ทรัมป์เผย เตรียมประกาศเรื่องการคว่ำบาตรคิวบาในเร็วๆ นี้

ทรัมป์เผย เตรียมประกาศเรื่องการคว่ำบาตรคิวบาในเร็วๆ นี้

21 พ.ค. 2569 03:36 น.

ทรัมป์เผย เตรียมประกาศเรื่องการคว่ำบาตรคิวบาในเร็วๆ นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า รัฐบาลของเขาเตรียมประกาศเรื่องมาตรการคว่ำบาตรประเทศคิวบาในเร็วๆ นี้ โดยยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการบังคับใช้มาตรการเพิ่มเติม หรือมีความเปลี่ยนแปลงในมาตรการที่ใช้อยู่แล้วหรือไม่

เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะมีการแถลงประกาศเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรต่อคิวบา “ในไม่ช้านี้” หลังจากก่อนหน้านี้กระทรวงยุติธรรมเพิ่งประกาศเรื่องการฟ้องร้องนาย ราอูล คาสโตร อดีตประธานาธิบดีคิวบา เพื่อเอาผิดกรณีเครื่องบินอพยพถูกยิงตกเมื่อปี 2539

“ก็ต้องรอดูกันไป เราจะประกาศเรื่องนี้ในไม่ช้า” ทรัมป์กล่าวเมื่อถูกถามว่าเขาคาดการณ์ว่ามาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ไปอีกนานแค่ไหน

ทั้งนี้ คิวบาเผชิญมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2503 แล้ว และล่าสุดสหรัฐฯ ก็เพิ่งเริ่มการสกัดการขนส่งน้ำมันเข้าสู่คิวบา ส่งผลให้วิกฤตการณ์ด้านพลังงานของประเทศเกาะแห่งนี้เข้าสู่วิกฤตขั้นสุด

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าประชาชนชาวคิวบาควรเตรียมใจรับมือกับ “การยกระดับ” ใด ๆ หรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ไม่ จะไม่มีการยกระดับเกิดขึ้น ผมไม่คิดว่ามันจำเป็นต้องมี ดูสิ ประเทศนั้นกำลังล่มสลาย มันพังพินาศไปหมด และพวกเขาก็คล้ายกับสูญเสียการควบคุมไปแล้ว พวกเขาสูญเสียการควบคุมในคิวบาไปแล้วจริง ๆ”

ทรัมป์ยังกล่าวชื่นชม ท็อดด์ แบลนช์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรื่องการสั่งฟ้องดำเนินคดีอาญาต่ออดีตประธานาธิบดี ราอูล คาสโตร แห่งคิวบา พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ “กำลังใส่ใจเรื่องคิวบาอยู่ตลอดเวลา”

“นี่คือเรื่องใหญ่ — ผมคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากสำหรับผู้คน ไม่ใช่แค่ชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบาเท่านั้น แต่รวมถึงคนที่มาจากคิวบาที่อยากจะกลับไปคิวบา และคนที่อยากไปพบเจอครอบครัวของพวกเขาในคิวบาด้วย”

เมื่อถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการเดินทางเยือนคิวบาของ จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) เมื่อสัปดาห์ก่อน ทรัมป์กล่าวว่า “เรามีคนของเราอยู่ที่นั่นจำนวนมาก” ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ CIA และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีสายสัมพันธ์ทางครอบครัวเชื่อมโยงกับคิวบาด้วยเช่นกัน

“เรามีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องคิวบาอย่างมาก” ทรัมป์กล่าว “พวกเขาเฝ้ารอช่วงเวลานี้มานานถึง 65 ปีแล้ว ดังนั้นเรามาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป” ทรัมป์กล่าว

“ในระหว่างนี้ เราจำเป็นต้องหยิบยื่นความช่วยเหลือให้พวกเขา พวกเขาไม่มีหนทางในการใช้ชีวิตเลย ไม่มีอาหาร ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีพลังงานใด ๆ หลงเหลืออยู่เลย แต่สิ่งที่พวกเขามีอย่างแน่นอนคือประชาชนที่ยอดเยี่ยม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

คิวบาตึงเครียด เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ เดินทางถึงแคริบเบียน

คิวบาตึงเครียด เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ เดินทางถึงแคริบเบียน

21 พ.ค. 2569 02:17 น.

คิวบาตึงเครียด เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ เดินทางถึงแคริบเบียน

กองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ เดินทางถึงทะเลแคริบเบียนแล้ว ท่ามกลางความตึงเครียดกับคิวบา หลังสหรัฐฯ ประกาศฟ้องร้อง ราอูล คาสโตร

กองทัพสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์เมื่อ 20 พ.ค. 2569 ว่า กองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีที่ 11 ของสหรัฐฯ ซึ่งนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส นิมิตซ์” เดินทางถึงทะเลแคริบเบียนแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดกับประเทศคิวบา ที่ทวีความตึงเครียดยิ่งขึ้น หลังสหรัฐฯ ประกาศเรื่องการฟ้องร้องอดีตประธานาธิบดี ราอูล คาสโตร

กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ ระบุบน X ว่า “เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส นิมิตซ์, กองบินประจำเรือบรรทุกเครื่องบินที่ 17 ที่ปฏิบัติการอยู่บนเรือ, เรือยูเอสเอส กริดลีย์ และเรือยูเอสเอ็นเอส พาตูเซนต์ คือสัญลักษณ์แห่งความพร้อมและการคงอยู่ ซึ่งมีพิสัยทำการและอานุภาพทำลายล้างที่ไม่มีใครเทียบได้ รวมถึงความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์”

“เรือยูเอสเอส นิมิตซ์ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการรบมาแล้วทั่วโลก โดยทำหน้าที่สร้างหลักประกันด้านความมั่นคงและปกป้องระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่ช่องแคบไต้หวันไปจนถึงอ่าวอาหรับ”

โพสต์ดังกล่าวมีขึ้นในวันเดียวกันกับที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตั้งข้อหาดำเนินคดีอาญาต่ออดีตประธานาธิบดี ราอูล คาสโตร แห่งคิวบา

