื่นคำขาดอิหร่าน 48 ชั่วโมงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่ทำลายโครงสร้างพลังงาน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอิหร่านให้สิ้นซาก หากไม่ยอมเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง ด้านอิหร่านโต้กลับด้วยการส่งขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลครั้งรุนแรง มีผู้บาดเจ็บนับร้อย ขณะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศคำขาดผ่านทางทรูธโซเชียล โดยให้เวลาอิหร่านเพียง 48 ชั่วโมงในการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือสินค้าผ่านได้ตามปกติ มิเช่นนั้นสหรัฐฯ จะปฏิบัติการ “ถล่มและทำลาย” โรงไฟฟ้าของอิหร่านให้ราบคาบ โดยจะเริ่มจากโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับแรก

คำขู่นี้มีกำหนดเส้นตายตรงกับเวลา 23:44 น.ของวันจันทร์ (23 มี.ค.) ตามเวลามาตรฐานสากล ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดถึงขีดสุด หลังจากอิหร่านสั่งปิดช่องแคบซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบถึง 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะยานสูงขึ้นเกิน 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที

เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนคำขู่ของทรัมป์ อิหร่านได้เปิดฉากโจมตีอิสราเอลทางตอนใต้อย่างหนักหน่วง ขีปนาวุธสามารถฝ่าระบบป้องกันภัยทางอากาศเข้าถล่มอาคารที่พักอาศัยในเมืองอาราด และเมืองดิมอนา  ซึ่งเป็นที่ตั้งขอศูนย์นิวเคลียร์สำคัญของอิสราเอล แรงระเบิดทำให้มีผู้บาดเจ็บรวมกว่า 100 ราย  ด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ประกาศลั่นจะตอบโต้คืน “ในทุกแนวรบ” และได้ส่งฝูงบินถล่มกรุงเตหะรานในเวลาต่อมา

ทางด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการแก้แค้นที่อิสราเอลถล่มโรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ เมื่อช่วงกลางปี 2025 พร้อมขู่ว่าหากสหรัฐฯ ลงมือตามคำขู่ อิหร่านจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและระบบผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคทันที

สงครามซึ่งล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ได้ขยายวงกว้างไปทั่วภูมิภาค โดยมีรายงานว่าอิหร่านพยายามยิงขีปนาวุธข้ามทวีปโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ-อังกฤษที่เกาะดิเอโกการ์เซีย ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 4,000 กิโลเมตร แม้จะไม่สำเร็จแต่ถือเป็นการโจมตีระยะไกลที่สุดเท่าที่เคยมีมา นอกจากนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังรายงานว่าถูกโจมตีทางอากาศเช่นกัน หลังจากอิหร่านเตือนไม่ให้ยอมใช้พื้นที่เป็นฐานโจมตีตน

ผู้นำจากหลายประเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และเกาหลีใต้ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณามการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการ IAEA เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุดเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีสถานประกอบการปรมาณู

แม้ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันของอิหร่าน “โมจตาบา คาเมเนอี” จะยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะนับตั้งแต่รับตำแหน่งต่อจากบิดาที่เสียชีวิตในสงคราม แต่นักวิเคราะห์มองว่ารัฐบาลเตหะรานมีความยืดหยุ่นและขีดความสามารถในการตอบโต้ที่ทนทานกว่าที่สหรัฐฯ คาดการณ์ไว้มาก ทำให้โลกต้องจับตาดูว่าเมื่อสิ้นสุด 48 ชั่วโมงนี้ สถานการณ์จะก้าวข้ามไปสู่สงครามเต็มรูปแบบหรือไม่.

ที่มา AFP

คิวบาไฟดับทั้งประเทศรอบสองในสัปดาห์เดียว กระทบประชาชนกว่า 10 ล้าน

คิวบาไฟดับทั้งประเทศรอบสองในสัปดาห์เดียว กระทบประชาชนกว่า 10 ล้าน

22 มี.ค. 2569 10:02 น.

