ทรัมป์จ่ายแล้ว ค่าเสียหาย 5.6 ล้านดอลลาร์ คดีล่วงละเมิดนักเขียนหญิง

ทรัมป์จ่ายแล้ว ค่าเสียหาย 5.6 ล้านดอลลาร์ คดีล่วงละเมิดนักเขียนหญิง

15 ก.ค. 2569 02:39 น.

ทรัมป์จ่ายแล้ว ค่าเสียหาย 5.6 ล้านดอลลาร์ คดีล่วงละเมิดนักเขียนหญิง

โดนัลด์ ทรัมป์ จ่ายเงินค่าเสียหายจำนวน 5.6 ล้านดอลลาร์ให้แก่ อี. จีน แคร์โรล นักเขียนหญิงชาวอเมริกันแล้ว จากคดีล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาท

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างข้อมูลจากเอกสารที่ยื่นต่อศาลเมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จ่ายเงินค่าชดเชยจำนวน 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ เอลิซาเบธ จีน แคร์โรล นักเขียนหญิง หลังจากคณะลูกขุนในคดีแพ่งพบว่าเขามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาทเธอ

“เมื่อสามปีที่แล้ว คณะลูกขุนจำนวน 9 คนมีมติเป็นเอกฉันท์ตัดสินว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาท อี. จีน แคร์โรล” โรเบอร์ตา คาแพลน ทนายความของแคร์โรล ระบุในแถลงการณ์

“ในวันนี้ เรารู้สึกยินดีที่จะแจ้งให้ทราบว่า เธอได้รับเงินค่าเสียหายที่คณะลูกขุนตัดสินให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากคำตัดสินในครั้งนั้น” เธอกล่าวเสริม

ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธที่จะรับพิจารณาคำอุทธรณ์ของทรัมป์ ที่ต้องการให้ศาลพิจารณาคำพิพากษาเดิมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 ใหม่อีกครั้ง ส่งผลให้คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นอันสิ้นสุด

แคร์โรล อดีตนักข่าวและคอลัมนิสต์ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 82 ปี กล่าวหาประธานาธิบดีทรัมป์ว่า ล่วงละเมิดเธอในห้องลองเสื้อของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในนิวยอร์กเมื่อปี 2539

เมื่อข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในหนังสือของแคร์โรลในปี 2562 โดนัลด์ ทรัมป์ กลับเรียกเธอว่าเป็นพวก “สติไม่ดี” และอ้างว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นสิ่งที่เธอกุขึ้นมาเอง ส่งผลให้แคร์โรลเพิ่มข้อกล่าวหาเรื่องการหมิ่นประมาทเข้าไปด้วย

อนึ่ง คดีหมิ่นประมาทอีกคดีหนึ่งในนิวยอร์ก ทรัมป์ถูกศาลสั่งให้จ่ายเงินจำนวน 83.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่แคร์โรล ซึ่งคำตัดสินดังกล่าวได้รับการยืนยันตามชั้นอุทธรณ์แล้ว แต่การบังคับคดียังคงถูกระงับไว้ชั่วคราว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ลั่น ไม่เสียใจคลายคว่ำบาตรอิหร่าน ก่อนหวนปะทะรอบใหม่

ทรัมป์ลั่น ไม่เสียใจคลายคว่ำบาตรอิหร่าน ก่อนหวนปะทะรอบใหม่

15 ก.ค. 2569 01:14 น.

ทรัมป์ลั่น ไม่เสียใจคลายคว่ำบาตรอิหร่าน ก่อนหวนปะทะรอบใหม่

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาไม่เสียใจที่ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน และยุติการปิดล้อมทางทะเล ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะกลับมายิงปะทะกันอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน

เมื่อ 14 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาวว่า เขาไม่รู้สึกเสียใจเลยที่ได้ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านเป็นการชั่วคราว ก่อนที่รัฐบาลของเขาจะกลับมาบังคับใช้มาตรการดังกล่าว และเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน

“ไม่เลย ผมให้โอกาสพวกเขาแล้ว” ทรัมป์กล่าวหลังถูกนักข่าวถามว่า เสียใจหรือไม่ที่สั่งยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล หรือการขยายเวลาการยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน “ผมต้องการให้โอกาสพวกเขาในการบรรลุข้อตกลงร่วมกัน”

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลของทรัมป์ผ่อนปรนการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านชั่วคราว โดยเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับอิหร่าน ทว่าหลังจากอิหร่านโจมตีเรือขนส่งสินค้าใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซเมื่อสัปดาห์ก่อน รัฐบาลสหรัฐฯ จึงยกเลิกข้อยกเว้นดังกล่าว พร้อมทั้งกลับมาปิดล้อมทางทะเล และเปิดฉากโจมตีทางทหารระลอกใหม่

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวอีกว่า แพ็กเกจมาตรการคว่ำบาตรที่มีเป้าหมายเล่นงานรัสเซีย อาจถูกขยายผลในเร็ว ๆ นี้ให้ครอบคลุมถึงอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนด้วยเช่นกัน

“พวกเขากำลังจะเพิ่มอิหร่านเข้าไปด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก” ทรัมป์กล่าว “และพวกเขาอาจจะเพิ่มกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เข้าไปด้วย”

ทั้งนี้ กลุ่มสมาชิกรัฐสภาจากทั้งสองพรรค (เดโมแครตและรีพับลิกัน) กำลังผลักดันให้มีการผ่านร่างกฎหมายนี้อย่างเร่งด่วน ภายหลังการเสียชีวิตของ สว.ลินด์เซย์ เกรแฮม ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานขับเคลื่อนมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่นี้มานานหลายปี

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า มาตรการนี้มี “โอกาสสูง” ที่จะสำเร็จลุล่วง เมื่อมีการสรุปรายละเอียดบางประการเรียบร้อยแล้ว “ลินด์เซย์ต้องการมันมากจริง ๆ สิ่งนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ลินด์เซย์” ทรัมป์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไฟไหม้อาคารในเมืองหลวงเบลเยียม พบหลายศพในช่องลิฟต์

ไฟไหม้อาคารในเมืองหลวงเบลเยียม พบหลายศพในช่องลิฟต์

15 ก.ค. 2569 00:00 น.

