เฮลิคอปเตอร์หน่วยแพทย์มาเลเซียตกที่ซาราวัก ดับยกลำ 5 ศพ

เฮลิคอปเตอร์หน่วยแพทย์มาเลเซียตกที่ซาราวัก ดับยกลำ 5 ศพ

9 ก.ย. 2569 13:08 น.

เฮลิคอปเตอร์หน่วยแพทย์มาเลเซียตกที่ซาราวัก ดับยกลำ 5 ศพ

เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ให้บริการแพทย์  Flying Doctor Service ของกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย ตกบริเวณสนามบิน ในพื้นที่ชนบทของรัฐซาราวัก เบื้องต้นยืนยันผู้เสียชีวิตทั้ง 5 คน ประกอบด้วยนักบิน 1 คน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 4 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่เดินทางจากเมืองมิริ

เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ให้บริการแพทย์ “Flying Doctor Service” (FDS) ประสบอุบัติเหตุตกบริเวณปลายรันเวย์ของสนามบินสำหรับการขึ้นลงระยะสั้น ในหมู่บ้านลองเลลลัง เขตบารัม ของรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย เมื่อเวลาประมาณ 15.40 น. ของวันอังคารที่ผ่านมา (8 ก.ย.)

กาลง ลวง ประธานคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติประจำเขตมิริ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าผู้ที่อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ทั้ง 5 คนเสียชีวิตทั้งหมด ประกอบด้วยนักบิน 1 คน และผู้โดยสาร 4 คน

เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวเป็นรุ่น BO-105 หมายเลขทะเบียน 9M-LLF ดำเนินการโดยบริษัท Layang-Layang Aerospace เดินทางออกจากท่าอากาศยานมิริ มุ่งหน้าไปยังลองเลลลัง ก่อนประสบเหตุตกบริเวณปลายทางวิ่ง

ซุลกิฟลี อาหมัด รัฐมนตรีสาธารณสุขมาเลเซีย ยืนยันว่า ผู้โดยสารทั้ง 4 คนเป็นบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ประกอบด้วยแพทย์ 1 คน ผู้ช่วยแพทย์ 1 คน และพยาบาล 2 คน โดยมีนักบินเป็นผู้ควบคุมเฮลิคอปเตอร์เพียงคนเดียว

ก่อนหน้านี้ ในช่วงแรกของการค้นหาและกู้ภัย ทางการยังไม่ยืนยันชะตากรรมของผู้ที่อยู่บนเครื่อง ขณะที่ทีมค้นหาและกู้ภัย เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และกรมดับเพลิงและกู้ภัยมาเลเซีย ได้เดินทางถึงจุดเกิดเหตุใกล้สนามบินลองเลลลัง และเร่งดำเนินการตรวจสอบ

สำนักงานการบินพลเรือนมาเลเซีย หรือ CAAM ระบุว่า ได้รับแจ้งเหตุจากฝ่ายบริการข้อมูลเที่ยวบินเมื่อเวลา 15.58 น. โดยเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวกำลังปฏิบัติภารกิจ Flying Doctor Service และมีคนอยู่บนเครื่องรวม 5 คน

สาเหตุของอุบัติเหตุยังอยู่ระหว่างการสอบสวน โดยสำนักงานสืบสวนอุบัติเหตุทางอากาศ หรือ AAIB ภายใต้กระทรวงคมนาคมมาเลเซีย จะเป็นผู้ดำเนินการสอบสวนตามข้อกำหนดในกฎระเบียบการบินพลเรือนของมาเลเซีย ปี 2016

ด้านกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียระบุว่า กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานความมั่นคง ทีมกู้ภัย และหน่วยงานด้านการบินที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันจากพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมติดต่อญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิตเพื่อให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนที่จำเป็น

รัฐมนตรีสาธารณสุขยังขอให้สื่อมวลชนและประชาชนหลีกเลี่ยงการคาดเดาหรือเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อเคารพความรู้สึกของครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยข้อมูลความคืบหน้าจะประกาศเมื่อได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน กรมดับเพลิงและกู้ภัยมาเลเซียได้รับอนุมัติให้นำเฮลิคอปเตอร์ MI-17 ไปใช้ในภารกิจลำเลียงร่างผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่ โดยจะเดินทางจากเมืองมิริไปยังลองเลลลัง พร้อมตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

ภารกิจดังกล่าวอยู่ภายใต้การบัญชาการของรองผู้กำกับการตำรวจเขตมารูดี ซึ่งจะกำกับดูแลทั้งการกู้ร่างผู้เสียชีวิตและการสอบสวนเหตุการณ์ โดยคาดว่าจะนำร่างผู้เสียชีวิตทั้งหมดกลับมายังเมืองมิริในเที่ยวบินเดียวกัน และอาจนำเครื่องลงที่ท่าอากาศยานมิริแทนลานจอดเฮลิคอปเตอร์ของโรงพยาบาลมิริ

บริการ Flying Doctor Service มีบทบาทสำคัญในการให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลซึ่งการเดินทางเข้าถึงทำได้ยาก โดยเฉพาะชุมชนในพื้นที่ชนบทของรัฐซาราวัก และให้บริการในรัฐนี้มาตั้งแต่ปี 1973

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความสูญเสียแก่บุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ให้บริการประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ขณะที่ทางการมาเลเซียอยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุอย่างละเอียด.

ที่มา The Borneo Post / Malay Mail

OpenAI อ้าง AI ไขปริศนาโจทย์คณิตศาสตร์ 90 ปี สำเร็จใน 88 ชั่วโมง

OpenAI อ้าง AI ไขปริศนาโจทย์คณิตศาสตร์ 90 ปี สำเร็จใน 88 ชั่วโมง

9 ก.ย. 2569 12:16 น.