คิวบาไฟดับทั้งประเทศรอบสองในสัปดาห์เดียว กระทบประชาชนกว่า 10 ล้าน

ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติคิวบาล่มเป็นครั้งที่ 2 ในรอบเพียงหนึ่งสัปดาห์ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 10 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้ รัฐบาลเร่งกู้ระบบท่ามกลางปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงเรื้อรังจากการถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐฯ ขณะที่กระแสการประท้วงเริ่มรุนแรงขึ้น หลังมีรายงานการบุกเผาที่ทำการพรรคคอมมิวนิสต์ในบางพื้นที่

กระทรวงพลังงานของคิวบาแถลงยืนยันว่า เกิดเหตุระบบไฟฟ้าพื้นฐานของประเทศตัดขาดการเชื่อมต่อโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้บ้านเรือนและภาคธุรกิจทั่วเกาะตกอยู่ในความมืดมิดอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นวิกฤตไฟดับครั้งใหญ่ครั้งที่ 3 ในรอบเดือนนี้ โดยบริษัทไฟฟ้าแห่งชาติ (UNE) ระบุว่ากำลังเร่งกู้ระบบตามลำดับความสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับโรงพยาบาลและระบบประปาเป็นอันดับแรก

วิกฤตการณ์ครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา และปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างหนัก ซึ่งรัฐบาลคิวบาชี้ว่าเป็นผลมาจากการถูกสหรัฐฯ ปิดล้อมทางการค้า ทำให้ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันเพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าได้

ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศพุ่งสูงขึ้น หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ตกเป็นข่าวว่าต้องการให้ประธานาธิบดี มิเกล ดิอาซ-กาเนล ของคิวบาลงจากตำแหน่ง เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน โดยทรัมป์ยังได้กล่าวถึงแนวคิด “การเข้ายึดครองอย่างเป็นมิตร” ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับผู้นำคิวบาที่ออกมาตอบโต้ว่า ประเทศมีแผนเตรียมพร้อมป้องกันตัวเองจากการรุกรานทางทหารของสหรัฐฯ ทุกรูปแบบ

ไฟฟ้าที่ดับต่อเนื่องได้จุดชนวนความไม่พอใจแก่ประชาชน โดยมีการประท้วงด้วยการเคาะหม้อกระทะในกรุงฮาวานา นอกจากนี้ยังมีรายงานเหตุการณ์รุนแรงในเมืองโมรอน ทางตอนกลางของประเทศ ซึ่งกลุ่มผู้ประท้วงได้บุกเผาที่ทำการพรรคคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม การประท้วงที่ไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายในคิวบา และผู้ฝ่าฝืนอาจต้องโทษจำคุก

ท่ามกลางวิกฤต กลุ่มพันธมิตรสังคมนิยมระหว่างประเทศได้ส่งความช่วยเหลือเบื้องต้น เช่น แผงโซลาร์เซลล์ อาหาร และยารักษาโรคไปยังคิวบา ขณะที่เรือขนส่งความช่วยเหลือจากเม็กซิโกคาดว่าจะเดินทางถึงท่าเรือฮาวานาในวันจันทร์นี้

แม้จะมีความขัดแย้งรุนแรง แต่ประธานาธิบดีดิอาซ-กาเนล ยืนยันว่ามีการเจรจาระดับทวิภาคีเบื้องต้นกับสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกของวิกฤต อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของคิวบาย้ำชัดเจนว่า “ระบบการเมืองและตำแหน่งประธานาธิบดีของคิวบา ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาต่อรองกับสหรัฐฯ ได้อย่างเด็ดขาด”.

ที่มา BBC

ชาวเช็กกว่า 2 แสนชุมนุมต่อต้านรัฐบาลใหม่ หวั่นนำประเทศสู่ระบอบอำนาจนิยม

ชาวเช็กกว่า 2 แสนชุมนุมต่อต้านรัฐบาลใหม่ หวั่นนำประเทศสู่ระบอบอำนาจนิยม

22 มี.ค. 2569 09:45 น.

ชาวเช็กกว่า 2 แสนชุมนุมต่อต้านรัฐบาลใหม่ หวั่นนำประเทศสู่ระบอบอำนาจนิยม

ชาวเช็กกว่า 2 แสนคน รวมตัวชุมนุมใหญ่ ณ สวนสาธารณะเล็ตนา สถานที่ประวัติศาสตร์แห่งการโค่นล้มคอมมิวนิสต์ เพื่อแสดงพลังต่อต้านรัฐบาลผสมของมหาเศรษฐี “อันเดรย์ บาบิช” ชี้เป็นภัยคุกคามประชาธิปไตย หลังผลักดันกฎหมายคุมสื่อ-NGO และคัดค้านการช่วยเหลือนักรบยูเครน เดินรอยตามผู้นำเผด็จการเพื่อนบ้าน