ไฟไหม้อาคารในเมืองหลวงเบลเยียม พบหลายศพในช่องลิฟต์

เกิดเหตุไฟไหม้อาคารที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างในกรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม โดยการตรวจสอบเบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตหลายรายอยู่ภายในช่องลิฟต์ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการเก็บกู้ร่าง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่อาคาร อ็อกซี ทาวเวอร์ (Oxy tower) ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างในย่านใจกลางกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของประเทศเบลเยียม เมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 โดยมีผู้สูญหายในเหตุการณ์นี้อย่างน้อย 6 ราย

นายเบรชต์ สเปย์บรูก โฆษกสำนักงานอัยการแรงงานแห่งกรุงบรัสเซลส์ แถลงว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเข้าไปภายในตัวอาคารกลับพบว่าไฟได้ลุกลามไปยังช่องลิฟต์ ซึ่งมีลิฟต์สองตัวติดค้างอยู่ เจ้าหน้าที่งัดประตูลิฟต์ตัวหนึ่งออกมาและพบผู้เสียชีวิตหลายราย แต่ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด

“ผู้เสียชีวิตอาจเป็นกลุ่มผู้สูญหายทั้ง 6 รายนั้น แต่ก็เป็นไปได้ว่าอาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมในลิฟต์อีกตัว หรือในจุดอื่น ๆ ของอาคารด้วย” เขากล่าว และเสริมว่า ทีมงานกำลังเตรียมการเพื่อกู้ร่างผู้เสียชีวิตออกจากลิฟต์ ซึ่งหากปรากฏว่าร่างเหล่านั้นไม่ใช่กลุ่มผู้สูญหายทั้ง 6 คน เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นจะต้องเข้าไปตรวจค้นในลิฟต์อีกตัวด้วยเช่นกัน

“เนื่องจากมีเศษซากความเสียหายสะสมอยู่ สภาพการทำงานจึงยากลำบากมาก” นายสเปย์บรูกกล่าวเพิ่ม “ดังนั้น ปฏิบัติการกู้ร่างจะยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วโมง”

ด้านสื่อท้องถิ่นระบุว่า มีผู้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว 2 รายเนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้รุนแรง ขณะที่มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 1 นายเข้ารับการปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุหลังต้องเผชิญกับความร้อนสูง

ขณะที่สำนักข่าว RTBF ของเบลเยียมรายงานว่า นายกรัฐมนตรี บาร์ต เดอ เวเฟอร์ และสมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิปแห่งเบลเยียมเดินทางมายังจุดเกิดเหตุในช่วงบ่าย เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ อาคาร อ็อกซี ทาวเวอร์ ยังคงอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งในอนาคตจะถูกใช้เป็นที่พักอาศัย โรงแรม ร้านอาหาร และบาร์ ตัวอาคารตั้งอยู่ห่างจาก แกรนด์เพลซ (Grand Place) ซึ่งเป็นจัตุรัสกลางเมืองของกรุงบรัสเซลส์ เพียง 500 เมตร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์กลับลำ ไม่เก็บค่าผ่านฮอร์มุซ 20% แล้ว หลังโดนต่อต้านหนัก

ทรัมป์กลับลำ ไม่เก็บค่าผ่านฮอร์มุซ 20% แล้ว หลังโดนต่อต้านหนัก

14 ก.ค. 2569 22:57 น.

ทรัมป์กลับลำ ไม่เก็บค่าผ่านฮอร์มุซ 20% แล้ว หลังโดนต่อต้านหนัก

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความยกเลิกเรื่องที่เขาประกาศว่า จะเก็บค่าผ่านทางจากเรือสินค้าที่จะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในอัตรา 20% หลังจากเผชิญเสียงคัดค้านอย่างหนัก

เมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยกเลิกเรื่องที่เขาบอกว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บค่าผ่านทางในอัตรา 20% จากเรือสินค้าที่จะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เปลี่ยนมาเป็นการให้กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ แทน

ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ ทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐฯ จะเข้าไปเป็น “เทวดาผู้คุ้มครองช่องแคบฮอร์มุซ” และจะเก็บค่าผ่านทางดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาความปลอดภัยที่สหรัฐฯ จัดหาให้

อย่างไรก็ตามในวันอังคาร นายทรัมป์โพสต์ข้อความระบุว่า “จากการหารือที่ได้ผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมกับบรรดาผู้นำในตะวันออกกลาง ผมจึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนจากการเรียกเก็บค่าตอบแทนแก่สหรัฐฯ ในอัตรา 20% มาเป็นข้อตกลงทางการค้าและการลงทุนที่กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับต่าง ๆ จะเข้ามาลงทุนในสหรัฐอเมริกาแทน”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธมิตร, ประเทศอื่นๆ ที่จะได้รับผลกระทบเช่น บราซิล และบริษัทขนส่งต่างๆ ขณะที่บรรดาเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของตัวเขาเองก็เคยตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ และข้อกฎหมายในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในเส้นทางน้ำระหว่างประเทศ

“มันเป็นเส้นทางน้ำระหว่างประเทศ ไม่มีประเทศใดได้รับอนุญาตให้จัดเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมในเส้นทางน้ำระหว่างประเทศได้ นั่นคือข้อกฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน” มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวไว้เมื่อเดือนมิถุนายน

รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ก็เคยย้ำเช่นกันว่า จุดยืนของรัฐบาลชุดนี้คือ “เส้นทางน้ำระหว่างประเทศควรจะต้องปราศจากค่าผ่านทาง” และตัวทรัมป์เองก็เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ ต้องการให้ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางที่ “เสรี”

“เราต้องการให้มันเปิดกว้าง เราต้องการให้มันเสรี เราไม่ต้องการให้มีการเก็บค่าผ่านทาง มันเป็นเรื่องระดับสากล มันเป็นเส้นทางน้ำระหว่างประเทศ” ทรัมป์กล่าวไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” แล้ว 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย

สหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” แล้ว 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย

14 ก.ค. 2569 22:05 น.

สหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” แล้ว 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย

รัฐบาลสหรัฐฯ คืนภาษีศุลกากรที่เก็บจากบริษัทต่างๆ ภายใต้มาตรการภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ แล้วกว่า 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากศาลสูงสุดตัดสินว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินคืนเงินภาษีศุลกากร ที่พวกเขาเรียกเก็บจากบริษัทต่างๆ ที่นำเข้าสินค้าเข้ามายังสหรัฐฯ ภายใต้มาตรการ “ภาษีต่างตอบแทน” ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แล้วกว่า 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับตั้งแต่ศาลสูงสุดตัดสินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า การกระทำนี้ผิดกฎหมาย

ภาษีต่างตอบแทน หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีทรัมป์” ซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บจากสินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆ (จ่ายโดยบริษัทที่นำเข้ามา) ถือเป็นหัวใจสำคัญในแผนเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์ นับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว

แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ สั่งระงับการเก็บภาษีเพิ่มเติมที่ทรัมป์เคยมีคำสั่งไว้เกือบทั้งหมด ส่งผลให้รัฐบาลต้องคืนเงินให้แก่บริษัทต่าง ๆ ที่ได้ชำระภาษีเหล่านั้นไป

ตามรายงานตัวเลขงบประมาณที่เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (13 ก.ค.) ระบุว่าสหรัฐฯ ได้จ่ายเงินคืนภาษีศุลกากรไปแล้วกว่า 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.7 ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณนี้ซึ่งเริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วที่มีการคืนเงินเพียง 5 พันล้านดอลลาร์

เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังรายหนึ่งเปิดเผยว่า ตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นนี้เกือบทั้งหมดเป็นผลมาจากคำตัดสินของศาลสูงสุด โดยการคืนเงินส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้นำเสนอว่าภาษีศุลกากรคือวิธีแก้ปัญหาแบบครอบจักรวาลสำหรับระบบเศรษฐกิจ ทั้งการดึงโรงงานต่าง ๆ กลับมายังสหรัฐฯ การได้ข้อตกลงทางการค้าที่ดีขึ้น และการลดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลาง

ทว่า ยอดการขาดดุลงบประมาณที่เคยลดลงเล็กน้อยเมื่อปีที่แล้วเนื่องจากมีรายได้จากภาษีศุลกากร ตอนนี้กลับมาขยายตัวอีกครั้ง โดยพุ่งแตะ 1.367 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ ซึ่งเพิ่มขึ้น 2%

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ใช้จ่ายเงินมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ไปกับการชำระดอกเบี้ยเงินกู้เพียงอย่างเดียว ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 14% ขณะที่งบประมาณด้านการทหารก็พุ่งสูงขึ้น 5% เนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

ปัจจุบัน รัฐบาลทรัมป์เหลือเพียงมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกชั่วคราวในอัตรา 10% ซึ่งกำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 24 ก.ค.นี้ ทว่าทำเนียบขาวกำลังเตรียมกำหนดอัตราภาษีใหม่ โดยอ้างเหตุผลเรื่องความหละหลวมในการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการบังคับใช้แรงงาน และปัญหาภาวะกำลังการผลิตที่ล้นเกิน

ความพยายามล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้าสำคัญอย่าง สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น อินเดีย ไต้หวัน และจีน และอาจเปิดทางให้ทรัมป์สามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดเดิมที่ศาลเคยกำหนดไว้ โดยคาดว่าอัตราภาษีศุลกากรระลอกใหม่นี้จะอยู่ที่ระหว่าง 10% ถึง 12.5% นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังขู่ที่จะจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 25% กับบราซิลอีกด้วย

เมื่อเดือนมิถุนายน ทรัมป์ออกโรงขู่เก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 100% กับกลุ่มประเทศในยุโรป ซึ่งรวมถึงสหราชอาณาจักร ที่เดินหน้าจัดเก็บ “ภาษีบริการดิจิทัล” จากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น แอปเปิล (Apple), กูเกิล (Google) และแอมะซอน (Amazon)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

จีนสั่งปลด-ไล่ออก “หม่า ซิงรุ่ย” อดีตโปลิตบูโรพรรคคอมมิวนิสต์ เซ่นปมทุจริตเอื้อพวกพ้อง

จีนสั่งปลด-ไล่ออก "หม่า ซิงรุ่ย" อดีตโปลิตบูโรพรรคคอมมิวนิสต์ เซ่นปมทุจริตเอื้อพวกพ้อง

14 ก.ค. 2569 16:35 น.

จีนสั่งปลด-ไล่ออก “หม่า ซิงรุ่ย” อดีตโปลิตบูโรพรรคคอมมิวนิสต์ เซ่นปมทุจริตเอื้อพวกพ้อง

ทางการจีนมีคำสั่งปลด “หม่า ซิงรุ่ย” อดีตสมาชิกกรมการเมือง (โปลิตบูโร) ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ออกจากพรรคและปลดออกจากตำแหน่งราชการ หลังการสอบสวนพบกระทำความผิดร้ายแรงด้านวินัยและกฎหมาย รวมถึงรับสินบน ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง และปล่อยให้เครือญาติแสวงหาผลประโยชน์จากอำนาจหน้าที่ นับเป็นสมาชิกโปลิตบูโรคนที่ 3 ที่ถูกกวาดล้างนับตั้งแต่ปี 2025

คณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลาง และคณะกรรมการกรรมาธิการควบคุมแห่งชาติของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ได้ออกแถลงการณ์วันนี้ (14 ก.ค.) ระบุว่า นายหม่า ซิงรุ่ย วัย 66 ปีอดีตสมาชิกกรมการเมือง หรือโปลิตบูโร ซึ่งเป็นองค์กรตัดสินใจระดับบริหารสูงสุดของประเทศ และอดีตรองหัวหน้าคณะทำงานส่วนกลางด้านกิจการชนบท ได้ถูกขับออกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนและไล่ออกจากตำแหน่งทางราชการทั้งหมดแล้ว หลังถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนมาตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ในข้อหา “ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง”

ผลการสอบสวนระบุว่า นายหม่าละเมิดกฎระเบียบทางการเมืองและวินัยของพรรคอย่างไม่ร้ายแรง เขาล้มเหลวในการกำกับดูแลตนเองและผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเข้มงวด โดยจงใจเพิกเฉยต่อการละเมิดวินัยและการกระทำที่ส่อเค้าทางอาชญากรรมของคนสนิทรอบตัว นอกจากนี้ เขายังใช้เอกสิทธิ์ในตำแหน่งหน้าที่ช่วยเหลือบุคคลอื่นให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งและจัดสรรงานให้อย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงการปกปิดข้อเท็จจริงและพูดโกหกในระหว่างถูกทางการไต่สวน