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ของคิวบามองว่าการตั้งข้อหาดังกล่าวเป็นเหมือนการปูทางไปสู่การแทรกแซงทางทหาร โดยอดีตประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ก็เคยถูกตั้งข้อหาในลักษณะเดียวกันนี้ ก่อนที่กองทัพสหรัฐฯ จะมีปฏิบัติการบุกจับกุมตัวเมื่อเดือนมกราคม ส่งผลให้นายมาดูโรถูกคุมตัวไปขึ้นศาลที่สหรัฐฯ

ด้านประธานาธิบดี มิเกล ดิอัซ-กาเนล แห่งคิวบา กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า คิวบา “มีสิทธิ์อันชอบธรรมและเด็ดขาดในการปกป้องตนเองจากการโจมตีทางทหาร” และการโจมตีในลักษณะดังกล่าวจะ “นำไปสู่การนองเลือดที่สร้างผลกระทบจนมิอาจประเมินค่าได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ ยื่นฟ้อง “ราอูล คาสโตร” อดีตประธานาธิบดีคิวบา

สหรัฐฯ ยื่นฟ้อง “ราอูล คาสโตร” อดีตประธานาธิบดีคิวบา

21 พ.ค. 2569 01:06 น.

สหรัฐฯ ยื่นฟ้อง “ราอูล คาสโตร” อดีตประธานาธิบดีคิวบา

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีนายราอูล คาสโตร อดีตประธานาธิบดีคิวบาแล้ว ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุยิงเครื่องบินองค์กรผู้ลี้ภัย 2 ลำตกจนมีชาวอเมริกันเสียชีวิตเมื่อปี 2539

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญาต่ออดีตประธานาธิบดีราอูล คาสโตร แห่งคิวบา ในวันพุธที่ 20 พ.ค. 2569 ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ยิงเครื่องบินพลเรือนขององค์กรผู้ลี้ภัยชาวคิวบา-อเมริกัน 2 ลำตกเมื่อปี 2539 ซึ่งทำให้ชาวคิวบากับชาวอเมริกันเสียชีวิต 4 ศพ

ท็อดด์ แบลนช์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า นายคาสโตร วัย 94 ปี ซึ่งเป็นน้องชายของ ฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำการปฏิวัติผู้ล่วงลับ ถูกตั้งข้อหาฐานสมรู้ร่วมคิดในการฆาตกรรมพลเมืองสหรัฐฯ, การฆาตกรรม และการทำลายเครื่องบิน

นอกจากนี้ยังมีจำเลยรายอื่น ๆ ที่ถูกตั้งข้อหาในคำฟ้องฉบับนี้ด้วย ซึ่งได้รับการอนุมัติฟ้องจากคณะลูกขุนใหญ่เมื่อวันที่ 23 เมษายน

การประกาศตั้งข้อหาดังกล่าวมีขึ้นในระหว่างการแถลงข่าว ณ บริเวณหน้าอาคาร ฟรีดอม ทาวเวอร์ (Freedom Tower) ในเมืองไมอามี ซึ่งเป็นสถานที่เชิงสัญลักษณ์สำหรับชาวคิวบา-อเมริกันที่อพยพออกจากประเทศคอมมิวนิสต์แห่งนี้

ในระหว่างการแถลงข่าว เจ้าหน้าที่รัฐยังได้ร่วมไว้อาลัยให้แก่ชาวคิวบา-อเมริกันทั้ง 4 ราย โดยเป็นพลเมืองสหรัฐฯ 3 ราย และผู้พำนักถาวรตามกฎหมายของสหรัฐฯ อีก 1 ราย ที่เสียชีวิตอยู่บนเครื่องบินพลเรือนที่ถูกกองทัพอากาศคิวบายิงตกเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2539 โดยในขณะนั้น นายคาสโตรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของคิวบา

เครื่องบินพลเรือนดังกล่าวเป็นของกลุ่ม “Brothers to the Rescue” ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2534 โดย โฮเซ บาซุลโต นักบินชาวคิวบา-อเมริกัน ร่วมกับผู้ลี้ภัยชาวคิวบาคนอื่น ๆ โดยองค์กรนี้จะออกปฏิบัติการทำภารกิจช่วยเหลือชาวคิวบาในน่านน้ำระหว่างคิวบากับรัฐฟลอริดา หลังจากที่คนเหล่านั้นพากันหลบหนีออกจากประเทศคอมมิวนิสต์ด้วยแพที่ต่อขึ้นเองตามมีตามเกิด

ทว่าในระหว่างการทำภารกิจครั้งหนึ่ง เครื่องบิน 2 ลำของกลุ่มถูกเครื่องบินขับไล่ มิก-29 (MiG-29) ของคิวบายิงตกในน่านฟ้าสากล ขณะที่ทางฝั่งคิวบาได้ออกมาอ้างซ้ำหลายครั้งว่าเครื่องบินเหล่านั้นรุกล้ำน่านฟ้าของคิวบา

รายงานจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ขององค์การสหประชาชาติ และคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนระหว่างอเมริกา สรุปตรงกันว่า ผู้เคราะห์ร้ายทั้ง 4 คน เสียชีวิตอันเป็นผลมาจากการกระทำโดยตรงของตัวแทนจากรัฐคิวบาในน่านฟ้าสากล และคิวบาลงมือโดยไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐานในการสกัดกั้น

ในเวลานั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีบิล คลินตัน และสภาคองเกรสออกมาประณามการกระทำของคิวบาอย่างรุนแรงในทันที ซึ่งนำไปสู่การบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรและมาตรการอื่น ๆ รวมถึงการตัดสินลงโทษชายคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับภารกิจของกลุ่ม Brothers to the Rescue ให้แก่ทางคิวบา