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก เนืองแน่นไปด้วยผู้ประท้วงจากทั่วประเทศที่พากันมาชูธงชาติและป้ายข้อความ “ร่วมปกป้องประชาธิปไตย” โดยกลุ่มผู้จัดงาน “Million Moments for Democracy” ประเมินว่ามีผู้เข้าร่วมสูงถึง 200,000 คน เพื่อส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อันเดรย์ บาบิช  มหาเศรษฐีผู้มีแนวคิดประชานิยม

มิคูลาส มินาร์ แกนนำผู้จัดงานระบุว่า “เรามาที่นี่เพื่อคัดค้านการลากประเทศเข้าสู่เส้นทางเดียวกับสโลวาเกียและฮังการี” ซึ่งหมายถึงทิศทางทางการเมืองที่เอนเอียงไปทางรัสเซียและมีความเป็นเผด็จการมากขึ้นฃ

นายบาบิช กลับมามีอำนาจอีกครั้งหลังพรรค ANO ของเขาชนะเลือกตั้งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และได้จัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคขวาจัดที่มีแนวคิดต่อต้านผู้อพยพ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้เริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายสำคัญหลายด้าน เช่นยุติการช่วยเหลือยูเครน โดยนายบาบิชคัดค้านการสนับสนุนทางการเงินและเงินกู้แก่ยูเครนในการทำสงครามกับรัสเซีย ซึ่งเป็นท่าทีเดียวกับผู้นำฮังการีและสโลวาเกีย

รัฐบาลยังเตรียมออกกฎหมาย “ตัวแทนต่างชาติ” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรัสเซีย ซึ่งจะบังคับให้องค์กรหรือบุคคลที่รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติและทำกิจกรรมทางการเมืองต้องจดทะเบียน มิเช่นนั้นจะถูกปรับอย่างหนัก รวมถึงแผนการปรับเปลี่ยนงบประมาณของสถานีวิทยุและโทรทัศน์สาธารณะ ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าจะเป็นการเปิดช่องให้รัฐบาลเข้าควบคุมสื่อได้อย่างเบ็ดเสร็จ

แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้การประท้วงครั้งนี้รุนแรงขึ้น เกิดจากการที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติ “ไม่เพิกถอนสิทธิ์คุ้มกัน” ของนายบาบิช ทำให้เขาไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในคดีทุจริตเงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรป มูลค่า 2 ล้านดอลลาร์ จนกว่าจะหมดวาระในปี 2029 รวมถึงกรณีของประธานสภาผู้แทนราษฎรที่รอดพ้นคดีปลุกระปั่นความเกลียดชังเช่นกัน

กลุ่มผู้ชุมนุมชี้ว่า มติดังกล่าวทำให้คนในประเทศถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ “ประชาชนคนธรรมดา” และ “กลุ่มผู้ที่แตะต้องไม่ได้” มิคาเอล เซอร์โนลาเวก นักศึกษาวัย 19 ปี หนึ่งในผู้ร่วมชุมนุมกล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมมาเพื่อปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุด เสรีภาพที่เรามีอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือของตาย และมันเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องปกป้องมันไว้”.

ที่มา Associated Press

ทรัมป์ขู่ส่งเจ้าหน้าที่ ICE เข้าคุมสนามบิน หากตกลงงบประมาณไม่ได้

ทรัมป์ขู่ส่งเจ้าหน้าที่ ICE เข้าคุมสนามบิน หากตกลงงบประมาณไม่ได้

22 มี.ค. 2569 06:02 น.

ทรัมป์ขู่ส่งเจ้าหน้าที่ ICE เข้าคุมสนามบิน หากตกลงงบประมาณไม่ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความขู่ว่า จะส่งเจ้าหน้าที่ ICE ไปประจำการตามสนามบินต่างๆ เพื่อจับกุมตัวผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย หากพรรคเดโมแครตไม่ยอมบรรลุข้อตกลงบประมาณ

เมื่อ 21 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ส่งเจ้าหน้าที่จากกองบังคับการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) เข้าไปดูแลความปลอดภัยตามสนามบินต่าง ๆ เพื่อจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมาย หากพรรคเดโมแครตไม่ยอมบรรลุข้อตกลงเรื่องงบประมาณสนับสนุนกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS)