ยิ่งไปกว่านั้น รายงานจากสำนักข่าวซินหัวระบุว่า นายหม่าและครอบครัวพัวพันกับการรับของขวัญและเงินสดจำนวนมหาศาล แอบช่วยเหลือเครือญาติให้สามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดอย่างน่าสงสัย ตลอดจนมีพฤติกรรมใช้เกียรติและอำนาจหน้าที่แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่าง ๆ รวมถึงเรื่องอื้อฉาวทางเพศ และเงินตรา ยินยอมให้สมาชิกในครอบครัวใช้อิทธิพลของตนไปแสวงหาผลประโยชน์มหาศาลทางธุรกิจ จนเข้าข่ายการทุจริตในระดับเครือญาติ หรือ “คอร์รัปชันแบบยกตระกูล” โดยทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบทั้งหมดจะถูกยึดทรัพย์ และคดีความรวมถึงหลักฐานจะถูกส่งต่อให้พนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นายหม่า ซิงรุ่ย ถือเป็นเจ้าหน้าที่เทคโนแครต หรือนักวิชาการที่ผันตัวมาเป็นนักบริหาร ที่มีประวัติการทำงานที่โดดเด่นและเติบโตอย่างก้าวกระโดดในแวดวงการเมืองจีน เขาเกิดที่มณฑลซานตง เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 1988 และเริ่มต้นสายอาชีพจากการเป็นวิศวกรการบินและอวกาศ

ในช่วงปี 1996 ถึง 2012 นายหม่าได้ดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงในสถาบันเทคโนโลยีอวกาศแห่งชาติจีน (CAST) และบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการบินและอวกาศแห่งชาติจีน (CASC) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจผู้ผลิตยานอวกาศและขีปนาวุธหลักของประเทศ โดยเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและควบคุมโครงการอวกาศที่สำคัญที่สุดของจีนหลายโครงการ

ต่อมาในปี 2013 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบริหารอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) และประธานสำนักงานพลังงานปรมาณูแห่งจีน ก่อนที่ในปีเดียวกันนั้นจะถูกย้ายไปบริหารงานส่วนท้องถิ่นที่มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ว่าราชการมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญในปี 2017

จากนั้นในช่วงปลายปี 2021 ถึงปี 2025 นายหม่าได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือที่มีความไวต่อความมั่นคงสูง ก่อนที่เส้นทางการเมืองจะดับวูบลงจากการถูกสอบสวนด้านทุจริตในเวลาต่อมา

การร่วงจากอำนาจของนายหม่าเกิดขึ้นท่ามกลางการตรวจสอบอย่างเข้มข้นในภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการบินและอวกาศของจีน โดยในอดีตเมื่อปี 2013 นายหม่าเคยเป็นหัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายจาง เจี้ยนหัว อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ ซึ่งเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายหม่า ก็เพิ่งถูกอัยการสั่งฟ้องในข้อหารับสินบนและใช้อิทธิพลโดยมิชอบเช่นกัน

นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายรายในมณฑลซินเจียงที่เคยได้รับการเลื่อนตำแหน่งในยุคที่นายหม่าเรืองอำนาจ ต่างก็ถูกจับกุมและเข้าสู่กระบวนการสอบสวนเช่นกัน รวมถึงก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมีนาคม นายกัว หย่งหาง อดีตหัวหน้าคณะทำงานของนายหม่าสมัยดำรงตำแหน่งที่เมืองเซินเจิ้น ระหว่างปี 2015-2016 ก็ถูกทางการสั่งสอบสวนไปก่อนแล้ว

สงครามปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันที่ยืดเยื้อมานานหลายปีภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กวาดล้างเจ้าหน้าที่ระดับสูงในพรรค รัฐบาล และกองทัพไปแล้วจำนวนมาก โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา จีนเพิ่งเปิดฉากสอบสวนคอร์รัปชันต่อนายจาง โหย่วเสีย พลเอกอาวุโสสูงสุดของกองทัพ และก่อนหน้านั้นในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว นายเหอ เวยตง อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ก็ถูกขับออกจากพรรคคอมมิวนิสต์เช่นเดียวกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไม่มีเจ้าหน้าที่คนใด ไม่ว่าจะทรงอิทธิพลเพียงใด ที่จะรอดพ้นจากมาตรการกวาดล้างนี้ได้.

ที่มา China Daily / Reuters

นักดาราศาสตร์ตรวจพบ “น้ำตาลธรรมชาติ” ในราสเบอร์รี” บนกลุ่มฝุ่นในทางช้างเผือก

นักดาราศาสตร์ตรวจพบ "น้ำตาลธรรมชาติ" ในราสเบอร์รี" บนกลุ่มฝุ่นในทางช้างเผือก

14 ก.ค. 2569 14:47 น.

นักดาราศาสตร์ตรวจพบ “น้ำตาลธรรมชาติ” ในราสเบอร์รี” บนกลุ่มฝุ่นในทางช้างเผือก

นักดาราศาสตร์ประสบความสำเร็จ หลังใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุตรวจพบ “เอริทรูโลส” (Erythrulose) ซึ่งเป็นน้ำตาลธรรมชาติชนิดเดียวกับที่พบในผลราสเบอร์รีและโลชั่นผิวแทน ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆฝุ่นและก๊าซใกล้ใจกลางทางช้างเผือก ที่อาจช่วยสนับสนุนสมมติฐานว่า “วัตถุดิบของชีวิต” อาจก่อตัวขึ้นในอวกาศ ก่อนถูกนำมายังโลกผ่านดาวหางและอุกกาบาต

วารสารวิชาการ Nature Astronomy ได้ตีพิมพ์ผลงานการค้นพบครั้งสำคัญของคณะนักวิจัย นำโดย ดร. อิซาสกุน ฆิเมเนซ-เซร์รา นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากศูนย์ชีวดาราศาสตร์แห่งสเปน ซึ่งระบุว่า ทีมงานได้ใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุรูปจานสองตัวในสเปน ส่องสำรวจกลุ่มเมฆฝุ่นและก๊าซขนาดมหึมาที่มีชื่อว่า “G+0.693-0.027” ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก

จากการวิเคราะห์สัญญาณคลื่นวิทยุที่สะท้อนกลับมาเปรียบเทียบกับแบบจำลองในห้องปฏิบัติการ ทีมงานได้ตรวจพบโมเลกุลในสถานะก๊าซของ “เอริทรูโลส” (Erythrulose) ซึ่งเป็นน้ำตาลคาร์บอน 4 อะตอม ที่มีความซับซ้อนอย่างมาก โดยน้ำตาลชนิดนี้ในโลกมนุษย์เป็นสารธรรมชาติที่พบได้ในผลราสเบอร์รีสีแดง และมักถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมในโลชั่นทาผิวแทนเพื่อทำปฏิกิริยากับกรดอะมิโนในเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้กลายเป็นสีน้ำตาล

การค้นพบครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่ทีมวิจัยอย่างมาก เนื่องจากอุณหภูมิในกลุ่มเมฆอวกาศดังกล่าวมีอุณหภูมิติดลบ 250 องศาเซลเซียส แต่โมเลกุลอินทรีย์สองชนิดที่มีอยู่หนาแน่นในอวกาศอย่าง ไกลโคลาลดีไฮด์ (Glycolaldehyde) และ เอทิลีนไกลคอล (Ethylene glycol) กลับสามารถรวมตัวกันบนพื้นผิวของเม็ดฝุ่นอวกาศขนาดเล็กจนเกิดเป็นน้ำตาลชนิดนี้ขึ้นมาได้

ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์มักประสบปัญหาในการอธิบายว่า น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวเหล่านี้มีปริมาณมหาศาลบนโลกได้อย่างไร เนื่องจากผลการศึกษาในห้องแล็บชี้ว่า สภาพแวดล้อมของโลกในยุคแรกเริ่มไม่เอื้อต่อการสร้างน้ำตาลเหล่านี้ได้ง่ายนัก

แต่การค้นพบน้ำตาลเอริทรูโลสในสสารระหว่างดาว ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกับที่ยานโวเยเจอร์ (Voyager) ของนาซากำลังเดินทางผ่าน ได้ช่วยสนับสนุนสมมติฐานสำคัญที่ว่า ส่วนประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตอาจจะไม่ได้ก่อตัวขึ้นบนโลก แต่ถูกส่งมาจากห้วงอวกาศลึก

ดร. ฆิเมเนซ-เซร์รา อธิบายว่า ในช่วงประวัติศาสตร์โลกยุคที่ถูกระดมชนอย่างหนักหน่วงด้วยอุกกาบาตและดาวหาง น่าจะมี “ฝนน้ำตาลและสารอินทรีย์” ตกลงมาสู่โลกนับล้านตัน สารเหล่านี้ได้ผสมโรงกลายเป็น “ซุปพรีไบโอติก” (Prebiotic soup) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่เอื้อให้โมเลกุลชีวภาพชนิดแรก ๆ สังเคราะห์ตัวเองขึ้นมาได้ โดยน้ำตาลเหล่านี้สามารถเปลี่ยนรูปไปเป็น ไรโบนิวคลีโอไทด์ (Ribonucleotides) ซึ่งเป็นบล็อกสิ่งก่อสร้างของ RNA และพัฒนาไปสู่ DNA ที่เป็นรหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตในเวลาต่อมา

ศาสตราจารย์เอริกา แฮมเดน นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวิจัย กล่าวชื่นชมว่า นี่คือตัวอย่างที่บริสุทธิ์และชัดเจนที่สุดของสารอินทรีย์ที่ล่องลอยอยู่ในกาแล็กซีของเรา

ขณะที่ศาสตราจารย์โยชิฮิโระ ฟูรุคาวา จากมหาวิทยาลัยโทโฮคุ ประเทศญี่ปุ่น ผู้ซึ่งเคยค้นพบน้ำตาลจากตัวอย่างฝุ่นดาวเคราะห์น้อยเบนนู (Bennu) ที่เก็บกลับมาโดยยานโอซิริส-เร็กซ์ (OSIRIS-REx) ของนาซา ระบุว่า การค้นพบนี้ยืนยันว่าน้ำตาลที่เดินทางผ่านฝุ่นดาวหางสามารถมาถึงโลกได้จริง แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่สิ่งมีชีวิตจะพัฒนาขึ้นมาจากโมเลกุลเหล่านั้นยังคงเป็นปริศนาที่ต้องศึกษาต่อไป

ดร. ฆิเมเนซ-เซร์รา กล่าวทิ้งท้ายว่า “การพบวัตถุดิบสำคัญในจุดนี้ หมายความว่าพวกมันก็น่าจะซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดอื่น ๆ ของกาแล็กซีเช่นกัน สารตั้งต้นที่จำเป็นต่อการกำเนิดสิ่งมีชีวิตอาจกระจายอยู่ทั่วทางช้างเผือก ซึ่งมันได้เปิดความเป็นไปได้ที่ว่า สิ่งมีชีวิตอาจจะสามารถพัฒนาขึ้นในที่แห่งอื่นของจักรวาลได้เช่นเดียวกัน”.

ที่มา Associated Press / Guardian

ศาลสหรัฐฯ สั่งคว่ำข้อตกลง “ทรัมป์-สรรพากร” 1.8 พันล้านดอลลาร์ ปิดทางคุ้มกันการตรวจสอบภาษี

ศาลสหรัฐฯ สั่งคว่ำข้อตกลง "ทรัมป์-สรรพากร" 1.8 พันล้านดอลลาร์ ปิดทางคุ้มกันการตรวจสอบภาษี

14 ก.ค. 2569 13:31 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่งคว่ำข้อตกลง “ทรัมป์-สรรพากร” 1.8 พันล้านดอลลาร์ ปิดทางคุ้มกันการตรวจสอบภาษี

ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งเพิกถอนข้อตกลงทางกฎหมายระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับหน่วยงานรัฐบาลกลาง ซึ่งเคยเปิดทางให้ทรัมป์และบุคคลใกล้ชิดได้รับความคุ้มกันจากการตรวจสอบภาษีของกรมสรรพากรสหรัฐฯ และอนุญาตให้ฝ่ายบริหารของเขาจัดตั้งกองทุน “ต่อต้านการใช้รัฐเป็นเครื่องมือทางการเมือง” มูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่อมาได้ยกเลิกไปแล้ว

แคธลีน วิลเลียมส์ ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ มีคำสั่งเพิกถอนข้อตกลงยอมความระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวเคยคุ้มครองให้ทรัมป์ได้รับข้อยกเว้นจากการถูกตรวจสอบภาษี และอนุญาตให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุน “ต่อต้านการใช้รัฐเป็นอาวุธทางเมือง” (Anti-Weaponisation Fund) มูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.3 หมื่นล้านบาท) ซึ่งปัจจุบันกองทุนนี้ได้ถูกล้มเลิกไปแล้ว

เดิมที กองทุนดังกล่าวถูกตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2026 เพื่อชดเชยให้แก่บุคคลที่อ้างว่าตนเองถูกรัฐบาลกลั่นแกล้งอย่างไม่เป็นธรรม โดยเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับการที่ทรัมป์ยอมถอนฟ้องส่วนตัวเรียกค่าเสียหาย 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อกรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS)

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาวิลเลียมส์ระบุในคำวินิจฉัยว่า การฟ้องร้องที่ทรัมป์ บุตรชายทั้งสองคน และองค์กรทรัมป์ (Trump Organization) ร่วมกันยื่นฟ้องในปี 2026 นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากข้อพิพาทที่เป็นธรรมระหว่างสองฝ่ายตรงข้ามกันจริง แต่มันเป็นปฏิบัติการที่ดำเนินการโดยกลุ่มทนายความที่มีความเชื่อมโยงกับทรัมป์ และกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นเป้าหมายของการถูกรัฐบาลกลั่นแกล้ง

“คดีนี้ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการที่คู่ความพยายามแสวงหาข้อยุติทางกฎหมายหรือข้อพิพาททางข้อเท็จจริงระหว่างทรัมป์กับกรมสรรพากร ซึ่งทรัมป์ควบคุมอยู่ในฐานะประธานาธิบดี แต่มันคือความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้แก่ข้อตกลง เพื่อมอบสิทธิ์คุ้มกันให้แก่บุคคลและองค์กรที่มีความเกี่ยวข้องกับประธานาธิบดี และเป็นการเจียดเงินภาษีของประชาชนอเมริกันหลายพันล้านดอลลาร์ไปเยียวยาความอัดอั้นตันใจที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ในกฎหมาย” ผู้พิพากษาวิลเลียมส์ ระบุ

ที่มาของคดีนี้เริ่มจากการที่ทรัมป์อ้างว่า รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ ชาร์ลส์ ลิตเติลจอห์น อดีตคู่สัญญาของกรมสรรพากร นำข้อมูลภาษีส่วนตัวของเขาไปรั่วไหล ซึ่งข้อมูลที่หลุดออกมานั้นได้กลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญให้หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ ตีพิมพ์รายงานสืบสวนก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 โดยเปิดเผยว่า ทรัมป์จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้รัฐบาลกลางเพียง 750 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 26,000 บาท) ในปีที่เขาชนะเลือกตั้งเมื่อปี 2016 และไม่ได้จ่ายภาษีเลยถึง 10 ปี จากช่วง 15 ปีล่วงหน้านั้น

ผู้พิพากษาวิลเลียมส์ชี้ข้อพิรุธว่า ทรัมป์ไม่ได้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกร้องสิทธิ์ใด ๆ เลย จนกระทั่งเขากลับมาดำรงตำแหน่งในทำเนียบขาวอีกครั้ง และได้แต่งตั้งอดีตทนายความส่วนตัวของเขา รวมถึงอดีตทนายความของผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากกองทุนดังกล่าว ให้เข้าดำรงตำแหน่งระดับสูงในกระทรวงยุติธรรม 

ผู้พิพากษาระบุว่า “เจ้าหน้าที่เหล่านี้ได้เจรจาในนามของสหรัฐฯ กับกลุ่มทนายความปัจจุบันของทรัมป์ รวมถึงอดีตที่ปรึกษากฎหมายประจำทำเนียบขาวของเขา เพื่อทำข้อตกลงยอมความกันเอง มันเป็นเรื่องที่น่าขบขันสิ้นดีหากจะบอกว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายมีความขัดแย้งต่อสู้กันจริงในคดีนี้” 

คำตัดสินในครั้งนี้ยังสั่งห้ามไม่ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงทรัมป์และบุตรชาย นำข้อตกลงยอมความนี้มาใช้อ้างอิงในกระบวนการยุติธรรมใด ๆ อีกในอนาคต ซึ่งส่งผลให้ผู้พิพากษาระบุ สามารถเดินหน้าตรวจสอบการยื่นภาษีของทรัมป์ย้อนหลังได้ตามปกติ

นอกจากนี้ ศาลยังได้ส่งเรื่องของ นายอเลฮานโดร บริโต หนึ่งในทนายความของทรัมป์ ให้แก่เนติบัณฑิตยสภารัฐฟลอริดาเพื่อพิจารณาลงทัณฑ์ทางวินัย ขณะที่แดเนียล เอปสไตน์ ทนายความอีกคน ถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าร่วมว่าความในศาลเขตฟลอริดาตอนใต้เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี

โฆษกทีมกฎหมายของทรัมป์ได้ชี้แจงต่อสำนักข่าวบีบีซี โดยระบุว่าผู้พิพากษาระบุปล่อยปละละเลยให้เจ้าหน้าที่ที่มีแรงจูงใจทางการเมืองนำข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลลับไปรั่วไหลให้แก่สื่อมวลชน และย้ำว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์จะยังคงเดินหน้าเอาผิดผู้ที่ทำร้ายอเมริกาและชาวอเมริกันต่อไป”

ด้าน แบรนดอน เดบอต ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายของศูนย์กฎหมายภาษี แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเหมือน “ดีลหวานเจี๊ยบตบตา” ที่มอบข้อยกเว้นอันไม่เคยมีปรากฏมาก่อนให้แก่ทรัมป์ ซึ่งเป็นการทำลายระบบปกป้องการแทรกแซงทางการเมืองของกลไกภาษี

“คำตัดสินของศาลมีความสำคัญมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอ สภาคองเกรสจำเป็นต้องดำเนินการทางกฎหมายเพื่อล้างบางข้อตกลงนี้ทั้งหมด และป้องกันไม่ให้เกิดความพยายามที่ประธานาธิบดีจะหาผลประโยชน์ให้ตัวเองในลักษณะนี้อีกในอนาคต”

