“Taiwan Travelogue” วรรณกรรมภาษาจีนกลางเล่มแรกชนะรางวัล “International Booker Prize”

"Taiwan Travelogue" วรรณกรรมภาษาจีนกลางเล่มแรกชนะรางวัล "International Booker Prize"

20 พ.ค. 2569 13:04 น.

“Taiwan Travelogue” วรรณกรรมภาษาจีนกลางเล่มแรกชนะรางวัล “International Booker Prize”

“Taiwan Travelogue” วรรณกรรมที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรักต้องห้ามและวัฒนธรรมอาหารไต้หวันยุคอาณานิคม คว้ารางวัล International Booker Prize ประจำปีนี้ นับเป็นวรรณกรรมที่แปลมาจากภาษาจีนกลางเล่มแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลนี้

ในพิธีประกาศผลรางวัลซึ่งจัดขึ้นที่หอศิลป์ร่วมสมัย “เทต โมเดิร์น”  กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ นวนิยายเรื่อง “Taiwan Travelogue” ผลงานการประพันธ์ของ หยาง ซวงจื่อ (Yang Shuang-zi) นักเขียนชาวไต้หวัน และแปลเป็นเวอร์ชันภาษาอังกฤษโดย หลิน กิง (Lin King) นักแปลชาวไต้หวัน-อเมริกัน ได้รับการประกาศให้เป็นผู้ชนะรางวัล International Booker Prize พร้อมรับเงินรางวัล 50,000 ปอนด์ (ราว 2.2 ล้านบาท) ซึ่งจะแบ่งครึ่งเท่ากันระหว่างผู้เขียนและผู้แปล

ความสำเร็จในครั้งนี้ยังสร้างสถิติเป็นหนังสือเล่มแรกที่แปลจากภาษาจีนกลางที่สามารถคว้ารางวัลนี้ได้สำเร็จ และนับเป็นปีที่สองติดต่อกันที่สำนักพิมพ์อิสระ “And Other Stories” จากเมืองเชฟฟิลด์ ได้รับรางวัลนี้

“Taiwan Travelogue” มีฉากหลังเป็นเกาะไต้หวันในทศวรรษ 1930 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไต้หวันอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิญี่ปุ่น เนื้อเรื่องดำเนินผ่านมุมมองของ “อาโอยามา ชิซุโกะ” นักเขียนชาวญี่ปุ่นที่เดินทางมาทัศนศึกษาด้านอาหารที่ไต้หวันโดยทุนของรัฐบาล และได้พบรักกับ “โอ ชิซุรุ” ล่ามสาวชาวไต้หวัน

ความโดดเด่นของนวนิยายเล่มนี้คือการวางโครงเรื่องอย่างแยบยลในรูปแบบของ “บันทึกการเดินทางที่ถูกค้นพบใหม่” พร้อมด้วยเชิงอรรถและบทส่งท้ายจำลองโดยตัวละครในเรื่อง ผสมผสานกับเชิงอรรถ “จริงๆ” ของลิน คิง ผู้แปล 

นาตาชา บราวน์  ประธานคณะกรรมการตัดสินและนักเขียนชื่อดัง กล่าวชื่นชมว่า “นี่คือนวนิยายที่น่าหลงใหลและมีความซับซ้อนอย่างแยบยล มันสามารถทำสิ่งที่น่าทึ่งได้พร้อมกันถึงสองอย่าง นั่นคือการเป็นทั้งเรื่องราวความรักที่งดงาม และเป็นนวนิยายยุคหลังอาณานิคมที่เฉียบคม การใส่กลวิธีเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า ช่วยเพิ่มมิติที่น่าค้นหาให้กับแกนหลักของเรื่องรักโรแมนติกได้อย่างยอดเยี่ยม”

ด้วยโครงสร้างที่แนบเนียนนี้ ทำให้ในช่วงที่หนังสือถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาจีนกลางเมื่อปี 2020 ผู้อ่านจำนวนมากต่างหลงเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นจริง

หยาง ซวงจื่อ ผู้เขียนในวัย 41 ปี ซึ่งมีผลงานหลากหลายทั้งความเรียง มังงะ และบทวิดีโอเกม เปิดเผยถึงแรงบันดาลใจในการเขียนว่า เธอต้องการสำรวจความรู้สึกอันซับซ้อนของคนไต้หวันที่มีต่ออดีตเจ้าอาณานิคม

“ในขณะที่เกาหลีและไต้หวันต่างเคยเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่คนเกาหลีดูจะมีความรู้สึกขุ่นเคืองต่อประวัติศาสตร์ช่วงนั้นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ตรงกันข้ามกับคนไต้หวันที่มีความรู้สึกผสมปนเปรกันอย่างซับซ้อน ทั้งความไม่ชอบและความรู้สึกถวิลหาอดีต ฉันจึงอยากใช้มุมมองของคนไต้หวันร่วมสมัย เพื่อคลี่คลายสถานการณ์อันซับซ้อนที่บรรพบุรุษเคยเผชิญ และสำรวจว่าอนาคตแบบไหนที่เราควรจะก้าวไปข้างหน้า”