OpenAI อ้าง AI ไขปริศนาโจทย์คณิตศาสตร์ 90 ปี สำเร็จใน 88 ชั่วโมง

OpenAI อ้างความสำเร็จครั้งสำคัญ หลังใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ และ “เอไอเอเจนต์” (AI Agents) ราว 10,000 ตัว ทำงานร่วมกันจนได้คำตอบของโจทย์นาเวียร์–สโตกส์ (Navier-Stokes) ซึ่งเป็นหนึ่งในโจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากและยังไม่มีคำตอบสมบูรณ์มานานเกือบ 90 ปี ภายในเวลาเพียง 88 ชั่วโมง แต่ผลการพิสูจน์ยังต้องผ่านการตรวจสอบจากนักคณิตศาสตร์อิสระ

OpenAI บริษัทผู้พัฒนา ChatGPT อ้างว่า สามารถแก้โจทย์คณิตศาสตร์ขั้นสูงที่มีอายุเกือบ 90 ปีได้ภายในเวลาเพียง 88 ชั่วโมง ด้วยการใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รุ่นใหม่ภายในบริษัท และระดม “เอไอเอเจนต์” (AI Agents) หรือระบบ AI ที่สามารถทำงานบางอย่างได้อย่างอิสระประมาณ 10,000 ตัว ให้ร่วมกันค้นหาวิธีแก้โจทย์

โจทย์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสมการนาเวียร์–สโตกส์ ที่ใช้ในการอธิบายการเคลื่อนที่ของของไหล เช่น น้ำและอากาศ และมีความสำคัญอย่างมากต่อการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ความปั่นป่วน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างสมบูรณ์

OpenAI ระบุว่า เริ่มต้นความพยายามดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 กันยายน หลังได้รับข่าวลือว่าโจทย์คณิตศาสตร์หนึ่งในกลุ่มโจทย์รางวัล Millennium Prize อาจได้รับการแก้ไขแล้ว บริษัทจึงนำโมเดล AI ภายในที่มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์สูงกว่ารุ่นล่าสุด มาใช้กับโจทย์คณิตศาสตร์สำคัญที่ยังไม่มีคำตอบ

จากนั้นภายในวันที่ 5 กันยายน หรือประมาณ 88 ชั่วโมงหลังจากส่งเอไอเอเจนต์ราว 10,000 ตัวเข้าทำงาน OpenAI ระบุว่าสามารถค้นพบวิธีพิสูจน์โจทย์นาเวียร์–สโตกส์ได้ โดย AI ทั้งหมดแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเกือบ 3 ล้านข้อความ และใช้ทรัพยากรเทียบเท่ากับข้อความและโค้ดที่สร้างโดย AI ราว 130,000 ล้านโทเคน

OpenAI ประเมินว่า หากใช้โมเดลรุ่นทรงประสิทธิภาพสูงสุดตามอัตราค่าบริการของบริษัท ความพยายามดังกล่าวอาจมีต้นทุนประมาณ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 330 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม OpenAI ยอมรับว่า ผลงานดังกล่าวยังไม่ได้รับการตรวจสอบโดยนักคณิตศาสตร์อิสระ และยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจาก Clay Mathematics Institute ซึ่งเป็นสถาบันคณิตศาสตร์ในสหรัฐฯ ที่กำหนดโจทย์ Millennium Prize Problems หรือ 7 ปัญหาคณิตศาสตร์สำคัญที่ยังไม่มีคำตอบสมบูรณ์ และมอบเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ผู้ที่สามารถแก้โจทย์ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด

บริษัทระบุว่า ผลงานที่ได้สามารถพิสูจน์ข้อความสำคัญได้ 2 จาก 4 ข้อความที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขการพิสูจน์ของโจทย์ Millennium Prize และย้ำว่า OpenAI ไม่มีความตั้งใจที่จะขอรับเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากผลงานนี้ โดยเป้าหมายคือการแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของ AI

OpenAI ยังระบุว่า โมเดลที่ใช้แก้โจทย์นี้เป็นระบบภายในบริษัท ซึ่งมีความสามารถสูงกว่าโมเดลล่าสุดที่เปิดให้ใช้งานทั่วไป และหลังจากเอไอเอเจนต์ค้นพบแนวทางการพิสูจน์แล้ว โมเดล GPT-6 Astra ใช้เวลาประมาณ 17 ชั่วโมงในการตรวจสอบคำตอบดังกล่าว

นักคณิตศาสตร์ตั้งข้อสงสัยเรื่องข้อมูลวิจัย

แม้ OpenAI จะประกาศความสำเร็จ แต่ผลงานดังกล่าวกลับเกิดข้อถกเถียงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังทริสแทน บัคมาสเตอร์ ศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เปิดเผยว่า เขาและเลอแวนต์ อัลเปอเก นักคณิตศาสตร์จากบริษัท Anthropic ซึ่งเป็นคู่แข่งของ OpenAI ก็กำลังทำงานเพื่อแก้โจทย์นาเวียร์–สโตกส์เช่นกัน

บัคมาสเตอร์ ระบุว่า งานวิจัยของทั้งสองคนบางส่วนถูกจัดเก็บและดำเนินการผ่าน Codex ซึ่งเป็นเครื่องมือของ OpenAI สำหรับช่วยเขียนโปรแกรม และเมื่อวันที่ 3 กันยายน เขาทราบว่าข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าของงานวิจัยของพวกเขาถูกส่งต่อไปยัง OpenAI

เขาตั้งข้อสังเกตว่า OpenAI เริ่มให้ความสนใจกับโจทย์นาเวียร์–สโตกส์ หลังจากข้อมูลเกี่ยวกับงานของเขาและอัลเปอเกไปถึงบริษัทแล้ว และตั้งคำถามเกี่ยวกับช่วงเวลาและวิธีการที่ OpenAI ใช้ในการดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม บัคมาสเตอร์ย้ำว่า เขายังไม่ได้กล่าวหา OpenAI ว่ากระทำความผิด และยอมรับว่ายังไม่ได้อ่านหลักฐานการพิสูจน์ฉบับเต็มของ OpenAI โดยระบุเพียงว่า จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้รับทราบและช่วงเวลาที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลำดับการประกาศผลงานสร้างความเข้าใจที่เขามองว่าไม่ถูกต้อง

ด้าน OpenAI ปฏิเสธว่าไม่ได้เห็นหรือเข้าถึงผลงานของบัคมาสเตอร์และอัลเปอเก ก่อนที่ทั้งคู่จะเผยแพร่ผลงานต่อสาธารณะ และยืนยันว่าไม่ได้เข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ในการทำงานเกี่ยวกับโจทย์นาเวียร์–สโตกส์

อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่า ไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ทั้งหมดว่า ข้อมูลที่ผ่านการลบรายละเอียดระบุตัวบุคคลจากการใช้งานผลิตภัณฑ์ของทั้งสองคน อาจมีส่วนช่วยปรับปรุงโมเดล AI ของบริษัท แต่ยืนยันว่าหลักฐานการพิสูจน์ของ OpenAI แตกต่างจากงานของทั้งสองคนอย่างมีนัยสำคัญ และแม้แต่ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ก็แตกต่างกัน

ความสำเร็จที่ OpenAI อ้างถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดที่สะท้อนว่า AI ซึ่งใช้พลังประมวลผลมหาศาล กำลังเข้ามามีบทบาทในงานวิจัยคณิตศาสตร์ขั้นสูงมากขึ้น ก่อนหน้านี้ OpenAI เคยประกาศความก้าวหน้าในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์อีกข้อหนึ่งซึ่งถูกเสนอขึ้นเมื่อประมาณ 80 ปีก่อน ขณะที่ Google DeepMind ก็เคยประกาศความสามารถของ AI ในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ระดับสูงเช่นกัน

เซบาสเตียน บูเบ็ก นักวิจัยของ OpenAI ระบุว่า ความสำเร็จครั้งนี้เป็นจุดสูงสุดที่น่าทึ่งของพัฒนาการด้านความสามารถของ AI ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา พร้อมยืนยันในการแถลงข่าวว่า OpenAI ไม่ได้ใช้ผลงานของบัคมาสเตอร์และอัลเปอเก ในการแก้โจทย์ดังกล่าว

โจทย์นาเวียร์–สโตกส์ ถือเป็นหนึ่งในโจทย์คณิตศาสตร์ที่ท้าทายที่สุดในโลก เนื่องจากต้องพิสูจน์ว่า สมการที่ใช้อธิบายการเคลื่อนที่ของของไหล เช่น น้ำและอากาศ สามารถให้คำตอบที่มีความต่อเนื่องและไม่เกิดค่าที่ผิดปกติภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ ได้หรือไม่

หากผลการพิสูจน์ของ OpenAI ผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระและได้รับการยอมรับตามเกณฑ์ของ Clay Mathematics Institute ความสำเร็จดังกล่าวจะมีความสำคัญอย่างมากต่อวงการคณิตศาสตร์และวงการ AI แต่ในขณะนี้ ยังไม่ถือว่าโจทย์นาเวียร์–สโตกส์ ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นทางการ และคำกล่าวอ้างของ OpenAI ยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญก่อน

ขณะเดียวกัน ความสำเร็จนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่ OpenAI และบริษัท AI รายอื่นเผชิญแรงกดดันเกี่ยวกับความปลอดภัยของระบบ AI โดยเฉพาะความสามารถของเอไอเอเจนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าการพัฒนา AI ที่มีความสามารถสูงกว่ามนุษย์ในงานด้านความคิดและการวิจัย ควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลในระดับใด.

ที่มา BBC / Guardian

ชายสิงคโปร์รับสารภาพคดีโจรกรรมบิตคอยน์ครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 260 ล้านดอลลาร์

ชายสิงคโปร์รับสารภาพคดีโจรกรรมบิตคอยน์ครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 260 ล้านดอลลาร์

9 ก.ย. 2569 11:30 น.

ชายสิงคโปร์รับสารภาพคดีโจรกรรมบิตคอยน์ครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 260 ล้านดอลลาร์

“มาโลน แลม” ชายชาวสิงคโปร์วัย 22 ปี รับสารภาพต่อศาลสหรัฐฯ ในคดีสมคบคิดฉ้อโกงและฟอกเงิน จากการเป็นหัวหน้าขบวนการโจรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลจากเหยื่อหลายรายรวมมูลค่ากว่า 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 8,540 ล้านบาท ก่อนนำเงินไปใช้กับรถหรู นาฬิกา เครื่องแต่งกาย เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว และเที่ยวไนต์คลับครั้งละหลายแสนดอลลาร์

มาโลน แลม ชายชาวสิงคโปร์วัย 22 ปี รับสารภาพต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในข้อหาสมคบคิดดำเนินกิจการอาชญากรรมตามกฎหมาย RICO หรือกฎหมายว่าด้วยองค์กรที่มีอิทธิพลและทุจริต หลังถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้นำขบวนการโจรกรรมคริปโตเคอร์เรนซีรายใหญ่ ซึ่งขโมยเงินดิจิทัลจากเหยื่อหลายรายรวมมูลค่ากว่า 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 8,540 ล้านบาท

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า นายแลมและผู้ร่วมขบวนการเริ่มก่อเหตุอย่างน้อยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 และดำเนินการต่อเนื่องจนถึงอย่างน้อยเดือนพฤษภาคม 2025 โดยกลุ่มผู้ต้องหาซึ่งมาจากหลายรัฐของสหรัฐฯ รวมถึงแคลิฟอร์เนีย คอนเนตทิคัต นิวยอร์ก และฟลอริดา ตลอดจนบุคคลนอกสหรัฐฯ พบและติดต่อกันผ่านแพลตฟอร์มเกมออนไลน์

อัยการระบุว่า แลมซึ่งใช้ชื่ออื่นบนโลกออนไลน์ เช่น “Anne Hathaway”, “$$$” และ “King Greavy” เป็นหัวหน้าขบวนการ ทำหน้าที่ระบุเป้าหมายและประสานงานแบ่งหน้าที่ให้สมาชิกในกลุ่ม โดยเลือกโจมตีบุคคลที่ถือครองคริปโตเคอร์เรนซีจำนวนมาก

ขบวนการดังกล่าวใช้วิธีที่เรียกว่า “Social Engineering” หรือการหลอกลวงด้วยการสร้างความน่าเชื่อถือ โดยแอบอ้างเป็นพนักงานของบริษัทที่เหยื่อไว้วางใจ รวมถึงกูเกิลเพื่อหลอกให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน วลีสำหรับกู้คืนกระเป๋าคริปโต และรหัสยืนยันตัวตน เมื่อได้ข้อมูลแล้ว สมาชิกในกลุ่มสามารถเข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัลและโอนคริปโตเคอร์เรนซีออกไปได้