“ผมจะเคลื่อนกำลังเจ้าหน้าที่ ICE ผู้น่าอัศจรรย์และรักชาติของเราไปยังสนามบินต่าง ๆ ซึ่งพวกเขาจะทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในแบบที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน” ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เมื่อวันเสาร์

“นั่นรวมถึงการจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมายทุกคนที่เข้ามาในประเทศของเราในทันที โดยจะเน้นหนักไปที่กลุ่มคนที่มาจากโซมาเลีย ซึ่งได้รับการอนุมัติจากผู้ว่าการรัฐที่ฉ้อฉล, อัยการสูงสุด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อิลฮาน โอมาร์ ให้เข้ามาทำลายรัฐมินนิโซตาที่เคยยิ่งใหญ่จนย่อยยับ” ทรัมป์ระบุ

อนึ่ง กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ตกอยู่ในสภาวะขาดงบประมาณมาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากที่สภาคองเกรสไม่สามารถบรรลุข้อตกลงด้านงบประมาณได้ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในสนามบินตามปกติไม่ได้รับค่าจ้าง

ความเคลื่อนไหวของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันศุกร์ ร่างกฎหมายที่จะอนุมัติงบประมาณให้แก่ DHS และจัดสรรเงินเดือนให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานความปลอดภัยด้านการขนส่ง (TSA) ประจำสนามบิน ไม่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา

รัฐบาลของทรัมป์กล่าวโทษว่าเป็นความผิดของพรรคเดโมแครต ซึ่งยืนกรานปฏิเสธที่จะผ่านงบประมาณหากไม่มีการปฏิรูปหน่วยงาน ICE ซึ่งดำเนินงานภายใต้สังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) โดยความล่าช้าดังกล่าวส่งผลให้พนักงานหลายพันคนของ TSA ซึ่งสังกัด DHS เช่นเดียวกัน ต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างมานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว

มีรายงานว่าพนักงาน TSA มากกว่า 300 คนได้ลาออกในช่วงเวลานี้ ขณะที่สื่อสหรัฐฯ รายงานว่าสถิติการขาดงานโดยไม่ได้นัดหมายพุ่งสูงขึ้นกว่าสองเท่า

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการเข้าคิวยาวเหยียดในสนามบิน ขณะที่สหภาพแรงงานเผยว่า เจ้าหน้าที่บางส่วนต้องออกไปรับจ้างทำงานที่สองเพื่อหารายได้ ส่วนสนามบินบางแห่งถึงกับต้องเปิดรับบริจาคบัตรของขวัญและถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ TSA

จอนนี่ โจนส์ เจ้าหน้าที่จากสหภาพลูกจ้างรัฐบาล (AFGE) ประจำเมืองดัลลัส ให้สัมภาษณ์กับ USA Today ว่า “พนักงานจำนวนมากรายงานผมว่า เงินในบัญชีธนาคารของพวกเขาเหลือศูนย์หรือติดลบแล้ว”

“ไม่มีเงินจ่ายค่ารับเลี้ยงเด็ก ไม่มีเงินซื้ออาหาร พวกเขาแค่ต้องการรู้ว่า ทำไมพวกเราถึงไม่ได้รับค่าจ้าง ทั้งที่เรายังมีเงินเหลือเฟือที่จะเอาไปยิงขีปนาวุธใส่ประเทศอื่น” เขากล่าว

ทั้งนี้ ICE มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในมาตรการกวาดล้างผู้อพยพของรัฐบาลทรัมป์ โดยมีการจับกุมผู้คนไปแล้วหลายพันรายนับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในเดือนมกราคม 2568 แต่ยุทธวิธีของหน่วยงานนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสมาชิกพรรคเดโมแครต กลุ่มสิทธิเสรีภาพพลเมือง และองค์กรเอกชนจำนวนมาก

ทรัมป์เขียนข้อความระบุว่า การส่งเจ้าหน้าที่ ICE เข้าประจำการจะเริ่มขึ้นในวันจันทร์นี้ “หากพรรคเดโมแครตไม่อนุมัติการรักษาความปลอดภัยที่ยุติธรรมและเหมาะสม ณ สนามบินของเรา และในที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ”

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของ ICE ไม่ได้ถูกฝึกฝนมาโดยเฉพาะสำหรับงานด้านการรักษาความปลอดภัยในสนามบิน