อย่างไรก็ดี แม้เวลาจะล่วงเลยมานานถึง 30 ปี เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์สมัยใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และคิวบา บรรดาสมาชิกสภาชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบา นักเคลื่อนไหวเพื่อผู้ลี้ภัย และครอบครัวของผู้เสียชีวิตต่างเรียกร้องมาอย่างยาวนานให้มีการดำเนินคดีนายคาสโตรในสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ในประเทศคิวบา ราอูล คาสโตร ยังคงเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างสูง แม้ว่าจะก้าวลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2561 และลงจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 2564 ก็ตาม

โดยก่อนหน้าที่จะมีประกาศสั่งฟ้องในวันพุธนี้ ทางการคิวบาเพิ่งจะมีการประกาศจัดงานเฉลิมฉลองทั่วประเทศเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 95 ปีของคาสโตร ซึ่งจะมาถึงในวันที่ 3 มิถุนายนนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nbcnews

WHO เตือน วัคซีนอีโบลาอาจใช้เวลา 9 เดือน ดับพุ่ง 139 ศพแล้ว

WHO เตือน วัคซีนอีโบลาอาจใช้เวลา 9 เดือน ดับพุ่ง 139 ศพแล้ว

21 พ.ค. 2569 00:32 น.

WHO เตือน วัคซีนอีโบลาอาจใช้เวลา 9 เดือน ดับพุ่ง 139 ศพแล้ว

องค์การอนามัยโลกเตือนว่า อาจต้องใช้เวลาถึง 9 เดือนกว่าที่วัคซีนต้านเชื้อไวรัสอีโบลาจะใช้งานได้จริง ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตและติดเชื้อในดีอาร์คองโกยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อ 20 พ.ค. 2569 ดร. วาซี มูรธี ที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวเมื่อวันพุธว่า ปัจจุบันกำลังมีการพัฒนา “วัคซีนต้นแบบ” ที่มีความเป็นไปได้ในการต่อต้านไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ บุนดิบูเกียว (Bundibugyo) จำนวน 2 ชนิด แต่อาจต้องใช้เวลานานถึง 9 เดือนกว่าจะสามารถนำมาใช้ได้จริง เนื่องจากยังไม่ผ่านการทดสอบทางคลินิก

คำพูดของ ดร.มูรธี เกิดขึ้นในขณะที่กำลังเกิดการระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก และในยูกันดา โดย ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก เปิดเผยว่า มีผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีโบลาแล้ว 600 ราย และมีผู้เสียชีวิตที่เข้าข่ายต้องสงสัย 139 ราย

ดร.เกเบรเยซุสแถลงต่อผู้สื่อข่าว ณ กรุงเจนีวา ว่า มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้ออีโบลาจำนวน 51 รายในดีอาร์คองโก และ 2 รายในยูกันดา เขาคาดด้วยว่า จำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้นอีก เมื่อพิจารณาจากระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจหาเชื้อไวรัส

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา WHO ได้ประกาศให้การแพร่ระบาดครั้งนี้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) แต่ระบุว่ายังไม่ถึงระดับของการแพร่ระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic)

ดร.เกเบรเยซุสกล่าวว่า หลังจากการประชุมเมื่อวันอังคาร คณะกรรมการฉุกเฉินขององค์กรด้านสาธารณสุขมีความเห็นพ้องต้องกันว่า สถานการณ์นี้ยังไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินของการแพร่ระบาดใหญ่ทั่วโลก โดยความเสี่ยงของการระบาดในระดับโลกยังอยู่ใน “ระดับต่ำ” แต่ความเสี่ยงระบาดระดับภูมิภาคและประเทศ อยู่ใน “ระดับสูง”

สำหรับผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้ว 51 รายในดีอาร์คองโกนั้น อยู่ในจังหวัด อิตูรี (Ituri) ทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาด และที่จังหวัดคิวูเหนือ ส่วนผู้ติดเชื้อ 2 รายในยูกันดาอยู่ที่กรุงกัมปาลา โดยทั้งคู่มีประวัติเดินทางมาจากดีอาร์คองโก และหนึ่งในนั้นเสียชีวิตแล้ว

“เราทราบดีว่าขนาดของการแพร่ระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกนั้นใหญ่กว่านี้มาก” ผู้อำนวยการใหญ่ WHO กล่าว พร้อมระบุเสริมว่า มีบุคลากรทางการแพทย์รวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นพิเศษ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลปากีสถานตัดสินประหารชีวิตคนร้าย ฆาตกรรมดาว TikTok

ศาลปากีสถานตัดสินประหารชีวิตคนร้าย ฆาตกรรมดาว TikTok

20 พ.ค. 2569 23:12 น.

ศาลปากีสถานตัดสินประหารชีวิตคนร้าย ฆาตกรรมดาว TikTok

ศาลปากีสถานตัดสินประหารชีวิต ชายวัย 23 ปี ผู้ก่อเหตุฆาตกรรมดาว TikTok หญิงวัยรุ่นรายหนึ่งเมื่อปีก่อน หลังจากพยายามตามตื้อแต่ถูกปฏิเสธ

เมื่อ 20 พ.ค. 2569 ศาลในประเทศปากีสถานพิพากษาให้นายอูมาร์ ฮายัต ต้องรับโทษประหารชีวิต ฐานก่อเหตุฆาตกรรม น.ส.ซานา ยูซาฟ ดาว TikTok วัยเพียง 17 ปี ซึ่งเป็นคดีที่จุดชนวนให้เกิดกระแสความโกรธแค้นไปทั่วประเทศเมื่อปีก่อน

รายงานระบุว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 นายฮายัตบุกเข้าไปในบ้านของ น.ส.ยูซาฟ และยิงเธอจนเสียชีวิต หลังจากที่เธอปฏิเสธการตามตื้อของเขาหลายต่อหลายครั้ง

นายฮายัตซึ่งปัจจุบันอายุ 23 ปี ยอมรับสารภาพในศาลเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยระบุว่าตนเองเกิดความคลั่งไคล้ในตัวยูซาฟอยู่ฝ่ายเดียว หลังจากที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันผ่านทางออนไลน์

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า นายไซเอด ยูซาฟ ฮัสซัน บิดาของยูซาฟ กล่าวว่า คำพิพากษาที่ศาลกรุงอิสลามาบัดตัดสินออกมานั้น ถือเป็น “บทเรียนสำหรับอาชญากรประเภทนี้ทุกคนในสังคม”