เอกสารในคดีระบุว่า กลุ่มของแลมยังมีการบุกรุกบ้านของเหยื่อเป็นครั้งคราว เพื่อค้นหาข้อมูลที่สามารถนำไปใช้เข้าถึงกระเป๋าคริปโตเคอร์เรนซีและถอนเงินออกจากบัญชีได้

หนึ่งในเหตุโจรกรรมครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2024 เมื่อแลมและผู้ร่วมขบวนการขโมยบิตคอยน์มากกว่า 4,100 เหรียญจากเหยื่อรายหนึ่งในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. คิดเป็นมูลค่าประมาณ 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น ก่อนที่แลมจะถูกจับกุมในเดือนกันยายน 2024 เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังเกิดเหตุ

หลังโจรกรรม กลุ่มผู้ต้องหาพยายามปกปิดเส้นทางของเงินดิจิทัลด้วยการฟอกคริปโตที่ขโมยมา และแปลงเป็นบัตรสำหรับใช้จ่ายหรือเงินสด อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยของแลมกลับดึงดูดความสนใจจากเจ้าหน้าที่

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า แลมและสมาชิกในกลุ่มนำเงินที่ได้จากการโจรกรรมไปซื้อรถยนต์หรูและรถยนต์สมรรถนะสูงหลายคัน โดยบางคันมีมูลค่าสูงถึง 3.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงนาฬิกาหรูราคาเรือนละสูงสุดประมาณ 500,000 ดอลลาร์ เสื้อผ้าราคาแพง กระเป๋า Hermès Birkin ซึ่งมีราคาหลายหมื่นดอลลาร์ และยังเช่าบ้านหรูในลอสแอนเจลิส ย่านแฮมป์ตันส์ และไมอามี

นอกจากนี้ ยังนำเงินไปเช่าเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวและว่าจ้างทีมรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคล โดยมีรายงานว่าแลมและพรรคพวกใช้เงินกับสถานบันเทิงยามค่ำคืนครั้งละหลายแสนดอลลาร์ และในครั้งหนึ่งใช้เงินถึง 569,000 ดอลลาร์สหรัฐที่ไนต์คลับแห่งหนึ่งในลอสแอนเจลิส ขณะที่กระเป๋า Hermès Birkin มูลค่าหลายหมื่นดอลลาร์ถูกนำไปโยนแจกให้กับผู้คนในงานปาร์ตี้ตามไนต์คลับ

ในการพิจารณาคดีนานเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่ง แลมปรากฏตัวในชุดผู้ต้องขังสีเขียวมะกอกอ่อนและเสื้อยืดสีขาว โดยตอบคำถามของศาลหลายครั้งเพื่อยืนยันว่าเข้าใจและยอมรับข้อเท็จจริงตามที่ฝ่ายอัยการนำเสนอ เมื่อผู้พิพากษาถามว่าเขาให้การอย่างไร แลมถอนหายใจยาวก่อนตอบว่า “”ผมรับสารภาพครับท่านผู้พิพากษา”

อัยการคริสโตเฟอร์ ฮาวแลนด์ ระบุว่า แลมมีบทบาทหลายด้านในขบวนการ ขณะที่อัยการสหรัฐฯ ฌองนีน เพียร์โร กล่าวว่า หากผู้ใดสร้างอาณาจักรอาชญากรรมทางไซเบอร์ เจ้าหน้าที่จะติดตามตัว ทำลายเครือข่าย และนำตัวผู้กระทำผิดมารับผิดชอบตามกฎหมาย พร้อมระบุว่าแลมเป็นผู้นำเครือข่ายอาชญากรรมระหว่างประเทศที่ใช้การหลอกลวง ละเมิดความเป็นส่วนตัวของเหยื่อ และขโมยคริปโตเคอร์เรนซีมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์

คดีนี้มีผู้ถูกตั้งข้อหารวม 18 คน และแลมเป็นคนที่ 11 ที่ให้การรับสารภาพ โดยคดีดังกล่าวถือเป็นคดีเกี่ยวกับบิตคอยน์ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ใช้กฎหมาย RICO ดำเนินคดีเป็นครั้งแรก และยังมีข้อกล่าวหาสมคบคิดฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์และฟอกเงิน

แลมเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาโคลีน คอลลาร์-โคเทลลี ยังไม่ได้กำหนดวันพิพากษาอย่างเป็นทางการ โดยแลมมีกำหนดกลับขึ้นศาลอีกครั้งในวันที่ 8 ธันวาคม เพื่อพิจารณาความคืบหน้าของคดี ซึ่งคาดว่าศาลจะกำหนดวันพิพากษาในครั้งนั้น

ก่อนหน้านี้ แลมใช้เวลาหลายเดือนพิจารณาว่าจะยอมรับข้อตกลงรับสารภาพหรือเดินหน้าสู้คดีในชั้นศาล โดยรัฐบาลสหรัฐฯ เสนอข้อตกลงฉบับใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2025 และทนายความของแลมระบุในการพิจารณาคดีเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า คดีมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในเวลานั้นจะยังไม่มีการประกาศข้อตกลงอย่างเป็นทางการ

นอกจากโทษจำคุกแล้ว แลมและผู้ร่วมขบวนการยังถูกสั่งให้ชดใช้เงินที่ขโมยมาให้แก่ผู้เสียหายรวมมากกว่า 245 ล้านดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา BBC / CNA

นักวิทย์จีนค้นพบไวรัสชนิดใหม่จากเห็บ ติดเชื้อแล้ว 329 คน อาการมีไข้อ่อนเพลีย

นักวิทย์จีนค้นพบไวรัสชนิดใหม่จากเห็บ ติดเชื้อแล้ว 329 คน อาการมีไข้อ่อนเพลีย

9 ก.ย. 2569 11:05 น.

นักวิทย์จีนค้นพบไวรัสชนิดใหม่จากเห็บ ติดเชื้อแล้ว 329 คน อาการมีไข้อ่อนเพลีย

นักวิทยาศาสตร์จีนค้นพบไวรัสชนิดใหม่ที่แพร่โดยเห็บ หลังตรวจผู้ป่วยมีไข้ 3,163 คน พบติดเชื้อ 329 คน ขณะที่เห็บพาหะชนิดเดียวกันแพร่กระจายในสหรัฐฯ แล้ว 21 รัฐ

วันที่ 8 กันยายน 2569 วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England Journal of Medicine) เผยแพร่งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จีนที่ค้นพบไวรัสชนิดใหม่ที่แพร่จากเห็บ และทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ โดยพบผู้ติดเชื้อแล้ว 329 คนใน 4 มณฑลทางภาคตะวันออกและภาคกลางของจีน รวมถึงมณฑลหูเป่ย ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองอู่ฮั่น ศูนย์กลางการระบาดใหญ่ของโควิด-19

งานวิจัยระบุว่า นักวิจัยตั้งชื่อไวรัสชนิดใหม่นี้ว่า “เอเชียน ลองฮอร์น ทิก ไนโรไวรัส” (Asian longhorned tick nairovirus) หรือ ALTNV จัดอยู่ในกลุ่มออร์โธไนโรไวรัส (Orthonairovirus) ซึ่งเป็นไวรัสที่มีเห็บเป็นพาหะ โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ALTNV เพียงอย่างเดียวมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ โดยอาการที่พบมากที่สุดหลังมีไข้คืออ่อนเพลีย ซึ่งพบใน 84% ของผู้ป่วย รองลงมาคืออาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร 80% และภาวะเกล็ดเลือดต่ำ 38% นอกจากนี้ 36% มีระดับเอนไซม์ตับสูงกว่าปกติ

นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า จากการตรวจพบว่าเห็บ “ฮีมาฟิซาลิส ลองจิคอร์นิส” (Haemaphysalis longicornis) หรือเห็บลองฮอร์นเอเชีย เป็นชนิดที่พบ ALTNV มากที่สุด โดยนักวิจัยตรวจเห็บ 47,428 ตัวจาก 15 มณฑลของจีน พบสารพันธุกรรมของ ALTNV ใน 1.29% และพบอัตราสูงสุดในเห็บลองฮอร์นเอเชียที่ 1.75% นอกจากนี้การทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่าเห็บชนิดนี้สามารถแพร่เชื้อไปยังหนูได้

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังไม่พบหลักฐานว่า ALTNV แพร่เข้าสู่สหรัฐฯ แล้ว ขณะที่เห็บลองฮอร์นเอเชีย ซึ่งเป็นพาหะสำคัญของไวรัสชนิดนี้ถูกพบกระจายแล้วใน 21 รัฐของสหรัฐฯ ทำให้เกิดความกังวลถึงความเป็นไปได้ในการแพร่ของไวรัสในอนาคต แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อ ALTNV ในสหรัฐฯ.

 ที่มา Daily Mail

“ต๋ง เจียนหว่า” ผู้นำฮ่องกงคนแรกหลังอังกฤษส่งมอบให้จีน ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 89 ปี

"ต๋ง เจียนหว่า" ผู้นำฮ่องกงคนแรกหลังอังกฤษส่งมอบให้จีน ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 89 ปี

9 ก.ย. 2569 11:03 น.

“ต๋ง เจียนหว่า” ผู้นำฮ่องกงคนแรกหลังอังกฤษส่งมอบให้จีน ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 89 ปี

“ต๋ง เจียนหว่า” อดีตผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงคนแรกหลังอังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนจีน ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 89 ปี หลังดำรงตำแหน่งท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ การแพร่ระบาดของโรค และการประท้วงครั้งใหญ่เมื่อปี 2003 ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องกงกับจีน

สื่อท้องถิ่นฮ่องกงรายงานอ้างอิงแถลงการณ์จากสำนักงานของนายต๋ง เจียนหว่า (Tung Chee-hwa) อดีตผู้บริหารสูงสุดคนแรกของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยระบุว่า นายต๋ง ได้ถึงแก่อสัญกรรมแล้วอย่างสงบเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (8 ก.ย.) ขณะมีอายุได้ 89 ปี ท่ามกลางความอาลัยของครอบครัว แม้จะไม่มีการเปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ โดยแถลงการณ์ยกย่องเขาเป็นบุคคลผู้ “อุทิศตนเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง”

นายต๋ง เจียนหว่า สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเข้าดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 รับตำแหน่งต่อจากนายคริส แพตเทน (Chris Patten) ผู้ว่าการเกาะฮ่องกงชาวอังกฤษคนสุดท้าย ในวาระที่สหราชอาณาจักรส่งมอบฮ่องกงคืนสู่การปกครองของจีน ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดยุคอาณานิคมยาวนานกว่า 150 ปี ภายใต้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” โดยเขาได้กล่าวสุนทรพจน์ระดับตำนานในวันรับตำแหน่งว่า “เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พวกเรา ชาวฮ่องกง จะได้เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง”

ต๋ง เจียนหว่า เกิดที่นครเซี่ยงไฮ้ในปี 1937 เป็นบุตรชายของ ต๋ง เจาหยง มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจเดินเรือ Orient Overseas เขาสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมเครื่องกลจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ (ซึ่งทำให้เขาเป็นแฟนบอลตัวยงของสโมสรลิเวอร์พูล) และเคยทำงานกับบริษัทเจเนอรัล อิเล็กทริก ในสหรัฐฯ ก่อนจะกลับมารับช่วงดูแลธุรกิจครอบครัวที่ฮ่องกงในปี 1979

เส้นทางสายการเมืองของเขาเริ่มต้นจากการเป็นที่ปรึกษาในคณะรัฐมนตรีของฮ่องกงยุคอาณานิคมเมื่อปี 1992 ก่อนที่ในปี 1996 เขาจะได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการ 400 คนที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลจีนให้ดำรงตำแหน่งผู้นำฮ่องกงคนแรก โดยเขาได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากผู้นำจีนในขณะนั้น อย่างประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน ซึ่งย้อนกลับไปในอดีต ธนาคารรัฐบาลจีนเคยยื่นมือเข้าช่วยกอบกู้ธุรกิจเดินเรือของครอบครัวเขาจากวิกฤตในช่วงทศวรรษ 1980

การดำรงตำแหน่งของนายต๋งเต็มไปด้วยความผันผวน เขาต้องเผชิญกับวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือวิกฤตการเงินเอเชีย ในปี 1997 ที่ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงดิ่งลงอย่างหนัก ตามมาด้วยวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ ทั้งไข้หวัดนก (1997-2002) และการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส ในปี 2003

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2003 เมื่อรัฐบาลของเขาพยายามผลักดันกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ หรือ “มาตรา 23” ส่งผลให้ชาวฮ่องกงมากกว่า 500,000 คนออกมาเดินขบวนประท้วงบนท้องถนนด้วยชุดสีดำ เนื่องจากเกรงว่ากฎหมายดังกล่าวจะลิดรอนเสรีภาพและสิทธิพลเมือง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ความนิยมของเขาลดลงอย่างมหาศาล จนต้องถอนร่างกฎหมายออกไป และนำไปสู่การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในเดือนมีนาคม 2005 ก่อนครบวาระที่สอง โดยอ้างเหตุผลด้านสุขภาพ แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเป็นผลมาจากความกดดันของจีนก็ตาม

หลังจากก้าวลงจากตำแหน่งบริหารสูงสุด นายต๋งยังคงมีบทบาทสำคัญทางการเมือง โดยได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานสภาปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีน (CPPCC) ซึ่งเป็นสภาที่ปรึกษาระดับสูงสุดของจีน และทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เนื่องจากความสัมพันธ์อันดีระหว่างตระกูลของเขากับอดีตประธานาธิบดี จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช และจอร์จ ดับเบิลยู. บุช

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2019 ที่เกิดการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในฮ่องกง นายต๋งได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มผู้ประท้วงอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นกลุ่ม “สร้างความวุ่นวายต่อต้านจีน” และออกมาปกป้องการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ของจีนในปี 2020

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นายต๋งได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนน้อยลง โดยการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายคือในพิธีฉลองครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2021 ก่อนจะเข้ารับการผ่าตัดหัวใจในเวลาต่อมา ทั้งนี้ นายต๋ง จื้อหวา สมรสแล้วและมีบุตร-ธิดารวม 3 คน.

ที่มา BBC / Reuters

สุดช็อก ลูกค้าเจอลูกหนูดิ้นอยู่ในซอสพาสต้าที่ร้านอาหารฮ่องกง

สุดช็อก ลูกค้าเจอลูกหนูดิ้นอยู่ในซอสพาสต้าที่ร้านอาหารฮ่องกง

9 ก.ย. 2569 10:34 น.

สุดช็อก ลูกค้าเจอลูกหนูดิ้นอยู่ในซอสพาสต้าที่ร้านอาหารฮ่องกง

ลูกค้าที่ฮ่องกงสั่งพาสต้าเนื้อสะเต๊ะราคา 48 ดอลลาร์ฮ่องกง จากร้านอาหารแห่งหนึ่งในเขตไควชุง ก่อนพบลูกหนูแรกเกิดสีชมพูไร้ขนดิ้นอยู่ในซอส ล่าสุดเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบ

วันที่ 8 กันยายน 2569 เว็บไซต์ข่าว South China Morning Post รายงานว่า เกิดกระแสวิจารณ์ในฮ่องกง หลังลูกค้ารายหนึ่งพบสิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายลูกหนูอยู่ในอาหารซื้อกลับบ้านจากร้านอาหารแห่งหนึ่งในเขตไควชุง เมื่อวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา

รายงานข่าวระบุว่า ลูกค้ารายนี้สั่งเส้นพาสต้าราดซอสเนื้อสะเต๊ะ ราคา 48 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 200 บาท จากร้านหวา เจอร์ เรสเตอรองต์ (Wa Jer Restaurant) แต่เมื่อเปิดภาชนะอาหารกลับพบลูกหนูตัวเล็กสีชมพู ไร้ขน ดิ้นไปมาอยู่ในซอสสะเต๊ะ

คลิปวิดีโอที่ลูกค้านำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นสิ่งมีชีวิตซึ่งยังมีดวงตาเปิดไม่เต็มที่ ขยับแขนและขาไปมาและมีลักษณะคล้ายกำลังหายใจอย่างยากลำบากภายในกล่องอาหาร จนคลิปแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและสร้างความตกตะลึงแก่ผู้พบเห็น

ลูกค้าได้ร้องเรียนต่อกรมสุขอนามัยและอาหารและอนามัยสิ่งแวดล้อมของฮ่องกง (Food and Environmental Hygiene Department) ทันที โดยเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและยึดอาหารต้องสงสัยไปตรวจวิเคราะห์ และหลังตรวจสอบสถานที่ประกอบอาหาร เจ้าหน้าที่พบว่าสภาพสุขอนามัยของร้านไม่เป็นที่น่าพอใจ พร้อมเปิดการสอบสวนในหลายประเด็น ทั้งขั้นตอนการเตรียมอาหาร การบรรจุ การเก็บรักษา และการจัดส่งอาหาร

ทางด้านผู้ประกอบการร้านอาหารแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารอุตสาหกรรมหวา ซิง บนถนนหวา ซิง กล่าวว่า รู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่าอาจเป็นการกลั่นแกล้งหรือการจัดฉากหรือไม่ โดยผู้ประกอบการระบุว่า ร้านเปิดให้บริการมานานกว่าหนึ่งปีและที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาพบสัตว์พาหะในอาหาร แม้ยอมรับว่าบริเวณนี้มีหนูอยู่เป็นครั้งคราว พร้อมยืนยันว่าร้านมีการทำความสะอาดครั้งใหญ่เป็นประจำทุกเดือน

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ฮ่องกงยังคงสอบสวนเพื่อหาคำตอบว่า ลูกหนูเข้าไปอยู่ในอาหารได้อย่างไร และเกิดขึ้นในขั้นตอนใด ตั้งแต่การเตรียมอาหารจนถึงการส่งมอบให้ลูกค้า.

ที่มา SCPM

สุดช็อก นักข่าวเลบานอนรอรายงานข่าวสถานการณ์สด ถูกระเบิดลงระยะประชิดบาดเจ็บ

สุดช็อก นักข่าวเลบานอนรอรายงานข่าวสถานการณ์สด ถูกระเบิดลงระยะประชิดบาดเจ็บ

9 ก.ย. 2569 10:24 น.

สุดช็อก นักข่าวเลบานอนรอรายงานข่าวสถานการณ์สด ถูกระเบิดลงระยะประชิดบาดเจ็บ

เกิดเหตุระทึกขณะผู้สื่อข่าวและช่างภาพของสถานีโทรทัศน์อัล-มานาร์ในเลบานอน กำลังรายงานสดเหตุโจมตีของอิสราเอล แต่กลับถูกโจมตีซ้ำในระะประชิด ส่งผลให้ทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด 

เหตุการณ์ระทึกเกิดขึ้นในเมืองนาบาติเยห์ ทางตอนใต้ของเลบานอน ขณะที่ผู้สื่อข่าวและช่างภาพของสถานีโทรทัศน์อัล-มานาร์ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กำลังรายงานข่าวการโจมตีของอิสราเอล

ภาพที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นผู้สื่อข่าวกำลังรายงานสดอยู่ใกล้มัสยิดฮุสเซนียะห์ ในใจกลางเมืองนาบาติเยห์ เมื่อเวลาประมาณ 2 ทุ่มวันอาทิตย์ ก่อนเกิดการโจมตีระลอกที่สองใกล้จุดที่เขายืนอยู่ ทำให้ผู้สื่อข่าวได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณขาและแขน ส่วนช่างภาพก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน โดยทางสถานีระบุว่า ทั้งสองคนอาการทรงตัว และอยู่ระหว่างเข้ารับการผ่าตัด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลหลายระลอกทั่วพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน โดยกระทรวงสาธารณสุขเลบานอนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 คน รวมถึงผู้หญิงและเด็ก โดย 8 คนเสียชีวิตจากการโจมตีอาคารแห่งหนึ่งในเมืองคฟาร์ รุมมาน และมีเจ้าหน้าที่กู้ชีพเสียชีวิตอีก 1 คน จากการโจมตีรถยนต์

ด้านกองทัพอิสราเอลระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้ หลังกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ส่งโดรนติดระเบิดโจมตีกองกำลังอิสราเอล พร้อมระบุว่า ได้โจมตีสมาชิกฮิซบอลเลาะห์ที่ถูกกล่าวหาว่าลำเลียงอาวุธในพื้นที่คฟาร์ รุมมาน ขณะที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังไม่ได้ออกมาอ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีดังกล่าว

ที่มา : AP

เกาหลีเหนือ-รัสเซียเปิดสะพานข้ามพรมแดนแห่งแรก กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้น

เกาหลีเหนือ-รัสเซียเปิดสะพานข้ามพรมแดนแห่งแรก กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้น

9 ก.ย. 2569 09:38 น.

เกาหลีเหนือ-รัสเซียเปิดสะพานข้ามพรมแดนแห่งแรก กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้น

เกาหลีเหนือ-รัสเซีย เปิดสะพานถนนแห่งแรกที่เชื่อมสองประเทศข้ามแม่น้ำตูเมน หวังเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญฟื้นฟูความร่วมมือรอบด้าน ท่ามกลางสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้น

วันที่ 8 กันยายน 2569  สำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า เกาหลีเหนือและรัสเซียเปิดใช้งานสะพานถนนแห่งใหม่ข้ามแม่น้ำตูเมน ซึ่งเชื่อมเมืองราซอน ของเกาหลีเหนือกับเมืองคาซานของรัสเซีย โดยพิธีเปิดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ในพื้นที่ราซอนของเกาหลีเหนือและคาซานของรัสเซีย โดยมีนายพัค แทซง นายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือ และนายมิคาอิล มิชูสติน นายกรัฐมนตรีรัสเซีย เข้าร่วมพิธีเปิดผ่านระบบออนไลน์


รายงานข่าวระบุว่า การก่อสร้างสะพานเริ่มขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2568 หลังจากนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย พบกันในการประชุมสุดยอดที่กรุงเปียงยางเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 โดยสะพานแห่งนี้จะช่วยให้ยานพาหนะหลากหลายประเภทและประชาชนสามารถเดินทางข้ามพรมแดนได้อย่างปลอดภัย พร้อมเป็นหลักประกันในการสร้างและเสริมความแข็งแกร่งให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ รวมถึงช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประชาชน การท่องเที่ยว และการหมุนเวียนสินค้า

นายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือเรียกสะพานแห่งใหม่ว่าเป็นสัญลักษณ์ใหม่แห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศ พร้อมระบุว่า สะพานแห่งนี้จะเพิ่มพลังขับเคลื่อนใหม่ให้กับความร่วมมือระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียในทุกด้าน ทางด้านนายกรัฐมนตรีรัสเซีย กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือได้ยกระดับขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน.

ที่มา Yonhap 

ทรัมป์สั่งแบนสินค้าจากแคนาดา ทั้งเหล้า-นม-รถยนต์ เริ่ม 29 ก.ย.

ทรัมป์สั่งแบนสินค้าจากแคนาดา ทั้งเหล้า-นม-รถยนต์ เริ่ม 29 ก.ย.

9 ก.ย. 2569 09:06 น.

ทรัมป์สั่งแบนสินค้าจากแคนาดา ทั้งเหล้า-นม-รถยนต์ เริ่ม 29 ก.ย.

สหรัฐฯ สั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากแคนาดาหลายรายการ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์นม และรถยนต์ หลังแคนาดาประกาศขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ ตอบโต้

วันที่ 8 กันยายน 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารสั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากแคนาดาหลายประเภท อาทิ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลายประเภท และผลิตภัณฑ์นม เช่น เวย์ รวมถึงสินค้าอื่นๆ ที่อยู่ในรายการคำสั่งของทำเนียบขาว โดยทรัมป์ระบุในคำสั่งว่า แคนาดาเลือกปฏิบัติ ต่อการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ทำเนียบขาวระบุว่า แคนาดาจำกัดการกระจายสินค้าจากสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ใช้มาตรการเดียวกันกับสินค้าประเภทเดียวกันจากประเทศอื่น

รายงานข่าวระบุว่า มาตรการห้ามนำเข้าจะเริ่มมีผลวันที่ 29 กันยายน หลังแคนาดาประกาศมาตรการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ความขัดแย้งทางการค้ารุนแรงขึ้นหลังเมื่อเดือนที่แล้ว ทำเนียบขาวประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาประมาณ 50% ครอบคลุมสินค้ามูลค่าราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6.3 แสนล้านบาท หลังการเจรจาหลายรอบไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ แม้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศระบุว่าต้องการบรรลุข้อตกลงร่วมกัน แต่ยังไม่มีการกำหนดวันเจรจารอบใหม่ หลังการเจรจาครั้งล่าสุดล้มเหลวเมื่อปลายเดือนสิงหาคม

มาตรการภาษีของสหรัฐฯ กระทบหลายอุตสาหกรรมในแคนาดา ทั้งเฟอร์นิเจอร์ ไวน์ อุปกรณ์กีฬา และอุปกรณ์ตกปลา ขณะที่แคนาดาตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ ในมูลค่าเท่ากัน ครอบคลุมสินค้า เช่น เหล็ก เสื้อผ้า และเฟอร์นิเจอร์ โดยมาตรการภาษีตอบโต้ของแคนาดาเริ่มมีผลหลังเที่ยงคืนวันอังคารที่ 8 กันยายน 2569

ก่อนหน้านี้ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวว่า การที่แคนาดาปรับทิศทางเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ในฐานะคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดจะมีต้นทุนตามมา

ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการค้า โดยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ยังมีคำสั่งให้เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทริโอเป็น “ทะเลสาบอเมริกา” จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจจากทั้งชาวแคนาดาและชาวอเมริกันบางส่วน.

ที่มา BBC

นักข่าว 5 คนสูญหายในอินโดฯ ขณะไปทำข่าวภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหา

นักข่าว 5 คนสูญหายในอินโดฯ ขณะไปทำข่าวภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหา

9 ก.ย. 2569 08:59 น.

นักข่าว 5 คนสูญหายในอินโดฯ ขณะไปทำข่าวภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหา

นักข่าว 5 คนสูญหายในอินโดนีเซีย หลังนั่งเรือสปีด โบ๊ต เดินทางไปทำข่าวภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุ ล่าสุดเจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหา ท่ามกลางคลื่นสูง-ทัศนวิสัยเลวร้าย

เจ้าหน้าที่กู้ภัยอินโดนีเซียระดมกำลังค้นหา 8 บุคคลสูญหาย ซึ่งรวมถึงนักข่าว 5 คน หลังทั้งหมดเดินทางออกจากพื้นที่ใกล้กรุงจาการ์ตา เพื่อไปติดตามสถานการณ์และบันทึกภาพการปะทุของ ภูเขาไฟอานักกรากะตัว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อกลับ
สำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติอินโดนีเซียเปิดเผยเมื่อวันที่ 8 กันยายนว่า กลุ่มดังกล่าวออกเดินทางด้วยเรือสปีดโบ๊ตจากพื้นที่ใกล้กรุงจาการ์ตา เมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา แต่ยังไม่กลับเข้าฝั่ง ขณะที่เจ้าของเรือระบุว่าไม่ได้รับข้อมูลหรือการติดต่อใดๆ จากลูกเรือ
ผู้สูญหายประกอบด้วย นักข่าวชาวอินโดนีเซีย 5 คน ลูกเรือ 2 คน และไกด์อีก 1 คน โดยนักข่าวทั้งหมดเดินทางไปเพื่อถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอการปะทุของภูเขาไฟอานักกรากะตัว ซึ่งเริ่มปะทุตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้สนามบินหลายแห่งต้องหยุดให้บริการ และเถ้าภูเขาไฟปกคลุมกรุงจาการ์ตา รวมถึงเมืองโดยรอบ
นักข่าวทั้ง 5 คนทำงานให้กับสื่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีผู้สื่อข่าวจาก สำนักข่าวอันตารา (Antara) ซึ่งเป็นสำนักข่าวของทางการอินโดนีเซีย, สำนักข่าวอนาโตลู (Anadolu) ของตุรกี และเว็บไซต์ข่าวท้องถิ่น iNews รวมอยู่ด้วย
สำนักงานค้นหาและกู้ภัยระบุว่า หนึ่งในนักข่าวได้ติดต่อเพื่อนร่วมงานเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันจันทร์ และส่งพิกัดตำแหน่งของตนเองให้ แต่หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก
เจ้าหน้าที่กู้ภัย ตำรวจ รวมถึงบริษัทเจ้าของเรือสปีดโบ๊ต ได้ร่วมกันออกค้นหาผู้สูญหาย โดย อัล อัมราด หัวหน้าหน่วยค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่ระบุว่า เรือดังกล่าวมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 8 คน ประกอบด้วยนักข่าว 5 คน ลูกเรือ 2 คน และไกด์ 1 คน
อย่างไรก็ตาม การค้นหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจาก คลื่นทะเลสูงและทัศนวิสัยไม่ดี โดยสำนักข่าวอันตาราระบุว่าได้รับแจ้งจากตำรวจว่า เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยุติภารกิจค้นหาในวันดังกล่าว และจะกลับมาค้นหาต่อในช่วงเช้าวันพุธที่ 9 กันยายน
สำนักข่าวอันตารายืนยันว่า มูฮัมหมัด บากุส คอยรูนาส ช่างภาพของสำนักข่าว เป็นหนึ่งในผู้โดยสารบนเรือที่สูญหาย พร้อมระบุว่ากำลังประสานงานกับเจ้าหน้าที่เพื่อรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์
เหตุการณ์เรือสูญหายหรืออุบัติเหตุทางทะเลเกิดขึ้นเป็นระยะในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะ โดยมีปัจจัยทั้งจากมาตรฐานความปลอดภัยที่ยังมีข้อจำกัดในบางพื้นที่ รวมถึงสภาพอากาศที่แปรปรวน
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวสเปน 3 คนเสียชีวิต หลังเรือประสบเหตุจมในน่านน้ำทางตะวันออกของอินโดนีเซีย ขณะที่เด็กชายวัย 10 ปีอีกหนึ่งคนถูกขึ้นบัญชีอย่างเป็นทางการว่า สูญหายและคาดว่าเสียชีวิต หลังเจ้าหน้าที่ยุติปฏิบัติการค้นหา.

ที่มา :channelnewsasia