สำหรับแผนการจัดตั้งกองทุน 1.8 พันล้านดอลลาร์นั้นได้ถูกล้มเลิกไปตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน หลังจากผู้พิพากษาอีกท่านหนึ่งสั่งระงับเป็นการชั่วคราว เนื่องจากชายสองคนได้ยื่นฟ้องที่รัฐเวอร์จิเนีย โดยระบุว่ากองทุนนี้มีลักษณะเลือกปฏิบัติ เนื่องจากพวกเขาเองก็ตกเป็นเป้าหมายของการล้างแค้นทางการเมืองโดยรัฐบาลทรัมป์เช่นกัน แต่กลับไม่มีสิทธิ์ยื่นขอเงินชดเชยจากกองทุนนี้ ขณะเดียวกัน แผนการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวยังถูกวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความกังวลให้แก่พรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันบางส่วน เพราะเกรงว่าเงินจำนวนมหาศาลนี้อาจถูกนำไปจ่ายให้แก่กลุ่มผู้ก่อเหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 รวมถึงผู้ที่ต้องคดีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย.

ที่มา BBC

ควายไบซันพุ่งขวิดนักท่องเที่ยวกลางอุทยานเยลโลว์สโตน ร่างลอยกลางอากาศเกือบ 3 เมตร

ควายไบซันพุ่งขวิดนักท่องเที่ยวกลางอุทยานเยลโลว์สโตน ร่างลอยกลางอากาศเกือบ 3 เมตร

14 ก.ค. 2569 12:36 น.

ควายไบซันพุ่งขวิดนักท่องเที่ยวกลางอุทยานเยลโลว์สโตน ร่างลอยกลางอากาศเกือบ 3 เมตร

เกิดเหตุระทึกในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน ของสหรัฐฯ เมื่อชายวัย 65 ปี ถูกควายไบซันน้ำหนักราว 900 กิโลกรัม พุ่งขวิดจนร่างลอยกลางอากาศสูงเกือบ 3 เมตร หลังเข้าไปถ่ายภาพสัตว์ป่าพร้อมหลานชาย ขณะที่เจ้าหน้าที่อุทยานย้ำ ควายไบซันเป็นสัตว์ที่ทำร้ายนักท่องเที่ยวมากกว่าสัตว์ป่าชนิดอื่นในพื้นที่ พร้อมเตือนให้รักษาระยะห่างอย่างน้อย 23 เมตร

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเย็นวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา บริเวณจุดกางเต็นท์บริดจ์เบย์ ใกล้กับทะเลสาบเยลโลว์สโตน รัฐไวโอมิง โดยคลิปวิดีโอที่กลายเป็นไวรัลเผยให้เห็นภาพของ นายคาร์ล ไอซอม-แมคแดเนียล วัย 65 ปี และหลานชาย กำลังหยุดเดินและยกกล้องขึ้นมาเพื่อถ่ายรูปควายไบซันที่กำลังนอนอยู่บนสนามหญ้า

ในตอนแรก ควายไบซันตัวดังกล่าวมีท่าทีหงุดหงิด กระสับกระส่ายพลิกตัวไปมา ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว แม้จะมีรถกระบะสีขาวคันหนึ่งพยายามขับเข้ามาใกล้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ แต่ไบซันกลับพุ่งเข้าใส่รถคันดังกล่าวจนคนขับต้องรีบเหยียบคันเร่งหนี จากนั้น เจ้าสัตว์ยักษ์น้ำหนักกว่า 900 กิโลกรัม ได้หันมาวิ่งตรงดิ่งไปยังนายคาร์ลและหลานชายทันที

แม้ทั้งคู่จะพยายามวิ่งหนีเข้าไปในดงไม้ แต่ด้วยความเร็วของควายไบซันทำให้นายคาร์ลหนีไม่พ้น โดยนายไมค์ แมคเลาด์ ผู้เห็นเหตุการณ์และเป็นผู้บันทึกคลิปวิดีโอเปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า “ไบซันใช้เขาซ้ายเกี่ยวเข้าที่สะโพกของเขาแล้วขวิดโยนร่างขึ้นไปบนอากาศสูงกว่า 2.4 เมตร เขาม้วนตัวกลางอากาศหนึ่งตลบก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นด้านข้างอย่างแรง” ซึ่งส่งผลให้นายคาร์ลได้รับบาดเจ็บหลายแห่งและมีอาการเจ็บปวดอย่างมากที่บริเวณขา แต่ยังมีสติรับรู้ดีและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเวลาต่อมา

ด้านสำนักงานอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลรายละเอียดของเหตุการณ์นี้อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม บนเว็บไซต์ของอุทยานได้ระบุคำเตือนไว้อย่างชัดเจนว่า “ควายไบซันอาจจะดูสงบและเชื่องช้า แต่พวกมันเป็นสัตว์ป่าขนาดใหญ่ที่ทำร้ายนักท่องเที่ยวในเยลโลว์สโตนบ่อยครั้งที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันสามารถวิ่งได้เร็วกว่ามนุษย์ถึง 3 เท่า การเว้นระยะห่างจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง”

ทั้งนี้ อุทยานฯ มีกฎเหล็กสั่งห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าใกล้ควายไบซันในระยะต่ำกว่า 25 หลา หรือประมาณ 23 เมตรในทุกกรณี และห้ามเดินเข้าไปใกล้เพื่อถ่ายรูปโดยเด็ดขาด เนื่องจากช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือนมิถุนายน – สิงหาคม เป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นที่สุด คิดเป็น 60% ของทั้งปี

ศาสตราจารย์ เจนนิเฟอร์ บาร์ฟิลด์ หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์จากโครงการอนุรักษ์ควายไบซันแห่งมหาวิทยาลัยรัฐโคโลราโด อธิบายว่า เดือนกรกฎาคมถือเป็น “ช่วงพีคของการผสมพันธุ์”  ซึ่งส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของไบซันเพศผู้พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

“ฮอร์โมนนี้จะขับเคลื่อนพฤติกรรมของพวกมัน ทำให้พวกมันมีความก้าวร้าว และคาดเดาอารมณ์ได้ยากกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ ของปี” ศจ. บาร์ฟิลด์ กล่าว พร้อมระบุว่าแม้แต่ทีมวิจัยของเธอเองก็ยังต้องหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พวกมันในช่วงนี้ โดยจะเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ภายในรถยนต์ที่ปลอดภัยเท่านั้น และย้ำเตือนประชาชนว่าระยะ 23 เมตรเป็นเพียงระยะขั้นต่ำสุดที่ปลอดภัย แต่หากหลีกเลี่ยงได้ควรอยู่ให้ไกลกว่านั้นเพื่อความปลอดภัยของชีวิต.