แม้ว่า ICE จะดำเนินงานภายใต้สังกัด DHS แต่หน่วยงานนี้กลับไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากการ “ชัตดาวน์” บางส่วนของรัฐบาลที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เนื่องจากสภาคองเกรสได้อนุมัติงบประมาณแยกให้แก่หน่วยงานนี้ไปก่อนหน้าแล้ว

ทางด้านพรรคเดโมแครตได้เรียกร้องให้มีการปฏิรูปหน่วยงาน ICE หลังจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสังหารชาวเมืองมินนีแอโปลิสสองราย คือ อเล็กซ์ เพรตติ และ เรเน่ กูด ขณะที่ทั้งคู่กำลังประท้วงต่อต้านการบุกกวาดล้างผู้อพยพของรัฐบาลทรัมป์ในรัฐมินนิโซตาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

พรรคเดโมแครตได้ยื่นข้อเสนอให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสั่งห้ามเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า รวมถึงต้องจัดให้มีบัตรแสดงตนของเจ้าหน้าที่ที่ชัดเจนขึ้น และเข้มงวดกับกฎระเบียบในการขอหมายศาลมากกว่าเดิม แต่ข้อเสนอนี้ยังไม่ได้รับการตอบสนอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจ็บกว่า 80 ราย อิหร่านถล่มอิสราเอล 2 จุด เล็งโจมตีศูนย์นิวเคลียร์

เจ็บกว่า 80 ราย อิหร่านถล่มอิสราเอล 2 จุด เล็งโจมตีศูนย์นิวเคลียร์

22 มี.ค. 2569 05:00 น.

เจ็บกว่า 80 ราย อิหร่านถล่มอิสราเอล 2 จุด เล็งโจมตีศูนย์นิวเคลียร์

อิหร่านยิงมิสไซล์โจมตี 2 เมืองของอิสราเอล ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บแล้วกว่า 80 ราย โดยนักวิเคราะห์คาดว่า หนึ่งในมิสไซล์มีเป้าหมายที่ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ของอิสราเอล ซึ่งห่างจากเมืองไม่ไกล

เมื่อ 21 มี.ค. 2569 หน่วยบริการฉุกเฉิน “มาเกน ดาวิด อาดอม” (MDA) ของอิสราเอล เปิดเผยว่า มิสไซล์ที่ตกในเมืองดิโมนา ทางตอนใต้ของประเทศ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวมแล้ว 47 ราย โดยส่วนใหญ่เกิดจากสะเก็ดระเบิด มีเด็กชายวัย 10 ขวบคนหนึ่งอยู่ในอาการสาหัส และหญิงวัย 30 ปีอีกรายได้รับบาดเจ็บจากเศษกระจก

ทางการอิสราเอลระบุว่า กำลังเร่งตรวจสอบว่าขีปนาวุธของอิหร่านสามารถเล็ดลอดระบบป้องกันภัยทางอากาศลงมาตกในเมืองดิโมนาทางตอนใต้ จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บดังกล่าวได้อย่างไร

ภาพความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่านที่เมืองดิโมนา ของอิสราเอล
ภาพความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่านที่เมืองดิโมนา ของอิสราเอล

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่า อิหร่านโจมตีเมืองดิโมนาโดยมีเป้าหมายที่ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ “เนเกฟ” (Negev) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเพียง 13 กม. ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสถานที่เก็บอาวุธนิวเคลียร์ที่ไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการของอิสราเอล

อิหร่านออกมายืนยันแล้วว่า พวกเขาเป็นผู้โจมตีเมืองแห่งนี้ โดยอ้างว่าทำเพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศก่อนหน้านี้ของสหรัฐฯ กับอิสราเอล ซึ่งมุ่งเป้าหมายไปที่โรงงานนิวเคลียร์ “นาตานซ์” (Natanz) ของพวกเขา

อีกด้านหนึ่ง อิหร่านยังยิงมิสไซล์โจมตีเมืองอารัด ทางตอนใต้ของอิสราเอลด้วย ซึ่งหน่วย MDA ระบุว่า มีผู้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว 33 ราย ในจำนวนนี้มีผู้บาดเจ็บสาหัส 4 ราย บาดเจ็บปานกลาง 12 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 17 ราย ขณะที่ทีมกู้ภัยจะยังคงดำเนินการปูพรมค้นหาผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc