ชาวเกาหลีใต้ประท้วง ต้านรัฐบาลส่งทหารเข้าร่วมสงครามอิหร่าน

ชาวเกาหลีใต้ประท้วง ต้านรัฐบาลส่งทหารเข้าร่วมสงครามอิหร่าน

10 ก.ย. 2569 02:55 น.

ชาวเกาหลีใต้ประท้วง ต้านรัฐบาลส่งทหารเข้าร่วมสงครามอิหร่าน

ชาวเกาหลีใต้กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งออกมารวมตัวประท้วงหน้าสถานทูตสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านไม่ให้รัฐบาลของพวกเขา ส่งทหารไปเข้าร่วมในสงครามกับอิหร่านตามแรงกดดันของ โดนัลด์ ทรัมป์

เมื่อวันพุธที่ 9 ก.ย. 2569 กลุ่มผู้ประท้วงชาวเกาหลีใต้ประมาณ 60 คน ชุมนุมบริเวณหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงโซล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิเสธการส่งกองกำลังทหารไปยังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ขนส่งน้ำมันสำคัญ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมากดดันประเทศพันธมิตรให้เข้าร่วมในความขัดแย้งกับอิหร่าน

กลุ่มผู้ประท้วงและองค์กรภาคประชาสังคมมองว่า สงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 6 เดือนก่อนเป็น “สงครามที่ผิดกฎหมาย” และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ การส่งทหารเกาหลีใต้ไปจึงเท่ากับการส่งเยาวชนไปสู่ความเสี่ยง และจะนำไปสู่ความสูญเสียโดยไม่จำเป็น

ก่อนหน้านี้กองทัพเกาหลีใต้ได้ส่งคณะทำงานไปประเมินสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว แต่ย้ำว่ายังไม่มีการตัดสินใจส่งกำลังทหาร ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทาง “การมีส่วนร่วม” เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยร่วมกับสหรัฐฯ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่กระทบต่อความพร้อมทางทหารของตนเอง

ด้านรัฐบาลอิหร่านเตือนอย่างชัดเจนว่า หากเกาหลีใต้ส่งทหารเข้ามา จะถือว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือฝ่ายรุกรานโดยตรง และจะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงตามมาอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ หากรัฐบาลเกาหลีใต้ตัดสินใจส่งกำลังทหารไปยังพื้นที่ดังกล่าวจริง จะต้องผ่านการลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากรัฐสภาเสียก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ลูเซีย ซีซิช มิสออสเตรีย เสียชีวิตแล้วด้วยวัยเพียง 22 ปี

ลูเซีย ซีซิช มิสออสเตรีย เสียชีวิตแล้วด้วยวัยเพียง 22 ปี

10 ก.ย. 2569 00:55 น.

ลูเซีย ซีซิช มิสออสเตรีย เสียชีวิตแล้วด้วยวัยเพียง 22 ปี

ลูเซีย ซีซิช ผู้ครองตำแหน่งมิสออสเตรียคนปัจจุบัน เสียชีวิตแล้วในวัยเพียง 22 ปี โดยเธอมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจมาตั้งแต่กำเนิด แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า เธอเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด

กองประกวด Mission Austria ซึ่งเป็นผู้จัดงานประกวดมิสออสเตรียและมิสเตอร์ออสเตรีย แจ้งข่าวเศร้าผ่านโพสต์ไว้อาลัยบนเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันจันทร์ (7 ก.ย.) โดยระบุว่า “พวกเราตกใจและเสียใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ทราบข่าวการจากไปของ ลูเซีย ซีซิช มิสออสเตรียประจำปี 2567”

ซีซิชคว้ามงกุฏมิสออสเตรียได้ในปี 2567 และยังคงครองตำแหน่งอยู่นับตั้งแต่นั้นเนื่องจากยังไม่มีการจัดประกวดครั้งใหม่

ทางกองประกวด Mission Austria ได้ระบุในโพสต์เฟซบุ๊กเป็นภาษาเยอรมันว่า “พวกเราจะจดจำลูเซียในฐานะหญิงสาวที่แสนงดงาม พวกเราขอส่งความห่วงใยและแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งของเราไปถึง ครอบครัว เพื่อนฝูง และทุกคนที่ใกล้ชิดกับเธอในช่วงเวลาอันยากลำบากนี้”

ข้อความดังกล่าวลงชื่อโดย เคิร์สติน ริกเกอร์ ซีอีโอของ Mission Austria และ ยอร์ก สามีของเธอ พร้อมเสริมว่า “ลูเซียจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมิสออสเตรียของเราตลอดไป”

ทั้งนี้ ในฐานะบุคคลสาธารณะ ซีซิชเคยเปิดเผยเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของเธออย่างตรงไปตรงมา โดยในปี 2567 เธอโพสต์ข้อความบนอินสตาแกรมเพื่อขอบคุณทีมแพทย์แผนกกุมารเวชที่เคยดูแลเธอในวัยเด็ก

“ต้องขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์และคุณหมอผู้เสียสละ ซึ่งช่วยชีวิตฉันไว้ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวด ทำให้ฉันผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากมามากมาย และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเปี่ยมสุข” เธอระบุไว้ในเวลานั้น

นอกจากนี้ ซีซิชเคยให้สัมภาษณ์กับ Heute สำนักข่าวของออสเตรียในปี 2567 ว่า เธอเข้ารับการผ่าตัดครั้งแรกทันทีหลังคลอด และได้เล่าถึงผลกระทบจากสุขภาพที่มีต่อวัยเด็กของเธอ

“งานสัปดาห์กีฬาจัดขึ้นโดยไม่มีฉัน วัยเด็กของฉันแตกต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง แต่มันก็ทำให้ฉันเข้มแข็งขึ้น”

ด้าน Herzkinder Österreich องค์กรการกุศลในออสเตรียที่ช่วยเหลือเด็กโรคหัวใจ ก็ได้ร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของซีซิชเช่นกัน โดยโพสต์เฟซบุ๊กว่า พวกเขาเสียใจอย่างที่สุดต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของซีซิช พร้อมเสริมว่า “ด้วยวัยเพียง 22 ปี เธอจากพวกเราเร็วเกินไปอย่างยิ่ง”

ข้อความไว้อาลัยระบุอีกว่า “ลูเซียเองเป็นผู้มีหัวใจแห่งความหวังอย่างแท้จริง เธอคือหญิงสาวที่เข้าใจดีว่าการเติบโตมาพร้อมกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด การต้องอดทนต่อการผ่าตัด และการก้าวไปตามเส้นทางของตัวเองด้วยความกล้าหาญและร่าเริงนั้นเป็นอย่างไร”

“เราจะจดจำเธอในฐานะหญิงสาวที่มีจิตใจอบอุ่น อบอวลด้วยความสุข น่าประทับใจ — และในฐานะเด็กที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วและปรารถนาจะมอบพลังใจให้แก่ผู้ที่กำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นักวิจัย Anthropic เชื่อมีโอกาสเกิน 10% ที่ AI จะล้างบางมนุษย์ทุกคน

นักวิจัย Anthropic เชื่อมีโอกาสเกิน 10% ที่ AI จะล้างบางมนุษย์ทุกคน

9 ก.ย. 2569 23:51 น.

นักวิจัย Anthropic เชื่อมีโอกาสเกิน 10% ที่ AI จะล้างบางมนุษย์ทุกคน

นักวิจัยด้านความปลอดภัยระดับสูงของบริษัท Anthropic โพสต์ข้อความเตือนว่า มีโอกาสมากกว่า 10% ที่ AI จะสังหารมนุษย์ทุกคนภายในทศวรรษหน้า หากยังพัฒนาโดยไม่มีการควบคุม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 9 ก.ย. 2569 ว่า เอแวน ฮูบิงเกอร์ (Evan Hubinger) นักวิจัยด้านความปลอดภัยคนสำคัญของบริษัท “แอนโทรปิก” (Anthropic) หนึ่งในผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายใหญ่ของโลก โพสต์ข้อความเตือนว่า การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ AI อาจส่งผลให้มีโอกาสมากกว่า 10% ที่เทคโนโลยีนี้จะ “ฆ่ามนุษย์ทุกคนบนโลก” ภายในทศวรรษหน้า

ฮูบิงเกอร์ยืนยันว่า โมเดล AI ในปัจจุบันยังคงมีความเสี่ยงต่ำ แต่เขากังวลว่า AI อาจพัฒนาและปรับปรุงตนเองจนควบคุมไม่ได้ในเร็วๆ นี้

การออกมาเตือนของฮูบิงเกอร์เกิดขึ้นหลังจาก เจคอบ ค็อกซอน (Jacob Coxon) นักวิจัย AI ที่เพิ่งลาออกจาก Anthropic (และเคยทำงานกับ OpenAI) ได้โพสต์ว่า ทั้งสองบริษัทไม่ได้ทำหน้าที่อย่างรับผิดชอบ พร้อมเตือนว่าระบบ AI ขั้นสูง (Superintelligence) จะสามารถแฮ็กระบบทุกอย่าง ปฏิวัติทุกวงการ และครอบครองทรัพยากรจริงได้ในไม่ช้า

ฮูบิงเกอร์ ซึ่งทำงานด้านการปรับแต่ง AI ให้สอดคล้องกับจริยธรรมมนุษย์ ยอมรับว่า Anthropic รวมถึงอุตสาหกรรมโดยรวมยังไม่มีแผนรับมือหรือวิธีแก้ปัญหาความเสี่ยงจาก Superintelligence ที่ชัดเจน สะท้อนจากเหตุการณ์ในช่วงไม่กี่เดือนก่อน ที่เครื่องมือ AI ของบริษัทชั้นนำทั้ง Anthropic, OpenAI และ Meta หลุดออกไปแฮ็กระบบต่างๆ

ด้าน เดม เวนดี ฮอลล์ ที่ปรึกษาด้าน AI ขององค์การสหประชาชาติ (UN) แสดงความตระหนกต่อโพสต์ดังกล่าว แต่อีกมุมหนึ่งก็ตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อสร้างกระแสก่อนการนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO)

ส่วน ดาร์เรน โจนส์ อดีตรัฐมนตรีของอังกฤษ ได้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้มีการทำ “สนธิสัญญาระหว่างประเทศ” เพื่อกำกับดูแลและกำหนดทิศทางการพัฒนา AI ร่วมกันก่อนที่จะสายเกินไป

ทั้งนี้ รายงานจาก Financial Times ระบุว่า Anthropic ปฏิเสธที่จะส่งมอบโมเดล AI รุ่นล่าสุดให้แก่สถาบันความปลอดภัย AI แห่งสหราชอาณาจักร (AISI) ตรวจสอบ ซึ่งทางบริษัทปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้

ก่อนหน้านี้ บรรดาผู้นำในวงการ AI รวมถึงผู้บริหารของ Anthropic และบุคลากรกว่า 1,300 คน ได้ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนความพยายามระดับนานาชาติในการชะลอและควบคุมจังหวะการพัฒนา AI เพื่อให้มนุษย์ยังคงสามารถควบคุมอนาคตได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

UK เรียกตัวหัวหน้าผู้คุมการบินเข้าพบ หลังระบบขัดข้องครั้งใหญ่

UK เรียกตัวหัวหน้าผู้คุมการบินเข้าพบ หลังระบบขัดข้องครั้งใหญ่

9 ก.ย. 2569 22:46 น.

UK เรียกตัวหัวหน้าผู้คุมการบินเข้าพบ หลังระบบขัดข้องครั้งใหญ่

รัฐบาลสหราชอาณาจักรเรียกตัวซีอีโอบริษัทที่ดูแลระบบควบคุมการจราจรทางอากาศเข้าพบให้ชี้แจง หลังเกิดเหตุระบบขัดข้องครั้งใหญ่กระทบผู้โดยสารหลายแสนคน ซ้ำรอยปี 2566

เมื่อวันพุธที่ 9 ก.ย. 2569 รัฐบาลสหราชอาณาจักรเรียกตัวซีอีโอของบริษัท NATS ซึ่งเป็นผู้บริหารระบบควบคุมการจราจรทางอากาศในประเทศเข้าพบ หลังระบบดังกล่าวเกิดขัดข้องยาวนานหลายชั่วโมงเมื่อวันอังคาร ส่งผลให้ต้องยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วราว 2,000 เที่ยวบิน และผู้โดยสารหลายแสนคนต้องติดค้าง

ไฮดี อเล็กซานเดอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของสหราชอาณาจักร เรียกตัว มาร์ติน โรล์ฟ ซีอีโอของ NATS เข้าพบด่วนเพื่อให้อธิบายสาเหตุของความขัดข้องดังกล่าว ขณะที่ ไมเคิล โอเลียรี ซีอีโอของ “ไรอันแอร์” (Ryanair) ออกมาโจมตีเหตุการณ์นี้อย่างรุนแรงว่า นี่คือ “ภาพฉายซ้ำ” ของเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในปี 2566 และเรียกร้องให้นายโรล์ฟลาออก

ไรอันแอร์ระบุว่า พวกเขาได้รับแจ้งว่าเหตุระบบขัดข้องที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาเดิมเหมือนปี 2566 ที่เคยสร้างความเสียหายกว่า 100 ล้านปอนด์ แต่ NATS และโรล์ฟออกมารายงานโต้ว่าเป็นปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นกับระบบข้อมูลการบินที่ศูนย์ “สวอนวิค” (Swanwick) พร้อมตัดประเด็นเรื่องการโจมตีทางไซเบอร์ออกไป และกำลังเร่งสอบสวนเชิงลึก

ในวันพุธ แม้เที่ยวบินจะเริ่มกลับมาให้บริการแล้ว แต่ความระส่ำระสายยังส่งผลกระทบต่อเนื่อง จากการต้องจัดลำดับเครื่องบินและลูกเรือใหม่

เหตุการณ์นี้ทำให้ไรอันแอร์ต้องยกเลิกเที่ยวบินไป 260 เที่ยว กระทบผู้โดยสาร 48,000 คน ประเมินความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 3 ล้านปอนด์ ขณะที่ บริติช แอร์เวย์ส (British Airways) ยกเลิกและเปลี่ยนเส้นทางไปนับร้อยเที่ยวบิน กระทบผู้โดยสารหลายหมื่นคน

ส่วนท่าอากาศยานฮีทโธรว์และเกตวิก ซึ่งเป็นสนามบินหลักในอังกฤษ เตือนผู้โดยสารให้ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินล่วงหน้าเนื่องจากตารางบินยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ

NATS ซึ่งเป็นองค์กรร่วมทุนภาครัฐ-เอกชน เพิ่งจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นสูงถึง 175 ล้านปอนด์ ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยไรอันแอร์อยู่ระหว่างฟ้องร้อง NATS เพื่อเรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์ปี 2566 และเรียกร้องให้นำกำไรไปลงทุนพัฒนาประสิทธิภาพระบบและเพิ่มบุคลากรแทน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เกาหลีเหนือสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งใหม่ เพิ่มศักยภาพนิวเคลียร์

เกาหลีเหนือสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งใหม่ เพิ่มศักยภาพนิวเคลียร์

9 ก.ย. 2569 21:51 น.

เกาหลีเหนือสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งใหม่ เพิ่มศักยภาพนิวเคลียร์

เกาหลีเหนือสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมแห่งใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพของโครงการนิวเคลียร์ ในขณะที่หน่วยงานระหว่างประเทศระบุว่า นี่เป็นการละเมิดมติสหประชาชาติอย่างชัดเจน

เมื่อวันพุธที่ 9 ก.ย. 2569 ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) รายงานว่า เกาหลีเหนือสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมแห่งใหม่ภายในศูนย์นิวเคลียร์ยองบยอน (Yongbyon) ซึ่งคาดว่าสามารถรองรับเครื่องเหวี่ยงสสาร (Centrifuge) ได้สูงสุด 28 เครื่อง

นอกจากโรงงานสูง 2 ชั้นดังกล่าว IAEA ยังพบการขยายและเริ่มดำเนินงานที่อาคารส่วนต่อขยายของโรงงานเสริมสมรรถนะอีกแห่งชื่อว่า “คังซอน” (Kangson) ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาด้วย

ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า เกาหลีเหนือขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง โดยผู้นำสูงสุด คิม จอง-อึน ได้เข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตวัตถุดิบนิวเคลียร์แห่งใหม่นี้เมื่อเดือนมิถุนายน และชื่นชมกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการ IAEA ระบุว่า พัฒนาการที่เกิดขึ้นนี้ละเมิดข้อมติของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) อย่างชัดเจน และเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง

ด้านผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดชี้ว่า ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความกังวลด้านความมั่นคง โดยสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือสถานที่ด้านนิวเคลียร์หลายแห่งของเกาหลีเหนือถูกปกปิดและซ่อนเร้น ทำให้ยากต่อการติดตาม โดยคาดว่ายังมีสถานที่ผลิตที่ซ่อนอยู่อีกหลายแห่ง

ทั้งนี้ แม้เกาหลีเหนือจะถูกจัดเป็นประเทศรายได้น้อย แต่เกาหลีเหนือทุ่มงบประมาณหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปีในการพัฒนานิวเคลียร์ ปัจจุบันคาดว่าเกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ในครอบครองหลายสิบลูก และมีกำลังการผลิตราว 15–20 ลูกต่อปี

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ ได้เสนอให้มีการเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างสองประเทศอย่างเป็นทางการ เพื่อใช้เป็นเวทีในการยับยั้งการพัฒนานิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ทว่าฝั่งเกาหลีเหนือยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอดังกล่าวแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

น้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กังวลเงินเฟ้อพุ่งจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง

น้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กังวลเงินเฟ้อพุ่งจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง

9 ก.ย. 2569 16:26 น.

น้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กังวลเงินเฟ้อพุ่งจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางลุกลามหนัก ต่างฝ่ายต่างเปิดศึกตอบโต้อย่างดุเดือด ทั้งเหตุสหรัฐฯ ถล่มเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน และอิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน ส่งผลให้นักลงทุนวิตกว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะเร่งเงินเฟ้อและกดดันธนาคารกลางทั่วโลกให้ขึ้นดอกเบี้ย

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงราคาน้ำมันในตลาดโลก พุ่งขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในวันนี้ (9 ก.ย.) หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวน และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ก่อนสหรัฐฯ จะเปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ในช่วงปลายสัปดาห์นี้

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 100.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ก่อนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 99.90 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือ WTI ปรับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน

แรงกดดันต่อตลาดน้ำมันเกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 5 ลำ เพื่อตอบโต้กรณีอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีเรือรบสหรัฐฯ โดยเรือ 4 ลำที่ถูกโจมตีอยู่ในอ่าวโอมานและมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ขณะที่อีกลำถูกโจมตีใกล้เกาะคาร์ก ซึ่งเป็นจุดส่งออกน้ำมันสำคัญของอิหร่าน

อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน โดยทางการจอร์แดนระบุว่าสามารถสกัดขีปนาวุธได้ 18 ลูกจากทั้งหมด 20 ลูก ส่วนอีก 2 ลูกตกในพื้นที่ไม่มีประชาชนอาศัยอยู่

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านยังประกาศว่า ได้โจมตีเรือของสหรัฐฯ 2 ลำ เรือบรรทุกน้ำมัน 8 ลำ และเรืออีก 10 ลำที่ถูกระบุว่า “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง” ขณะพยายามเดินทางผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเตือนว่าจะเดินหน้าโจมตีตอบโต้เพิ่มเติม

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซของโลก โดยความตึงเครียดที่ทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวหยุดชะงัก ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่เกาะคาร์กเป็นที่ตั้งของท่าเรือส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน และน้ำมันดิบราว 90% ของประเทศถูกส่งผ่านพื้นที่ดังกล่าว

สถานการณ์ยังรุนแรงขึ้นจากความไม่สงบในภูมิภาค โดยกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน โจมตีโรงงานพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในซาอุดีอาระเบียเมื่อวันอังคาร ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 73 คน และเกิดเพลิงไหม้ในสถานที่ด้านพลังงานหลายแห่ง จนต้องระงับการดำเนินงานบางส่วนเป็นการชั่วคราว

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า การตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเป็นเรื่อง “ตรงไปตรงมา” โดยระบุว่า หากอิหร่านยังพยายามโจมตีเรือรบสหรัฐฯ ก็จะต้องเผชิญกับการสูญเสียเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่มเติม

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 7 ทำให้นักลงทุนกังวลว่า ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว และส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรืออาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมราคาสินค้าและบริการ

ฟาวัด ราซักซาดา นักวิเคราะห์ตลาดจาก FOREX.com กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงสร้างความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันหยุดชะงัก และทำให้นักลงทุนวิตกถึงผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง

ตลาดหุ้นได้รับแรงกดดันจากแนวโน้มต้นทุนการกู้ยืมที่อาจเพิ่มขึ้น โดยดัชนีหลักทั้ง 3 แห่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนไหวทั้งในแดนบวกและลบ แม้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงฟื้นตัวจากการเทขายอย่างหนักในเดือนกรกฎาคม โดยหุ้น SK hynix ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้นมากกว่า 3%

นักลงทุนยังจับตาการเปิดเผยตัวเลข ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นข้อมูลสำคัญต่อการตัดสินใจของเฟดว่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้าหรือไม่

นักวิเคราะห์เตือนว่า หากราคาน้ำมันยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ความพยายามควบคุมเงินเฟ้อของธนาคารกลางทั่วโลกสะดุดลงอีกครั้ง ขณะเดียวกันยังเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจทั่วโลก

นอกจากนี้ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมัน M/T Riesco ซึ่งถูกโจมตีโดยสหรัฐฯ ได้จมลงในอ่าวโอมาน ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่มีทหารอเมริกันได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของอิหร่าน และปฏิบัติการทางทหารในน่านน้ำภูมิภาคยังคงดำเนินต่อไป

ก่อนหน้านี้ อิหร่านยังอ้างว่าสามารถยึดเรือดำน้ำไร้คนขับของสหรัฐฯ ได้ในช่องแคบฮอร์มุซ แต่กองทัพสหรัฐฯ ชี้แจงว่าอากาศยานใต้น้ำไร้คนขับดังกล่าวเกิดขัดข้องมากกว่าหนึ่งวันก่อนหน้า เป็นอุปกรณ์รุ่นเก่า และไม่ได้เก็บข้อมูลอ่อนไหวหรือมีอุปกรณ์โซนาร์และเรดาร์ลับแต่อย่างใด.

ที่มา BBC / AFP

ทรัมป์มอบเงินสดของขวัญ 45,000 ดอลลาร์ให้ผู้ช่วยหญิง ฉายา “ปรินเตอร์มนุษย์”

ทรัมป์มอบเงินสดของขวัญ 45,000 ดอลลาร์ให้ผู้ช่วยหญิง ฉายา "ปรินเตอร์มนุษย์"

9 ก.ย. 2569 15:30 น.

ทรัมป์มอบเงินสดของขวัญ 45,000 ดอลลาร์ให้ผู้ช่วยหญิง ฉายา “ปรินเตอร์มนุษย์”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มอบเงินสดเป็นของขวัญช่วงเทศกาลมูลค่า 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.48 ล้านบาท ให้ผู้ช่วยทำเนียบขาว 4 คน รวมถึง “นาตาลี ฮาร์ป” ผู้ช่วยคนสนิทเจ้าของฉายา “ปรินเตอร์มนุษย์” เนื่องจากเธอมักพกเครื่องปรินเตอร์ติดตัวเพื่อพิมพ์ข้อมูลและโพสต์โซเชียลมีเดียให้ผู้นำสหรัฐฯ ขณะที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า เงินดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ราชการ และเป็นสิ่งที่กฎหมายและมาตรฐานจริยธรรมอนุญาต

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ มอบเงินสดเป็นของขวัญช่วงเทศกาลให้เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว 4 คน ตามเอกสารเปิดเผยข้อมูลทางการเงินประจำปีของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเผยแพร่โดยรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เอกสารระบุว่า นาตาลี ฮาร์ป ผู้ช่วยฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี, มาร์โก มาร์ติน ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร และ แชมเบอร์เลน แฮร์ริส รองผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการห้องทำงานรูปไข่ ต่างได้รับเงินสดจากทรัมป์คนละ 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.4 ล้านบาท ขณะที่ วอลต์ นอตา ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการสำนักงานรูปไข่ ได้รับ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 650,000 บาท

ฮาร์ป มาร์ติน และแฮร์ริส มีเงินเดือนปีละ 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วน นอตา ได้รับเงินเดือนปีละ 175,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานเงินเดือนเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวที่ยื่นต่อรัฐสภา

ฮาร์ปและผู้ช่วยหญิงอีก 2 คนระบุในแบบแสดงข้อมูลทางการเงินว่า เงินดังกล่าวเป็น “เงินสดของขวัญสำหรับช่วงวันหยุด” โดยสำนักงานข่าวทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ว่า ทรัมป์มีธรรมเนียมมอบของขวัญวันคริสต์มาสให้กับบุคคลที่อยู่ในแวดวงการทำงานของเขา รวมถึงในบางครั้งมอบให้แก่เจ้าหน้าที่และผู้ช่วย ทั้งในช่วงที่ทำงานในรัฐบาลและในภาคเอกชน

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุด้วยว่า ของขวัญดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ราชการของผู้รับแต่ละคน และจึงถือว่าเป็นการให้ที่สามารถทำได้ตามกฎหมายและมาตรฐานด้านจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง

กรณีดังกล่าวได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากบทบาทของฮาร์ป ซึ่งเป็นผู้ช่วยที่ปรากฏตัวอยู่เคียงข้างทรัมป์แทบตลอดเวลาในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง เธอมักพกเครื่องพิมพ์แบบพกพาติดตัว เพื่อพิมพ์ข่าวหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมถึงโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ให้ทรัมป์อ่าน เนื่องจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชื่นชอบการอ่านข้อมูลสำคัญในรูปแบบเอกสารมากกว่าการอ่านผ่านหน้าจอ

ด้วยบทบาทดังกล่าว ฮาร์ปจึงได้รับฉายาจากคนใกล้ชิดว่า “ปรินเตอร์มนุษย์” (human printer) นอกจากนี้ เธอยังทำหน้าที่พิมพ์ข้อความบนทรูธโซเชียลตามที่ทรัมป์บอก และติดตามประธานาธิบดีไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อจัดเตรียมข่าวสารและข้อมูลให้เขา

ฮาร์ป วัย 35 ปี เข้าร่วมทีมงานของทรัมป์ตั้งแต่ปี 2022 และความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับประธานาธิบดีได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังวุฒิสมาชิกจอน ออสซอฟฟ์ จากพรรคเดโมแครต กล่าวถึงชื่อของเธอในสุนทรพจน์ที่วิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์ ซึ่งถูกเผยแพร่และกลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์

ส่วนผู้ช่วยรายอื่นอย่าง มาร์โก มาร์ติน ร่วมงานกับทรัมป์มาตั้งแต่การดำรงตำแหน่งวาระแรกและช่วยดูแลสื่อให้ทรัมป์ช่วงที่พักอยู่ในฟลอริดา ขณะที่ แชมเบอร์เลน แฮร์ริส เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการวิจิตรศิลป์แห่งสหรัฐฯ ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลโครงการก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงของทำเนียบขาว และ วอลต์ นอตา ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นพนักงานดูแลส่วนตัวของทรัมป์ และต่อมาเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ เคยถูกตั้งข้อหาร่วมกับทรัมป์ในปี 2023 จากคดีที่เกี่ยวข้องกับการขัดขวางการสอบสวนของเอฟบีไอเกี่ยวกับเอกสารลับที่ทรัมป์นำออกจากทำเนียบขาวหลังสิ้นสุดวาระแรก อย่างไรก็ตาม ข้อหาดังกล่าวถูกยกเลิกในปี 2024

การเปิดเผยเรื่องเงินสดของขวัญครั้งนี้มีขึ้นหลังจากหนังสือพิมพ์ เดอะ วอชิงตัน โพสต์ รายงานเรื่องดังกล่าวเป็นครั้งแรก โดยเอกสารทางการเงินระบุอย่างชัดเจนว่าเงินที่เจ้าหน้าที่ทั้ง 4 คนได้รับนั้นถูกบันทึกในฐานะของขวัญจากประธานาธิบดีในช่วงเทศกาล.

ที่มา CNN / Associated Press

มหาเศรษฐีเกมเกาหลีใต้จ่ายอดีตเมีย 1.5 พันล้านดอลลาร์ในคดีหย่า สถิติแบ่งทรัพย์สินสูงสุด

มหาเศรษฐีเกมเกาหลีใต้จ่ายอดีตเมีย 1.5 พันล้านดอลลาร์ในคดีหย่า สถิติแบ่งทรัพย์สินสูงสุด

9 ก.ย. 2569 14:54 น.

มหาเศรษฐีเกมเกาหลีใต้จ่ายอดีตเมีย 1.5 พันล้านดอลลาร์ในคดีหย่า สถิติแบ่งทรัพย์สินสูงสุด

ศาลโซลสั่งให้ ควอน ฮยอก-บิน มหาเศรษฐีและผู้ก่อตั้งบริษัทเกม Smilegate จ่ายทรัพย์สินให้อดีตเมียราว 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการแบ่งทรัพย์สินในคดีหย่าที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์

ศาลครอบครัวกรุงโซลมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 9 กันยายน กำหนดให้ควอน ฮยอก-บิน มหาเศรษฐีและผู้ก่อตั้งบริษัทเกม Smilegate  โอนหุ้นในบริษัท Smilegate มูลค่าประมาณ 2.5 ล้านล้านวอน หรือคิดเป็นสัดส่วน 35% และจ่ายเงินสดอีก 6.5 หมื่นล้านวอน ให้แก่อดีตภรรยาในคดีการฟ้องหย่า

โดยมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าวทำลายสถิติเดิม ในคดีหย่าระหว่าง ชเว แท-วอน ประธานกลุ่ม SK Group และอดีตภรรยา โน โซ-ยอง ที่ศาลเคยมีคำสั่งแบ่งทรัพย์สินมูลค่า 9.44 แสนล้านวอน

นายควอนก่อตั้ง Smilegate ในปี 2002 และพัฒนาบริษัทจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทเกมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเกาหลีใต้

ด้านอดีตภรรยา ซึ่งใช้นามสกุล อี ยื่นฟ้องหย่าเขาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 พร้อมเรียกร้องหุ้นครึ่งหนึ่งของ Smilegate Holdings โดยให้เหตุผลว่า เธอมีส่วนช่วยในการก่อตั้งและบริหารบริษัทในช่วงเริ่มต้น รวมถึงสนับสนุนทางอ้อมผ่านการดูแลบ้านและครอบครัว จึงควรได้รับสิทธิในทรัพย์สินของสามี

แม้ศาลจะไม่ได้มอบหุ้นให้เธอถึงครึ่งหนึ่งตามที่ร้องขอ แต่มีคำสั่งให้โอนหุ้น Smilegate 35% พร้อมเงินสดอีกจำนวนมหาศาล ส่งผลให้มูลค่าการแบ่งทรัพย์สินในคดีนี้พุ่งขึ้นเป็นสถิติใหม่ของประเทศ

รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า ศาลประเมินมูลค่าทรัพย์สินของควอนสูงถึง 8.016 ล้านล้านวอน ทำให้คดีหย่าครั้งนี้กลายเป็นหนึ่งในคดีแบ่งทรัพย์สินที่จับตาที่สุดของเกาหลีใต้

คำตัดสินดังกล่าวยังสะท้อนประเด็นสำคัญในคดีหย่าของมหาเศรษฐีว่า ผลงานและการสนับสนุนของคู่สมรสในช่วงสร้างธุรกิจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะถูกนำมาพิจารณาในการแบ่งทรัพย์สินมากเพียงใด และกลายเป็นอีกคดีที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการธุรกิจเกาหลีใต้.

ที่มา : channelnewsasia

รมว.กลาโหมฟิลิปปินส์ ตำหนิจีน “ไร้มารยาท” ส่งโน้ตย้ำจุดยืนทะเลจีนใต้กลางเวทีในเกาหลีใต้

รมว.กลาโหมฟิลิปปินส์ ตำหนิจีน "ไร้มารยาท" ส่งโน้ตย้ำจุดยืนทะเลจีนใต้กลางเวทีในเกาหลีใต้

9 ก.ย. 2569 14:42 น.

รมว.กลาโหมฟิลิปปินส์ ตำหนิจีน “ไร้มารยาท” ส่งโน้ตย้ำจุดยืนทะเลจีนใต้กลางเวทีในเกาหลีใต้

กิลแบร์โต เตโอโดโร รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ ตอบโต้จีนอย่างดุเดือดกลางเวทีความมั่นคงเกาหลีใต้ หลังผู้ช่วยทูตทหารจีนส่งโน้ตแสดงจุดยืนไม่ยอมรับคำตัดสินอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศปี 2016 เรื่องทะเลจีนใต้ พร้อมตำหนิ “หัดมีมารยาท-หยุดรังแกเพื่อนบ้าน” และชี้ว่าสถานการณ์ขณะนี้ไม่ใช่เพียง “การกดดันในพื้นที่สีเทา” แต่เป็นการบีบบังคับ กลั่นแกล้ง และการรุกรานอย่างแท้จริง

กิลแบร์โต เตโอโดโร รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ กล่าวตำหนิจีนกลางเวทีประชุมด้านความมั่นคงในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (8 ก.ย.) หลังได้รับกระดาษโน้ตจากเจ้าหน้าที่จีน ซึ่งมีเนื้อหายืนยันจุดยืนของจีนที่ปฏิเสธคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเมื่อปี 2016 ที่ตัดสินสนับสนุนข้อเรียกร้องทางทะเลของฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างการอภิปรายในงานประชุมความมั่นคงโซล (Seoul Defense Dialogue) ขณะที่เตโอโดโรกำลังพูดถึงความท้าทายด้านความมั่นคงทางทะเลของฟิลิปปินส์ และความสำคัญของการปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS

เจ้าหน้าที่ของเวทีส่งกระดาษโน้ตให้เตโอโดโรระหว่างที่เขากำลังพูด โดยผู้จัดงานระบุในภายหลังว่า โน้ตดังกล่าวมาจากผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของจีนประจำสถานเอกอัครราชทูตจีนในกรุงโซล ซึ่งฝากเจ้าหน้าที่ของงานให้นำไปส่งให้รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ แต่เจ้าหน้าที่เข้าใจว่าเป็นข้อความจากคณะผู้แทนของเตโอโดโรเอง จึงนำไปส่งให้เขาโดยตรงระหว่างการอภิปราย

เตโอโดโรหยุดพูดและอ่านเนื้อหาในกระดาษให้ผู้เข้าร่วมฟัง โดยข้อความย้ำจุดยืนของจีนว่า คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการถาวร หรือ PCA เกี่ยวกับข้อพิพาททะเลจีนใต้ ขัดต่อหลักพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นคำตัดสินที่ “ผิดกฎหมาย เป็นโมฆะ และไม่มีผลผูกพัน”

เตโอโดโรตอบโต้ทันทีว่า หากจีนมองว่าคำตัดสินดังกล่าวขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ก็เท่ากับว่าจีนกำลังกล่าวว่า UNCLOS ซึ่งจีนเองเป็นภาคี ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศเช่นกัน

เมื่ออ่านข้อความที่ระบุว่าคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการ “ไม่มีผลผูกพัน” เตโอโดโรตอบว่า “เพราะคุณไม่ต้องการอยู่ภายใต้ UNCLOS” และเมื่อข้อความระบุว่าจีน “ไม่ยอมรับและไม่รับรอง” คำตัดสินดังกล่าว เขากล่าวประชดว่า “แน่นอน เพราะคุณแพ้”

คำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในปี 2016 ระบุว่า ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายที่เพียงพอสำหรับจีนในการอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์เหนือทรัพยากรในพื้นที่ทะเลจีนใต้ที่อยู่นอกเหนือสิทธิทางทะเลซึ่งกำหนดโดย UNCLOS นอกจากนี้ ยังปฏิเสธความชอบธรรมของการอ้างสิทธิในพื้นที่ส่วนใหญ่ตาม “เส้นประเก้าเส้น” ของจีน

จีนปฏิเสธคำตัดสินดังกล่าวมาโดยตลอด โดยเรียกว่า “เป็นโมฆะและไม่มีผล” ขณะที่ยังคงอ้างสิทธิในพื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลจีนใต้ ซึ่งรวมถึงพื้นที่ที่อยู่ภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของฟิลิปปินส์

หลังอ่านโน้ต เตโอโดโรชูกระดาษขึ้นและวิจารณ์ว่าการกระทำดังกล่าวสะท้อนจุดยืนที่ “สิ้นหวังและไร้ประสิทธิผล” ของจีน พร้อมกล่าวหาว่าจีนขาด “มารยาทขั้นพื้นฐาน” และไม่ให้ความเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงไม่ให้เกียรติประเทศเกาหลีใต้ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม

เตโอโดโรกล่าวว่า “บางทีสิ่งที่จีนจำเป็นต้องมีคือมารยาทและพฤติกรรมที่เหมาะสม” ก่อนจะได้รับเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมงาน จากนั้นเขายังพูดเป็นภาษาฟิลิปปินส์ว่า “ทำตัวให้สุภาพขึ้นอีกหน่อย และรู้จักละอายบ้าง”

รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ยังตั้งคำถามว่า เหตุใดจีนจึงเลือกส่งข้อความโต้แย้งเขาระหว่างที่กำลังตอบคำถามบนเวที พร้อมระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการไม่ให้เกียรติผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมประชุม และสะท้อนว่าการจัดการความขัดแย้งกับประเทศอื่นอย่างสุภาพกำลังเป็นปัญหาสำหรับจีน

เตโอโดโรกล่าวต่อว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ก้าวข้ามสิ่งที่เรียกว่า “ปฏิบัติการในพื้นที่สีเทา” ไปแล้ว “นี่ไม่ใช่พื้นที่สีเทาอีกต่อไป แต่นี่คือการบีบบังคับ การกลั่นแกล้ง และการรุกรานอย่างแท้จริง”

เตโอโดโรยังกล่าวว่า เขาจะเก็บกระดาษโน้ตดังกล่าวไว้เป็นที่ระลึกถึงสิ่งที่เขามองว่าเป็นจุดยืนอันอ่อนแอของจีนต่อหน้าสาธารณชนระหว่างประเทศ พร้อมกล่าวติดตลกถึงเจ้าหน้าที่ที่นำโน้ตมาให้เขาว่า “คุณเพิ่งทำคุณประโยชน์ครั้งใหญ่ให้กับประเทศของคุณ หวังว่าคุณจะไม่ต้องถูกส่งไปอยู่ค่ายกูลักเพราะเรื่องนี้”

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางข้อพิพาททางทะเลที่ยืดเยื้อระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ โดยจีนอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลจีนใต้ ขณะที่ฟิลิปปินส์ยืนยันสิทธิภายใต้ UNCLOS และคำตัดสินอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศปี 2016

เตโอโดโรยืนยันว่า ฟิลิปปินส์จะยังคงยึดมั่นใน UNCLOS และจะไม่ประนีประนอมต่อบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของประเทศ พร้อมย้ำว่าจะเดินหน้าต่อต้านการรุกรานจากทุกฝ่าย และพัฒนาโครงการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยต่อไป

เขายังระบุว่า ฟิลิปปินส์จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศต่าง ๆ ที่มีจุดยืนร่วมกันในการเคารพและบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศอย่างเป็นธรรม โดยย้ำว่า แม้กฎระหว่างประเทศจะมีอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือการบังคับใช้กฎเหล่านั้นอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจกับประเทศขนาดเล็ก.

ที่มา Yonhap / INQUIRER.net 

ผลสอบเครื่องบิน Amazon ตกไมอามี เบื้องต้นพบนักบินพยายามยกเลิกการลงจอดหลังแตะรันเวย์

ผลสอบเครื่องบิน Amazon ตกไมอามี เบื้องต้นพบนักบินพยายามยกเลิกการลงจอดหลังแตะรันเวย์

9 ก.ย. 2569 14:10 น.

ผลสอบเครื่องบิน Amazon ตกไมอามี เบื้องต้นพบนักบินพยายามยกเลิกการลงจอดหลังแตะรันเวย์

ผลสอบสวนอุบัติเหตุเครื่องบินขนส่งสินค้า Amazon ตกที่เมืองไมอามี ข้อมูลเบื้องต้นจากกล่องดำพบว่า นักบินพยายามยกเลิกการลงจอดและนำเครื่องขึ้นบินอีกครั้ง หลังเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์ไปแล้ว

จากอุบัติเหตุเครื่องบินโบอิ้ง 767 ของสายการบิน 21 Air ซึ่งปฏิบัติการขนส่งสินค้าให้ Amazon Prime Air ประสบเหตุตกรันเวย์ที่สนามบินนานาชาติไมอามี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก่อนพุ่งออกนอกรันเวย์ไปราว 396 เมตร และชนรถยนต์ 2 คัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บอีก 5 คน

ล่าสุด มีการเปิดเผยผลการสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุเบื้องต้น โดยเจนนิเฟอร์ โฮเมนดี ประธาน NTSB เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่จะเข้าสอบปากคำนักบินทั้งสองคนในวันพุธ ก่อนเปิดเผยข้อมูลจากเครื่องบันทึกเสียงในห้องนักบิน ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับช่วงวินาทีก่อนเกิดเหตุได้มากขึ้น

ข้อมูลจากเครื่องบันทึกการบินระบุว่า ประมาณ 30 วินาทีก่อนสิ้นสุดการบันทึก ล้อหน้าของเครื่องบินและล้อหลักด้านขวาแตะพื้นรันเวย์ด้วยความเร็ว 158 นอต ขณะที่ 19 วินาทีก่อนสิ้นสุดการบันทึก ล้อหลักด้านซ้ายจึงแตะพื้นด้วยความเร็ว 134 นอต

จากนั้นไม่กี่วินาที ระบบเบรกถูกปล่อย และนักบินเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ขึ้นในระดับที่สอดคล้องกับการพยายาม นำเครื่องกลับขึ้นบิน หรือ Go-around สะท้อนว่าอาจมีความพยายามยกเลิกการลงจอดในช่วงท้าย แต่เกิดขึ้นหลังเครื่องแตะรันเวย์ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม อีก 11 วินาทีก่อนสิ้นสุดการบันทึก นักบินลดกำลังเครื่องยนต์กลับสู่ระดับเดินเบา และใช้เบรกอีกครั้ง โดยขณะสิ้นสุดการบันทึก เครื่องบินยังมีความเร็วภาคพื้นดินอยู่ที่ 65 นอต

NTSB ระบุด้วยว่า ยังไม่พบข้อมูลในเครื่องบันทึกการบินที่แสดงว่า นักบินได้กาง สปอยเลอร์ หรือระบบช่วยลดแรงยกของปีก รวมถึงใช้ ระบบกลับแรงขับของเครื่องยนต์ เพื่อช่วยชะลอเครื่องบิน

ขณะนี้ เจนนิเฟอร์ โฮเมนดี นำทีมสอบสวน 32 คน ลงพื้นที่สนามบินนานาชาติไมอามี โดย NTSB สามารถเปิดหนึ่งในสองรันเวย์ที่ปิดใช้งานหลังเกิดเหตุ เพื่อให้เครื่องบินสามารถออกเดินทางไปทางทิศตะวันออกได้แล้วเมื่อช่วงค่ำวันอังคาร

เครื่องบินลำดังกล่าวอยู่ระหว่าง เที่ยวบินที่ 3 ของวัน โดยเดินทางมาจากเมืองซานฮวน ประเทศเปอร์โตริโก ก่อนหน้านั้นได้บินจากเมืองซินซินแนติไปยังไมอามี และจากไมอามีไปยังซานฮวน ก่อนประสบเหตุขณะเดินทางกลับมายังไมอามีเมื่อเวลาประมาณ 13.53 น. ตามเวลาท้องถิ่น

สำหรับกัปตัน วัย 55 ปี ได้รับใบรับรองให้สามารถบินเครื่องบินโบอิ้ง 767 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และมีประสบการณ์บินรวม 7,145 ชั่วโมง ขณะที่นักบินผู้ช่วยวัย 37 ปี ได้รับใบรับรองสำหรับเครื่องบินโบอิ้ง 767 เมื่อเดือนเมษายน 2025 และมีชั่วโมงบินรวม 2,655 ชั่วโมง

ทั้งนี้ การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป โดยเจ้าหน้าที่จะนำข้อมูลจาก เครื่องบันทึกเสียงในห้องนักบินและการสอบปากคำนักบิน มาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุครั้งนี้ต่อไป.

ที่มา : channelnewsasia