ที่มา BBC

ทรัมป์แจ้งสภาคองเกรส สหรัฐฯ กลับมาเริ่มสงครามอิหร่านอีกครั้ง อ้างเริ่มนับกรอบเวลาใหม่ 60 วัน

ทรัมป์แจ้งสภาคองเกรส สหรัฐฯ กลับมาเริ่มสงครามอิหร่านอีกครั้ง อ้างเริ่มนับกรอบเวลาใหม่ 60 วัน

14 ก.ค. 2569 11:38 น.

ทรัมป์แจ้งสภาคองเกรส สหรัฐฯ กลับมาเริ่มสงครามอิหร่านอีกครั้ง อ้างเริ่มนับกรอบเวลาใหม่ 60 วัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งอย่างเป็นทางการต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ว่าปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านได้กลับมาเริ่มต้นอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม หลังกล่าวหาอิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิงด้วยการโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ เห็นว่าสามารถเริ่มนับกรอบเวลา 60 วันใหม่ภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจในภาวะสงครามปี 1973

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ส่งจดหมายลงวันที่ 10 ก.ค. ถึงสภาคองเกรส โดยส่งตรงถึงนายชัก แกรสสลีย์ สมาชิกวุฒิสภาพรรครีพับลิกันในฐานะประธานชั่วคราวของวุฒิสภา เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา

จดหมายฉบับดังกล่าวระบุว่า “ผมได้สั่งการให้ดำเนินมาตรการทางทหารนี้ สอดคล้องกับความรับผิดชอบของผมในการปกป้องชาวอเมริกัน ตลอดจนรักษาความมั่นคงแห่งชาติและผลประโยชน์ด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ”

รัฐบาลของทรัมป์มองว่า การส่งหนังสือแจ้งเตือนครั้งนี้จะเป็นการนับหนึ่งใหม่สำหรับกรอบเวลา 60 วัน ภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจในภาวะสงครามปี 1973 (War Powers Act) ซึ่งระบุว่าประธานาธิบดีต้องแจ้งสภาคองเกรสภายใน 48 ชั่วโมงเมื่อเปิดฉากโจมตี และสามารถดำเนินปฏิบัติการทางทหารได้เพียง 60 วันเท่านั้น หากไม่ได้รับความเห็นชอบหรือการประกาศสงครามจากสภาคองเกรส

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ และอิสราเอลได้ร่วมกันเปิดฉากโจมตีอิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ก่อนที่ทรัมป์จะสั่งหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์เมื่อวันที่ 7 เม.ย. และมีการขยายเวลาเรื่อยมาเพื่อหาทางออกทางการทูต จนนำไปสู่การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุในจดหมายว่า อิหร่านได้ละเมิดข้อตกลงดังกล่าวอย่างร้ายแรง จากกรณีที่กองกำลังอิหร่านเข้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันพาณิชย์ 3 ลำที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยฝั่งอิหร่านอ้างว่าเรือเหล่านั้นไม่ได้ขออนุญาตและไม่ใช้เส้นทางที่อิหร่านกำหนด ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้ทรัมป์สั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากยิงถล่มเป้าหมายทางทหารของอิหร่านทันที เพื่อตอบโต้และคุ้มครองเส้นทางเดินเรือพาณิชย์

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศว่า สหรัฐฯ จะกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อการขนส่งสินค้าของอิหร่านในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย และจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดออกอย่างปลอดภัย พร้อมย้ำว่าการโจมตีของสหรัฐฯ เป็นไปอย่างจำกัด มีการวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อลดความสูญเสียของพลเรือนให้ได้มากที่สุด

ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา อำนาจในการ “ประกาศสงคราม” เป็นสิทธิ์ขาดของสภาคองเกรส ไม่ใช่ประธานาธิบดี การที่รัฐบาลทรัมป์อ้างว่ากรอบเวลา 60 วันเดิม ซึ่งสิ้นสุดไปตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. ได้ยุติลงแล้วในช่วงหยุดยิง และสามารถเริ่มนับหนึ่งใหม่ได้ในสัปดาห์นี้ ได้จุดชนวนความขัดแย้งกับฝ่ายนิติบัญญัติอย่างรุนแรง

นายโทมัส แมสซี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันจากรัฐเคนทักกี ซึ่งเป็นผู้วิจารณ์สงครามครั้งนี้มาโดยตลอด กล่าวว่า “สงครามครั้งนี้ไม่เคยหยุดลงเลย รัฐบาลกำลังเล่นตลกกับกฎหมายอำนาจในภาวะสงคราม โดยแกล้งทำเป็นว่าพวกเขาสามารถกดปุ่มหยุด-เริ่มใหม่ เพื่อรีเซ็ตเวลานาฬิกาไปเรื่อย ๆ ได้”

ขณะที่ นายอดัม ชิฟฟ์ สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต ออกแถลงการณ์โจมตีอย่างดุเดือดว่า “คำกล่าวอ้างใด ๆ ของรัฐบาลทรัมป์ที่ว่าพวกเขามีเวลาอีก 60 วันในการปฏิบัติการทางทหารโดยไม่มีสภาคองเกรสนั้น ถือเป็นเรื่องที่ไม่มีฐานรองรับทางกฎหมายเลย” พร้อมประกาศยื่นร่างมติใหม่เพื่อบังคับให้ถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากการสู้รบครั้งนี้ทันที

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่ผ่านมา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่เล็กน้อย ต่างเคยลงมติเห็นชอบในร่างมติร่วมกันเพื่อจำกัดอำนาจของทรัมป์ในการทำสงครามกับอิหร่านโดยไม่ผ่านสภามาแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลอย่างยิ่งของเหล่านักการเมืองต่อสงครามที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน ขณะที่ทรัมป์ได้ออกมาตอบโต้อย่างเกรี้ยวกราดว่า มติดังกล่าวเป็นการสร้างความสวมรอยเดือดร้อนและให้ท้ายแก่อิหร่าน พร้อมทำให้การทำงานของเขายากลำบากยิ่งขึ้น.

ที่มา CBS News / Reuters