แวนซ์แก้ตัวพัลวัน ปมทรัมป์บอกหยุดสงคราม ไม่เกี่ยวการเงินชาวอเมริกัน

แวนซ์แก้ตัวพัลวัน ปมทรัมป์บอกหยุดสงคราม ไม่เกี่ยวการเงินชาวอเมริกัน

20 พ.ค. 2569 03:04 น.

แวนซ์แก้ตัวพัลวัน ปมทรัมป์บอกหยุดสงคราม ไม่เกี่ยวการเงินชาวอเมริกัน

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบโต้สื่อเรื่องที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า ไม่ได้คำนึงถึงการเงินชาวอเมริกันในความพยายามยุติสงครามกับอิหร่าน และเรื่องที่ทรัมป์ถูกกล่าวหาว่า ซื้อขายหุ้นจำนวนมากระหว่างดำรงตำแหน่ง

เมื่อ 19 พ.ค. 2569 นาย เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาตอบโต้กระแสวิจารณ์เกี่ยวกับความเห็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่า เขาไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการเงินของชาวอเมริกันในระหว่างที่พยายามคลี่คลายสงครามอิหร่าน โดยแวนซ์บอกสำนักข่าว CNN ว่า ประธานาธิบดี “มีหน้าที่อันชอบธรรมที่จะต้องมุ่งเน้นในหลาย ๆ เรื่องพร้อมกัน”

เมื่อสัปดาห์ก่อน ทรัมป์ถูกตั้งคำถามว่าความกังวลด้านเศรษฐกิจของชาวอเมริกันมีส่วนช่วยผลักดันให้เขาพยายามทำข้อตกลงสันติภาพมากน้อยเพียงใด ซึ่งทรัมป์ตอบว่า “ไม่ได้มีส่วนเลยแม้แต่นิดเดียว” และย้ำว่า “สิ่งเดียวที่สำคัญเวลาที่ผมพูดถึงอิหร่าน คือ พวกเขาจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง”

ล่าสุดในวันอังคาร รองประธานาธิบดีอ้างว่าผู้สื่อข่าว “บิดเบือน” บทสนทนาดังกล่าวของประธานาธิบดี รวมถึงคำชี้แจงปกป้องที่แวนซ์เคยให้ไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนด้วย

แวนซ์บอก เคตแลน คอลลินส์ ผู้สื่อข่าวของ CNN ว่า ประธานาธิบดี “ถูกกล่าวหาว่าพูดว่าเขาไม่สนใจสถานการณ์ทางการเงินของชาวอเมริกัน — ซึ่งเขาไม่เคยพูดแบบนั้นเลย”

“มันเป็นการตัดตอนคำพูดไปจากบริบทโดยสิ้นเชิง — สิ่งที่ท่านพูดคือเมื่อท่านกำลังเจรจากับอิหร่าน ท่านจะมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายด้านความมั่นคงแห่งชาติที่ท่านกำลังพยายามทำให้สำเร็จ”

รองประธานาธิบดีย้ำว่า ทรัมป์ยังคง “มุ่งเน้น” ไปที่ปัญหาต่าง ๆ ที่ชาวอเมริกันกำลังเผชิญ พร้อมเสริมว่า “ทุก ๆ วันผมได้พูดคุยกับท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ — ทุก ๆ วัน ท่านมีความเป็นห่วงเพื่อนร่วมชาติชาวอเมริกัน”

“คุณสามารถคิดสองเรื่องในหัวพร้อมกันได้นะ ว่าประธานาธิบดีใส่ใจในความมั่นคงทางการเงินของชาวอเมริกัน แต่ในขณะเดียวกันเมื่อท่านกำลังเจรจากับอิหร่าน ท่านก็กำลังพูดถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความกังวลในความขัดแย้งเฉพาะหน้านั้น ๆ” แวนซ์กล่าว

ขณะเดียวกัน นายแวนซ์เลี่ยงตอบคำถามตรงๆ ในเรื่องที่นายทรัมป์ถูกกล่าวหาว่า ซื้อขายหุ้นจำนวนหลายพันครั้งในระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยอ้างว่าตัวทรัมป์ไม่ได้เป็นผู้ซื้อและขายหุ้นเหล่านั้นด้วยตนเอง

“ท่านมีที่ปรึกษาด้านความมั่งคั่งอิสระที่คอยดูแลบริหารจัดการเงินให้” แวนซ์กล่าวในระหว่างการแถลงข่าว “ท่านไม่ได้เป็นคนทำการซื้อขายหุ้นเหล่านี้ด้วยตัวเอง”

รองประธานาธิบดีแสดงท่าทีไม่พอใจต่อคำถามเกี่ยวกับรายงานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินล่าสุดของทรัมป์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการซื้อขายหุ้นหลายพันครั้ง รวมถึงการลงทุนในบริษัทต่าง ๆ ที่ทรัมป์เคยยกย่องต่อสาธารณะ หรือบริษัทที่มีผลประโยชน์ผูกพันกับรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกจี้ถามว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ แวนซ์พยายามลดทอนความสำคัญของประเด็นนี้ลง และโต้กลับว่าทรัมป์เองก็สนับสนุนการจำกัดสิทธิ์ของเจ้าหน้าที่รัฐในการซื้อขายหุ้น

“พวกเราทุกคนเชื่อว่าไม่ควรมีใครนำข้อมูลภายในที่ได้รับจากการทำงานบริการสาธารณะไปใช้ในการซื้อและขายหุ้น” เขากล่าว “ผมคิดว่าวิธีที่ควรทำให้เป็นแบบอย่างคือ การสั่งห้ามกระบวนการนั้น ห้ามแนวทางนั้น และทำให้มันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ท่านประธานาธิบดีได้เสนอให้ทำ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สิงคโปร์ยกระดับป้องกัน หลังอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก-ยูกันดา

สิงคโปร์ยกระดับป้องกัน หลังอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก-ยูกันดา

20 พ.ค. 2569 01:27 น.