นอกจากนั้น ศาลยังสั่งให้นายฮายัตจ่ายเงินชดเชยจำนวน 2.5 ล้านรูปี (ราว 292,000 บาท) ให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย

ทั้งนี้ สื่อปากีสถานรายงานว่า ในระหว่างการสอบสวน นายฮายัตเผยว่าเขาเดินทางมายังกรุงอิสลามาบัดไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุเพื่ออวยพรวันเกิดให้กับยูซาฟ และแม้ว่ายูซาฟจะปฏิเสธที่จะพบเขา แต่เขาก็ดั้นด้นไปจนถึงบ้านของเธอ จนกระทั่งทั้งสองมีปากเสียงกันและบานปลายไปสู่การฆาตกรรมในที่สุด

ก่อนเสียชีวิต ยูซาฟมีผู้ติดตามมากกว่าหนึ่งล้านคนบน TikTok และอีกกว่าห้าแสนคนบน Instagram เธอเป็นที่รักของแฟน ๆ จากคอนเทนต์ที่สนุกสนานและเบาสมอง ไม่ว่าจะเป็นการลองแต่งตัวตามเทรนด์แฟชั่น การลิปซิงค์เพลง หรือการใช้เวลาร่วมกับกลุ่มเพื่อน

เหล่านักเคลื่อนไหวกล่าวว่า การฆาตกรรมยูซาฟเป็นหนึ่งในความรุนแรงต่อสตรีที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างในปากีสถาน

ทว่า ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากร่วมแสดงความโกรธแค้นต่อการเสียชีวิตของยูซาฟ แต่ก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบต่อการทำงานในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ของเธอด้วยเช่นกัน

นายอุซามา คิลจี ผู้อำนวยการกลุ่ม Bolo Bhi ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์เพื่อสิทธิทางดิจิทัล เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว บีบีซี เอาไว้ว่า การวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวมาจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และบางส่วนได้ยกเหตุผลทางศาสนามาอ้าง

“พวกเขากำลังตั้งคำถามว่าทำไมเธอถึงลงคอนเทนต์พวกนี้ และถึงขั้นแนะนำให้ครอบครัวลบบัญชี Instagram และ TikTok ของเธอออก เพราะมองว่าบัญชีเหล่านั้นจะยิ่งเพิ่ม “บาป” ให้แก่ตัวเธอ” คิลจีกล่าว

ด้าน ฟาร์ซานา บารี นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนชื่อดัง แย้งว่า ปฏิกิริยาเหล่านั้นสะท้อนถึงแนวคิด “เกลียดชังผู้หญิง” และ “ระบอบชายเป็นใหญ่”

เธอกล่าวว่า ยูซาฟมี “สิทธิ์มีเสียงเป็นของตัวเอง” พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า บทสนทนาบนโลกออนไลน์นี้เป็นสิ่งย้ำเตือนว่า โซเชียลมีเดียได้กลายเป็น “พื้นที่ที่อันตรายและคุกคามอย่างยิ่งสำหรับผู้สร้างคอนเทนต์ที่เป็นผู้หญิง” ในปากีสถาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านขู่ขยายสงครามออกนอกตะวันออกกลาง หากสหรัฐฯ หวนโจมตี

อิหร่านขู่ขยายสงครามออกนอกตะวันออกกลาง หากสหรัฐฯ หวนโจมตี

20 พ.ค. 2569 22:19 น.

อิหร่านขู่ขยายสงครามออกนอกตะวันออกกลาง หากสหรัฐฯ หวนโจมตี

กองทัพอิหร่านขู่ว่า หากสหรัฐฯ กลับมาโจมตีประเทศของพวกเขาอีกครั้ง สงครามที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นจะขยายวงออกไปนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง

เมื่อ 20 พ.ค. 2569 อิหร่านออกมาขู่ว่า จะขยายวงสงครามออกไปนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง หากสหรัฐอเมริกาเปิดฉากโจมตีอีกครั้ง หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าเขาเกือบจะสั่งเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารอีกครั้งภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง

เป็นเวลา 6 สัปดาห์แล้วนับตั้งแต่ทรัมป์สั่งระงับปฏิบัติการ “อีปิก ฟิวรี” (Epic Fury) เพื่อเจรจาหาทางยุติสงครามกับอิหร่าน แต่จนถึงตอนนี้ การเจรจากลับไม่มีความคืบหน้า

สัปดาห์นี้อิหร่านได้ยื่นข้อเสนอใหม่ให้แก่สหรัฐฯ ทว่ารายละเอียดที่เปิดเผยต่อสาธารณะยังคงเป็นเงื่อนไขเดิมที่ทรัมป์เคยปฏิเสธไปแล้ว ซึ่งรวมถึงข้อเรียกร้องสิทธิ์ในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ, การชดเชยความเสียหายจากสงคราม, การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร, การปล่อยอายัดทรัพย์สิน และการถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากพื้นที่

เมื่อวันจันทร์และวันอังคารที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวซ้ำว่าเขาเกือบจะสั่งการให้เปิดฉากทิ้งระเบิดระลอกใหม่ แต่ได้ระงับการตัดสินใจในนาทีสุดท้ายเพื่อให้เวลากับการทูตมากขึ้น

“ในวันนี้ ผมอยู่ห่างจากการตัดสินใจสั่งการเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร

ที่ผ่านมาอิหร่านได้ข่มขู่ซ้ำหลายครั้งว่าจะตอบโต้การโจมตีครั้งใหม่ ด้วยการโจมตีประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ และในวันพุธนี้ อิหร่านได้ส่งสัญญาณเป็นนัยว่าอาจจะโจมตีเป้าหมายที่อยู่ห่างไกลออกไปกว่านั้นด้วย

“หากมีการรุกรานอิหร่านซ้ำอีก สงครามในภูมิภาคที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้จะขยายออกไปเกินกว่าภูมิภาคนี้” กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐบาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กู้ร่างสำเร็จ นักดำน้ำอิตาลี 2 รายสุดท้ายติดถ้ำลึกใต้ทะเลมัลดีฟส์

กู้ร่างสำเร็จ นักดำน้ำอิตาลี 2 รายสุดท้ายติดถ้ำลึกใต้ทะเลมัลดีฟส์

20 พ.ค. 2569 16:03 น.