ก่อนหน้าที่จะคว้ารางวัล International Booker Prize ผลงานเล่มนี้ก็เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเวอร์ชันภาษาจีนกลางดั้งเดิมได้รับรางวัล “Golden Tripod Award” ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดทางวรรณกรรมของไต้หวันในปี 2021 ขณะที่เวอร์ชันแปลภาษาอังกฤษของ ลิน คิง ก็คว้ารางวัล National Book Award สำหรับวรรณกรรมแปล ของสหรัฐฯ มาแล้วในปี 2024

หลิน กิง ผู้แปล ได้กล่าวถึงเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้ว่า เป็นผลงานที่สร้างสมดุลระหว่างความทุกข์และความสุขของชาวไต้หวันภายใต้การควบคุมของญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี “ไม่ว่าช่วงเวลาจะยากลำบากแค่ไหน ฉันเชื่อว่ามนุษย์เรามักจะหาเศษเสี้ยวของความสุขและบ่อเกิดแห่งความรักเจอเสมอ ในยุคนั้นพวกเขายังคงมีอารมณ์ขัน มีอาหารอร่อยๆ มีภาพยนตร์ มีโรงเรียน มีการทะเลาะเบาะแว้งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และมีความรัก การจะบอกว่าไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย ก็เท่ากับเป็นการลดทอนคุณค่าของวัฒนธรรมหนึ่งให้เหลือเพียงแค่บาดแผลทางใจเท่านั้น”.

ที่มา BBC / Guardian

รวบลูกชายผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่น “แมงโก้” หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีพ่อมหาเศรษฐีตกหน้าผาดับ

รวบลูกชายผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่น "แมงโก้" หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีพ่อมหาเศรษฐีตกหน้าผาดับ

20 พ.ค. 2569 12:16 น.

รวบลูกชายผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่น “แมงโก้” หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีพ่อมหาเศรษฐีตกหน้าผาดับ

คดีการเสียชีวิตของ อิซัค อันดิก ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นระดับโลก Mango ถูกรื้อใหม่ หลังตำรวจแคว้นกาตาลุญญาของสเปนตั้งข้อสงสัยลูกชาย อาจเกี่ยวข้องกับเหตุพ่อพลัดตกหน้าผาเสียชีวิตเมื่อปลายปี 2024

โจนาธาน อันดิก วัย 45 ปี ลูกชายของ อิซัค อันดิก ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นระดับโลก Mango ผู้ล่วงลับ ถูกควบคุมตัวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ภายหลังเจ้าหน้าที่รื้อฟื้นการสอบสวนคดีดังกล่าวอีกครั้ง จากเดิมที่เคยสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ

อิซัค วัย 71 ปี เสียชีวิตเมื่อเดือนธันวาคมปี 2024 หลังพลัดตกเหวระหว่างเดินเขาในเทือกเขามอนต์เซร์รัต ใกล้เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยขณะเกิดเหตุเขาเดินทางไปพร้อมลูกชาย

อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นยังรายงานข้อมูลไม่ตรงกันว่า ในวันเกิดเหตุมีเพียงพ่อลูกอยู่ด้วยกัน หรือมีสมาชิกครอบครัวคนอื่นร่วมเดินทางด้วย

ก่อนหน้านี้ โจนาธานเคยปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของพ่อ แต่ภายหลังตำรวจตัดสินใจกลับมาเปิดคดีอีกครั้ง หลังพบความไม่สอดคล้องบางอย่างในคำให้การ ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ La Vanguardia

เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวเขาที่บ้านพักในช่วงสาย ก่อนนำตัวไปสอบปากคำเพิ่มเติม และต่อมาศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยวางเงินประกัน 1 ล้านยูโร หรือราว 39 ล้านบาท พร้อมยึดหนังสือเดินทาง และกำหนดให้ต้องมารายงานตัวต่อศาลทุกสัปดาห์

ด้านโฆษกครอบครัวให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า ครอบครัวยังคงเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของโจนาธาน

ทั้งนี้ อิซัค อันดิก เกิดในตุรกี ก่อนก่อตั้งแบรนด์ Mango ร่วมกับน้องชาย นาห์มาน อันดิก ที่เมืองบาร์เซโลนาเมื่อปี 1984

ปัจจุบัน Mango มีสาขาเกือบ 3,000 แห่งในกว่า 120 ประเทศทั่วโลก และในช่วงก่อนเสียชีวิต นิตยสาร Forbes ประเมินทรัพย์สินของอิซัคไว้ที่ราว 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

หลังการเสียชีวิตของพ่อ โจนาธานได้รับตำแหน่งรองประธานบอร์ดบริหารของ Mango และเคยดูแลไลน์เสื้อผ้าผู้ชาย Mango Man มาก่อน

ด้าน โทนี รุยซ์ ซีอีโอของ Mango เคยกล่าวว่า การจากไปของอิซัคถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการแฟชั่น และย้ำว่าทุกคนในบริษัทจะสานต่อวิสัยทัศน์ที่เขาวางไว้ต่อไป.