สิงคโปร์ยกระดับป้องกัน หลังอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก-ยูกันดา

หน่วยงานโรคติดต่อของสิงคโปร์ประกาศยกระดับมาตรการสาธารณสุข เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้มีนักเดินทางนำเชื้อไวรัสอีโบลา ซึ่งกำลังระบาดใน 2 ประเทศแอฟริกา เข้ามาในประเทศ

เมื่อ 19 พ.ค. 2569 สำนักงานโรคติดต่อแห่งสิงคโปร์ (CDA) ประกาศยกระดับมาตรการทางสาธารณสุข หลังเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก (DR Congo) และยูกันดา เพื่อป้องกันไม่ให้มีเคสผู้ป่วยติดเชื้อจากต่างประเทศเล็ดลอดเข้ามา

CDA ระบุว่า ตอนนี้มีการจัดทำคำแนะนำด้านสุขภาพ ที่จุดเดินทางเข้า-ออกประเทศทุกแห่งของสิงคโปร์ สำหรับนักเดินทางทั้งขาเข้าและขาออกแล้ว

ผู้เดินทางขาเข้าที่มาจากจุดหมายปลายทางที่ได้รับผลกระทบ จะได้รับคำแนะนำให้เฝ้าระวังอาการของโรคอีโบลาด้วยตนเองเป็นเวลา 21 วัน นับจากวันที่เดินทางออกจากประเทศดังกล่าว และให้รีบไปพบแพทย์ทันทีหากรู้สึกไม่สบาย

ในขณะเดียวกัน นักเดินทางขาออกที่มีแผนจะไปเยือนภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ ได้รับคำแนะนำให้ใช้มาตรการป้องกันที่จำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

CDA บอกอีกว่า ทางหน่วยงานกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะปรับเปลี่ยนมาตรการทางสาธารณสุขหากผลการประเมินความเสี่ยงมีการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การแพร่ระบาดของอีโบลาในดีอาร์คองโกและยูกันดา เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศแล้ว หลังจากดีอาร์คองโกยืนยันเรื่องการระบาดเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งจนถึงตอนนี้พบผู้เสียชีวิตแล้ว 131 ศพ และมีผู้ป่วยต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีก 513 คน

แม้ว่าทาง CDA จะระบุว่าไม่มีเที่ยวบินตรงจากดีอาร์คองโกและยูกันดามายังสิงคโปร์ และปริมาณการเดินทางยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็มีการแจ้งเตือนให้แพทย์เพิ่มความเข้มงวดและเฝ้าระวังโรคอีโบลาในผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่าย รวมถึงมีประวัติการเดินทางไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเมื่อไม่นานมานี้ด้วย

CDA เผยด้วยว่า แพทย์ผู้ปฏิบัติงานทางการแพทย์และห้องปฏิบัติการทั้งหมดจำเป็นต้องแจ้งให้ทางสำนักงานฯ ทราบในทันทีหากพบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันหรือเข้าข่ายสงสัยว่าติดเชื้อโรคอีโบลา นอกจากนี้ ยังมีการใช้บัตรสำแดงสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (eHDC) ซึ่งกำหนดให้ผู้เดินทางขาเข้าต้องสำแดงสถานะทางสุขภาพและประวัติการเดินทางของตนเองด้วย

“ผู้เดินทางจะต้องเข้ารับการประเมินทางการแพทย์ ณ จุดเดินทางเข้าประเทศ หากมีอาการที่เข้าข่ายโรคอีโบลาและมีประวัติการเดินทางไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ” CDA ย้ำ

นายออง ยี คุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกำลังเข้าร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลกประจำปี ณ กรุงเจนีวา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า สถานการณ์ในประเทศแถบแอฟริกาที่ได้รับผลกระทบกำลังเลวร้าย และ “เราน่าจะได้เห็นยอดผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมากในอีกไม่กี่วันและไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ลั่น จำเป็นต้องทำสงครามอิหร่าน ไม่ว่าจะได้รับความนิยมหรือไม่

ทรัมป์ลั่น จำเป็นต้องทำสงครามอิหร่าน ไม่ว่าจะได้รับความนิยมหรือไม่

19 พ.ค. 2569 23:36 น.

ทรัมป์ลั่น จำเป็นต้องทำสงครามอิหร่าน ไม่ว่าจะได้รับความนิยมหรือไม่

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า จำเป็นต้องทำสงครามกับอิหร่านเพื่อขัดขวางไม่ให้เตหะรานได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ว่าการทำแบบนี้จะได้รับความนิยมจากชาวอเมริกันหรือไม่ก็ตาม

เมื่อ 19 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาคิดว่าสงครามของสหรัฐฯ กับอิหร่านนั้นได้รับความนิยมจากประชาชน และถึงแม้จะไม่เป็นเช่นนั้น การขัดขวางไม่ให้เตหะรานมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองก็ถือเป็นภารกิจที่คุ้มค่า

“ฟังนะ ใคร ๆ ก็บอกผมว่าเรื่องนี้ไม่ได้รับความนิยม แต่ผมคิดว่ามันจะได้รับความนิยมอย่างมากเมื่อคุณ—เมื่อพวกเขาได้ยินว่ามันเกี่ยวข้องกับอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธที่สามารถทำลายล้างลอสแอนเจลิส หรือทำลายล้างเมืองใหญ่ ๆ ได้ในพริบตา” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร

“ไม่ว่ามันจะได้รับความนิยมหรือไม่ก็ตาม ผมก็ต้องทำ เพราะผมจะไม่ยอมให้โลกใบนี้ถูกระเบิดเป็นจุลต่อหน้าต่อตาในระหว่างที่ผมอยู่ในตำแหน่ง” ทรัมป์กล่าว “มันจะไม่มีวันเกิดขึ้น”

คำพูดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกิดขึ้นในขณะที่คะแนนนิยมของเขาลดฮวบลงนับตั้งแต่เริ่มเปิดฉากสงครามเมื่อ 28 ก.พ. โดยมีชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 36 ที่ให้การสนับสนุน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความประกาศว่า เขาจะ “ชะลอ” แผนการโจมตีอิหร่านที่จะมีขึ้นในวันอังคารออกไปก่อน โดยอ้างว่าเป็นคำขอจากผู้นำของกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

อย่างไรก็ตามในวันอังคาร เขากล่าวว่าการชะลอการโจมตีดังกล่าวจะมีผลแค่เพียง “ในช่วงระยะเวลาจำกัด” เท่านั้น โดยอาจจะชะลอจนถึงสัปดาห์หน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

WHO เตือน อีโบลาอาจแพร่ระบาดเร็วกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก

WHO เตือน อีโบลาอาจแพร่ระบาดเร็วกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก

19 พ.ค. 2569 22:52 น.

WHO เตือน อีโบลาอาจแพร่ระบาดเร็วกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก

องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนว่า จำนวนผู้ติดเชื้ออาจกำลังแพร่กระจายไปเร็วกว่าที่ประเมินไว้ตอนแรก หลังจำนวนผู้เสียชีวิตจากอีโบลาในดีอาร์คองโกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อ 19 พ.ค. 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนว่า จำนวนผู้ติดเชื้ออาจกำลังแพร่กระจายไปเร็วกว่าที่ประเมินไว้ตอนแรก หลังจำนวนผู้เสียชีวิตจากอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ปัจจุบัน ไวรัสชนิดนี้คร่าชีวิตผู้คนในดีอาร์คองโกไปแล้ว 131 ศพ และเจ้าหน้าที่ระบุว่าขณะนี้มีผู้ป่วยที่เข้าข่ายสงสัยติดเชื้อในประเทศอีกมากกว่า 513 ราย นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพในประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดา

ดร. แอนน์ แอนเซีย จากองค์การอนามัยโลก ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า ยิ่งหน่วยงานของสหประชาชาติเข้าไปสืบสวนการแพร่ระบาดครั้งนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าโรคได้แพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่น ๆ แล้ว

แบบจำลองจากศูนย์วิเคราะห์โรคติดเชื้อระดับโลก MRC ในกรุงลอนดอน ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ชี้ว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อที่ “หลุดรอดการตรวจพบ” อยู่เป็นจำนวนมาก และไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่ว่าในปัจจุบันอาจมีผู้ติดเชื้อทะลุ 1,000 รายไปแล้ว

ผลการศึกษาระบุว่า การแพร่ระบาดในปัจจุบันนั้น “มีขนาดใหญ่กว่าที่ตรวจพบในตอนนี้” และ “ขนาดที่แท้จริงของการระบาดยังคงไม่แน่นอน”

ชาวบ้านท้องถิ่นรายหนึ่งในดีอาร์คองโก ซึ่งเรียกตัวเองว่า “บิ๊กบอย” (Bigboy) บอกกับ บีบีซี ว่า ผู้คนกำลัง “หวาดกลัวกันมาก” และปกป้องตัวเองด้วยวิธีการป้องกันต่างๆ เช่น การล้างมือด้วยน้ำสะอาด แต่ก็เสริมว่าเขาอยากให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น หน้ากากอนามัย

ขณะที่ อัลเฟรด กิซา ชาวบ้านอีกรายในจังหวัดอิตูรี (Ituri) ซึ่งกำลังเกิดการระบาดอย่างหนัก กล่าวว่า คนในชุมชนต่างตระหนักถึงภัยคุกคามนี้และกำลังรอรับหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตนเอง แต่ตัวเขาเองก็ยอมรับว่าไม่รู้จะทำอย่างไรดีหากมีสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทติดเชื้อโรคนี้ขึ้นมา

สภากาชาดเตือนว่า ไวรัสอีโบลาสามารถทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วหากไม่สามารถระบุตัวผู้ติดเชื้อได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ประกอบกับการที่ชุมชนขาดข้อมูลข่าวสาร และระบบสาธารณสุขต้องแบกรับภาระจนเกินขีดความสามารถ และตอนนี้ “เรากำลังเผชิญกับปัจจัยทั้งหมดที่ว่ามา” ในการแพร่ระบาดระลอกปัจจุบัน

ในวันอังคาร ประธานาธิบดีเฟลิกซ์ ชิเซเคดี แห่งดีอาร์คองโก ออกมาเรียกร้องให้ประชาชน “อยู่ในความสงบ” และกระตุ้นให้ชาวคองโกตื่นตัวและเฝ้าระวังอยู่เสมอ หลังจากที่เขาได้เรียกประชุมด่วนเพื่อรับมือวิกฤตการณ์นี้เมื่อเย็นวันจันทร์

ด้าน ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อนเพิ่งประกาศให้การระบาดของอีโบลาในดีอาร์คองโกเป็น “สถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ” กล่าวว่าเขารู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับขนาดและความเร็วของการระบาดใหญ่ในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กองทัพอิหร่านเตือน พร้อมเปิดแนวรบใหม่ หากสหรัฐฯ หวนโจมตีอีกครั้ง

กองทัพอิหร่านเตือน พร้อมเปิดแนวรบใหม่ หากสหรัฐฯ หวนโจมตีอีกครั้ง

19 พ.ค. 2569 22:01 น.

กองทัพอิหร่านเตือน พร้อมเปิดแนวรบใหม่ หากสหรัฐฯ หวนโจมตีอีกครั้ง

กองทัพอิหร่านเตือนว่า พวกเขาพร้อมเปิดแนวรบใหม่ หากสหรัฐฯ หวนกลับมาโจมตีอีกครั้ง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความขู่เพื่อบีบให้อิหร่านยอมทำข้อตกลง

เมื่อวันอังคารที่ 19 พ.ค. 2569 นาย โมฮัมหมัด อัครามินิอา โฆษกกองทัพอิหร่านออกมาเตือนว่า พวกเขาพร้อม “เปิดแนวรบใหม่” เพื่อต่อสู้กับสหรัฐอเมริกาหากมีการเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความว่า เขาสั่งระงับการโจมตีอิหร่านที่ควรจะเกิดขึ้นในวันนี้ ตามคำขอของชาติอ่าวอาหรับ ด้วยความหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาสหรัฐฯ) ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เปิดเผยเรื่องการระงับการโจมตีดังกล่าว แต่ย้ำด้วยว่า เขาสั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ “เตรียมพร้อมที่จะเดินหน้าโจมตีอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบและเป็นวงกว้างในทันที หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่สามารถยอมรับได้”

ต่อมาในวันอังคาร นาย โมฮัมหมัด อัครามินิอา โฆษกกองทัพอิหร่านก็ออกมาเตือนว่า จะ “เปิดแนวรบใหม่เพื่อต่อต้าน” สหรัฐฯ หากสหรัฐฯ กลับมาเปิดฉากโจมตีพวกเขาอีกครั้ง พร้อมเสริมด้วยว่า กองทัพอิหร่านได้ใช้โอกาสในช่วงที่มีการหยุดยิงนี้ “ในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการรบ” แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การหยุดยิงที่ยังคงเปราะบาง หลังบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. โดยวอชิงตันและเตหะรานต่างฝ่ายต่างยื่นข้อเสนอของตัวเองให้อีกฝ่ายเพื่อหาทางยุติสงคราม แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีทีท่าว่าการเจรจาอย่างเป็นทางการรอบใหม่จะเกิดขึ้น

ทางด้านกาตาร์ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการโจมตีของอิหร่านหลังจากสงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. ออกมาแสดงการสนับสนุนความพยายามของปากีสถานในการเป็นตัวกลางผลักดันการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ

“เราสนับสนุนความพยายามทางการทูตของปากีสถาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการดึงทุกฝ่ายมาร่วมมือกันและหาทางออก และเราเชื่อว่ากระบวนการนี้ยังต้องการเวลามากกว่านี้” มาเจด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ กล่าวในงานแถลงข่าว

ในขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านแถลงว่า ได้ยื่นข้อเสนอตอบกลับไปยังข้อเสนอล่าสุดของสหรัฐฯ แล้ว ซึ่งสื่อของอิหร่านพากันระบุว่าข้อเสนอของสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่ “เกินกว่าเหตุ” และ “ไม่มีการผ่อนปรนที่เป็นรูปธรรมใด ๆ ให้เลย”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สำนักข่าว Fars ของอิหร่านรายงานว่า วอชิงตันได้ยื่นข้อเสนอมาเป็นรายการทั้งหมด 5 ข้อ ซึ่งรวมถึงข้อเรียกร้องให้อิหร่านคงเหลือโรงงานนิวเคลียร์ที่เปิดใช้งานได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น และต้องส่งมอบคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงทั้งหมดให้แก่สหรัฐอเมริกา

Fars รายงานเสริมอีกว่า สหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศ แม้กระทั่ง 25% ก็ไม่ยอม และไม่ยอมจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามหรือค่าชดเชยความเสียหายจากสงครามใด ๆ ทั้งสิ้น

รายงานระบุว่า สหรัฐฯ ยังแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะยุติการสู้รบก็ต่อเมื่อเตหะรานยอมเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม อิหร่านประกาศกร้าวว่ายังคงยืนกรานในข้อเรียกร้องของตนเอง ซึ่งรวมถึงการปลดปล่อยทรัพย์สินที่ถูกอายัด, การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่มีมาอย่างยาวนาน และการจ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม

แต่ในเวลาต่อมา สำนักข่าว Tasnim รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อซึ่งใกล้ชิดกับทีมเจรจาของอิหร่าน โดยระบุว่า สหรัฐฯ ยอมถอยให้ก้าวหนึ่งในร่างข้อเสนอล่าสุด โดยตกลงที่จะงดเว้นมาตรการคว่ำบาตรด้านน้ำมันในระหว่างที่การเจรจากำลังดำเนินอยู่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สเปนจับกุมลูกชายผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mango ต้องสงสัยเหตุบิดาตกหน้าผาเสียชีวิต

สเปนจับกุมลูกชายผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mango ต้องสงสัยเหตุบิดาตกหน้าผาเสียชีวิต

19 พ.ค. 2569 16:29 น.

สเปนจับกุมลูกชายผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mango ต้องสงสัยเหตุบิดาตกหน้าผาเสียชีวิต

ตำรวจสเปนบุกจับกุม “โจนาธาน อันดิก” ลูกชายคนโตของ “อิซัก อันดิก” มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งอาณาจักรเสื้อผ้าแบรนด์ดังระดับโลก Mango ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุตกหน้าผาเมื่อปี 2024 หลังพบพิรุธในคำให้การ 

สำนักงานตำรวจแห่งแคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน แถลงยืนยันการจับกุม โจนาธาน อันดิก ลูกชายคนโตของ อิซัก อันดิก ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นระดับโลก Mango หลังจากที่นายอิซักได้พลัดตกหน้าผาเสียชีวิตระหว่างการเดินป่าเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2024 ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้เป็นการยืนยันตามรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ลา วานกวาร์เดีย 

ในวันเกิดเหตุ โจนาธานอยู่กับบิดาวัย 71 ปีเพียงลำพัง ก่อนที่เจ้าพ่อค้าปลีกแฟชั่นรายใหญ่จะพลัดตกจากที่สูงจนเสียชีวิตบริเวณใกล้กับถ้ำซัลนีเตร ในเมืองกอลบาโต ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขามอนต์เซอร์รัต ใกล้นครบาร์เซโลนา ซึ่งมีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชันและหุบเหว

ในช่วงแรก เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุ โดยผลการสอบสวนเบื้องต้นชี้ว่านายอิซักอาจจะลื่นล้ม และผู้พิพากษาได้สั่งปิดคดีไปเมื่อเดือนมกราคม ปี 2025 เนื่องจากไม่พบหลักฐานที่ส่อถึงการกระทำความผิดทางอาญา

อย่างไรก็ตาม ทีมสืบสวนของตำรวจแคว้นกาตาลุญญา ร่วมกับอัยการและศาล ได้ตัดสินใจรื้อคดีขึ้นมาสอบสวนใหม่ในเดือนตุลาคม ปี 2025 หลังจากพบ “ความไม่สอดคล้องและข้อพิรุธหลายประการ” ในคำให้การของโจนาธาน อันดิก โดยสื่อสเปนหลายสำนักรายงานตรงกันว่า พ่อลูกคู่นี้มีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดและมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงไม่นานก่อนเกิดเหตุ

ด้านโจนาธาน อันดิก ยังคงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของบิดา และย้ำว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งเขาจะถูกนำตัวไปขึ้นศาลในเมืองมาร์ตอเรลล์ ใกล้กับเมืองบาร์เซโลนา เพื่อให้ผู้พิพากษาสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้งในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้

ขณะที่ทางครอบครัวอันดิกได้ออกแถลงการณ์แสดงความมั่นใจในความบริสุทธิ์ของโจนาธาน โดยระบุว่า “ทางครอบครัวจะยังคงให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีอำนาจอย่างเต็มที่เหมือนเช่นที่ผ่านมา นอกจากนี้ เราเชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมจะสิ้นสุดลงโดยเร็วที่สุด และจะพิสูจน์ได้ว่า โจนาธาน อันดิก เป็นผู้บริสุทธิ์”

สำหรับ อิซัก อันดิก เกิดเมื่อปี 1953 ที่เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ในครอบครัวชาวยิวเซฟาร์ดิก ก่อนจะย้ายมาตั้งรกรากที่แคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน ในช่วงทศวรรษ 1960 ขณะอายุได้ 14 ปี เขาเริ่มเส้นทางสายแฟชั่นจากการขายเสื้อผ้าและรองเท้าตามตลาดนัดเมื่ออายุ 17 ปี ก่อนจะขยายกิจการเปิดร้านแฟชั่น และก่อตั้งแบรนด์ Mango ในปี 1984 จนกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจสิ่งทอที่ยิ่งใหญ่ของสเปน และสามารถแข่งขันในเวทีระดับโลกคู่กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Zara

ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต อิซัก อันดิก ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร (Non-Executive Chairman) ของ Mango และได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส ว่ามีทรัพย์สินมูลค่าสูงถึง 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนล้านบาท).

อ่านข่าว euronews / independent

ยอดตายไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกพุ่งอย่างน้อย 131 ราย อนามัยโลกหารือวัคซีนทางเลือก

ยอดตายไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกพุ่งอย่างน้อย 131 ราย อนามัยโลกหารือวัคซีนทางเลือก

19 พ.ค. 2569 15:50 น.

ยอดตายไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกพุ่งอย่างน้อย 131 ราย อนามัยโลกหารือวัคซีนทางเลือก

การระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกทวีความรุนแรง มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 131 คน และพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อมากกว่า 510 ราย ขณะที่องค์การอนามัยโลกเร่งหารือแนวทางใช้วัคซีนทางเลือกรับมือการระบาดของไวรัสสายพันธุ์ที่ยังไม่มียารักษาเฉพาะ

สถานการณ์การระบาดของอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือดีอาร์คองโก กำลังสร้างความวิตกในระดับนานาชาติ หลังเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 131 คน และพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อมากกว่า 513 ราย

รัฐบาลดีอาร์คองโกระบุว่า ขณะนี้พบการแพร่ระบาดขยายวงกว้างมากขึ้น โดยมีรายงานผู้ป่วยในหลายพื้นที่ใหม่ ได้แก่ เมืองเนียกุนเด ในจังหวัดอิตูรี เมืองบูเตมโบ ในจังหวัดนอร์ทคิวู และเมืองโกมา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญทางตะวันออกของประเทศ และแถลงให้ความมั่นใจแก่ประชาชนว่า ทีมบุคลากรทางการแพทย์กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อแกะรอยและตรวจสอบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ พร้อมขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบและไม่ตื่นตระหนก แต่ความกังวลของภาคประชาชนยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของอีโบลาสายพันธุ์ “บันดิบูเกียว” (Bundibugyo) เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” (PHEIC) แต่ระบุว่ายังไม่เข้าเกณฑ์การระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic)

หนึ่งในความท้าทายครั้งใหญ่ของวิกฤตครั้งนี้คือ ไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บันดิบูเกียว มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40% และในปัจจุบันยัง “ไม่มีวัคซีนหรือยารักษาใดๆ ที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ” สำหรับสายพันธุ์นี้โดยเฉพาะ ทำให้ WHO เตรียมจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาทางเลือกด้านวัคซีนและมาตรการควบคุมโรคเพิ่มเติม

หนึ่งในวัคซีนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือ “Ervebo” ของบริษัท Merck ซึ่งเดิมใช้ป้องกันอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์ แต่มีผลการทดลองในสัตว์ที่บ่งชี้ว่าอาจช่วยป้องกันสายพันธุ์บันดิบูเกียวได้บางส่วน

ดร.โมโซกา ฟัลลาห์ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์ของศูนย์ควบคุมโรคแอฟริกา หรือ Africa CDC ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดก่อนตัดสินใจเลือกแนวทางรับมือที่เหมาะสมที่สุด

ขณะเดียวกันศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) เปิดเผยว่า ยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสนี้ข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดาแล้ว 2 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย

นอกจากนี้ ยังมีแพทย์ชาวอเมริกันติดเชื้ออีโบลาระหว่างปฏิบัติงานในคองโก โดยกลุ่มมิชชันนารีทางการแพทย์ Serge ระบุว่า ผู้ติดเชื้อคือ ดร.ปีเตอร์ สแตฟฟอร์ด ซึ่งเตรียมถูกส่งตัวไปรักษาที่ประเทศเยอรมนี ขณะที่แพทย์อีก 2 คน รวมถึงภรรยาของเขา อยู่ระหว่างกักตัวเฝ้าระวังอาการหลังสัมผัสผู้ป่วย

รายงานยังระบุว่า มีชาวอเมริกันอย่างน้อย 6 คนสัมผัสเชื้อระหว่างการระบาดครั้งนี้ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังประสานเคลื่อนย้ายบุคลากรบางส่วนไปยังพื้นที่กักกันปลอดภัย CDC ระบุว่า แม้ความเสี่ยงต่อสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ได้เริ่มมาตรการเฝ้าระวังเข้มงวด ทั้งการติดตามผู้เดินทางจากพื้นที่ระบาด การเพิ่มศักยภาพการตรวจหาเชื้อ และการเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลทั่วประเทศ

สหรัฐฯ ยังประกาศคำเตือนการเดินทางระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ห้ามประชาชนเดินทางไปยังดีอาร์คองโก ขณะที่ WHO แนะนำให้คองโกและยูกันดาเพิ่มมาตรการคัดกรองข้ามพรมแดน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสไปยังประเทศอื่น

ด้านรวันดาประกาศเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองตามแนวชายแดนกับคองโก ส่วนไนจีเรีย ระบุว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขยังเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพิธีศพแบบดั้งเดิมที่มีการสัมผัสร่างผู้เสียชีวิต เนื่องจากเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชื้อแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในการระบาดครั้งใหญ่ในแอฟริกาตะวันตกเมื่อปี 2014-2016 ซึ่งมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 28,600 คน และเสียชีวิตกว่า 11,000 คนทั่วโลก.

ที่มา BBC / Reuters

จีนอ่วม ฝนกระหน่ำภาคใต้-กลาง ทำน้ำท่วมดินถล่ม สังเวยแล้วอย่างน้อย 10 ศพ

จีนอ่วม ฝนกระหน่ำภาคใต้-กลาง ทำน้ำท่วมดินถล่ม สังเวยแล้วอย่างน้อย 10 ศพ

19 พ.ค. 2569 14:44 น.

จีนอ่วม ฝนกระหน่ำภาคใต้-กลาง ทำน้ำท่วมดินถล่ม สังเวยแล้วอย่างน้อย 10 ศพ

หลายมณฑลทางตอนใต้และตอนกลางของจีนเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 คน โรงเรียนและธุรกิจหลายแห่งต้องปิดทำการ ขณะที่ทางการเร่งอพยพประชาชนและประกาศเตือนภัยดินถล่ม น้ำป่า และน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่

หน่วยงานท้องถิ่นของจีนเปิดเผยว่า พายุฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค. ที่ ผ่านมา ได้ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมสูงและตัดขาดเส้นทางคมนาคมในหลายมณฑลทางตอนกลางและตอนใต้ของประเทศจีน 

โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของจีนประกาศเตือนภัยความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภัยพิบัติเกี่ยวเนื่องจากน้ำ เช่น ดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังรอการระบายในเขตเมืองหลวงและย่านชุมชน ครอบคลุมพื้นที่มณฑลเจียงซี, อันฮุย, หูหนาน, หูเป่ย, กุ้ยโจว, กว่างซี, กวางตุ้ง และเกาะไหหลำ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ยกระดับมาตรการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ประสบภัยแล้ว

ในเมืองจิงโจว มณฑลหูเป่ย ทางตอนกลางของประเทศ ระดับน้ำท่วมขังในตัวเมืองพุ่งสูงขึ้นจนถึงระดับหัวเข่าของชาวเมือง โดยคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์ม “โต่วอิน”  แสดงให้เห็นภาพชาวบ้านสามารถจับปลารวมถึงสัตว์น้ำที่หลุดลอยมาตามท้องถนนได้อย่างง่ายดาย ขณะที่รถยนต์จำนวนมากจมอยู่ใต้บาดาลเกือบมิดคัน ท่ามกลางตึกรามบ้านช่องและอาคารพาณิชย์ที่ถูกล้อมรอบไปด้วยมวลน้ำ

สถานีวิทยุโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (CCTV) รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตยืนยันแล้วอย่างน้อย 10 ราย โดยอุบัติเหตุที่ร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นที่เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อรถกระบะคันหนึ่งที่บรรทุกผู้โดยสารมาถึง 15 คน เสียหลักพลัดตกจากถนนลงสู่แม่น้ำที่กำลังเชี่ยวกรากและเอ่อล้นเนื่องจากฝนตกหนัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ทันทีอย่างน้อย 6 ราย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำป่าไหลหลากหลากเข้าท่วมหมู่บ้านในพื้นที่ลุ่มต่ำของมณฑลหูเป่ย์อีก 3 ราย และที่อำเภอสือเหมิน มณฑลหูหนาน อีก 1 ราย โดยในมณฑลหูหนานยังมีรายงานผู้สูญหายอีก 2 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงระดมกำลังค้นหาอย่างต่อเนื่อง

จากสภาวะน้ำท่วมขั้นรุนแรง ส่งผลให้เมืองใหญ่อย่างจิงโจวและจือเจียง ในมณฑลหูเป่ย ต้องประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการสั่งระงับการเรียนการสอนในโรงเรียน หยุดสายการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ปิดสถานประกอบการ และงดให้บริการระบบขนส่งสาธารณะชั่วคราว โดยทางการเมืองจิงโจวได้เปิดใช้งานแผนตอบสนองฉุกเฉินเพื่อควบคุมอุทกภัยระดับ 3 ตั้งแต่ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ในขณะที่มณฑลหูหนาน มีรายงานว่าประชาชนรวมทั้งสิ้น 18,406 ราย ได้รับการอพยพไปยังที่ปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมสิ่งของจำเป็นขั้นพื้นฐานไว้คอยรองรับ

นักอุตุนิยมวิทยาชาวจีนระบุว่า ปรากฏการณ์ฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์และครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 1,000 กิโลเมตร ในครั้งนี้ เกิดจากการปะทะและบรรจบกันของมวลความชื้นมหาศาลจากอ่าวเบงกอล ทะเลจีนใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิก ประกอบกับกลุ่มก้อนสภาพอากาศดังกล่าวเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ จึงทำให้มีปริมาณฝนสะสมหนาแน่นจนเกิดวิกฤต ซึ่งศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของจีนคาดการณ์ว่า กลุ่มฝนรุนแรงจะค่อยๆ เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกและทิศใต้ในช่วงสองวันนี้ โดยพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแยงซีตอนกลางและตอนล่างจะเผชิญกับฝนตกชุกหนาแน่นที่สุด

ขณะเดียวกันที่เกาะไหหลำ ทางตอนใต้ของจีน ได้มีการประกาศเตือนภัยพิบัติทางธรณีวิทยา หลังจากเกิดเหตุภูเขาถล่มลงมาทับเส้นทางหลวงในอำเภอหลิงสุ่ย ส่งผลให้ทางการต้องสั่งปิดถนนสายหลักหลายสายเพื่อความปลอดภัย

นอกจากภัยพิบัติน้ำท่วมแล้ว ทางการในมณฑลกว่างซียังต้องรับมือกับเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ (18 พ.ค.) ซึ่งส่งแรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายเมือง โดยเจ้าหน้าที่ต้องเร่งจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวจำนวน 99 แห่ง เพื่อรองรับชาวบ้านมากกว่า 4,000 คน และอพยพประชาชนรวมแล้วกว่า 7,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติซ้ำซ้อนในเวลานี้.

ที่มา Global Times / Reuters

“สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด” เตรียมปลดพนักงานกว่า 7,800 ตำแหน่ง หลังนำ AI มาใช้

"สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด" เตรียมปลดพนักงานกว่า 7,800 ตำแหน่ง หลังนำ AI มาใช้

19 พ.ค. 2569 13:43 น.

“สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด” เตรียมปลดพนักงานกว่า 7,800 ตำแหน่ง หลังนำ AI มาใช้

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดประกาศแผนลดพนักงานฝ่ายสนับสนุนกว่า 15% ภายในปี 2030 หรือราว 7,800 ตำแหน่ง หลังเร่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มผลกำไรและแข่งขันในธุรกิจธนาคารยุคใหม่

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ธนาคารยักษ์ใหญ่ที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ได้แถลงแผนยุทธศาสตร์ระดับโลก โดยระบุว่าจะทำการปรับลดตำแหน่งงานในส่วนปฏิบัติการองค์กรและสนับสนุนลง 15% ภายในปี 2030 ซึ่งจากการคำนวณพบว่าจะส่งผลให้มีการเลิกจ้างพนักงานมากกว่า 7,800 ตำแหน่ง จากจำนวนพนักงานในกลุ่มนี้ทั้งหมดที่มีอยู่ราว 52,000 คน จากจำนวนพนักงานทั่วโลกของธนาคารที่มีอยู่เกือบ 82,000 คน

นายบิล วินเทอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เปิดเผยว่า การปรับลดพนักงานในครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนโดยระบบอัตโนมัติและการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ พร้อมระบุว่า “นี่ไม่ใช่แค่การตัดลดต้นทุนแบบธรรมดา แต่ในบางกรณีมันคือการแทนที่ทุนมนุษย์ที่มีมูลค่าต่ำ ด้วยทุนทางเงินตราและทุนเพื่อการลงทุนที่เราใส่เข้าไปต่างหาก” อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าธนาคารตั้งเป้าที่จะโยกย้ายพนักงานส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอื่นๆ ภายในองค์กรแทนหากเป็นไปได้

ธนาคารระบุในแถลงการณ์ว่า กำลังขยายขอบเขตการใช้งานจริงของระบบอัตโนมัติ การวิเคราะห์ขั้นสูง และ AI เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความคล่องตัว ช่วยในการตัดสินใจ และเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในแง่การบริการลูกค้าและระบบการทำงานภายใน โดยศูนย์ปฏิบัติการแบ็กออฟฟิศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจะอยู่ในเมืองเจนไนและบังกาลอร์ของอินเดีย รวมถึงในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย และกรุงวอร์ซอของโปแลนด์

การประกาศลดพนักงานครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายของแผนการดำเนินงานนับทศวรรษของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ที่ต้องการพลิกโฉมองค์กรจากธนาคารที่ตกเป็นเป้าหมายในการเข้าซื้อกิจการ ให้กลายเป็นสถาบันการเงินที่ทำกำไรได้อย่างมั่นคง โดยธนาคารได้ปรับเพิ่มเป้าหมายอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นที่จับต้องได้ ขึ้นไปอยู่ที่สูงกว่า 15% ในปี 2028 และคาดว่าจะขยับขึ้นไปถึงราว 18% ในปี 2030 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่

นอกจากนี้ ธนาคารยังคงมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง รวมถึงกลุ่มลูกค้าบุคคลที่มั่งคั่งและสถาบันการเงินภายใต้ฝ่ายวาณิชธนกิจและบรรษัทภิบาล โดยธนาคารได้เลื่อนเป้าหมายในการดึงดูดเงินทุนใหม่สุทธิ มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐให้เร็วขึ้นเป็นปี 2028 จากเดิมที่ตั้งไว้ปี 2029 หลังจากที่ในไตรมาสแรกธนาคารสามารถทำรายได้จากกลุ่มธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและเงินทุนใหม่จากลูกค้าได้สูงเป็นประวัติการณ์

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้นของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง พุ่งสูงขึ้น 2.5% ในช่วงการซื้อขายภาคเช้า สวนทางกับดัชนีฮั่งเส็งที่ค่อนข้างทรงตัวในวันเดียวกัน

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดไม่ใช่สถาบันการเงินแห่งแรกที่ปลดพนักงานเพื่อหลีกทางให้ AI โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดีบีเอส (DBS) ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ ก็ได้ประกาศแผนปรับลดพนักงานสัญญาจ้างและพนักงานชั่วคราวราว 4,000 ตำแหน่งในช่วง 3 ปีข้างหน้าเช่นกัน

กระแสการเลิกจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับ AI กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อคนทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ โดยในปีนี้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายแห่งที่ทุ่มเงินมหาศาลไปกับการสร้างเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ต่างพากันปลดพนักงานเป็นจำนวนมาก เช่น เมตา (Meta) บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก ที่ประกาศว่าจะปรับลดพนักงานลง 10% หรือราว 8,000 ตำแหน่ง พร้อมระงับการเปิดรับสมัครงานในอีกหลายพันตำแหน่ง รวมถึง แอมะซอน (Amazon) ที่ประกาศเลิกจ้างพนักงานมากกว่า 30,000 ราย และ ออราเคิล (Oracle) ที่ปรับลดไปมากกว่า 10,000 รายในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งภาคการเงินและภาคเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังเร่งรวมโมเดล AI ขั้นสูงเข้ามาในระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกที่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจในปัจจุบัน.

ที่มา BBC / Reuters

สงครามอิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์ยังเดือด ยอดตายเลบานอนทะลุ 3,000 ศพ

สงครามอิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์ยังเดือด ยอดตายเลบานอนทะลุ 3,000 ศพ

19 พ.ค. 2569 12:30 น.

สงครามอิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์ยังเดือด ยอดตายเลบานอนทะลุ 3,000 ศพ

สถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงรุนแรง แม้ทั้งสองฝ่ายตกลงขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 45 วัน โดยกระทรวงสาธารณสุขเลบานอนเผยยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลพุ่งเกิน 3,000 คน ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังเดินหน้าโจมตีกันต่อเนื่อง

กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตในประเทศจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้พุ่งทะลุเกิน 3,000 ศพ โดยตัวเลขอย่างเป็นทางการ ณ วันจันทร์ที่ผ่านมา (18 พ.ค.) อยู่ที่ 3,020 ศพ ในจำนวนนี้รวมถึงผู้หญิง เด็ก และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จำนวน 619 ราย ซึ่งสะท้อนว่าการสู้รบยังคงไม่มีทีท่าว่าจะลดลง แม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงก็ตาม

ชนวนเหตุของสงครามครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม หลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้เปิดฉากยิงจรวดถล่มอิสราเอล เพื่อตอบโต้เหตุการณ์ที่อิสราเอลโจมตีปลิดชีพผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ท่ามกลางบริบทความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน

ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา  (15 พ.ค.) เลบานอนและอิสราเอลจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการขยายเวลาหยุดยิงที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางออกไปอีก 45 วัน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืน และมีกำหนดจะกลับมาเจรจากันอีกครั้งในต้นเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงครั้งแรกที่ประกาศโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 เมษายน มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเฉพาะในช่วงเวลาหยุดยิงนี้แล้วกว่า 400 ศพ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างละเมิดข้อตกลงหลายครั้ง

เงื่อนไขในข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวเปิดช่องให้อิสราเอลสามารถปฏิบัติการโจมตีได้ หากอ้างว่าเป็นไปเพื่อต่อต้านกิจกรรมทางทหารของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งทางรัฐบาลเลบานอนได้ออกมาประณามการโจมตีเหล่านี้ โดยระบุว่าเป็นการทำลายความพยายามของรัฐบาลในการเข้ามาควบคุมอาวุธของกลุ่มติดอาวุธแต่เพียงผู้เดียวในประเทศ ขณะที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์เองก็แสดงท่าทีคัดค้านการที่รัฐบาลเลบานอนเข้าร่วมการเจรจาในครั้งนี้

รายงานระบุว่า นับตั้งแต่มีการประกาศขยายเวลาหยุดยิงเมื่อวันที่ 15 พ.ค. กองทัพอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีทางอากาศในเมืองและหมู่บ้านต่างๆ ทั่วทางตอนใต้ของเลบานอน รวมถึงบริเวณหุบเขาเบกา โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีหมู่บ้านมากกว่า 24 แห่ง แต่มีเพียง 9 แห่งเท่านั้นที่มีการแจ้งเตือนให้ประชาชนอพยพล่วงหน้า และล่าสุดในรอบ 24 ชั่วโมงก่อนวันจันทร์ อิสราเอลเผยว่าได้โจมตีที่ตั้งของฮิซบอลเลาะห์ไปมากกว่า 30 แห่ง พร้อมออกคำสั่งเตือนให้ชาวบ้านใน 3 หมู่บ้านทางตอนใต้อพยพออกจากพื้นที่

นอกจากนี้ แหล่งข่าวความมั่นคงของเลบานอนระบุว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลใกล้กับเมืองบัลเบก ทางตะวันออกของประเทศ ได้ส่งผลให้ นายวาเอล มะห์มูด อับดุล ฮาลิม ผู้บัญชาการกลุ่มญิฮาดอิสลามปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของฮิซบอลเลาะห์ เสียชีวิตพร้อมกับลูกสาวของเขา โดยกองทัพอิสราเอลออกมายอมรับว่าได้สังหารแกนนำรายนี้จริงและอ้างว่าได้ดำเนินมาตรการลดความเสี่ยงต่อพลเรือนแล้ว แต่ไม่มีการกล่าวถึงลูกสาวของผู้บัญชาการรายดังกล่าว

ทางกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ออกมาประกาศตอบโต้ โดยระบุว่ากองกำลังของตนได้ส่งฝูงโดรนโจมตีฆ่าตัวตาย เข้าใส่ค่ายทหารยาอารา และระบบป้องกันภัยทางอากาศไอออนโดมของอิสราเอลในพื้นที่กาลิลีทางตอนเหนือของอิสราเอล รวมถึงปฏิบัติการโจมตีกองทัพอิสราเอลในพื้นที่เลบานอนใต้หลายครั้ง ซึ่งทางกองทัพอิสราเอลยืนยันว่ามีวัตถุระเบิดและโดรนข้ามฝั่งเข้ามาในดินแดนของตนจริง

ปัจจุบัน กองกำลังภาคพื้นดินของอิสราเอลยังคงเดินหน้ายึดครองพื้นที่ชายแดนทางตอนใต้ของเลบานอน ลึกเข้ามาประมาณ 10 กิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ระบุว่าเป็น “เขตความมั่นคง” โดยอิสราเอลได้ทำการรื้อถอนและทำลายหมู่บ้านหลายแห่ง โดยอ้างวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอลจากการโจมตีของนักรบฮิซบอลเลาะห์ที่แฝงตัวอยู่ในย่านชุมชน

นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคม ฝ่ายอิสราเอลต้องสูญเสียกำลังพลทหารไปแล้ว 20 นาย และมีพลเรือนเสียชีวิต 4 ราย ขณะที่วิกฤตครั้งนี้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในระดับภูมิภาค โดยอิหร่านระบุว่า การยุติสงครามของอิสราเอลในเลบานอน ถือเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องหลักของอิหร่านในการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งในภาพรวมกับสหรัฐฯ และอิสราเอล.

ที่มา BBC / Reuters