กู้ร่างสำเร็จ นักดำน้ำอิตาลี 2 รายสุดท้ายติดถ้ำลึกใต้ทะเลมัลดีฟส์

หน่วยกู้ภัยมัลดีฟส์ร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ ประสบความสำเร็จในการกู้ร่างนักดำน้ำชาวอิตาลี 2 รายสุดท้ายขึ้นสู่ผิวน้ำ หลังติดอยู่ภายในถ้ำใต้ทะเลลึก สรุปยอดผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมทางน้ำครั้งร้ายแรงที่สุดของมัลดีฟส์รวม 6 ราย ซึ่งรวมถึงศาสตราจารย์ด้านนิเวศวิทยาทางทะเล ลูกสาว และนักวิจัย

สำนักโฆษกประธานาธิบดีมัลดีฟส์และแหล่งข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศอิตาลี  แถลงยืนยันร่วมกันว่า เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างของนักดำน้ำชาวอิตาลี 2 รายสุดท้าย ขึ้นมาจากถ้ำใต้ทะเลลึกได้สำเร็จแล้ว ถือเป็นการเสร็จสิ้นภารกิจค้นหาอันยาวนาน นับตั้งแต่เกิดโศกนาฏกรรมดำน้ำครั้งที่มียอดผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา เมื่อกลุ่มนักดำน้ำชาวอิตาลีจำนวน 5 คน ได้ขาดการติดต่อไปขณะลงไปสำรวจถ้ำใต้น้ำลึก บริเวณแนวเกาะปะการังวาฟู (Vaavu Atoll) ในจุดดำน้ำเดวานา คานดู (Devana Kandu) ซึ่งก่อนหน้านี้ทีมกู้ภัยสามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตรายแรกได้ในวันเกิดเหตุ และกู้ร่างได้อีก 2 รายเมื่อวันที่ 20 พ.ค. ก่อนจะพบร่าง 2 รายสุดท้ายติดอยู่ภายในถ้ำที่ระดับความลึกถึง 60 เมตร ในวันพุธ โดยร่างผู้เสียชีวิตทั้งหมดถูกส่งต่อไปยังสถาบันนิติเวชในกรุงมาเล เมืองหลวงของมัลดีฟส์แล้ว

รายงานระบุว่า กลุ่มนักดำน้ำดังกล่าวเดินทางมายังมัลดีฟส์ภายใต้ภารกิจวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับปะการังอ่อน โดยมีผู้นำทีมคือ ศ.ดร.โมนิกา มอนเตฟัลโคเน อายุ 51 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาทางทะเลและศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเจนัว ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและดำน้ำในน่านน้ำมัลดีฟส์มาอย่างยาวนาน โดยผู้เสียชีวิตรายอื่นๆ ประกอบด้วย โจออร์เจีย ลูกสาวของเธอ, นักวิจัยอีก 2 คน และครูฝึกสอนดำน้ำประจำกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของอิตาลี Corriere della Sera ได้อ้างคำแถลงของมหาวิทยาลัยเจนัวที่ระบุว่า “กิจกรรมดำน้ำลึกที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ภายใต้แผนงานหรือกิจกรรมที่กำหนดไว้ในภารกิจทางวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัย แต่เป็นการทำกิจกรรมส่วนบุคคล และการยื่นขออนุญาตต่อทางการมัลดีฟส์นั้น คาดว่าเป็นการดำเนินการนอกเหนือขอบเขตภารกิจที่ทางมหาวิทยาลัยให้การรับรอง”

ภารกิจการค้นหาในครั้งนี้เต็มไปด้วยความยากลำบากและอันตราย เนื่องจากระดับความลึกที่มากเกินไป โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จ่าสิบเอก โมฮาเหม็ด มูฮุดฮี เจ้าหน้าที่กู้ภัยสังกัดกองกำลังป้องกันตนเองแห่งชาติมัลดีฟส์ ได้เสียชีวิตจากภาวะน้ำหนีบ หรือโรคจากการลดความดันอากาศ (Decompression Sickness) ระหว่างพยายามดำน้ำลงไปกู้ร่างของผู้เสียชีวิต

การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่มัลดีฟส์ส่งผลให้ทางการท้องถิ่นต้องประกาศระงับปฏิบัติการค้นหาชั่วคราว ก่อนที่รัฐบาลอิตาลีจะเข้ามาประสานงานจัดตั้งทีมกู้ภัยสากล โดยมีการดึงตัวทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการดำน้ำลึกจากประเทศฟินแลนด์เข้ามาสนับสนุน จนสามารถกู้ร่างที่เหลือขึ้นมาได้ โดยในรายสุดท้าย เจ้าหน้าที่ต้องดำน้ำนำร่างขึ้นมาอย่างระมัดระวังและต้องแวะพักตามจุดลดความกดอากาศตามขั้นตอนความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

ปัจจุบัน สำนักงานตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของมัลดีฟส์กำลังเร่งสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิต โดยมุ่งประเด็นไปที่การดำน้ำลึกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากประเทศมัลดีฟส์มีกฎหมายห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวทั่วไปดำน้ำลึกเกินกว่า 30 เมตร แต่ร่างของกลุ่มผู้เสียชีวิตกลับถูกพบในถ้ำที่ลึกถึง 60 เมตร ซึ่งเบื้องต้นทางการได้สั่งระงับใบอนุญาตประกอบการของเรือดำน้ำนำเที่ยวที่กลุ่มชาวอิตาลีใช้บริการแล้ว เพื่อรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการดำน้ำ ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่และแหล่งรายได้หลักของประเทศมัลดีฟส์ ซึ่งประกอบด้วยเกาะปะการังขนาดเล็กกว่า 1,192 เกาะ กระจัดกระจายอยู่บนมหาสมุทรอินเดีย แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะมีรายงานอุบัติเหตุทางน้ำอยู่บ้าง แต่เหตุการณ์รุนแรงในลักษณะนี้ถือว่าเกิดขึ้นได้ค่อนข้างยากมากในมัลดีฟส์.

ที่มา Reuters / AFP

2 ชาวญี่ปุ่น 1 ชาวจีน ถูกแทงในร้านอาหารเซี่ยงไฮ้ ญี่ปุ่นจี้จีนเร่งคุ้มครองความปลอดภัย

2 ชาวญี่ปุ่น 1 ชาวจีน ถูกแทงในร้านอาหารเซี่ยงไฮ้ ญี่ปุ่นจี้จีนเร่งคุ้มครองความปลอดภัย

20 พ.ค. 2569 15:38 น.

2 ชาวญี่ปุ่น 1 ชาวจีน ถูกแทงในร้านอาหารเซี่ยงไฮ้ ญี่ปุ่นจี้จีนเร่งคุ้มครองความปลอดภัย

กระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันว่า ชาวญี่ปุ่น 2 คน และชาวจีน 1 คน ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธมีดก่อเหตุภายในร้านอาหารแห่งหนึ่งในนครเซี่ยงไฮ้ ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นเรียกร้องให้จีนเพิ่มมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยของพลเมืองญี่ปุ่นในประเทศ

เกิดเหตุคนร้ายใช้มีดไล่แทงประชาชนภายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ในเขตผู่ตง นครเซี่ยงไฮ้ ของจีน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (19 พ.ค.) ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย โดยรัฐบาลญี่ปุ่นและกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกมายืนยันตรงกันในวันพุธว่า ในกลุ่มผู้บาดเจ็บเป็นชาวญี่ปุ่น 2 ราย และชาวจีนอีก 1 ราย ซึ่งทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

เจ้าหน้าที่ตำรวจเขตผู่ตงเปิดเผยผ่านว่า ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้มีดปอกผลไม้ไล่ทำร้ายผู้คนภายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ในที่เกิดเหตุ เป็นชายวัย 59 ปี แซ่หยาง ซึ่งในขณะที่ถูกจับกุม ชายคนดังกล่าวมีอาการพูดจาไม่รู้เรื่องและแสดงพฤติกรรมคุ้มคลั่ง และจากการตรวจสอบประวัติพบว่าผู้ต้องหารายนี้มีประวัติการเจ็บป่วยทางจิตเรื้อรัง

สถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเซี่ยงไฮ้ ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า มีพลเมืองชาวญี่ปุ่นได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ 2 รายจริง และขณะนี้กำลังอยู่ภายใต้การดูแลรักษาของแพทย์อย่างใกล้ชิด และระบุในแถลงการณ์ว่า “รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลจีน เพื่อขอให้ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมทั้งขอให้รัฐบาลจีนรับประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพลเมืองชาวญี่ปุ่นทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในประเทศจีน” 

ด้านนายมิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีและโฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ได้ออกมาแถลงข่าวยืนยันการยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าว พร้อมระบุว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนภัยไปยังชาวญี่ปุ่นทุกคนที่พำนักอยู่ในประเทศจีนแล้ว โดยย้ำว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะติดต่อประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในฐานะการปกป้องคุ้มครองพลเมืองของตน

เหตุแทงในครั้งนี้ กลายเป็นชนวนความขัดแย้งครั้งล่าสุดระหว่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันทั้งสองประเทศกำลังติดหล่มความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดอย่างหนัก หลังจากที่นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ผู้นำของญี่ปุ่น ได้ส่งสัญญาณว่ากองทัพโตเกียวอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากรัฐบาลจีนเปิดฉากบุกโจมตีไต้หวัน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรัฐบาลปักกิ่งได้พยายามลดอุณหภูมิความร้อนแรงของเหตุการณ์นี้ โดยนายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้แถลงข่าวประจำวันว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงคดีความไม่สงบในที่สาธารณะที่เป็นเอกเทศ และไม่ได้เกิดขึ้นจากแรงจูงใจทางการเมือง ซึ่งหน่วยงานที่มีอำนาจของจีนจะดำเนินการจัดการและดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด”

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว AFP รายงานว่า บรรยากาศที่ห้างสรรพสินค้าซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุในวันพุธเริ่มกลับเข้าสู่ความสงบเรียบร้อยแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในชุดสูทสีเทาจำนวนหลายคนยืนกระจายกำลังตรวจตราความเรียบร้อยรอบพื้นที่อย่างเข้มงวด.

ที่มา AFP / KYODO NEWS

จีนยืนยันสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ หลังประชุม “ทรัมป์-สี จิ้นผิง”

จีนยืนยันสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ หลังประชุม "ทรัมป์-สี จิ้นผิง"

20 พ.ค. 2569 14:21 น.

จีนยืนยันสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ หลังประชุม “ทรัมป์-สี จิ้นผิง”

กระทรวงพาณิชย์จีนยืนยันเตรียมสั่งซื้อเครื่องบินโดยสารจากบริษัทโบอิ้ง ของสหรัฐฯ จำนวน 200 ลำ ชี้เป็นดีลใหญ่ครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษหลังถูกกีดกันจากตลาดการบินจีนมานาน ผลพวงจากความสำเร็จในการหารือระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

กระทรวงพาณิชย์ของจีนได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพื่อยืนยันว่า จีนจะทำการสั่งซื้อเครื่องบินโดยสารจากบริษัท โบอิ้ง ของสหรัฐฯ จำนวน 200 ลำ ซึ่งถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการครั้งแรกจากฝั่งรัฐบาลจีน แม้ว่าในแถลงการณ์จะยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับรุ่นของเครื่องบินที่จะสั่งซื้อก็ตาม

การประกาศดีลประวัติศาสตร์ในครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อสร้างเสถียรภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งดีลนี้นับเป็นข้อตกลงซื้อขายเครื่องบินครั้งใหญ่ที่สุดของโบอิ้งในตลาดการบินจีนในรอบเกือบทศวรรษ หลังจากที่ผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ รายนี้ถูกกีดกันออกจากตลาดการบินที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกมานานหลายปีเนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมที่กรุงปักกิ่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า “เราได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าที่ยิ่งใหญ่มากมาย รวมถึงการสั่งซื้อเครื่องบินจากโบอิ้งมากกว่า 200 ลำ และยังมีคำมั่นสัญญาว่าอาจขยายเพดานไปได้สูงถึง 750 ลำ ซึ่งหากเป็นไปตามนั้น มันจะเป็นยอดสั่งซื้อเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์”  

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุด้วยว่าเครื่องบินทั้งหมดจะถูกติดตั้งเครื่องยนต์ของบริษัท จีอี แอโรสเปซ (GE Aerospace) โดยมีรายงานว่านายเคลลี ออร์ตเบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโบอิ้ง ได้ร่วมเดินทางไปกับคณะผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ ในทริปนี้ด้วย พร้อมกับผู้นำภาคธุรกิจเทคโนโลยีชื่อดังอย่าง อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งเทสลา และ เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia ยักษ์ใหญ่ด้านชิป AI

ด้านโบอิ้ง ได้ออกแถลงการณ์แสดงความยินดีว่า “เราประสบความสำเร็จอย่างมากในการเยือนประเทศจีนครั้งนี้ และบรรลุเป้าหมายหลักในการเปิดตลาดจีนอีกครั้งสำหรับยอดสั่งซื้อเครื่องบินของโบอิ้ง โดยนี่เป็นข้อตกลงเบื้องต้นสำหรับ 200 ลำแรก และเราคาดหวังว่าจะข้อตกลงเพิ่มเติมตามมาในอนาคต”

กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงซื้อขายเครื่องบินดังกล่าว ฝ่ายสหรัฐฯ จะให้หลักประกันในการจัดหาและส่งมอบชิ้นส่วนรวมถึงส่วนประกอบของเครื่องยนต์อากาศยานให้กับจีนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อขยายเวลาข้อตกลงพักเก็บภาษีศุลกากร ที่เคยตกลงกันไว้ในการประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ก่อนการพบกันของสองผู้นำที่ประเทศเกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งข้อตกลงเดิมกำลังจะหมดอายุลงในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยข้อตกลงดังกล่าวระบุให้สหรัฐฯ ลดภาษีสินค้าบางรายการจากจีน และให้จีนระงับการบังคับใช้มาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายากและแม่เหล็ก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี รถยนต์ไฟฟ้า และยุทโธปกรณ์ทางทหาร

แถลงการณ์ระบุเสริมว่า ทั้งสองประเทศจะพยายามผลักดันให้เกิดการปรับลดภาษีศุลกากรแบบต่างตอบแทน ในกลุ่มสินค้าของแต่ละฝ่ายที่มีมูลค่ารวมตั้งแต่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป โดยภาษีที่สหรัฐฯ จัดเก็บต่อจีนจะต้องไม่เกินระดับที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปีที่แล้ว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขข้อกังวลของกันและกันเกี่ยวกับมาตรการควบคุมการส่งออก ซึ่งจีนยืนยันว่ากำลังอยู่ระหว่างการทบทวนใบอนุญาตส่งออกแร่ธาตุสำคัญรวมถึงแร่หายากที่ใช้ในภาคพลเรือน

ขณะเดียวกัน ทำเนียบขาวยังได้เปิดเผยว่า จีนตกลงที่จะสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มูลค่าอย่างน้อย 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่างปี 2026 ถึง 2028 ซึ่งไม่รวมข้อตกลงซื้อถั่วเหลืองที่มีอยู่เดิม ซึ่งแม้ว่าแถลงการณ์ของกระทรวงพาณิชย์จีนจะไม่ได้ระบุตัวเลขดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่ยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายได้ผลลัพธ์ที่เป็นบวกในภาคการเกษตร โดยจีนจะฟื้นฟูระบบขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกเนื้อวัวสหรัฐฯ ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ และจะกลับมานำเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อไก่บางรายการจากสหรัฐฯ อีกครั้ง ขณะที่สหรัฐฯ สัญญาว่าจะขจัดหรือปรับปรุงมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี  เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากจีน.

ที่มา Reuters / BBC

“ทรัมป์” พาชมไซต์งานห้องบอลรูมใหม่ทำเนียบขาว เผยไฮไลต์ “บังเกอร์ใต้ดิน 6 ชั้น-ฐานทัพโดรนบนหลังคา”

"ทรัมป์" พาชมไซต์งานห้องบอลรูมใหม่ทำเนียบขาว เผยไฮไลต์ "บังเกอร์ใต้ดิน 6 ชั้น-ฐานทัพโดรนบนหลังคา"

20 พ.ค. 2569 13:29 น.

“ทรัมป์” พาชมไซต์งานห้องบอลรูมใหม่ทำเนียบขาว เผยไฮไลต์ “บังเกอร์ใต้ดิน 6 ชั้น-ฐานทัพโดรนบนหลังคา”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พานักข่าวชมไซต์ก่อสร้างห้องบอลรูมยักษ์แห่งใหม่ของทำเนียบขาวพร้อมเปิดเผยรายละเอียดของ “อภิมหาโปรเจกต์” มูลค่าสูงถึง 13,000 ล้านบาท ซึ่งมีลักษณะคล้ายบังเกอร์ทางทหาร พร้อมระบบป้องกันโดรน ฐานปฏิบัติการโดรนบนหลังคา และโรงพยาบาลทหารใต้ดิน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าฟุ่มเฟือยและไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของชาวอเมริกัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้สร้างความประหลาดใจด้วยการนำคณะผู้สื่อข่าวเดินชมพื้นที่ก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงหรือ “ห้องบอลรูม” ขนาดมหึมาแห่งใหม่ภายในทำเนียบขาวอย่างเป็นกันเอง พร้อมเปิดเผยรายละเอียดด้านความปลอดภัยระดับความลับทางราชการที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ท่ามกลางเสียงค้อนและเลื่อยไฟฟ้า 

อาคารจัดเลี้ยงขนาด 8,361 ตารางเมตรนี้ กำลังถูกสร้างขึ้นเพื่อบดบังความโดดเด่นของตึกทำเนียบขาวหลังเดิมที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 โดยทรัมป์อ้างว่าทำเนียบขาวจำเป็นต้องมีห้องโถงขนาดใหญ่ที่รองรับแขกได้มากกว่า 1,000 คน เพื่อจัดงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำต่างประเทศอย่างสมเกียรติ โดยแนวคิดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เขาเคยเกือบถูกลอบสังหารระหว่างร่วมงานกาล่าของสื่อมวลชนที่โรงแรมแห่งหนึ่งในวอชิงตัน

อดีตเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ระดับพันล้านได้บรรยายสรรพคุณของห้องบอลรูมแห่งนี้ โดยชี้ว่าโครงสร้างด้านบนได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมกรีกและโรมันโบราณ และมีหน้าต่างที่หนาถึง 4 นิ้ว ทำจากกระจกชนิดพิเศษที่โปร่งใสจนมองทะลุเหมือนไม่มีอยู่จริง

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ “บังเกอร์” และโครงสร้างทางทหาร ประกอบด้วยค่ายทหารและโรงพยาบาลใต้ดิน 6 ชั้น ทรัมป์ระบุว่าพื้นที่ใต้ดินลึกลงไป 6 ชั้น ซึ่งขณะนี้กำลังก่อสร้างไปแล้ว 2 ชั้น จะถูกใช้เป็นโรงพยาบาลทหาร ศูนย์วิจัยชั้นสูง และห้องประชุมวางแผนยุทธศาสตร์ โดยมีห้องบอลรูมด้านบนทำหน้าที่เป็น “โล่กำบัง” ป้องกันการโจมตีจากภายนอกได้อย่างสมบูรณ์

ส่วนโครงสร้างหลังคาทำจากเหล็กกล้าไร้เทียมทานผสมไทเทเนียม ซึ่งทรัมป์คุยโวว่ามันสามารถกันโดรนได้อย่างเบ็ดเสร็จ “หากมีโดรนบินมาชน มันจะเด้งออกไปเองโดยไม่มีรอยขีดข่วน” นอกจากนี้ หลังคาทั้งหมดยังถูกออกแบบให้เป็นฐานทัพโดรนรบขนาดใหญ่เพื่อปล่อยโดรนจำนวนไม่จำกัดขึ้นไปปกป้องน่านฟ้ากรุงวอชิงตันทั้งหมด

“นี่คือของขวัญสำหรับสหรัฐอเมริกา และนี่คือเงินส่วนตัวของผมบวกกับเงินของกลุ่มผู้บริจาค มันเป็นเงินที่ปลอดภาษี” ทรัมป์กล่าวอย่างภาคภูมิใจข้างราวเหล็กกั้นไซต์ก่อสร้าง

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างนี้กำลังเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะพรรคเดโมแครตและสมาชิกรีพับลิกันบางส่วน เนื่องจากค่าก่อสร้างของอาคารแห่งนี้ได้บานปลายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากเดิม 200 ล้านดอลลาร์ พุ่งสูงเป็น 400 ล้านดอลลาร์ (ราว 13,000 ล้านบาท)

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ยื่นเรื่องต่อรัฐสภาเพื่อขออนุมัติงบประมาณจากภาษีประชาชนอีกถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 32,740 ล้านบาท) เพื่อใช้เป็นค่าปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยรอบอาคาร ซึ่งฝ่ายค้านมองว่าเป็นการใช้เงินที่ฟุ่มเฟือยเกินเหตุ ในขณะที่ประชาชนชาวอเมริกันกำลังเดือดร้อนอย่างหนักจากราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่

ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นอาวุธสำคัญที่พรรคเดโมแครตนำมาใช้โจมตีพรรครีพับลิกัน ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งสำคัญในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อแย่งชิงเสียงข้างมากในสภาคองเกรส โดยหยิบยกคำพูดของทรัมป์เมื่อสัปดาห์ก่อนที่ระบุว่า “ผมไม่ได้คิดถึงสถานการณ์ทางการเงินของคนอเมริกัน” เมื่อพูดถึงสงครามอิหร่าน เพราะเป้าหมายหลักคือการสกัดกั้นไม่ให้รัฐบาลเตหะรานครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ มาโจมตีว่าผู้นำสหรัฐฯ เมินเฉยต่อปากท้องของประชาชน

โครงการนี้ยังจุดชนวนความโกรธเคืองในหมู่นักอนุรักษ์ เนื่องจากมีการสั่งทุบ “ปีกตะวันออก” (East Wing) ของทำเนียบขาว ซึ่งเป็นอาคารประวัติศาสตร์อันเป็นที่ตั้งของสำนักงานสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งลงโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังติดหล่มทางกฎหมาย โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางได้มีคำสั่งตัดสินว่า การก่อสร้างอาคารนี้จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบและการอนุมัติจากสภาคองเกรสเสียก่อน จึงจะดำเนินการต่อไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกมาขู่ว่าอาจต้องใช้มาตรการ “อนุญาโตตุลาการฉุกเฉิน” เพื่อเข้ามาควบคุมและระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับงบประมาณนี้เป็นเวลา 30 วัน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงระบุเมื่อวันพุธว่า การใช้กฎหมายพิเศษนี้ยังเร็วเกินไป และเชื่อว่าสภาคองเกรสกับทำเนียบขาวน่าจะยังสามารถหาทางเจรจาตกลงกันได้

ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า ห้องบอลรูมสุดหรูที่เป็นความภาคภูมิใจของทรัมป์นี้ อาจจะสร้างเสร็จไม่ทันในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในวาระที่สอง ซึ่งเป็นวาระสุดท้ายที่จะสิ้นสุดลงในปี 2029.

ที่มา Reuters / AFP