ที่มา :BBC

แรงงานซัมซุงเตรียมนัดหยุดงาน 48,000 คน ส่อกระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้-ซัพพลายชิปโลก

แรงงานซัมซุงเตรียมนัดหยุดงาน 48,000 คน ส่อกระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้-ซัพพลายชิปโลก

20 พ.ค. 2569 11:45 น.

แรงงานซัมซุงเตรียมนัดหยุดงาน 48,000 คน ส่อกระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้-ซัพพลายชิปโลก

สหภาพแรงงานของบริษัทซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ ของเกาหลีใต้ ประกาศเดินหน้าแผนการนัดหยุดงานประท้วงในวันที่ 21 พ.ค. นี้ หลังจากความพยายามในการบรรลุข้อตกลงเรื่องโบนัสตามผลงานร่วมกับฝ่ายบริหารล้มเหลว โดยคาดว่าจะมีพนักงานเกือบ 48,000 คนพร้อมใจกันผละงานเป็นเวลา 18 วัน ท่ามกลางความกังวลว่าอาจกระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้และห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก

นายชเว ซึงโฮ ผู้นำสหภาพแรงงาน แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ฝ่ายสหภาพได้ยอมรับข้อเสนอสุดท้ายจากตัวกลางของภาครัฐแล้ว แต่ความขัดแย้งยังคงไม่สามารถหาข้อยุติได้เนื่องจากฝ่ายบริหารปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว “เราขอแสดงความเสียใจและผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง แต่ทางสหภาพยืนยันที่จะเดินหน้านัดหยุดงานประท้วงตามกรอบของกฎหมายอย่างแน่นอน”

ข้อพิพาทระหว่างกลุ่มแรงงานและฝ่ายบริหารยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยมีจุดชนวนสำคัญมาจากเรื่อง “โบนัสตามผลงาน” ที่เชื่อมโยงกับรายได้ของธุรกิจชิปประมวลผลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางวัฏจักรขาขึ้นของตลาดหน่วยความจำโลก

แม้ว่ารายงานระบุว่า ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุความเข้าใจร่วมกันในเรื่อง “การยกเลิกเพดานการจ่ายโบนัสเดิม” ซึ่งปัจจุบันจำกัดไว้ที่ไม่เกิน 50% ของเงินเดือนประจำปีได้แล้ว แต่ประเด็นที่เป็นข้อติดขัดสำคัญคือโครงสร้างและสัดส่วนการกระจายเงินโบนัส

โดยข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน ต้องการให้จัดสรรเงินโบนัสในอัตราคงที่คิดเป็น 15% ของกำไรจากการดำเนินงานของแผนกเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมยกเลิกเพดานการจ่ายเงิน และต้องการให้ข้อตกลงนี้ถูกบรรจุเป็นระเบียบขององค์กรอย่างเป็นทางการในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่ปีเดียว รวมถึงเรียกร้องโบนัสให้กับหน่วยธุรกิจที่ยังประสบภาวะขาดทุนด้วย

ส่วนข้อเสนอของฝ่ายบริหารเสนอให้คงระบบสิ่งจูงใจจากกำไรส่วนเกินแบบเดิม แต่ปรับให้คำนวณโบนัสจาก 10% ของกำไรจากการดำเนินงาน และเสนอให้มีระบบค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มเติมเพื่อให้มีความยืดหยุ่น

ด้านแถลงการณ์ของซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ ระบุถึง “ความเสียใจอย่างสุดซึ้ง” โดยชี้ว่าบริษัทได้พยายามโอนอ่อนผ่อนตามข้อเรียกร้องของสหภาพไปมากแล้ว แต่ทางสหภาพยังคงยืนกรานข้อเรียกร้องที่สูงเกินไป โดยเฉพาะการเรียกร้องค่าตอบแทนจำนวนมหาศาลให้กับหน่วยธุรกิจที่ยังขาดทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้เนื่องจากขัดต่อหลักการบริหารจัดการพื้นฐานของบริษัท

หลังจากการประกาศล้มโต๊ะเจรจาดังกล่าว ส่งผลให้ราคาหุ้นของซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ ดิ่งลงทันทีประมาณ 3%

การประท้วงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น สร้างความกังวลอย่างมากต่อรัฐบาลเกาหลีใต้ เนื่องจาก ซัมซุง ถือเป็นฟันเฟืองหลักที่แบกรับสัดส่วนการส่งออกเกือบ 1 ใน 4 หรือ 25% ของประเทศ โดยเฉพาะการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่คิดเป็น 35% ของยอดส่งออกรวมทั้งหมด ซึ่งหากการประท้วงยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกของเกาหลีใต้

นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกที่ต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานชิปจากเกาหลีใต้ต่างแสดงความกังวลเช่นกัน เพราะซัมซุงคือผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดในโลก การหยุดชะงักของสายการผลิตอาจทำให้ปัญหาชิปขาดแคลนในยุค AI บูมทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ขู่ว่าจะใช้มาตรการ “อนุญาโตตุลาการฉุกเฉิน” ซึ่งเป็นกฎหมายที่แทบไม่เคยนำมาใช้ เพื่อสั่งระงับการประท้วงชั่วคราวเป็นเวลา 30 วันและบังคับให้กลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในวันพุธนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลระบุว่า การใช้มาตรการดังกล่าวยังเร็วเกินไป และเชื่อว่ายังพอมีเวลาสำหรับการพูดคุย โดยนายพัค ซูคึน ประธานคณะกรรมการแรงงานที่เป็นตัวกลางระบุว่า รัฐบาลพร้อมที่จะเปิดกระบวนการไกล่เกลี่ยใหม่อีกครั้ง “ได้ทุกเมื่อ” หากทั้งสองฝ่ายพร้อมเผชิญหน้ากันอีกครั้ง.

ที่มา Yonhap / Reuters

สุดสลด หญิงนิวยอร์กตกท่อดับกลางเมือง คาดรถบรรทุกทำฝาท่อหลุดก่อนเกิดเหตุ

สุดสลด หญิงนิวยอร์กตกท่อดับกลางเมือง คาดรถบรรทุกทำฝาท่อหลุดก่อนเกิดเหตุ

20 พ.ค. 2569 11:24 น.

สุดสลด หญิงนิวยอร์กตกท่อดับกลางเมือง คาดรถบรรทุกทำฝาท่อหลุดก่อนเกิดเหตุ

เกิดเหตุสลดกลางนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ เมื่อหญิงวัย 56 ปี ก้าวลงจากรถแล้วพลัดตกลงไปในท่อที่ไม่มีฝาปิด บริเวณถนนฟิฟธ์อเวนิวในย่านแมนฮัตตันจนเสียชีวิต

ตำรวจนครนิวยอร์กเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินก่อนเที่ยงคืนของวันจันทร์ และเมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุ พบหญิงรายดังกล่าวหมดสติอยู่ภายในช่องใต้ดินลึกประมาณ 3 เมตร

ผู้เสียชีวิตถูกระบุชื่อว่า โดนิเก โกไจ อายุ 56 ปี ชาวเมืองไบรอาร์คลิฟฟ์ แมเนอร์ รัฐนิวยอร์ก โดยเจ้าหน้าที่นำตัวส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ แต่แพทย์ประกาศว่าเธอเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ด้าน Con Edison บริษัทสาธารณูปโภคของนครนิวยอร์ก ระบุว่า จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เชื่อว่าฝาท่อดังกล่าวอาจถูกแรงกระแทกจากรถบรรทุกจนเลื่อนหลุดออกจากตำแหน่ง

บริษัทระบุว่า หลังฝาท่อหลุดออกเพียงประมาณ 12 นาที ก่อนที่หญิงผู้เสียชีวิตจะขับรถมาจอดใกล้จุดดังกล่าว และเมื่อเธอก้าวลงจากรถ จึงตกลงไปในช่องใต้ดินโดยไม่ทันสังเกต

โฆษกของบริษัทกล่าวว่า แม้เหตุการณ์ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่ฝาท่ออาจเคลื่อนหลุดได้จากน้ำหนักของรถขนาดใหญ่ พร้อมยืนยันว่าขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด และแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต

ครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า พวกเขายังไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยลูกสะใภ้ของผู้เสียชีวิตระบุว่า บริเวณดังกล่าวไม่มีกรวยจราจร ป้ายเตือน หรือแผงกั้นใด ๆ เพื่อแจ้งเตือนอันตราย

ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนเหตุการณ์ แต่เบื้องต้นยังไม่พบพฤติกรรมเข้าข่ายอาชญากรรม ขณะที่สำนักงานแพทย์นิติเวชจะเป็นผู้สรุปสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

รายงานระบุว่า ปัญหาฝาท่อเปิดถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยในนครนิวยอร์ก โดย New York City Department of Environmental Protection ดูแลระบบน้ำและท่อระบายน้ำของเมือง ซึ่งครอบคลุมท่อระบายน้ำหลายพันกิโลเมตร และฝาท่อใช้งานอยู่ราว 100,000 จุดทั่วเมือง

ขณะที่หนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีการร้องเรียนเกี่ยวกับฝาท่อเปิดแล้วมากกว่า 700 ครั้งทั่วนครนิวยอร์ก.

ที่มา : BBC

Google เปิดตัว “แว่นอัจฉริยะ AI” รุ่นใหม่ ท้าชน Meta หลังเคยล้มเหลวจาก Google Glass

Google เปิดตัว "แว่นอัจฉริยะ AI" รุ่นใหม่ ท้าชน Meta หลังเคยล้มเหลวจาก Google Glass

20 พ.ค. 2569 09:42 น.

Google เปิดตัว “แว่นอัจฉริยะ AI” รุ่นใหม่ ท้าชน Meta หลังเคยล้มเหลวจาก Google Glass

Google เปิดตัวแว่นอัจฉริยะรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ ในงานประชุมนักพัฒนา Google I/O ถือเป็นการหวนคืนสู่ตลาดแว่นอัจฉริยะอีกครั้ง หลังล้มเหลวกับ Google Glass เมื่อกว่าสิบปีก่อน

แว่นรุ่นใหม่ของกูเกิล ซึ่งถูกเรียกว่า “Audio Glasses” มาพร้อมไมโครโฟน กล้อง และลำโพงขนาดเล็กในตัว สามารถใช้โทรศัพท์ ฟังเพลง ถ่ายภาพ รวมถึงสนทนากับผู้ช่วย AI Gemini ได้โดยตรง

การกลับมาของกูเกิลครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการเปิดศึกกับ Meta ที่ครองตลาดแว่นตาอัจฉริยะอยู่ในขณะนี้ ผ่านแว่น Ray-Ban Meta Smart Glasses ซึ่งมียอดขายแล้วอย่างน้อย 7 ล้านชิ้นทั่วโลก

กูเกิลเปิดตัวแว่น 2 คอลเลกชัน ได้แก่ รุ่นที่ร่วมพัฒนากับแบรนด์แว่นตาสหรัฐฯ Warby Parker และอีกชุดจากแบรนด์แฟชันเกาหลีใต้ Gentle Monster

ด้านการพัฒนาระบบเทคนิคดำเนินการโดย Samsung และตัวแว่นสามารถเชื่อมต่อได้ทั้งสมาร์ตโฟน Android และ iPhone

ก่อนหน้านี้ กูเกิลเคยเปิดตัว Google Glass เมื่อปี 2013 แต่โครงการต้องยุติลง หลังถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัวและการแอบบันทึกภาพผู้คน

อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้กูเกิลพยายามแก้จุดอ่อนเดิม ด้วยการเน้นดีไซน์แฟชันให้ดูใกล้เคียงแว่นทั่วไปมากขึ้น เพื่อดึงดูดผู้บริโภคในวงกว้าง

แม้กูเกิลยังไม่เปิดเผยวันวางจำหน่ายและราคาอย่างเป็นทางการ แต่บริษัทระบุว่าแว่นอัจฉริยะรุ่นใหม่นี้จะเริ่มวางขายภายในปีนี้

นอกจากนี้ กูเกิลยังเปิดเผยด้วยว่า กำลังพัฒนาแว่นอัจฉริยะอีกเวอร์ชันที่มีจอแสดงผลในตัว คล้ายกับรุ่นล่าสุดของ Meta ที่เปิดตัวในช่วงปลายปี 2025 และขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบกับนักพัฒนาเพิ่มเติมแล้ว.

ที่มา : channelnewsasia

จับ 2 หนุ่มอเมริกัน เล่นพิเรนทร์บุกเข้าส่วนจัดแสดง น้องลิงพันช์ หวังทำคอนเทนต์ป่วนสวนสัตว์

จับ 2 หนุ่มอเมริกัน เล่นพิเรนทร์บุกเข้าส่วนจัดแสดง น้องลิงพันช์ หวังทำคอนเทนต์ป่วนสวนสัตว์

20 พ.ค. 2569 09:13 น.

จับ 2 หนุ่มอเมริกัน เล่นพิเรนทร์บุกเข้าส่วนจัดแสดง น้องลิงพันช์ หวังทำคอนเทนต์ป่วนสวนสัตว์

เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นจับกุมชายชาวอเมริกัน 2 คน หลังบุกเข้าไปในพื้นที่จัดแสดงลิงของสวนสัตว์อิชิคาวะ ซิตี้ ซู ใกล้กรุงโตเกียว ซึ่งเป็นบ้านของพันช์ลูกลิงชื่อดังที่เป็นไวรัลระดับโลก

ตำรวจเปิดเผยว่า หนึ่งในผู้ต้องหา ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 24 ปี ถูกจับเมื่อวันอาทิตย์ หลังปีนรั้วและกระโดดลงไปในคูน้ำ รอบกรงลิง ขณะที่ชายอีกคน ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นนักร้องวัย 27 ปี ทำหน้าที่ถ่ายคลิปเหตุการณ์

ภาพที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นชายคนหนึ่งสวมชุดแฟนซี พร้อมหัวหน้ากากหน้ายิ้มสีเหลืองและแว่นกันแดด ปีนรั้วเข้าไปในพื้นที่จัดแสดง จนทำให้ฝูงลิงแตกตื่นวิ่งหนีกันอลหม่าน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่าทั้งสองไม่ได้เข้าใกล้ตัวสัตว์ และถูกเจ้าหน้าที่สวนสัตว์เข้าควบคุมตัวได้อย่างรวดเร็ว

ตำรวจระบุว่า ชายทั้งสองถูกดำเนินคดีในข้อหา “ขัดขวางการดำเนินงานโดยใช้กำลัง” แต่ทั้งคู่ปฏิเสธข้อกล่าวหา นอกจากนี้ยังพบว่าไม่มีเอกสารยืนยันตัวตน และพยายามให้ข้อมูลชื่อปลอมกับเจ้าหน้าที่ในช่วงแรกของการสอบสวน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสวนสัตว์แห่งนี้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติหลั่งไหลเข้าชมจำนวนมาก เพราะความโด่งดังของ “น้องพันช์” ลูกลิงที่ถูกแม่ทอดทิ้ง ที่กลายเป็นขวัญใจชาวเน็ต

ก่อนหน้านี้ สวนสัตว์ได้โพสต์ภาพของพันช์กอดตุ๊กตาอุรังอุตังจาก IKEA เพื่อปลอบใจตัวเอง หลังถูกแม่แท้ ๆ ปฏิเสธไม่เลี้ยงดู จนภาพดังกล่าวกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์

ลูกลิงตัวนี้เกิดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมจำลอง ก่อนเริ่มฝึกกลับเข้าสู่ฝูงลิงอีกครั้งเมื่อต้นปีนี้ พร้อมเกิดแฮชแท็ก #HangInTherePunch ที่มีแฟนคลับติดตามจำนวนมาก

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวและครีเอเตอร์ต่างชาติสร้างพฤติกรรมไม่เหมาะสมมากขึ้น ท่ามกลางจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

เมื่อปีที่ผ่านมา ยูทูบเบอร์ชาวยูเครนที่มีผู้ติดตามกว่า 6.5 ล้านคน ถูกจับหลังไลฟ์สดบุกรุกบ้านในเขตอพยพรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ

ขณะที่ “จอห์นนี โซมาลี” สตรีมเมอร์ชาวอเมริกันชื่อดัง ก็เคยถูกจับในญี่ปุ่นเมื่อปี 2023 จากข้อหาบุกรุกพื้นที่ก่อสร้างเช่นกัน.

ที่มา: channelnewsasia

ฝรั่งเศสเปิดประมูล “บันไดหอไอเฟล” อายุ 137 ปี คาดราคาพุ่งกว่า 5.7 ล้านบาท

ฝรั่งเศสเปิดประมูล "บันไดหอไอเฟล" อายุ 137 ปี คาดราคาพุ่งกว่า 5.7 ล้านบาท

20 พ.ค. 2569 09:12 น.

ฝรั่งเศสเปิดประมูล “บันไดหอไอเฟล” อายุ 137 ปี คาดราคาพุ่งกว่า 5.7 ล้านบาท

บันไดวนทำจากเหล็กส่วนหนึ่งของหอไอเฟลในกรุงปารีส ซึ่งเคยใช้รับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ยุคงานเวิลด์แฟร์ปี 1889 ถูกนำออกประมูลในฝรั่งเศส คาดราคาสูงถึง 150,000 ยูโร หรือประมาณ 5.7 ล้านบาท   

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 สำนักประมูลอาร์ตคูเรียล (Artcurial) ในกรุงปารีส ของฝรั่งเศส เตรียมนำบันไดเวียนเหล็กของหอไอเฟล ความสูง 2.75 เมตร จำนวน 14 ขั้น ออกประมูลในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้ โดยชิ้นส่วนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของบันไดวนดั้งเดิมที่สร้างขึ้นพร้อมหอไอเฟลเมื่อปี 1889 เพื่อใช้ในงานเวิลด์แฟร์ที่กรุงปารีส

นางซาบรินา ดอลลา รองผู้อำนวยการของอาร์ตคูเรียล เปิดเผยว่า ในปี 1983 บริษัทผู้บริหารหอไอเฟลตัดสินใจปรับปรุงโครงสร้างและเปลี่ยนบันไดบางส่วนเป็นลิฟต์ เพื่อให้ทันสมัยและลดน้ำหนักของหอคอย โดยบันไดเดิมความยาวรวม 160 เมตร ถูกตัดแบ่งออกเป็น 20 ชิ้น ก่อนนำบางส่วนออกจำหน่าย โดยความนิยมของบันไดหอไอเฟลไม่ได้มาจากมูลค่าของมันเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับความทรงจำ การเดินทาง และภาพลักษณ์แห่งความโรแมนติกของกรุงปารีสที่ผู้คนทั่วโลกจดจำ

รายงานข่าวระบุว่า ชิ้นที่นำมาประมูลครั้งนี้เป็น “ชิ้นหมายเลข 1” เดิมถูกซื้อโดยนักธุรกิจชาวฝรั่งเศส และเก็บรักษาไว้ในโกดังนานกว่า 40 ปี ทำให้สภาพยังสมบูรณ์มาก สำหรับบันไดชิ้นนี้ สำนักประมูลประเมินราคาขายไว้ที่ 120,000-150,000 ยูโร หรือประมาณ 4.5-5.7 ล้านบาท

ทั้งนี้ หอไอเฟลใช้เวลาก่อสร้างเพียง 2 ปี 2 เดือน 5 วัน ใช้เหล็กกว่า 7,300 ตัน และหมุดย้ำกว่า 2.5 ล้านตัว ปัจจุบันกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงปารีส และต้อนรับนักท่องเที่ยวราว 7 ล้านคนต่อปี.

ที่มา Aljazeera

“ปูติน” เดินทางถึงจีน เตรียมพบหารือ “สี จิ้นผิง” สะท้อนสัมพันธ์รัสเซีย-จีนแนบแน่นขึ้น

“ปูติน” เดินทางถึงจีน เตรียมพบหารือ “สี จิ้นผิง” สะท้อนสัมพันธ์รัสเซีย-จีนแนบแน่นขึ้น

20 พ.ค. 2569 08:33 น.

“ปูติน” เดินทางถึงจีน เตรียมพบหารือ “สี จิ้นผิง” สะท้อนสัมพันธ์รัสเซีย-จีนแนบแน่นขึ้น

วลาดิเมียร์ ปูติน ปธน.รัสเซีย เดินทางถึงจีนเพื่อพบปธน.สี จิ้นผิง เพียงไม่กี่วันหลังโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งเยือนจีน ท่ามกลางสงครามยูเครน และวิกฤตอิหร่าน

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง ของจีน ในช่วงค่ำวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม เพื่อเริ่มการเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 2 วัน โดยมีกำหนดหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดจากสงคราม การคว่ำบาตร และการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น

การเยือนครั้งนี้นับเป็นการพบกันแบบเผชิญหน้าครั้งที่สองของปูตินและสี จิ้นผิง ภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี และตรงกับวาระครบรอบ 25 ปี สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือฉันเพื่อนบ้านที่ดี  ปี 2544 ซึ่งเป็นข้อตกลงสำคัญที่ช่วยฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับจีน หลังทั้งสองประเทศเคยมีความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในยุคสงครามเย็น

การเดินทางเยือนจีนของปูตินเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เสร็จสิ้นการเยือนจีนและหารือกับสี จิ้นผิงเช่นกัน ทำให้หลายฝ่ายจับตาว่า จีนกำลังพยายามวางบทบาทตัวเองเป็นศูนย์กลางทางการทูตของโลก ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า ทั้งรัสเซียและจีนต่างกำลังเผชิญความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะนโยบายต่างประเทศที่คาดเดาได้ยากของทรัมป์ ซึ่งยิ่งผลักดันให้รัสเซียกับจีนกระชับความร่วมมือกันแน่นแฟ้นกว่าเดิม

ขณะเดียวกันความใกล้ชิดระหว่างสองชาติมหาอำนาจยังเกิดขึ้นท่ามกลางสงครามในยูเครน ความตึงเครียดรอบอิหร่าน และวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานโลก นักวิเคราะห์ยังมองว่า การที่สี จิ้นผิง เปิดบ้านต้อนรับทั้งทรัมป์และปูตินภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนยุทธศาสตร์ของจีนที่ต้องการแสดงบทบาทเป็นผู้เล่นสำคัญที่ทุกฝ่ายยังต้องเข้าหา ในยุคที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน.

ผบ.นาโตยืนยัน สหรัฐฯ ถอนทหารจากยุโรป ไม่กระทบการป้องกันของนาโต

ผบ.นาโตยืนยัน สหรัฐฯ ถอนทหารจากยุโรป ไม่กระทบการป้องกันของนาโต

20 พ.ค. 2569 05:18 น.

ผบ.นาโตยืนยัน สหรัฐฯ ถอนทหารจากยุโรป ไม่กระทบการป้องกันของนาโต

ผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตรยุโรปของนาโตยืนยันว่า การที่สหรัฐฯ จะถอนทหารออกจากยุโรปนั้น ไม่กระทบต่อการป้องกันของชาติสมาชิก และว่าจะมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

เมื่อวันอังคารที่ 19 พ.ค. 2569 พลเอก อเล็กซัส กรินเควิช ผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตรยุโรปขององค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต (NATO) บอกกับผู้สื่อข่าวว่า การตัดสินใจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการถอนทหารจำนวน 5,000 นายออกจากเยอรมนี ไม่ส่งผลกระทบต่อการป้องกันของชาติพันธมิตรนาโต

“ผมอยากจะเน้นย้ำว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินงานตามแผนการระดับภูมิภาคของเรา” พลเอกกรินเควิชกล่าว พร้อมเตือนว่า น่าจะมีการปรับเปลี่ยนกำลังพลในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

“ในขณะที่บรรดาประเทศพันธมิตรต่างสร้างขีดความสามารถของตนเองขึ้นมา สหรัฐฯ ก็สามารถดึงขีดความสามารถบางส่วนกลับคืนไป เพื่อนำไปใช้กับภารกิจสำคัญอื่น ๆ ทั่วโลก ดังนั้นผมจึงรู้สึกสบายใจมากกับสถานการณ์ที่เราเป็นอยู่ตอนนี้”

ความเคลื่อนไหวอย่างกะทันหันจากวอชิงตันในครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างทรัมป์และนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ แห่งเยอรมนี เรื่องการทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งทำให้บรรดาประเทศพันธมิตรต่างตั้งตัวไม่ติด

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของทรัมป์ได้บอกกล่าวกับประเทศในยุโรปมาเป็นเวลานานแล้วว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณาที่จะถอนกำลังทหารออกไป เนื่องจากต้องการมุ่งเน้นไปที่ภัยคุกคามอื่น ๆ รอบโลก

“เราควรคาดการณ์ไว้เลยว่าจะมีการปรับกำลังพลของกองทัพสหรัฐฯ เกิดขึ้นอีกเมื่อเวลาผ่านไป ในขณะที่ประเทศพันธมิตรต่าง ๆ ทยอยสร้างขีดความสามารถของตนเองขึ้นมา” นายพลกรินเควิชกล่าว “ผมไม่สามารถระบุระยะเวลาที่แน่นอนกับคุณได้ในตอนนี้ มันจะเป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอีกหลายปี”

แม้ว่าสมาชิกนาโตในฝั่งยุโรปจะพยายามลดทอนผลกระทบจากการถอนทหารของสหรัฐฯ แต่ลักษณะการประกาศที่เกิดขึ้นอย่างปุบปับนี้ ยิ่งตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับข้อผูกพันและความมุ่งมั่นของทรัมป์ที่มีต่อกลุ่มพันธมิตรนาโต

ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาโจมตียุโรปอย่างรุนแรงว่าไม่ช่วยเหลือในการทำสงครามกับอิหร่าน โดยสเปนเป็นหนึ่งในประเทศที่ประกาศจะไม่เข้าร่วมสงครามอย่างเด็ดขาด ขณะที่ชาติอื่นๆ มีความลังเลในตอนแรกที่จะให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพของพวกเขาเป็นจุดส่งเครื่องบินโจมตีอิหร่าน

ยุโรปจะพยายามประสานรอยร้าวและความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ลง ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของนาโตซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศสวีเดนในปลายสัปดาห์นี้ โดยจะมี มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

UAE ยืนยัน โดรนปริศนาโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ บินมาจากอิรัก

UAE ยืนยัน โดรนปริศนาโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ บินมาจากอิรัก

20 พ.ค. 2569 04:02 น.

UAE ยืนยัน โดรนปริศนาโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ บินมาจากอิรัก

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยืนยันว่า โดรนปริศนาที่มุ่งเป้าโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของพวกเขาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถูกส่งมาจากอิรัก ซึ่งมีกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุนเคลื่อนไหวอยู่

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (18 พ.ค.) ว่า โดรนที่มุ่งเป้าโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศเมื่อสัปดาห์ก่อน เดินทางมาจากประเทศอิรัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านใช้เป็นฐานในการเปิดฉากโจมตีหลายครั้งนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดรนลำหนึ่งซึ่งไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ ตกใส่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าใกล้กับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ “บารากาห์” (Barakah) ในรัฐอาบูดาบี และส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือมีรายงานการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี ส่วนโดรนอีกสองลำถูกสกัดกั้นเอาไว้ได้

บารากาห์ เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพียงแห่งเดียวในโลกอาหรับ ตั้งอยู่ใกล้กับพรมแดนซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ ซึ่งเหตุโจมตีในครั้งนี้ได้จุดชนวนให้เกิดความหวั่นวิตกเกี่ยวกับผลกระทบที่จะตามมาทั่วทั้งภูมิภาคอ่าวอาหรับ

“ส่วนหนึ่งของกระบวนการสืบสวนที่กำลังดำเนินอยู่ต่อเหตุโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บารากาห์อย่างอุกอาจเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2026 ผลการแกะรอยทางเทคนิคและการเฝ้าติดตามได้รับการยืนยันแล้วว่า โดรนทั้งสามลำ… ล้วนมีต้นทางมาจากดินแดนของอิรัก” กระทรวงกลาโหมของเอมิเรตส์แถลง

กระทรวงกลาโหมระบุเสริมว่า ในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ยังสามารถสกัดกั้นโดรนอีก 6 ลำที่เดินทางมาจากอิรัก ซึ่ง “พยายามที่จะมุ่งเป้าโจมตีพื้นที่พลเรือนและพื้นที่สำคัญระดับประเทศ”

ก่อนหน้านี้ ทางการอิรักได้ออกมาประณามเหตุโจมตีโรงไฟฟ้าบารากาห์แล้ว ก่อนที่รัฐบาลอาบูดาบีจะประกาศเปิดเผยถึงแหล่งที่มาของโดรนดังกล่าว

ทั้งนี้ อิหร่านเปิดฉากโจมตียูเออีและประเทศอื่น ๆ ในแถบอ่าวอาหรับ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยพุ่งเป้าไปที่ทรัพย์สินของสหรัฐฯ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและพลเรือน

ก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 เมษายน กลุ่มติดอาวุธในอิรักที่ได้รับการสนับสนุนจากเตหะรานได้เข้ามาแทรกแซงเพื่อช่วยเหลืออิหร่าน และโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในอิรักรวมถึงในภูมิภาคโดยรอบ ซึ่งครอบคลุมถึงกลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับด้วย

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้เคยรอดพ้นจากการตกเป็นเป้าหมายมาโดยตลอด จนกระทั่งเกิดเหตุขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna